ยัยซึมเศร้ากับนายเหงาคุง

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 11 ร้อยแปดปัญหาของพนักงานใหม่ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    29 พ.ย. 61


ตอนที่ 11

 

“รู้ว่าจะกลับบ้านไปกินข้าว ก็น่าจะมาขอล่วงหน้า มาขอเอาป่านนี้ แล้วจะกลับมาทำงานทันไหมเนี่ย” อีกฝ่ายเริ่มต้นบ่นๆ ๆ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ดูดุและจู้จี้จุกจิกเท่ากับช่วงเช้า

“บ้านหนูอยู่ตรงนี้เอง หนูจะรีบกลับมาให้ทันค่ะ” นิลตอบเสียงบ่นของอีกฝ่าย แล้วรีบรับใบขออนุญาตออกนอกโรงงานที่มีลายเซ็นของคุณป้า เพื่อวิ่งเอาไปให้หัวหน้าแผนกของเธอเซ็นอนุญาตด้วยอีกคน แม้จะทำเอาเธอเหนื่อยหอบ กว่าจะได้ออกจากโรงงานและขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาถึงบ้าน แต่นิลก็ไม่ได้รู้สึกว่าเธอคิดผิดที่ทำอย่างนั้น

“น้าดวงคะ น้าเห็นไหมว่าพี่หนูมารับแม่ตอนกี่โมง?” เธอแวะถามเพื่อนบ้านข้างบ้านที่กำลังตากผ้าอยู่ หลังจากเห็นแม่กุญแจที่คล้องอยู่ที่ประตูรั้วบ้านของเธอ อันเป็นสัญลักษณ์ว่าพี่ชายของเธอได้มารับแม่ไปเรียบร้อยแล้ว

“น่าจะสักประมาณ 11 โมงล่ะมั้ง ไม่นานหรอก” เจ้าของรูปร่างท้วมกับผมหยักศกตอบยิ้มๆ แล้วถามหญิงสาวกลับ “แม่ไปอยู่กับพี่เหรอ?

“ค่ะ เพราะหนูไปทำงาน ไม่มีคนดูแม่” นิลตอบรับพลางยิ้มเจื่อนๆ เธอรู้สึกสะท้อนใจ เหมือนตัวเองกำลังทอดทิ้งแม่ที่อยู่ด้วยกันชนิดไม่เคยห่างมาเกือบ 30 ปี ทว่าอีกใจหนึ่งก็พยายามปลอบตัวเองว่า เธอควรปล่อยให้พี่ชายได้ทำหน้าที่ของคนเป็นลูกบ้าง

“ไปทำงานโรงงานตรงนี้น่ะเหรอ?” น้าดวงถามต่อไปอีก

“ค่ะ สำนักพิมพ์ทยอยปิดแล้วอะค่ะน้าดวง เขียนนิยายต่อไปคงไม่ไหว” นิลตอบอีกฝ่ายไปตามความจริง ก่อนจะขอตัวเข้าไปกินข้าวในบ้าน

ยังพอมีเวลาอีกครึ่งชั่วโมงในการดำเนินกิจวัตรประจำวันที่ควรทำ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับกระเพาะอาหารว่างๆ ของเธอ รวมไปถึงการเก็บเสื้อผ้าที่หญิงสาวซักตากไว้หลังบ้าน แล้วขี่มอเตอร์ไซค์กลับไปทำงานให้ทันเวลาบ่ายโมงในการตอกบัตร

 

“กิ๊ฟ...” นิลร้องทักเพื่อนใหม่ของเธอที่กำลังยืนตอกบัตรเข้างานอยู่ หลังกลับเข้าโรงงานมาด้วยเวลาเฉียดฉิว ซึ่งอีกฝ่ายก็หันมายิ้มรับ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินไปยังแผนกที่อยู่ห่างออกไปพอสมควรพอให้เดินอู้ได้

“นิลโอเคกับงานใหม่ไหม?” กิ๊ฟถามขึ้นแบบไม่อ้อมค้อม

“อืม... คือตอนนี้นิลคิดแค่ว่ามีงานอะไรก็ทำไปก่อนอะ แต่วันศุกร์นี้นิลจะต้องไปสัมภาษณ์งานอีก 2 ที่ ยังไม่รู้จะลางานยังไงเลยเนี่ย” นิลเองก็บอกกับกิ๊ฟไปตามตรงแบบไม่อ้อมค้อมเช่นกัน

“ขอเขาเข้ากะกลางคืนสิ ไปสัมภาษณ์งานแล้วนิลก็กลับมานอน พอเย็นก็ออกมาทำงาน เขาจะได้ไม่สงสัย ถ้าให้พวกนี้รู้นะว่าเราแค่ทำงานรองานอื่น เดี๋ยวพวกรุ่นพี่มันก็ยิ่งแกล้งเรา” กิ๊ฟช่วยนิลคิดหาวิธีเอาตัวรอด ยิ่งทำให้นิลรู้สึกซึ้งใจในมิตรภาพของเพื่อนใหม่คนนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก

“ดีเหมือนกันนะ แล้วกิ๊ฟจะขอเขาทำกะกลางคืนเหมือนนิลหรือเปล่าล่ะ?” นิลถามด้วยความกังวล อย่างน้อยถ้าเธอได้ทำงานด้วยกันกับเพื่อนใหม่ดีๆ อย่างกิ๊ฟ เธอก็คงไม่ต้องเหงาและเฉาปากไปตลอดวัน จากการเขม่นของบรรดารุ่นพี่

“แน่นอนล่ะ นิลทำกะไหน กิ๊ฟก็ทำกะนั้น จะหยุดวันเดียวกันด้วย” กิ๊ฟตอบพลางหัวเราะร่า พลอยให้นิลหัวเราะออกมาอย่างโล่งใจไปด้วย

ทั้งคู่เดินมาจนถึงประตูทางเข้าแผนกซึ่งเป็นม่านพลาสติกหนาๆ แบบริ้วๆ สีเหลืองแก่ แล้วผลักประตูด้านในเลี้ยวเข้าไปยังซิงค์สแตนเลสสำหรับล้างมือทำความสะอาด แล้วจัดแจงใส่หมวกที่ได้รับมา อันเป็นข้อบังคับก่อนเข้าทำงานของโรงงานแห่งนี้ หลังจากนั้นชั่วโมงทำงานของทั้งคู่ก็เริ่มต้นขึ้นภายในห้องทำงานอีกห้อง ซึ่งเป็นชั้นล่างของออฟฟิศประจำแผนก และยังคงเป็นห้องแอร์เย็นฉ่ำ นับเป็นการรับน้องใหม่ที่ค่อนข้างน่าประทับใจ

“นี่... ทำแบบนี้นะ ไม่ยากหรอก ไหนๆ ลองทำดูซิ”

สำหรับงานนี้ รุ่นพี่ที่สอนงานให้กับสองสาวเป็นสาวร่างอ้วนตุ้ยนุ้ยผิวขาว ท่าทางใจดี ส่วนงานที่สองสาวจะต้องทำในช่วงบ่ายเป็นงานปรกอบชิ้นส่วนอลูมิเนียม ซึ่งนิลเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกี่ยวอะไรกับแผนกนี้ตรงไหน ถึงอย่างนั้นก็นับว่าเป็นงานที่ทำให้เธอรู้สึกสนุกสนานมากกว่าการเรียงฝาพลาสติกลงลังกระดาษอย่างช่วงเช้า จนทำให้เวลาที่เคยผ่านไปอย่างเชื่องช้ากลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในที่สุด... เวลาเลิกงานของสองสาวก็มาถึง และตามที่ได้รับคำสั่งเอาไว้ พวกเธอจะต้องขึ้นไปหาหัวหน้าแผนกยังออฟฟิศด้านบนก่อน

“เป็นไงบ้าง ทำกันได้ไหม?” หัวหน้าแผนกคนสวยถามสองสาวพร้อมรอยยิ้มที่ฉาบอยู่บนใบหน้าเหมือนเคย

“ได้ค่ะ / ก็... พอได้ค่ะ” กิ๊ฟและนิลตอบคำถามเป็นไปในทางเดียวกัน แม้นิลจะขาดความมั่นใจอยู่บ้าง แต่หัวหน้าแผนกคนสวยก็ยังยิ้มให้เธอ

“งั้นเดี๋ยวเรามาจัดเวลาเข้างานกับวันหยุดกัน อยากเริ่มกะกลางวันหรือกะกลางคืนก่อน?

“กลางคืนค่ะ”

คำถามซึ่งได้รับการเตรียมและเตี๊ยมคำตอบกันไว้อยู่ก่อนแล้ว ได้รับการตอบกลับจากสองสาวแทบจะในทันที

“โอเค งั้นพรุ่งนี้เข้างานตอน 6 โมงเย็นนะคะ ให้ขึ้นมามีตติ้งบนนี้ก่อน เบรกจะมี 2 รอบ และมีเวลาพักกินข้าวให้ 1 ชั่วโมง เลิกงาน 6 โมงเช้า ส่วนวันหยุดให้หยุดวันพุธแล้วกันเนอะ โอเคไหม?” คนเป็นหัวหน้าถามความสมัครใจของพนักงานใหม่ในความดูแลอีก

“โอเคค่ะ” สองสาวตอบพร้อมเพรียง หลังจากนั้นจึงพากันเดินออกมาตอกบัตร และก่อนจะแยกย้ายกันขี่มอเตอร์ไซค์ของตัวเองกลับบ้าน กิ๊ฟก็ไม่ลืมที่จะนัดหมายการพบกันของเธอกับนิลในวันพรุ่งนี้ด้วย

“พรุ่งนี้มาถึงแล้วก็โทรหากิ๊ฟนะนิล ค่อยเข้าไปพร้อมกัน”

“โอเคจ้า พรุ่งนี้เจอกันนะ” นิลยิ้มให้กิ๊ฟ แล้วใส่หมวกกันน็อค สตาร์ทมอเตอร์ไซค์ขี่ออกไปจากตรงนั้น และมาถึงบ้านของเธอภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที โดยที่นิลไม่ได้คิดจะนั่งพักให้หายเหนื่อยแต่อย่างใด เพราะหากเธอมัวชักช้าร่ำไร เวลาที่เธอจะได้คุยกับหนุ่มในคืนนี้ก็จะน้อยลงไปด้วย

การทำงานบ้านของหญิงสาวเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เธอจัดการเปลี่ยนกางเกงเป็นกางเกงขาสั้น พับเสื้อผ้าที่ซักแล้วเข้าตู้เสื้อผ้า เตรียมเสื้อผ้าที่จะต้องสวมใส่คืนนี้และพรุ่งนี้เช้าออกมา แล้วจัดการกวาดบ้าน ถูบ้าน รดน้ำต้นไม้ ซักผ้า อาบน้ำ กินข้าว โดยปราศจากการพักเหนื่อย ปิดท้ายด้วยการนั่งลงที่หน้าคอมพิวเตอร์ เพื่อแก้ไขนิยายเรื่องเดิมที่เธอยังทำไม่เสร็จ พร้อมๆ กับโทรไลน์คุยกับหนุ่มผ่านสมาร์ทโฟนของเธอไปด้วย

“ทำงานวันแรกเป็นไงบ้าง?” หนุ่มถามนิล ด้วยความหวังว่ามันจะไปได้ดี

“ก็พอได้นะ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ได้เพื่อนใหม่ด้วย แล้วก็อยู่ในห้องแอร์ตลอดเลย ตอนเช้าเขาให้เรียงฝาพลาสติกลงลัง แต่ตอนบ่ายให้ใส่สลักอลูมิเนียมให้ลงล็อกอะ ตอนบ่ายสนุกกว่านะพี่ว่า เขาให้พี่อยู่แผนกทำพวกฝาพลาสติก มันมีฝาหลายแบบแหละ ต้องเวียนไปอยู่ทุกเครื่อง จะได้ทำเป็นหมด” นิลตอบยิ้มๆ

แม้เธอจะใช้สมาร์ทโฟนรุ่นที่คนทั่วไปไม่ได้นิยมใช้กัน เพราะชอบความคมชัดในการถ่ายรูปของมัน และไม่ได้คิดว่าจะต้องติดต่อกับใครทางโลกโซเชียลมีเดียแบบนี้ก็เถอะ แต่สาเหตุแท้จริงที่ทำให้เธอไม่ยอมวีดีโอคอลคุยกับเขาก็เพราะ เธอไม่อยากให้เขาเห็นเวลาเธอสวมชุดนอนต่างหาก

“สนุกก็ดีแล้ว” หนุ่มเองก็ตอบยิ้มๆ แรกทีเดียวเขาไม่ได้คิดว่าผู้หญิงจบปริญญาอย่างเธอจะมาทำงานโรงงานในฐานะพนักงานฝ่ายผลิตได้ แต่ดูเหมือนเขาคง... จะคิดผิด... ล่ะมั้ง

“แต่ว่าพรุ่งนี้พี่ต้องเข้ากะดึก คงไม่ได้โทรคุยกับหนุ่มไปเป็นอาทิตย์นั่นแหละ วันหยุดก็พุธหน้า กว่าจะเปลี่ยนกะก็วันที่ 10 กว่านู่น”

คราวนี้นิลพูดด้วยน้ำเสียงที่สลดลง แน่นอนสีหน้าท่าทางของเธอก็ดูจ๋อยลงไปถนัดตาด้วย หญิงสาวหวังว่าชายหนุ่มจะรู้สึกเหมือนเธอบ้าง และรอฟังคำตอบจากเขาอย่างใจจดใจจ่อ

“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ วันไหนพี่หยุดแล้วก็ค่อยโทรคุยกันก็ได้” หนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ มิหนำซ้ำยังไม่มีอาการชะงักงันสักนิด เสมือนเขาไม่ได้รู้สึกเศร้าเหงาอะไรหากไม่ได้โทรคุยกับเธอเป็นอาทิตย์

“โห ไม่เศร้าบางเลยเหรอที่ไม่ได้คุยกันน่ะ” หญิงสาวอดบ่นด้วยความน้อยใจไม่ได้

“ก็ไม่ต้องคุยกันทุกวันก็ได้ ไม่เห็นจะเป็นไรเลยนี่ โทรคุยกันก็ไม่เห็นมีอะไรคุยกันเท่าไหร่” เขาตอบเธออย่างคนปากตรง โดยไม่รู้ว่ามันทำให้ผู้หญิงยิ่งน้อยใจหนักขึ้นไปอีกหลายล้านเท่า

“แล้ว... หนุ่มต้องไม่ได้คุยกันนานแค่ไหน ถึงจะรู้สึกทนไม่ได้ล่ะ?” เธอถามเขาด้วยความอยากรู้ และยังคงรอฟังคำตอบจากเขาอย่างใจจดใจจ่อ

“อืม... คงประมาณสัก 3 เดือนล่ะมั้ง”

คำตอบของเขาทำเอานิลถึงกับนั่งนิ่งอึ้งไป เธอไม่คิดว่าเขาจะไม่คุยกับเธอโดยไม่รู้สึกอะไรได้นานขนาดนั้น เพราะสำหรับเธอเอง การโทรคุยกับเขานับเป็นกิจวัตรประจำวันสำคัญในชีวิตของเธอ ที่ถ้าหากขาดไปแล้วล่ะก็ คงส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจมากพอสมควร

           “เหรอ...” หญิงสาวยิ้มเจื่อนๆ เธอพูดได้เพียงแค่นั้น ก็รู้สึกเหมือนลำคอตีบตันขึ้นมาดื้อๆ ขณะที่หนุ่มเองก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะกำลังดูอนิเมะเรื่องโปรดอยู่ เป็นเช่นนั้นจนถึงเวลาบอกลากันเข้านอน

มันเป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ นั่นแหละเรื่องที่ว่าไม่มีเรื่องอะไรให้คุยกันได้ทุกวัน แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น แค่ได้ยินเสียงของเขา เธอก็หายคิดถึงแล้ว

“ผมนอนก่อนนะ พรุ่งนี้ก็ตั้งใจทำงานล่ะ ฝันดีนะจุ๊บๆ”

“จ้า ฝันดีค่ะ” นิลพูดประโยคที่เคยพูดอยู่ทุกวัน ทว่าสำหรับวันนี้มันช่างเป็นประโยคที่เธอพูดออกมาได้อย่างยากลำบากเหลือเกิน

 

คืนนั้น หญิงสาวเข้านอนพร้อมความเศร้าที่เกาะกินหัวใจ แค่ได้รู้ว่าต่อไปเธอจะไม่ได้คุยกันเขาทุกวัน มันก็ทำให้เธอทั้งเศร้าและเหงาอยู่แล้ว ทว่าหลังจากได้ฟังคำตอบของเขา นิลก็ยิ่งทั้งเศร้าและเหงาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ เธอพยายามข่มตาให้หลับลงให้ได้ เพราะแม้จะใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์จนสายตาเริ่มล้า หากแต่สมองและหัวใจของเธอกลับไม่ยอมให้ความร่วมมือในการพักผ่อน

yume janai akiramezu sou janai saigo made dare de mo hajime wa kizukanai kedo kanarazu tadoritsuku...”

เสียงเพลงจากโทรศัพท์มือถือของนิลดังขึ้น ทันทีที่ถึงเวลาที่หญิงสาวตั้งปลุกเอาไว้ แม้แต่เพลงที่ใช้ปลุกตัวเองให้ตื่นจากการหลับใหล นิลก็ยังใช้เพลงจากอนิเมะญี่ปุ่น ซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับการไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งที่กำลังทำอยู่ เพื่อให้เธอสามารถลุกขึ้นใช้ชีวิตในวันใหม่ได้อย่างเข้มแข็งและอดทน

“มันไม่ใช่ความฝัน เธออย่าพึ่งยอมแพ้ มันไม่ใช่แค่นี้ ขอให้รอจนถึงตอนจบก่อนสิ ไม่มีใครรู้ผลของมันตั้งแต่เริ่มต้นลงมือหรอก แต่เราก็จะทำ เพราะความหวังที่ยังเต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจ และหากถึงช่วงเวลาที่มืดมน ก็อธิษฐานให้เราผ่านมันไปให้ได้”

นั่นคือความหมายของเพลงเพลงนี้ ที่ทำให้นิลยังมีกำลังใจในการลุกขึ้นก้าวเดินต่อไปในแต่ละวัน หญิงสาวเริ่มต้นทำงานบ้านเหมือนเช่นทุกวันที่เคยเป็น เพียงแต่วันนี้มันต่างกันตรงที่เธอไม่ต้องคอยดูแลแม่ นิลรู้สึกถึงชีวิตที่อิสระขึ้น แม้ว่าเธอจะต้องอมน้ำลายบูดๆ ไปตลอดทั้งวันก็ตาม

 

ในที่สุดเวลาทำงานก็เวียนมาถึงจนได้ นิลแต่งตัวด้วยเสื้อยืดสีขาวและกางเกงขายาวสีดำเหมือนเดิม ก่อนจะขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปจากบ้าน ก่อนหน้านั้นหญิงสาวไม่ลืมที่จะเช็คดูว่าหนุ่มกลับถึงห้องหรือยัง ด้วยการตรวจดูเวลาออนไลน์ของเขา เธอพบว่าเขายังไม่เลิกงาน นั่นเองที่ทำให้นิลจำต้องเก็บสมาร์ทโฟนพร้อมกับความหวังที่จะได้คุยกับเขาเอาไว้ที่บ้าน แล้วพกเพียงความตั้งใจกับความพยายามติดตัวไปเท่านั้น

“กิ๊ฟถึงไหนแล้ว นิลถึงโรงงานแล้วนะ?

ทันทีที่ตอกบัตรเสร็จเรียบร้อย นิลก็โทรศัพท์ไปหากิ๊ฟตามที่อีกฝ่ายได้กำชับเอาไว้ ทว่า...

“กิ๊ฟไม่ไปแล้วล่ะนิล ได้งานอื่นแล้ว ขอโทษทีนะ”

คำตอบของกิ๊ฟทำให้นิลชะงักไป เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะต้องเดินเข้าแผนกด้วยตัวคนเดียว อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องลำบากยากเย็นอะไรสำหรับเธอ เพียงแต่เธอไม่ได้เตรียมใจรับเรื่องนี้มาเท่านั้น

“จ้า ไม่เป็นไร งั้นนิลไม่รบกวนแล้ว”

สองสาวจบบทสนทนาลงเพียงแค่นั้น ต่างคนต่างแยกย้ายกันใช้ชีวิตประจำวันของตัวเอง นิลไม่รู้ว่ากิ๊ฟกำลังทำอะไรอยู่ แต่สำหรับเธอคงต้องรีบขึ้นไปยังออฟฟิศของแผนกเพื่อเข้าร่วมการมีตติ้งพนักงานก่อนเริ่มงานให้เร็วที่สุด

“เข้ามาแล้วก็ให้ลงเวลาแล้วก็ลงชื่อด้วยนะคะ” หัวหน้าแผนกคนสวยกวาดตามองลูกน้องในความดูแลพร้อมรอยยิ้ม และหยุดยิ้มให้กับนิลพนักงานใหม่วุฒิปริญญาตรี ที่ใครต่อใครซึ่งไม่เคยล่วงรู้ประวัติของเธอมาก่อน พากันคิดว่าไม่มีทางทนทำงานพนักงานฝ่ายผลิตได้นานเกิน 1 เดือน

“นิล เดี๋ยวไปฝึกงานจุด B4 กับพี่เอ๊ะนะ”

นั่นคือคำสั่งที่หญิงสาวได้รับในวันนี้ ขณะที่พี่เอ๊ะที่ว่าก็คือหญิงสาวผมยาว ร่างท้วม ผิวขาวเหมือนไข่ปอกวัย 30 เศษที่หน้าตาบอกบุญไม่รับสักเท่าไหร่

“ดูก่อนนะ แล้วก็ทำตาม ไม่เข้าใจก็ถาม” เจ้าของชื่อเอ๊ะบอกกับนิล หลังจากที่เธอพานิลเข้ามายังห้องบรรจุฝาพลาสติกลงลัง ติดแอร์คอนดิชั่นเย็นฉ่ำชวนให้รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน ซึ่งเป็นงานเดียวกับที่เธอทำเมื่อวานในช่วงเช้า เพียงแต่ว่าวันนี้เธอจะต้องทำเองทั้งลังโดยไม่มีใครเริ่มต้นให้เท่านั้นเอง

“พี่เอ๊ะทำงานที่นี่มานานหรือยังคะ?” นิลชวนคุยเพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์กับรุ่นพี่

แรกทีเดียวเธอเป็นเด็กไม่ค่อยพูด จนถูกอาจารย์เขียนพฤติกรรมลงสมุดพกรายานแม่ทุกภาคเรียนว่า สุขุม พูดน้อย เพื่อนน้อย แต่เมื่อได้เป็นนักเขียนนิยายตีพิมพ์ นิลก็จำเป็นจะต้องปรับปรุงตัว เธอตระหนักได้ว่านักเขียนไม่ควรปล่อยให้สำนักพิมพ์โปรโมทหนังสืออยู่ฝ่ายเดียว และเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ โดยเริ่มต้นโปรโมทนิยายตีพิมพ์ของเธอบนเว็บไซต์ต่างๆ พร้อมผูกมิตรกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ บนโลกออนไลน์ จนได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนที่มีมนุษยสัมพันธ์คนหนึ่ง

...เวลานี้หญิงสาวตระหนักได้ว่า การทำงานในโรงงานและบริษัท ก็จำเป็นต้องผูกมิตรกับคนรอบข้างไว้เช่นกัน

8 ปี” เจ้าของชื่อเอ๊ะตอบสั้นๆ แบบได้ใจความด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ต่างจากในยามที่เธอพูดกับเพื่อนๆ คนอื่นในแผนก จนนิลไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เธอจึงได้แต่นั่งทำงานเงียบๆ เพื่อรอให้นาฬิกาหมุนไป หญิงสาวเฝ้ามองนาฬิกาครั้งแล้วครั้งเล่า และรู้สึกว่ามันช่างหมุนช้าเหลือเกิน ในช่วงเวลาที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกเช่นนี้

“ถึงเวลาเบรกแล้ว”

นับว่ายังโชคดีที่รุ่นพี่ไม่ได้เย็นชาถึงขั้นที่ไม่ยอมเป็นฝ่ายพูดกับเธอก่อน และนั่นก็เป็นโอกาสให้นิลลองพูดคุยกับอีกฝ่ายใหม่

“เอ่อ... ไม่ไปเบรกได้ไหมคะ ข้าวก็กินมาแล้ว ไม่รู้จะออกไปทำอะไรอะค่ะ?” นิลยิ้มเจื่อนๆ ให้รุ่นพี่สาวที่หันขวับมาจ้องหน้าเธอเขม็ง

“ไม่ได้! เขาให้ไปเบรกก็ไปเบรกซะ แค่นั้นแหละ”

ท่าทางของเอ๊ะดูหงุดหงิดเล็กน้อยที่เจอรุ่นน้องไม่เต็มบาท ผู้ไม่อยากมีเวลาว่างเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุผลประหลาด ทั้งที่ใครต่อใครบนโลกอยากมีเวลาพักเบรกแบบไม่จำกัดกันทั้งนั้น และด้วยเหตุนี้นิลจึงจำต้องออกมาจากห้องทำงาน ไปเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวโรงอาหาร ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องมองหาของกิน แต่นั่นก็เพราะเธอไม่มีที่ให้ไปต่างหาก

“โทรหาพี่หมอดีกว่า”

และแล้วหญิงสาวก็นึกเรื่องที่ควรทำขึ้นมาได้ เธอรีบล้วงเอาโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กแบบกดปุ่มในกระเป๋ากางเกงออกมาต่อสายถึงพี่ชาย ซึ่งไม่รู้ว่าเวลานี้จะวุ่นวายกับการดูแลแม่ขนาดไหน

“พี่หมอ... แม่เป็นยังไงบ้างคะ?” นิลเป็นฝ่ายเริ่มต้นตั้งคำถาม ทันทีที่อีกฝ่ายรับโทรศัพท์

“ดื้อ ไม่นอน ไม่กิน ไม่อึ ไม่ฉี่” หมอตอบแบบสั้นๆ กระชับ ได้ใจความ แต่นั่นเองที่ทำให้นิลตกใจมาก

“ทำไมแม่เป็นแบบนั้นล่ะคะ!?” คนเป็นน้องถามต่อ น้ำเสียงบอกถึงความตกใจสุดขีด

“ไม่รู้เขา ไม่ชินห้องน้ำ กลัวจะฉี่บ่อย เลยไม่ยอมกินน้ำ ไม่ยอมกินข้าว พรุ่งนี้ว่าจะพาไปหาหมอ” คนเป็นพี่ตอบเสียงเรียบ จนนิลไม่กล้าถามอะไรเกี่ยวกับแม่ต่อ และได้แต่รายงานความคืบหน้าในการทำงานโรงงานของตัวเองให้พี่ชายฟัง ก่อนที่อีกฝ่ายจะตัดสายไป

“เหลืออีกตั้งนานกว่าจะหมดเวลาพัก ทำอะไรดีล่ะเนี่ย” นิลถอนหายใจแล้วเดินเข้าไปในโรงอาหาร เธอไม่ได้เป็นหาอะไรกินเพราะเกรงว่าตัวเองจะอ้วน หญิงสาวตั้งใจจะลดน้ำหนัก จึงได้แต่นั่งเท้าคางดูโทรทัศน์ซึ่งเปิดหนังสยองขวัญสั่นประสาทอยู่ จนกระทั่งใกล้หมดเวลาพักเบรก เธอจึงเดินไปตอกบัตรและกลับเข้าทำงาน เป็นเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา ไม่ว่าจะเป็นช่วงเบรกรับประทานอาหาร หรือการพักเบรกในช่วง 3-4 ชั่วโมงก่อนเลิกงานก็ตามที

“ต้องรอ 6 โมง 10 นาทีไปก่อนนะ ค่อยไปตอกบัตร ไม่งั้นเขาจะไม่จ่ายโอทีเรา” สตาฟท์สาวผมสีน้ำตาลทองร่างเล็ก ท่าทางคล้ายผู้ชายแมนๆ ที่เดินไปเดินมาคอยตรวจงานแทนหัวหน้าแผนกในช่วงกะกลางคืน บอกนิลหลังจากที่หญิงสาวไปพักเบรกกลับมา เนื่องจากอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเป็นเวลาเลิกงานแล้ว

“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” นิลยิ้มขอบคุณอีกฝ่าย แล้วกลับไปทำงานของตัวเองจนถึงเวลาเลิกงาน

แน่นอน... เธอไม่ลืมในสิ่งที่สตาฟท์ใจดีคนนั้นบอก หญิงสาวตอกบัตรเลิกงานตอน 6 โมง 12 นาที แล้วเดินเร็วไปยังลานจอดมอเตอร์ไซค์ด้านหน้าประตูโรงงาน เพื่อรีบกลับบ้านไปกินข้าวและทำงานบ้านตามตารางเดิม หญิงสาวไม่ได้คิดว่าการต้องทำงานกะกลางคืน แล้วกลับบ้านมาดำเนินกิจวัตรประจำวันเหมือนตอนที่เธอทำงานในเวลากลางวันมันจะต่างกันตรงไหน

ทว่า... เธอคิดผิดเสียแล้ว

“นอนได้แค่นี้เองเหรอเนี่ย” เธอบ่นงึมงำ เมื่อพบว่าตัวเองสามารถนอนหลับได้เพียงแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น เธอลุกขึ้นจากเตียงนอนมาทำงานบ้าน กินข้าวเที่ยง และเตรียมตัวไปทำงานในตอนเย็น

เช่นเคย... อีกหนึ่งกิจวัตรที่เธอต้องทำเพิ่มเติมขึ้นมาแทนการพูดคุยกับหนุ่ม นั่นก็คือ การส่งข้อความผ่านไลน์ถึงเขา เพื่อรายงานว่าเธอจะไปทำงานแล้ว หรือกลับมาถึงบ้านแล้ว ขณะที่เขาเองก็ตอบกลับมาเป็นข้อความสั้นๆ อย่างตั้งใจทำงานนะกัฟ หรือไม่ก็สู้ๆ นะกัฟ แต่เพียงแค่นั้นเธอก็ดีใจแล้ว

“จะไปทำงานแล้วเหรอ?” น้าดวง เพื่อนบ้านของเธอร้องทัก เมื่อเห็นหญิงสาวกำลังยืนล็อกประตูรั้วและอยู่ในชุดเสื้อยืด กางเกงขายาวสีดำตามแบบฟอร์มพนักงานใหม่

“ค่ะ น้าดวง” นิลส่งยิ้มให้อีกฝ่ายซึ่งเดินเข้ามาหา

“ไม่ลองไปหางานที่เขารับวุฒิปริญญาตรีล่ะ หรืออยากได้งานนี้เพราะใกล้บ้าน?” น้าดวงแนะนำเธอด้วยความปรารถนาดีตามอย่างที่เพื่อนบ้านพึงกระทำ

“ที่จริงหนูก็สมัครไว้หลายที่ค่ะ แต่เขายังไม่เรียก มีงานนี้ที่เรียก ก็เลยทำไปก่อนแหละค่ะ” นิลตอบไปตามความจริงเหมือนที่เคยตอบกิ๊ฟ

“อ๋อ ดีแล้วๆ ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้ได้งานที่เขารับวุฒิปริญญาตรีนะ” น้าดวงพยักหน้ายิ้มๆ แล้วเดินกลับไปที่บ้านของตัวเอง ขณะที่นิลรีบสตาร์ทรถขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปทำงาน

 

วันนี้หญิงสาวได้ไปประจำอยู่อีกแผนก ตามที่หัวหน้าสาวคนสวยของเธอได้เคยอธิบายไว้แล้วในวันแรก ว่าพนักงาน 1 คนจะต้องทำงานได้ทุกอย่าง เพื่อให้สามารถทำหน้าที่แทนพนักงานคนอื่นๆ ได้ทุกคนและทุกจุด โดยในช่วงครึ่งคืนแรกเธอจะต้องไปนั่งติดกาวสองหน้าลงบนฝาพลาสติกอยู่ที่อีกจุด ส่วนครึ่งคืนหลังเธอจะต้องรับผิดชอบการคัดฝาโรลออนที่มีตำหนิเพื่อนำกลับไปบดและฉีดพลาสติกขึ้นมาเป็นฝาใหม่ ซึ่งที่นี่เองที่ทำให้เธอได้เพื่อนใหม่อีกคน

“เราชื่อนิ้งนะ เธอชื่ออะไรเหรอ?” หญิงสาวสวมแว่น ผิวค่อนข้างคล้ำ แต่ใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา แนะนำตัวเอง และนิลก็จำได้ว่าเธอคือ 1 ในพนักงานที่หัวหน้าแผนกแนะนำให้เธอรู้จักในวันแรกของการทำงาน

“เราชื่อนิลจ้ะ” นิลยิ้มให้นิ้ง ระหว่างที่สองสาวนั่งหันหน้าเข้ากันและคัดแยกฝาที่มีตำหนิไปด้วย โดยมีรุ่นพี่พนักงานอีกหลายคนที่นั่งคัดแยกฝาเหล่านี้อยู่ภายในห้องด้วยกัน

“นิ้งอายุ 24 แล้ว นิลล่ะ?” นิ้งบอกอายุตัวเอง แล้วถามเรื่องอายุของนิลบ้าง

“จะ 30 แล้วจ้ะ” นิลตอบพลางยิ้มเจื่อนๆ และแล้วใบหน้าของนิ้งในยามนี้ก็แสดงอาการตกใจไม่ต่างไปจากใบหน้าของกิ๊ฟ เพื่อนคนแรกของนิลซึ่งเวลานี้ได้งานใหม่อยู่ที่แห่งหนใดก็ไม่อาจทราบได้

“นิลหน้าเด็ก” นิ้งเอ่ยชมเพื่อนใหม่ของเธอซึ่งกลายมาเป็นเพื่อนรุ่นพี่ไปเสียแล้ว

“ขอบคุณค่ะ คงเป็นเพราะผมสั้นมั้ง แล้วไว้ผมม้าสไลด์ด้วย” นิลยกความดีความชอบให้ทรงผมของเธอ สองสาวนั่งทำงานไปและคุยกันเลยเถิดไปจนถึงเรื่องงานที่นิลเคยทำ รวมไปถึงเรื่องคนรักของแต่ละคน จนกระทั่ง...

“กรี๊ด!! / ว้าย!!

เสียงร้องของเหล่าพนักงานหญิงดังประสาน เมื่อไฟฟ้าในโรงงานดับพร้อมกันจนเหลือแค่เพียงความมืดที่รายล้อม โชคดีที่ภายในห้องที่นิลและนิ้งทำงานยังมีไฟฟ้าสำรองแบบสปอร์ตไลท์ให้พวกเธอได้ใช้ ทั้งคู่จึงยังสามารถทำงานต่อไปได้ โดยมีพนักงานภายนอกแวะเวียนมาพูดคุยเป็นระยะๆ และกว่าที่ไฟฟ้าจะกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบ 2 ชั่วโมง อีกไม่นานก็จะเป็นเวลาเลิกงานแล้ว ทว่าดูเหมือนสติสตังของนิลจะเริ่มเบาบางลงทุกที นี่ถ้าไม่มีนิ้งชวนคุยล่ะก็ เธอคง... หลับไปตั้งแต่ตี 3 แล้ว

“ใครๆ ก็ว่านิ้งไม่เหมาะกับอ้วน บอกว่านิ้งไม่สวย ดำ แต่อ้วนหน้าตาดี ไม่น่ามารักกับนิ้ง” นิ้งปรับทุกข์กับนิลเรื่องความรักของเธอ ใช่แล้ว... ถ้าไม่ใช่เรื่องซีเรียสเรื่องนี้ล่ะก็ นิลคงหลับฝันหวานไปตั้งแต่ไฟดับแล้วแน่ๆ นี่แหละผลของการนอนเพียงแค่ 3 ชั่วโมงล่ะ

“อย่าไปสนใจคนอื่นพูดเลย แค่แฟนเราเขารักเราก็พอแล้ว คนอื่นเขาจะพูดอะไรก็พูดได้ทั้งนั้นแหละ แฟนเราไม่ได้พูดสักหน่อยนี่นา” นิลปลอบนิ้ง คำพูดของเธอช่วยให้นิ้งรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง รวมทั้งสามารถยิ้มออกมาอย่างโล่งใจได้ด้วย

“พี่นิลเคยเห็นแฟนนิ้งไหม คนที่อวบๆ ขาวๆ หน่อยน่ะ ที่อยู่กับนิ้งวันนั้น เขาเป็นทอมน่ะนะ แต่ผู้หญิงมาติดเต็มเลย เพราะเขาหน้าตาดีน่ะ” นิ้งเปลี่ยนสรรพนามในการเรียกนิล และคุยอวดถึงแฟนของตัวเองให้นิลฟัง นั่นเองที่ทำให้นิลรู้ว่าทั้งคู่เป็นคู่รักทอม-ดี้ หญิงสาวพยายามนึกใบหน้าของคนที่นิ้งกำลังคุยถึง ทว่านึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกเสียที เธอจำได้แค่เพียงนิ้งคนเดียวเท่านั้น

“พี่นึกไม่ออกอะนิ้ง เอาไว้นิ้งค่อยแนะนำให้พี่รู้จักตอนที่เขาอยู่ตรงนั้นก็ได้” นิลเองบอกนิ้งพร้อมรอยยิ้ม เธอไม่ได้รังเกียจความเป็นทอมดี้ของทั้งคู่ ตรงข้ามหากทั้งคู่สามารถรักและใช้ชีวิตร่วมกันได้ตลอดไป นั่นก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดีไม่ใช่เหรอ

“โอเคค่ะพี่นิล” นิ้งยิ้มให้นิล สองสาวนั่งทำงานกันต่อจนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน ก่อนที่พวกเธอจะพากันเดินออกมาจากห้องห้องนั้น

“นี่ไงคะพี่นิล อ้วนแฟนนิ้ง นี่อ้วน พี่นิลน่ะเกิดวันเดือนปีเดียวกับอ้วนเลยล่ะรู้ไหม” นิ้งแนะนำแฟนของเธอให้รู้จักกับนิล ทั้งคู่ยิ้มให้กันแล้วพูดคุยกันเรื่องที่พวกเธอเกิดวันเดือนปีเดียวกันนิดหน่อย ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเอง วันนี้แล้วสินะที่นิลจะต้องไปสมัครและสัมภาษณ์งาน

แล้วเธอ... จะทำยังไงกับเวลานอนของเธอดี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #24 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 / 23:32

    ท่าทางนิลจะชอบดูหนังสยองขวัญนะ ขนาดพักเบรคยังไม่วายดูเรื่องน่ากลัวๆ อีก แทนที่จะดูซีรี่ย์เหมือนคนอื่น

    #24
    1
  2. #23 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 23:29

    หนุ่มหนอหนุ่ม อะไรจะพูดตรงปานนี้ เฮ้อ ไม่เข้าใจจิตใจผู้หญิงเอาเลย

    #23
    1