ยัยซึมเศร้ากับนายเหงาคุง

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 5 การจากลาเพื่อการเริ่มต้น (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    18 ต.ค. 61




ตอนที่ 5

 

นิลทำนู่นทำนี่นับถอยหลังรอนาฬิกาที่กำลังจะเดินหน้าสู่เวลา 6 โมงเช้า อันเป็นช่วงเวลาแห่งการนัดหมายที่เธอจะต้องไปปลุกหนุ่ม เธอลงไปอาบน้ำพร้อมเหมียวที่โอฟุโระของเรียวกัง ก่อนจะกลับขึ้นมาเปิดโทรทัศน์ภายในห้องกรอกหูไม่ให้หัวว่าง ตลอดเวลาที่แต่งตัว และกินขนมกรุบกรอบกับน้ำชาที่เหลือจากงานเทศกาลเมื่อคืนนี้รองท้อง

วันนี้เขาและพวกเธอจะไปหาอาหารเช้ากินกันที่ตลาดโยบูโกะ และหากมีเวลาก็จะไปเที่ยวจุดชมวิวยอดฮิตบนภูเขาคากามิยาม่า ซึ่งจะสามารถมองเห็นทั้งแนวเขตป่าสนนิชิ โนะ มัตสึบาระ, อ่าวคาราสึ, วิวเมืองคาราสึ และอาจเห็นได้ไกลไปถึงเกาะอิคิของ จ.นางาซากิ หากท้องฟ้าโปร่งและพระอาทิตย์เป็นใจ

ทว่า... ปัญหาก็คือ สองสาวจะต้องรีบขึ้นรถไฟข้ามเกาะไปพักยังโรงแรมที่จองไว้ เพื่อทำภารกิจในวันรุ่งขึ้นให้ทัน นั่นเองที่ส่งผลให้คนทั้งหมดมีโอกาสที่จะท่องเที่ยวในเมืองคาราสึไม่ครบตามที่ได้ตั้งใจไว้

“หนุ่ม! 6 โมงแล้วนะ”

เมื่อเวลานัดหมายมาถึง นิลก็ออกจากห้องพักของเธอไปยืนร้องเรียกชายหนุ่มอยู่ที่หน้าห้องพักของเขา ในสมองของเธอเต็มไปด้วยความกังวล ขณะที่ในหัวใจของเธอก็ดังรัวไปด้วยเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจ มันเต้นแรงบ้าง ตั้งท่าจะหยุดเต้นบ้าง ในเมื่อหญิงสาวไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อจากนี้อีก

“ครับ... ตื่นแล้วครับ” หนุ่มร้องตอบออกมาจากในห้อง โดยไม่รู้เลยว่าสัญญาณการขานรับของเขา ทำให้เธอรีบเผ่นแน่บกลับห้อง เสมือนกลัวอีกฝ่ายจะเปิดประตูออกมาเจออย่างไรอย่างนั้น

แต่... ไม่ว่าจะพยายามหลบหน้ายังไง สุดท้ายเธอก็ต้องเจอกับเขาอยู่ดี

“เจ้าของเรียวกังบอกว่าเราฝากกระเป๋าไว้ได้ครับ แต่ให้เรามาเช็คเอาท์ออกก่อน 11 โมง ตอนนี้เราต้องรีบไปตลาดโยบูโกะกันแล้วล่ะ ไม่งั้นคงไม่ทันไปเที่ยวที่อื่นแน่ๆ” หนุ่มบอกสองสาว หลังจากซักถามนั่นนู่นนี่กับเจ้าของเรียวกัง จนได้ข้อมูลครบถ้วนตามที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว ท่าทางของเขาดูราวกับจำไม่ได้ว่าเมื่อคืนตัวเองได้ก่อเรื่องอะไรไว้กับหญิงสาวบ้าง ทำเอานิลอดเคืองไม่ได้

“เดี๋ยวเราต้องไปที่ท่ารถครับ แล้วต้องต่อรถบัสอีกสายนึงไปตลาดอีกที”

นั่นคือหมายกำหนดการแรกที่ทั้งสามจะต้องทำ เวลานี้เขาและพวกเธออยู่ในชุดพร้อมออกเที่ยวแล้ว โดยหนุ่มสวมเสื้อยืดสีดำ กับแจ็คเก็ตสีดำ กางเกงยีนส์ขาเดฟสีดำ และรองเท้าผ้าใบสีขาวดำคู่เดิม ขณะที่เหมียวอยู่ในชุดแซกสั้นสีขาว คอปก แขนกุด ผ่าหน้าติดกระดุมสลับสี กับกางเกงขาสั้นสีดำ และรองเท้าผ้าใบคู่เดิม ส่วนนิลสวมเสื้อคอปกแขนสั้นสีเหลืองมีกุ๊นสีน้ำตาลผูกเป็นโบว์เชือกทั้งที่แขนทั้งสองข้าง รวมไปถึงบริเวณเหนือหน้าอก กับสวมทับด้วยเสื้อไหมพรมแขนยาวสีโอวัลตินเพื่อกันแดด และสวมกางเกงยีนส์ขาตรงสีน้ำเงิน กับรองเท้าผ้าใบคู่เดิม

แต่... ที่ไม่เหมือนเดิมนอกจากสภาพจิตใจแล้ว ยังมีเรื่องของสภาพร่างกายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

“เป็นอะไร ไหวไหม?” หนุ่มยืนรอถามนิลที่เดินตามหลังเขามาช้าๆ ด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก

“เวียนหัว คลื่นไส้ แต่ยังไหว น่าจะเพราะเมื่อคืนไม่ค่อยได้นอน นอนได้แค่ชั่วโมงสองชั่วโมงก็ตื่นแล้ว” นิลตอบ และยังคงแอบเคืองอีกฝ่ายที่ทำท่าทางสงสัยเรื่องที่เธอไม่ค่อยได้นอนว่ามาจากสาเหตุใด นี่ถ้าเธอกระโดดเตะก้านคอเขาให้สลบได้คงทำไปแล้วแน่ๆ

“หิวไหม รออยู่นี่นะ ผมจะไปซื้ออะไรมาให้กิน”

ทันทีที่มาถึงอาคารหลายชั้นบริเวณสี่แยกซึ่งชั้นล่างเป็นสถานีรถบัส ภายในมีมินิมาร์ท พร้อมที่นั่งรอรถบัสจำนวนเพียงพอกับผู้มาใช้บริการ และมีตารางเดินรถ รวมทั้งป้ายประกาศเรียกขึ้นรถสองภาษาคือภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ หนุ่มกับเหมียวก็แยกตัวออกไป โดยหนุ่มไปที่ร้านมินิมาร์ท ขณะที่เหมียวแวะเข้าห้องน้ำ จึงเหลือแค่นิลที่นั่งรอคนทั้งคู่ด้วยอาการพะอืดพะอม เธอได้แต่สั่งตัวเองว่าห้ามอาเจียนออกมาเด็ดขาด ไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหน!!

“กินขนมปังรองท้องไปก่อนนะ อีกไกลกว่าจะถึงตลาด” หนุ่มกลับมาพร้อมขนมปังสำหรับสองสาวและตัวเขาเอง เหมียวไม่ค่อยอยากกินนักเพราะยังไม่หิว ส่วนนิลก็ไม่กล้าบอกชายหนุ่มว่าเธอกินขนมกับน้ำชาที่เหลือจากงานเทศกาลเมื่อคืนมาแล้ว เพราะกลัวเขาจะเสียใจ จึงรับขนมปังมากิน โชคดีที่เขาซื้อไส้ถั่วแดงมาโดยไม่รู้ว่าเธอชอบ แล้วก็น่าแปลกที่ขนมปังชิ้นนั้นช่วยให้นิลหายพะอืดพะอมและเวียนหัวได้ เธอจึงเดาว่าส่วนหนึ่งของอาการนั้นอาจมาจากการที่เธอกินขนมกรุบกรอบตอนท้องว่างแต่เช้าตรู่ด้วย

“รถมาแล้วนะ อย่าเอาขนมปังขึ้นไปกินบนรถ มันจะเลอะเทอะ กินตรงนี้ให้หมดไปเลย”

ทันทีที่รถบัสมาถึง หนุ่มก็เร่งให้สองสาวจัดการกับขนมปังที่กำลังกินอยู่ให้เรียบร้อย เหมียวจึงยัดขนมปังของเธอที่กินเหลืออยู่ให้หนุ่ม แล้วขึ้นรถบัสไปด้วยอาการร่าเริง ทำเอานิลได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ระหว่างที่รีบกินขนมปังไส้ถั่วแดงในมือตัวเองให้หมดทันเวลารถออก ส่วนหนุ่มก็ยืนกินขนมปังของเหมียวด้วยอาการงงๆ ก่อนที่ทั้งสองคนจะตามเหมียวขึ้นไปนั่งบนรถบัส เตรียมพร้อมออกเดินทางสู่ตลาดอาหารทะเลสดๆ ยามเช้า อันเป็นการตามรอยซีรี่ส์ดังของไทยทว่ามีการเดินทางไปถ่ายทำยังประเทศญี่ปุ่นที่หนุ่มเคยดูผ่านอินเตอร์เน็ต

บรืนนนน...

ไม่นานรถบัสก็พาทั้งสามคนมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางแรกของวันนี้ หลังจากผ่านบริเวณตัวเมืองที่มีทั้งตึกรามบ้านช่องทั้งเล็กและใหญ่มาแล้ว ตลอดสองข้างทางบนถนนที่ทอดยาวคดเคี้ยวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ บนเนินเขา ยังคงเป็นวิวทิวทัศน์แบบชนบท ตั้งแต่ทุ่งหญ้าเขียวขจี ทุ่งนาซึ่งมีต้นข้าวที่กำลังแข่งกันเติบโต แนวต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น ล้อมรอบด้วยภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวทั้งลูกชวนให้รู้สึกสบายตายามทอดสายตามอง ยิ่งไปกว่านั้นอ่าวคาราสึและลูกคลื่นจากเรือประมงที่สะท้อนประกายแดดยามเช้าก็นับเป็นภาพที่งดงาม ตัดสลับผสมปนเปไปกับบ้านเรือนที่มีชีวิตประจำวันของผู้คนที่นั่นเป็นฉากหลัง ทุกอย่างล้วนควรค่าแก่การบันทึกภาพเก็บไว้เป็นความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิต ทว่าเพราะนิลกับเหมียวเลือกที่นั่งติดกับฝั่งบ้านคนเสียเป็นส่วนมาก นิลจึงหมายมั่นปั้นมือจะถ่ายภาพในตอนขากลับแทน

“หนุ่ม... ถึงแล้ว ลงรถได้แล้ว” นิลปลุกหนุ่มที่หลับคาเบาะรถบัสมาตลอดเส้นทาง กระทั่งรถแล่นลงจากเนินเขามาจอดที่สถานีรถบัสบริเวณตลาดโยบูโกะ ซึ่งเป็นสถานีเล็กๆ ตรงสามแยกใกล้กับท่าเรือโยบูโกะ อันเป็นจุดหมายปลายทางที่ทั้งสามจะต้องลงจากรถ และเดินไปยังตลาดเช้าที่อยู่ใกล้ๆ โชคดีที่หนุ่มไม่ได้หลับลึกถึงขั้นปลุกไม่ตื่น มิเช่นนั้นสองสาวคงไม่รู้จะหามอีกฝ่ายลงจากรถได้อย่างไร

ทั้งสามลงจากรถบัสเป็นกลุ่มสุดท้าย และค่อยๆ เดินทอดน่องไปที่ตลาด โดยระหว่างทางจะต้องผ่านท่าเรือ ซึ่งมีเรือประมงขนาดย่อมจอดเทียบท่าอยู่ 4-5 ลำ ท่ามกลางกระแสน้ำของอ่าวที่กระเพื่อมขึ้นลงสะท้อนแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าเป็นประกายสวยงาม พลอยให้นิลกับเหมียวอดหยุดยืนเก็บภาพความประทับใจไม่ได้ ขณะที่หนุ่มเองก็อาสาช่วยเก็บภาพให้กับสองสาวมุมนั้นทีมุมนี้ทีมุมโน้นที มิหนำซ้ำยังแอบใช้โทรศัพท์มือถือของเขาถ่ายรูปนิล ตอนที่เธอกำลังถ่ายรูปท่าเรือ ก่อนที่ทั้งหมดจะพากันเดินมาที่ตลาดเช้า ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารทะเลสดๆ แซมด้วยผักผลไม้ทั้งสดและตากแห้งประปราย ตลอดทางเดินความยาวประมาณ 200 เมตร ยิ่งไปกว่านั้นภายในตลาดยังมีป้ายแสตนดี้รูปปลาหมึกคู่เจาะรูให้ผู้มาเยือนได้เข้าไปยืนเสนอหน้าตัวเองบนหมวกของเจ้าหมึกด้วย และมีหรือที่ทั้งสามคนจะพลาด ต่างผลัดกันเข้าไปถ่ายรูปอย่างสนุกสนานวนรอบจนได้รูปครบคู่

“หนุ่มหาอะไรเนี่ย?” นิลอดถามขึ้นมาไม่ได้ เมื่อเห็นหนุ่มพาพวกเธอเดินวนไปก็วนมาอยู่ในตลาดโยบูโกะ ผ่านร้านขายปลาทะเล ร้านขายหอย ร้านขายปลาแห้ง ปลาหมึกแห้ง ร้านขายผักดอง แล้วก็วนกลับมาที่ร้านขายหอยอีก เหมือนกำลังตามหาอะไรบางอย่างที่เธอเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

“ผมกำลังหาหอยซาซาเอะย่างแบบในซีรี่ส์ที่ผมดูอยู่ อยากลองกินดูว่ามันเป็นยังไง แต่ร้านแถวนี้ส่วนใหญ่จะไม่ได้ย่างให้” หนุ่มพูดถึงหอยสังข์ญี่ปุ่น ซึ่งมีลักษณะคล้ายหอยสังข์ไทยผสมกับหอยตาวัว แต่จนแล้วจนรอดเขาก็หาร้านที่ขายหอยซาซาเอะย่างไม่ได้ สุดท้ายชายหนุ่มจึงจำต้องล้มเลิกความตั้งใจของตัวเอง แล้วพาสองสาวไปกินข้าวเช้าที่ร้านอาหารซึ่งอยู่ถัดจากตลาดไปประมาณ 200 เมตร

“ผมจะพาพวกพี่มากินหมึกใสแบบในซีรี่ส์ที่ผมดู อืม... น่าจะเป็นร้านนี้แหละ” หนุ่มมองป้ายภาษาญี่ปุ่นด้านหน้าร้านอาหาร ซึ่งเป็นอาคาร 3 ชั้น โดยชั้นล่างเป็นลานจอดรถ และมีบันไดด้านหน้าร้านทอดยาวขึ้นไปบนชั้น 2 อันเป็นจุดต้อนรับลูกค้า โดยมีบ่อปลาหมึกใสโชว์ความสดอวดโฉมให้ทั้งสามได้ถ่ายรูปกันอย่างตื่นเต้นอยู่บนชั้นนี้ด้วย ก่อนที่พนักงานประจำร้านจะพาหนุ่ม นิล และเหมียวขึ้นบันไดภายในร้านไปยังชั้นบนสุดอันเป็นพื้นที่สำหรับนั่งรับประทานอาหาร

“พี่สั่งไม่เป็นนะ หนุ่มจะกินอะไรก็สั่งเลย เดี๋ยวพี่ช่วยออก” นิลบอกหนุ่มระหว่างที่นั่งลงบนเบาะผ้าด้านในสุดของโต๊ะริมหน้าต่าง มองเห็นทิวทัศน์สวยงามของอ่าวด้านหน้าร้าน สวยงามจนหญิงสาวอดเก็บภาพไม่ได้อีก ส่วนชายหนุ่มก็แอบถ่ายรูปเธอ ตอนเธอกำลังถ่ายรูปวิวด้านนอกผ่านกระจกร้านอีกตามเคย และไม่ใช่แค่นั้น...

“มาๆ เดี๋ยวพี่ถ่ายรูปให้” เหมียวบอกทั้งคู่ แล้วจัดแจงลุกไปถ่ายภาพคู่ของนิลกับหนุ่มซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะในตำแหน่งตรงข้ามกัน ทั้งที่ความจริงเธอแอบเก็บภาพของทั้งคู่ไปบ้างแล้ว มีทั้งรูปที่มองกล้องและแบบทีเผลอ เพื่อให้นิลนำไปโพสต์ลงในเฟซบุคไว้ใช้ขับไล่มือที่สามผู้ชอบตามตื๊อทั้งหลาย

“นี่... เมื่อคืนทำอะไรไว้จำได้หรือเปล่า?” นิลถามหนุ่มเสียงเบา ขณะที่เหมียวกำลังง่วนอยู่กับการเซลฟี่ตัวเอง

“ทำอะไรครับ?” หนุ่มทำหน้างงๆ เหมือนคนไม่รู้เรื่องรู้ราว จนนิลไม่แน่ใจว่าเขาแกล้งลืมมันหรือฤทธิ์แอลกอฮอล์ในกระแสเลือดทำให้เขาทำทุกอย่างไปโดยไม่รู้ตัวกันแน่

ไม่นานอาหารที่หนุ่มสั่งก็ถูกลำเลียงมาที่โต๊ะอย่างรวดเร็ว เนื่องจากยังเป็นเวลาเช้าและมีเพียงเขากับพวกเธอที่เป็นลูกค้าภายในร้าน โดยพนักงานร้านวัยกลางคนในชุดฟอร์มพร้อมผ้ากันเปื้อนดูทะมัดทะแมง ได้อธิบายวิธีกินเป็นภาษาญี่ปุ่นให้หนุ่มฟังด้วย

“เดี๋ยวเราจะกินตรงตัวมัน โดยบีบน้ำมะนาวลงไปนะครับ ส่วนหนวดเดี๋ยวเขาจะเอาไปทอดมาให้ แล้วก็อันนี้คล้ายๆ ขนมจีบบ้านเรา ผมเคยกินแล้ว พวกพี่สองคนกินเลยครับ ไม่ต้องเกรงใจ” หนุ่มบอกสองสาว ระหว่างที่บีบน้ำจากเลมอนหั่นซีกลงไปบนตัวปลาหมึกใสซึ่งจัดวางอยู่บนแผ่นรองจานไม้ไผ่ ซึ่งประดับด้านข้างจานด้วยสาหร่าย แครอท และวาซาบิ พร้อมอุปกรณ์เพิ่มเติมอย่างกรรไกรและที่คีบอาหารแยกใส่จานอีกใบมาให้ โดยมีเซ็ทข้าวสวย ซุปมิโสะ สลัดผักผลไม้ ผักดอง นอกจากนี้ยังมีปลากหมึกร้าซึ่งคล้ายๆ กับปลาร้าของไทยด้วย

“มันยังไม่ตายเหรอ!?” นิลสะดุ้งเมื่อเห็นหนวดปลาหมึกขยับขึ้นลงทันทีที่น้ำเลมอนสัมผัสโดนตัวมัน ทำเอาทั้งเหมียวและหนุ่มอดขำไม่ได้

“มันตายแล้วครับ แต่เพราะโดนน้ำมะนาว เนื้อเยื่อมันก็เลยทำปฏิกิริยาครับ” หนุ่มอธิบายให้หญิงสาวคลายความกังวล แล้วแอบถ่ายรูปตอนที่เธอกำลังกินปลาหมึกอีกตามเคย ไม่ใช่แค่นิลเท่านั้น เหมียวเองก็โดนเหมือนกัน ชายหนุ่มใช้โทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนของตัวเองจนแบตเตอรี่ใกล้หมด มิหนำซ้ำยังลืมพกที่ชาร์ตแบตเตอรี่ติดตัวมาด้วย จึงต้องขอยืมจากทางร้านอาหาร ซ้ำยังเกือบลืมโทรศัพท์ไว้ที่ร้าน โชคดีที่พนักงานภายในร้านเรียกไว้ทัน มิเช่นนั้น หนุ่มคงได้กลับมาเที่ยวที่นี่คนเดียวอีกรอบแน่ๆ

“พี่จะช่วยออก ทำไมออกค่าข้าวเองหมดล่ะ ไหนบอกจะเลี้ยงข้าวพี่แค่มื้อเดียวเป็นค่ากางเกงไง ค่าเรียวกังนั่นอีก เดี๋ยวก็หมดตัวไม่มีเงินส่งกลับบ้านหรอก” นิลผู้เถรตรงทักท้วงพฤติกรรมชายหนุ่ม ซึ่งดูท่าทางจะใกล้เคียงผู้ชายสายเปย์เข้าไปทุกทีๆ ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็เหมือนจะยังไม่รู้สึกสะเทือนกระเป๋าเงินสักท่าไหร่ ในเมื่อมันยังอยู่ในงบประมาณที่เขาตั้งไว้

“ไม่เป็นไรครับ ผมออกให้ แค่นี้เอง” เขายิ้มให้เธอ ระหว่างที่พาสองสาวกลับไปยังสถานีรถบัสเพื่อขึ้นรถกลับไปเอาสัมภาระที่เรียวกัง และทันทีที่ถึงสถานีรถบัสเล็กๆ ใกล้ตลาด เหมียวก็ขอแยกตัวไปเข้าห้องน้ำอีก

“นี่... จำไม่ได้จริงๆ เหรอว่าเมื่อคืนทำอะไรไว้น่ะ?” นิลถามย้ำกับหนุ่มอีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจ ทว่าคราวนี้เขากลับหัวเราะออกมาอย่างขบขัน

“จำได้สิ จำได้ทั้งหมดนั่นแหละ จำไม่ได้ได้ไง” เขาพูด พร้อมกับเอื้อมมือมาลูบหัวเธอเหมือนผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก

“แน้! เล่นหัวเลยเหรอ” นิลโวยวายเบาๆ เพื่อไม่ให้เป็นที่รบกวนเจ้าบ้านรอบข้าง เป็นเวลาเดียวกับที่เหมียวออกมาจากห้องน้ำ ทั้งคู่จึงไม่ได้คุยอะไรกันอีก จนกระทั่งต่างแยกย้ายกันขึ้นไปนั่งบนรถบัส โดยนิลนั่งกับเหมียวและหนุ่มนั่งคนเดียวอีกเช่นเคย ซึ่งแน่นอนว่านักหลับอย่างหนุ่มยังคงหลับได้ทุกสถานการณ์ และหลับได้ตลอดทางเหมือนขามาไม่มีผิดเพี้ยน จนนิลอดเสียดายแทนไม่ได้ที่ชายหนุ่มพลาดการชมวิวทิวทัศน์สวยๆ ระหว่างที่รถบัสพาเขาและพวกเธอกลับไปยังสถานีรถบัสในตัวเมืองคาราสึ

“โห พี่เหมียวดูสิ สวยมากเลย” นิลถ่ายรูปรัวๆ ไม่หยุด แม้จะว่ายน้ำไม่เป็น แต่เธอก็ชื่นชอบวิวทิวทัศน์ของอ่าวคาราสึ ไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเลใสๆ สะท้อนเปลวแดด หรือภูเขาสีเขียวที่ทอดยาวออกไปในทะเล รวมทั้งต้นไม้ต้นหญ้าที่ขึ้นอยู่ริมรั้วกั้นด้านข้างฟุตบาทของถนนที่ตัดผ่านเนินเขา ซึ่งด้านล่างเป็นท่าเรือ ขณะที่ไกลออกไปเป็นหาดทรายสีขาว และโรงกลั่นน้ำมัน

“หนุ่ม... ตื่นได้แล้ว ถึงแล้ว” นิลปลุกหนุ่มหลังจากที่รถบัสแล่นเข้ามาถึงอาคารสถานีรถบัสภายในตัวเมืองคาราสึ ส่วนเขาก็งัวเงียตื่น และลงจากรถมาพร้อมกับสองสาวเป็นกลุ่มสุดท้าย ทั้งหมดต้องกลับไปเอากระเป๋าสัมภาระที่เรียวกัง ก่อนจะขึ้นรถไฟกลับมายังสถานีซากะ เพื่อภารกิจฉุกเฉินที่เหมียวเป็นคนร้องขอมาในวินาทีสุดท้าย

“นี่! เวลาเหลือไหม พี่ลืมที่ชาร์ตแบตไว้ที่โรงแรมที่ซากะน่ะ พาพี่กลับไปเอาหน่อยได้ไหม?” เหมียวซึ่งตัดใจจากที่ชาร์ตแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือไปแล้วรอบหนึ่ง เกิดอาการเสียดายกำเริบขึ้นมาอีกรอบ

“ได้ครับ โรงแรมก็อยู่แค่ตรงนี้เองไม่ใช่หรือครับ” หนุ่มตอบรับได้โดยไม่ต้องคิด แล้วพาสองสาวกลับไปยังโรงแรมที่นิลและเหมียวพักค้างคืนก่อนไปเจอเขา โดยการนำทางของนิลซึ่งคอยชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือของตัวเองอยู่แทบจะตลอดเวลา เพราะกลัวตกรถไฟเที่ยวที่จะพาพวกเธอไปยังโรงแรมซึ่งต้องเข้าพักคืนนี้

 

หลังจากเหมียวได้รับที่ชาร์ตแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือคืนจากการสื่อสารระหว่างหนุ่มกับพนักงานโรงแรมแล้ว ทั้งสามก็กลับไปยังสถานีรถไฟซากะ แล้วขึ้นรถไฟไปยังเมืองที่หนุ่มอยู่ เพื่อภารกิจอีกอย่างของเหมียว นั่นก็คือ การซื้อเสื้อผ้ากลับไปฝากลูกชายฝาแฝดวัยรุ่นของเธอ ซึ่งฝากเงินมารดามาซื้อเสื้อผ้าจากญี่ปุ่นไปใส่อวดเพื่อนๆ เขาและพวกเธอเดินจากสถานีรถไฟโทสุไปยังห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ เป็นการปิดท้ายด้วยการช้อปปิ้งก่อนกลับ แน่นอนว่ากว่าจะได้เสื้อของฝากเป็นที่ถูกอกถูกใจเหมียว เวลาก็ล่วงเลยไปจนพวกเธอไม่สามารถรับประทานอาหารภายในร้านอาหารได้ จึงต้องซื้อข้าวกล่องไปรับประทานกันบนรถไฟเท่านั้น

“กินขนมปังจะไปอิ่มได้ยังไง ได้สารอาหารก็ไม่ครบด้วย ข้าวกล่องมีให้เลือกตั้งหลายแบบ พี่ก็เลือกไปกินสักแบบสิ” หนุ่มเอ็ดนิลเมื่อเห็นว่าเธอตั้งท่าจะซื้อขนมปังไปกินแทนข้าวกลางวัน ทำเอานิลรู้สึกเหมือนตัวเองเริ่มจะมีพ่อบังเกิดเกล้าอย่างคนอื่นเขา สุดท้ายเธอจึงจำต้องซื้อข้าวกล่องสำเร็จรูปจากซุปเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้าไปกินแทนขนมปัง

และแล้วช่วงเวลาแห่งการแยกจากกันก็มาถึง...

“พี่ไปก่อนนะ” นิลบอกหนุ่มหลังจากที่ทั้งสามเดินกลับมายังสถานีรถไฟโทสุ ซึ่งเป็นสถานีรถไฟขนาดย่อมชั้นเดียวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และมีนาฬิกาทรงกลมติดอยู่บนจั่วที่อยู่ค่อนไปทางซ้ายของตัวอาคาร โดยที่นี่ตั้งอยู่ในเขตชุมชนของเมืองโทสุ จังหวัดซากะ สามารถเดินไปที่ห้างสรรพสินค้าที่หนุ่มพาสองสาวไปซื้อของได้แบบสบายๆ

“ครับ” หนุ่มพยักหน้ารับ เขาสวัสดีเหมียวแล้วยืนมองสองสาวเดินเร็วผ่านบริเวณเครื่องตรวจตั๋วอัตโนมัติเข้าไปในชานชาลา เพื่อรอรถไฟที่จะพาพวกเธอไปส่งยังสถานีรถไฟฮากาตะใน จ.ฟุกุโอกะ เมืองใหญ่ของเกาะคิวชู และต่อรถไฟกลับไปยังสถานีชินโอซาก้า เพื่อขึ้นรถไฟที่จะพาพวกเธอไปยังเมืองคานาซาว่า อันเป็นที่หมายสุดท้ายสำหรับวันนี้

นับเป็นการเดินทางย้อนไปย้อนมาระหว่างเกาะของนิลกับเหมียว ที่ชวนให้รู้สึกเวียนหัวและเหน็ดเหนื่อย ถึงอย่างนั้นบางประสบการณ์ของมนุษย์ก็จำเป็นต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความยากลำบาก เพราะแม้โชคชะตาจะลิขิตให้คนสองคนได้มีโอกาสมาพบกันบนโลกใบนี้ แต่หากเป็นการพานพบกันที่ปราศจากการพบหน้าแล้ว ก็เท่ากับเป็นการได้รับโอกาสแค่เพียงครึ่งหนึ่ง หากทั้งคู่ปราศจากความพยายามที่จะมาพบหน้าแล้วล่ะก็ การมาพบกันที่ได้รับการนำพาโดยโชคชะตาก็ไร้ความหมาย และคุณค่าของการรอคอยที่จะได้พบกันก็ไม่มีทางบังเกิดขึ้นในหัวใจของพวกเขา

 

ทันทีที่แยกกับสองสาว หนุ่มก็เดินจากสถานีรถไฟโทสุอันเป็นสถานีรถไฟประจำเมืองที่เขาอยู่ กลับไปยังห้องพักที่อพาร์ทเมนต์ซึ่งเป็นห้องเช่าที่ทางโรงงานจัดหาไว้ให้ พร้อมสวัสดิการจ่ายค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ตให้กับพนักงานทุกเดือนโดยไม่มีการจำกัดการใช้ ซึ่งระยะทางจากสถานีรถไฟไปยังห้องพักของเขานั้น ต้องผ่านตึกรามบ้านช่อง อาคารสูง ทุ่งนารวมแล้วเกือบ 2 กิโลเมตร ท่ามกลางแสงแดดยามบ่าย และแม้จะมีจักรยานที่ทางโรงงานจัดหาไว้ให้ใช้เช่นกัน หากแต่หนุ่มก็ยังเลือกที่จะเดิน เนื่องจากเกรงว่าการจอดจักรยานค้างคืนไว้ไกลหูไกลตาตัวเอง จะเป็นเหตุให้จักรยานของเขาอันตรธานไปจากความครอบครอง เหมือนอย่างที่เพื่อนชาวไทยที่พักอยู่ด้วยกันเคยพบเจอมาแล้ว

...ไม่ใช่แต่นิลเท่านั้นที่พยายามมาพบเขา เขาเองก็พยายามไปพบกับเธอไม่ต่างกัน เพราะโดยปกติแล้ว หากต้องไปไหนมาไหนห่างจากห้องพัก หนุ่มจะขี่จักรยานแทนการเดิน ยกเว้นก็แต่การไปทำงานยังโรงงานที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตรเท่านั้นที่เขาจะต้องเดินไปและเดินกลับ เนื่องจากมีกฎข้อห้ามไม่ให้นำจักรยานไป ด้วยเหตุนี้ การเดินไปขึ้นรถไฟระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร จึงนับเป็นความพยายามในการไปพบกับหญิงสาว ผู้ที่เขาตัดสินใจขอคบเป็นแฟนทั้งที่พึ่งพิมพ์คุยกันทางเฟซบุคได้เพียงแค่ 5 วัน และคบกันมาได้ครบ 2 เดือนในวันที่เขาและเธอได้ไปร่วมงานเทศกาลดอกไม้ไฟที่เมืองคาราสึเช่นกัน

คร่อกกก...

ชายหนุ่มหลับทันทีที่กลับมาถึงห้องพัก จากความเหนื่อยอ่อนและฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ยังตกค้างจากเมื่อคืน แน่นอนว่ากว่าจะตื่นคงอีกหลายชั่วโมง ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะลืมตาตื่นมานอนต่อ หรือลืมตาตื่นมาทำกับข้าวกินแล้วนอนต่อนั่นแหละ

เวลาเดียวกัน...

นิลกับเหมียวก็กำลังนั่งกินข้าวกล่องของตัวเองอยู่บนรถไฟชินคันเซ็น ซึ่งกำลังจะพาพวกเธอกลับไปตั้งต้นที่สถานีชินโอซาก้าอันเป็นสถานีเดียวกับที่พวกเธอขึ้นรถไฟมาหาหนุ่มที่ซากะ เพื่อที่จะต่อรถไฟอีกขบวนเดินทางไปยังเมืองคานาซาว่า จุดหมายปลายทางที่นิลจะต้องปฏิบัติภารกิจเก็บข้อมูลสำหรับเขียนนิยายในวันพรุ่งนี้

“ข้าวกล่องนี่อร่อยดีนะคะ ของพี่เหมียวเป็นยังไงบ้าง อร่อยไหมคะ?

“ชิมสิ ของพี่ก็อร่อย”

สองสาวผลัดกันคีบอาหารในข้าวกล่องของอีกคนมาชิม แล้วชมเปาะว่าอร่อยเหาะไม่แพ้ของตัวเอง คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป เพราะมีทั้งข้าว ผัก เนื้อสัตว์ และไข่ครบ 5 หมู่ ราวกับได้มีการคำนวณคุณค่าทางสารอาหารเอาไว้แล้วอย่างไรอย่างนั้น นอกจากนี้ยังจัดเรียงอย่างสวยงามในกล่องที่แบ่งเป็นช่องๆ สมกับที่เป็นประเทศซึ่งละเอียดอ่อนทางความคิดอย่างญี่ปุ่น

“พี่เหมียวจะหลับไหมคะ?” นิลถามพี่สะใภ้ของเธอ หลังเสร็จสิ้นจากมื้อกลางวันบนรถไฟแล้ว

“อืม... พี่ยังไม่รู้เลย แต่ถ้าหลับได้ก็คงจะหลับนั่นแหละ แต่ตอนนี้ยังไม่หลับหรอก” เหมียวตอบยิ้มๆ แล้วนั่งแตะๆ สไลด์ๆ โทรศัพท์มือถือของตัวเอง ดูรูปภาพที่ตัวเองถ่ายไว้ช่วงที่พวกเธอไปเที่ยวกับหนุ่ม นั่นเองที่ทำให้นิลตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่เรียวกังให้เหมียวฟัง

“ผู้ชายก็แบบนี้แหละ ถ้าหนุ่มไม่คิดอะไร วันนั้นก็คงไม่ซื้อเบียร์ไปกินหรอก นิลก็ชั่งใจเอาว่ารับได้ไหม เอาเรื่องที่ดีของเขามาบวกลบกับเรื่องนี้ แล้วตัดสินใจว่าจะเอายังไงต่อ แต่สำหรับพี่ พี่ว่าถ้าเกิดมาแล้วต้องมาอยู่ด้วยกัน ทำยังไงมันก็หนีกันไม่พ้นหรอก ขนาดพี่ตอนแรกยังไม่คิดว่าจะได้มาแต่งงานกับพี่หมอเลย ช่วงนั้นคนมาจีบพี่ก็มีตั้ง 3 คน แต่สุดท้ายคนนึงติดคดี คนนึงหนีไปบวช ก็เหลือแต่พี่หมอนี่แหละที่ยังอยู่กับพี่” เหมียวให้คำตอบนิลเท่าที่พี่สาวคนหนึ่งจะทำได้ ขณะที่นิลเองก็ได้คำตอบของตัวเองแล้วเหมือนกัน

 

รถไฟชินคันเซ็นพาสองสาวผ่านทุ่งหญ้า ทุ่งนา ภูเขา แนวต้นไม้ และตึกรามบ้านช่อง ตั้งแต่เขตชนบทล่วงเข้าสู่ชุมชนเมือง และจากชุมชนเมืองไปยังเขตชนบทตัดสลับกันไปมา จนในที่สุดนิลกับเหมียวก็มาถึงสถานีรถไฟชินโอซาก้าในตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน รวมเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง และต้องขึ้นรถไฟต่อไปยังเมืองคานาซาว่า อีกกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยถึงยังที่หมาย ณ สถานีรถไฟคานาซาว่า เวลา 22 นาฬิกา 56 นาที ตามเวลาในประเทศญี่ปุ่น

“นิลจดไว้ว่าทางไปโรงแรมต้องออกประตูนี้ค่ะ” นิลมองป้ายบอกทางออกของสถานี แล้วเดินนำทางเหมียวไปยังประตูทางออกทิศที่เธอจดบันทึกไว้ และเพราะบริเวณนั้นเป็นจุดรอรถบัสประจำทางด้วย นิลจึงเดินเข้าไปอ่านตารางเดินรถแต่ละป้ายเพื่อค้นหารถบัสคันที่จะพาเธอกับเหมียวไปปฏิบัติภารกิจในวันรุ่งขึ้น ถึงอย่างนั้นก็ไม่พบว่ามีรถบัสที่แล่นผ่านเส้นทางนั้น

“เอ่อ...” หญิงสาวเข้าไปสอบถามกับคุณลุงท่านหนึ่งที่ยืนตรงอยู่บริเวณนั้น แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่เธอหวังไว้ ไม่แน่ปัจจุบันอาจไม่มีรถบัสสายนั้นแล่นผ่านสถานที่ที่เธอต้องการจะเดินทางไปแล้วก็ได้ และเพราะขณะนั้นใกล้เที่ยงคืนเข้าไปทุกทีแล้ว นิลจึงจำต้องตัดใจเดินนำเหมียวไปยังโรงแรมที่พวกเธอจะต้องเข้าพักในคืนนี้ ทว่าเพราะโรงแรมอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟชนิดที่แทบจะติดกัน สองสาวจึงเดินเลยไปสักพัก ก่อนจะเดินย้อนกลับมาตามทางเก่า เพื่อที่จะพบว่ามันอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟกว่าที่คิดไว้เยอะมาก

“ลิฟต์ที่นี่ ต้องเสียบบัตรที่เขาให้เรามาเสียบเปิดประตูห้องพักด้วยค่ะ มันถึงจะใช้งานได้” นิลบอกเหมียว หลังจากที่สองสาวเดินเข้าๆ ออกๆ ลิฟต์อยู่หลายตัว และพบว่ามันไม่ยอมทำงาน กว่าจะรู้ว่าต้องใช้งานมันอย่างไรก็เมื่อมีผู้เข้าพักคนอื่นเดินเข้าไปในลิฟต์ แล้วพวกเธอเดินเร็วตามเข้าไปด้วยนั่นแหละ

ที่นี่เป็นโรงแรมในเครือเดียวกับโรงแรมที่นิลกับเหมียวเข้าพักที่ซากะ หากแต่แตกต่างกันอยู่มาก เพราะแม้ห้องพักจะคับแคบใกล้เคียงกัน ทว่ากลับดูทันสมัย สวยงาม และหรูหรากว่าทั้งภายในภายนอกอาคาร หมายรวมถึงร้านอาหารบริเวณชั้นล่างของโรงแรมที่ดูจะเทียบเท่าระดับ 4-5 ดาว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีออนเซ็นภายในโรงแรม ซึ่งก็อาจเป็นเพราะคานาซาว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ รวมไปถึงมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากกว่านั่นเอง

“เฮ้อ... ในที่สุดก็จะได้นอนเสียที แล้วพรุ่งนี้นิลจะเอายังไงเรื่องไปเก็บข้อมูลนิยายน่ะ?” เหมียวทิ้งตัวลงบนเตียงนอนขนาดกลางสำหรับ 2 คน พลางนวดเท้าที่เผชิญศึกหนักมาอย่างโชกโชน แล้วถามถึงภารกิจของนิลที่มีเค้าว่าจะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

“ก็คงไม่ได้ไปภูเขาฮาคุแล้วล่ะค่ะ เหมือนจะไม่มีรถบัสผ่าน นิลคงไปได้แค่ปราสาท แล้วก็สำรวจเมืองเอามาเขียนบรรยายคร่าวๆ”

สีหน้าของนิลผิดหวังเล็กน้อย เพราะนี่คือภารกิจแรกที่เธอแจ้งไว้กับทางเฟซบุคแฟนเพจของนิตยสารในเครือญี่ปุ่น และทำให้เธอได้ตั๋วเครื่องบินฟรีมาเก็บข้อมูลนิยายสมใจเช่นนี้

-พี่ถึงโรงแรมที่คานาซาว่าแล้วนะคะ-

นิ้วมือที่ไม่ได้เรียวยาวของหญิงสาวพิมพ์ข้อความแชท ส่งไปให้เขาผู้ที่พึ่งจากกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เพื่อรายงานการเดินทางกับคนที่ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังรอการติดต่อจากเธออยู่หรือเปล่าในเวลานี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #12 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 01:43

    ไม่อยากให้จากกันเลย รออ่านวันที่ทั้งสองคนจะมาพบกันอีกนะคะ

    #12
    1
  2. #11 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 22:52

    หนุ่มทำงงนะ ทำอะไรลงไปไม่รู้ ทำแบบนี้นิลก็กระวนกระวายแย่นะสิ ถถถถ

    #11
    1