ยัยซึมเศร้ากับนายเหงาคุง

ตอนที่ 23 : ตอนที่ 22 ภารกิจถอนคำสาบาน (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    18 ก.พ. 62


ตอนที่ 22

 

ทั้งคู่เดินเข้ามาตามซอยเปลี่ยวที่หนุ่มบอกว่าน่าจะเป็นทางเข้าวัด ถึงอย่างนั้นเดินอยู่เป็นนานก็ยังไม่เห็นอาณาบริเวณวัดปรากฏตรงหน้า สิ่งเดียวที่ช่วยยืนยันคำพูดของหนุ่มและทำให้นิลกับหนุ่มยังคงเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ นั่นก็คือรูปปั้นพระแม่กวนอิมซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้านั่นเอง

“หนุ่มแน่ใจนะว่าซอยนี้เป็นทางเข้าวัดน่ะ?” นิลถามย้ำอีกครั้ง เมื่อเดินจูงมือกันมากว่าร้อยเมตรแล้ว แต่สิ่งที่พบสองข้างทางก็ยังมีเพียงพงหญ้ากับพงหญ้าเท่านั้น

“ผมคิดว่ามันเป็นซอยที่ไปถึงวัดได้นะ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นทางเข้าวัดหรือเปล่า เพราะปกติผมผ่านแต่ปากซอย เห็นรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมของวัดนี้ เวลาไปร้านอาหารไทยก็เท่านั้นเอง” หนุ่มตอบไปตามความจริง เขาเองก็กลัวผีอยู่ไม่ใช่น้อย และหากให้มาเดินในที่เปลี่ยวๆ แบบนี้คนเดียวล่ะก็ ฝันไปเถอะว่าเขาจะยอมมา นิลเองก็เช่นกัน แม้จะเป็นมนุษย์ประเภทเห็นผีอยู่เป็นระยะๆ แต่เธอก็อดปอดแหกไม่ได้ นี่ถ้าไม่มีหนุ่มเดินจูงมืออยู่ด้วยล่ะก็ เธอจะขอวิ่งป่าราบกลับไปทางเก่าให้มันรู้แล้วรู้รอด

“ถึงจะไม่ใช่ทางเข้า ก็อาจจะเป็นข้างหลังวัดมั้ง เพราะรูปปั้นก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วนะ แต่จะขึ้นไปไหว้ยังไงนี่สิ” นิลสรุป หลังจากที่ทั้งคู่เดินลึกเข้ามาในซอยเป็นระยะทางเกือบ 200 เมตร โชคดีที่ตลอดทางมีไฟถนนส่องสว่าง มิเช่นนั้นสองหนุ่มสาวคงตัดสินใจพร้อมเพรียงให้ถอยกลับไปตั้งหลักที่โรงแรมเป็นแน่

“ข้างหลังวัดจริงๆ ด้วย พี่ไหว้ตรงนี้ได้ไหม หรือต้องเดินย้อนไปข้างหน้า แต่วัดก็ปิดแล้ว ย้อนกลับไปเราก็เข้าวัดไม่ได้อยู่ดี”

ในที่สุดทั้งคู่ก็เดินมาถึงจุดอันเป็นที่ตั้งของรูปปั้นพระแม่กวนอิม จริงอยู่ที่นี่เป็นด้านหลังวัดจริงอย่างที่หนุ่มบอก หากแต่ก็มีทางเดินขึ้นเนินให้สามารถนมัสการพระองค์ท่านได้ แม้สองข้างทางของทางเดินขึ้นเนินนั้นจะเต็มไปด้วยต้นหญ้าสูงระดับเข่าก็ตามที

“มีงูไหมเนี่ย?” นิลยิ้มเจื่อนๆ ระหว่างที่เดินตามหนุ่มขึ้นไปบนทางเดินปูนลาดชัน โดยที่มือของทั้งคู่ยังจับกันแน่น

“รกขนาดนี้ก็มีสิทธิ์จะมีอะนะ แต่มันคงไม่เลื้อยออกมาตอนนี้หรอกมั้ง” หนุ่มพยายามปลอบใจนิลและปลอบใจตัวเองไปพร้อมกัน

“ยืนตรงนี้ก็พอเนอะ ยิ่งขึ้นไปหญ้าก็ยิ่งรก ท่านคงไม่ว่าหรอก” นิลเองก็มิวายพูดปลอบใจตัวเองเช่นกัน ที่ผ่านมาเธอไม่เคยรู้สึกกลัวพระแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตาเลย จนกระทั่งวันนี้ที่เธอถ่อสังขารเดินทางมาถอนคำสาบานถึงที่นี่ และค้นพบว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายจริงดังสังหรณ์บอก มิหนำซ้ำเวลานี้รูปปั้นพระแม่กวนอิมสีขาวซึ่งเธอเคยเห็นจากในรูปภาพก็กลับแลดูน่ากลัวเหลือเกิน ยามอยู่คู่กับเจดีย์โบราณท่ามกลางความมืดที่รายล้อมเช่นนี้

...หญิงสาวได้แต่หวังว่าพระองค์คงจะไม่ทรงกริ้ว ที่เธอเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาในตอนที่เกือบจะขึ้นคานอยู่รอมร่อแล้ว ระยะเวลา 10 ปี ที่นิลปฏิเสธเรื่องรักๆ ใคร่ๆ มาตลอด คงนานเพียงพอที่จะทำให้ทรงเห็นถึงความตั้งใจในการรักษาพรหมจรรย์อย่างแท้จริงของเธอ ทว่าเวลานี้นิลยอมรับกับพระองค์ท่านว่า ปัญหามากมายที่ประเดประดังกันเข้ามาในชีวิต หนักอึ้งเกินกว่าที่เธอจะฝ่ามันไปด้วยตัวคนเดียวได้ แล้วเธอก็มั่นใจว่าผู้ชายคนนี้คือคนที่หวังดีกับเธอและแม่ของเธอจริงๆ นั่นคือสิ่งที่นิลตั้งใจจะอธิษฐานบอกกับรูปปั้นพระแม่กวนอิมในการถอนคำสาบาน

“ก็น่าจะอย่างนั้น ตรงนี้ก็ใกล้รูปปั้นมากแล้วด้วย” หนุ่มออกความเห็นไปในทางเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ นิลจึงยกมือไหว้อธิษฐานถอนคำสาบานอยู่ตรงทางเดินขึ้นเนิน โดยมีหนุ่มยืนยกมือไหว้รูปปั้นพระแม่กวนอิมอยู่ข้างๆ และยืนไหว้อยู่ด้วยกันตรงนั้นจนนิลอธิษฐานเสร็จ

“ไป! กลับกันเถอะ จะสามทุ่มแล้ว เดี๋ยวเช็คอินเข้าโรงแรมไม่ทัน เขาตัดบัตรพี่ชายพี่ล่ะซวยเลย”

หลังจากนิลอธิษฐานขอถอนคำสาบานที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะไม่แต่งงานเป็นที่เรียบร้อย ทั้งคู่ก็เดินย้อนกลับมาตามเส้นทางเดิม และแวะซื้อขนมปังโรงแรมตรงซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ เนื่องจากร้านอาหารส่วนใหญ่ปิดให้บริการหมดแล้ว

“เสียดายนะ ถ้าเรามาเร็วกว่านี้ ผมกะจะพาพี่ไปที่ร้านอาหารไทยเสียหน่อย ถ้าไปตอนนี้คงกลับโรงแรมไม่ทัน” หนุ่มเดินจูงมือนิลมาที่ป้ายรถบัส และคุยจ้อไปตลอดทาง เป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้วที่เขาทำได้แค่พูดคุยกับเธอผ่านกล่องแชทบ้าง โทรศัพท์บนโลกโซเชียลบ้าง และวีดีโอคอลบ้าง ชายหนุ่มจึงรู้สึกเหมือนชีวิตของตัวเองได้รับการเติมเต็มอีกครั้งในการพบกับเธอครั้งนี้

“ถ้าไปที่ร้านอาหารไทย หนุ่มก็เสียค่าข้าวเย็นแพงน่ะสิ กินขนมปังอะดีแล้ว พี่ชอบกินขนมปัง เนี่ย! ขนมปังที่เอาติดมาจากที่ไทยยังกินไม่หมดเลย” นิลเองก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เธอไม่อยากให้คนรักต้องมาเสียเงินเลี้ยงข้าวเธอจนหมดตัว และพร้อมที่จะช่วยแชร์ค่าใช้จ่ายต่างๆ กับเขาเสมอ หากเธอเห็นว่าหนุ่มต้องรับภาระในการเลี้ยงดูปูเสื่อเธอมากเกินความจำเป็น

“กินแต่ขนมปัง เดี๋ยวก็ขาดสารอาหารพอดี!” หนุ่มมิวายบ่นเรื่องเดิมที่เคยบ่นนิล เหมือนเมื่อตอนพบกันครั้งที่แล้ว

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ไม่ได้กินทุกมื้อสักหน่อย ตอนมากับพี่เหมียวคราวที่แล้ว ทุกมื้อก็มีแต่มาม่าถ้วยกับขนมปังนะ” นิลบอกหนุ่มพลางยิ้มอย่างภาคภูมิ เรื่องที่ตัวเองเป็นสาวกร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น ทั้งที่ไม่เห็นมีอะไรน่าภูมิใจตรงไหน

“ยังจะเถียงอีก เดี๋ยวจับตีก้นให้เข็ดเลย” หนุ่มปั้นหน้าโหด ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่านิลจะกลัว หญิงสาวหัวเราะขำเพราะรู้ว่าเขาแค่พูดขู่เธอไปอย่างนั้น ทว่าเรื่องที่น่าขำหนักกว่าน่าจะเป็นการนั่งตรงไหนหลับตรงนั้นของหนุ่ม เพราะไม่ว่าจะเป็นที่นั่งบนรถบัสหรือรถไฟ เขาก็สามารถหลับได้ทุกที่แบบไม่เกี่ยงระยะทาง นิลจึงต้องพยายามบังคับตัวเองไม่ให้หลับตามไปด้วย มิเช่นนั้นแล้วทั้งเขาและเธออาจได้นอนที่สถานีรถไฟแทนโรงแรมก็เป็นได้

“หนุ่ม... ถึงสถานีซากะแล้ว”

นี่คือหน้าที่ของนิลในการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งก็นับว่าโชคดีที่เธอค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางมาพอสมควร หญิงสาวจึงไม่รู้สึกลำบากเท่าใดนักที่คนนำทางอย่างหนุ่มเอาแต่หลับทันทีที่ก้นถึงเบาะ แม้ตัวเธอเองจะเริ่มรู้สึกเพลียและง่วงเหงาหาวนอนเช่นกัน

“หา... ถึงแล้วเหรอ!?

ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงโรงแรมที่จะต้องเข้าพักในคืนนี้ ซึ่งอยู่ติดกับสถานีรถไฟซากะจนแทบจะเรียกได้ว่าอยู่ในอาณาบริเวณสถานีรถไฟเลยก็ว่าได้ มันเป็นโรงแรมมาตรฐานที่มีสาขาอยู่ทั่วญี่ปุ่น และได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากราคาไม่แพง อีกทั้งห้องพักยังกว้างขวางผิดจากห้องพักในโรงแรมญี่ปุ่นทั่วไป ถึงขั้นที่มีโต๊ะสำหรับกินข้าวอยู่ภายในห้องด้วย ที่นี่จึงเป็นโรงแรมที่หนุ่มให้คะแนนเต็มสิบว่าคุ้มค่าเงินที่เขาได้เสียไปเป็นอย่างมาก

“มันมีห้องแบบสองเตียงกับเตียงเดียว ให้พี่จองแบบไหนอะ แต่แบบสองเตียงแพงกว่านะ?

“งั้นก็จองแบบเตียงเดียวสิ”

นั่นคือบทสนทนาของทั้งคู่ในช่วงที่นิลจองโรงแรมล่วงหน้าก่อนเดินทางมา ใช่แล้ว... มันคือเหตุผลที่ทำให้ทั้งคู่ต้องนอนห้องเดียวกันและเตียงเดียวกัน ถึงอย่างนั้นนิลก็ยังไม่นึกระแวงชายหนุ่ม เพราะเชื่อในคำยืนยันของเขาที่เคยบอกกับเธอว่าจะไม่มีเรื่องเหมือนคราวที่แล้วเกิดขึ้นซ้ำในคราวนี้

“พี่เอาเซรั่มแบบที่ส่งให้หนุ่มทาแก้สิวมาด้วย เดี๋ยวอาบน้ำเสร็จมานั่งนี่นะ จะทาเซรั่มให้” นิลบอกหนุ่ม หลังจากที่อาบน้ำเสร็จแล้ว และสวมชุดนอนแบบยูกาตะสีเทาอ่อนของทางโรงแรมมานั่งๆ นอนๆ รอเวลาเข้านอนพร้อมหนุ่ม ซึ่งเข้าคิวรออาบน้ำต่อจากเธอ

“เสร็จแล้ว”

ไม่นานหนุ่มก็ออกจากห้องน้ำมาด้วยชุดยูกาตะสำหรับใส่นอนแบบเดียวสีเดียวกัน และดูท่าว่าจะขนาดเดียวกันด้วย เพราะแม้หนุ่มจะสวมใส่ได้พอดีตัว แต่สำหรับนิลนั้นช่างหลวมโคร่งชนิดที่ชายยูกาตะแทบจะลากไปกับพื้นยามเดิน

“มานั่งนี่เลย จะทาเซรั่มให้ ที่พี่ส่งมาให้ ได้ทาบ้างหรือเปล่า?” นิลถามถึงเซรั่มในกล่องพัสดุที่เธอแพ็คส่งมาให้เขาตอนปีใหม่ พร้อมยาอมแก้ไอ โลชั่นบำรุงมือและเล็บ ผงวิเศษ รวมไปถึงยานวดบรรเทาอาการปวดสำหรับแก้อาการฟกช้ำ จากการกลิ้งลงเขาเพราะดันอยากเล่นสโนว์บอร์ดทั้งที่ไม่เคยฝึกเล่นมาก่อน

“ทาทุกวันแหละ โลชั่นก็ทาจนจะหมดแล้ว แต่มือก็ยังไม่หายด้านอยู่ดี เปลืองเงินเปล่าๆ น่าพี่ เดี๋ยวพอกลับไทยก็คงหายเองแหละ” หนุ่มนั่งลงบนเตียงและยกมือสองข้างขึ้นมาดู พลางรำพึงรำพันถึงความหยาบกร้านที่เกิดขึ้นจากการทำงานเหมือนที่เคยบ่นบ่อยๆ ซึ่งหากถามความเห็นของนิลในเรื่องนี้ล่ะก็ เธอเองก็สัมผัสได้ถึงความหยาบกร้านของมือคนรักมาตั้งแต่ครั้งที่พบกันคราวก่อนแล้ว และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอส่งโลชั่นสำหรับบำรุงมือและเล็บไปให้เขาถึงญี่ปุ่น

“ทานั่นแหละดีแล้ว อย่างน้อยมันก็จะได้ไม่ด้านมากขึ้น ทาเข่าด้วยก็ดีนะ หนุ่มบอกว่าเข่าก็ด้านเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?” นิลผู้ควรได้รับฉายายัยสาวความจำเป็นเลิศในด้านที่คนอื่นมักไม่จำกัน ถามคนรักด้วยสีหน้าท่าทางที่บ่งบอกว่า หากเขาต้องการโลชั่นอีกล่ะก็ เธอก็พร้อมจะสนับสนุนด้วยการส่งพัสดุมาให้อีก

“ก็ทาทุกที่แหละ แต่พี่ไม่ต้องส่งมาแล้ว เดี๋ยวกลับไทยค่อยไปทาใหม่ อยู่นี่ทายังไงมันก็ด้านเหมือนเดิม” หนุ่มยืนยันคำเดิม เพราะรู้ว่าหากตัวเองอุตริบอกว่าอยากได้โลชั่นอีกล่ะก็ หญิงสาวอาจเหมาโลชั่นทั้งลังส่งไปให้เขาก็ได้

“เอาแบบนั้นก็ได้ งั้นวันนี้ก็ทาเซรั่มที่หน้าไปก่อนนะ พี่จะเอาโลชั่นติดมาให้ มันก็เอาขึ้นเครื่องไม่ได้ เพราะพี่ไม่ได้ซื้อน้ำหนักกระเป๋า” นิลบอกสาเหตุที่ทำให้เธอพกโลชั่นมาให้หนุ่มบำรุงมือด้านๆ ไม่ได้ แต่ทว่านั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ชายหนุ่มจะเก็บเอามาใส่ใจอยู่แล้ว ผู้หญิงตรงหน้าที่กำลังทาเซรั่มให้เขาอยู่นี่ต่างหากที่เขาสนใจ

“ทาแล้วหน้าดีขึ้นบ้างไหมอะ สิวน้อยลงไหม?” นิลถามหนุ่ม ระหว่างที่ยังคงปาดเซรั่มว่านหางจระเข้ไปทั่วใบหน้าของเขาอย่างประณีตบรรจง

“ก็ยังไม่ค่อยรู้ผลเท่าไหร่นะ พึ่งทาไปไม่กี่เดือนเอง” หนุ่มตอบระหว่างที่จ้องหน้าคนถามไปด้วย

“อารายยยย... พี่ใช้แล้วเห็นผลใน 3 วันเลยนะ ที่หน้าไหม้ตอนมาหาหนุ่มคราวที่แล้วน่ะ” นิลโฆษณาสรรพคุณเซรั่มซองราคาสบายกระเป๋าจากร้านสะดวกซื้อที่เธอทดลองใช้จนติดใจ และกลายมาเป็นสาวกเซรั่มแบรนด์นี้ไปในที่สุด

“เหรอ แต่ผมเป็นสิวไม่ได้หน้าไหม้นี่นา” หนุ่มแย้ง ระหว่างที่ยังคงนั่งจ้องหน้านิลในระยะประชิด โดยที่นิลไม่ได้นึกสงสัยหรือเอะใจอะไร เพราะมัวแต่ง่วนอยู่กับการทาเซรั่มให้เขา จนกระทั่งภารกิจของนิลเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ การปฏิบัติการของหนุ่มจึงได้เริ่มต้นขึ้น!!

ตุ้บ!

ทันทีที่หญิงสาวทาเซรั่มให้เสร็จ ชายหนุ่มก็รวบร่างเธอให้ล้มลงไปบนเตียงด้วยกัน เป็นผลให้นิลซึ่งยังไม่ทันตั้งตัวโถมตัวลงไปทับร่างของหนุ่ม จนเขาถึงกับจุกไปหมด ทว่า... นั่นไม่ใช่เหตุผลที่หนุ่มจะล้มเลิกแผนการที่วางเอาไว้

“หนุ่ม... ทำอะไร ไม่เอานะ ไหนบอกไม่เหมือนคราวที่แล้วไง!?” นิลทักท้วง แต่ครั้นจะลุกขึ้นจากท่าอันสุ่มเสี่ยงนี้ อีกฝ่ายก็กลับกอดเธอเอาไว้เสียแน่น

“ก็ไม่เหมือนไง” หนุ่มตอบยิ้มๆ ทั้งที่ความจริงยังจุกจนแทบพูดอะไรไม่ออก

“ไม่เหมือนแล้วนี่ทำอะไร!?” นิลพยายามขึ้นเสียงดุ แม้ว่าเสียงที่ออกมาจะสั่นพอกันกับเนื้อตัวอันสั่นเทาของเธอเสียมากกว่า

“ก็ไม่ได้ทำอะไร แค่กอดเฉยๆ เอง ยังไม่ได้ทำอะไรเลย” หนุ่มพูดพร้อมกับยอมคลายอ้อมกอดออก ปล่อยให้คนรักลุกขึ้นจัดชุดยูกาตะตัวโคร่งที่สวมอยู่ให้เรียบร้อย มิดชิดหนักกว่าเดิม

“นอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้านะ” หญิงสาวเฉไฉเปลี่ยนเรื่องเสียงสั่น เพราะยังตกใจไม่หาย

“ก็นอนสิ พี่อย่าลืมตั้งมือถือปลุกก็แล้วกัน จะให้ตื่นกี่โมงก็ตั้งไว้” หนุ่มเองก็เฉไฉไหลไปตามน้ำ เหมือนอยากให้นิลตายใจว่าเขาแค่จะกอดเธออย่างเดียว โดยปราศจากเลศนัยอย่างอื่นแอบแฝง ด้วยเหตุนี้ นิลจึงเปิดไฟห้องน้ำไว้เพื่อไม่ให้ห้องพักมืดจนเกินไป ก่อนจะเข้านอนด้วยหัวใจที่ยังเต้นรัวเป็นเสียงกลอง เพราะไม่รู้ว่าหนุ่มจะเล่นพิเรนทร์อะไรกับเธออีกหรือไม่

และแล้ว... สิ่งที่นิลคิดไว้ก็ดันเป็นจริงเสียด้วย เข้าตำราอ้อยเข้าปากช้างอย่างไรอย่างนั้น

“หนุ่ม... ไม่เอา อย่าทำแบบนี้สิ... โธ่!

เสียงพูดแบบนั้นดังอยู่ครึ่งค่อนคืน เมื่อคนหนึ่งฉวยโอกาสตอนที่อีกคนนอนตะแคง แปลงร่างเป็นปลาหมึก จับนั่นจับนี่ คลำนั่นคลำนี่ ให้สมกับที่ชวดฉลูขาลเมื่อปีที่แล้ว แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นปลานิลที่กำลังจะกลายเป็นเหยื่อของปลาหมึก ก็ยังพยายามปัดป้องเต็มที่ ทั้งแกะ ทั้งดึง ทั้งนอนห่อตัวไว้ราวกับเป็นดักแด้ จนในที่สุดปลาหมึกก็ล้มเลิกความตั้งใจในคืนนี้ เพราะความที่เหนื่อยล้ามาตลอดวันเกินกว่าจะรับบทปลาหมึกต่อไปไหว

แต่... นั่นมันก็แค่คืนนี้เท่านั้น

 

ฟุ่บ!

เสียงการลุกขึ้นจากที่นอนของคนข้างตัว ทำเอานิลผวาตื่นขึ้นรับแสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่างห้องพักเข้ามาแยงตา บ่งบอกให้รู้ว่า วันใหม่ได้เข้ามาเยือนหลายชั่วโมงแล้ว

“ทำไมมือถือไม่ปลุก?” นิลพึมพำ ตาชำเลืองมองหนุ่มที่เดินไปเข้าห้องน้ำ แล้วควานหาโทรศัพท์มือถือคู่ใจมาดูเวลา ก่อนจะพบว่าเธอยังคงตั้งเวลาประเทศไทยไว้ มิหนำซ้ำยังตั้งปลุกเป็นเวลาของประเทศไทยอีกด้วย

“ตายล่ะ!

นั่นคือเสียงที่นิลเผลอสบถออกมา หลังจากรับรู้ถึงความผิดพลาดอันใหญ่หลวงที่อาจเป็นผลให้แผนการท่องเที่ยวที่เธอวางไว้สำหรับวันนี้พังพินาศไม่เป็นท่า

“อ้าว... ตื่นแล้วเหรอ?

ไม่นานหนุ่มก็เปิดประตูห้องน้ำ เดินยิ้มร่าออกมาแต่งองค์ทรงเครื่อง โดยไม่ลืมทักทายหญิงสาวที่ยังคงนั่งหน้าซีดอยู่บนเตียง

“หนุ่ม... พี่ตั้งเวลาปลุกผิด ดันลืมปรับเวลาเป็นเวลาที่ญี่ปุ่น มือถือมันก็เลยไม่ปลุก” เธอสารภาพบาปโดยไม่ปิดบังความเฟอะฟะของตัวเอง

“ผมก็ว่าอยู่ว่าทำไมมันไม่ปลุกสักที ไม่เป็นไรหรอก ตื่นตอนไหนก็ไปตอนนั้นนั่นแหละ”

ท่าทางของหนุ่มในเวลานี้ดูใจเย็นและเป็นสุภาพบุรุษผิดจากปลาหมึกจอมหื่นตัวเมื่อคืนลิบลับ แต่ก็นะ... นี่มันเป็นแผนการที่ใช้สำหรับทำให้หญิงสาวตายใจต่างหากเล่า!

“ก็ถ้าช้า เราก็ได้เที่ยวไม่ครบน่ะสิ” นิลพูดพลางลุกขึ้นหยิบเสื้อผ้า เตรียมเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวบ้าง

“ไม่ทันก็ไม่ทัน เที่ยวได้แค่ไหนก็แค่นั้นแหละ เลือกที่ที่อยากไปมากที่สุดก็พอ”

คำพูดคำจาของเขาดูเป็นผู้ใหญ่เสียจนนิลอดคิดไม่ได้ว่าเธอได้คนรักแบบทูอินวัน คือ คล้ายจะแถมบิดามาด้วยอีกคนหนึ่ง

“ก็อยากไปทุกที่นี่นา”

นั่นคือคำตอบของนิลก่อนที่ประตูห้องน้ำจะปิดลง สำหรับหนุ่มแล้วเขาก็ได้คนรักมาแบบทรีอินวันเหมือนกัน คือ เป็นทั้งแฟน พี่สาว และน้องสาวเอาแต่ใจอย่างที่เห็น

“ไหนๆ ก็สายแล้ว กินข้าวที่โรงแรมก็ได้เนอะ เขามีข้าวแกงกะหรี่ให้กินฟรีด้วยนะที่นี่น่ะ เห็นมีคนบอกอร่อย” นิลบอกหนุ่มทันทีที่ออกมาจากห้องน้ำ สมกับที่เป็นคู่รักนักกิน เพราะแม้ไขมันในตัวเธอจะหายไปมากแล้ว แต่พฤติกรรมที่เกิดมาเพื่อแสวงหาของกินนั้นก็ยังคงอยู่

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย ผมจะได้ไม่ต้องเสียค่าข้าว” หนุ่มหัวเราะชอบใจ วันนี้เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์และสวมแจ็คเก็ตกันหนาวตัวเดิมไว้ด้านนอกอีกชั้น โดยเสื้อยืดคอวีสีดำด้านในเป็นเสื้อสกรีนลายตัวอักษร ฮักอีหลี ที่เขาฝากให้นิลสั่งสกรีนลายกับเพื่อนของเธอสองตัว เพื่อไว้สวมเป็นเสื้อคู่ในวันที่ได้เที่ยวด้วยกัน เป็นเสื้อคู่แบบยกกำลังสอง

“ก็ดีแล้วล่ะ เพราะค่ารถไฟไปนางาซากิแพง หนุ่มจะได้ไม่เปลืองเงิน” นิลพยักหน้าเห็นด้วย เธออยากช่วยเขาประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้มากๆ จึงพยายามเลือกของกินราคาถูก และเริ่มมองเห็นข้อดีของการตื่นสาย ซึ่งช่วยให้หนุ่มไม่ต้องจ่ายค่าอาหารเช้าในวันนี้

แต่... นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะลืมเรื่องเมื่อคืนหรอกนะ!

“พี่นั่งเฝ้ากระเป๋าอยู่ที่โต๊ะก็ได้ เดี๋ยวผมไปตักข้าวมาให้” หนุ่มบอกนิล แล้วเดินผละไปตักอาหารเช้าสำหรับสองที่ โดยมีนิลมองตามหลังไป เป็นการติดตามผลงานว่าเขาจะตักอะไรมาให้เธอกิน และมีอะไรที่เธออยากกินแอบซ่อนอยู่ในบุฟเฟต๋ของโรงแรมบ้าง หญิงสาวเองก็อยู่ในชุดเสื้อยืดคอวีสีดำสกรีนลาย ฮักอีหลี โดยสวมเสื้อแจ็คเก็ตที่นิลซื้อให้ไว้ด้านนอก และสวมกระโปรงลายสก๊อตสีเทาสั้นเสมอเข่า กับรองเท้าผ้าใบคู่เดียวกับที่มาญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว

“ถ้าไม่อิ่มก็บอกผมนะ ผมจะไปตักให้ใหม่ หรือถ้าพี่อยากไปเดินดูของกิน เดี๋ยวผมจะเป็นคนเฝ้ากระเป๋าเอง” หนุ่มบอกนิลราวกับเข้าไปนั่งในหัวใจเธอ ในเมื่อคนอย่างเธอนั้นไม่มีเสียหรอกที่จะปล่อยให้อาหารอันโอชะทั้งหลายในบุฟเฟ่ต์ต้องรอเก้อ

“งั้นเดี๋ยวพี่ไปดูก่อนว่ามีอะไรให้กินอีก” นิลจัดการกับข้าวแกงกะหรี่หมูทอดของตัวเองเสร็จ ก็ลุกไปสำรวจหาอาหารจานต่อไปที่จะเข้าไปเติมกระเพาะว่างๆ ของเธอให้เต็ม โดยถือคติที่ว่ากลับไปค่อยลด และเพราะต่างคนต่างมีความสามารถในการกินเร็วเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มื้อเช้าในวันนี้จึงผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลมพัด

“เราไปขบวนด่วนแล้วกัน ถ้ามัวรอขบวนธรรมดา กว่าจะไปถึงคงเที่ยง”

หลังเสร็จสิ้นจากการรับประทานอาหารเช้า หนุ่มก็พานิลเดินมาที่สถานีรถไฟซากะซึ่งอยู่ติดกับโรงแรมเสมือนเป็นรั้วเดียวกัน และแม้นิลจะค้นหาข้อมูลในการเดินทางมาเรียบร้อยแล้ว แต่เธอก็ปล่อยให้หนุ่มได้ทำหน้าที่คนนำทางตามอย่างที่ควรจะเป็น นับเป็นการให้เกียรติเจ้าภาพผู้ออกค่าใช้จ่ายอย่างยิ่งยวด

“คร่อก... ก”

ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อวาน ทำให้ทั้งหนุ่มและนิลต่างหลับเป็นตายบนรถไฟขบวนที่จะพาทั้งคู่ไปยังนางาซากิเมืองซึ่งเคยถูกทำลายโดยระเบิดปรมาณูในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นเดียวกับเมืองฮิโรชิมา ซึ่งหนุ่มเคยไปเยือนมาแล้วก่อนหน้านี้ พร้อมกับลูกพี่ลูกน้องที่เดินทางมาทำงานที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 1 เดือน โดยสถานที่ท่องเที่ยวที่หนุ่มนิยมชมชอบก็หนีไม่พ้นสิ่งปลูกสร้างสำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อันเป็นจุดหมายปลายทางประเภทที่ไม่ต่างจากในแผนเที่ยวที่นิลวางไว้เลย จึงอาจสรุปได้ว่าหนุ่มสาวคู่นี้มีสไตล์การดำเนินชีวิตส่วนหนึ่งใกล้เคียงกัน แม้จะมีบางส่วนที่แตกต่างกันสุดขั้วอยู่ก็ตาม

“นั่งสัปหงกแบบนี้ เดี๋ยวก็ปวดคอกันพอดี เฮ้อ...” หนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมารอบหนึ่งระหว่างการเดินทาง แล้วบ่นงึมงำเมื่อเห็นนิลนั่งสัปหงกคอพับคออ่อน จนหัวแทบจะโขกพนักพิงด้านหน้า และเพราะกลัวว่าเธอจะตกใจตื่น เขาจึงค่อยๆ ประคองศีรษะกับตัวของเธอให้เอนมาพิงไหล่ของเขา โดยไม่รู้ว่านิลรู้สึกตัว รวมทั้งรู้ว่าเขาทำอะไรให้เธอด้วย นับเป็นความประทับใจที่นิลแอบเก็บไว้คนเดียวเงียบๆ หญิงสาวแกล้งหลับต่อไป แต่สุดท้ายก็ผล็อยหลับไปอีกรอบ จนกระทั่งขบวนรถไฟมาทั้งคู่มาถึงสถานีนางาซากิ รวมระยะเวลาในการเดินทางทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 25 นาที

“เราเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรมกันก่อนเนอะ แล้วก็อย่าลืมถามเขาเรื่องคูปองส่วนลดค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวในนางาซากิด้วยนะ พี่ค้นข้อมูลมา เขาบอกว่าโรงแรมนี้เข้าร่วมโครงการแจกคูปองฟรีด้วย” นิลบอกหนุ่ม และพาเขาเดินข้ามสะพานลอยขนาดใหญ่กว่าสะพานลอยในไทยหลายเท่า ซึ่งเรียงรายด้วยกระถางไม้ดอกสวยงาม พร้อมม้านั่ง และยังปูพื้นสะพานลอยด้วยกระเบื้อง ไปยังอีกฝั่งของถนนอันเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมที่เธอจองผ่านเว็บไซต์เอาไว้

“เขาบอกว่ายังไม่ถึงเวลาเช็คอิน แต่ให้ฝากกระเป๋าไว้ข้างล่างได้ ส่วนคูปองส่วนลดเขาจะเอาแบบกรุ๊ปทัวร์ให้ เราจะได้ใช้ได้ทั้งคู่” หนุ่มผู้สื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีบอกนิล หลังจากพูดคุยกับคุณลุงผู้ทำหน้าที่พนักงานต้อนรับแล้ว

หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็เริ่มออกเที่ยวตามแผนที่นิลวางไว้ โดยสถานที่แรกที่ทั้งคู่ไปเยือนก็คือ Peace Park หรือสวนสันติภาพนางาซากิ ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับรำลึกถึงเหตุการณ์ที่นางาซากิถูกโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์นามว่า Fat Man อันเป็นสาเหตุให้ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามในที่สุด

“ต้นไม้เยอะมากเลยนะ ตอนที่พี่ไปโตเกียว ต้นไม้ก็เยอะเหมือนกัน ไม่รู้สึกถึงมลพิษเลย” นิลมองความเขียวขจีรอบๆ สวนสันติภาพด้วยความสดชื่น เพราะไม่ใช่แค่ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นมากมายหลายสายพันธุ์เท่านั้น ที่นี่ยังมีดอกวิสทีเรียสีม่วงที่ปีหนึ่งจะบานแค่ครั้งเดียวกับซากุระพันธุ์บานช้าอย่างคิคุซากุระให้นิลได้เก็บภาพกลับไปเป็นที่ระลึกด้วย

“ที่ญี่ปุ่นต้นไม้เยอะทุกที่แหละพี่ อากาศเขาดีกว่าไทยมาก ทั้งที่บ้านเมืองเขาเจริญกว่า” หนุ่มเองก็รู้สึกไม่ต่างจากนิล ทั้งในฐานะคนที่ชื่นชอบประเทศญี่ปุ่นและคนที่มองโลกตามความเป็นจริง

“นั่นสิ บ้านเราน่าจะเอาอย่างบ้าง” นิลพยักหน้าเห็นด้วย ระหว่างที่มองสำรวจไปรอบๆ อาณาบริเวณ ซึ่งมีประติมากรรมอันสื่อถึงสันติภาพอยู่หลายจุด และทำให้เธออดหดหู่ไปกับสงครามในครั้งนั้นไม่ได้

“เดี๋ยวเราไปพิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูกันต่อเลยนะ อยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง” นิลบอกหนุ่ม ก่อนที่ทั้งคู่จะพากันเดินต่อไปยังอาคารอิฐแดงอันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่ใช้บอกเรื่องราวความเลวร้ายเกี่ยวกับผลกระทบของระเบิดนิวเคลียร์ที่มีต่อโลกใบนี้ รวมไปถึงจำนวนระเบิดที่แต่ละประเทศยังคงสะสมอยู่ จำนวนครั้งที่ทำการทดลอง ข้าวของเครื่องใช้ และรูปถ่ายเมื่อครั้งเหตุการณ์นางาซากิถูกถล่มราบ ช่างเป็นเดทที่เหมือนจะชวนให้รู้สึกสลดหดหู่เสียเหลือเกิน หากแต่ทั้งนิลและหนุ่มก็ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย

“พี่... หิวหรือยัง?” หนุ่มผู้ถือคติกองทัพต้องเดินด้วยท้องเอ่ยถามแฟนสาวเหลือน้อย ซึ่งถือคติไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ในเรื่องอาหารการกิน

“ก็เริ่มหิวแล้วนะ” นิลรับสารภาพไปตามความจริง ทั้งคู่จึงเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปหาของมื้อเที่ยงกินกันที่ห้างสรรพสินค้าซึ่งตั้งอยู่ภายในอาณาบริเวณของสถานีรถไฟนางาซากิ

“กินร้านนี้แล้วกันเนอะ พี่ว่าไง?” หนุ่มพานิลเดินดูร้านอาหาร และมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าร้านสเต็กสไตล์ยุโรปบนชั้นสองของห้างสรรพสินค้า

“พี่กินอะไรก็ได้ แต่เหมือนจะแพงเลยอะ” นิลออกความเห็นตามประสาผู้ที่ชื่นชอบการแสวงหาของอร่อยราคาถูกกินเพื่อความสุขในชีวิต

“ไม่เป็นไร ถ้ากินแล้วอร่อยน่ะนะ... ไป!” หนุ่มจูงมือนิลเข้าไปในร้าน และสั่งสเต็กเนื้อสองจานมาเป็นมื้อเที่ยงของเขากับเธอในวันนี้

“พี่กินน้ำอะไร เขาให้กดได้ไม่อั้น ผมจะไปกดมาให้?” เขาเสนอบริการสุดประทับใจเสมือนเป็นของแถมที่แพ็คมากับโปรโมชั่นพร้อมเปย์

“น้ำส้มก็ได้ กินน้ำนางเอก ฮาาาา” นิลตอบรับเป็นอันดี หลังจากมองสำรวจตู้กดน้ำที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว แล้วเริ่มไม่แน่ใจว่าเธอจะรู้วิธีใช้งานมัน แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น นิลก็ยังอยากทดลองช่วยเหลือตัวเองในการกดน้ำจากตู้กดน้ำ ด้วยตระหนักดีว่าตัวเองเป็นคนดื่มน้ำเยอะ และที่สำคัญ... เพื่อให้หนุ่มคุ้มค่าเงินที่จ่ายไปมากที่สุด แต่ทว่า...

“หนุ่ม... มันกดยังไงอ่า?” หญิงสาวเดินถือแก้วน้ำส้มกลับมาถามชายหนุ่มพลางยิ้มเจื่อนๆ ให้

“อ้าว... แล้วก็ไม่บอก เดี๋ยวผมไปกดให้” หนุ่มยิ้มขำ แล้วลุกไปเติมน้ำส้มมาให้นิลอีกแก้ว และเพื่อไม่ให้คนรักต้องลุกนั่งๆ บ่อยๆ นั่นจึงเป็นน้ำส้มแก้วสุดท้ายของนิล

และแล้วช่วงเวลาในการจ่ายค่าอาหารก็มาถึง

“ในเมนูมันไม่มีเขียนราคารวม มันจะแพงไหมเนี่ย?” นิลเป็นกังวลแทนคนจ่ายเงินอย่างหนุ่ม ขณะที่หนุ่มเองก็หันมาตอบเธออย่างหน้าชื่นตาบาน ระหว่างที่รอแคชเชียร์ประจำร้านคิดเงินค่าอาหาร

“ไม่รู้อะ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #43 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:38

    ไรท์บรรยายเรื่องอาหารแล้ว อยากกินบ้างจังเลย แต่ราคาสเต็กแพงแน่เลย สงสารหนุ่มจัง

    #43
    1