ยัยซึมเศร้ากับนายเหงาคุง

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 9 ลุยเดี่ยวใน กทม. (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    18 พ.ย. 61


ตอนที่ 9

 

สำหรับนิลแล้วมันเป็นทั้งความตื่นเต้นและความกังวล กับการที่เธอจะต้องออกไปเผชิญโลกกว้างในการทำงานนอกบ้าน แต่สำหรับแม่ของเธอแล้ว มันคือความเครียดและความกังวล จากการที่ต้องนับเวลาถอยหลังในการบอกลาลูกสาวที่อยู่ด้วยกันมาเกือบ 30 ปี ไปอยู่กับลูกชายที่ตัวเองก็รักมาก แต่ปราศจากความเคยชินในการอยู่ร่วมกัน

เปล่าเลย... ใช่ว่าแม่กับหมอจะไม่เคยอยู่ร่วมบ้านกันมาก่อน ทว่าการอยู่ร่วมกันที่ผ่านมานั้น ล้วนแล้วแต่ไม่เคยมีประสบการณ์ที่ดีเกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว นั่นเองที่ทำให้แม่กลัวการที่จะต้องไปอยู่กับลูกชายคนนี้ แม้ว่าเขาจะปรับปรุงตัวดีขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้วก็ตามที

“ให้หนูเริ่มสมัครงานได้เลยใช่ไหมคะ?” นิลถามด้วยความตื่นเต้น เธอไม่คิดว่าเหมียวจะบอกพี่ชายของเธอเร็วขนาดนี้ ถึงอย่างนั้นหัวใจที่ต้องการจะหาเงินมาชดใช้คืนแม่ให้เร็วที่สุด ก็สั่งให้เธอพร้อมรับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

“อืม... เดี๋ยวพี่หมอคงต้องจ้างเขามาทำห้องน้ำให้มีราวจับ แล้วก็หาซื้อเตียงมาให้แม่นอนด้วย” หมอเองก็เริ่มวางแผนเกี่ยวกับการรับแม่ไปอยู่ด้วยที่บ้านอีกหลัง ซึ่งแม่ซื้อให้เขาไว้สำหรับเปิดร้านเกมและร้านอินเตอร์เน็ตค่าเฟ่ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปจนถึงยุคสมัยที่บ้านทุกหลังต่างมีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง เขาจึงจำต้องปิดกิจการและหันไปประกอบธุรกิจส่วนตัวอื่นอย่างการรับติดตั้งจานดาวเทียมและกล้องวงจรปิด ไปจนถึงการเปิดเว็บไซต์เป็นของตัวเองและทำงานผ่านอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงการปลูกผักและทดลองเลี้ยงกุ้งด้วย

“งั้นเดี๋ยวหนูกลับมา หนูจะเริ่มหางานเลยค่ะ” นิลบอกพี่ชาย

ต่างคนต่างคิดวางแผนชีวิตตัวเอง ทว่า... ไม่มีใครถามแม่สักคนว่าแม่รู้สึกอย่างไร สำหรับนิลเธอคิดแค่เพียงว่าอยากจะหาเงินมาคืนแม่ และหาเงินมาแบ่งเบาภาระของพี่ชาย นั่นก็เพราะเงินคือตัวแปรสำคัญของยุคสมัยนี้ ขณะที่หมอเองก็หวังให้น้องสาวเข้ามาช่วยรับผิดชอบภาระที่เขากับเหมียวต้องแบกเอาไว้บนบ่า โดยมั่นใจว่าเขากับครอบครัวจะสามารถเลี้ยงดูมารดาได้ไม่ต่างจากที่น้องสาวดูแล

“ต้องเข้าไปซื้อตั๋วในนี้ใช่ไหมคะ?

ในที่สุดช่วงเวลาจากกันของนิลกับแม่ก็มาถึงอีกแล้ว แม้จะเป็นการห่างกันไม่ถึง 10 ชั่วโมง แต่สำหรับคนที่ทำได้แค่เพียงเฝ้ารอลูกสาวกลับบ้านอย่างแม่นั้น มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน ทั้งๆ ที่ถูกคนรอบข้างล้อเลียนมาตลอดว่านิลกับแม่เป็นคู่แม่ลูกแบบแพ็คคู่ตัวติดกันที่ไปไหนต้องไปด้วยกัน ทว่าสุดท้ายลูกสาวของแม่ก็อยากจะโผบินออกจากอกไปเสียแล้วในวันนี้ แม้หัวอกของคนเป็นแม่จะทั้งกังวลและเสียใจมากแค่ไหน ก็ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของคนที่ทำหน้าที่ แม่ของลูก เสมอ ไม่ว่าลูกจะเติบโตกว่าการเป็นเด็กน้อยของแม่มากี่สิบปีแล้วก็ตาม

“อืม... ถามเขาว่าจะไปที่นี่ ต้องไปลงที่ไหน แล้วก็ซื้อตั๋วกับเขา” หมอบอกน้องสาวผู้ไม่เคยเดินทางไปกรุงเทพฯ เพียงลำพังแบบคร่าวๆ เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโง่ถึงขั้นที่จำเป็นต้องบอกวิธีการทั้งหมด ในวัยที่ใกล้จะขึ้นเลข 3 อยู่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าแล้ว

“ค่ะๆ แม่สวัสดีค่ะ พี่หมอสวัสดีค่ะ แม่... นิลจะรีบกลับนะ” นิลทำความเคารพแม่และพี่ชาย เธอจับแขนแม่แล้วบอกประโยคที่เคยพูดทุกครั้งเวลาที่เธอต้องไปไหนโดยไม่มีแม่ไปด้วย ส่วนแม่ก็เอื้อมมือสั่นๆ มาแตะมือเธอ ก่อนจะนั่งมองลูกสาวที่ลงจากรถ และเดินหายเข้าไปในตึกริมถนน ซึ่งเป็นอาคารสูงที่บริเวณชั้นล่างมีบริษัทรถตู้แบบวิ่งประจำทางเช่าทำเป็นสำนักงานอยู่

“จะไปกรุงเทพฯ อะค่ะ ต้องซื้อตั่วตามระยะทางไหมคะ?” นิลเดินเข้าไปถามตรงเคาน์เตอร์ด้านในภายในอาคารชั้นล่าง ซึ่งมีพนักงานหญิงหน้าตาซื่อๆ คนหนึ่งนั่งอยู่ และมีว่าที่ผู้โดยสารจำนวนหนึ่งนั่งกระจุกตัวกันอยู่บริเวณเก้าอี้แถวเรียงหน้ากระดานแบบพลาสติก

“ไม่ต้องค่ะ ลงกรุงเทพฯ จ่ายราคาเดียวหมด” เธอคนนั้นบอกนิล แล้วส่งตั๋วให้พร้อมกับรับเงินจากหญิงสาวมา หลังจากนั้นนิลก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ เพื่อรอเวลาออกเดินทาง เธอมองทะลุผ่านกระจกด้านหน้าอาคารออกไป เพื่อดูรถราและผู้คนที่ผ่านไปมาเป็นการฆ่าเวลาไปพลางๆ ด้วย จนกระทั่งผู้โดยสารเส้นทางเดียวกับเธอทั้งหมดได้รับการประกาศแจ้งให้ขึ้นรถ

“ลพบุรี กรุงเทพฯ ครับ ลพบุรี กรุงเทพฯ” โชเฟอร์รถตู้รูปร่างอ้วนดำยืนเรียกผู้โดยสารอยู่ด้านข้างตัวรถ ขณะที่นิลและผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่ถือตั๋วรออยู่แล้วค่อยๆ ทยอยกันขึ้นไปนั่งบนรถ โดยหญิงสาวเลือกนั่งด้านหลังคนขับ เพื่อให้สามารถสอบถามถึงจุดที่เธอจะต้องลงรถได้อย่างถูกต้อง

หลังจากนั้นไม่นาน รถตู้สายลพบุรี-กรุงเทพฯ ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปช้าๆ ผ่านวงเวียนที่มีรถรามากมาย ผ่านอาคารบ้านเรือนร้านค้า รวมไปถึงด้านหน้าตึกแถวที่เป็นบ้านของหมอพี่ชายของเธอ และสี่แยกอันเป็นเส้นทางไปบ้านที่นิลอาศัยอยู่กับแม่ พร้อมกับจอดรับผู้โดยสารไปเรื่อยๆ บนถนนที่เป็นคนละสายกับเส้นที่หมอเคยขับรถไปกรุงเทพฯ แล้วแวะรับผู้โดยสารที่สถานีขนส่ง ก่อนจะออกมาโลดแล่นบนถนนอีกครั้ง จนในที่สุดก็เข้าใกล้จุดที่นิลจะต้องลงรถ

“พี่คะ... คือหนูจะต้องไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีหมอชิต หนูต้องลงตรงไหนคะพี่ แล้วเวลาขากลับมาขึ้นรถหนูต้องไปรอตรงไหนคะ?” นิลเขยิบมานั่งที่นั่งตรงกลางบริเวณด้านหลังโชเฟอร์ ซึ่งขณะนี้ว่างอยู่แล้วชะโงกหน้าไปถามเจ้าของหุ่นอ้วนดำที่นั่งขับรถอยู่

“น้องต้องลงป้ายหน้านี่แหละครับ แต่ขากลับ พี่ไม่ได้แวะรายทางตรงนี้ น้องจะต้องต่อรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปขึ้นรถที่หมอชิตอีกที” พี่โชเฟอร์ตอบยิ้มๆ แล้วชะลอรถ พลอยให้นิลต้องรีบตั้งคำถามต่อ

“ขอบคุณค่ะพี่ นี่หนูไม่เคยขึ้นรถไฟฟ้าเลยอะพี่ ยังไม่รู้เลยว่าขึ้นยังไง สำนักพิมพ์เขาให้หนูไปงานมีตติ้งแถวอ่อนนุช หนูก็ไม่รู้อีกว่าต้องไปต่อรถไฟฟ้าสายไหน” นิลบอกอีกฝ่ายอย่างพวกบ้านนอกเข้ากรุง

“น้องอย่าไปบอกใครเขาแบบนี้นะว่าไม่เคยมา พวกมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ไม่ต้องไปบอก เราต้องทำท่าเหมือนเรารู้ เราเคยมาไว้ก่อน” พี่โชเฟอร์อบรมสั่งสอนด้วยความหวังดี

“ค่ะพี่ ขอบคุณค่ะ พี่จะให้หนูลงตรงไหน บอกหนูด้วยนะคะ” นิลเตือนพี่โชเฟอร์อีกครั้ง เพราะกลัวตัวเองจะได้ลงเลยป้าย

“นี่ๆ ป้ายนี้แหละ... มีใครจะลงป้ายนี้กับน้องเขาไหมครับ?” พี่โชเฟอร์ร้องถามผู้โดยสาร 4-5 คน ที่ยังเหลืออยู่บนรถตู้ ส่วนนิลก็ภาวนาให้มีคนลงรถป้ายเดียวกันกับเธอ อย่างน้อยเธอจะได้มีเพื่อนลงรถไปด้วยกัน

“ผมลงครับ จะไปขึ้นรถไฟฟ้าเหมือนกัน” เด็กวัยรุ่นซึ่งน่าจะเรียนชั้น ม.ปลายที่นั่งอยู่ด้านหลังนิลและน่าจะได้ยินเรื่องที่เธอคุยด้วย รีบร้องตอบพี่โชเฟอร์ทันที

“ดีๆ พี่ฝากน้องเขาด้วยนะไอ้หน้าหล่อ” พี่โชเฟอร์จัดแจงฝากฝังส่งต่อผู้โดยสารในความดูแลให้ว่าที่เพื่อนร่วมทางของนิลต่อไป ทั้งคู่ลงจากรถตู้มาพร้อมกัน ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินนำหน้านิลขึ้นบันไดไปยังสถานีรถไฟฟ้า และเดินไปซื้อตั๋วรถไฟฟ้าผ่านตู้แบบหยอดเหรียญ ขณะที่นิลมองไปรอบๆ แล้วเลือกที่จะซื้อกับพนักงานขายตั๋ว ซึ่งเปิดจำหน่ายตั๋วแบบระยะทางไกลไปถึงสถานีที่นิลจะต้องลง

“เหมือนที่ญี่ปุ่นเลยแฮะ” นิลมองเครื่องตรวจตั๋วอัตโนมัติที่เธอจะต้องเดินผ่าน เพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้า แม้จะไม่เคยใช้บริการเครื่องเหล่านี้เนื่องจากที่ผ่านมาเธอใช้ตั๋วรถไฟแบบเหมาจ่าย ทว่านิลก็แอบสังเกตการณ์ทั้งคนญี่ปุ่นและคนไทยมาพอสมควร เธอจึงเดินผ่านเครื่องตรวจตั๋วเข้าไปภายในสถานีรถไฟฟ้าแบบสบายๆ เหมือนพวกที่เคยใช้บริการเครื่องเหล่านี้มาแล้วเป๊ะ

ครืนนนน...

หญิงสาวมองรถไฟฟ้าขบวนยาวที่แล่นเข้ามาจอดเทียบ แล้วรีบเดินตามคนอื่นๆ เข้าไปด้านในทันทีที่ประตูเปิดออก เธอแอบสังเกตเห็นว่าเด็กหนุ่มหน้าตี๋ที่โชเฟอร์ฝากฝังเธอไว้ ก็ขึ้นรถไฟฟ้าขบวนเดียวกับเธอเหมือนกัน แต่ว่าเขาจะไปลงสถานีไหนกันนะ น่าจะเป็นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิหรือไม่ก็สยามล่ะมั้ง เธอคาดเดา แล้วยืนนับถอยหลังแต่ละสถานีไปเรื่อยๆ เพื่อรอให้ถึงสถานีที่เธอจะต้องลง นั่นก็คือ สถานีอ่อนนุช

และแล้ว... นิลก็พบว่าเด็กหนุ่มหน้าตี๋ลงรถไฟฟ้าสถานีเดียวกับเธอด้วยเช่นกัน!? เพียงแต่เขามาทำอะไรที่สถานีนี้กันล่ะ ในเมื่อมันไม่ใช่สถานีปลายทางที่เด็กวัยรุ่นมักลงกัน หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ไม่กี่วินาที ก็โยนมันทิ้งออกไปจากสมอง เพราะเวลานี้เธอจะต้องรีบไปให้ถึงบ้านของบรรณาธิการพี่เลี้ยงอันเป็นสถานที่นัดหมายให้เร็วที่สุด เนื่องจากเวลางานมีตติ้งนั้นล่วงเลยไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว

“พี่ปิ๋มคะ นิลมาถึงสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุชแล้วค่ะ” หญิงสาวโทรศัพท์บอกนักเขียนสาวรุ่นพี่ผู้เป็นเพื่อนของบรรณาธิการบริหารประจำสำนักพิมพ์ ซึ่งทางกอง บ.ก.ตกลงกันไว้ว่าจะให้อีกฝ่ายมารับนักเขียนบ้านนอกเข้ากรุงอย่างนิลที่สถานีรถไฟฟ้า

“เดินไกลนะนิล ขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาดีกว่าจ้ะ บอกเขาว่าจะไปซอย...” เจ้าของชื่อปิ๋มบอกชื่อซอยอันเป็นที่ตั้งบ้านของพล บ.ก.พี่เลี้ยงผู้ให้คำแนะนำและดูแลนิลมาตลอดเวลาที่เธอเขียนนิยายให้กับสำนักพิมพ์นี้ และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้นิลต้องรีบขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างบริเวณทางลงสถานีรถไฟฟ้าไปยังที่หมายแข่งกับเวลาที่เดินหน้าไปอย่างไม่ลดละ

“จอดตรงบ้านที่มีถังขยะเหลืองๆ อะค่ะพี่” นิลบอกพี่วิน เป็นเวลาเดียวกับที่นักเขียนสาวรุ่นพี่เปิดประตูออกมารอรับพอดี ยิ่งไปกว่านั้นปิ๋มยังจ่ายค่าวินมอเตอร์ไซค์ให้นิลด้วย

“สวัสดีค่ะพี่ปิ๋ม... พี่พล พี่จอม สวัสดีค่ะ” หญิงสาวยกมือไหว้รุ่นพี่สาว ก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปในบ้านเดี่ยวแบบมีบริเวณ เพื่อพบกับพล บ.ก.พี่เลี้ยง และจอม บ.ก.บริหารหรือก็คือเจ้าของสำนักพิมพ์ โดยมีนักเขียนคนอื่นๆ และผู้ช่วย บ.ก.นั่งรวมกลุ่มกันอยู่แล้วตรงม้านั่งหินอ่อนข้างบ้าน

“สวัสดีครับพลอยนิล”

ทั้งพลและจอมต่างรับไหว้นักเขียนในความดูแลด้วยความยินดี พลนั้นเคยเจอกับนิลมาก่อนแล้วจากการนัดพบกัน เพื่อมอบหนังสือวรรณกรรมเยาวชนของพลให้นิลนำไปอ่านเป็นตัวอย่างในการเขียน และเธอก็นำมาคืนเขาด้วยในวันนี้ เขาเป็นชายหนุ่มหน้าสวย สวมแว่น และเป็นเจ้าของนัยน์ตาเรียวยาว ผมหยิกหยักศกกับผิวขาวๆ ตัดกับเสื้อยืดคอวีสีดำกับกางเกงขายาวสีน้ำตาลแก่ที่เขาสวมในวันนี้ ขณะที่จอมเป็นชายหนุ่มเคราครึ้ม ผิวขาว ที่เริ่มจะเข้าใกล้ระยะอวบ และอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำสกรีนลายสีเงินตรงหน้าอก กับกางเกงขายาวสีเดียวกัน แลดูภูมิฐานปนสำอางหน่อยๆ

“ทุกคนมาถึงเหนื่อยๆ นั่งพักกินน้ำกินขนมกันก่อนครับ เดี๋ยวเราค่อยคุยกัน” จอมกวาดตามองเหล่านักเขียนและกองบรรณาธิการด้วยความปลาบปลื้ม แม้จะไม่ครบองค์ประชุม เนื่องจากบางคนติดภารกิจ แต่ก็นับว่าเป็นงานที่จัดขึ้นอย่างอบอุ่นตามประสาสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่ทุกคนจะค่อยๆ เดินจูงมือกันไปให้ถึงปลายทางแห่งความสำเร็จ

“กินกันก่อน เดี๋ยวค่อยแนะนำตัวว่าใครเป็นใครเนอะ” พลสนับสนุนคำพูดของจอม ระหว่างที่คีบน้ำแข็งใส่แก้ว โดยมีลูกมือเป็นนักเขียนสาวร่างท้วมใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลาเป็นลูกมือ

ทั้งขนมและอาหารว่างเรียงรายเต็มโต๊ะเพียงพอสำหรับทุกคนในงาน รวมไปถึงคนอื่นๆ ที่ลงชื่อไว้แต่ยังมาไม่ถึงด้วย ไม่ว่าจะเป็นวุ้นหลากสี ขนมจีบ สาคูไส้หมู ไก่ทอดขนาดพอคำ ลูกชิ้น ผลไม้ และอื่นๆ อีกมากมาย

“พลอยนิลกินเลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ อันนี้วุ้น น้องจะเอากลับบ้าน หรือไว้กินระหว่างทางขากลับเวลาหิวอะไรแบบนี้ก็ได้ครับ พี่ให้สองกล่องเลย” จอมหยิบวุ้นสีสวย 2 กล่องส่งให้นิล ซึ่งนับว่าเข้าทางหญิงสาว เพราะถึงอย่างไรเสียเธอก็ไม่มีทางเปิดกินก่อนจะนำมันกลับไปถึงบ้านอย่างแน่นอน

“ขอบคุณค่ะพี่จอม” นิลยกมือไหว้ชายหนุ่มแล้วรับวุ้น 2 กล่อง มาใส่กระเป๋าพลางฉีกยิ้มกว้างที่มีของฝากติดมือกลับไปให้แม่กับพี่ชาย เธอไม่ใช่เด็กเส้นและไม่ได้มีอภิสิทธิ์พิเศษใดๆ เหนือนักเขียนคนอื่น เพียงแต่การที่เธอช่วยโปรโมทหนังสือของสำนักพิมพ์อย่างเต็มที่ แม้นวนิยายแต่ละเล่มไม่ใช่เรื่องที่เธอเขียน ก็ทำให้เจ้าของสำนักพิมพ์อย่างจอมซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก เรื่องนี้ทุกคนในสำนักพิมพ์ต่างรู้ดี

“เอาล่ะครับ ในเมื่อทุกคนก็มากันครบแล้ว และกินกันอิ่มแล้ว เดี๋ยวเรามาแนะนำตัวแล้วก็จับฉลากของขวัญกันเลยดีกว่าครับ เพราะน้องพลอยนิลบ้านไกล น้องจะได้ไม่กลับบ้านค่ำเนอะ”

เสียงของ บ.ก.พล เรียกให้ทุกคนที่นั่งรวมตัวคุยกันอยู่เขยิบขยับขยายมานั่งล้อมวงกันเป็นวงกลม เพื่อให้แต่ละคนได้มองเห็นเพื่อนร่วมสำนักพิมพ์กันได้อย่างชัดเจน การแนะนำตัวดำเนินไปจนถึงนิลซึ่งได้คิวคนสุดท้าย หญิงสาวแจกยิ้มเขินๆ ก่อนจะบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ทุกคนได้ฟัง

“ชื่อนิล นามปากกาพลอยนิล แล้วก็อะเมะยูคิค่ะ ก่อนหน้านี้เคยตีพิมพ์นิยายมา 2 เรื่อง ที่ได้เข้ามาสังกัดสำนักพิมพ์นี้ก็มาจากการส่งตัวอย่างนิยายแนววรรณกรรมเยาวชนเข้าประกวด แล้วผ่านการพิจารณาจากกรรมการ ส่วนนิยายเรื่องที่จะต้องเขียนส่งสำนักพิมพ์ ก็เป็นแนววรรณกรรมเยาวชนเหมือนกันค่ะ ชื่อเรื่องยูคิฮิเมะ ตำนานองค์หญิงหิมะกับเด็กชายหัวขโมยค่ะ เรื่องนี้ได้ไปเก็บข้อมูลสถานที่จริงมาจากที่ญี่ปุ่นด้วย พึ่งกลับมาเมื่อวันก่อนเองค่ะ”

การแนะนำตัวของนิลสร้างความสนใจให้กับนักเขียนคนอื่นๆ ที่ยังไม่รู้เรื่องราวของเธอเป็นอย่างมาก

“พี่อยากให้นิลเขียนเรื่องแมวต่างดาวที่ชื่อถั่วงอกส่งสำนักพิมพ์ต่อจากเรื่องยูคิฮิเมะนะ พี่ว่าน่าสนใจมากๆ ตอนที่น้องส่งเข้าประกวดมานี่ ทุกคนให้ผ่านแบบเป็นเอกฉันท์เลย” บ.ก.พลบอกนิล และพูดเป็นเชิงเสนอในที่ประชุมด้วย

“ถ้าเขียนเรื่องยูคิฮิเมะเสร็จแล้ว นิลจะลองเขียนส่งให้พี่ดูนะคะ” นิลยิ้มแป้นไม่หุบด้วยความดีใจที่ บ.ก.พี่เลี้ยงผู้มีชื่อเสียงในวงการหนังสือสนใจในงานเขียนของเธอมากขนาดนี้

“คือสนใจเรื่องที่ไปญี่ปุ่นน่ะครับ ลงทุนซื้อตั๋วไปเก็บข้อมูลเลยเหรอ?” นักเขียนชายร่างอ้วน ท่าทางอารมณ์ดียกมือถาม หลังจากที่นิลและพลพูดจบแล้ว

“อ๋อ เปล่าค่ะ คือได้ตั๋วฟรีจากเพจนิตยสารในเครือญี่ปุ่นค่ะ เพราะไปตอบคำถามถูกใจเขา เขาเลยให้ตั๋วมา 2 ใบค่ะ เขาถามว่าถ้าได้ตั๋วเครื่องบินฟรีไปญี่ปุ่นจะไปทำอะไรน่ะค่ะ นิลตอบเขาว่านิลจะไปเก็บข้อมูลจากสถานที่จริงมาเขียนนิยาย เพราะนิยายเรื่องนี้ ตัวเอกจะต้องเดินเท้าจากหมู่บ้านไปยังภูเขา ใช้เวลาถึง 2 วัน นิลเลยอยากเห็นภาพจริงๆ ของสถานที่ที่จะต้องเขียนถึงน่ะค่ะ จะได้เขียนได้สมจริง”

คำอธิบายของนิลสร้างความฮือฮาให้กับทุกคนมากยิ่งขึ้นไปอีก

“โห ตัวเอกเดินเท้า 2 วันด้วย ฟังแล้วขนลุกเลย มีความพยายามมากๆ”

“ฟังแล้วอยากอ่านเลย”

ทุกคนพากันตื่นเต้นไปกับสิ่งที่นิลเล่า ยิ่งทำให้นิลทั้งดีใจทั้งมีกำลังใจที่จะเขียนนิยายแนววรรณกรรมเยาวชนเรื่องแรกของเธอมากขึ้นไปอีก และแม้จะอยากอยู่ร่วมงานต่อ แต่นิลก็จำเป็นต้องขอตัวกลับบ้านหลังจากที่มอบของขวัญที่เธอนำมาจับฉลาก ซึ่งเป็นแฟลชไดรฟ์ใหม่เอี่ยมคุณภาพดีให้กับเพื่อนนักเขียนที่จับฉลากได้ของขวัญของเธอ และรับของขวัญที่เธอจับได้ อันเป็นเสื้อยืดสกรีนลายน่ารักจำนวน 3 ตัว มาใส่ลงในกระเป๋าเป้ที่สะพายติดตัวมาด้วยแล้ว

“พี่จอม พี่พลคะ ทุกคนคะ นิลขอตัวกลับก่อนนะคะ บ้านไกลค่ะ” เธอทำไหว้ทำความเคารพบรรดาผู้ที่อาวุโสกว่า พร้อมกับบอกกล่าวเพื่อนนักเขียนที่ยังอยู่ร่วมงานกันอย่างครบทีม ก่อนจะสะพายเป้คู่ใจออกมาจากบ้านของพล โดยมีจอมเดินมาส่งด้วย

“เดี๋ยวถ้าไม่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างผ่านมา พี่จะเดินไปส่งถึงสถานีรถไฟฟ้าเลย” จอมบอกนิล และสุดท้ายชายหนุ่มก็ต้องเดินไปส่งนักเขียนในความดูแลถึงสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุชจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังออกเงินซื้อตั๋วให้เธอด้วย

“ขอบคุณค่ะพี่จอม เอ่อ... พี่จอมคะ ตอนนี้พี่ชายนิลให้ออกไปหางานทำนอกบ้าน นิลอาจจะไม่ค่อยได้เขียนนิยายส่งแล้วค่ะ แต่ว่านิยายเรื่องที่จะต้องส่งภายในกำหนด นิลจะเขียนให้จบแล้วส่งให้พี่พลตรวจให้เร็วที่สุด ทันแน่นอนค่ะ” นิลรายงานความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของตัวเอง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับทางสำนักพิมพ์ ให้ บ.ก.บริหารอย่างจอมได้รับทราบ เนื่องจากเขาเป็นคนหนึ่งที่ควรได้รับรู้มัน

“โอเคครับ พี่เข้าใจว่าวงการหนังสือมันเริ่มย่ำแย่ลงทุกที โชคดีนะครับ ขอให้ได้งานดีๆ ทำ พี่เอาใจช่วยนะ แล้วก็ขอบคุณนิลมากๆ นะครับที่ช่วยโปรโมทนิยายให้กับสำนักพิมพ์พี่มาตลอด” จอมยิ้มให้นิลอย่างจริงใจในความช่วยเหลืออย่างจริงจังและเต็มที่ของเธอตลอด 4 เดือนที่เธอได้ก้าวเข้ามาเป็นนักเขียนของสำนักพิมพ์

“ขอบคุณพี่จอมมากๆ ค่ะ นิลไปนะคะพี่” หญิงสาวยกมือไหว้จอมอีกครั้ง แล้วเดินเร็วผ่านเครื่องตรวจตั๋วอัตโนมัติไปยืนรอรถไฟฟ้าที่กำลังแล่นเข้ามาจอดเทียบ และแม้ผู้คนภายในรถไฟฟ้าจะไม่ได้แน่นขนัดเท่ากับตอนขามา นิลก็ยังต้องยืนห้อยโหนราวจับไปตลอดทางไม่ต่างจากเที่ยวที่แล้ว ทว่านั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับหญิงสาวหรอก ที่ผ่านมาเธอแข็งแกร่งเพียงพอที่จะทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้หญิงธรรมดาๆ ไม่ทำกัน และสำหรับวันนี้ขอแค่เธอได้กลับถึงบ้านเร็วที่สุด แค่นั้นนิลก็พอใจแล้ว

“ไปหมอชิตค่ะพี่”

หลังลงจากรถไฟฟ้าที่สถานีปลายทางอย่างสถานีรถไฟฟ้าหมอชิตแล้ว นิลก็ขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปยังสถานีขนส่งหมอชิตตามที่โชเฟอร์รถตู้ได้บอกไว้ เพื่อขึ้นรถตู้กลับบ้านไปหามารดาซึ่งป่านนี้คงนั่งนับนาทีรอการกลับมาของลูกสาวแล้ว หญิงสาวเข้าไปซื้อตั๋วและจำเป็นต้องนั่งรอเวลารถออกอีกกว่าครึ่งชั่วโมง เธอเอง... ก็นั่งนับเวลาถอยหลังอยู่แทบจะทุกนาทีเช่นกัน

“กรุงเทพฯ ลพบุรีครับ กรุงเทพฯ ลพบุรี”

ในที่สุดเวลาในการออกเดินทางก็มาถึง แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น รถตู้คันที่นิลนั่งกลับบ้านก็ยังไปจอดรับผู้โดยสารอยู่นอกท่ารถนานกว่าครึ่งชั่วโมง ใช่ว่านิลจะไม่เข้าใจถึงสิ่งที่โชเฟอร์รถตู้ทำ ทว่าหัวใจที่ล่องลอยกลับไปถึงบ้านล่วงหน้านานแล้ว ก็ทำให้นิลต้องนั่งนับเวลารถออกด้วยอาการร้อนใจ ในเมื่อไม่รู้เลยว่ามันจะมาถึงเมื่อไหร่ จนกระทั่ง... ความเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางซึ่งสะสมมาตั้งแต่ช่วงที่เธอไปเที่ยวญี่ปุ่นกับเหมียว ก็ทำให้หญิงสาวเผลอหลับไป

บรืนนนน...

ขลุก ขลุก... ขลุก ขลุก...

ทั้งเสียงเครื่องยนต์ของรถและเสียงขลุกขลักในกระเป๋าเป้ที่วางอยู่บนตัก ปลุกให้นิลลืมตาตื่นขึ้นท่ามกลางความมืดที่รายล้อมรอบตัว เธอไม่รู้ว่ามันเป็นเวลาเท่าไหร่แล้ว แต่การสั่นสะเทือนภายในกระเป๋าก็บอกให้เธอรู้ว่าแม่คงให้พี่ชายของเธอโทรศัพท์ติดต่อหาเธอครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าเธอก็กลับไม่ยอมรับสาย เนื่องจากเธอ... หลับ

“พี่หมอ... นิลหลับค่ะ” นิลรีบโทรศัพท์กลับไปหาพี่ชายของเธอ ทันทีที่หยิบโทรศัพท์มือถือแบบกดปุ่มในเป้ออกมา และพบว่ามีสายที่ไม่ได้รับจากพี่ชายของเธอถึง 4 สายด้วยกัน

“เออ... ถึงไหนแล้ว แม่เขาเร่งให้โทรตามอยู่นั่นแหละ เขาเป็นห่วงว่าทำไมไม่รับโทรศัพท์” หมอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความหงุดหงิด

“นิลไม่รู้อะค่ะว่าถึงไหนแล้ว พึ่งตื่น เดี๋ยวนิลดูก่อนนะคะ” นิลตอบพี่ชาย พลางเพ่งมองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งมีเพียงทุ่งหญ้ากับป้ายโฆษณา แต่แล้วตอนนั้นเอง...

“ช่วยจอดตรงหมู่บ้านเพชรโสธรด้วยได้ไหมคะ?” หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ นิล ชะโงกหน้าไปบอกโชเฟอร์ ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบรับอย่างสุภาพ นั่นเองที่ทำให้นิลรู้ว่าเธอเข้าเขตจังหวัดลพบุรีแล้ว เนื่องจากชื่อหมู่บ้านที่เธอได้ยินนั้นคือหมู่บ้านเดียวกับที่พี่ชายของเธอเคยเช่าบ้านอยู่กับพี่สะใภ้ และเธอกับแม่ได้ย้ายเข้ามาอยู่ด้วย ระหว่างที่รอให้บ้านหลังที่เธออาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้สร้างเสร็จ

“ถึงหมู่บ้านเพชรโสธรแล้วค่ะพี่หมอ” นิลบอกพี่ชายด้วยความดีใจ ก่อนที่อีกฝ่ายจะตอบรับแล้วตัดสายไป ขณะที่นิลเองก็รีบเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า พร้อมกับตรวจดูข้าวของภายในกระเป๋าว่าอยู่ครบถ้วนดีหรือไม่ เพื่อเตรียมตัวลงจากรถในอีกไม่ถึง 10 นาทีข้างหน้า

“พี่คะ ช่วยจอดตรงข้างหน้านี่หน่อยได้ไหมคะ ก่อนถึงห้างอะค่ะ”

และแล้วก็ถึงคราวที่นิลต้องลงจากรถ เธอชะโงกหน้าบอกโชเฟอร์ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบรับอย่างสุภาพเช่นเคย หลังจากนั้นไม่กี่นาทีต่อมา นิลก็ได้ลงจากรถ เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบ้านพี่ชายซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ติดถนนใหญ่เป็นที่เรียบร้อย เธอพึ่งรู้ว่าฝนตกค่อนข้างหนักเพราะน้ำที่เจิ่งนองไปทั่วทุกหนแห่ง ถึงอย่างนั้นก็นับว่าเป็นโชคดีที่มันหยุดตกไปแล้วก่อนหน้าที่เธอจะตื่น

“แม่... นิลกลับมาแล้ว” หญิงสาวผลักประตูกระจกหน้าบ้านเข้าไปภายในบ้านแบบอาคารพาณิชย์ติดถนนใหญ่ของพี่ชาย แล้วรายงานตัวกับมารดาซึ่งกำลังนั่งอยู่บนโซฟาผ้าขนตัวสีน้ำตาลหน้าทีวี โดยมีหลานๆ 3 คนรุมล้อม ทั้งหมดกำลังช่วยกันทำข้าวห่อสาหร่ายไส้ทูน่าแบบญี่ปุ่นให้คุณย่ากินอย่างสนุกสนาน  ขณะที่พี่ชายกับพี่สะใภ้ของเธอยืนดูพลางหัวเราะชอบใจ

“เอ้า! แม่... นิลกลับมาแล้วเนี่ย ดีใจเปล่า?” หมอถามแม่ ท่าทางอารมณ์ดีผิดกบตอนที่คุยโทรศัพท์กับนิลเมื่อครู่ ขณะที่แม่หันไปมองนิลที่กำลังเดินเข้ามา สีหน้าท่าทางบ่งบอกว่าดีใจจนอยากจะร้องไห้

“มีวุ้นมาฝากด้วยนะคะ บ.ก.ให้มา” นิลเปิดกระเป๋าเป้ แล้วหยิบวุ้นสองกล่องออกมาวางบนโต๊ะกระจกที่อยู่ตรงหน้าโซฟา เพื่อให้ทุกคนได้กินกันอย่างถ้วนหน้า

“ดีๆ เอ้ย... ทำข้าวห่อสาหร่ายให้ย่าเสร็จแล้ว ทำให้อานิลด้วย” หมอหันไปบอกลูกชายฝาแฝดวัย 17 ซึ่งอีกฝ่ายก็รีบรับคำอย่างกระตือรือร้น แต่ทว่า...

“พ่อ... ไส้ทูน่าหมด” สองลูกชายบอกปัญหาล่าสุดที่เกิดขึ้น แต่ก่อนที่คนเป็นพ่อจะทันได้พูดอะไร

“เอาแค่นั้นแหละ อานิลกินได้” นิลบอกหลานแล้วหยิบข้าวห่อสาหร่ายที่เหลือ มากินกับกับข้าวก้นชามที่เหลืออยู่บนโต๊ะ ไม่ใช่เพราะหิว แต่เพราะเธอเป็นมนุษย์จำพวกกินง่ายอยู่ง่ายแบบเดียวกับแม่ของเธอต่างหาก

แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นก็ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในใจของเธอด้วย...

“เดี๋ยวจะให้พี่หมอไปส่งบ้านเลยหรือเปล่า?” หมอถามน้อง หลังจากที่หญิงสาวกินข้าวเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“ค่ะ หนูจะได้พาแม่ไปอาบน้ำนอนด้วย” นิลตอบรับ โดยซ่อนความดีใจเอาไว้อย่างมิดชิด เธอกำลังนึกถึงคนที่พึ่งพบหน้ากันและจากกันเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งเวลานี้คงกำลังสังสรรค์กับรุ่นพี่อยู่ที่ร้านอาหารไทย

เขา... จะคิดถึงเธอบ้างหรือเปล่านะ แล้วเขาจะว่ายังไงหากได้รู้ว่าเธอจะเลิกเขียนนิยายไปหางานอื่นทำ นิลครุ่นคิดไปตลอดทางกลับบ้าน แน่นอนว่าเธอรีบตรวจดูว่าเขากลับถึงห้องพักหรือยัง ทันทีที่เธอกลับถึงบ้าน จากช่วงเวลาในการออนไลน์บนเฟซบุคของเขา และแม้จะเผื่อใจไว้แล้วว่าเขาคงยังไม่กลับเหมือนทุกทีที่เคยเป็น แต่หญิงสาวก็อดรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยไม่ได้

คงมีแต่เธอเท่านั้นล่ะมั้ง... ที่คิดถึงเขา

“แม่นอนไปก่อนนะ เดี๋ยวนิลเขียนนิยายนิดนึงแล้วจะตามขึ้นมานอน” นิลบอกแม่ แล้วออกจากห้องนอนลงมาเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อพิมพ์นิยายแนววรรณกรรมเยาวชน และรอการกลับมาของหนุ่ม ทว่าแม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 2 นาฬิกา ตามเวลาในประเทศไทย และ 4 นาฬิกา ตามเวลาในประเทศญี่ปุ่นแล้วก็ตาม กล่องแชทของเธอก็ยังเงียบเชียบ

นิลรู้ดีว่ามีความเป็นไปได้อยู่แค่ 2 ประการ นั่นก็คือ หนุ่มเมามากและนอนที่ร้านอาหาร กับ เขากลับมาถึงห้องพักแล้วและเข้านอนเลย

-ไม่แน่ใจว่ากลับถึงห้องหรือยัง แต่ก็ฝันดีนะคะ-

หญิงสาวทิ้งข้อความไว้ให้เขาก่อนเข้านอน ความเหนื่อยอ่อนทำให้เธอลืมความน้อยใจและผล็อยหลับไปในที่สุด เธอได้แต่หวังว่าหลังจากที่เธอตื่นนอนขึ้นมาอีกครั้ง เธอจะได้พบข้อความตอบกลับจากเขา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #20 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 01:35

    ลุยเดี่ยวในกรุงเทพฯ ก็ผ่านไปด้วยดีนะคะ อ่านไปก็ลุ้นไป กลัวจะเจออะไรไม่ดีเข้า โชคดีไม่มีอะไรร้ายๆ เกิดขึ้น

    #20
    1
  2. #19 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 / 21:13

    ดีที่ไม่หลงนะคะ ยังไปถูก อิอิ

    #19
    1