ยัยซึมเศร้ากับนายเหงาคุง

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 10 งานใหม่ของนักเขียน (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    24 พ.ย. 61

ตอนที่ 10

 

“.................................................”

นิลตื่นมาพบเพียงความว่างเปล่าของกล่องแชทเหมือนเคย ไม่มีการตอบกลับ และปราศจากการออนไลน์ใดๆ ก่อนหน้านี้ ทั้งที่เวลาที่ญี่ปุ่นได้ล่วงเลยมาถึงเที่ยงวันของวันใหม่แล้ว ด้วยเหตุนี้ เธอจึงทิ้งข้อความไว้ให้เขาอีกครั้ง

-ไม่แน่ใจว่ากลับถึงห้องหรือยัง แต่ก็ฝันดีนะคะ ตอนนี้พี่ชายพี่ให้พี่ไปหางานทำนอกบ้านแล้ว เขาจะเอาแม่ไปดูเอง เพราะวงการนิยายมันเริ่มตันแล้วจริงๆ-

และอีกครั้งในอีกครึ่งชั่วโมงถัดมา

-เลยค่อนข้างจะวุ่นวายอยู่-

หญิงสาวทำงานบ้านไปพลางเงี่ยหูฟังเสียงแจ้งเตือนของสมาร์ทโฟนคู่ชีพ ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีการตอบกลับใดๆ จากชายหนุ่ม จนกระทั่งเธอ... หมดแรงกายแรงใจที่จะรอ และตัดสินใจปิด wifi เสีย เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องพะวงและรับรู้อะไรจนกว่าจะถึงเวลาทำงานของเธอในตอนกลางคืน

แต่... ก็ใช่ว่าเธอจะทำมันสำเร็จ เพราะ 5 ชั่วโมงต่อมา ใจที่ยังไม่เลิกพะวงกับข้อความตอบกลับของเขา ก็สั่งให้เธอเดินไปเปิดสวิชต์ wifi เพื่อเปิดดูข้อความจากเขา

-ลองดูกัฟ สู้ๆนะกัฟ-

นั่นคือข้อความตอบกลับสั้นๆ จากหนุ่ม แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้เธอก็ดีใจแล้ว หญิงสาวรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่ชอบพิมพ์อะไรยาวๆ มิหนำซ้ำเขายังเคยบอกว่าเขาไม่ใช่คนที่จะตอบแชทใครทุกวันด้วย และเธอคือข้อยกเว้น ไม่มีใครรู้ว่าเขาพูดจริงหรือไม่ นอกจากตัวเขาเอง แต่นิลก็ยังเชื่อว่ามันคือความจริง

-ขอบคุณค่ะ-

เธอตอบกลับข้อความของเขาแบบสั้นๆ และทำงานบ้านต่อ เพื่อให้ตัวเองเสร็จงานทันเวลาเข้านอนของเขาในคืนนี้ หญิงสาวรีบกวาดบ้าน ถูบ้าน แล้วอาบน้ำขับไล่เหงื่อไคลที่ชุ่มโชกมาทั้งวัน ก่อนจะมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ไขนิยายเรื่องล่าสุดตามที่ได้ไปเก็บข้อมูลมาจากสถานที่จริงไกลถึงญี่ปุ่น พร้อมกับโทรคุยกับหนุ่มผ่านไลน์ไปด้วย

“สร่างเมาแล้วเหรอ?” เธอแซวเขา โดยไม่ได้ปริปากถึงอาการน้อยอกน้อยใจเรื่องที่เขาไม่ได้รีบกลับห้องพักมาคุยกับเธอ เหมือนอย่างที่เธอรีบกลับบ้านมารอคุยกับเขา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาเคยปรับปรุงระดับความเมา และช่วงเวลาในการกลับจากร้านอาหารไทย เพื่อให้ได้คุยกับเธอทุกวัน จนเธออดดีใจไม่ได้

นี่เธอ... คงสำคัญตัวผิดไปอีกแล้วสินะ

“สร่างนานแล้ว โหย ไม่ได้เมาขนาดน้านนน” หนุ่มลากเสียงยาวตอบ ตายังคงดูอนิเมะในจอโน้ตบุค อันเป็นกิจกรรมก่อนนอนที่เขาต้องทำแทบทุกวัน

“เหรอ แล้วกลับถึงห้องกี่โมงล่ะเมื่อคืนน่ะ?” นิลยังไม่เลิกวนเวียนถามถึงเรื่องราวการกินเหล้าเคล้ากับแกล้ม เหมือนอยากจะรู้ว่าอีกฝ่ายยังเห็นว่าเธอเป็นคนสำคัญอยู่หรือเปล่า หลังจากได้ไปพบหน้ากันมาแล้ว 2 วันกับอีก 1 คืน

“อืม... น่าจะประมาณตี 2 มั้ง พี่เจ้าของร้านเขาซักเรื่องที่ผมลงรูปที่ถ่ายคู่กับพี่ใหญ่เลย”

ดูเหมือนหนุ่มจะสัมผัสได้ถึงรังสีแปลกๆ ที่แผ่ออกมาจากปลายสาย เขาเลยจำต้องรีบยกเรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนิลขึ้นมาคุย ก่อนที่หญิงสาวจะแสดงอาการงอนออกมาให้เขาต้องตามง้ออีก

“เหรอ... เขาซักอะไรบ้างล่ะ?” นิลถามกลับด้วยความสนใจ อย่างน้อย... มันก็ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองยังพอมีความสำคัญอยู่บ้าง ในวันที่เขาไม่ได้คุยกับเธอ

“เขาก็ถามว่าเจอกันได้ยังไง รู้จักกันได้ยังไง พี่เป็นคนไทย หรือเป็นคนไทยที่อยู่ญี่ปุ่นอะไรแบบนี้” หนุ่มเล่าไปดูอนิเมะไป นับเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัวที่ลอกเลียนแบบได้ยากยิ่ง

“แล้วเขาไม่ตกใจเหรอที่พี่แก่กว่าหนุ่มตั้ง 7 ปี หรือหนุ่มไม่ได้บอกเขา” หญิงสาวยังคงตั้งคำถามต่อไป เหมือนอยากลองใจดูว่า แท้จริงแล้วเขาอายคนอื่นหรือเปล่าที่มีแฟนแก่กว่าเกือบ 10 ปี

“เขาจะตกใจทำไม ตัวพี่เขาเองก็แก่กว่าแฟนเขาเป็น 10 ปี” หนุ่มตอบพลางหัวเราะปิดท้าย ขณะที่นิลได้แต่นั่งนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ เพราะที่ผ่านมาคนรอบข้างเธอมักไม่ค่อยมีประวัติที่ฝ่ายหญิงแก่กว่าฝ่ายชายมากขนาดนี้ นั่นเองที่ทำให้แม่ของเธอค่อนข้างจะอคติกับการที่ลูกสาวมีคนรักอายุน้อยกว่าหลายปีเช่นนี้ ตรงข้ามกับหนุ่มที่เห็นความรักแบบนี้มาจนชินตาจนกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา

“คนที่พี่รู้จักไม่มีแฮะ ที่ผู้หญิงแก่กว่าผู้ชายมากๆ แบบนี้อะ” นิลยอมรับในความแตกต่าง ซึ่งส่งผลให้เธอกับเขามีความคิดที่ต่างกันไปด้วย เพราะแม้ว่าเขาจะพูดอยู่เสมอว่าคนรอบข้างเขายอมรับเรื่องที่เธอแก่กว่าเขาได้แบบสบายๆ เธอก็ยังรู้สึกถึงช่องว่างในเรื่องอายุอยู่วันยันค่ำ

“คนรอบตัวผมเยอะแยะ ครูกับเพื่อนผมคู่นั้นแก่กว่าพี่กับผมอีก ยังแต่งงานอยู่กินกันมาจนถึงป่านนี้เลย ผมยังเคยไปชอบผู้หญิงที่แก่กว่าผมตั้ง 12 ปีเลย ความรักมันไม่เกี่ยวกับอายุหรอก แต่ถ้าแก่กว่านั้น ผมก็คงไม่เอาอะนะ” หนุ่มพูดเรื่องที่ทำให้นิลได้แต่นั่งอ้าปากค้าง เพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เธอยอมรับแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขาจริงๆ

“จ้าๆ ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว ไม่มีใครว่าหนุ่มเรื่องที่พี่แก่กว่าก็ดีแล้ว พวกเพื่อนไม่มีใครถามเหรอ?” เธอยังมิวายเป็นห่วงว่าเขาจะโดนกลุ่มเพื่อนล้อ

“ก็มีถามเหมือนกันว่าพี่แก่กว่าผมเหรอ แค่นั้นแหละ” หนุ่มตอบไปตามความจริง

“แล้วเขาไม่ล้อเอาหรือไงว่าหนุ่มไปชอบผู้หญิงแก่กว่าน่ะ?

ดูเหมือนคำถามของนิลในค่ำคืนนี้ จะวนเวียนอยู่กับเรื่องอายุของเธอและอายุของเขาไม่รู้จักจบสิ้น และแม้ว่าหนุ่มเองจะค่อนข้างรำคาญคำถามซ้ำซากของคนรอบข้าง แต่เขาก็ยังตอบคำถามของเธออย่างคนอารมณ์ดี

“จะล้อทำไม เมื่อก่อนตอนเรียนผมก็จีบรุ่นพี่ ผมชอบผู้หญิงแก่กว่ามาตั้งนานแล้ว”

ในเมื่อหนุ่มยังคงยืนยันอย่างนั้น นิลเองก็หมดคำถามโดยปริยาย ทั้งคู่คุยกันอีกนิดหน่อยจนกระทั่งหนุ่มดูอนิเมะจบ และถึงเวลานอนของเขา

“พี่ เดี๋ยวผมนอนก่อนนะ” หนุ่มเกริ่นนำประโยคที่เป็นเสมือนการจบการสนทนาในวันนี้

“จ้า นอนเถอะ เดี๋ยวจะตื่นไปทำงานไม่ไหว” ส่วนนิลเองก็พูดประโยคเดิมที่เธอเคยพูดอยู่ทุกวัน แม้ว่าคำพูดของเขาประโยคนั้นจะยังคงสะกิดต่อมความเหงาของนิลให้ทำงานได้ทุกครั้งก็ตาม

“พี่เองก็อย่านอนดึกมากนะ เขียนนิยายเสร็จแล้วก็รีบนอน นอนน้อย นอนไม่เป็นเวลาแบบนี้ มีลูกยากนะรู้เปล่า” เขามิวายหาเรื่องแซวให้เธอหน้าแดงเล่น แม้ใจความสำคัญของมันจะอยู่ที่การบอกให้อีกฝ่ายรีบเข้านอนเท่านั้น

“รู้แล้วล่ะน่า แหมมมม...” นิลกลายเป็นฝ่ายลากเสียงยาวขึ้นมาบ้าง เธอยิ้มขำคำพูดของอีกฝ่าย แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็ต้องจางหายไปทันทีที่คำพูดประโยคต่อไปของหนุ่มดังขึ้น

“ฝันดีนะ จุ๊บๆ”

“จ้าาาา ฝันดีค่ะ”

และแม้นิลจะตอบกลับเขาได้ในทันทีด้วยคำพูดเดียวกับที่เคยพูดทุกวันตามความเคยชิน แต่เธอกลับไม่ได้รู้สึกเคยชินกับการต้องพูดประโยคแบบนี้เลย เธอไม่ได้อยากนอนดึก ไม่ได้อยากนอนตอนเช้ามืด ไม่ได้อยากนอนผิดเวลาไปจากคนอื่น ทว่าเธอก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ในเมื่อทางเลือกของเธอดูเหมือนจะเหลือน้อยเต็มที นอกเสียจากว่าจะมีบริษัทไหนรับเธอเข้าทำงานและมอบชีวิตปกติธรรมดาอย่างคนอื่นๆ ให้กับเธอ เพื่อให้เธอหลุดออกไปจากวงจรนี้

...นั่นคือสิ่งที่อยู่ในความคิดของนิล ตลอดเวลาที่นิลค้นหาตำแหน่งงานว่างในจังหวดที่เธออยู่ผ่านอินเตอร์เน็ต

 

1 อาทิตย์ต่อมา หญิงสาวก็ได้รับข่าวดีเกี่ยวกับการสมัครงานของเธอ จากการโทรศัพท์เรียกตัวเข้าทำงานของโรงงานใกล้บ้าน แม้จะเป็นตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิปริญญาตรี ขอเพียงอ่านออกเขียนได้ และมีความอดทนเพียงพอเท่านั้น ทว่านิลก็ยังมุ่งมั่นที่จะทำมันเพื่อหาเงินมาคืนให้กับแม่ของเธอ โดยไม่รู้เลยว่าข่าวดีของเธอคือข่าวร้ายของคนเป็นแม่

“พี่หมอ... โรงงานที่อยู่เลยหมู่บ้านเราไปหน่อยนึง เขาโทรเรียกนิลให้ไปทำงานพรุ่งนี้ตอน 8 โมงเช้า เรื่องแม่พี่หมอจะเอายังไงคะ?” นิลโทรศัพท์ไปหาพี่ชายของเธอเพื่อแจ้งข่าวดีข่าวนี้ให้อีกฝ่ายได้รับรู้ และร่วมดีใจไปกับเธอด้วย นอกเหนือจากการที่หมอจะต้องมารับแม่ไปอยู่กับเขาตามที่เขาเคยบอกน้องสาวไว้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อน

“อืม... จัดกระเป๋าไว้ให้แม่แล้วกัน เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่หมอจะไปรับแม่” หมอตอบกลับน้องสาวแบบสั้นๆ ได้ใจความ แล้วตัดสายไปโดยไม่ได้แสดงอาการดีใจหรือแสดงความรู้สึกอื่นๆ ที่พอจะบอกนิลได้ว่า พี่ชายยินดีกับงานใหม่ของเธอ ถึงอย่างนั้นนิลก็ยังคงดีใจกับเรื่องราวที่นับเป็นข่าวดีของเธออยู่

“หนุ่ม... พี่ได้งานแล้วนะ คงเป็นพนักงานฝ่ายผลิตของโรงงานใกล้ๆ บ้านนี่แหละ เขาบอกให้เริ่มงานพรุ่งนี้เลย”

คนถัดมาที่ได้รับรู้ข่าวดีของนิล นั่นก็คือหนุ่ม หญิงสาวรีบบอกข่าวนี้ทันทีที่เขาโทรศัพท์ผ่านไลน์มา แน่นอนว่าเขาเองก็ร่วมดีใจไปกับเธอด้วย เสมือนคนรักที่ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันในทุกๆ เรื่อง แม้ทั้งเขาและเธอจะยังไม่รู้ว่าการทำงานนอกบ้านของนิลในครั้งนี้จะเป็นไปได้ด้วยดีหรือเปล่า

“เขาบอกไหมว่าให้พี่ไปทำตำแหน่งอะไร?” หนุ่มถามนิลด้วยความเป็นห่วง เพราะรู้ดีว่าหญิงสาวไม่เคยทำงานนอกบ้านมาก่อน มิหนำซ้ำยังเฟอะฟะ เปิ่นเป๋อเป็นที่หนึ่งอีกด้วย

“บอกแค่ว่าพนักงานทั่วไป คงเป็นฝ่ายผลิตนั่นแหละ” นิลคาดเดาเอาเอง เนื่องจากตัวเธอไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานมาก่อน ถึงแม้จะจบปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจมาก็ตาม

“ยังไงก็สู้ๆ นะ งานโรงงานมันเป็นกะ มันหนักกว่างานที่บ้านแน่นอน” ชายหนุ่มให้กำลังใจ เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดยังไงกับการต้องรับตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิตธรรมดาๆ

“ก็ต้องสู้ๆ อยู่แล้ว คนอื่นเขายังทำกันได้เลย เราก็ต้องทำได้สิ” นิลบอกหนุ่มด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม โดยไม่รู้เลยว่าแม่ของเธอที่นั่งฟังอยู่ตรงนั้นด้วยกำลังใจคอไม่ดี มิหนำซ้ำยังรู้สึกหวาดกลัวที่จะต้องไปอาศัยอยู่กับลูกชายคนโต ณ บ้านที่ตัวเองไม่เคยอยู่มาก่อน ถึงอย่างนั้นคนเป็นแม่ก็ไม่ได้พูดมันออกมา


ในที่สุดเช้าวันแรกของการทำงานนอกบ้านก็มาถึง นิลเข้านอนตอนเที่ยงคืนและตื่นตอน 6 โมงเช้า เพื่อทำงานบ้าน เช็ดตัว แต่งตัวให้แม่ พร้อมๆ กับเตรียมตัวไปทำงานในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงสีดำตามที่ได้รับการบอกกล่าวทางโทรศัพท์

“แม่อยู่บ้านรอพี่หมอนะ เดี๋ยวพี่หมอก็มารับ นิลไปทำงานก่อนนะ” หญิงสาวกอดมารดาที่นั่งหน้าเศร้าอยู่บนโซฟาหนังสีเทาอายุ 10 กว่าปี เท่ากันกับบ้านหลังที่เธอกับแม่อาศัยอยู่ ก่อนจะเดินออกประตูไปสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์แล้วรีบขี่ออกไปจากบ้านเพื่อให้ทันเวลาเข้างาน

โรงงานแห่งนี้อยู่ห่างจากหมู่บ้านของนิลเพียงกิโลเมตรเศษ และมีพนักงานโรงงานมาเช่าบ้านพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านของเธอด้วย ซึ่งแม้ว่าขนาดโรงงานจะไม่ใหญ่นักเมื่อเทียบกับโรงงานอื่นในละแวกเดียวกัน แต่จำนวนพนักงานทั้งหมดก็น่าจะมีมากกว่า 100 คน ยิ่งไปกว่านั้นผลิตผลของโรงงานแห่งนี้ยังเป็นสิ่งสำคัญที่มีความจำเป็นต่อบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งในประเทศอีกด้วย

“พนักงานใหม่มารวมตัวกันทางนี้เลย” พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำโรงงานเรียกนิลกับบรรดาวัยรุ่นชายหญิงเกือบ 10 คนให้เข้าไปหาตรงป้อมยามด้านหน้าโรงงาน แล้วจึงบอกกล่าวให้พวกเธอเดินเข้าไปภายในโรงงาน และเข้าไปยังตึกสองชั้นสีขาวด้านในอันเป็นที่ตั้งของฝ่ายบุคคล

“เอ่อ... เป็นพนักงานใหม่ที่ทางโรงงานโทรไปตามน่ะค่ะ” นิลเปิดกระจกบานเลื่อนเล็กๆ ด้านหน้าห้องทำงานของแผนกบุคคลเพื่อแจ้งความจำนงของเธอและเพื่อนร่วมชะตากรรมในวันนี้ หลังจากที่แต่ละคนเอาแต่ยืนเก้ๆ กังๆ เหมือนไม่รู้จะทำยังไงต่อ ให้ความรู้สึกเหมือนบรรดาเด็กนักเรียนที่ไม่ยอมตามครูมาสอน และปล่อยให้คาบเรียนหมดไปเสียเฉยๆ โดยที่ตัวเองไม่ต้องทำอะไร

“ตามขึ้นมาข้างบนเลยค่ะ” พนักงานหญิงผมดัด หน้าดุ ใบหน้าบอกวัย 50 ต้นๆ และมีความสูงแค่เพียงไหล่ของนิล ทั้งที่หญิงสาวก็มีความสูงเพียงระดับมาตรฐานของหญิงไทย บอกเธอกับเพื่อน แล้วเปิดประตูห้องออกมาเดินนำหน้าพวกเธอขึ้นไปบนชั้นสอง ก่อนจะเปิดห้องประชุมเล็กๆ ให้พวกเธอเข้าไปนั่งด้านใน

“คนที่มีรอยสักนอกร่มผ้า ไม่ว่าตรงไหนก็ตาม กลับไปได้เลย”

คำพูดนั้นเป็นดั่งประกาศิตให้ว่าที่พนักงานคนหนึ่งจำต้องเดินคอตกออกไปจากห้องประชุมนั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังก่อให้เกิดความเงียบครอบคลุมไปทั่วห้อง ทั้งที่ยังมีพนักงานใหม่เกือบ 10 คนอยู่ภายในนั้น

“เดี๋ยวจะให้ดูสไลด์แล้วก็วีดีโอเกี่ยวกับนโยบายและวิสัยทัศน์ต่างๆ ของโรงงานของเรา แล้วให้ทุกคนทำแบบทดสอบให้ผ่าน ตั้งใจดูให้ดีๆ”

ทั้งน้ำเสียงและคำพูดแต่ละประโยคไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นมิตรสักเท่าไหร่ ทว่านั่นอาจเป็นความเข้มงวดที่ใช้สำหรับปรามพนักงานใหม่ก็เป็นได้ นิลพยายามบอกตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดอาการท้อตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน

“ดูไปเงียบๆ อย่าส่งสียงดังรบกวนออกมาข้างนอก ทุกคนเขาทำงานกันอยู่”

นั่นคือคำพูดสุดท้าย ก่อนที่เจ้าของคำพูดจะเดินออกไปจากห้อง ทิ้งเหล่าพนักงานใหม่ทั้งหลายให้นั่งดูสไลด์และคลิปวีดีโอต่างๆ อยู่พักหนึ่ง แล้วกลับเข้ามาเก็บแบบทดสอบที่ทุกคนล้วนทำเสร็จแล้ว พร้อมกับให้พวกนิลเซ็นชื่อเบิกหมวกคลุมผมสำหรับพนักงาน หลังจากนั้นจึงจัดการแบ่งหน้าที่ในการทำงานให้กับพนักงานใหม่แต่ละคน โดยพาเดินไปตอกบัตรและสั่งแยกย้ายไปตามแผนก

“เธอสองคนไปแผนก Inject

แม้จะจบปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจมา แต่นิลก็ไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นที่สามารถแปลคำศัพท์ที่เธอไม่เคยใช้หรือไม่ค่อยได้ใช้ออก หญิงสาวจึงไม่รู้ว่าแผนกที่ตัวเองจะต้องเข้าทำงานนั้นคือแผนกอะไร ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องกลัว โดยเฉพาะเมื่อมีพนักงานใหม่ร่วมชะตากรรมเดินเข้าไปภายในอาคารประจำแผนกด้วยกันเช่นนี้

“เธอชื่ออะไร เราชื่อกิ๊ฟนะ” เธอคนนั้นแนะนำตัวเองพร้อมรอยยิ้มแสดงความเป็นมิตร พลอยให้นิลรู้สึกโล่งใจที่อย่างน้อยเธอก็มีเพื่อนคนแรกในโรงงานแห่งนี้แล้ว

“เราชื่อนิล ยินดีที่ได้รู้จักกิ๊ฟนะ”

แม้คำพูดของนิลจะฟังดูพิธีรีตองไปเสียหน่อย แต่รอยยิ้มยินดีตามอย่างที่พูดของนิลก็ทำให้กิ๊ฟหัวเราะออกมาได้

“ป้าคนนั้นน่ะดุ๊ดุเนอะ”

และอาจจะเพราะอัดอั้นตันใจมานานก็ได้ กิ๊ฟจึงมิวายแอบกระซิบนินทาพนักงานฝ่ายบุคคลก่อนหน้านี้กับนิล ทำเอานิลอดขำไม่ได้เช่นกัน

“เขากลัวว่าพวกเราจะไม่กลัวมั้ง เลยต้องดุไว้ก่อน” นิลยังพยายามมองโลกในแง่ดี และคงจะเป็นการดีมากถ้าเธอจะได้ทำงานที่นี่โดยไม่ต้องพบเจอคำพูดและการพูดในลักษณะนั้นอีก

“คงงั้นแหละ แต่ท่าทางเหมือนยัยป้าบ้าอำนาจมากกว่า” กิ๊ฟยังไม่เลิกค่อนแคะค่อนขอดบุคคลที่ 3 และเป็นอย่างนั้นไปจนกระทั่งพวกเธอได้พบกับหัวหน้าแผนกหน้าสวยปานนางเอกละคร หากไม่ติดว่าเริ่มอวบระยะสุดท้ายไปสักเล็กน้อยล่ะก็ คงมีแมวมองมาสอยไปเล่นหนังสักวันแน่ๆ

“เดี๋ยวพี่จะพาเดินดูแต่ละแผนกก่อนนะ แล้วเราสองคนค่อยไปเริ่มงานกัน”

คำพูดพร้อมรอยยิ้มของอีกฝ่าย ช่วยให้นิลและกิ๊ฟรู้สึกดีขึ้น รวมทั้งกดดันน้อยลงกว่าเดิมมาก เพราะอย่างน้อยๆ ก็ยังมีคนยินดีต้อนรับพนักงานใหม่อย่างพวกเธออยู่ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นถึงหัวหน้าแผนกที่เธอจะต้องเข้ามาทำงานด้วย

“การทำงานเราจะไม่ประจำแต่ละจุดนะ แต่จะเวียนกันทำจนครบทุกจุด พนักงาน 1 คนจะได้เป็นทุกงาน เวลาใครขาดตรงไหน จะได้เข้าไปแทนได้ทันที”

คำอธิบายจากหัวหน้าแผนก รวมไปถึงการเดินดูตัวอย่างงานในแต่ละจุด ทำให้สองสาวเข้าใจพอจะเข้าใจงานที่พวกเธอจะต้องเข้ามาทำมากยิ่งขึ้น ว่าที่นี่เป็นแผนกฉีดพลาสติกให้ขึ้นรูปเป็นฝาผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งบรรจุฝาผลิตภัณฑ์ที่ได้ส่งไปยังแผนกอื่นต่อไป และพวกเธอจะต้องเรียนรู้การทำงานร่วมกับเครื่องจักรต่างๆ ทั่วทั้งแผนก เพื่อให้เป็นงานทุกชิ้นในเร็ววัน

“เจอเพื่อนพนักงานด้วยกันก็ทำความรู้จักกันเอาไว้นะ แผนกเดียวกันต้องรักกันเข้าไว้ เนี่ย... อย่างสองคนนี้เคยเป็นหัวหน้าที่โรงงานอื่นมาก่อน แต่เบื่องานหัวหน้า เลยมาทำงานที่นี่แทน” หัวหน้าแผนกคนสวยพาสองสาวเดินทักทายคนนั้นทีคนนี้ที เป็นการช่วยผูกมิตรให้พนักงานใหม่กับพนักงานเก่าไปในตัว หลังจากนั้นจึงพาทั้งคู่ขึ้นไปที่ออฟฟิศบนชั้นสอง แล้วแจกแจงรายละเอียดต่างๆ คร่าวๆ เกี่ยวกับการทำงาน

“ทุกวันเราจะมีมีตติ้งก่อนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นกะกลางวันหรือกะกลางคืน มีแค่ 2 กะนะ คือ 6 โมงเช้าเลิก 6 โมงเย็น แล้วก็ 6 โมงเย็นเลิก 6 โมงเช้า แต่ว่าวันนี้ทำงานถึง 5 โมงเย็นก่อนนะ ถือเป็นวันทดลองงาน ก่อนกลับบ้านก็ขึ้นมาบนนี้อีกทีนะจ๊ะ ไป... งั้นเดี๋ยวเราไปเริ่มงานกัน”

ในที่สุดสองสาวก็ได้รับการนำทางเข้ามายังสถานที่เริ่มงานสำหรับวันนี้ อันเป็นห้องแอร์คอนดิชั่นเล็กๆ ที่มีไว้สำหรับคัดพลาสติกเรียงใส่ลัง โดยหัวหน้าแผนกของพวกเธอได้ฝากฝังให้เธอเรียนรู้งานจากพนักงานรุ่นพี่ภายในห้องนั้น ก่อนจะเดินออกไป

“เดี๋ยวจะทำให้ดูก่อน ดูให้ดีๆ ล่ะ แล้วก็ทำให้ถูกๆ ด้วย”

ใช่จะมีแค่พนักงานเก่าแก่จากฝ่ายบุคคลเท่านั้นที่พูดจาด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ราวกับไม่อยากต้อนรับพวกนิล แม้แต่พนักงานรุ่นพี่ในแผนก ก็ยังเป็นแบบเดียวกันทั้งสีหน้า น้ำเสียง และกิริยาท่าทาง ช่างเป็นการเริ่มต้นการทำงานนอกบ้านของนิลที่น่าประทับใจจริงๆ

“ถ้าจำได้แล้วก็ทำเลย รีบๆ เข้า ก่อนพักต้องให้เสร็จอย่างน้อยลังนึงนะ”

นั่นคือคำสั่งประกาศิตจากรุ่นพี่ภายในห้องทำงาน ซึ่งดูจะไม่ชอบขี้หน้านิลกับกิ๊ฟสักเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นนิลก็ยังพยายามบอกตัวเองว่า อีกฝ่ายกำลังท้องกำลังไส้คงทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวนแบบเดียวกับที่พี่สะใภ้ของเธอเคยเป็น ถึงขั้นที่มีเรื่องมีราวกับแม่ของเธอ และจบลงตรงที่พี่ชายของเธอชกกระจกบ้านแตกจนต้องไปโรงพยาบาล มิหนำซ้ำยังเป็นการขับรถไปโรงพยาบาลด้วยตัวเองในสภาพมือโชกเลือดอีกต่างหาก

“ยัยรุ่นพี่นี่ก็เหมือนยัยป้านั่นไม่มีผิดเลย ให้เราทำงานงกๆ ตัวเองยืนคุยสนุกสนาน” กิ๊ฟเอียงตัวมากระซิบข้างหูนิลด้วยอาการไม่สบอารมณ์ นี่ถ้าไม่กลัวจะถูกไล่ออกจากงานตั้งแต่วันแรกล่ะก็ เธอคงสำแดงอิทธิฤทธิ์พิชิตมารอะไรสักอย่างไปแล้วแน่ๆ

“นั่นน่ะสิ ช่างเหอะ เราทำงานของเราไปก็แล้วกัน” นิลยิ้มเจื่อนๆ ตาจับจ้องอยู่ที่งานตรงหน้า เช่นเดียวกับมือที่หยิบจับฝาพลาสติกบรรจุลงลัง เธอพึ่งรู้ว่างานแบบนี้ต้องอาศัยฝีมือและความชำนาญค่อนข้างมากทีเดียว เพราะไม่ว่านิลจะตั้งใจเรียงตามที่รุ่นพี่ทำให้ดูขนาดไหน แต่ยังไง้ยังไงมันก็ออกมาไม่เหมือนตัวอย่างอยู่ดี ตรงข้ามกับเพื่อใหม่ของเธออย่างกิ๊ฟที่ดูจะมีประสบการณ์มาก่อนแล้ว

“กิ๊ฟเคยทำงานโรงงานมาก่อนไหม?” นิลชวนคุยเบาๆ เพื่อไม่ให้กิ๊ฟนึกโมโหรุ่นพี่หน้าบูดกับคุณป้าหน้าเป็นตูดขึ้นมาอีก

“เคยทำมาหลายที่แล้วล่ะ นิลล่ะ?” กิ๊ฟเป็นฝ่ายย้อนถามนิลบ้าง

“นิลไม่เคยทำงานนอกบ้านเลย ปกติเขียนนิยายส่งสำนักพิมพ์ แต่นิยายนิลมันไม่ใช่แนวตลาด แล้วช่วงนี้วงการนิยายก็เริ่มแย่แล้วด้วย นิลเลยต้องเปลี่ยนมาหางานทำนอกบ้านแทน” นิลตอบเพื่อนใหม่ไปตามความจริง

“แล้วนิลอายุเท่าไหร่เนี่ย?” กิ๊ฟถามต่อไปอีก

“อีก 2 เดือนก็จะ 30 แล้ว กี๊ฟล่ะ?

คำตอบของนิลทำเอาเพื่อนใหม่หันขวับมาจ้องหน้าเธอด้วยความตกใจ

“เฮ้ย!! นิลหน้าเด็ก กิ๊ฟยังนึกว่านิลแก่กว่ากิ๊ฟไม่กี่ปี กิ๊ฟ 24 น่ะ”

คำพูดของกิ๊ฟเรียกรอยยิ้มให้กับนิลได้บ้างในวันอันแห้งแล้งเช่นนี้

“มีคนบอกเหมือนกัน แต่ถ้าได้ยินตอนพูดโทรศัพท์ จะมีแต่คนบอกว่านิลเสียงแก่” นิลมิวายพูดติดตลกให้กิ๊ฟหัวเราะบ้าง

“แล้วนี่นิลมีแฟนหรือยังล่ะ จะ 30 แล้วน่าจะมีแล้วเนอะ” กิ๊ฟวกเข้าเรื่องที่สาวๆ มักถามกันเสมือนเป็นเรื่องสุดแสนธรรมดาในการทำความรู้จักเพื่อนใหม่

“ก็พึ่งจะมีตอนจะ 30 นี่แหละ” นิลยิ้มเจื่อนๆ แล้วเล่าเรื่องราวของหนุ่มกับเธอให้กิ๊ฟฟังแบบคร่าวๆ ทำเอาอีกฝ่ายตื่นเต้นไปกับรักออนไลน์ในชีวิตจริงไม่อิงนิยาย ก่อนที่กิ๊ฟจะเล่าเรื่องรักๆ ของเธอให้นิลฟังบ้าง

“กิ๊ฟชอบผู้ชายแก่กว่านะ คือแก่กว่ามากๆ เลยล่ะ เพราะกิ๊ฟเป็นคนขี้อ้อน ชอบอ้อนเขาอะไรแบบนี้” กิ๊ฟเล่าพลางยิ้มหวาน ผิดกับตอนที่โมโหรุ่นพี่กับคุณป้าฝ่ายบุคคลเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคน

“จริงๆ พี่ก็ชอบผู้ชายแก่กว่านะ แต่คนนี้เขาไม่เหมือนคนอื่น มีความเป็นผู้ใหญ่มาก บางทีออกจะมากกว่าพี่อีก พีก็เลยลองคบดู จนถึงตอนนี้ก็ยังโอเคอยู่” นิลพูดถึงหนุ่มพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่ต่างจากกิ๊ฟ

และเพราะการเปลี่ยนเรื่องคุยของนิลนี่เองที่ทำให้สองสาวอารมณ์ดีขึ้น จนพลอยรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน คุยไปทำงานไปไม่นานก็ถึงเวลาพักกลางวันของพวกเธอ

“ไป... เที่ยงแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ” กิ๊ฟสะกิดนิลให้ออกไปจากห้องพร้อมกัน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอหิวหรือเบื่องานเรียงฝาพลาสติกลงลังเต็มที ตรงข้ามกับนิลที่ยังลังเล เพราะกลัวว่าจะถูกตำหนิจากหัวหน้าแผนก

“เขายังไม่บอกให้เราไปกินข้าวเลย ไปได้แล้วเหรอ?” นิลถามกิ๊ฟพลางหันรีหันขวางมองหาใครสักคนที่พอจะให้เธอซักถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้

“โหย... ไม่ต้องรอหรอกนิล งานเราก็เสร็จแล้ว นี่มันก็เวลาพักของเราแล้วด้วย มัวแต่รอเดี๋ยวไม่ได้พักกินข้าวกันพอดี” กิ๊ฟดึงมือนิลให้เดินออกมาจากห้องพร้อมกัน แต่ครั้นเธอจะเดินไปยังโรงอาหารเล็กๆ ของโรงงานแห่งนี้ นิลก็กลับปฏิเสธที่จะไปที่นั่น

“กิ๊ฟ... นิลหุงข้าวไว้ที่บ้านน่ะ บ้านนิลอยู่ตรงนี้เอง เดี๋ยวนิลกลับไปกินข้าวที่บ้านแล้วจะกลับมาใหม่” นิลยิ้มเจื่อนๆ ให้กิ๊ฟ ที่จริงเธอไม่อยากทิ้งอีกฝ่ายให้ไปกินข้าวคนเดียว แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อเธอยังมีหม้อข้าวรอการกลับไปของเธออยู่

“เอางั้นเหรอ ถ้างั้นเดี๋ยวเจอกันนะ ถ้ากลับมาแล้วก็โทรหากิ๊ฟ ค่อยเข้าไปในแผนกด้วยกัน” กิ๊ฟพยักหน้ายิ้มๆ แล้วเดินผละไปยังโรงอาหาร ส่วนนิลก็แยกตัวไปทางป้อมยามด้านหน้าโรงงาน เพื่อขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านไปกินข้าว

“ไม่ได้ๆ ต้องมีใบอนุญาตของหัวหน้าแผนกกับฝ่ายบุคคลด้วย แล้วต้องทิ้งบัตรประชาชนไว้ที่นี่นะ ถึงจะออกไปได้” พนักงานรักษาความปลอดภัยวัยกลางคนหน้าเดิมบอกกับเธอ และแม้จะฟังดูยุ่งยากไปเสียหน่อย นิลก็ยังอยากกลับไปที่บ้านเพื่อกินข้าว เก็บเสื้อผ้าที่ตากเอาไว้ตั้งแต่เช้า รวมทั้งกลับไปดูว่าพี่ชายมารับแม่แล้วหรือยัง

“คือ... จะมาขอใบอนุญาตออกนอกโรงงานน่ะค่ะ หนูจะกลับไปกินข้าวที่บ้านน่ะค่ะ” นิลเดินเร็วกลับไปยังแผนกบุคคลแล้วแจ้งจุดประสงค์กับคุณป้าคนเดิม ด้วยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #22 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 12:05

    ที่ทำงานใหม่ดูเข้มงวดจัง รออ่านตอนต่อไปค่ะ

    #22
    1
  2. #21 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 / 22:00

    งานใหม่ของยัยซึมเศร้าจะไปได้ดีไหมน้า สงสารคุณแม่เหมือนกัน ติดตามค่า

    #21
    1