ยัยซึมเศร้ากับนายเหงาคุง

ตอนที่ 28 : ตอนที่ 27 ตะลุยเดี่ยว เที่ยวโอกินาว่า (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    3 เม.ย. 62


ตอนที่ 27

 

“อีกครึ่งชั่วโมงก็ต้องออกไปขึ้นรถไฟใต้ดินแล้วนะ” นิลบอกหนุ่มด้วยท่าทางเศร้าๆ ที่จริงเธอเองก็รู้ดีอยู่แล้วว่าตัวเองจะต้องรู้สึกแบบนี้ในช่วงเวลาที่การจากกันใกล้เข้ามาทุกขณะ เพียงแต่... ไม่คิดว่าอาการของมันจะหนักถึงขั้นที่น้ำตาพานจะไหลตลอดเวลาแบบนี้ก็เท่านั้น

“อืม... รู้แล้ว” หนุ่มพยักหน้า แล้วนอนลงไปบนเตียง พลางตบเตียงเป็นสัญญาณให้นิลขึ้นมานอนด้วยกัน

“เดี๋ยวก็เผลอหลับไปหรอก” นิลแย้ง เพราะรู้ดีว่าความง่วงซึ่งเข้าใครออกใครนั้น มักจะมาสิงอยู่ในตัวเธอนี่แหละ

“ไม่หลับหรอกน่า มากอดกันก่อน ไหนตัวเองบอกว่าจะกอดเค้าไง ไม่เห็นกอดเลย มีแต่เค้ากอดตัวเอง” หนุ่มทวงสิ่งที่นิลเคยพิมพ์บอกเขาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะมาหาเขา นิลจึงลุกจากเก้าอี้ เดินมานอนลงบนเตียง แล้วกอดหนุ่มไว้ ขณะที่หนุ่มก็กอดนิลเอาไว้อีกที

...จริงอยู่ที่ในเวลาที่ความรู้สึกโดดเดี่ยว รวมไปถึงปัญหาต่างๆ ถาโถมเข้ามา นิลมักรู้สึกว่าหากตัวเองได้กอดใครสักคนที่สามารถขับไล่ความรู้สึกแย่ๆ ออกไปจากตัวเธอได้ เธอจะรู้สึกดีขึ้น และเธอก็ลองกอดแม่ดูแล้ว ทว่าความเฉยชาของแม่จากโรคอัลไซเมอร์กลับเป็นสิ่งที่คั่นกลางระหว่างเธอกับแม่เอาไว้ ทำให้นิลสัมผัสไม่ได้ถึงความอบอุ่นเลย เธอจึงคิดว่าการได้กอดผู้ชายที่รักเธออย่างหนุ่ม น่าจะช่วยให้เธออุ่นใจและรู้สึกดีขึ้น

แต่... เมื่อถึงเวลาที่ได้กอดกันจริงๆ นิลกลับร้องไห้ออกมา และไม่สามารถห้ามตัวเองให้หยุดร้องไห้ได้ เธอเศร้าเหลือเกินที่อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนี้ จะต้องบอกลาเขาคนที่คอยเดินเคียงข้างเธอมาตลอดเวลาที่อยู่ญี่ปุ่นแล้ว

“ร้องไห้ทำไม เดี๋ยวอีกไม่กี่เดือนเค้าก็กลับไปแล้ว” หนุ่มเช็ดน้ำตาให้นิล

“อีกตั้งหลายเดือน แล้วกลับไปแล้ว ก็ต้องกลับมาอยู่ดี” นิลร้องไห้ไม่หยุด เมื่อคิดถึงความโดดเดี่ยวในช่วงเวลาที่เขาไม่ได้อยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลังจากที่เธอกลับไทย หรือหลังจากที่หนุ่มเดินทางกลับมาทำงานที่ญี่ปุ่นต่ออีก 2 ปีก็ตาม

“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะ” หนุ่มปลอบนิลเหมือนผู้ใหญ่ปลอบเด็กน้อย เวลานี้ทั้งคู่ทำได้แค่นอนกอดกันเพื่อซึมซับช่วงเวลาสุดท้ายที่จะได้อยู่ด้วยกันเท่านั้น

 

ในที่สุด นิลและหนุ่มก็จำต้องลุกขึ้นเก็บข้าวของ สะพายเป้ออกมาจากโรงแรม เพื่อเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินที่จะพาทั้งคู่มุ่งหน้าสู่สนามบินฟุกุโอกะ อันเป็นจุดหมายปลายทางแรกของนิลในวันนี้ เนื่องจากเธอจะต้องขึ้นเครื่องบินไปลงยังจังหวัดโอกินาว่า อันเป็นเกาะทางใต้ของประเทศญี่ปุ่น และต่อเครื่องบินไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทยอีกทอด

“กินอะไรดี ข้าวกล่องแล้วกันเนอะ ง่ายดี อิ่มด้วย ข้าวปั้นอันเดียวอาจจะไม่อิ่ม” หนุ่มพานิลแวะมินิมาร์ทระหว่างทาง เพื่อซื้ออาหารเช้าให้เธอไปนั่งกินที่สนามบิน

“ซื้อทำไม ก็กินขนมกับกล้วยหอมไปแล้วไง” นิลทักท้วง แม้จะรู้ดีว่าการทำแบบนั้นรังแต่จะทำให้เธอถูกคนรักอบรมในที่สาธารณะ

“กินแค่นั้นจะไปอิ่มอะไร ถึงสนามบินก็ย่อยหมดแล้ว ทีนี้ไปถึงโอกินาว่าตัวเองจะเอาแรงที่ไหนเดินเที่ยว” หนุ่มอบรมสั้นๆ ระหว่างที่ยืนเลือกข้าวกล่องให้นิลอยู่ภายในมินิมาร์ท

“ไม่หิวหรอกน่า เค้าตัวนิดเดียวเอง กินนิดเดียวก็พอแล้ว” นิลโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับร่างกายที่ผอมลงไปถนัดตา แตกต่างจากครั้งก่อนที่พบกัน ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่เธอภูมิใจนำเสนอมาก ทว่า...

“ผอมเกินไปแล้ว ต้องกินเยอะๆ จะได้มีเนื้อมากกว่านี้” หนุ่มตอบหน้าตาเฉย ทั้งที่เขาเคยเป็นคนบอกเองแท้ๆ ว่าเธออวบอ้วน และจะกลับไทยมาพาออกกำลังกายให้รูปร่างดี

“ไหนตัวเองเคยบอกว่าเค้าอ้วนไง” นิลมิวายแย้งขึ้นมาอีก นี่ถ้าเธออายุน้อยกว่าเขาหรือยังเป็นเด็กอยู่ล่ะก็ คงถูกหนุ่มหาว่าเถียงคำไม่ตกฟากแน่ๆ

“นั่นมันตอนนั้น ตอนนี้ผอมไป”

คำตอบของหนุ่มทำเอานิลอยากกระโดดชกหน้าเขาให้รู้แล้วรู้รอด ก็เธอน่ะลดน้ำหนักมาเพื่อให้เขาบอกว่าเธอรูปร่างดีแล้วต่างหาก ไม่ใช่ให้บอกว่าผอมไปแบบนี้ แต่สุดท้ายนิลก็ทำได้แค่คิด และเดินตามเขาไปยังเคาน์เตอร์แคชเชียร์ประจำร้านมินิมาร์ท

“แล้วตัวเองจะกินอะไรอะ ไม่เห็นซื้ออะไรเลย?” นิลถาม เมื่อเห็นหนุ่มถือข้าวกล่องของเธอกับน้ำเปล่า 1 ขวดมาจ่ายเงินเท่านั้น

“เค้ากินไปแล้วไง บอกแล้วเดี๋ยวเค้าก็กลับหอไปนอน ไม่ต้องกินเยอะหรอก อ้วนเปล่าๆ” หนุ่มให้เหตุผล แล้วจูงมือนิลออกจากร้าน พากันเดินต่อไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน

เพราะวันนี้เป็นวันแรกของช่วงวันหยุดยาวที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า โกลเดนท์วีค ผู้คนและรถราบนท้องถนนจึงดูบางตากว่าทุกวัน ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะยังเช้าอยู่ด้วย แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นนิลก็ยังพบว่า มีชาวญี่ปุ่นบางคนสวมชุดสูทไปทำงานเหมือนเช่นวันปกติธรรมดาทั่วไป สมคำร่ำลือที่ว่าชาวญี่ปุ่นบ้างาน และทำงานจนตัวตายจริงๆ

“ช่วงวันหยุดยาวยังมีคนไปทำงานอีกเหรอเนี่ย?” นิลอดถามหนุ่มด้วยความสงสัยไม่ได้

“มีสิ คนญี่ปุ่นน่ะบ้างานจะตาย ขนาดที่โรงงานเค้า ยังมีคนทำงานถึงตี 4 ตี 5 แล้วกลับบ้าน พอ 8 โมงเช้าก็มาทำงานใหม่เลย” หนุ่มบอกสิ่งที่ทำให้นิลอึ่งและทึ่งจนอ้าปากค้าง

“แล้วเค้าไม่เหนื่อยแย่เหรอ นอนพอเหรอแบบนั้น?” นิลถามต่อไปอีก

“ไม่รู้ เป็นแบบนี้เกือบทุกวันด้วย” หนุ่มตอบราวกับคนไม่สนโลกและไม่สนคนรอบข้าง แต่... ไม่ใช่แบบนั้นหรอก เพราะที่ผ่านมานิลก็เห็นเขาชอบยิ้มแย้มทัก คนนิจิวะ กับคนญี่ปุ่นที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน โดยเฉพาะคนแก่ที่เดินสวนกัน นอกจากนี้เขายังชอบช่วยเหลือคนอื่น อย่างเข้าไปช่วยคนที่ลากกระเป๋าเข้ารถไฟไม่ได้ หรือไม่ก็เก็บหมวกที่ปลิวไปคืนให้เจ้าของ

แน่นอน... เธอชื่นชมในความเป็นเขา และอยากให้เขารักษาตัวตนแบบนี้เอาไว้นานๆ เพราะเชื่อว่ามันไม่ใช่แค่การทำดีต่อหน้าเธอเท่านั้น

“เอ้า! ไอ้หมอนี่” หนุ่มสบถออกมา เมื่อมีนักเดินทางคนหนึ่งเดินแซงคิวนิล หลังจากที่เขาและเธอลงจากรถไฟใต้ดิน เดินมายังบันไดเลื่อนอันจะนำไปสู่ทางเข้าสนามบิน ซ้ำยังตั้งท่าจะเอาเรื่องกับต้นตอให้ได้ หากไม่ถูกนิลดึงแขนไว้เสียก่อน

“ช่างเขาเถอะ อย่าไปมีเรื่องกับเขาเลย ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนญี่ปุ่น” นิลประนีประนอมไม่ให้หนุ่มโมโหไปมากกว่านี้

“ไม่ใช่อยู่แล้ว คนญี่ปุ่นเขาไม่ทำแบบนี้หรอก” หนุ่มยังโมโหไม่หาย

“ก็ไม่ใช่แล้วตัวเองจะคุยกับเขารู้เรื่องได้ยังไงล่ะ” นิลหาเรื่องมาชักแม่น้ำทั้งห้าหกเจ็ดสาย

“คุยไม่รู้เรื่อง ก็ใช้หมัดคุย” หนุ่มยังไม่หายหัวร้อน ทั้งที่อีกฝ่ายเดินไปไกลแล้ว แต่ก็ยังพยายามชะเง้อชะแง้มองหา

“เดี๋ยวเค้าก็ไม่ได้ไปขึ้นเครื่องหรอก ไปมีเรื่องกับเค้าแบบนั้นน่ะ ตัวเองจะโดนส่งกลับ แถมแบล็คลิสต์ไม่ให้เข้าประเทศญี่ปุ่นด้วยนะ” นิลยกเหตุผลที่น่าจะมีน้ำหนักพอให้พ่อเจ้าประคุณสงบลงได้ ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้ผล

“เค้ากลัวตัวเองตกเครื่องหรอกนะ ไม่งั้นล่ะน่าดูเลย” หนุ่มคาดโทษชายปริศนา ซึ่งทั้งเขาและเธอต่างไม่มีใครจดจำได้ว่าอีกฝ่ายหน้าตาเป็นอย่างไรเอาไว้ โดยที่ฝ่ายนั้นไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลยสักนิด

“จ้าๆ ดีแล้วววว” นิลลากเสียงยาวอย่างขบขันในท่าทางของหนุ่ม และแม้จะเป็นอย่างนั้น แต่เธอก็ยังกอดแขนหนุ่มเอาไว้แน่น เหมือนกลัวคนรักจะหลุดจากความควบคุมไปตามหาคนคนนั้นอีก

“ได้เวลาเช็คอินหรือยัง?” หนุ่มถามนิล เพราะนาฬิกาข้อมือของเขาอยู่บนข้อมือของเธอ

“เกือบแล้วล่ะ” นิลมองหน้าปัดนาฬิกาแบบดิจิตอล แล้วยังรู้สึกผิดไม่หายที่ตัวเองดันเลือกนาฬิกาที่ไม่ได้เปลี่ยนถ่านนานแล้วติดตัวมาเที่ยว

“งั้นก็นั่งกินข้าวกล่องก่อน ค่อยไปเช็คอิน” หนุ่มพูดพร้อมกับพานิลเดินมานั่งตรงเก้าอี้โลหะและโต๊ะสำหรับนั่งกินอาหาร ที่ทางสนามบินจัดไว้อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ใกล้กับเคาน์เตอร์เช็คอินของสายการบินที่นิลใช้บริการ ซึ่งเวลานี้กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับให้ผู้โดยสารเข้ามาเช็คอิน และรับตั๋วเครื่องบินตามเวลาที่ได้กำหนดไว้

“ตัวเองไม่กินเหรอ?” นิลยังมิวายคีบอาหารของเธอไปจ่อปากหนุ่ม ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ใช้ตะเกียบเก่งสักเท่าไหร่

“ไม่กิน ตัวเองกินเถอะ กินให้หมดด้วยนะ” หนุ่มกำชับเสียงเข้ม ราวกับนิลเป็นเด็กน้อยที่ชอบกินข้าวเหลือ และงอแงไม่ยอมกินข้าวของตัวเองให้หมดอย่างไรอย่างนั้น

“ก็ต้องกินให้หมดอยู่แล้วล่ะ” นิลผู้ได้รับการอบรมจากมารดาว่า หากกินข้าวเหลือจะได้สามีหน้าข้าวตังมาตั้งแต่จำความได้ ตอบคนรักพร้อมกับแอบยิ้มขำสิ่งที่อยู่ในความคิดของตัวเอง

เปล่าเลย... ที่เธอกินข้าวหมดไม่ใช่เพราะกลัวเขาหน้าข้าวตังหรอกนะ แต่เพราะเสียดายต่างหาก ก็ชาวนาน่ะปลูกข้าวให้เราด้วยความยากลำบาก กว่าจะได้ข้าวแต่ละเม็ดมาให้เราได้กินนี่นา

แน่นอน... เธอยิ้มได้แค่นั้นแหละ เพราะไม่กี่นาทีต่อมาความรู้สึกเศร้าและเหงาในยามที่เวลาจากกันใกล้เข้ามาทุกขณะ ก็กลับมาเกาะกินหัวใจอีก

“เขาให้เช็คอินแล้ว เดี๋ยวพี่ไปเช็คอินตั๋วก่อนนะ” นิลสะกิดแขนบอกหนุ่มซึ่งเวลานี้ใส่หูฟังสีเขียวแบบบลูทูธฟังเพลงจากโทรศัพท์มือถือของตัวเองอยู่

“อืม... เดี๋ยวเค้าอยู่ตรงนี้แหละ” หนุ่มพยักหน้า แล้วนั่งมองนิลลุกเดินไปยังเคาน์เตอร์เช็คอินของสายการบินเดียวกับที่พาเธอเดินทางมาหาเขา ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าวันนี้จะเกิดปัญหาเรื่องดีเลย์หรือยกเลิกเที่ยวบินอีกหรือไม่

“เสร็จแล้ว น่าจะไม่ดีเลย์หรอก แต่เที่ยวที่กลับไทยไม่รู้ ต้องรอดูคืนนี้”

ไม่นานนิลก็เดินกลับมาหาหนุ่มที่โต๊ะ หลังจากเช็คอินตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางไปยังโอกินาว่าเป็นที่เรียบร้อย ทั้งคู่รอเวลาเดินไปยังเกทโดยที่ต่างคนต่างนั่งเงียบ จนกระทั่ง...

“ใกล้ถึงเวลาแล้ว ไปเถอะ” นิลลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อม เธอพยายามบังคับเสียงของตัวเองไม่ให้สั่น และบังคับน้ำตาไม่ให้ไหลไปพร้อมๆ กันด้วย

“ต้องไปเกทไหนล่ะ?” หนุ่มถามนิล ส่วนนิลก็มองตั๋วเครื่องบินในมือก่อนจะตอบออกไปเพื่อความมั่นใจ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เดินเคียงข้างกันไปโดยไม่มีใครพูดอะไรอีกเช่นเดิม

เวลานี้... ท่ามกลางผู้คนมากมายที่รายล้อม ท่ามกลางรอยยิ้มของใครต่อใครรอบตัว นิลกลับรู้สึกว่าเธอกำลังจะต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ราวกับอยู่ตัวคนเดียวอีกแล้ว เธอแบกทั้งครอบครัวและงานเอาไว้บนบ่า แบกปัญหามากมายเอาไว้บนหลัง และแบกความทุกข์ที่ไม่สามารถบอกเล่าออกมาเป็นคำพูดได้เอาไว้ในหัวใจมานานแสนนาน

และเธอ... กำลังจะกลับไปยืนอยู่ตรงที่ที่เคยยืน ที่ที่มีสิ่งที่เธอแบกมันเอาไว้ด้วยร่างกายและจิตใจของเธอ เธอไม่รู้หรอกว่าเธอจะต้องแบกมันไปอีกนานแค่ไหน แต่เธอก็ยินดีจะแบกรับทุกๆ อย่างเอาไว้ต่อไป ตราบเท่าที่เธอยังมีชีวิตและลมหายใจ

“พี่ไปแล้วนะ”

แม้จะพยายามเดินให้ช้าอย่างไร แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเกทในที่สุด เวลาที่จะอยู่ด้วยกันของเขาและเธอเหลืออีกไม่มากแล้ง มันทำให้นิลเศร้าเสียจนกลั้นน้ำตาของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ จนหนุ่มต้องดึงตัวนิลมากอดเอาไว้

“ร้องไห้ทำไม เดี๋ยวก็กลับไปแล้ว เหลืออีกไม่กี่เดือนเอง” เขาบอกเธอด้วยประโยคเดิม

“อือ...” นิลตอบรับได้เพียงแค่นั้น เพราะพูดอะไรไม่ออก เธอรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ มาจุกอยู่ที่คอตลอดเวลา และแม้จะอยากพูดความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจแค่ไหน แต่ก็คงไม่มีทางที่เธอจะเรียบเรียงมันออกมาได้ในเวลาเช่นนี้

“อะ กระเป๋า” หนุ่มส่งถุงผ้าให้นิล ก่อนจะเซลฟี่รูปคู่เก็บไว้เป็นที่ระลึก

สองคนโบกมือลากันไม่ต่างจากธรรมเนียมของบรรดาผู้ที่มาส่งคนสำคัญขึ้นเครื่องบิน โดยที่นิลไม่รู้ว่าหนุ่มแอบถ่ายรูปเธอตอนเดินไปที่จุดเอ็กซ์เรย์กระเป๋าสัมภาระสำหรับขึ้นเครื่องด้วย หญิงสาวไม่รู้แม้กระทั่งว่าเขาคิดยังไงกับการพบกันและจากกันในครั้งนี้

เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองจะมีชีวิตยืนยาวไปจนถึงวันที่เขากลับไทยหรือเปล่า หรือหากโชคดีที่มีชีวิตอยู่ถึงวันนั้น เธอก็ไม่รู้อีกเหมือนกันว่า เมื่อถึงวันที่เขาสิ้นสุดสัญญาการทำงานที่ญี่ปุ่นในอีก 2 ปีข้างหน้า เธอจะยังมีชีวิตอยู่เพื่อรอเขาหรือไม่

สิ่งเดียวที่นิลรู้ก็คือ... เธอเหนื่อยเหลือเกิน แม้จะเต็มใจอุทิศชีวิตทั้งหมด เพื่อเหตุแห่งความเหนื่อยยากเหล่านั้นแล้วก็ตาม

“เกือบลืมซื้อของฝากแน่ะ” นิลผู้จมอยู่กับความเศร้าเดินผ่านร้านขายของฝากภายในสนามบินร้านแล้วร้านเล่า จนเกือบถึงด้านหน้าเกทอันเป็นจุดสำหรับนั่งรอขึ้นเครื่องบิน จึงนึกถึงภารกิจสำคัญของตัวเองขึ้นมาได้ และรีบเดินย้อนกลับไปยังร้านขายของฝากที่ใกล้ที่สุดใหม่

หลังจากนั้น วีรกรรมเหมาของฝากก็เริ่มต้นขึ้น...

“อันนี้เขาว่าอร่อย อันนี้ก็น่าอร่อย” นิลเดินดูขนมภายในร้าน แล้วหยิบนั่นนู่นนี่มาแบบไม่ได้สนใจเลยว่ากระเป๋าของตัวเองจะยัดมันเข้าทั้งหมดหรือไม่ เธอสนใจแค่ว่าขนมน่าจะอร่อยหรือไม่

แต่ก็นะ... ใครๆ ก็รู้ว่าหน้าตาบรรจุภัณฑ์ของสินค้าญี่ปุ่นนั้น ล่อตาล่อใจเกินกว่าจะบอกได้ว่าขนมข้างในอร่อยหรือไม่ นิลเองก็เคยเจอมาแล้วกับน้ำส้มที่เพียงคำแรกก็เปรี้ยวเสียจนขนลุกไปทั่วสรรพางค์กาย แต่เธอก็ยังไม่เข็ด หญิงสาวช้อปปิ้งเสียจนใกล้ถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่องนั่นแหละ เธอจึงค่อยๆ จ่ายเงินและคืบคลานออกจากร้านขายของฝากได้

“ออกตรงเวลาเลย” นิลแอบยิ้มอย่างยินดี ที่เที่ยวบินของเธอไม่มีปัญหาอะไรให้ต้องปวดหัวหรือกลุ้มใจเหมือนอย่างที่เคยกังวล แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นก็ยังเหลือเที่ยวบินขากลับประเทศไทยให้เธอต้องรอลุ้นอยู่อีกนั่นแหละ

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน... เธอถึงยังสังหรณ์ใจแปลกๆ ว่ามันจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นในวันสุดท้ายเหมือนที่ผ่านๆ มาอีกแน่นอน

“คร่อก...”

นั่นคือการจำลองการหลับของนิลบนเครื่องบิน เธอไม่รู้หรอกว่าเธอกรนแบบนั้นหรือเปล่า และไม่กล้าถามคนญี่ปุ่นที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วย

จะว่าไป... เที่ยวบินระหว่างประเทศของสายการบินนี้มีผู้โดยสารเกือบ 100% เป็นคนญี่ปุ่นทั้งนั้นเลย ด้วยเหตุนี้การขึ้นลงเครื่องบินจึงเรียบร้อยและเป็นระเบียบ ถึงขั้นที่นิลต้องจารึกไว้ในความทรงจำของเธอเลยทีเดียว

“แดดดีเลย ไม่ต้องกลัวฝนตกแล้ว ว้าว... มีรถสนามบินมารับด้วย”

ในที่สุด นิลก็มาถึงเกาะโอกินาว่าโดยสวัสดิภาพ ท่ามกลางสายลมและแสงแดดเจิดจ้าที่บ่งบอกว่า การตะลุยเดี่ยวท่องเที่ยวของเธอในวันนี้ คงไม่มีอุปสรรคจากสภาพอากาศอย่างแน่นอน หญิงสาวตื่นเต้นไปกับรถสนามบินของสายการบินดังซึ่งเป็นหุ้นส่วนของสายการบินที่เธอใช้บริการ ที่มารับถึงบันไดทางขึ้นลงเครื่องบิน ทั้งที่ระยะทางระหว่างจุดที่เธออยู่กับเทอร์มินัลของสายการบินต้นทุนต่ำนั้น เดินไม่พอสิบก้าวก็ถึงแล้ว

-ถึงโอกินาว่าแล้วนะคะ-

นิลรีบหยิบโทรศัพท์ออกมาต่อ wifi สนามบินและส่งข้อความไปให้หนุ่มทางไลน์ แม้จะต้องใช้ความเพียรพยายามอยู่หลายครั้ง เพราะปริมาณผู้ใช้มีมากก็ตาม ถึงอย่างนั้นทันทีที่หนุ่มได้รับข้อความ เขาก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็วราวกับกำลังรออยู่แล้ว

-เดินทางระวังๆ นะกัฟ-

-รับทราบค่ะ ขอบคุณนะคะ เดี๋ยวขึ้นรถไปเทอร์มินัลหลักก่อนนะคะ-

นิลตอบข้อความของหนุ่มพร้อมรอยยิ้มที่ฉาบอยู่บนใบหน้า แม้จะมีเม็ดเหงื่อผุดขี้นมาบ้างจากสภาพอากาศ แสงแดดที่ส่องลงมากระทบหัวเหม่งๆ ของเธอ รวมไปถึงน้ำหนักของกระเป๋าสองใบที่เธอถือและสะพายอยู่

“คนเยอะจัง” หญิงสาวชะเง้อมองแถวสำหรับขึ้นรถบัสคันเล็กของสนามบินอันยาวเหยียดด้วยความกังวล เพราะจำนวนผู้โดยสารของสายการบินต้นทุนต่ำซึ่งมีจำนวนมาก ซ้ำยังมีการลงจอดของสองสายการบิน ยิ่งทำให้ความล่าช้าในการขนส่งผู้โดยสารไปยังเทอร์มินัลหลัก อันเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินทางท่องเที่ยวในเกาะโอกินาว่า มีมากขึ้นเป็นเท่าตัว

...นี่ถ้านิลสามารถเดินไปยังเทอร์มินัลหลักด้วยตัวเองได้ เธอคงทำไปแล้ว ทว่าจากการค้นหาข้อมูลก่อนการเดินทาง ทำให้นิลพบว่าระยะทางจากจุดที่เธออยู่ไปยังเทอร์มินัลหลักนั้น ไกลเกินกว่าจะสามารถเดินเท้าได้ ไม่ว่าเธอจะมีคุณสมบัติประเภทอึด ถึก ทนแค่ไหนก็ตาม

แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น นิลก็ขึ้นรถบัสของสนามบินมาถึงยังเทอร์มินัลหลักภายในเวลา 15 นาทีได้ในที่สุด จากความเป็นระเบียบและมีวินัยของผู้โดยสารเจ้าของประเทศนั่นเอง

“สวยจัง”

ทันทีที่มาถึงเทอร์มินัลหลักซึ่งเป็นอาคารสีขาว 7 ชั้น ขนาดไม่ใหญ่เท่าใดนัก กับมีประติมากรรมลูกบอลกลมๆ อยู่บนดาดฟ้าอาคาร ทำให้มองดูคล้ายสถานีอวกาศตามความคิดของนิล หญิงสาวก็เริ่มต้นมองหาล็อกเกอร์สำหรับฝากกระเป๋าไปพร้อมๆ กับการเดินสำรวจด้วยความตื่นเต้น

“มีตู้ปลาในสนามบินด้วย” นิลเดินผ่านประตูอาคารเข้ามาหยุดถ่ายรูปตรงตู้ปลาขนาดใหญ่ ซึ่งภายในมีฝูงปลาตัวเล็กตัวใหญ่แหวกว่ายกันอย่างเริงร่า อีกทั้งยังมีการจำลองทั้งปะการังและก้อนหินขนาดใหญ่ใต้น้ำมาจัดวาง จนดูเหมือนเป็นทะเลขนาดย่อมเลยทีเดียว

แน่นอน... นิลไม่ลืมที่จะต่อ wifi ฟรีภายในอาคารสนามบิน เพื่อส่งข้อความถึงหนุ่มด้วย

-ถึงเทอร์มินัลแล้วค่ะ กำลังหาล็อกเกอร์ฝากกระเป๋า-

-เจอยัง-

หนุ่มตอบกลับมาอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที ช่วยให้นิลรู้สึกอุ่นใจเหมือนเขายังคงอยู่ข้างๆ คอยดูแลเธอ

-ยังงงง-

นิลพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่งรูปตู้ปลาสวยๆ ไปให้เขาดู เพื่อให้ได้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังไปเที่ยวกับเธอด้วยเช่นกัน

-สวยกัฟ ตู้ปลาในสนามบินเหรอ-

หนุ่มพิมพ์ตอบกลับมา แม้จะดีใจที่ได้เห็นในสิ่งที่คนรักเห็น แต่หากเขาได้ไปเดินอยู่ข้างๆ เธอจริงๆ คงจะดีกว่านี้

-แม่นแล้ว-

นิลลองพิมพ์ภาษาอีสานตอบกลับเจ้าของภาษาตัวจริง แม้ที่ผ่านมาเธอจะใช้คำนี้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว และทั้งที่ดูเหมือนการผจญภัยของนิลพึ่งจะเริ่มต้น หากแต่ปัญหาของเธอก็ดูจะเริ่มต้นขึ้นด้วยเช่นกัน

-ล็อกเกอร์มันจำกัดเวลาฝากด้วยเรอะ-

นิลพิมพ์คำถามส่งไปหาหนุ่ม ระหว่างที่ยังคงยืนงงกับสิ่งที่ได้เจอ

-ไม่มีนะ ไหนๆๆๆ เอารูปมาดู-

หนุ่มตอบกลับมาเร็วทันใจเช่นเคย เขาเองก็ร้อนใจไม่แพ้กัน และคิดว่าหญิงสาวอาจจะอ่านป้ายล็อกเกอร์ผิดก็ได้ เพราะเธอยังไม่สันทัดภาษาญี่ปุ่นสักเท่าไหร่ แต่เมื่อได้เห็นรูปภาพที่นิลถ่ายส่งมาให้ เขาก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เธอบอกนั้นถูกต้อง เนื่องจากมันมีภาษาอังกฤษกำกับอยู่กับภาษาญี่ปุ่นด้วย

-เอาจริงดิ พึ่งเคยเจอ ช่องใหญ่ไหม-

หนุ่มอ้าปากค้างไปกับล็อกเกอร์ประเภทจำกัดเวลาฝาก ซ้ำยังแพงกว่าล็อกเกอร์ธรรมดาๆ ที่เขาเคยเจอด้วย

-ใหญ่เกิน-

นิลพิมพ์ตอบกลับไป แล้วตัดสินใจเดินหาล็อกเกอร์ตรงจุดอื่นภายในสนามบิน เพราะไม่มั่นใจว่าตัวเองจะสามารถจำกัดเวลาฝากกระเป๋าได้เท่ากับที่หน้าล็อกเกอร์นั้นระบุไว้ที่ 6 ชั่วโมงได้หรือไม่

-ไม่มีที่อื่นแล้วเหรอกัฟ-

หนุ่มพลอยกังวลไปกับคนรักด้วย แน่ล่ะ! ก็เธอน่ะทั้งซื่อและเฟอะฟะไม่มีใครเกินซะขนาดนั้นนี่

-ยังไม่เห็นเลยค่ะ กำลังเดินหา เจอแต่ตู้ปลา ฮาาาา เดี๋ยวขึ้นไปดูอีกชั้น-

นิลยังมิวายมีอารมณ์ขัน แม้ในความเป็นจริงแล้ว เธอจะขำไม่ค่อยออกสักเท่าไหร่ หญิงสาวเดินขึ้นลงอาคารระหว่างชั้น 1 และชั้น 2 เพื่อตามหาล็อกเกอร์หยอดเหรียญซึ่งไม่จำกัดเวลาฝาก พร้อมกับถ่ายรูปสนามบินส่งให้หนุ่มดูไปพลางๆ เป็นการปลอบใจตัวเองว่าอย่างน้อย หากเธอไม่สามารถหาล็อกเกอร์สำหรับฝากกระเป๋าได้ ทำให้ไม่สามารถออกไปเดินเที่ยวได้ตามที่ตั้งใจไว้ เธอก็ยังได้เดินเที่ยวในสนามบินแสนสวยแห่งนี้

-เจอยังกัฟ-

หนุ่มพิมพ์คำถามส่งมาอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง

-เจอ แต่เต็ม และจำกัดเวลา แพงกว่าด้วย-

นิลพิมพ์ตอบกลับไปอย่างอ่อนอกอ่อนใจ เห็นทีเธอคงได้เดินเที่ยวเล่นอยู่ในสนามบินจนกว่าจะถึงเวลาเครื่องออกในอีก 12 ชั่วโมงข้างหน้าเสียแล้ว


ตอนหน้า : โปรดติดตาม หลงทางในโอกินาว่า เร็วๆ นี้ กำลังรีบปั่นนะคะ อัพทุกอาทิตย์ค่ะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #48 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 21:25

    ตอนจะจากกัน นิลคิดในใจทำนองจะมีชีวิตอยู่เจอหนุ่มอีกไหม ฟังแล้วเหมือนนิลจะคิดสั้นในเร็วๆ นี้เลย รีดคงเข้าใจผิดใช่ไหมคะ รอตอนต่อไปค่ะ

    #48
    1
    • 9 เมษายน 2562 / 05:07
      ยัยซึมเศร้ามีความคิดประเภทนี้ตลอดค่ะ แต่เธอจะคิดสั้นทำอะไรลงไปมั้ย มารอลุ้นกันนะคะ
      #48-1