[Yaoi] The Boy on the Bus รักนะ...ชัดพอไหม (จบแล้ว)

ตอนที่ 20 : Yes ตกลง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,116
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    22 ส.ค. 60

20

“สรุปว่าเชื่อรึยังว่าที่กูเล่าอะเรื่องจริง” อีตาพี่ยิมรีบยืดตัวกอดอก ทำหน้าเหนือกว่าฉันทันที -__-;;


จะไม่ให้ยืดได้ไง ก็ทันทีที่ทุลักทุเลกลับมาหอเจ๊เรียมได้ อีพี่ยิมก็กดบ่าให้ฉันนั่งลงฟังนางสาธยายความจริงบลาๆๆอยู่ตรงโซฟาส่วนกลางของหอเจ๊เรียม


แต่ฉันก็ไม่ได้จะเชื่อได้ง่ายๆขนาดนั้น เอาตรงๆเลยคือฉันไม่ฟังอะไรทั้งนั้น เพราะยิ่งเห็นพี่เจนที่ออร่าสว่างวาบอยู่ตรงหน้า ฉันก็รู้สึกแพ้ขึ้นมา จนต้องลำบากพี่เจน หรือในตอนนี้จะต้องเรียกว่าพี่เจ็น มาช่วยอธิบายและเอาบัตรประชาชนมายืนยัน ฉันถึงจะยอมฟังขึ้นมาบ้าง


“ก็งั้นๆอะ” ฉันเสตามองไปทางอื่น ก็ฉันไม่อยากแพ้สายตาที่พี่ยิมใช้มองฉันนี่!


คนอะไรใช้สายตาเก่งชะมัด


“ก็ใครจะไปรู้ล่ะ ว่าคนแถวนี้แอบชอบมาตลอด”


“อะไร อย่ามาคิดเองเออเองสิเฮีย” ฉันพูดเสร็จก็เอื้อมมือไปคว้าถุงปาท่องโก๋ ก่อนจะหยิบเข้าปากไปคำนึง แล้วยักคิ้วให้คนตรงหน้า พลางนึกถึงเรื่องที่พี่เจ็นเล่ามาอย่างรู้สึกเขินปนขนลุกพิลึก


“กูก็พูดลอยๆไม่ได้หมายถึงมึงนี่”  


“เหอะ!” ฉันย่นจมูกใส่ไปทีนึง เกลียดๆ เกลียดรอยยิ้มแบบนั้น



มาๆ ฉันจะสรุปคร่าวๆให้ฟัง


เรื่องทั้งหมดมันเกิดจากความขี้หวงของอีตาพี่ยิ้มคนเดียว


เพราะตั้งแต่วันแรกที่ฉันเจอกับพี่เจ็นบนรถเมล์ ทุกคนยังจำได้ใช่ไหม ที่ฉันพร่ำเพ้อเสียงดังกะอีชาจนพี่ยิมต้องมาเคาะห้องให้เบาเสียงลงนั่นแหละ


คืองี้ หลังจากที่พี่เจ็นแยกกับฉันตอนลงจากรถเมล์ เขาก็แวะซื้อของ แล้วก็เดินกลับมาที่หอ (ซึ่งก็คือห้องของอีพี่ยิมนั่นแหละ) พี่เจ็นก็ได้เล่าว่าช่วยคนคนนึงจากการถูกรถเฉี่ยว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าไปบรรยายลักษณะของฉันอีท่าไหน แต่พี่ยิมดันรู้ว่าคนคนนั้นเป็นฉัน


พออีพี่ยิมรู้ว่าฉันเกือบโดนรถเฉี่ยวนางก็เป็นห่วงตามประสาพี่ชาย จนรีบเดินมาเคาะห้องฉัน บวกกับที่พี่ยิมอยากบอกว่าพี่เจ็นเนี่ยคือน้องชายนางที่เพิ่งย้ายกลับมาไทยนั่นเอง จะได้ทำความรู้จักกันไว้


แต่พอมาถึงที่หน้าห้องของฉัน นางก็ได้ยินสิ่งที่ฉันกำลังคุยกับชา ว่าฉันชื่ชอบพี่เจ็นมากแค่ไหน พี่ยิมก็เลยโมโหขึ้นมาเสียดื้อๆ พาลไม่อยากให้ฉันรู้จักพี่เจ็นขึ้นมาซะอย่างนั้น


ในตอนนั้นเอง พี่ยิมก็เริ่มรู้สึกแปลกๆข้างในใจแล้วว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่



พอวันถัดมาตอนกลับบ้าน ฉันก็ดันถามพี่ยิมเรื่องแฟนพอดี พอโดนสะกิดเรื่องนี้เข้า พี่ยิมก็ยิ่งรู้สึกเข้าใจตัวเองมากขึ้น ว่าตอนนี้กำลังรู้สึกอะไร


และเขาก็แอบคิดเข้าข้างตัวเองว่า ฉันอาจจะกำลังรู้สึกแบบเดียวกับเขาอยู่ก็ได้ เขาถึงได้กล้าบอกกับฉันว่าเขานั้นชอบผู้ชาย


ซึ่งในคืนนั้นเองที่พี่ยิมคุยกับพี่เจ็นถึงเรื่องแอบชอบรุ่นน้องอยู่คนนึง อยากให้พี่เจ็นเนี่ยรู้ไว้ก่อน จะได้ไม่มาแย่งกัน เพียงแต่ยังไม่ได้บอกว่ารุ่นน้องคนนั้นเป็นใคร อาจเป็นเพราะตัวพี่ยิมเองก็ไม่ได้กล้ามากพอให้ใครต่อใครรู้ว่าเขากำลังชอบฉัน



มันควรจะออกมาดี เพราะเช้าวันถัดมา พี่ยิมจะเดินเข้ามาหาฉันเพื่อบอกว่าเขารู้สึกยังไงกับฉัน


โอเค อาจจะไม่ถึงขั้นขอเป็นแฟน แต่ก็คงอยากขยับความสัมพันธ์ขึ้นไปอีกหน่อย


แต่ในวันนั้นเขาก็ดันเห็นว่าฉันกับอีชาคุยอยู่กับพี่เจ็นซะก่อน พี่ยิมก็เลยไม่ได้คุยอะไรกับฉันอย่างที่นึกไว้



ฝ่ายพี่เจ็นก็ดันคิดว่าพี่ชายของตัวเองชอบอีชา ทำให้พี่เจ็นเลือกที่จะเดินหนีไป เพราะไม่อยากทำให้พี่ชายเข้าใจผิด ถึงแม้ว่าลึกๆแล้วจะรู้สึกชอบอีชาอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยความที่เป็นน้องก็เลยยอมถอยออกมาให้พื้นที่แก่พี่ชาย



แต่มันกลับวุ่นวายกว่าเดิม



เพราะคนจมูกไวแบบพี่ยิมดันแอบตามฉันไปจนถึงห้องสมุด พอเห็นว่าฉันแอบมองพี่เจ็นอยู่ (ตอนนั้นพี่ยิมไม่รู้ว่าอีชาไปด้วย) พี่ยิมก็เลยสติแตกลากฉันออกไปที่ห้องน้ำ (พี่ยิมเล่าว่าลากฉันไปเคลียร์ที่ห้องน้ำ แต่ความจริงเกิดอะไรขึ้นทุกคน
คงจะรู้แหละเนอะ
>.,<//)



ตั้งแต่วันนั้นพี่เจ็น พี่ยิม ก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก เพราะพี่ยิมก็คิดว่าฉันชอบพี่เจ็น ส่วนพี่เจ็นก็ดันรู้สึกผิดที่คิดว่าตัวเองกำลังจะแย่งคนของพี่ชายตัวเอง


พอทั้งคู่เริ่มตีตัวออกห่าง ฉันก็ดันนัดมาให้เจอกันที่ห้องของฉันอีก


แล้วฉันก็ให้อีชานั่งกับพี่ยิม พี่เจ็นที่คิดว่าพี่ยิมแอบชอบอีชาอยู่ พอเห็นภาพตรงหน้าแบบนั้นก็อดเกิดอาการแขวะขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้


อีคนปากมากอย่างอีพี่ยิมก็ไม่ยอมน้อยหน้า กัดตอบไม่ปล่อย เพราะคิดว่าฉันแอบชอบพี่เจ็นอยู่เช่นกัน



ความอลม่านทั้งหมดเกิดจากการเข้าใจผิด และการอยากเอาชนะของทั้งคู่ ผสมกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ จึงทำให้ทุกอย่าง
วุ่นวายแบบทวีคูณ



ผลสรุปจึงได้ความว่า พี่เจ็นที่ชิงบอกชอบอีชาก่อนเพราะกลัวโดนพี่ยิมตัดหน้า ก็ได้คบกันเป็นที่เรียบร้อย แต่พี่เจ็นก็ยังไม่สบายใจ


เมื่อคืนช่วงเช้ามืดพี่เจ็นกับพี่ยิมจึงออกไปเคลียร์กันนิดหน่อย จะเรียกว่าเคลียร์ก็ไม่รู้ว่าจะถูกไหม เพราะประโยคแรกที่พี่ยิมพูดก็คือการปล่อยหมัดชกเข้าที่แก้มของพี่เจ็นอย่างแรง ซึ่งพี่เจ็นก็ไม่ได้หลบ หรือตอบโต้อะไร เพียงพูดแต่ว่าขอโทษ


“ขอโทษพี่ แต่ผมชอบน้องชาจริงๆ ขอโทษพี่” (อีพี่ยิมทำเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นล้อเลียนพี่เจ็นด้วยนะจ๊ะตอนนางเล่า -__-^^)


ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น พี่ยิมก็เหวอไปนิดนึง ก่อนจะรีบเข้าไปกอดพี่เจ็นเอาไว้ แล้วหัวเราะออกมาดังๆ


(อันนี้พี่เจ็นเล่าพลางทำหน้ามุ่ยแล้วบ่นว่ามาถึงก็ต่อยเลยไม่ฟังอะไรสักคำ แถมยังไม่ขอโทษด้วย)


พี่ยิมเลยเล่าให้พี่เจ็นฟังว่าไม่เคยชอบอีชาเลย ให้พี่เจ็นสบายใจ แล้วก็พูดเปรยแค่ว่าชอบอีกคนต่างหาก


เนื้อหาตรงนี้ทั้งพี่เจ็นและพี่ยิมต่างแย่งกันเล่า เพราะอีพี่ยิมเล่าแค่ว่า ชอบอีกคนต่างหาก แต่สิ่งที่พี่เจ็นจำได้คือ


“ชอบอีกคนที่ น่ารักกว่า ต่างหาก”


ตอนฟังประโยคนี้ฉันงี้ตาโตเลยจ้า ไม่คิดว่าอีพี่ยิ้มจะมีมุมแบบนี้กับเขาด้วย อะกลับมาที่ปัจจุบันดีกว่า



สรุปเชื่อแล้วใช่ป่ะ” พูดจบอีพี่ยิมก็เอามือมาดึงฉันลุกจากโซฟา


“เดี๋ยวใครเชื่อ แล้วจะไปไหน” ฉันยื้อตัวเอาไว้ไม่ลุกตามแรงดึงของพี่ยิม อยู่ๆจะลากไปไหนไม่บอกสักคำ อีกอย่างยังไม่ได้
กินขนมจีบตรงหน้าเลย ขอกินก่อนนี่ของโปรดนะยะ


“ก็ออกกำลังกันต่อไง”


“อย่าเยอะค่ะเฮีย” ฉันรีบสะบัดมือออกทันที ว่าแล้วอีสีหน้าแบบนี้ฉันต้องจำไว้สินะว่าสีหน้าแบบนี้อีพี่ยิมกำลังคิดอะไร


“โถ่ ก็เคลียร์ทุกเรื่องแล้วนี่ ไปนอนต่อไม่ได้หรอง๊วงง่วงแล้ว” ไอ้น้ำเสียงง๊วงง่วงที่ดูเป็นการแสดงละครไม่เท่าไหร่ แต่อีอาการหาวปิดปากไม่มีปี่มีขลุ่ยนี่มันยังไงยะ -__-;;


“ไม่เคลียร์อะ สรุปว่าชอบอีกคนต่างหาก หรือชอบอีกคนที่น่ารักกว่าต่างหาก” ฉันยิ้มเจ้าเล่ห์ให้อีพี่ยิมทีนึง ฉันไม่อยากแพ้
เขานะ ฉันต้องชนะสิ
!


“ไอ้เจ็นมันก็เว่อร์ไป” พี่ยิมเมินหน้าไปทางอื่น แล้วถอยกลับไปหย่อนตัวลงโซฟาฝั่งตรงข้ามของฉัน พลางยกขาขึ้นมาไขว้ห้างและกระดิกแบบไม่สนใจอะไร


“แล้วน่ารักจริงไหม”


” ไม่มีเสียงตอบจากคนตรงหน้าฉัน


“ตอบสิ”


” เงียบงั้นหรอ


“ตอบสิ” เอาสิ ฉันต้องชนะ!


“ก็


///


“ก็



“ก็จริง///” เสียงตอบอ่อยๆในลำคอทำเอาฉันกลั้นขำแทบไม่อยู่


ก็สีหน้าดุๆ เหมือนคนกำลังคิดหนัก แต่แก้มกลับระเรื่อขึ้นสีอย่างเห็นได้ชัดแบบนี้น่ะ


มันก็น่ารักดีนะ


“ไอ้ก็จริง นี่แปลว่าน่ารักไหมอ่ะเฮีย บอยไม่แน่ใจเลย” ฉันกอดอกมองหน้าคนแก่กว่าแต่เริ่มดูเด็กลงจากการกระทำของ
เขา


“ถามมากจริงไอ้บอย” คิ้วหนากระตุกขมวดเข้าหากัน อีแฟนขี้เก๊กเอ้ย จะแกล้งซะให้เข็ด!


“ก็ตอบมาสิ บอยก็อยากรู้อะ”


“กูง้อ กูจีบ กูปล้ำขนาดนี้ ถ้ายังไม่รู้ว่ากูคิดยังไงก็กลับไปนอนแห้งอยู่ห้องเหมือนเดิมไป” พี่ยิมทำหน้าหงุดหงิดและตั้งท่า
จะลุกหนี แต่ในท่าทีอย่างนั้น เด็กอมมือยังรู้เรื่องว่ามันคืออาการโมโหกลบเกลื่อน


“ก็แค่อยากฟัง นะเฮียนะ นะ” ฉันใส่เสียงอ่อยเสียงหวานลงไปในตอนท้ายของประโยค นั่นยิ่งทำให้หน้าของอีพี่ยิ้มขึ้นสีมากขึ้น >.<///


“ก็น่ารักไง พอใจไหม กูกลับห้องกูละ” ไม่ต้องรอให้รั้งพี่ยิมก็รีบก้าวขายาวๆก้มหน้างุดๆเดินหนีจากโซฟาส่วนกลางขึ้นบันไดหอพักไป


“ไปแกล้งเฮียแบบนั้น ระวังจะโดนด่านะคะซิส” อีชารีบถลาเข้ามานั่งแทนที่พี่ยิม โดยมีพี่เจ็นเดินตามมาประกบนั่งตรงที่
วางแขนข้างๆ แอบเห็นนะว่าพี่เจ็นแอบเอาแขนโอบชาเอาไว้นิดๆ


อิจจังโว้ยยยยย


“อะไรล่ะ ถึงตาฉันบ้าง ก็ขอหน่อยนึง” ฉันตอบแล้วยกแก้วน้ำเต้าหู้ขึ้นดื่ม พลางยักไหล่ขึ้นแบบไม่สนใจ


“ค่ะ! ตาแกจบลงเมื่อไหร่จะรอสมน้ำหน้า” ชามองบนใส่ฉันแบบรู้กัน


“ยิมมันปากแข็ง” พี่เจ็นเอ่ยยิ้มๆ ใบหน้าหล่อเหลาดูอ่อนหวานยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีความรัก ทำไมเขาถึงละมุนละไมได้ขนาดนี้ ทำไมตอนเป็นเด็กอ้วนฉันดูไม่ออกว่าจะโตมาหล่อแบบนี้นะ


“มองอะไรอีบอย คนนี้ไม่ให้นะยะ” อีชาดึงแขนพี่เจ็นมาคล้องเอาไว้แน่น แล้วหรี่ตามองฉันอย่างจับผิด ฉันรู้หรอกน่ะว่ามันแกล้งทำไปงั้น เพราะมันก็รู้อยู่ดีว่าในใจฉันมีใคร


“พี่ว่าเดี๋ยวพี่ไปหายิมหน่อยดีกว่า บอยโอเคขึ้นแล้วใช่ไหมไม่เจ็บแล้วนะ” พี่เจ็นเดินเข้ามาหาฉันแล้วเอามือวางบนไหล่แบบให้กำลังใจ


“ไม่เป็นไรแล้วครับ ฝากดูแลคนปากหนักด้วยนะครับพี่เจ็น” ฉันตบมือลงบนมือของพี่เจ็นที่วางบนไหล่ฉันเชิงฝากความห่วงใยไปให้


“รายนั้นน่ะเจ็บกว่านี้ก็เคยมาแล้วไม่ต้องห่วงมันหรอก พี่ไปนะชา แล้วไว้คุยกันนะ” พี่เจ็นพูดพลางยกมือถือขึ้นมาสื่อว่าเดี๋ยวคงโทรไปหาหรือไม่ก็แชทไป เหลือทิ้งฉันไว้กับอีชาสองคน



ฉันและชาเงียบไปได้ห้านาทีเท่านั้นแหละ


“วี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!


“อีตุ๊ดดดดดดดดดดดดด!!! เราขายออกแล้วค่าาาาาา!!!!!


อีบ้า! อีผี! ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อทั้งฉันและอีชายังกับคุยกันทางอากาศได้ เราสองคนกำลังดีใจมากมากอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าเราได้เจอแล้ว ไอ้สิ่งที่เราสองคนตามหามานาน เขาอยู่ข้างหน้าเราแล้ว


โอ้ย!!


ฉันดีใจไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้รู้ว่าอีพี่ยิ้มจะแอบรู้สึกอะไรแบบนั้นกับฉัน


เช่นเดียวกับอีชาที่ค่อนข้างไปในทางโลกกลมพรหมลิขิตมากกว่า เพราะเหตุการณ์ที่ต้องไปล่อลวงพี่เจ็นในห้องสมุดวันนั้นแท้ๆ  ทำให้ทั้งสองคนได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันจนพัฒนาไปถึงขั้นคบหา


“ฉันกรี๊ดดังขนาดนี้อีพี่ยิ้มจะมาด่าฉันไหม” ฉันถามอีชาขึ้นมาอย่างนึกขึ้นได้


“ไม่หรอกมั้งแก”


“ใครว่าไม่ ถึงมึงจะคบกับกูแล้วก็ใช่ว่ามึงจะกรี๊ดได้ทั้งวันนะ!” เสียงอีพี่ยิมแทรกเสียงอีชามาติดๆ ฉันหันขวับไปมองที่บันไดทางขึ้นหอพักที่ตอนนี้พี่ยิมกำลังยืนกอดอกมองฉันอยู่ โดยมีพี่เจ็นยืนอยู่ข้างหลัง


“ลงมาทำไมอีกไหนว่าง่วงไงเฮีย” ฉันถาม พร้อมกับประมวลผลในหัวอย่างรวดเร็วว่าทำไมพี่เจ็นถึงลงมาพร้อมกับใส่ชุดไปเที่ยวแบบนั้น ในขณะที่อีพี่ยิมใส่แค่เสื้อยืดกับบอกเซอร์


“ก็ง่วงแล้วจริงๆนี่ก็ว่าจะไปนอน” พี่ยิมทำท่าหาวแบบเด็กแสดงงานโรงเรียนอีกครั้ง


“น้องบอยมาช่วยดูมันหน่อยละกันนะ พี่ว่าพี่จะออกไปส่งน้องชาที่บ้านน่ะ” สิ้นเสียงอีสีหน้าง่วงๆของอีพี่ยิมก็เปลี่ยนเป็นยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ใส่ฉันทันที


“ไม่ต้องมายิ้มเลยเฮียรู้นะคิดอะไรอยู่” ฉันคว้าหมอนอิงข้างตัวโยนไปใส่อีพี่ยิมแรงๆ แต่ก็อย่างว่า นักกีฬาเก่าอย่างเขาย่อมรับไว้ทันอยู่แล้ว -__-‘’


“พี่เก็บกระเป๋าลงมาให้แล้ว น้องชาจะกลับเลยไหมครับ” พี่เจ็นชูกระเป๋าในมือขึ้นมาให้รู้ว่าเขากำลังบังคับให้อีชากลับบ้านเดี๋ยวนี้


“อีชาแกคงยังไม่อยากกลับใช่ไหม” ฉันหันไปมองราวขอความช่วยเหลือ เมื่อกี้เรายังคุยผ่านโทรจิตกันได้อยู่เลย รอบนี้แกก็ต้องเข้าใจฉันสิอีชา


“เสียใจด้วยแก ฉันต้องกลับแล้ว แม่ตามแล้วอ่ะ” ชายิ้มแหยๆใส่ฉัน แล้วอย่างนี้ฉันจะใช้ตัวช่วยที่ไหนได้เนี่ย


“งั้นเราไปกันเลยดีกว่าครับน้องชา” พี่เจนเดินมาลากชาออกไปจากหอเจ๊เรียมเหลือเพียงฉันที่ราวกับลูกแกะกำลังถูกเจ้า
จิ้งจอกยิมเจ้าเล่ห์ลอบมองอยู่ไม่ห่าง


“พาไปนอนหน่อยง่วงแล้ว” พี่ยิมเดินเข้ามาหาฉันที่โซฟา ฉันถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว เพราะฉันแอบสัมผัสได้ถึงภาวะจู่โจมที่พี่ยิมซ่อนเอาไว้ไม่มิด


โครม!!! ร่างสูงของอีพี่ยิมโถมทับลงมาบนตัวฉัน เขาผลักฉันให้ล้มลงบนโซฟา


อีตาพี่ยิมร่างยักษ์ คิดว่าตัวเล็กมากมั้งพุ่งเข้ามาทั้งตัวแบบนั้น


“ถ้าไม่พาขึ้นห้องจะนอนทับตรงนี้แบบนี้แหละ เลือกเอา” พูดจบพี่ยิมก็กอดตัวฉันแน่นขึ้นไปอีก แล้วฉวยโอกาสหอมแก้มสองฟอดใหญ่ไปจากฉัน โดยที่ตรงนี้คือโถงส่วนกลางนะโว้ยยยยย!!!


“เฮียยยย!!” ฉันแผดเสียงดังลั่นแล้วดิ้นอย่างแรงจนพี่ยิมต้องคลายอ้อมกอดออก ในห้องเงียบสงบลง ฉันรีบหันซ้ายหันขวา รอบตัวไม่มีใคร เกิดมีคนในหอเห็นภาพนี้ฉันจะทำยังไงยะอีพี่ยิ้ม!!


“เอาไง จะไปห้อง หรือจะให้นอนนี่” ไอ้หน้าตากวนประสาทนี่ซื้อได้ไหม -__-‘’


“เออ ขึ้นก็ขึ้น” ฉันผลักอกคนตัวโตออกอย่างหงุดหงิด หนักเป็นบ้า นี่คนหรือหมีควาย โดดทับมาแบบนี้ฉันไม่ตายรึไง


“ต้องอย่างนี้สิแฟนเฮีย” พูดจบแก้มของฉันก็โดนฉวยโอกาสไปอีกรอบ!!


>///< อีตาพี่ยิ้มบ้าเอ้ย คนบ้าอะไรเอะอะกอด เอะอะจูบ ฉันช้ำไปหมดแล้วนะ


“อย่ารุ่มร่ามหน่าเฮียเดี๋ยวคนอื่นเห็น” ฉันปรามแล้วผลักมือออกเบาๆ ให้พี่ยิมลุกจากตัวฉัน พี่ยิมเดินไปทางบันไดขึ้นหอ
ส่วนฉันเดินตามห่างๆ


พี่ยิมเดินนำหน้าฉันขึ้นบันไดไปพร้อมหันกลับมาพูดด้วยเสียงที่เข้มขึ้นกับฉันว่า


“แต่บนห้องไม่มีคนอื่น” จังหวะยักคิ้วข้างเดียวใส่ฉัน ฉันยอมรับเลยว่าฉันก้าวขาตามเขาไปไวมาก


โอ้ย ฉันเบื่อตัวเองที่ฉันแพ้อีกแล้ว รอยยิ้มแบบนี้อีกแล้ว ทำไมเขาชอบทำให้ฉันแพ้อยู่เรื่อยนะ!


>.,<////


ฉันพยายามหุบยิ้มแล้วนะ


>.,<//////////


ฉันพยายามแล้วนะ


>.,<//////////////////////////////


ฉันมีความสุขเป็นบ้าเลยยยยยยย!


>.,<//////////////////////////////////////////!!!  



ผ่านไปเกือบสองเดือนแล้ว และเรากำลังเข้าสู่ช่วงสอบกลางภาคกัน ฉันและพี่ยิมเดินถือขนมและน้ำเข้ามาที่โต๊ะที่ลานหน้าตึกเรียน ช่วงนี้พี่ยิมกลับบ้านช้าลง เพราะเขาจะช่วยฉันติวหนังสือ แต่ในขณะเดียวกันฉันก็กลับเร็วขึ้น เพราะว่าพี่ยิม
อยากกินข้าวกับฉันก่อนที่จะแยกไปอ่านหนังสือของตัวเอง


ส่วนอีชาและพี่เจ็นนั้นหวานเสมอต้นเสมอปลาย ทั้งคู่ไปเที่ยวกันมากขึ้น และชดเชยด้วยการให้เวลาในการอ่านหนังสือมากขึ้น แต่จริงๆแล้วก็คือการหาเวลานั่งด้วยกันมากขึ้นมากกว่า คนอะไรอ่านหนังสือยังจะต้องนั่งติดกัน


ผิดกับฉันและอีพี่ยิมชะมัด ที่จะบทเรียน บทเล่น บทรักก็ไม่มีความหวานใดๆมาเกี่ยวข้อง ลาสุดวันครบรอบเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว อีพี่ยิมยังชวนฉันเล่นเกมส์อยู่เลย แถมการเล่นเกมส์ครั้งนั้นฉันก็เสียเปรียบมากซะด้วย


เพราะถ้าใครแพ้ต้องทำตามคำสั่งหนึ่งอย่าง


ซึ่งไม่ต้องบอกก็คงรู้แหละเนอะว่าวันนั้นใครที่ต้องเป็นผู้แพ้ -__-;;


“เจ็น” พี่ยิมยื่นน้ำไปแตะแก้มพี่เจ็นแบบที่เคยทำ ในช่วงนี้หลายครั้งฉันก็แอบอิจฉาความหวานที่พี่ยิมทำให้พี่เจ็นมากกว่าฉันซะอีก


“เอ้ารับ” พี่ยิมโยนขวดน้ำให้ฉันรับ นี่น่ะหรอการเทคแคร์คนที่กำลังคบกัน -__-;;;


“ทำไมไม่ยื่นให้ดีๆฮะเฮีย” ฉันพ่นลมหายใจออกมาทีนึงเป็นการระบาย


“อยากรู้ว่ารับได้ไหม”


“แล้วไง”


“ก็ไม่แล้วไง ก็เห็นแล้วว่ารับได้ รับได้ทุกครั้งด้วย” พี่ยิมยิ้มมุมปากเบาๆพลางยักคิ้วหนาๆขึ้นอย่างยียวนกวนประสาทฉันที่สุด!


“อีพี่ยิ้ม!!” จะมีสักครั้งไหมที่เขาไม่วกเข้าเรื่องแบบนั้น -__-;;;;;


น่าอายชะมัด


ตืดดดด ตืดดดด


ฉันล้วงเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู หน้าจอเป็นข้อความจากพี่พล แพทย์ปีสี่ ถ้าทุกคนยังจำกันได้ เขาคนคือที่ทำให้ฉันจำรายละเอียดของหนังไม่ได้เลยเพราะมัวแต่ฟังเรื่องของเขานั่นแหละ -__-;;;


มาเจอพี่ที่โต๊ะหน่อย


ประโยคเพียงแค่นั้นแต่ฉันก็เข้าใจแล้วว่าพี่พลอยากให้ฉันไปหาเขาที่ไหน เพราะว่ากลุ่มของพี่เขาจะมีโต๊ะที่นั่งกันเป็นประจำอยู่เสมอ ดังนั้นจึงไม่ยากที่จะไปหาเขา


“ขอตัวไปห้องน้ำแปบนึงนะ” ฉันพูดจบก็เดินลัดออกมาแล้ววกกลับไปที่โต๊ะของกลุ่มพี่พล


พี่พลอยากให้ฉันไปหาทำไมนะ ซึ่งในความเป็นจริงฉันไม่ต้องไปหาเขาก็ได้ แต่ว่าฉันก็รู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่ไม่ตอบข้อความอะไรพี่เขาเลย เห็นวันนี้พิมพ์มาดูจริงจัง ก็เลยคิดว่าไปดูซะหน่อย ฉันมาแค่แป๊บเดียวคงไม่เป็นไรหรอก แต่จะให้บอกพี่ยิมว่าขอตัวไปหาพี่พลก็ใช่เรื่อง



“ทำไมไม่ตอบแชทพี่เลยล่ะครับ” นี่เองคิอเหตุผลที่เขาอยากให้ฉันมาหา ก็ฉันเล่นไม่ตอบอะไรเขามาเลยนับตั้งแต่ฉันตกลงคบกับพี่ยิมนี่นา


อันที่จริงฉันไม่คุยกับคนอื่นเลยทันทีที่ตัดสินใจคบกับพี่ยิม อาจเป็นเพราะว่าในใจฉันรอคอยแค่เขาคนเดียวมาตลอดอยู่แล้วล่ะมั้ง จึงไม่จำเป็นต้องคุยกับใครอื่นอีก


พี่พลผู้ชายรูปร่างดีถึงดีมาก ไม่ล่ำหนาจนน่ากลัว บ่ากว้างพอดีเสื้อ กับความสูงที่ไม่แพ้พี่ยิม ผิวขาวละเอียด ผมและนัยนตาสีดำสนิทกำลังยืนมองผมตรงๆจากเบื้องหน้า


น้ำหอมราคาแพงที่ไม่ฉุน มันเข้ากับเขาได้เป็นอย่างดี โครงหน้าคมคาย ริมฝีปากสีระเรื่อ จมูกโด่งปลายมนสวยทำให้ใบหน้านั้นดูสมบูรณ์พร้อมยิ่งขึ้น


เขาดูดีมากมากในสายตาของใครหลายๆคน


หากมองผ่านเรื่องขี้โม้ของเขาไปสักหน่อย อันที่จริงจะหาว่าเขาโม้ก็คงไม่ได้ เพราะสิ่งที่เขาพูดมานั้น ทั้งหมดเป็นความจริง เขาเป็นเด็กทุนเรียนดีตรีควบโท ในขณะเดียวกันฐานะที่บ้านก็ร่ำรวยอันดับแรกๆที่คนจะนึกออก


เขามีดีขนาดนี้ทำไมฉันไม่คว้าไว้นะ


“เพราะเขาอยู่กับผมไงครับ” เสียงนิ่งห้วนพูดขึ้นดังข้างหลังฉัน


!!


“เฮียมาได้ไง”


“อ้าวยิม เหมือนเราไม่เจอกันนานมากเลย เป็นไงบ้าง” พี่พลทักทายพี่ยิมอย่างเป็นกันเอง ในขณะที่พี่ยิมกลับสีหน้าเรียบเฉย


“ก็ไม่เป็นไง แค่เป็นแฟนกับไอ้ตุ๊ดนี้แล้ว มีอะไรสงสัยอีกไหม”


“อะไรนะ เดี๋ยว นี่มันคือเรื่องอะไร ยิมมันแกล้งบอยรึเปล่า หรือว่าบอยแกล้งพี่” พี่พลเก็บสีหน้าตกใจไว้ไม่มิด เช่นเดียวกับฉันที่ไม่คิดเลยว่าอีพี่ยิ้มจะกล้าพูดออกมาอย่างไม่ลังเลเลยสักนิดแบบนี้


“ขอโทษนะครับพี่พล บอยมีแฟนแล้ว”


พอพูดจบก็เหมือนสมองมันสว่างวาบไปครู่นึง รู้ตัวอีกทีก็เดินกลับมาที่โต๊ะแล้ว โดยมีอีพี่ยิ้มกอดเอวเอาไว้หลวมๆ


“ขี้อวดจังว้า” พูดจบพี่ยิมก็กระชับเอวเข้าใกล้ตัวเอง ส่วนฉันที่เริ่มรู้สึกตัวก็ออกแรงดันพี่ยิมออก


“ไม่ได้ขี้อวด แค่ไม่อยากหลอกพี่เขา” ฉันตอบพลางคิดในใจว่าที่จริงก็อยากอวดส่วนนึงนั่นแหละ ว่าจริงแล้วคนเราน่ะไม่ได้ต้องการคนที่มีพร้อมไปซะทุกอย่างแบบนั้นเสมอไปหรอกนะ


“แต่ก็อยากอวดด้วยใช่ไหมล่ะ”


??


นี่อีพี่ยิ้มมันอ่านใจฉันออกรึเปล่านะ ทำไมมันเดาสิ่งที่อยู่ในใจฉันได้ล่ะ


“คิดไปเองแล้วค่ะเฮีย” ฉันเบะปากใส่พี่ยิมไปทีนึง เรากลับมานั่งที่โต๊ะตามเดิม อีชากับพี่เจ็นกำลังใช้สีหน้าตั้งคำถามว่าเราสองคนไปไหนมา


“ไปหาพี่พลมา” ฉันตอบกว้างๆไว้ก่อน แต่อีคนข้างตัวกลับลงรายละเอียดซะเอาไปทำเรียงความต่อได้ -__-‘’


“เล่าให้หมดสิว่าบอกว่าไปเข้าห้องน้ำ แต่ดันไปหาไอ้พี่พลรุ่นพี่คนนั้นที่หล่อๆรวยๆ ทำไมไม่บอกไปเลยว่ามีแฟนแล้วฮะ หรือว่ามีกูเป็นแฟนมันไม่น่าอวด” พี่ยิมหันหน้ามามองแบบเอาเรื่องนิดๆ สงสัยจะเคืองอยู่เหมือนกันแหละที่ฉันแอบไปหาพี่พลแบบนั้น แต่มือก็ยังโอบเอวฉันเอาไว้อยู่


“ก็ไม่มีอะไรน่าอวดนี่” ทันทีที่ฉันพูดออกไป พี่ยิมก็เอามือที่โอบเอวฉันอยู่ออก เขาเขยิบตัวออกห่างฉันนิดหน่อยจนฉันอดคิดไม่ได้ว่าพี่ยิมมันแกล้ง หรือกำลังรู้สึกน้อยใจจริงๆ


“ไม่เอาน่าเฮีย ขี้น้อยใจไปได้” ฉันเปลี่ยนไปใช้เสียงออดอ้อนแบบทุกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะไม่ได้ผล เพราะคนตัวโตกลัวทำเพียงมองต้นไม้ใบหญ้าราวกับไม่รับรู้ถึงสารที่ฉันสื่อออกไป



“เฮีย” ฉันเอาหน้ายื่นไปใกล้ๆเพื่อทำหน้าทะเล้นอย่างเคยๆ แต่สายตาที่มองมากลับเย็นชา นี่พี่ยิมโกรธฉันจริงๆหรอ



“โกรธบอยหรอ”


“โกรธ”


“โกรธอะไร”


“โกรธที่โกหกว่าจะไปห้องน้ำ ที่จริงไปหาไอ้พลอะไรนั่น” พี่ยิมหันมาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง สายตาเขาสื่อชัดว่าเขาไม่ชอบ


“โถ่ ก็ถ้าบอกจะยอมให้ไปหรอ ก็บอยไม่อยากหลอกพี่เขานี่นา เลยจะไปบอกว่าเรากำลังคบกัน” ฉันแอบเห็นนะว่าคิ้วที่ขมวดแอบคลายออกเล็กน้อย ตอนฉันพูดถึงสถานะของเราทั้งคู่


“แล้วไง ก็โกหกอยู่ดี แถมถ้ากูไม่พูดว่ามึงคบกับกูอยู่ก่อน มึงจะกล้าพูดหรอ” ถึงจะทำเสียงนิ่งยังไง แต่ฉันก็มองออกหรอกหน่า ว่าคนตรงหน้าเริ่มงอแงแล้ว


“ก็แล้วแต่ไม่ง้อละนะ”


“ไม่ได้! ต้องง้อ” พี่ยิมกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้


“อ่ะ ง้อๆ ทำยังไงดีน้าถึงจะหายโกรธ” แต่ฉันก็ดันตามใจเขาไม่ต่างกัน -___-;;;


“หอม”


“ไม่” เอาแล้วไง เริ่มละ อีอาการหื่นกำเริบเริ่มอีกแล้วไง


“หอม” พี่ยิมเลิกเมินแล้วหันมาจ้องหน้าฉันตรงๆ


“ไม่!” ฉันมองกลับอย่างท้าทายไม่แพ้กัน


“งั้นอยู่เฉยๆ จุ้ป//” ไม่ทันได้ตั้งตัว อีพี่ยิ้มก็คว้าหน้าฉันเอาไว้แล้วกดจมูกลงมาที่แก้มฉัน พร้อมกับทำเสียงจุ้ปที่คงคิดเอาไว้ว่ามันน่ารักเหลือทน ความร้อนพุ่งพล่านลามไปทั่วหน้าของฉันจนฉันไม่อยากจะนึกเลยว่ามันแดงขนาดไหนในตอนนี้


“เฮีย!!!


“ก็ไม่ยอมหอมกูเองนี่หว่า ก็โดนซะ ถือเป็นค่าทำขวัญคนโดนโกหก” ค่าทำขวัญอะไรกัน ขาดทุนชะมัด ดีนะโต๊ะนี่ค่อนอยู่ในมุมที่ไม่ได้มีคนเดินผ่านไปผ่านมามาก ไม่งั้นฉันอายเขาตายเลย -__-;;


“ไม่ต้องมายุ่งกับบอยเลย ออกไปห่างๆ” ฉันดันตัวเขาออกไปอีกครั้ง


“รังเกียจหรอ” ซึ่งแน่นอนว่ามือปลาไหลที่เอวนั้นไม่ได้หลุดไปไหน


“เปล่า” ฉันเกลียดสายตาของเขาที่เหมือนรู้ว่าทุกครั้งที่ใช้สายตาแบบนี้ เขาจะชนะ


“งั้นชอบรึเปล่า”


“ไม่ชอบ” ไอ้สีหน้ามั่นอกมั่นใจของอีตาพี่ยิ้มเหมือนโดนดูดพลังออกไปชั่วครู่


“อ่าว ไม่ชอบหรอ แล้วรู้สึกยังไงล่ะ” หน้าตาแบบหมาหงอยนี่ต่างหากที่ฉันชอบ ไม่ใช่รอยยิ้มกรุ่มกริ่มเจ้าเล่ห์ซะหน่อย


“รักต่างหาก”


O__o!?”


“ก็อยากฟังมาตลอดไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ถามตรงๆล่ะ” ฉันยิ้มมุมปากขึ้นอย่างรู้ทัน เพราะฉันเริ่มจับสังเกตได้ว่าพี่ยิมจะชอบถามฉันเสมอๆว่าฉันรู้สึกยังไง ชอบเขาไหม มีอะไรที่ทำให้ไม่พอใจ หรือไม่มั่นใจรึเปล่า


แต่เอาจริง สิ่งที่เขาอยากได้ยินจากปากของฉันก็มีแค่อย่างเดียวไม่ใช่หรือไง


“ไอ้ตุ๊ด”


“ก็เฮียไม่ยอมบอกบอยสักที จนบอยไม่อยากรอละ บอยบอกก่อนก็ได้ แต่รู้ไหมว่าที่จริงควรเป็นหน้าที่ของคนถามมากกว่า ที่ควรจะบอกความรู้สึกตัวเองออกมาก่อน” ฉันพูดยิ้มยิ้มบางๆให้เขาอย่างอ่อนโยน อันที่จริงความรู้สึกนี้มันมีอยู่ข้างในใจฉันมาตลอดนั่นแหละ


ฉันแน่ใจกับมันมานานแล้ว ถึงไม่ได้คบกัน แต่วันนึงฉันก็คงทนเก็บมันไว้ไม่ได้ ต้องบอกออกไปอยู่ดี


“รัก มึงรักกูจริงๆหรอ ไม่ใช่แบบแอบชอบ ชอบ อะไรแบบนั้นใช่ไหม” ไม่รู้ฉันคิดไปเองไหม แต่ในน้ำเสียงและสีหน้าของพี่ยิมมันช่างดูเหมือนคนที่มีความสุขล้นออกมาอย่างเก็บไว้ไม่อยู่


“จริง” ฉันพยักหน้าตอบรับคำถามนั้น


“มึงมันกล้ากว่ากูอีกว่ะ ไอ้ตุ๊ดเอ้ย โคตรนับถือเลย มาให้กูกอดหน่อย” ฉันโน้มตัวไปหาพี่ยิมอย่างว่าง่าย ร่างสูงกอดตัวฉันเอาไว้ ทำให้ฉันต้องเอาหัวซุกเอาไว้ที่อกของเข้า รับฟังเสียงของหัวใจที่กำลังเต้นดังตึกตักอยู่ภายใน


แก้มฉันยุบไปตามแรงกดจากจมูกโด่งเป็นสันสวยของพี่ยิม


เส้นเลือดในร่างกายส่งเลือดมากมายไปเลี้ยงที่แก้มฉันจนมันร้อนและน่าจะแดงสดอย่างไม่ต้องสงสัย


พี่ยิมกอดฉันเอาไว้แน่นแบบไม่อายใคร เสียงล้อเลียนจากอีชาและพี่เจ็นดังอยู่ข้างๆ


ใช่ พี่ยิมไม่อาย แต่ฉันอายนะ!


“อีพี่ยิ้ม!!


“เออหน่า ขอหอมทีสองที กำลังรวบรวมความกล้าอยู่ อย่าขัดดิวะ”


“ความกล้าอะไร?”


” ไม่มีเสียงตอบอะไรจากพี่ยิม มีเพียงเสียงของหัวใจที่ดังชัดเจนขึ้นมา


ตึกตัก


ตึกตัก


พี่ยิมเม้มปากแน่นราวกับชั่งใจอะไรสักอย่างนึง เขากระชับมือที่โอบเอวฉันให้แนบชิดเขายิ่งขึ้น จากนั้นก็ยื่นหน้ามาจนชิด
กับหูของฉัน


คำพูดแสนสั้นแผ่วเบาราวกับลมหายใจของเขา มันเป็นคำเอื้อนเอ่ยที่ไพเราะอ่อนหวาน ตราตรึงและทำให้อยากจะยื้อ
วินาทีนั้นให้ยาวออกไปอีกสักหน่อย


“รัก”


เขากำลังบอกรักฉัน


มีเพียงฉันเท่านั้นที่ได้ยินคำๆนี้จากปากของเขา มันเบาบางแต่หนักแน่น จนทำให้หัวใจของฉันพองโตไม่หยุด ก่อนที่เขาจะย้ำให้ฉันฟังชัดๆอีกครั้ง


“กูรักมึงนะ”


!?


“ชัดพอรึยังฮะไอ้ตุ๊ด”



“กูรักมึงนะ”




End

 

.ปล. คอมเมนต์ มาได้เรื่อยๆนะ คนแต่งจะเอาไว้เป็น กำลังใจ ในการแต่งต่อไป

โซซอรี่ที่นานๆมาทีมากงานค่อนข้างแน่นเลยทีเดียวในช่วงนี้

เรื่องนี้สนุกไหม เป็นไงบ้าง เข้ามาให้คำติชมกันได้นะ เราจะเอาไปปรับปรุงตัวในเรื่องต่อๆไป


ขอบคุณ ที่ติดตามอ่านกันนะครับ




 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

19 ความคิดเห็น

  1. #14 เมย์ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 18:34
    สนุกค่า ขอบคุณมาดดดดด
    #14
    0