ยัยซึมเศร้ากับนายเหงาคุง

ตอนที่ 22 : ตอนที่ 21 ลัดฟ้าไปหารัก (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 ก.พ. 62


ตอนที่ 21

 

-พี่ไม่ได้โกรธนะคะ แค่น้อยใจ-

นั่นคือข้อความที่นิลพิมพ์ตอบกลับไป อาจดูเหมือนเธอเป็นพวกโกรธง่าย หายเร็ว ลืมง่าย หรือไม่ก็กลัวรถไฟขบวนสุดท้ายจะทิ้งห่างจากชานชาลา

เปล่าเลย... นิลเป็นคนที่โกรธยาก และหากโกรธ เธอจะโกรธชนิดไม่เผาผีกัน ดังนั้น เมื่อนิลลองได้โกรธใครแล้วก็เท่ากับเธอตัดคนคนนั้นออกจากสารบบชีวิต ซึ่งเวลา 30 ปีที่เธอเกิดมา ก็ยังไม่เคยมีใครที่ทำให้เธอรู้สึกแบบนั้น หญิงสาวเลือกที่จะทำความเข้าใจและให้อภัยมากกว่าอาฆาตแค้น

กรณีของหนุ่มนั้น เธอนำไปเปรียบเทียบกับพี่ชายและหลานๆ ผู้ติดเกมงอมแงมอย่างไม่มีใครน้อยหน้าใคร พี่ชายของเธอเคยนั่งเล่นเกมจนเวลาล่วงเลยไปถึงตอนเช้ามืด ทั้งที่ต้องเข้างานเวลา 7 โมงเช้า ส่วนหลานๆ ก็ติดเกมเสียจนการเรียนเละตุ้มเป๊ะ มันทำให้นิลได้ข้อสรุปว่าผู้ชายติดเกมคงไม่ใช่เรื่องแปลก ตัวนิลเองก็เคยติดเกมจนผลการเรียนตกมาแล้ว เธอจึงพอจะเข้าใจและสามารถทำใจยอมรับได้ หากว่าชายหนุ่มไม่ได้ติดเกมอย่างหนักถึงขั้นไม่ทำงานทำการ รวมทั้งไม่มีจิตสำนึกในการรับรู้ความผิดของตัวเอง

“ผมว่าไม่ใช่นกชนเครื่องบินหรอกมั้ง อาจจะเหตุผลอื่น แต่ทางสายการบินยกเรื่องนี้ขึ้นมาอ้างหรือเปล่า” หนุ่มออกความเห็นเรื่องแถลงการณ์สายการบิน หลังจากที่ทั้งคู่กลับมาโทรคุยกันผ่าน Messenger บน Facebook เหมือนเดิม

“พี่ไม่รู้อะ แต่ก็จะรอดูว่าเขาจะปรับปรุงไหม คงไม่น่ามีรอบสองแล้วมั้ง” นิลพยายามปลอบใจตัวเอง ทั้งที่เริ่มรู้สึกว่าการไปญี่ปุ่นของเธอค่อยๆ มีอุปสรรคบังเกิดขึ้นทีละอย่างๆ ให้เธอต้องกังวล ไม่ต่างจากครั้งก่อนๆ อีกแล้ว

“คราวก่อนพี่เครียดจนท้องผูกไปหลายวันเลยนะ กลัวตั๋วออกไม่ทัน คราวนี้เริ่มอีกแล้ว คราวที่ไปกับแม่ ก่อนจะไปแม่ก็ข้อมือหัก ดีว่าหายทัน”

คำพูดของนิลเหมือนจะเป็นแค่เพียงเสียงบ่นเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ แต่แท้จริงแล้วหญิงสาวค่อนข้างไม่สบายใจอย่างมากถึงความผิดปกติที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นซ้ำซ้อนกันไปเสียทุกครั้งเช่นนี้ แม้จะไม่ใช่ปัญหาและอุปสรรคเรื่องเดียวกัน อีกทั้งเธอก็สามารถผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ไปได้ด้วยดีทุกครั้ง ทว่าสำหรับครั้งนี้... มันอาจไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ ก็ได้

เซนส์ของเธอบอกว่าการเดินทางไปถอนคำสาบานเรื่องที่เธอจะไม่แต่งงานตลอดชีวิต กับรูปปั้นพระแม่กวนอิมในครั้งนี้ จะต้องมีอุปสรรคมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาอย่างแน่นอน!!

และแล้วสายการบินที่จะพานิลไปยังประเทศญี่ปุ่นก็เกิดปัญหาขึ้นเป็นรอบที่ 2 ก่อนหน้าวันเดินทางของนิลเพียง 2 อาทิตย์

“คราวนี้เรื่องอะไรอีกล่ะสายการบินนี้?” หนุ่มถามนิลด้วยความไม่สบายใจพอๆ กัน นี่ถ้าเธอจองตั๋วเครื่องบินแบบที่สามารถยกเลิกได้ เขาคงให้เธอยกเลิกตั๋วและเปลี่ยนสายการบินไปแล้ว

“เขาบอกว่าเครื่องบินตกหลุมในรันเวย์ แต่คราวนี้เขาเปิดโรงแรมให้ผู้โดยสารพักนะ ไม่ได้เทผู้โดยสารยกลำอย่างคราวก่อน ปัญหาคือพี่ดันจองเที่ยวบินที่ต้องต่อเครื่องคนละตั๋วกัน เขาจะไม่รับผิดชอบถ้าเที่ยวแรกดีเลย์” นิลบอกหนุ่ม พลางถอนหายใจยาวๆ เธอเริ่มทำใจแล้วว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด รวมทั้งเตรียมแผนในการรับมือไว้แล้วเช่นกัน ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะมาจากความผิดพลาดของเธอเอง หรือความผิดพลาดของสายการบินก็ตาม

“ไม่เป็นไร ยังไงผมก็จะไปรอพี่ที่สนามบิน” หนุ่มยืนยันหนักแน่น และนั่นก็เป็นเหมือนคำพูดปลุกใจประโยคเดียวที่นิลท่องจำไว้ในใจ เพื่อให้เธอผ่านพ้นอุปสรรคทั้งหลายไปได้

 

ในที่สุด วันเดินทางไปญี่ปุ่นเป็นครั้งที่ 3 ในชีวิตของนิลก็มาถึง เพียงแต่ครั้งนี้มันแตกต่างจากครั้งก่อนๆ ตรงที่นี่คือการบินเดี่ยวของนิล แม้ว่าที่ผ่านมาเธออาจเคยไปร่วมงานมีตติ้งสำนักพิมพ์แบบฉายเดี่ยวมาแล้ว ทว่ามันแตกต่างตรงที่คราวนี้เธอต้องไปฉายเดี่ยวถึงต่างประเทศต่างหาก และกว่าที่เธอจะได้พบหนุ่มก็เป็นเวลาล่วงเลยไปกว่า 6 ชั่วโมงหลังออกเดินทาง

เอ่อ... ถ้าเครื่องบินไม่มีปัญหาล่ะก็นะ!

“นัดเวลาเองแล้วก็ไม่มาให้ทัน โทรไปก็ไม่รับด้วยนะ”

อุปสรรคแรกบังเกิดขึ้น เมื่อรถตู้ที่นิลต้องใช้เดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิไม่มารับเธอตามกำหนดเวลา ที่จริงเธอควรให้พี่ชายไปส่งแล้วเป็นคนจ่ายค่าน้ำมันมากกว่า ทว่านิลก็เลือกที่จะใช้วิธีหักค่าเดินทางจากเจ้าของรถตู้ซึ่งติดหนี้เธอมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นหุ้นส่วนกันทำการค้าเมื่อหลายปีก่อน แล้วไม่ยอมคืนเงินที่เธอลงทุนไว้ให้เสียที นิลจึงจำต้องใช้วิธีนี้ในการหักลบกลบหนี้ให้หมดไปโดยเร็วที่สุด ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมจ่ายคืนเป็นตัวเงิน

“เอายังไงล่ะ?” คนเป็นพี่ถามน้องสาวที่เดินพล่านเป็นหนูติดจั่น เขาพาลูกชายคนกลางมาด้วย เพื่อที่จะมาค้างคืนที่บ้านหลังที่นิลอาศัยอยู่กับแม่ ซึ่งดูท่าว่าแม่จะคุ้นเคยมากกว่าบ้านของเขา โดยที่ทั้งเขา แม่ และลูกชายจะขึ้นรถตู้ไปส่งนิลที่สนามบินด้วยเช่นกัน

“เดี๋ยวดูอีกสักพักค่ะ ตอนนี้ยังไปทันอยู่” นิลตอบพี่ชาย และยังคงเดินพล่านเป็นหนูติดจั่น กระทั่งรถตู้มาจอดรับเธอที่หน้าบ้านทันเวลาออกเดินทางพอดี จึงนับว่าอุปสรรคแรกผ่านพ้นไปได้ แต่นั่นยังวางใจไม่ได้หรอก เพราะขากลับจากญี่ปุ่น รถตู้คันเดิมก็ต้องไปรับเธอที่สนามบินสุวรรณภูมิเช่นกัน

ไม่แน่... เจ้าของรถตู้อาจแสดงอภินิหารตอนนั้นก็เป็นได้

“แม่... นิลไปนะ พี่หมอสวัสดีค่ะ หนูไปนะคะ”

ทันทีที่รถแล่นมาจอดตรงอาคารผู้โดยสารขาออกของสนามบินสุวรรณภูมิ นิลก็ลงจากรถและยกมือไหว้แม่กับพี่ชาย ก่อนจะรีบสะพายกระเป๋าเป้เดินลิ่วๆ ออกไป เพราะไม่อยากเป็นต้นเหตุให้การจราจรติดขัด

เธอเช็คอินตั๋วและผ่านพิธีการในการเดินทางออกนอกประเทศด้วยตัวคนเดียวเป็นครั้งแรก พร้อมกับพยายามติดต่อหนุ่มด้วย wifi สนามบิน ถึงอย่างนั้นก็แทบจะไม่สามารถทำได้เลย ในชั่วโมงเร่งด่วนที่มีผู้โดยสารเต็มสนามบินเช่นนี้

“ทำไงดีอะ จะบอกว่าเครื่องน่าจะออกปกติ ไม่ดีเลย์ ก็พิมพ์ส่งไปไม่ได้ เฮ้อ...” หญิงสาวเดินบ่นไปด้วย และใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปสนามบินไปด้วย ตามประสาคนบ้ากล้อง ก่อนที่สุดท้ายเธอจะตัดสินใจซื้อน้ำดื่มราคาปาดเหงื่อที่ร้านอาหารภายในสนามบิน และขอใช้ wifi ของทางร้านเพื่อส่งขอความไปให้หนุ่ม

-เช็คอินตั๋วแล้วนะคะ ตอนนี้ใช้ไวไฟร้านอาหารอยู่ เช็คจากต้นทาง เครื่องไม่ดีเลย์ ถ้าออกจากไทยไม่มีปัญหาก็คงโอเค เดี๋ยวถึงโอกินาว่าแล้ว ถ้าไวไฟที่นั่นใช้ได้ จะติดต่อไปอีกทีค่ะ ฝันดีนะคะ จุ๊บๆ-

นิลพิมพ์คำปิดท้ายแบบเดียวกับที่หนุ่มชอบพิมพ์ส่งมาให้ รวมทั้งชอบพูดก่อนจะวางสาย เข้านอนด้วย ปกติแล้วเธอไม่ใช่คนที่จะทำอะไรแบบนี้ แต่ที่ผ่านๆ มาก็ถูกชายหนุ่มงอนใส่ เมื่ออ้างนู่นอ้างนี่ที่จะไม่ทำ จนสุดท้ายก็บังเกิดเป็นความเคยชินที่จะต้องทำไปเสียแล้ว

หลังจากนั้น หญิงสาวก็เดินกินลมชมวิวถ่ายรูปนั่นนู่นนี่อยู่ภายในสนามบินอันโอ่โถง ที่ผ่านมาเธอเคยใช้บริการจากสายการบินที่ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองเสียเป็นส่วนมาก จึงนับเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับนิลไปเสียทุกอย่าง รวมไปถึงแอร์คอนดิชั่นที่ดูเหมือนจะได้รับการตั้งอุณหภูมิไว้ที่ระดับสูงกว่ามาตรฐาน จนเธอต้องถอดเสื้อแขนยาวที่สวมไว้ตั้งแต่อยู่บนรถตู้ และยัดมันลงไปในเป้สะพายหลังแบบถาวร

“ผู้โดยสารแถวที่...”

และแล้วช่วงเวลาที่ผู้โดยสารแต่ละแถวได้รับการเรียกขึ้นเครื่องก็มาถึง นับเป็นความโชคดีของนิลที่เครื่องบินออกเดินทางตรงตามเวลาในช่วงตี 1 อย่างไร้ซึ่งปัญหาและอุปสรรค แรกทีเดียวนิลตั้งใจว่าจะนอนหลับเอาแรงบนเครื่องให้สมกับที่กำลังง่วงนอน แต่เมื่อแอร์โฮสเตสนำเอกสารการเข้าประเทศญี่ปุ่นมาให้เขียน หญิงสาวก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง

“ไม่น่ารีบเขียนเลยแฮะ” นิลบ่นตัวเองอยู่ในใจ เพราะเกรงจะรบกวนผู้โดยสารชาติเดียวกันที่นั่งอยู่ข้างๆ ทว่าสุดท้ายความเหนื่อยล้าก็ทำให้เธอผล็อยหลับไปในที่สุด โดยที่สมองและหัวใจของเธอไม่ลืมความตั้งใจที่จะตื่นมาให้ทันแสงเงินแสงทองที่เริ่มจับขอบฟ้าในเช้าวันใหม่

“ทันด้วย!

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตั้งใจอันแรงกล้าหรือการหลับๆ ตื่นๆ อยู่หลายรอบกันแน่ ที่ทำให้นิลได้มีโอกาสเก็บภาพนอกหน้าต่าง นับเป็นโชคดีอีกเหมือนกันที่เธอไม่ได้จองที่นั่ง แต่ก็ได้นั่งที่นั่งข้างหน้าต่างสมใจ

และเมื่อเวลาของการเดินทาง 4 ชั่วโมงครึ่งผ่านไป เครื่องบินก็ลงจอดยังสนามบินนาฮะ โอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่นโดยสวัสดิภาพตรงตามเวลาแบบไม่ขาดไม่เกิน

มันเป็นช่วงเวลา 8 โมงเช้าของวันที่ฟ้าครึ้ม ลมแรง จนหญิงสาวต้องเดินห่อตัวลงจากเครื่องทั้งที่สวมเสื้อหนาวอยู่ เพื่อนร่วมเดินทางส่วนใหญ่รอรับกระเป๋า แต่นิลมีเพียงเป้สะพายหลังใบเดียว และสามารถผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองรวมทั้งศุลกากรมาได้อย่างสบายๆ ซึ่งคงเป็นเพราะพาสปอร์ตที่ผ่านการเดินทางมาญี่ปุ่นแล้วสองครั้งสองคราวสองสนามบิน ยังมีเวลาอีกชั่วโมงกว่าในการล้างหน้า แปรงฟัน และกินมื้อเช้าที่เตรียมมาจากบ้านรองท้อง เพื่อรอขึ้นเครื่องต่อไปยังสนามบินฟุกุโอกะ ถึงอย่างนั้นสิ่งแรกที่นิลทำก็คือ...

-ถึงโอกินาว่าแล้วนะคะ-

เธอส่งข้อความไปบอกกล่าวหนุ่ม ซึ่งไม่รู้ว่าตื่นนอนหรือยัง หญิงสาวไม่รู้หรอกว่าชายหนุ่มตื่นเต้นเสียจนไม่ได้นอนทั้งคืน และนั่งเล่นเกมโต้รุ่งยันเช้า เพื่อเตรียมตัวไปรับเธอที่สนามบิน

-เครื่องออกกี่โมงกัฟ-

ไม่ถึง 1 นาทีถัดมา หนุ่มก็ส่งข้อความตอบกลับ บ่งบอกว่าเขากำลังรอทั้งข้อความและการมาของเธออยู่

-9.55 ค่ะ รอเช้คอินตั๋ว 8.25 ถ้าไม่มีปัญหาจะถึงฟุกุโอกะ 11.40 นะคะ-

นิลบอกรายละเอียดชนิดที่หนุ่มไม่จำเป็นต้องพิมพ์ถามอะไรให้เมื่อยมืออีก

-รับทราบกัฟผม อาบน้ำก่อนนะกัฟ-

และนั่นคือบทสนทนาของคนทั้งคู่ ก่อนที่นิลจะต่อเครื่องบินของสายการบินเดิมจากสนามบินนาฮะ จังหวัดโอกินาว่า มายังสนามบินฟุกุโอกะ จังหวัดฟุกุโอกะ โดยไม่ลืมแวะซื้อขนมทาร์ตมันม่วง ของขึ้นชื่อจากโอกินาว่ามาเป็นของฝากให้หนุ่มด้วย

“น่าจะถึงช้านิดนึง แต่ก็ยังดีกว่าดีเลย์เป็นชั่วโมงเหมือนไฟลท์อื่น” นิลมองนาฬิกาข้อมือแล้วคำนวณเวลาของการเดินทาง หลังจากนั้น หญิงสาวก็หลับไม่รู้เรื่องไปพักใหญ่ด้วยความอุ่นใจว่าอีกไม่ถึง 2 ชั่วโมง การรอคอยที่จะได้พบกันจะสิ้นสุดลงเสียที

ระยะเวลาในการเดินทางและถึงที่หมายคลาดเคลื่อนไปตามคาด เนื่องจากความหนาแน่นของเครื่องบินที่สนามบินทั้งสองแห่ง ด้วยเหตุนี้ นิลจึงรีบสะพายกระเป๋าจ้ำอ้าวสุดชีวิตทันทีที่ลงจากเครื่องบินได้ ด้วยเพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะคอยนาน และเธอก็รีบเสียจนมองไม่เห็นเขาที่มานั่งรออยู่ภายในอาคารผู้โดยสารขาเข้า ทำเอาหนุ่มต้องรีบจ้ำอ้าวตามไปด้วย

“เอ๊า! จะไปไหนล่ะนั่นน่ะ?” ชายหนุ่มพึมพำด้วยความขบขัน เมื่อเห็นหญิงสาวยังคงเดินเร็วไปข้างหน้า โดยไม่หันกลับมามองสักนิดว่าเขากำลังเดินตามหลังมาติดๆ จนกระทั่งเธอเดินมาหยุดอยู่ตรงประตูทางออกสนามบิน และล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมาติดต่อหาเขา

“จะไปไหน?

แม้จะก้มหน้าก้มตากดสไลด์หน้าจอโทรศัพท์ แต่นิลก็ยังอุตส่าห์หันไปเห็นเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวหน้าตาคุ้นๆ เหมือนกับเสื้อตัวที่เขาถ่ายรูปส่งมาให้เธอดูว่าพึ่งซื้อมาใหม่ และยิ่งแน่ใจเมื่อได้ยินเสียงตั้งคำถามเป็นภาษาไทยจากเจ้าของเสื้อคนนั้น ที่ทำให้เธอต้องรีบเงยหน้าขึ้นจากจอมือถือ

“อ้าว... มาอยู่นี่เมื่อไหร่ ไม่เห็นบอกพี่เลย?” เธอถามเขาด้วยความงุนงงระคนดีใจ

“ก็เดินตามพี่มาสักพักตั้งแต่ตรงหน้าเกทแล้ว แต่พี่ไม่เห็นผม” เขาตอบพลางหัวเราะขำยกใหญ่ ยิ่งทำให้นิลเขินจนหน้าแดง เพราะปกติเธอก็มองอะไรใกล้ๆ ตัวไม่ค่อยจะเห็นเข้าขั้นตาถั่วอยู่แล้ว

“แหม... แล้วก็ไม่เรียกด้วยนะ” นิลยิ้มเจื่อนๆ แก้เขินในความตาถั่วของตัวเอง

“ผมก็แค่อยากรู้ว่าพี่จะเดินไปไหน” หนุ่มยังไม่เลิกยิ้มล้อ นี่ถ้าไม่กลัวว่าเธอจะหนาวเพราะเสื้อไหมพรมที่สวมมาคงจะให้ความอบอุ่นไม่พอล่ะก็ เขาจะยืนแซวให้เธอเขินนานกว่านี้อีกสักหน่อย

“กลับเข้าไปข้างในกัน เราต้องไปออกอีกประตูนึง เดี๋ยวเอาของไปฝากล็อกเกอร์หยอดเหรียญ แล้วเราไปหาอะไรกินกันที่ห้าง ค่อยไปเที่ยว” หนุ่มบอกแผนการคร่าวๆ ที่เขาวางเอาไว้ พร้อมกับจูงมือนิลกลับเข้าไปในสนามบิน และค้นเอาเสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำเงินขาวในเป้ของเขา ซึ่งเป็นแบบและสีเดียวกับที่เขาสวมเพียงแต่ตัวเล็กกว่าออกมาให้นิลสวม

“มีอีกตัวเหรอ?” นิลถามด้วยความงุนงง เพราะเขาไม่ได้บอกเธอว่าซื้อเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวมาให้เธอด้วย

“ก็ซื้อมาให้พี่นั่นแหละ จะได้ใส่เหมือนกันเป็นเสื้อคู่ไง” เขาตอบยิ้มๆ ส่วนนิลก็ยิ้มตอบด้วยความดีใจในความใส่ใจและโรแมนติกของเขา

...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้ความร่วมมือในการขึ้นสถานะว่ากำลังคบหากันบน Facebook เป็นอย่างดี การเปลี่ยนรูปหน้าปกบน Facebook เป็นเรื่องคู่ของเขาและเธอด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้เธอบอก รวมไปถึงเรื่องเสื้อคู่ในวันนี้ บ่งบอกให้นิลรู้ว่าเขาแสดงความชัดเจนในความรู้สึกที่มีต่อเธอมากแค่ไหน

“ไป! ไปกินราเม็งที่ร้านประจำของผมกัน”

ที่หมายแรกของการเดินทางในครั้งนี้ คือร้านราเม็งภายในห้างสรรพสินค้าใจกลางฟุกุกโอกะ เนื่องจากนั่นเป็นเวลาเที่ยง และถึงเวลาที่กระเพาะอาหารของเขากับเธอจำเป็นต้องย่อยอาหารไปเลี้ยงร่างกายแล้ว

ทั้งคู่ขึ้นรถบัสไปยังห้างสรรรพสินค้าคาแนล ซิตี้ ฮากาตะ เพื่อกินมื้อเที่ยงที่ร้านราเม็งแบบที่ตกแต่งร้านให้เหมือนบ้านไม้สไตล์ญี่ปุ่นยุคเก่า โดยระหว่างเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปยังร้านราเม็ง นิลกับหนุ่มได้แวะดูน้ำพุเต้นระบำบริเวณลานน้ำพุกลางห้างซึ่งจะมีให้ชมทุกๆ ครึ่งชั่วโมงด้วย

“สวยเนอะ” นิลถ่ายคลิปวีดีโอน้ำพุเต้นระบำด้วยโทรศัพท์มือถือของเธอเพื่อเก็บไว้ดูเป็นที่ระลึก หนุ่มเองก็เช่นกัน

และหลังจากนั้น ก็เป็นเวลาของการกิน...

“โห... ชามใหญ่มาก” หญิงสาวอ้าปากค้างไปกับชามราเม็งที่ถูกนำมาวางตรงหน้า มื้อกลางวันชามนี้หนุ่มเป็นคนเลือกให้เธอ ซึ่งก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อใจนิลมาก เพราะปกติแล้วเวลาเธอไปสั่งก๋วยเตี๋ยวทีไร ก็จะคอยฟังคนข้างหน้าตลอดว่าสั่งอะไรและสั่งตาม เนื่องจากคิดไม่ออกว่าจะกินอะไรดี

“ร้านนี้แหละที่ผมมากินประจำล่ะ” หนุ่มบอกนิล แล้วลงมือสวาปามราเม็งตรงหน้าที่ถูกนำมาเสิร์ฟพร้อมกัน ขณะที่นิลเองก็ลงมือจัดการกับมื้อเที่ยงของตัวเองเช่นกัน

ราเม็งร้อนๆ กับอากาศเย็นๆ ช่างเข้ากันดีเหลือเกิน หนุ่มจึงจัดการกับเส้นราเม็งหมดชามภายในเวลาไม่กี่นาที และร้องบอกพนักงานเสิร์ฟด้วยภาษาญี่ปุ่นที่นิลฟังไม่ออก

“งงล่ะสิ แปลไม่ออกล่ะสิ” เขาหัวเราะขำ เมื่อเห็นนิลนั่งทำหน้างงกับประโยคที่เขาพูด

“อืม... แปลไม่ออก หนุ่มบอกอะไรเขาเหรอ?” นิลยอมรับแต่โดยดีว่าเธอฟังประโยคภาษาญี่ปุ่นที่เขาพูดไม่รู้เรื่อง แม้จะเรียนรู้ด้วยตัวเองและเรียนรู้จากหนุ่มมาสักระยะแล้วก็ตาม

“ผมบอกเขาว่าขอเส้นเพิ่ม พี่เอาไหม?” หนุ่มถามนิล เผื่อว่าเธอต้องการจะเพิ่มน้ำหนักที่หายไปหลายกิโล จนผอมลงไปถนัดตาจากตอนที่เจอกันครั้งแรก

“ไม่อะ พี่ยังกินไม่หมดเลย เยอะนะเนี่ย หนุ่มกินเร็วมากๆ” นิลตอบพลางซดราเม็งของตัวเองไปด้วย เธอกินอาหารร้อนๆ ช้า เพราะลิ้นมักถูกลวกจนพองเสมอๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังเคยแพ้ขิงถึงขั้นท้องเสียมาแล้ว และราเม็งชามนี้ก็มีส่วนผสมของขิงเสียด้วย

ทว่าเธออาจจะไม่ท้องเสียก็ได้ เพราะก่อนหน้าที่เธอจะเดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น เธอกำลัง... ท้องอืด

“อร่อยไหม?” หนุ่มถามนิล หลังจากที่เขากินทั้งราเม็งและเส้นที่สั่งมาเพิ่มหมดแล้ว แต่นิลยังกินไม่หมด

“อร่อย แต่มันเยอะ พี่เลยกินช้า” นิลบอกเหตุผลไปแค่เศษ 1 ส่วน 4 และเก็บเหตุผลที่เหลือเอาไว้ เพราะกลัวชายหนุ่มจะเสียใจ ที่จริงถ้าเธอไม่ท้องอืดล่ะก็ เธอคงกินราเม็งชามนี้ได้เร็วกว่านี้ รวมทั้งเอร็ดอร่อยกว่านี้แน่ๆ

“ไม่เป็นไร ค่อยๆ กินก็ได้”

แม้หนุ่มจะพูดอย่างนั้น แต่นิลก็รู้ดีว่าเธอไม่ควรร่ำไรมากไปกว่านี้ เพราะสถานที่ที่เธอกับเขาต้องไปในวันนี้นั้น ยังมีอีก 3 แห่ง แล้วนี่ก็เป็นเวลาบ่ายแล้วด้วย!!

“เราจะไปที่ไหนกันต่อ?

ในที่สุด นิลก็จัดการกับราเม็งของเธอหมด แม้จะปราศจากความสามารถในการซดน้ำราเม็งให้หมดได้ จากอาการอืดของท้องชนิดที่จะตดก็ไม่ออก จะเรอก็ไม่ได้เช่นกัน

“ไปพิพิธภัณฑ์กันก่อนดีกว่า ตรงนั้นมีศาลเจ้าด้วย ถือว่าไปที่เดียวได้เที่ยวสองที่ เสร็จแล้วค่อยไปถอนคำสาบาน”

ทั้งคู่ขึ้นรถไฟเดินทางไปยังเมืองดาไซฟุ จังหวัดฟุกุโอกะ เพื่อให้นิลได้เก็บข้อมูลในการเขียนนิยายวายย้อนยุคที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติคิวชู โดยที่หนุ่มเป็นคนรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามที่เขาได้บอกเธอ ไม่ว่าจะเป็นค่ากิน ค่ารถไฟ ค่ารถบัส ไปจนถึงค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์

“โห มีทางเลื่อนตลอดทางเลยแฮะ” หญิงสาวตื่นตาตื่นใจกับทางเลื่อนระยะทางหลายร้อยเมตร ที่พาเธอกับหนุ่มเข้าไปยังพิพิธภัณฑ์รูปทรงประหลาดตา ซึ่งผนังด้านหน้าเป็นกระจกที่สามารถมองทะลุเข้าไปด้านในพิพิธภัณฑ์ได้ และเพราะบางส่วนของพิพิธภัณฑ์ห้ามถ่ายรูป นิลจึงตัดปัญหาด้วยการเก็บข้อมูลใส่สมองจนหมด ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคก่อนประวัติศาสตร์ล่วงเลยมาจนถึงยุคเอโดะ ส่วนหนุ่มซึ่งสนใจเรื่องราวเหล่านี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ดูสนุกสนานกับการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์เป็นอย่างดี

“มีนิทรรศการประเทศไทยด้วยแฮะ” หนุ่มเดินดูนั่นดูนี่ไปรอบๆ แต่เพราะเวลาไม่เอื้ออำนวย ทั้งสองคนจึงไม่ได้เข้าไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไทย แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น หนุ่มก็ยังแวะเข้าไปคุยกับคุณลุงคุณป้าผู้ดูแลนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมไทยบริเวณชั้นล่าง ท่าทางคุณลุงคุณป้าตื่นเต้นใหญ่ที่ได้รู้ว่าทั้งคู่เป็นคนไทย ส่วนเรื่องที่หนุ่มคุยกับคุณลุงคุณป้านั้น นิลสารภาพว่าเธอ... ฟังไม่ออกอีกตามเคย

“หนุ่มจะขอพรให้สอบ N4 ผ่านไหม?

หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่พิพิธภัณฑ์ นิลก็พาหนุ่มเดินย้อนกลับมาที่ศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกุ ที่อยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ชนิดเกือบเป็นรั้วเดียวกัน โดยที่นี่เป็นศาลเจ้าที่เชื่อกันว่าเด่นมากในเรื่องอำนวยอวยพรให้สติปัญญาดีและสอบผ่าน หญิงสาวจึงตั้งใจจะพาชายหนุ่มมาขอพรเป็นขวัญกำลังใจในการสอบ

“ผมคงไม่สอบแล้วล่ะพี่ สอบไปก็ไม่ผ่าน ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ กลับจากทำงานก็เหนื่อยแล้ว เปลืองเงินเปล่าๆ” หนุ่มตอบแล้วพานิลเดินชมความร่มรื่นในศาลเจ้าและถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ก่อนจะขึ้นรถไฟกลับไปยังสถานีรถไฟต้นทาง เพื่อเดินทางไปยังเมืองคุรุเมะอันเป็นสถานที่ตั้งของรูปปั้นพระแม่กวนอิม

“เอ้า! ขาตั้งกล้องหาย!?

จู่ๆ หนุ่มซึ่งคลำๆ กระเป๋ากางเกงตรงก้นอยู่นานก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางตกใจ เมื่อพบว่าขาตั้งกล้องถ่ายรูปซึ่งเขาเอามันเหน็บเอาไว้กับกระเป๋าหลังอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยคาดว่าน่าจะหล่นออกจากกระเป๋าระหว่าการเดินทาวตอนที่เขานั่งรถบัสหรือไม่ก็รถไฟ

“พี่ไม่ทันดูด้วย ขอโทษนะ ขาตั้งกล้องแพงไหม?” นิลพลอยหน้าซีดตามไปด้วย

“ถ้าเทียบเป็นเงินบาทก็เป็นพันนั่นแหละ ช่างเถอะ หายไปแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปหาซื้อใหม่ก็ได้ ไม่งั้นเราจะถ่ายรูปลำบาก” หนุ่มผู้ไม่จมอยู่กับอดีตที่กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เลือกที่จะเดินหน้าต่อ ถึงอย่างนั้นนิลก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดีที่เธอไม่ช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับเขา

“ไม่ต้องคิดมากหรอกพี่ ผมไม่ระวังเอง” เขาปลอบหญิงสาว เพื่อที่เธอจะได้ไม่ไปทำหน้าอมทุกข์ให้พระแม่กวนอิมดูตอนถอนคำสาบาน ไม่งั้นท่านคงคิดว่าเขาบังคับพาเธอมาแหงๆ

ทว่าปัญหาและอุปสรรคของนิลกับหนุ่มไม่ได้มีแค่นั้น...

“ถึงไหนแล้วนี่ ต้องลงป้ายนี้แล้วล่ะพี่!!” หนุ่มผู้มีความสามารถเฉพาะตัวในการหลับระหว่างการเดินทาง ตกใจตื่นเหมือนคนถูกปลุก แล้วรีบพานิลลงจากรถบัสที่ทั้งคู่นั่งมาจากสถานีรถไฟ

“ใช่ป้ายนี้เหรอหนุ่ม ตอนเรามาไม่ใช่ป้ายนี้นะ” นิลทักท้วง หลังจากที่ทั้งคู่ลงจากรถบัสมาแล้ว

“เออ! จริงแฮะ ไม่ใช่ป้ายนี้ ไม่เป็นไร เดี๋ยวรอขึ้นรถบัสคันต่อไป” หนุ่มเกาหัวพลางยิ้มเจื่อนๆ

ทว่าปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้มีแค่นี้...

“คนขึ้นรถไฟเยอะมากเลย แต่ทำไมต้องเหลือแค่เราสองคนที่ขึ้นไม่ได้ด้วยอะ?” นิลถามหนุ่ม หลังจากที่เธอกับเขาจำต้องยืนรอรถไฟขบวนถัดไป เพราะผู้โดยสารเต็มชนิดไม่เหลือพื้นที่ให้ทั้งคู่ยืนได้เลยแม้แต่น้อย

“ไม่เป็นไรพี่ รอขบวนถัดไปก็ได้ ไม่นานหรอก” หนุ่มบอกนิลและยังคงอารมณ์ดีได้ตลอดเวลา ทั้งที่ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว เวลานี้นิลรู้แล้วว่าเธอกับหนุ่มไปไม่ทันเวลาปิดประตูวัดตอน 5 โมงเย็น แต่จะทำอย่างไรได้นอกจากเดินหน้าต่อ

ในที่สุดนิลกับหนุ่มก็ได้ขึ้นรถไฟขบวนที่จะพาทั้งคู่ไปยังเมืองคุรุเมะ แต่ยังหรอก... เธอกับเขายังต้องขึ้นรถบัสต่อไปยังวัดอันเป็นจุดหมายปลายทางอีก และแล้ว...

“ลงป้ายนี้แหละพี่” หนุ่มผู้มั่นใจในความชำนาญเส้นทางของตัวเองพานิลลงรถบัสผิดป้าย ด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงต้องเดินเท้าไปยังป้ายรถบัสที่ตั้งอยู่ใกล้วัดไดฮงซังนาริตะซังคุรุเมะ เป็นระยะทางเกือบ 200 เมตร ท่ามกลางอากาศที่ค่อนข้างเย็น นี่ถ้านิลไม่มีเสื้อแจ็คเก็ตที่หนุ่มซื้อมาให้ล่ะก็ เธอคงแข็งตายไปแล้วแน่ๆ เพราะลำพังเสื้อไหมพรมของยายที่นิลสวมใส่มาตั้งแต่ออกจากบ้านนั้น ไม่สามารถช่วยให้เธออบอุ่นเพียงพอได้ในสภาพอากาศเช่นนี้

“น่าจะเป็นซอยนี้แหละพี่ที่เป็นทางเข้าวัด” หนุ่มบอกนิลด้วยท่าทางลังเล เสมือนไม่รู้ว่าเหตุใดตัวเองจึงจำถนนหนทางไม่ได้ขึ้นมาเสียดื้อๆ ทั้งที่ปกติแล้วก็ผ่านมาเส้นทางนี้แทบทุกเดือนติดต่อกันเป็นปีๆ และมาตอนกลางคืนซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากตอนนี้

แต่...สำหรับนิลเธอรู้ดีว่าการถอนคำสาบานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว!!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #42 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:38

    ตอนสาบานก็สาบานง่ายๆ แต่พอจะถอนคำสาบานไม่ง่ายเอาเลย หรือ พระแม่กวนอิมจะทดสอบความรักและความตั้งใจของนิลกันนะ เอาใจช่วยค่ะ

    #42
    1