ยัยซึมเศร้ากับนายเหงาคุง

ตอนที่ 25 : ตอนที่ 24 แผนเผด็จศึกสาว (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 มี.ค. 62




ตอนที่ 24

 

สีหน้าท่าทางของนิลกับหนุ่มคงบ่งบอกให้คุณลุงผมสีบรอนซ์เทาพอจะรับรู้ได้ว่า ทั้งคู่ฟังที่ตนสื่อสารไม่รู้เรื่อง ด้วยเหตุนี้ คุณลุงจึงเปลี่ยนมาใช้คำพูดสั้นๆ บวกท่าทางประกอบแทน

“อ๋อ... โอเคๆ” หนุ่มหัวเราะ พร้อมกับส่งสัญญาณมือให้คุณลุง ขณะที่คุณลุงเองก็พยักหน้าหัวเราะไปด้วย ก่อนจะเดินจากไป จึงเหลือแค่นิลเท่านั้นที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าคุณลุงบอกอะไรเธอกับหนุ่ม

“ตกลงลุงเขาพูดอะไรอะ?” นิลหันไปถามหนุ่มด้วยความสงสัย

“ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด แกน่าจะบอกว่าจุดชมวิวต้องขึ้นไปข้างบนอีกน่ะนะ” หนุ่มบอกนิล แล้วจูงมือพานิลเข้ามาในอาคาร และเดินตามคุณลุงไปตามทางเดินภายในอาคารขึ้นไปสู่จุดชมวิว 360 องศาด้านบนสุด ซึ่งทั้งหนาวทั้งลมแรง

“มองเห็นทั่วนางาซากิเลยหรือเปล่านะ” นิลเดินตามหนุ่มมาที่รั้วกั้น ซึ่งทำจากกระจกใสแบ่งเป็นช่องๆ และมีราวจับด้านบน ขณะที่บนพื้นก็มีหลอดไฟให้แสงสว่างด้วย

“น่าจะเป็นอย่างนั้น สวยมากเลยนะ ถึงคนจะเยอะไปหน่อย แต่ก็คุ้มค่าที่ได้มา” หนุ่มจูงมือนิลมายืนตรงริมรั้วกั้น ต่างคนต่างถ่ายรูปและวีดีโอเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพราะผู้คนที่เดินไปมาพลุกพล่านอยู่บนดาดฟ้าอาคารอันเป็นจุดชมวิวรูปวงกลมทำให้ไม่สะดวกในการเซลฟี่รูปคู่

ที่จริง... นิลเป็นโรคกลัวความสูง แม้ไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่นิลเด็กๆ ทว่าพึ่งปรากฏอาการเมื่อตอนเธอเรียนชั้นมัธยม ในตอนที่เธอฝันซ้ำๆ กันทั้งคืนว่าตัวเองเดินอยู่บนสะพานอะไรสักอย่างที่ถูกแรงระเบิดทำให้ถล่มลงไป แล้วเกิดใหม่ แล้วกลับไปตายที่สะพานแห่งนั้น ซ้ำไป... ซ้ำมา... และเธอก็ตื่นขึ้นพร้อมกับอาการกลัวความสูงตั้งแต่วันนั้น ถึงอย่างนั้นในเวลานี้นิลกลับไม่รู้สึกกลัว ทั้งที่ยอดเขาอินาสะมีความสูงถึง 333 เมตร

เปล่าเลย... มันไม่ใช่เพราะความสวยงามติดอันดับ 1 ใน 3 จุดชมวิวกลางคืนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นหรอก แต่เป็นเพราะผู้ชายที่จับมือเธอไว้ตลอดเวลาคนนี้ต่างหาก ที่ทำให้นิลรู้สึกอุ่นใจได้เสมอ

“ดีจังนะ คุณลุงฝรั่งคนนั้นน่ะ มากับคุณป้า ท่าทางรักกันมากเลย” หนุ่มพยักพเยิดหน้าให้นิลหันไปมองคุณลุงโค้ทดำคนเดียวกับที่บอกให้พวกเธอขึ้นมาที่จุดชมวิวแห่งนี้ ซึ่งเวลานี้กำลังถ่ายรูปให้ภรรยาอยู่ตรงริมรั้วกันอีกด้าน ต่างคนต่างยิ้มให้กันอย่างมีความสุข พลอยให้นิลกับหนุ่มยิ้มไปด้วย

“เวลาแก่แล้ว เราไปเที่ยวกันแบบนี้บ้างสิ” นิลบอกหนุ่ม

“แก่แล้วจะเดินไหวหรือเปล่า รีบเก็บตังค์เที่ยวตั้งแต่ตอนยังไม่แก่นี่แหละ” หนุ่มตอบตามที่ตัวเองคิด หากแต่นั่นก็เป็นความคิดที่ดูเข้าทีดีสำหรับนิล

นั่นสินะ... เธอจะแก่ตัวไปเป็นภาระลูกหลานหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดังนั้น รีบเก็บเงินเอาไว้เที่ยวสักปีละครั้งสองครั้งก็คงจะดีเหมือนกัน

“หนาวเนอะ” นิลเดินตามหนุ่มมานั่งห่อตัวอยู่ตรงฐานเสาส่งสัญญาณโทรทัศน์ แล้วก็เพราะคำพูดของเธอนั่นเองที่ทำให้หนุ่มจับมือเธอใส่ลงไปในกระเป๋าเสื้อของเขา มองดูคล้ายฉากหวานแหววในซีรี่ส์เรียกน้ำหมากจากต่างประเทศ แต่ไม่ใช่หรอก เพราะนี่คือฉากหนึ่งในชีวิตจริงของนิล

“หายหนาวหรือยัง?” หนุ่มหันมาถามนิลเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก

“มือน่ะหายหนาวแล้ว แต่ว่าขายังหนาวอยู่” นิลตอบพลางยิ้มเจื่อนๆ ให้หนุ่ม ด้วยเพราะสาเหตุของอาการหนาวขามาจากการที่นิลสวมกระโปรงสั้น แต่... นั่นก็เป็นเพราะเขาอนุมัติให้เธอแต่งตัวแบบนี้มาแทนชุดป้าๆ แบบคราวที่แล้วไม่ใช่หรือไง

“ถ้างั้นก็ลงไปข้างล่างกันเถอะ เริ่มมืดแล้ว จะได้ไปหาอะไรกินแล้วกลับโรงแรมกัน” หนุ่มดึงมือนิลให้ลุกขึ้น หลังจากนั้นทั้งคู่ก็อำลาจุดชมวิวบนยอดเขาอินาสะ เดินลงมาตามเส้นทางเดิมภายในอาคารที่มีทั้งร้านอาหาร และผนังกระจกสำหรับชมวิวบนชั้นอื่นๆ ที่มีความสูงลดหลั่นกันลงมา กระทั่งถึงสถานีกระเช้าลอยฟ้าซึ่งอีกไม่นานก็จะพานักท่องเที่ยวที่มารอขึ้นกระเช้าไปส่งยังสถานีด้านล่าง

“โห จากกระเช้า มองลงไปสวยมากเลย ถ่ายวีดีโอเก็บไว้ดีกว่า” ยัยสาวบ้ากล้องอย่างนิลอดไม่ได้ที่จะเก็บภาพความทรงจำในครั้งนี้ กลับไปดูให้รู้สึกคิดถึงและอยากกลับมาใหม่ มิหนำซ้ำยังดูท่าว่าจะแพร่เชื้อให้หนุ่มไปด้วย เพราะเขาเองก็มิวายทำแบบเดียวกันกับเธอ แต่... นั่นอาจจะเป็นเพราะภาพแสงไฟระยิบระยับจากชุมชนเมืองด้านล่างนั่นก็ได้

“พี่ว่าจะซื้อของที่ระลึกกลับไปซะหน่อย ต้องซื้อไปให้นักอ่านที่มาร่วมสนุกกับเพจสำนักพิมพ์ด้วย หนุ่มจะซื้ออะไรไหม?” นิลถามหนุ่ม หลังจากที่กระเช้าพาทั้งคู่มาถึงสถานีด้านล่างแล้ว

“ว่าจะซื้อขนมไปฝากเพื่อนกับหัวหน้าสักหน่อย เดี๋ยวจะว่ามาเที่ยวแล้วไม่มีอะไรติดไม้ติดมือกลับไปฝาก” หนุ่มตอบ และเดินตามนิลมายังจุดขายของที่ระลึกภายในสถานีกระเช้าลอยฟ้า ซึ่งจำหน่ายทั้งของกระจุกกระจิกอย่างพวงกุญแจ เข็มกลัด ปากกา ไฟฉายจิ๋ว ไปจนถึงของกินจำพวกขนมขึ้นชื่อประจำเมือง

“นี่ๆ ซื้อคาสเทลล่าสิ เค้าบอกว่าเป็นขนมขึ้นชื่อของนางาซากินะ” นิลแนะนำราวกับเป็นเจ้าบ้าน ซึ่งก็ดูท่าว่าหนุ่มจะสนใจขนมชื่อฝรั่งที่ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง เพราะไม่มีรูปบนกล่องอยู่เหมือนกัน

“มันคืออะไรล่ะ?” หนุ่มถามนิลประกอบการตัดสินใจซื้อ เพราะมั่นใจว่าหญิงสาวคงหาข้อมูลมาเรียบร้อยแล้ว

“มันเป็นขนมเค้กคล้ายๆ ขนมไข่ แต่อร่อยกว่า เพราะเหมือนจะใส่น้ำผึ้งด้วย ที่ชื่อฝรั่งเพราะว่าสมัยก่อนพ่อค้าโปรตุเกสน่าจะเป็นคนนำเข้ามานะ ถ้าพี่จำไม่ผิด คือเป็นของฝรั่งไม่ใช่ของญี่ปุ่น แต่เป็นขนมขึ้นชื่อของนางาซากิ” นิลสาธยายได้ดูน่าเชื่อถือจนหนุ่มคล้อยตาม

“อันนี้เหมือนจะเป็นแบบกรอบนะ ไม่ใช่ขนมไข่” หนุ่มมองกล่องขนมสีเหลืองที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้า

“ที่เขาว่าอร่อย มันเป็นแบบเค้กน่ะ แบบนี้พี่ไม่รู้” นิลย่นหน้ามองภาษาญี่ปุ่นบนกล่อง แล้วรู้สึกเหมือนตาลายไปชั่วขณะ เพราะแม้เธอจะฝึกฝนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเองมาบ้างแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถอ่านออกเขียนได้อย่างคนที่สอบผ่ายการวัดระดับภาษาอย่างหนุ่ม

“เอาแบบนี้ไปนั่นแหละ ผู้ชายคงไม่ชอบกินเค้กหรอกมั้ง คงชอบกินอะไรกรอบๆ มากกว่า” หนุ่มสรุป แล้วหยิบกล่องขนมคาสเทลล่าแบบกรอบติดมือไปสองกล่อง ขณะที่นิลก็เลือกของที่ระลึกสำหรับตัวเองและนักอ่านของเพจสำนักพิมพ์ที่เธอสังกัดอยู่ไปจ่ายเงินเช่นกัน

หลายเดือนมานี้นิลมีโอกาสได้ทำหน้าที่แอดมินเพจสำนักพิมพ์ ด้วยความกรุณาของ ‘พี่จอม บรรณาธิการบริหารที่อยากช่วยเหลือเธอให้มีรายได้มากขึ้นในการเลี้ยงดูมารดา และการมาญี่ปุ่นของนิลในครั้งนี้ เธอก็ได้รับคำสั่งจากพี่จอมให้หาของที่ระลึกไปฝากนักอ่านผู้น่ารักที่คอยติดตามผลงานของสำนักพิมพ์เสมอมา โดยที่พี่จอมเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองด้วย

“เสียดาย ไม่มีแบบเค้กอะ พี่ว่าจะซื้อไปกินกับหนุ่มซะหน่อย” นิลผู้ห่วงแต่เรื่องกินอดบ่นไม่ได้

“ไว้ไปซื้อที่สถานีรถไฟพรุ่งนี้เช้าก็ได้ น่าจะมีหรอก” หนุ่มผู้มีชีวิตเพื่อหาของอร่อยๆ กิน พลอยผสมโรงไปด้วยอีกคน แต่เพราะคำพูดของเขานั่นแหละที่ทำให้นิลสงบลงได้

“นั่นสินะ ที่สถานีรถไฟน่าจะมี แล้ว... นี่เราจะไปหาอะไรกินที่ไหนดีล่ะ?”

แม้จะจบเรื่องขนมไปแล้ว แต่นิลก็ยังมิวายห่วงเรื่องปากท้องเหมือนเคย

“ตอนนั่งรถรางมา ผมเห็นมีห้างอิออนด้วย ไปหาอะไรกินที่นั่นก็ได้ หลานสาวพี่ฝากซื้อขนมไม่ใช่เหรอ ที่นั่นน่าจะมีนะ เดี๋ยวลืมซื้อไปร้องไห้ตาย อุตส่าห์ฝากเงินมา”

ความใส่ใจของหนุ่มที่เผื่อแผ่ไปถึงคนในครอบครัวของนิล ทำเอานิลบวกเพิ่มคะแนนให้เขาในใจ จากเดิมที่เคยตั้งใจว่าจะหักให้แหลกลาญช่วงที่หนุ่มติดเกมงอมแงม

“พี่เกือบลืมไปแล้วนะเนี่ย” นิลซึ่งได้ชื่อว่าขี้หลงขี้ลืมไม่น้อยหน้าใครมาแต่ไหนแต่ไร หัวเราะแก้เก้อให้กับอาการหลงลืมระยะสุดท้ายของตัวเอง

“นั่นไง” หนุ่มส่ายหน้า ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้น้อยหน้าเรื่องขี้ลืม เพราะดันจำไม่ได้ว่าห้างอิออนที่ตัวเองเห็นนั้นอยู่ตรงไหนกันแน่

“ผมว่าน่าจะอยู่แถวนี้นะ รถสถานีนี้แล้วนั่งย้อนไปอีกทีแล้วกัน ยังไงก็ใช้ตั๋วแบบเหมาจ่ายอยู่แล้ว”

และด้วยเหตุนี้เองนิลกับหนุ่มจึงนั่งรถรางย้อนไปย้อนมาอยู่หลายรอบ กว่าที่ชายหนุ่มจะเห็นห้างอิออนอันเป็นเป้าหมาย

“อ๋อ... ห้างอิออนที่นี่มันเล็กกว่าที่อื่นนี่นา ถึงว่าว่าทำไมพี่ไม่เห็น”

และเพราะการนั่งรถรางไปมาเพื่อหาห้างสรรพสินค้าแห่งนี้อยู่หลายรอบ บวกกับการที่หนุ่มพานิลเดินชมนั่นชมนี่ในห้าง ลองเสื้อผ้ากางเกงยีนส์นั่นแหละ ที่ทำให้ร้านอาหารทั้งหลายทยอยปิด จนนิลกับหนุ่มต้องเลือกที่จะฝากกระเพาะไว้กับร้านสะดวกซื้ออีกครั้ง

“ขอโทษนะ ผมลืมดูเวลา ร้านอาหารที่ญี่ปุ่นสองสามทุ่มเขาก็ทยอยปิดกันหมดแล้ว” หนุ่มเป็นฝ่ายยิ้มเจื่อนๆ ให้นิลบ้าง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับนิลเสียหน่อย เพราะเธอได้ของฝากกลับไปให้หลานสาวตัวอ้วนกลมของเธอแล้ว

“ไม่เป็นไร ดีแล้วล่ะ หนุ่มจะได้ไม่ต้องเสียเงินค่ากินเยอะๆ ไง กินที่ร้านแพงจะตาย ในมินิมาร์ทถูกกว่าตั้งเยอะ” นิลผู้ปวารณาตัวเป็นสาวกมินิมาร์ทญี่ปุ่นมาตั้งแต่สองปีที่แล้วตอบยิ้มๆ

“อ้อๆ พี่จำเบอร์เอวกางเกงพี่ที่ลองตัวเมื่อกี๊ไว้ด้วยนะ เผื่อผมลืม เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปซื้อไม่ถูก ผมจะพาไปซื้ออีกที่ ที่นี่ไม่สวย” หนุ่มเปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงเสื้อผ้าที่เขาตั้งใจว่าจะซื้อให้เธอใส่กลับไทย ต่อให้ต้องเปย์จนหมดตัว กินไข่ต้มตลอดเดือนก็ตามที

“พี่จะพยายามนะ” นิลหัวเราะแห้งๆ เพราะมั่นใจมากว่าตัวเองจะจำไม่ได้ นั่นเองที่ทำให้หนุ่มต้องเป็นฝ่ายท่องจำเสียเอง ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่านักลืมอย่างเขาจะจำได้หรือเปล่า

 

และแล้ว... ช่วงเวลาแห่งการนอนหลับพักผ่อนก็มาเยือนอีกครั้งจนได้

“วันนี้ต้องรีบนอนนะ พรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เลย ไม่งั้นจะไปดูดอกวิสทีเรียไม่ทัน” นิลรีบยกข้ออ้างขึ้นมาพูด ระหว่างที่ทั้งคู่นั่งกินข้าวอยู่ภายในห้องพักของโรงแรม เพื่อไม่ให้หนุ่มคิดเรื่องอย่างว่า ทั้งที่ดูท่าทางคงจะเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อยังเหลืออีก 1 คืนที่ทั้งคู่จะต้องนอนร่วมห้องกัน

“จ้าาาา” หนุ่มขานรับเสียงหวานพิกล มิหนำซ้ำยังทำตาเชื่อมทั้งที่ไม่มีแอลกอฮอล์ตกถึงท้องสักหยด เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงโทรศัพท์ผ่านโซเชียลมีเดีย Messenger ของสมาร์ทโฟนข้างตัวหนุ่มดังขึ้น

“รุ่นพี่โทรมา สงสัยจะชวนไปกินข้าวที่ร้านอาหารไทย” หนุ่มบอกนิล แล้วสไลด์หน้าจอรับสาย เขาหยุดกินข้าวไปพักหนึ่งเพื่อคุยกับรุ่นพี่ชาวไทยซึ่งมาทำงานที่ญี่ปุ่นก่อนหน้าเขา 1 ปี และคอยช่วยเหลือจุนเจือกันมาตลอด โดยไม่ลืมที่จะหันกล้องหน้าของสมาร์ทโฟนไปทางนิล เป็นการอวดคนรักไปในตัว

“ไปกินข้าวที่ร้านอาหารไทยบ่ได้ครับ เปย์สาวจนหมดตัวแล้ว”

นั่นคือเหตุผลอันฟังขึ้นที่หนุ่มบอกกับรุ่นพี่ ก่อนที่อีกฝ่ายจะบอกลาและตัดสายไป เสมือนไม่อยากอยู่เป็น กขค เพราะผู้ชายด้วยกันก็ย่อมต้องรู้นิสัยใจคอกันดีว่าเวลาต่อจากนี้ควรจะเป็นเวลาอะไร

“เอารูปไหนดีล่ะตัวเอง เค้าจะโพสต์ลงเฟซ” หนุ่มถามนิลด้วยสรรพนามเรียกขานที่เปลี่ยนไป คล้ายต้องการให้ตัวเองเคยชินกับการเรียกคนรักด้วยคำคำนี้มากกว่า

“รูปที่หนุ่มเลือกก็ดีอยู่แล้วนะ อย่าลืมแท็กพี่ด้วย” นิลตอบด้วยสรรพนามเดิมตามความเคยชิน มือจับตะเกียบคีบอาหารในถาดพลาสติกเข้าปากอย่างเก้ๆ กังๆ ช่างเป็นลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลที่บรรพบุรุษไม่อยากนับญาติเสียจริงๆ

“โอเค แท็กไปละ” หนุ่มฉีกยิ้ม แล้วนั่งเล่นโทรศัพท์รอนิลกินข้าว เพื่อให้เธอไปอาบน้ำก่อน

“หนุ่มอาบน้ำก่อนก็ได้ จะได้ไม่ต้องรอพี่” นิลบอกหนุ่ม และพยายามเร่งมือเร่งปากตัวเอง จนน่าหวั่นเกรงว่าจะได้แผลในปากเป็นของแถมกลับไทย

“ไม่เป็นไร ตัวเองอาบก่อนนั่นแหละ” หนุ่มตอบโดยที่ตายังจับจ้องอยู่ที่โทรศัพท์มือถือ เป็นแผนการทำให้อีกฝ่ายตายใจได้อย่างแนบเนียน จนนิลเริ่มวางใจว่าคืนนี้คงไม่มีอะไรในกอไผ่

หญิงสาวหยิบเสื้อผ้าเข้าห้องน้ำไปด้วยความสบายใจ และสวมชุดนอนแบบยูกาตะตัวโคร่งที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ออกจากห้องน้ำมาอย่างสบายใจ เช่นเดียวกับหนุ่มที่หยิบเสื้อผ้าของตัวเองเข้าไปอาบน้ำและสวมชุดยูกาตะออกจากห้องน้ำมาอย่างสบายอารมณ์เช่นกัน โดยเปิดไฟในห้องน้ำไว้พร้อมกับปิดประตูห้องน้ำ เพื่อให้ภายในห้องพอมีแสงสว่างรำไรเหมือนอย่างคืนก่อน

“ว่าจะนอนเร็ว สุดท้ายก็ไม่ได้เร็วอีกนะเนี่ย แต่วันนี้จะไม่ลืมตั้งมือถือให้ปลุกเวลาที่ญี่ปุ่นแล้ว แหะๆ” นิลพูดขึ้นก่อนจะเป็นฝ่ายล้มตัวลงนอนก่อน

“ถ้าไม่ลืมตั้งก็ตื่นทันอยู่แล้วล่ะน่า” หนุ่มปิดโคมไฟหัวเตียง แล้วตั้งท่าจะล้มตัวลงนอนเช่นกัน ยิ่งทำให้นิลสบายใจเป็นที่สุดว่าคืนนี้เธอคงรอดจากการมีสามีทางพฤตินัยไปอีกวันแน่ๆ ทว่า...

ฟุ่บ!

หนุ่มผุดลุกขึ้นจากที่นอนอย่างรวดเร็ว และกว่าที่นิลจะรู้ตัวหน้าของเขากับหน้าของเธอก็แทบจะชนกันแล้ว

“หนุ่มมมม... ไม่เอา บอกแล้วไงว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าน่ะ” นิลยังคงยกเรื่องตื่นเช้าขึ้นมาอ้าง แม้เสียงที่พูดออกมานั้นจะสั่นเต็มที

“ก็นี่ไง เขาว่ามีเซ็กส์ช่วยให้หลับดี พอหลับดีหลับสนิท เดี๋ยวก็ตื่นเร็วเองแหละ” หนุ่มสรุปเอาเองแบบง่ายๆ มือตั้งท่าจะแกะยูกาตะนิลออกท่าเดียว

“ไม่เอา... เดี๋ยวท้อง” นิลยกข้ออ้างใหม่ขึ้นมาอ้างอีก

“ไม่ท้องหรอกน่า เค้าพกถุงยางมาด้วย” หนุ่มยิ้มกว้าง เหมือนจะบอกว่าตัวเองเตรียมพร้อมมาตั้งแต่ตอนที่เธอบอกว่าจะมาญี่ปุ่นแล้ว

“อย่าบอกนะว่าตอนพี่มาหาปีที่แล้ว ก็พกถุงยางไปเที่ยวด้วยน่ะ!?” นิลนิ่วหน้าถาม

“ก็แบบนั้นแหละ” หนุ่มพยักหน้ารับ นั่นเองที่ทำให้นิลรู้ว่าสิ่งที่หนุ่มทำคราวก่อนนั้น ไม่ใช่เพราะเมาแต่เจตนา

“แล้วไม่ได้ใช้ เลยเอามาใช้ที่นี่น่ะเหรอ?” นิลถามต่อไปอีก เหมือนอยากถ่วงเวลาเอาไว้ให้นานที่สุด

“เปล่า อันนี้ซื้อใหม่ อันนั้นให้เพื่อนไปแล้ว” หนุ่มตอบ โดยที่มือก็ยังคงง่วนอยู่กับการพยายามแกะยูกาตะของนิล

“แล้วบอกเพื่อนว่ายังไง บอกว่าไม่ได้ใช้น่ะเหรอ?” นิลยังคงตั้งคำถามต่อไปเรื่อยๆ โดยที่มือก็ยังคงดึงรั้งยูกาตะของตัวเองไว้แน่น

“เปล่า บอกว่าใช้เหลือ ไปบอกแบบนั้นได้ไง อายเพื่อนตายเลย” หนุ่มให้เหตุผลประกอบ และยังไม่ล้มเลิกความคิดที่จะเผด็จศึกสาวให้ได้ในคืนนี้

“หนุ่มมมม... ไม่เอาาาา นอนเถ่ออออ” นิลยื้อยูกาตะตัวเองไว้สุดแรง

“เดี๋ยวก็ได้นอนแล้ว ตัวเองแค่ปล่อยมือเอง” หนุ่มเกลี้ยกล่อมด้วยวาจา ปราศจากการใช้กำลัง เพราะเอากำลังไปใช้แกะยูกาตะหมด

“เค้าอายแผลเป็น” นิลยกเหตุผลใหม่ขึ้นมาอ้าง เพราะเธอเคยบอกเขาว่าเธอมีแผลจากการผ่าตัดหัวใจตอนเด็กๆ ซึ่งมีทั้งรอยผ่าตัดและรอยสอดท่อ แน่ล่ะ! นั่นคือความจริงที่เธอไม่ได้เสกสรรปั้นแต่งแต่อย่างใด

“ไหนมาดูซิ ทำไมต้องอายด้วย ไม่ต้องอายหรอก” หนุ่มใช้มุกขอดูแผลผ่าตัดหน้าตาเฉย ทั้งคู่ยื้อยุดชุดยูกาตะกันไปมา จนในที่สุดนิลก็เป็นฝ่ายอ่อนแรงก่อน จากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและอดนอนที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อวาน

“ถ้าตัวเองเบื่อเค้าแล้ว เค้าจะทำยังไงล่ะ?” นิลถามขึ้นหน้าเศร้า หลังจากที่เซ็กส์ครั้งแรกในชีวิตผ่านพ้นไป มันไม่ได้น่าประทับใจอะไรสักเท่าไหร่ เพราะมีแต่ความเจ็บปวดล้วนๆ ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังรู้สึกดีที่เขาไม่ได้ทำรุนแรงกับเธอ แต่นุ่มนวลและทะนุถนอมดุจไข่ในหินเลยทีเดียว

“เค้าบอกแล้วไงว่าเค้าจะทำให้ดีที่สุด เค้าไม่ทิ้งตัวเองหรอก” หนุ่มพูดเหมือนจะให้คำสัญญา หากแต่มันจะเชื่อถือได้แค่ไหนนั้น เวลาคือสิ่งเดียวที่จะสามารถพิสูจน์คำพูดของเขาได้

หลังจากนั้น... ทั้งคู่ก็เข้านอนและหลับไปพร้อมกัน โดยที่เขาโอบกอดเธอไว้ตลอดคืน

 

ในที่สุดเช้าวันใหม่ก็มาเยือนอีกครั้ง คราวนี้นิลไม่ยอมพลาดเรื่องเวลาปลุกให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยเดิม ทั้งคู่ลุกจากที่นอนตั้งแต่ตี 4 ตามเวลาที่นิลได้ตั้งปลุกผ่านโทรศัพท์มือถือเอาไว้ เนื่องจากต้องขึ้นรถไฟจากนางาซากิกลับไปที่ฟุกุโอกะขบวนที่ออกเดินทางตอน 6 โมงเช้า เพื่อให้ไปทันเวลาชมอุโมงค์วิสทีเรียในก่อนบ่ายโมง อันเป็นเวลาที่นิลซื้อตั๋วล่วงหน้าเอาไว้ตั้งแต่ตอนอยู่ไทย เนื่องจากอ่านเจอในอินเตอร์เน็ตว่าไม่สามารถซื้อตั๋วเข้าชมหน้าสวนได้

เปล่าเลย... คนที่เป็นต้นคิดในการไปดูดอกไม้สวยๆ ที่ปีหนึ่งจะบานแค่ครั้งเดียว ไม่ใช่นิลแต่เป็นหนุ่มต่างหาก ที่จริงเขาตั้งเป้าในการพาเธอไปดูดอกไม้อยู่หลายสวนทีเดียว แต่เนื่องจากเวลาและการเดินทางไม่เอื้ออำนวย นิลซึ่งเป็นคนวางแผนการเดินทางจึงเลือกสถานที่ที่ได้รับการโหวตให้เป็นสุดยอดที่เที่ยวสุดโรแมนติกติดอันดับโลกแห่งนี้

“แวะซื้ออะไรกินที่มินิมาร์ทก่อนก็ได้มั้ง อีกตั้งนานกว่ารถไฟจะออก” หนุ่มผู้ถือคติกองทัพต้องเดินด้วยท้องบอกนิล ระหว่างที่จูงมือเธอขึ้นสะพานลอยข้ามฝั่งจากโรงแรมที่เข้าพักมายังสถานีรถไฟนางาซากิ

“ดีเลย พี่จะได้หาซื้อขนมคาสเทลล่าด้วย” นิลผู้ไม่ลืมเรื่องของฝากที่วนเวียนอยู่กับของหวานนานาชนิด รู้สึกเห็นด้วยจนเผลอตัวยิ้มกว้างออกมาอย่างร่าเริงเกินเหตุ

“ยังไม่ลืมอีกเหรอเนี่ย?” หนุ่มอดขำไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าคนรักจะเป็นตัวกินขนมหนักถึงขนาดนี้

“ยางงงง...” นิลลากเสียงยาว และในที่สุดเธอก็ได้คาสเทลล่ากลับไปเป็นของฝากให้หนุ่มกับครอบครัวของเธอคนละกล่องสมใจ ขณะที่หนุ่มซื้อข้าวปั้นไปเป็นอาหารเช้าสำหรับเขาและเธอคนละ 2 ห่อ ทว่ายังไม่ทันได้กินรถไฟก็มาจอดเทียบ ณ ชานชาลาเสียก่อน

“ตัวเองหิวหรือยัง กินข้าวปั้นบนรถไฟก็ได้นะ แต่อย่าทำหกเลอะเทอะอีกล่ะ” หนุ่มมิวายแซวเรื่องที่นิลเคยทำเฟอะฟะเอาไว้ เมื่อครั้งพบกันคราวก่อน

“ยังไม่หิว เอาไว้กินตอนลงรถไฟแล้วก็ได้ แหม... ได้ทีขี่แพะไล่ใหญ่เลยนะ” นิลทำหน้าตูมจนหนุ่มนึกหมั่นเขี้ยวอยากหยิกแก้ม

ทั้งคู่พากันหอบเป้ขึ้นรถไฟ เตรียมตัวรากงอกนั่งรถไฟเป็นเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง และด้วยเหตุนี้...

“คร่อกกกก...”

หนุ่มกับนิลพร้อมใจกันหลับตลอดทาง ด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการตะลุยเที่ยวนางาซากิ ยัยสาวบ้ากล้องอย่างนิลจึงพลาดโอกาสเก็บภาพนอกหน้าต่างรถไฟไปอย่างน่าเสียดาย

“หนุ่มๆ ถึงสถานียาฮาตะแล้ว” นิลผู้หลับๆ ตื่นๆ เพราะเกรงจะเลยสถานีที่ต้องการลง รีบปลุกหนุ่มทันทีที่ได้ยินเสียงประกาศบนรถไฟว่า สถานีถัดไปคือสถานีที่เธอกับเขาจะต้องลง นับว่าภาษาญี่ปุ่นของเธอนั้นแข็งแรงและใช้งานได้ดีขึ้นมากทีเดียว

“ถึงแล้วเหรอ?” หนุ่มสะดุ้งตื่น แล้วลุกขึ้นหยิบกระเป๋าเป้ของเขาและเธอที่วางอยู่บนชั้นวางเหนือศีรษะ ลงมาเตรียมพร้อมไว้

จากสถานียาฮาตะ นิลกับหนุ่มสะพายเป้เดินไปรอรถตู้รับส่งฟรีที่ทางสวนจัดมารับ บริเวณจุดรอรถประจำทางด้านหลังสถานี ซึ่งมีนักท่องเที่ยว 4-5 คนยืนรออยู่ก่อนแล้ว

“เราเอากระเป๋าไปฝากล็อกเกอร์ไว้ก่อนไม่ดีกว่าเหรอ?” หนุ่มออกความเห็น

“เดี๋ยวรถมาจะไปไม่ทันน่ะสิ เกิดรถมาตอนเราไปฝากล็อกเกอร์ล่ะยุ่งเลยนะ” นิลคิดต่างออกไป เพราะไม่มั่นใจว่ารถที่จะมารับนักท่องเที่ยวไปยังสวนนั้น จะมาเมื่อไหร่กันแน่ ทว่ารอเท่าไหร่รอก็ไม่มาเสียที

“เอาไงดีล่ะ มันมีรถมารับไปจริงๆ หรือเปล่า?” หนุ่มพูดขึ้น หลังจากมองนาฬิกาข้อมือแล้วพบว่าเขากับเธอรอรถตู้ที่ว่ามาเป็นเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงแล้ว

“น่าจะมีจริงๆ นะ ป้ายที่ติดนี่ก็หมายถึงรถตู้ที่จะพาไปสวนนี่นา” นิลชี้ไปที่ป้ายกระดาษซึ่งติดอยู่บนเสาเหล็กบริเวณที่นั่งรอรถประจำทางตรงจุดที่เธอกับหนุ่มยืน

“นั่นก็ใช่ แต่ก็ไม่น่าจะนานขนาดนี้” หนุ่มแย้ง

“นั่งแท็กซี่ไปไหมล่ะ แต่พี่ไม่รู้ว่าไกลแค่ไหนนะ เดี๋ยวพี่ออกเองก็ได้” นิลกลับมาเรียกแทนตัวเองด้วยสรรพนามเดิมด้วยความเคยชินอีกครั้ง

“โหย... แพงมากนะพี่ แท็กซี่ที่ญี่ปุ่น สู้ไม่ไหวหรอก” หนุ่มส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

“แล้วจะเอายังไงอ่า ถ้ารถไม่มารับจะทิ้งตั๋วดูดอกไม้ไปเฉยๆ น่ะเหรอ ไม่เสียดายเหรอ อุตส่าห์มาถึงนี้แล้ว” นิลพูดไปตามที่เธอคิด ถึงยังไงเธอก็ยังอยากไปดูอุโมงค์ดอกวิสทีเรียที่เขาว่ากันว่าสวยนักสวยหนาอยู่ดี ต่อให้ค่าแท็กซี่จะแพงก็เถอะ และแน่นอนว่าเธอจะไม่ปล่อยให้เขาผู้รู้สึกไม่เห็นด้วย ต้องมาจ่ายค่าแท็กซี่เด็ดขาด

50 ความคิดเห็น

  1. #45 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 20:05

    ที่บอกว่า ร้านอาหารปิดหมด ปกติที่ญี่ปุ่นไม่มีร้านอาหารเปิดโต้รุ่งแบบบ้านเราบ้างรึคะ หรือร้านอาหารข้างทาง ถึงต้องกินอาหารจากร้านสะดวกซื้อ

    #45
    1
    • 6 มีนาคม 2562 / 01:41
      ไม่มีค่ะ ร้านอาหารข้างทางก็ปิดค่ะ แหะๆ ขนาดเมืองเที่ยวเมืองช้อปปิ้งอย่างโอซาก้า 3 ทุ่มแทบไม่มีร้านเปิดแล้วค่ะ แม้แต่ในสนามบินก็ตามที
      #45-1