ยัยซึมเศร้ากับนายเหงาคุง

ตอนที่ 15 : ตอนที่ 14 การตัดสินใจสุดท้าย (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    20 ธ.ค. 61


ตอนที่ 14

 

รุ่งขึ้น นิลรีบตื่นแต่เช้าขึ้นมาทำงานบ้านให้เสร็จเรียบร้อยตามตาราง ก่อนจะอาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว และขี่มอเตอร์ไซค์ไปหาแม่ที่บ้านพี่ชายตามที่ได้บอกเอาไว้

“พี่หมอสวัสดีค่ะ แม่... นิลมาแล้ว แม่เป็นยังไงบ้าง?” นิลเข้าไปหาแม่ที่นอนอยู่บนโซฟาด้วยความคิดถึง

เวลานี้แม่ดูผอมลงไปถนัดตา ซึ่งก็คงเพราะไม่ยอมกินข้าวกินน้ำอย่างที่พี่ชายของเธอบอก ยิ่งทำให้นิลรู้สึกสะเทือนใจและสงสารแม่เหลือเกิน แต่จะทำยังไงได้เล่า ในเมื่อเธอเองก็เลือกที่จะเป็นคนออกไปทำงานนอกบ้าน เพื่อหาเงินมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวของพี่ชาย และเธอก็ยังคงเชื่อว่าพี่คงดูแลแม่ได้ดีไม่แพ้เธอ

“ทำไมไม่กินข้าวกินน้ำล่ะแม่ คนเราถ้าไม่กินก็อยู่ไม่ได้นะ แม่ต้องกินข้าวกินน้ำรู้ไหม จะได้อึออก ฉี่ออก” หญิงสาวจับมือแม่มากุมไว้ แล้วเกลี้ยกล่อมแม่ให้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนตอนที่อยู่กับเธอ ถึงอย่างนั้นแม่ก็ไม่ยอมตอบอะไรนิลสักคำ นอกจากเอาแต่ทำหน้าตาราวกับกำลังแบกโลกเอาไว้ทั้งใบ

“พี่หมอ... หนูอยากคุยเรื่องที่หนูโดนไฟดูดที่โรงงาน” นิลหันไปหาพี่ชาย โดยที่ยังนั่งคงอยู่กับแม่ที่โซฟา

“จะคุยอะไรล่ะ?” หมอถามสั้นๆ ตามสไตล์ พลางหัวเราะหึๆ ในลำคออย่างที่นิลดูไม่ออกว่าคนเป็นพี่คิดอะไรอยู่

“หนูสงสัยว่ามันคือไฟรั่วหรือไฟฟ้าสถิตอย่างที่หัวหน้าแผนกบอก” นิลเกริ่นนำ ก่อนจะอธิบายต่อเมื่อเห็นว่าพี่ชายไม่ได้ออกความเห็นอะไร

“หนูจะสะดุ้งเหมือนโดนไฟดูดทุกครั้งที่จับถูกเหล็ก หรือของที่วางอยู่กับเหล็ก มันใช่ไฟรั่วไหมคะ หนูเห็นพี่หมอเรียนช่างไฟฟ้ากำลังมา น่าจะรู้ว่ามันใช่ไหม?” นิลถามความเห็นพี่ชาย เมื่ออีกฝ่ายยังคงเงียบ

“รู้แล้วจะไปบอกหัวหน้าแผนกหรือไง ถ้าเขาบอกว่าไฟฟ้าสถิต มันก็คงเป็นไฟฟ้าสถิตนั่นแหละ” หมอตอบพลางก้มหน้าก้มตาทำงานในคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน แต่คำตอบที่เขาตอบออกมานั่นก็ยังไม่ใช่คำตอบที่นิลต้องการ

“แต่หนูว่ามันแรงกว่าไฟฟ้าสถิตเยอะมาก ปกติหนูก็ไม่ใช่คนที่จะเจอไฟฟ้าสถิตบ่อยขนาดนี้ ขนาดไปญี่ปุ่น หนูยังไม่เจอไฟฟ้าสถิตเลย ทั้งที่คนอื่นเขาเจอกัน” นิลพยายามตั้งคำถามให้หมอตอบในสิ่งที่เธออยากรู้

“มึงใส่รองเท้าหรือเปล่า ใส่ถุงมือไหม?” หมอย้อนถามสั้นๆ ท่าทางเหมือนรำคาญที่น้องสาวรบกวนเวลาทำงานของตัวเอง

“ใส่ค่ะ หนูใส่รองเท้าผ้าใบ ใส่ถุงเท้า แล้วก็ใส่ถุงมือสองข้างเลย” นิลตอบกลับอย่างรวดเร็ว และตั้งหน้าตั้งตารอข้อสรุปจากพี่ชายอย่างใจจดใจจ่อ หากพี่ชายบอกว่าเป็นไฟฟ้าสถิตล่ะก็ แน่นอน... เธอเองก็จะอดทนทำงานที่นี่ต่อไป

“ถ้ามึงใส่เยอะขนาดนั้น ก็ไม่ใช่ไฟฟ้าสถิตแล้ว” หมอสรุปคำตอบที่นิลรอคอย

“ถ้าอย่างนั้นหนูควรจะทำยังไง บอกหัวหน้าแผนก เขาก็เอาแต่บอกว่าไฟฟ้าสถิต” นิลปรึกษาพี่ชาย ปกติแล้วเธอจะปรึกษาทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันกับแม่ ทว่าเวลานี้ดูเหมือนว่าแม่จะเป็นที่ปรึกษาให้เธอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

“เขาบอกอย่างนั้นก็แปลว่าเขาจะไม่แก้ปัญหาอะไรก็เท่านั้นแหละ” หมอตอบพลางหัวเราะหึๆ อีก

“แบบนี้ก็แย่สิคะ งั้นแสดงว่าหนูควรลาออกใช่ไหมคะ?” นิลหน้าเสียกับคำตอบที่ออกมาจากปากพี่ชาย

“ออกแล้วมึงจะไปทำอะไร งานอื่นเขาเรียกแล้วเหรอ ถ้าเป็นกู กูจะไม่ออก” หมอออกความเห็นที่ทำเอานิลยืนอึ้ง

“ถ้าหนูไม่ออก แล้วหนูต้องไปทำงานเครื่องนั้นอีก หนูก็โดนไฟดูดเหมือนเดิมสิคะ ถ้าเขาไม่ยอมแก้” นิลแย้งในสิ่งที่พี่ชายพูด แค่เธอต้องเจอกับเหตุการณ์ไฟรั่วไม่กี่วัน เธอก็ผวาไปหมดแล้ว หากเธอต้องทนทำงานต่อไปเรื่อยๆ และถูกไฟดูดแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เธอจะทนไหวได้ยังไง

“ถ้าเขาไม่แก้ไขอะไร มึงก็ซวยไปนั่นแหละ” หมอยังคงตอบสั้นๆ พลางหัวเราะหึๆ ทว่าคำตอบนั้นกับท่าทางแบบนั้นกลับยิ่งทำให้นิลถึงกับนิ่งอึ้งไปนาน

“แล้วหนู... จะทนทำไปเพื่ออะไรล่ะคะ ถ้าต้องโดนไฟดูด?” หญิงสาวตั้งคำถามตะกุกตะกัก หลังจากตั้งสติได้

“ไม่รู้ มึงก็ไปคิดเอา แต่ถ้าเป็นกู กูจะไม่ออก ยิ่งมึงบอกว่าที่นี่มีแต่ปัญหา กูยิ่งต้องอยู่ กูคิดว่าที่นี่คือที่ที่ควรอยู่ เพราะถ้ากูทำงานดีกว่าคนอื่น กูก็ต้องได้เลื่อนขึ้นไปเร็วกว่าคนอื่น”

ยิ่งฟังคำตอบของพี่ชาย นิลก็ยิ่งนิ่งอึ้ง หญิงสาวพูดไม่ออก รวมทั้งไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เธอคิดว่าพี่ชายคงกำลังเข้าใจว่าเธอเป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำงานไม่กี่วันก็หาเรื่องลาออก หนักไม่เอาเบาไม่สู้ ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่าเธอเคยเดินเก็บขยะรีไซเคิลในหมู่บ้านมาขาย ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปีแรกจนถึงช่วงก่อนหน้าที่เธอจะไปทำงานนอกบ้าน รวมระยะเวลากว่า 10 ปี โดยแทบไม่มีวันหยุด

“ไม่ต้องไปถามพี่ชาย พี่ควรตัดสินใจอะไรเองได้แล้ว พี่ชายไม่ใช่เจ้าของชีวิตพี่ แต่พี่คือเจ้าของชีวิตตัวเอง คิดว่าโดนไฟดูดมากๆ แล้วดีหรือไง ยังไงมันก็ต้องส่งผลในระยะยาวอยู่แล้ว”

นิลนึกถึงคำพูดที่หนุ่มพูดกับเธอ ซึ่งฟังดูราวกับเขารู้ว่าพี่ชายจะตอบคำถามของเธอว่ายังไงอย่างนั้นแหละ ด้วยเหตุนี้ นิลจึงเบนเข็มไปทางพี่สะใภ้ เผื่อว่าอีกฝ่ายจะมีคำแนะนำดีๆ ให้กับเธอ

“อย่าพึ่งออกเลยนิล งานหายากจะตาย ไว้หางานดีๆ ได้แล้วค่อยออก”

นั่นคือคำตอบจากเหมียว เสมือนเป็นการลงมติเป็นเอกฉันท์... ว่าเธอไม่ควรลาออกจากการเป็นพนักงานที่โรงงานแห่งนี้

-ทุกคนบอกให้ทำไปก่อนค่ะ พรุ่งนี้ก็ต้องไปล่ะนะ กลับมาค่อยคุยกันค่ะ-

นิลส่งข้อความผ่านกล่องแชทไปให้หนุ่มในช่วงเวลาที่เขายังไม่กลับจากการทำงาน แน่นอน... หญิงสาวมั่นใจว่าเธอจะต้องถูกเขาอบรมเรื่องที่เธอทำตามการตัดสินใจของพี่ชายและพี่สะใภ้

“ทำไมพี่ต้องไปเชื่อเขา สุขภาพของพี่ พี่ไม่เอาเหรอ คนอื่นเขาไม่ได้มาโดนไฟดูดกับพี่นะ ผมจำได้ พี่เคยบอกผมว่ามีคนในหมู่บ้านเกิดอุบัติเหตุในโรงงาน แล้วทางโรงงานไม่รับผิดชอบช่วยเหลืออะไรเลย กรณีพี่ก็เหมือนกัน ถ้าพี่เป็นอะไรขึ้นมา ทางโรงงานมันก็เขี่ยพี่ทิ้ง มันคุ้มกันหรือไง!” หนุ่มบ่นนิลจนหูชา ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ตัดสินใจไปแล้วว่า เธอจะไปทำงานจนกว่าตัวเธอจะทนไม่ไหว

“พี่จะลองบอกทางโรงงานอีกที ถ้าเขาไม่ทำอะไรเหมือนเดิม ก็คงต้องออก หรือถ้าช่วงที่พี่หยุด เขาแก้ไขเรื่องนี้แล้วก็คงดี” นิลพยายามมองโลกในแง่ดี ทั้งที่ในหัวใจของเธอเศร้าเหลือเกิน

...หญิงสาวดีใจที่มีคนรักคอยเป็นห่วงเป็นใยเสมอ ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอโศกเศร้าและคิดมาก นั่นก็คือ คำตอบของพี่ชายกับพี่สะใภ้ เหตุใดอีกฝ่ายจึงไม่รู้สึกเป็นห่วงหรือซักถามถึงอาการของเธอหลังโดนไฟดูดเลยสักนิด แต่กลับบอกให้เธอทำงานต่อไปทั้งอย่างนั้น จริงอยู่ที่เงินสำคัญกับชีวิตของคนเรามาก ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ควรจะสำคัญไปกว่าชีวิตของคนคนหนึ่งไม่ใช่หรือ

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้นิลตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากเธอตายไปจะมีใครเสียใจหรือไม่ จะมีใครร้องไห้ให้กับการตายของเธอหรือเปล่า มันเป็นคำถามที่เธอเคยถามกับมารดามาแล้วครั้งหนึ่ง และได้รับคำตอบว่านั่นขึ้นอยู่กับสาเหตุการตายของเธอ เวลานี้... เธอไม่รู้ว่าพี่ชายกับพี่สะใภ้จะตอบด้วยคำตอบเดียวกันกับแม่หรือเปล่า เธอจึงไม่กล้าตั้งคำถามนี้กับใครอีก แม้แต่คนรักของเธอเอง นั่นก็เพราะเธอกลัวคำตอบที่จะได้รับกลับมา กลัวตัวเองจะเป็นเพียงคนไร้ค่าในสายตาคนรอบข้างที่ต่างตัดสินว่า เธอไม่ควรจะเกิดมาบนโลกใบนี้ด้วยซ้ำ

 

“นิล... วันนี้ไปประจำเครื่องโรลออนนะ”

นั่นคืองานที่นิลได้รับมอบหมายในวันแรกที่เธอเปลี่ยนมาเป็นพนักงานกะกลางวัน หญิงสาวกังวลตลอดเวลาที่เดินไปยังเครื่องจักรผลิตฝาโรลออน เธอกลัวว่าตัวเองจะถูกไฟดูดอีก รวมทั้งนึกตัดพ้อโชคชะตาที่ทำให้เกิดเรื่องบ้าๆ นี่ขึ้น ทั้งที่นี่คือโรงงานใกล้บ้านที่เธอน่าจะทำงานไปได้หลายเดือน หากยังไม่พบงานดีๆ สำหรับวุฒิปริญญาตรีแท้ๆ

“ยังไมได้ซ่อมสินะ...” เธอพึมพำกับตัวเอง หลังจากที่ลงมือทำงานต่อจากพนักงานกะกลางคืน และพบปัญหาเดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น

...การที่หัวหน้าแผนกเดินมาถามเธอถึงเรื่องนี้ ทั้งที่เธอไม่เคยปริปากบอกมันกับใคร หมายความว่าต้องมีพนักงานคนอื่นที่พบเจอปัญหาเดียวกันกับเธอ และเธอไม่ได้คิดไปเอง ทว่ากลับไม่มีใครคิดจะแก้ไขมันให้กลับมาเป็นปกติสักคน มิหนำซ้ำยังบอกอีกว่านี่คือไฟฟ้าสถิต

“หนูมาขอใบอนุญาตออกนอกโรงงาน เพราะจะกลับไปกินข้าวที่บ้านค่ะ”

ในที่สุดช่วงพักกลางวันก็มาถึง นิลรีบเดินเร็วจากแผนกของเธอไปยังฝ่ายบุคคลเพื่อนำใบขออนุญาตไปให้หัวหน้าแผนกของเธอเซ็น ก่อนที่อีกฝ่ายจะออกไปพักเที่ยงในที่ที่เธออาจตามหาตัวไม่เจอ

“เดี๋ยวผมเซ็นให้ทั้งสองชื่อเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องเดินไปเดินมา เสียเวลาเปล่าๆ”

โชคดีเหลือเกินที่พนักงานฝ่ายบุคคลซึ่งดูท่าว่าจะมีตำแหน่งใหญ่โตพอสมควร เกิดเห็นใจพนักงานใหม่หน้าตาซื่อๆ ซึมๆ เหมือนคนไร้วิญญาณอย่างนิล เธอจึงไม่ต้องเดินย้อนกลับไปที่แผนกของตัวเอง แต่สามารถนำใบอนุญาตไปยื่นกับพนักงานรักษาความปลอดภัยพร้อมบัตรประชาชน และขี่มอเตอร์ไซค์กลับมากินข้าวกินขนมที่บ้านได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินไปเดินมาเหมือนครั้งก่อน

“บ้านอยู่ไหนเนี่ย ถึงจะกลับไปกินข้าวบ้าน?” พนักงานรักษาความปลอดภัยหน้าเดิม ซึ่งเริ่มจะคุ้นเคยกับนิลจากการขออนุญาตกลับไปกินข้าวที่บ้านของเธอ ถามขึ้นด้วยความสงสัย

“หมู่บ้านตรงนี้เองค่ะ ห่างจากโรงงานแค่กิโลเดียว” นิลตอบพลางยิ้มเจื่อนๆ ให้อีกฝ่าย ไม่แน่... เธออาจได้ฉายาลับหลังจากคุณน้า รปภ.กับเพื่อนด้วยก็ได้

 

เวลา 40 นาที เพียงพอที่จะให้นิลกินข้าวเที่ยงและทำงานบ้านอีกเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะต้องรีบขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาตอกบัตรให้ทันเวลางาน หากไม่อยากถูกหักเงินรายวันที่จะต้องได้รับเต็มจำนวน หญิงสาวต้องอยู่ประจำที่เครื่องผลิตฝาโรลออนเช่นเดิม และยังคงถูกไฟดูดอยู่เช่นเดิม ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ปริปากบอกใคร

...จริงอย่างที่หนุ่มว่า หากทางแผนกที่เธอทำงานมีใจอยากจะแก้ไขข้อบกพร่องอันอาจก่อให้เกิดอันตรายกับพนักงานระดับล่างของตัวเอง ก็ไม่จำเป็นต้องให้บรรดาผู้เคราะห์ร้ายทั้งหลายพูดซ้ำหลายรอบ ในที่สุดนิลก็ตัดสินใจที่จะลาออกจากที่นี่ไปตายเอาดาบหน้า ก่อนที่เธอจะประสาทหลอนและหวาดกลัวการสัมผัสโดนเหล็กไปมากกว่านี้

ไม่แน่... บางทีการลาออกของเธออาจมีประโยชน์กับพนักงานระดับล่างในแผนกก็ได้

“พี่ว่าพี่จะลาออกแล้วล่ะ อีกไม่กี่วันเงินก็จะออกแล้ว ค่อยหางานใหม่ทำ ระหว่างนี้พี่ว่าจะรีบเขียนนิยายที่ต้องส่งสำนักพิมพ์ตามสัญญาให้เสร็จ ไม่งั้นทำงานแบบนี้ไม่มีเวลาเขียนนิยายเลย” นิลบอกหนุ่มในตอนค่ำ ระหว่างการโทรคุยกันผ่านไลน์ พร้อมๆ กับที่พิมพ์นิยายไปด้วย

หญิงสาวรู้สึกโล่งใจกับการตัดสินใจของตัวเอง แม้ยังไม่รู้ว่าจะมีงานไหนที่กำลังรอให้เธอก้าวเข้าไปสัมผัส หากแต่เธอก็เชื่อว่าในบรรดางานทั้งหลายที่เธอส่งใบสมัครไป คงจะมีสักแห่งที่รับคนอย่างเธอเข้าไปร่วมงาน

“น่าจะทำตั้งแต่ตอนที่ผมบอกแล้ว นี่โดนไฟดูดไปอีกกี่ทีล่ะเนี่ย?” หนุ่มมิวายบ่นนิลอีกตามเคย ถึงอย่างนั้นนิลเองก็รู้ว่าทุกสิ่งที่เขาทำลงไปก็เป็นเพราะความห่วงใยที่มีต่อเธอทั้งนั้น

“รวมๆ แล้วน่าจะไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง” นิลตอบพลางยิ้มเจื่อนๆ ให้กับชีวิตเดนตายของตัวเอง

“ถ้าออกตั้งแต่วันนั้นก็ไม่ต้องโดนไฟดูดมากขนาดนี้หรอก” หนุ่มยังคงบ่นต่อไปอีก

“ก็พี่ชายกับพี่สะใภ้พี่เขาไม่อยากให้ออกนี่ พี่ก็คิดว่าโรงงานเขาจะซ่อมเครื่องวันที่พี่หยุดด้วย สรุปก็ยังไม่มีใครคิดจะซ่อมเหมือนเดิม... เฮ้อ! แย่จริงๆ” นิลถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน

“มันไม่ซ่อมหรอก จนกว่าไฟจะรั่วจนมีอะไรระเบิดนั่นแหละมั้ง ต้องรอให้มีคนเจ็บคนตายก่อน ถึงจะทำได้”

อาการหัวเสียของหนุ่มดูเหมือนจะไม่สงบลงง่ายๆ ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นจากเรื่องโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือเรื่องที่นิลพึ่งมาตัดสินใจลาออกเอาวันนี้ก็ตามที

“แหะๆ จ้ะ” หญิงสาวได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ กับอารมณ์คุกรุ่นของชายหนุ่ม เธอรู้ว่าเขาเป็นห่วงเธอ และเธอก็ดีใจที่เป็นอย่างนั้น อย่างน้อยก็ยังดีกว่า... ไม่มีใครเป็นห่วงเธอเลย... สักคนเดียว

“พรุ่งนี้พี่ว่าจะไปลาออก” เธอบอกเขาถึงส่วนหนึ่งในแผนการดำเนินชีวิตประจำวันพรุ่งนี้ นิลมักจะคิดมันล่วงหน้าเสมอ ซึ่งนิสัยแบบนี้เธอก็เป็นสิ่งที่เธอรับมาจากมารดาเช่นกัน ต่างจากหมอที่แทบจะไม่เคยวางแผนอะไรล่วงหน้าเลย ใช่แต่หมอเท่านั้น หนุ่มเองก็ดูเหมือนจะเป็นแบบเดียวกับพี่ชายของเธอ

“ดีแล้วล่ะ เขาจะได้ไม่ขึ้นแบล็กลิสต์พี่ แต่ถึงยังไงพี่ก็คงไม่กลับไปทำที่นั่นให้ไฟดูดแล้วมั้ง” หนุ่มดักคอเสียจนนิลต้องหัวเราะเจื่อนๆ ก่อนตอบ

“คงไม่ได้กลับไปทำแล้วล่ะ หวังว่าจะมีที่อื่นเรียกเร็วๆ แต่พี่ก็ต้องรีบปั่นนิยายด้วย” นิลแอบถอนหายใจเบาๆ เธอได้แต่หวังให้มันเป็นอย่างนั้น ทั้งที่ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนจึงจะมีบริษัท ห้าง ร้านสักแห่งที่เรียกตัวเธอไปทำงาน เพราะหากเป็นเช่นนี้นานๆ พี่ชายกับพี่สะใภ้ของเธอคงมองว่าเธอเป็นพวกขี้เกียจสันหลังยาวแน่ๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็รีบปั่นนิยาย แล้วรีบนอน เดี๋ยวก็นอนไม่พอหรอก ที่ไปทำงานโรงงานนั่นได้นอนวันละกี่ชั่วโมงเนี่ย?” หนุ่มตั้งคำถามประเภทที่จะทำให้นิลต้องโดนอบรมชุดใหญ่อีกแล้ว

“อย่างมากก็ 3 ชั่วโมงเท่านั้นแหละ มันนอนไม่หลับแล้วนี่นา” นิลตอบไปตามความจริง เพราะเธอไม่ชอบโกหก แม้ว่านั่นจะทำให้เธอถูกเขาเอ็ดอีกก็ตาม

“นั่นไง แล้วมันจะนอนพอไหม นอนแค่นั้นน่ะ”

ประโยคสำหรับเปิดฉากการบ่นและอบรมของหนุ่มเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง สำหรับเขาแล้ว เธอเป็นผู้หญิงที่เอาแต่ทำเพื่อคนอื่นโดยไม่คิดถึงสภาพร่างกายและจิตใจของตัวเอง หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ ไม่เคยรักตัวเองนั่นแหละ

“ก็ปั่นนิยายเสร็จแล้วจะไปนอนนี่แหละ” นิลตอบเสียงอ่อย สำหรับเธอแล้ว เขาคือผู้ชายอายุน้อยกว่าที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่มาก และบางครั้งก็มากกว่าเธอหลายเท่าเลยทีเดียว แม้จะออกแนวเผด็จการอยู่บ้าง แต่กับคนที่เริ่มเหน็ดเหนื่อยที่จะต้องคิดเองทำเองคนเดียวอย่างนิง มันก็ดีเหมือนกันที่จะมีใครสักคนที่เป็นห่วงเป็นใยเธอจากใจจริงมาคอยชี้ทางให้

“งั้นก็รีบๆ ปั่นเลย อย่ามัวแต่คุย”

“จ้าๆ จะรีบปั่นเดี๋ยวนี้แหละ อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว”

ทั้งคู่คุยกันไม่กี่ประโยค ก่อนที่หนุ่มจะขอตัวไปนอนก่อน เพื่อให้หญิงสาวได้ทำงานของตัวเองโดยไม่มีเสียงรบกวนจากเขา ส่วนนิลก็รีบพิมพ์นิยายให้เสร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ แล้วรีบเข้านอนด้วยความง่วงสะสม

...กี่วันแล้วนะที่เธอไม่ได้นอนตอนกลางคืนเหมือนอย่างที่ควรเป็น หากจะนับรวมๆ แล้ว ก็ดูจะเป็นช่วงเวลาที่ผ่านมานานมากพอสมควร นับตั้งแต่นิยายเรื่องที่ 2 ของเธอได้ตีพิมพ์ และทำให้เธอนั่งเขียนนิยายเป็นบ้าเป็นหลังจนดึกดื่นค่อนคืน ต่อด้วยการรามือจากงานนิยายมาช่วยพี่ชายสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเอง โดยเธอเป็นฝ่ายเขียนบทความพร้อมอัพเดทลงเว็บไซต์ทุกวัน ซึ่งก็นับเป็นอีกประการที่ทำให้เธอจำต้องเลื่อนเวลานอนไปเรื่อยๆ จากเที่ยงคืนมุ่งสู่เช้ามืดในที่สุด ทั้งที่ตอนเรียนหนังสือ นิลไม่เคยเข้านอนหลัง 2 ทุ่มเลยสักครั้ง จนถูกเรียกว่าเป็นเด็กอนามัยประจำห้อง

 

รุ่งขึ้น นิลตื่นรับวันใหม่ตอน 8 นาฬิกา เพื่อลุกมาทำงานบ้าน และดำเนินกิจวัตรประจำวันตามปกติ โดยมีภารกิจที่จะต้องไปลาออกจากงานกับฝ่ายบุคคลของโรงงานในตอนบ่าย พร้อมกับบอกกล่าวถึงเรื่องที่ในแผนกของเธออาจมีปัญหาเรื่องไฟรั่วเกิดขึ้นกับฝ่ายบุคคลของโรงงานด้วย สิ่งนี้เองที่นิลคิดว่าการลาออกของเธออาจมีประโยชน์กับเพื่อนพี่น้องพนักงานที่ยังคงทำงานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันอยู่

“ทำไมถึงลาออกล่ะ?” คุณป้าฝ่ายบุคคลคนเดิมถามถึงสาเหตุที่ทำให้นิลตัดสินใจลาออกจากงาน ทั้งที่พึ่งมาทำงานได้แค่อาทิตย์กว่าเสมือนพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

“ต้องเขียนนิยายส่งสำนักพิมพ์ให้ทันสิ้นเดือนน่ะค่ะ แล้วทำงานแบบนี้ไม่มีเวลาเขียน ก็เลยว่าจะออกไปเขียนนิยายส่งเขาให้เสร็จก่อนค่ะ” นิลแจกแจงเหตุผลส่วนหนึ่ง ซึ่งความจริงแล้วก็ยังไม่ใช่เหตุผลหลักอันเป็นสาเหตุให้เธอต้องมายืนภายในห้องทำงานของฝ่ายบุคคลในเวลานี้

“ต้องเขียนงานส่งโรงเรียนน่ะเหรอ?

ดูเหมือนคุณป้าจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่นิลบอกเท่าใดนัก ด้วยเหตุนี้ นิลจึงได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะตัดสินใจบอกเรื่องสำคัญที่เธอจะลืมไม่ได้เด็ดขาด

“เอ่อ... คือดูเหมือนในแผนกที่หนูทำงานจะมีไฟรั่วน่ะค่ะ”

คำพูดของนิลทำให้ทุกคนในห้องพลอยชะงักกันไปหมด

“ไม่ใช่ไฟฟ้าสถิตเหรอ?” ใครคนหนึ่งถามขึ้นด้วยแนวความคิดที่ไม่ได้แตกต่างไปจากหัวหน้าแผนกของเธอเลย

“ปกติหนูไม่เคยโดนไฟฟ้าสถิตนะคะ แล้วก่อนช่างจะซ่อมเครื่อง หนูก็ไม่โดนไฟดูดแบบนี้ด้วย”

คำยืนยันของนิลทำให้หัวหน้าแผนกบุคคลต้องต่อสายภายในพูดคุยกับหัวหน้าแผนกของเธอ เป็นโอกาสให้นิลขอตัวออกมาจากห้อง ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังได้ยินเสียงคุยโทรศัพท์ดังไล่หลังออกมา

“ไฟฟ้าสถิตใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร...”

สิ่งที่ได้ยินทำให้นิลรู้สึกอ่อนอกอ่อนใจกับความเป็นไปภายในโรงงานแห่งนี้ รวมไปถึงนึกสงสารพนักงานตาดำๆ ที่ยังต้องทนทำงานอยู่บนความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายจนอาจถึงแก่ชีวิต เพียงเพราะความไม่ใส่ใจของบรรดาหัวหน้าระดับสูงกว่า นี่ถ้าไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เธอก็คงสามารถทำงานต่อไปได้ จนกว่าจะพบงานที่คิดว่าดีกว่าจริงๆ เหมือนอย่างที่เหมียวแนะนำ การลาออกในครั้งนี้จึงไม่ได้สร้างความโล่งใจให้กับนิลเท่าใดนัก ในเมื่อเธอเองก็ต้องกลับกลายเป็นคนว่างงานอีกครั้ง แม้จะมีงานนิยายที่ต้องทำให้เสร็จรออยู่ก็ตาม หากแต่เธอก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า นิยายของเธอจะผ่านการพิจารณาครั้งสุดท้ายจากกรรมการสำนักพิมพ์หรือไม่ และจะได้ตีพิมพ์เมื่อไหร่

 

Yume wo miru sukoshi temae de Oitekita mono wa nandakke Wasurete shimaitaku wa nai kedo Tokiori futto…”

เสียงเพลงเรียกเข้าบอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่มีการบันทึกอยู่ในเครื่องของนิลดังขึ้นในตอนเย็นวันหนึ่ง หลังการลาออกจากโรงงานพลาสติกของเธอเป็นเวลา 1 อาทิตย์ ทำให้นิลต้องรีบกุลีกุจอวิ่งมารับด้วยความตื่นเต้นว่า จะเป็นเลขหมายที่บริษัท ห้าง ร้านแห่งใดแห่งหนึ่งโทรมาเรียกตัวเธอเข้าทำงานหรือไม่

“จะให้มาสัมภาษณ์พรุ่งนี้ตอน 10 โมงเช้าที่ร้าน... สะดวกไหมคะ?

คำถามที่นิลได้ยินจากทางปลายสายทำให้หญิงสาวดีใจจนแทบกระโดดตัวลอย ถึงอย่างนั้นเธอก็ทำได้แค่ละล่ำละลักตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว

“สะดวกค่ะ!!

ความยินดียังคงเต็มตื้นอยู่ในหัวใจ แม้อีกฝ่ายจะวางสายไปนานแล้ว แต่ไม่นานมันก็กลับฝ่อลงราวกับดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาเพราะขาดน้ำ เมื่อพี่ชายของเธอโทรศัพท์มาหา...

“ตอนนี้มึงยังไม่ได้งานใช่ไหม เอาแม่กลับไปอยู่บ้านไป แล้วมึงก็กลับมาดูแลแม่อย่างเดิม กูกับพี่เหมียวจะหาเงินเอง กูดูแม่ไม่ไหวแล้ว เรียกกูทั้งคืนทุกชั่วโมงจนกูไม่ได้นอน ตอนนี้ทั้งความดันทั้งน้ำตาลในเลือดกูขึ้นไปหมดแล้ว กูคงตายก่อนแม่แน่ๆ”

สิ่งที่ได้ยินได้ฟังทำให้นิลยืนช็อกไปหลายวินาที ก่อนที่เธอจะตอบกลับไปด้วยคำตอบเดียวที่ไม่จำเป็นต้องคิดทบทวนซ้ำ

“พรุ่งนี้หนูต้องไปสัมภาษณ์งาน ถ้าผ่านหนูก็จะได้งานใหม่แล้ว ตอนแม่เข้าเฝือก แม่ก็เรียกหนูทุกครึ่งชั่วโมงเหมือนกันนะคะ”

คำพูดของนิลบ่งบอกว่าเธอจะไม่กลับมาดูแลแม่อีก ไม่ว่าจะเพราะอิสระเสรีที่ได้รับ หรือเพราะความรับผิดชอบหนักอึ้งที่ถูกปลดออกไปจากบ่าก็ตามที

“มึงไม่ได้เป็นความดัน เบาหวานอย่างกู ลูกก็ไม่มี กูมีลูกเมียต้องหาเลี้ยง เทียบกันได้ที่ไหน”

สองพี่น้องเริ่มเกี่ยงกันดูแลแม่ แต่สุดท้ายคนเป็นพี่ก็ต้องเสียสละดูแลแม่ต่อไป ในเมื่อน้องสาวยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าเธอจะไปทำงาน

Yume wo miru sukoshi temae de Oitekita mono wa nandakke Wasurete shimaitaku wa nai kedo Tokiori futto…”

“ก่อนที่ฉันจะรู้สึกได้ถึงความฝันของตัวเอง ได้เคยทอดทิ้งอะไรไว้ข้างหลังบ้างนะ มีแต่สิ่งที่ไม่อยากลืม แต่บางครั้งส่วนหนึ่งของมันก็ปรากฏออกมาจากมุมเล็กๆ ของความทรงจำ...”

ดูเหมือนนิลจะลืมความหมายของเพลงอนิเมะญี่ปุ่นที่เธอตั้งเป็นเสียงเรียกเข้าไปเสียสนิท ว่าเธอ... กำลังทิ้งบางสิ่งบางอย่างไว้ข้างหลังหรือไม่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #30 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 00:04

    ดีแล้วที่ลาออกจากโรงงานนรกนั่น ร้านสะดวกซื้อน่าจะดีกว่าเยอะเลย แต่แม่ก็น่าสงสารแฮะ ติดตามค่ะ

    #30
    1
  2. #29 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 22:47

    ที่พี่ชายกับพี่สะใภ้บอกไม่ให้ออกจากงานเพราะกลัวนิลไม่มีเงินไปช่วยครอบครัวพี่ชายน่ะสิ

    #29
    1