เมื่อโลกอันแสนสงบสุขของฉันถูกทำลายลง - 1

โดย Qartesny

ผมอยากไปต่างโลกแบบเงียบสงบแท้ๆ แต่ทำไมโลกมันถึงไม่ไห้ผมอยู่เฉยๆเลยนะ??? อัน ผู้ที่มาเกิดใหม่ ต้องเข้ามาพันพัวกับเรื่องต่างๆ ในต่างโลก

ยอดวิวรวม

103

ยอดวิวเดือนนี้

54

ยอดวิวรวม


103

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


3
จำนวนรีวิว : ยังไม่มีคนรีวิว
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  22 พ.ค. 65 / 09:07 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ผมตายแล้วครับ!  เธอบอกผมมาแบบนั้น และตอนนี้ผมก็กำลังยืนต่อหน้าเธอ... "เทพธิดา"

" คุณตายแล้วค่ะ! "

เธอบอกผมมาแบบนั้น ที่น่าแปลกคือ ผมไม่ตกใจอะไรเลย กับสิ่งที่เทพธิดาบอกผมมา

ผมไม่สงสัยเกี่ยวกับการตายของตัวเอง... อืม มันก็ไม่แปลกหรกนะที่ ตาแก่อายุ 70 กว่าปี จะตายตอนใหนก็ได้ ก็ชีวิตคนเรามันไม่มีอะไรมั่งคงอยู่แล้ว!

แต่ที่ผมสงสัยคือ ทั้งๆที่ตายไปแล้วแต่กลับมายืนต่อหน้าเทพธิดานี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?

แต่ในขณะที่ผมกำลังจะพูดอะไร เธอก็ชิงตัดหน้าพูดก่อนผม

" โดยตามกฏของจักรวาลแล้ว วิญญาณทุกๆดวงต้องไปเกิดใหม่ที่ โลกอื่น ตามเส้นทางแห่งการเกิดใหม่ "

" แต่ดวงวิญญาณของคุณนั้น พิเศษ ดั่งนั้นฉันจึงเรียกคุณมาพบเป็นการส่วนตัว "

" ได้โปรด! ช่วย... "

 

ติดตามต่อในเนื้อเรื่องหลัก ( อ่านเถอะขอร้องล่ะ ไม่ยาวมากหรก ตอนเดียวเองเสียเวลาไม่กี่นาทีหรอก น่าๆๆ )

เนื้อเรื่อง อัปเดต 22 พ.ค. 65 / 09:07


[ เมื่อโลกอันสงบสุขของฉันถูกทำลายลง - 1 - When my peaceful world is destroyed ]

ผมตายแล้วครับ!  เธอบอกผมมาแบบนั้น และตอนนี้ผมก็กำลังยืนต่อหน้าเธอ... "เทพธิดา"

" คุณตายแล้วค่ะ! "

เธอบอกผมมาแบบนั้น ที่น่าแปลกคือ ผมไม่ตกใจอะไรเลย กับสิ่งที่เทพธิดาบอกผมมา

ผมไม่สงสัยเกี่ยวกับการตายของตัวเอง... อืม มันก็ไม่แปลกหรกนะที่ ตาแก่อายุ 70 กว่าปี จะตายตอนใหนก็ได้ ก็ชีวิตคนเรามันไม่มีอะไรมั่งคงอยู่แล้ว!

แต่ที่ผมสงสัยคือ ทั้งๆที่ตายไปแล้วแต่กลับมายืนต่อหน้าเทพธิดานี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?

แต่ในขณะที่ผมกำลังจะพูดอะไร เธอก็ชิงตัดหน้าพูดก่อนผม

" โดยตามกฏของจักรวาลแล้ว วิญญาณทุกๆดวงต้องไปเกิดใหม่ที่ โลกอื่น ตามเส้นทางแห่งการเกิดใหม่ "

" แต่ดวงวิญญาณของคุณนั้น พิเศษ ดั่งนั้นฉันจึงเรียกคุณมาพบเป็นการส่วนตัว "

" ได้โปรด! ช่วย... "

จู่ๆภาพตรงหน้าผมก็มืดดับลงไป

~~~

“ อุแว้ อุแว้ อุแว้ ”

“ คุณหมอคะ เด็กออกมาแล้วค่ะ! ”

“ เยี่ยมมาก! เร็ว รีบใช้เวทย์มนต์รักษาเธอเร็ว ”

เมื่อผมออกมาดูโลกครั้งแรก ผมก็ตกใจกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า! แผลมันสมานตัวกันเร็วมากๆ อย่างกับมีพลังพิเศษแปลกๆ ที่กำลังอุดบาดแผลนั้นอย่างรวดเร็ว ผมตกใจกับสิ่งที่เห็นมาก จนเผลอร้องให้ออกมาอย่างดัง

เวลาผ่านไปอีก 15 ปี

ตอนนี้ผมก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และโตพอจะรู้เรื่องต่างๆของโลกนี่แล้ว โลกนี่มีทั้งหมด 4 ทวีป แต่ละทวีปก็จะมีเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกันไป และที่สำคัญคือโลกนี้มีเวทย์มนต์ด้วย ซึ่งมันแปลกใหม่มากสำหรับผม

ทวีปที่ผมอยู่นั้นมีชื่อว่า อัสกาตร์ ในประเทศเล็กๆที่ชื่อ รีดีส ครอบครัวผมซึ่งเป็นขุนนางตัวเล็กๆ ในแถบชายแดนของประเทศเล็กๆแห่งนี้ ตัวผมเองก็เป็นลูกชายคนโตของตระกูลขุนนางเล็กๆ ซึ่งโดนประกาศสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน

ตระกูลของผมเป็นตระกูลอัสวินเล็กๆที่ชื่อว่า อาร์เทอร์มิส ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองหลวง และผม อัน อาร์เทอร์มิส ผู้ที่เป็นลูกชายคนโตของตระกูล และน้องชายของผม  ราฟ อาร์เทอร์มิสผู้ที่เป็นลูกชายคนรอง พวกเราเป็นฝาแฝดกัน ถึงแม้พวกเราจะเป็นฝาแฝดกัน แต่นิดใสและความถนัดกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง!

ผมซึ่งคือ อัน เป็นคนเงียบๆชอบอยู่คนเดียว วิจัยเวทย์มนต์ และบ้าการต่อสู้! แต่ไม่ได้หมายความความว่าผมจะไม่ฉลาดนะ

และน้องชายของผม ราฟ เป็นคนที่ฉลาดหัวการค้า อัจฉริยะด้านเวทย์มนต์ และมีความฝันที่อยากจะเป็นหัวหน้าตระกูลคนต่อไป...

แต่ความฝันของราฟก็ได้ดับสลายลง... เมื่อเขากลับมาที่บ้านอีกครั้ง บ้านหลังนั้นก็ได้หายไปแล้ว!

~~~

ย้อนกลับไป 1 เดือน

" อัน อาร์เทอร์มิส , ราฟ อาร์เทอร์มิส ประเทศของเราได้เข้าสู่สภาวะสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง คิโอนาฟ เช่นนั้น ราชาจึงมีราชโองการให้เรียกรวมขุนนางจากทั่วประเทศเพื่อทำสงครามกับ คิโอนาฟ อย่างเร่งด่วน... "

เมื่อ อัน กับ ราฟ ฟังราชโองการเสร็จสิ้น พวกเขาก็ถอนหายใจออกมา 'สงครามงั้นหรอ?' นี่เป็นคำที่วนเวียนอยู่ในหัวของอันทั้งวัน

" ฉันอุสาห์หนีมาจากมันได้แล้วแท้ๆ แต่ทำไมฉันถึงต้องเจอกับมันอีก? "

" ทำไม 'มนุษย์' ถึงชอบทำสิ่งที่เรียกว่าสงครามกัน? "

อันบ่นพึมพำอยู่คนเดียวหลังจากที่กลับมาที่ห้องของตัวเอง

เช้าวันรุ่งขึ้น 

วันนี้เป็นวันที่ อัน และ ราฟ จะต้องออกเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมสงครามในอีก 1 เดือนข้างหน้า ซึ่งมันเป็นสิ่งที่แย่มากๆสำหรับ อัน แต่สำหรับ ราฟ แล้วมันคือโอกาส สำหรับการทำความดีความชอบ เพื่อที่จะให้ตระกูลตัวเองเป็นตระตูลขุนนางเต็มตัว!

พวกเราเริ่มเดินทางตั้งแต่เช้า โดยการเดินเท้า ซึ่งกว่าจะถึงเมืองหลวงต้องใช้เวลามากกว่า 2 วันหรือนานกว่านั้นถึงแม้พวกเราจะเป็นขุนนางแต่พวกเราก็ไม่มีรถม้าอย่างคนอื่นเขา 

2 วันผ่านไป

ในที่สุดพวกเราก็มาถึงเมืองหลวง หากชายตามองตามถนนเราจะเห็นพวกรถม้า หรือ กลุ่มคนต่างๆ ที่คอยเดินทางเข้ามาที่เมืองหลวงเรื่อยๆ อย่างไม่ขาดสาย 

พวกเราเดินเข้ามาในกำแพงเมืองชั้นนอก แล้วสังเกตเห็นตลาด โดย 2 ข้างทางก็ขายสินค้าตามปกติ แต่สิ่งที่ผิดปกติคือ ราคาของมันสูงเป็นอย่างมาก โดยราคาข้าวสาลี ตามปกติจะราคากระสอบละ 200 อัส แต่ที่ผมเห็นตอนนี้คือ 800 อัส ต่อ 1 กระสอบ นี่เป็นสิ่งที่พบเห็นได้แค่ในสภาวะสงครามเท่านั้น แต่ไม่มีแต่เพียงแต่ข้าวสาสีเท่านั้นที่ขึ้นราคา แม้แต่สิ่งของที่ไม่มีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตก็ดันแพงขึ้นตามไปด้วย ‘เหล่าพ่อค้าที่มองเห็นโอกาศในการกอบโกยกำไร' เหล่านี้มักฉวยโอกาศในเหตุการต่างๆในการกอบโกยผลกำไรโดยไม่คิดถึงผลกระทบต่างๆ

พอเดินพ้นตลาดมาแล้วพวกเราก็มาถึง ค่ายทหารของเมืองหลวง พวกเราเดินเข้าไปข้างในและพบกับคนมากมายที่กำลังเดินกันขวักไขว่ พวกเราเดินไปที่โต๊ะที่อยู่ใจกลางห้อง ผมละราฟวางตราประจำตระกูลลงไปบนโต๊ะ แล้วพนักงานก็มองดูตราประจำตระกูลแปปเดี่ยว แล้วขวักมือเรียกคนนำทางที่อยู่แถวๆนั้นให้มานำทางพวกผมเข้าไปในกองทับ

พอคนนำทางเดินมาถึงหน้าห้องห้องหนึ่งก็หยุดเดินพร้อมกับพูดกับพวกเราว่า…

“ ถึงแล้วค่ะ กองทัพที่ 7 แห่งกองทหารรักษาชาติแห่งราชอาณาจักร ” 

พอเธอพูดจบเธอก็เดินจากไป ปล่อยให้ผมและราฟเดินเข้าไปในห้องด้วยตัวเอง ผมและราฟเดินเข้าไปในห้อง ผมก็ต้องพบกับคนหลายคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ พร้อมกับพูดคุยถึงกลยุทธ์ต่างๆนาๆ ที่จะใช้ในสงครามที่กำลังจะถึงนี้ พวกเราเดินเข้าไปหาที่นั่งของตัวเอง

กองทัพที่ผมสังกัดอยู่ มีชื่อว่า กองร้อยที่ 10 แห่งกองพันที่ 3 โดยมีหัวหน้ากองพันเป็น ไวเคานต์ ชื่อว่า อีริค เซ็นไฮส์ ส่วนหัวหน้ากองทัพของผมนั้นเขาเป็น ดัชเชส ชื่อว่า อีรีน่า มาลอฟ โดยกองพันที่ผมอยู่นั้นจะเป็นแนวหลังที่ใช้เวทย์มนต์เป็นหลัก

ส่วนน้องชายของผมนั้นเขาอยู่ที่กองที่ปรึกษาด้านกลยุทธของ กองพันที่ 9 โดยเขาถูกทาบทามไปโดย                   ไวเคานส์ ชอร์เรส 

การประชุมเป็นไปอย่างตรึงครียดตลอดทั้งบ่าย! ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะออกหาที่พัก อัสวินนั้นจะไม่มีที่พักในเมืองหลวง เพราะว่าอัสวินนั้นยังไม่ถือว่าเป็นขุนนางแบบเต็มตัว ดั่งนั้นพวกเรา 2 พี่น้องจึงต้องเดินไปหาโรงเตี้ยมเอาเอง!

วันรุ่งขึ้น

ผมกับราฟออกจากโรงเตี้ยมตั้งแต่เช้าและรีบไปที่ค่ายทหารเพื่อเข้าร่วมการฟังพระราชโองการจากพระราชา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ทหาร

“ พวกเจ้าทั้งหลายต่างก็จากบ้านมาไกลเพื่อเข้าร่วมสงครามครั้งนี้ พวกเจ้าบางคนอาจจะยินดีเพราะมันคือโอกาศ แต่พวกเจ้าบางคนอาจไม่ยินดี เพราะกลัวที่จะสูญเสียสิ่งสำคัญไป แต่! พวกเราจะไม่ยินยอมให้พวก คิโอนาฟ มากดขี่ข่มเหงพวกเรา พวกเราจะสู้! สู้เพื่อบ้านของพวกเรา เพื่อคนที่เรารัก เราจะปกป้องแผ่นดินของเรา รีดีส แห่งนี่! ”

“ โอ้!!! รีดีส จงเจริญ! ฝ่าบาทจงเจริญ ” 

หลังจากที่พระราชากล่าวคำปราศรัยเสร็จ ก็มีเสียง ‘เฮ้’ ดังออกมาจากทหารรอบทิศทาง บางคนก็ฮึกเหิม บางคนก็นิ่งๆ และบางคนก็หวาดกลัวกับสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกทหารลาดตระเวนภายในเมืิองชึ่งไม่เคยเกี่ยวข้องกับสงครามมาก่อน และพวกทหารใหม่ที่พึ่งเข้ากองทับมาไม่ถึง 1 ปี แต่ก็ดันมีศึกใหญ่มาอยู่ตรงหน้า! คนที่กลัวสงคราม นั้นมันไม่ได้มีแค่สามัญชนเท่านั้น แม้แต่ขุนนางเองก็ไม่มีข้อยกเว้น อย่างเช่นคนนั้น เขาประจำอยู่ที่กองร้อยที่ 4 แห่งกองพันที่ 3 ถ้าจำไม่ผิดเขาน่าจะชื่อ โอวอส สตีรเมอร์ เขาเป็นขุนนางชั้นบารอน แต่ดูที่ท่าทางเขา ไม่ว่าจะเป็นการยืนที่ไม่มั่นคง หรือการที่อารมย์วอกแวก ล้วนแต่เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า เขานั้นขาดการฝึกฝนที่ดี หรืออาจจะไม่ฝึกฝนเลยก็ได้ ‘สงสัยที่บ้านของเขาคงไม่เคยลำบากมั่ง’

ไม่นานหลังจากที่พระราชากล่าวคำปราศรัยเสร็จ กองทัพที่ 7 ของพวกเราก็ได้รับคำสั่งให้ไปที่ แนวรบตะวันออก กับกองทัพที่ 6 พวกเราเดินเป็นขบวณอันสวยงามออกมาจากเมืองหลวงทางประตูทิศตะวันออก ตลอดเส้นทางก็จะมีเสียงเชียของชาวบ้านรอบทิศทางที่ตะโกนส่งเสียงต่างๆนาๆออกมา 

กองทหารแห่งราชอาณาจักรรีดีส จะแบงออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ โดยจะแบ่งออกเป็น 3 แนวรบ คือ แนวรบตะวันออก ชึ่งนำโดย กองทัพที่ 6 และกองทัพที่ 7 แนวรบทางเหนือ นำโดย กองทัพที่ 3 กองทัพที่ 4 และ กองทัพที่ 5 ซึ่งทางเหนือคาดว่าจะเป็นทางที่กองทับหลักของ คิโอนาฟ จะบุกโจมตีเข้ามา ส่วนกองทัพที่ 2 รับผิดชอบแนวรบทางตะวันตก เผื่อว่าประเทศเพื่อนบ้านอีกประเทศอาจจะเข้ามาโจมตีในขณะที่ รีดีส อยู่ในสภาวะสงคราม! และ กองทัพที่ 1 นั้นรับหน้าที่ในปกป้องเมืองหลวงเผื่อมีเหตุสุวิสัยเกิดขึ้น

5 วันต่อมา 

กองทัพที่ 6 และ 7 ได้เดินทางมาถึงขอบชายแดน ซึ่งมันมีลักษณะเป็นทุกกว้างริมชายฝั่ง ถ้าหากมองไปทางทิศตะวันออกก็จะเห็นกองทัพของอาณาจักร คิโอนาฟ น่าจะห่างออกไปประมาณ 1 กิโลกเมตร

โดยกองทัพที่ 6 จะรับผิดชอบทางปีกซ้าย ส่วนกองทัพที่ 7 จะรับผิดชอบทางด้านปีกขวา กองพันสเบียงเริ่มทำการกางเต้นและทำอาหาร ส่วนกองพันวิศวะกร ก็เริ่มทำแนวป้องกันอย่างง่ายให้กับแคมป์ที่พักของตนเอง ซึ่งทหารในแนวรบตะวันออกนี่ มีทั้งหมด 23,500 นาย ส่วนของศัตรูยังเป็นปริศนา แต่จากที่ใช้ตาเปล่าดู ก็คงจะไม่ห่างจะเราสักเท่าไหร่

2 วันต่อมา  

คิโอนาฟ ได้ยกทัพมาเข้ามาเพื่อที่จะโจมตีทัพของรีดีส แต่ดูเหมือนว่าทางกองทัพของคิโอนาฟจะไม่เป็นระเบียบเป็นอย่างมาก เดินสะเป็ะสะปะ บางคนก็เดินล้มบ้างก็มี เห็นแล้วอเน็ดอนาทมาก อย่างกับคนที่พึ่งมาเป็นทหารได้ไม่กี่วัน

ไม่กี่นาทีต่อมา กองทัพทั้ง 2 ประเทศก็ได้ปะทะกัน! มันง่ายมาก เพียงแค่ยิงเวทย์มนต์ขนาดใหญ่ออกไป 2 - 3 ที กองร้อย 1 กองร้อยก็แทบจะแตกพ่ายในทันที ทางด้านกองทัพของคิโอนาฟนั้นดูเหมือนพวกเขาจะไม่ค่อยยิงเวทย์มนต์ กัน มันแปลกมาก ที่กองทับขนาดใหญ่ขนาดนี้ จะไม่มีนักเวทย์ สัก 1 กองร้อย! 

ผมรู้ ว่านี่คือกับดัก! แต่จะทำยังไงได้ ผมเป็นทหารชั้นผู้น้อย ไม่มีสิทธ์ออกเสียงอะไรทั้งสิ้น ถึงแม้จะเป็นกับดักที่เกณฑ์ชาวนาชาวไร่มาเป็นทหาร เพื่อเป็นตัวล่อ ถ้าตะวันออกคือของปลอม แล้วของจริงล่ะ มันจะมาทางใหน?

แนวรบทางเหนือ

ทหารกองทัพที่ 3 เริ่มการปะทะกับทหารของ คิโอนาฟ ที่ทุ่งกว้างขนาดใหญ่ทางตอนเหนือ… ห่างออกไปไม่ไกลนักกองทัพที่ 5 ก็กำลังแอบเดินทัพไปตลบหลัง กองทัพของคิโอนาฟ อย่างเงียบๆ ส่วนกองทัพที่ 4 นั้นก็กระจายกำลังไปช่วยทั้ง 2 กองทัพอย่างสุดความสามารถ ไม่รู้ว่าทหารของคิโอนาฟ อ่อนแอเกินไปเปล่า แต่พวกเขารู้สึกว่ามันง่ายมาก ที่จะเอาชนะศึกทางตอนเหนือแห่งนี้

ทหารแนวรบทางตอนเหนือนั้น มีทั้งหมด 37,140 นาย ส่วนทหารของทางคิโอนาฟนั้นคาทว่ามีประมาณ 40,000 นาย โดยประมาณ โดยกลยุทธ์ในการรบครั้งนี้ ทหารของรีดีสกองทับหน้าประมาณ 20,000 จะโจมตีเข้าไปแบบตรงๆ โดยที่ให้ปีกซ้ายและปีกขวาถอยออกมาเล็กน้อย ให้กองทับมีลักษณะเป็นเหมือนหัวลูกศรที่ทะลุทะลวงเข้าไปในดงศัตรตรู ส่วนกองทัพที่เหลือนั้นให้แอบดักซุ่มโจมตี ถ้าหากทหารของคิโอนาฟถอยทับออกไปก็จะเป็นหน้าที่ของพวกเขา ที่จะเก็บกวาดศัตรตรู 

สงครามเป็นไปอย่างง่ายดายตามแผนที่พวกเขาวางแผนเอาไว้ แต่น่าเสียดายที่นักเวทย์ส่วนใหญ่หลบหนีออกไปได้!

1 สัปดาห์ต่อมา 

แนวรบทางตะวันออก เงียบสงบเป็นอย่างมาก และดูเหมือนว่าพวกคิโอนาฟจะถอยทับไปแล้ว… ดั่งนั้นทางอาณาจักร จึงได้เรียกให้กองทับที่ 6 และกองทับที่ 7 กลับมาประจำการที่เมืองหลวง โดยให้หลงเหลือทหารไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งกองพันที่ 3 แห่งกองทัพที่ 7 และ กองพันที่ 8 แห่งกองทัพที่ 6 ให้ประจำอยู่ที่ชายแดนทางตะวันออกเผื่อเกิดเหตุสุดวิสัย

แนวรบทางเหนือ มีการกระทบกระทั่งเล็กๆเป็นครั้งคราว ในตลอดสัปดาห์นี้ มีการกระทบกระทั่ง กัน 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งก็จะมีทหารมาโจมตีรอบละ 1,000 คน หรือมากกว่านั้นส่วนมากจะมากลางวันแต่ในครั้งที่ 3 นี่พวกคิโอนาฟ โจมตีมาตอนกลางดึก ซึ่งพวกเขาเกือบเอาตัวไม่รอด แต่ดีที่ใหวตัวทัน ตั่งแต่วันที่โดนลอบโจมตีนั้น ทหารของรีดิสก็เข้มงวดมากยิ่งขึ้นกับการตรวจตราตอนกลางคืน

แนวรบทางตะวันตก มีทหารของอาณาจักรเพื่อบ้านอย่าง จาริยาส มาตั้งกองทัพขนาเใหญ่อยู่ทางอีกด้านของเนินเขา พวกเขาประกาศสงครามกับรีดิสในทันทีโดยไม่มีการเจรจากันแม้แต่น้อย โดยพวกเขาให้เหตุผลในการประกาศสงครามกับรีดีสว่า ‘ อาณาจักรของพวกเจ้าขัดกับกฏคำสอนของท่านมหาเทพผู้สร้าง ไกอุส! โดยอาณาจักรของพวกเจ้ามีเจ้าพวกนอกรีดที่อ้างตัวเองว่าเป็นผู้ส่งสาส์นของพระเจ้าก่อตั้งศาสนาเองโดยมิชอบ… ’

โดยสรุปก็คือ จาริยาส ต้องการประกาศสงครามโดยอ้างว่ารีดีสเป็นพวกนอกรีด ขัดต่อกฏคำสอนของพระเจ้า พอพวก จาริยาส พูดเสร็จ พวกมันก็ยกทัพขนาดใหญ่เข้ามาโจมตี กองทัพที่ 2 อย่างรวดเร็ว ซึ่งกองทัพที่ 2 ไม่มีโอกาศชนะได้เลย ดั่งนั้นพวกเขาจึงล่าถอยมายังเมืองที่ไกล้ที่สุด อย่าง ป้อมปราการ คาลัส เพื่อตั้งรับกับพวก จาริยาส ที่ยกทัพกันมา 80,000 กว่าคน 

ข่าวที่พวกจาริยาสประกาศสงครามได้มาถึงเมืองหลวง 

“ ว่าแล้ว! พวกจาริยาส มันต้องไม่พลาดโอกาศนี้แน่ ”

พระราชา และ เหล่าเสนาบดี ต่างถกเถียงกันต่างๆนาๆ เกี่ยวกันการโดนโจมตี 2 ด้าน 

“ ยังดีนะที่ เราเรียกกองทับที่ 6 และ 7 กลับมาแล้ว ” 

หนึ่งในเสนาบดีกล่าวขึ้นมา

“ มันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แค่ 3 กองทับ มันจะสู้กับทหาร 8 กองทับได้ยังไง ”

“ ไม่ได้หรอก! ”

“ แต่เราสามารถทำให้มันยืดเยื้อต่อไปนานๆ ได้ ” 

พวกเหล่าเสนาบดีต่างถกเถียงต่างๆนาๆ เพื่อหาแผนรับมือที่ดีที่สุด

“ ถ้าเราทำให้มันเป็นสงครามยืดเยื้อ เกรงว่าสเบียงของเราจะไม่เพียงพอ อย่าลืมว่าทางเหนือก็มีสงครามเช่นกัน ”

“ เราบุกยึดเมืองหน้าด่านทางทิศเหนือของ คิโอนาฟ ก่อนดีใหม ” 

จู่ๆก็มีเเสียงๆหนึ่งดังขึ้นมา เหล่าเสนาบดีทั้งหลายหันหน้าไปที่ต้นเสียงพร้อมกับขมวดคิ้ว

“ เจ้าคิดว่า การยึดเมืองหน้าด่านของคิโอนาฟมันจะง่ายนาดนั้นงั้นหรอ? ”

“ ข้าคิดว่าทำได้ ” 

“ เพราะเหตุใด? ”

“ เพราะว่า คิโอนาฟไม่ได้ยกทัพใหญ่มาโจมตีเราสักที ดั่งนั้นข้าคิดว่าทางเหนือน่าจะเป็นกับดัก ”

“ เจ้าเอาความมั่นใจมาจากใหน ว่าจะไม่มีทัพใหญ่ของคิโอนาฟ ซ่อนตัวอยู่ในเมืองนั้น ”

“ ข้าเชื่อในลางสังหรของตัวเอง ”

“ เจ้า! ”

“ หยุด! ”

“ ท่านราชา ”

เหล่าเสนาบดีส่งเสียงออกมาด้วยความนอบน้อม

“ ข้าว่าความเห็นของเขามีเหตุผล… ”

“ แต่ ท่าราชา มันอาจจะมีกองทัพขนาดใหญ่ดักซุ่มอยู่ก็ได้ พะยะค่ะ ”

“ ไม่ต้องพูด! เอาตามแผนของเขา ให้ยกทัพเข้าไปตีเมือง ยุกคาต้า ”

“ พะยะค่ะ ราชาที่เคารพ ”

หลังจากที่มีคำสั่งออกมาแล้ว 3 วันต่อมา กองทัพทางทิศเหนือก็ได้เคลื่อนพล เข้าไปโจมตีเมือง ยุกคาต้า ตามคำสั่งของราชา  

แนวรบทางทิศตะวันออก หลังจากที่อาณาจักรรีดีส ได้มีคำสั่งให้กองทัพที่ 6 และกองทัพที่ 7 ถอนกำลังกลับมาที่เมืองหลวงได้ 4 วัน ก็ได้มีคำสั่งใหม่ส่งมาโดยในทันที ใจความว่า

“ ให้กองทัพที่ 6 และกองทัพที่ 7 เดินทางไปยังเมืองป้อมปราการคาลัสโดยเร็วที่สุด… ”

เมื่อมีคำสั่งใหม่มาถึง เหล่านายพลของทั้ง 2 กองทัพก็เรียกประชุมกันในทันที ไม่นานนักจึงได้ข้อสรุปว่า อีก 1 สัปดาห์ พวกเขาจะเดินทางไปถึง คาลัส! ทำไมต้อง 1 สัปดาห์? เพราะว่า สเบียงของพวกเขาไกล้จะหมดแล้ว ดั่งนั้นพวกเขาจึงจำเป็นจะต้องหยุดทัพเพื่อหาเมืองเติมสเบียสักเมือง ถ้าหากไปหวังเอาสเบียงข้างหน้าที่คาลัส ทหารคงจะอดตายแน่ๆ 

แนวรบทางทิศตะวันตก สงครามป้องกันของกองทัพที่ 3 เป็นไปด้วยความยากลำบากเป็นอย่างมาก พวกเขาสูญเสียทหารจำนวนมากบนกำแพงเมือง ส่วนกองทัพของศัตรูนั้น เสียหายไม่มากเท่าไหร่ สาเหตุก็น่าจะเป็นเพราะว่า ความต่างของกองกำลัง และ ความพร้อมในการทำสงครามของทั้ง 2 ฝ่ายที่ต่างกัน

3 วันถัดมา 

กองทัพที่ 2 ก็ได้รับข่าวว่า กองกำลังที่ 6 และ กองกำลังที่ 7 กำลังเดินทางมาช่วยเหลือพวกเขาอย่างเร่งด่วน โดยพวกเขาจะมาถึงในอีก 4 วัน พอได้ยินแบบนั้น เหล่านายพลของกองทัพที่ 2 ก็พอใจชื้นขึ้นมาบ้างเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าจะมีกำลังเสริมมาถึงในอีก 4 วันให้หลัง 

แต่ก็ใช่ว่าปัญหาจะหมดไป ตอนนี้ที่เมืองป้อมปราการ คาลัส กำลังขาดแคลนสเบียงอย่างหนักหน่วง ถ้าหากมีทหารเข้ามาเพิ่มอีก 2 กองทับสเบียงของเมืองคงไม่เหลือแน่ จะทำยังไงดี? สั่งอพยพชาวเมืองดีใหม? 

วันถัดมา 

นายพลแห่งกองทัพที่ 2 นายหนึ่งได้ขึ้นมาทีเวทีกลางเมืองเพื่อที้จะประกาศบางอย่างกับชาวเมือง

“ ข้า นายพลแห่งกองทัพที่ 2 ขอประกาศคำสั่งอพยพ ”

ไม่นานหลังจากที่นายพลออกคำสั่งอพยพ ก็ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ต่างๆนาๆ

“ จะให้พวกข้าอพยพไปที่ใหนหรือ? ”

“ แล้วบ้านของพวกข้าเล่า ” 

“ ข้าจะอดตายใหม? ”

ชาวบ้านพากันออกความเห็นต่างๆนาๆ จากนั้นนายพลกองทัพที่ 2 ก็ได้เอ๋ยต่อว่า

“ ข้ารู้ ว่าพวกเจ้าไม่อยากจะทิ้งบ้าน หรือ ที่ดินของพวกเจ้า! แต่ ถ้าพวกเจ้าไม่ออกจากเมืองนี้ เจ้าจะไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่ชีวิตของเจ้า ”

“ พวกเจ้าเห็นหรือเปล่า ข้างนอกกำแพงนั่น มันมีกองทับขนาดใหญ่ ที่รอจะบดขยี่พวกเจ้าให้เป็นผุยผง ”

“ ข้้าจะเครพการตัดสินใจของพวกเจ้า ถ้าหากพวกเจ้าจะอยู่ข้าก็จะไม่ห้าม แต่พวกเจ้าต้องดูแลตัวเอง ”

หลังจากที่นายพลกองทัพที่ 2 กล่าวจบ ก็มีเสียงสนทนาต่างๆนาๆ ชาวบ้านส่วนมากเลือกที่จะอพยพ แต่ก็มีส่วนน้อยที่อยู่ต่อเพราะว่ามีสิ่งที่ต้องเป็นห่วงอยู่!

หลังจากที่บอกกับชาวบ้านเรื่องแผนการอพยพ นายพลกองทับที่ 2 ก็กลับมาที่แคมป์ทหารแล้วนั่งลงบนเก้าอี้พร้อมถอนหายใจออกมา ‘ เห้อ~ ’

“ ท่านนายพล ขออนุญาติขอรับ ! ”

“ เชิญ มีอะไร ”

“ จดหมายจากเมืองหลวง ขอรับ! ” 

นายพลกองทับที่ 2 รับจดหมายมาเปิดอ่าน แล้วก็ยิ้มแก้มปริออกมาอย่างมีเลศนัย 

วันถัดมา 

ขบวณทับของกองทับที่ 1 ได้มาถึงป้อมปราการคาลัสเป็นที่เรียบร้อย โดยที่กองทับที่ 1 นำทหารมา 7 กองพัน ส่วนที่เหลืออีก 3 กองพัน เอาไว้ที่เมืองหลวง 

การป้องกันของกองทัพที่ 2 เป็นไปอย่างทุลักทุเลเป็นอย่างมาก มีทหารบาทเจ็บมากมาย พร้อมกับสเบียงที่ร่อยหลอลงไปเรื่อยๆ ตอนนี้กองทับที่ 2 เหลือทหารที่สู้ได้ไม่มาก แล้ว และเมื่อ กองทัพที่ 1 ส่งทหารมาสบทบ ถึง 7 กองพัน ซึ่งมันทำให้พวกเขาดีใจเป็นอย่างมา ‘ ในที่สุดก็จะได้พักแล้ว ’  ‘ เรารอดแล้ว! ’ พวกทหารของกองทับที่ 2 ต่างส่งเสียงออกมาด้วยความดีใจ! 

ตอนเย็น 

หลังจากที่ทหารของทั้ง 2 กองทับอิ่มหน้ำสำราญกันหมดแล้ว นายพลใหญ่ของทั้ง 2 กองทับก็เข้าไปในเต้นใหญ่ เพื่อประชุม ปรึกษาหารือ เกี่ยวกับแผนการต่อจากนี้!

“ ข้าเสนอว่าให้พวกเราเปิดเมืองและทำการรบในเมืองจะเป็นการดีที่สุด ”

นายพลกองทัพที่ 1 กล่าว

“ ข้าไม่เห็นด้วย! ”

นายพลกองทัพที่ 2 แย้ง

“ เพราะเหตุใด? ”

“ ในเมืองยังมีชาวบ้านหลงเหลืออยู่ เราไม่ควรนำสนามรบมาไว้ในเมือง ”

“ เฮ้ย เจ้าอย่าโง่ไปหน่อยเลย เจ้าเองก็ได้รับราชโองการจากพนะราชาแล้วนิ ว่า อพยพ ชาวบ้านระแวกนี้ให้หมด ”

“ แต่พวกเขาบางคนไม่ยอมอพยพ ”

“ ก็ใช้กำลังบังคับซะสิ ”

“ ตะ ”

“ เจ้า! ไม่ต้องพูดอะไร มันไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้ว ” 

หลังจากที่ นายพลของทั้ง 2 กองทัพปรึกษาหารือกันเสร็จก็ได้ข้อสรุปเป็นแผน ‘ ละทิ้งเมือง ’ ส่วนเหตุผลก็เพราะว่า เส้นทางการขนส่งสเบียงที่ยากลำบากจากทางเมืองหลวง และ ตัวเมืองเองก็มีพื้นที่ค่อนข้างปิด ทิศเหนือก็เป็นเทือกเขาสูงชัน ส่วนทางทิศไต้ ก็เป็นแม่น้ำอันเชี่ยววกราด ที่คอยเป็นปราการธรรมชาติให้เมืองแห่งนี้ 

เช้าวันรุ่งขึ้น 

ทหารของกองทัพที่ 2 ได้บังคับอพยพชาวบ้านที่เหลืออยู่ ส่วนกองทัพที่ 1 เองนั้นก็ออกจากเมืองทางทิศไต้ ข้ามไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำอันเชียวกราด 

ตอนบ่าย

ทหารที่เหลืออยู่ของกองทับที่ 1 และ 2 ก็ได้ออกจากเมืองป้อมปราการคาลัสทั้งหมดแล้ว ตอนนี้ เมืองป้อมปราการลาคัสได้เป็นเพียงแค่เมืองร้างไร้ผู้คน

ย้อนกลับไป 3 วัน 

แนวรบทิศเหนือ กองทัพที่ 3 กองทัพที่ 4 และกองทัพที่ 5 ปฏิบัติการยึดเมืองยุกคาด้า 

ในครั้งนี้ ราชอาณาจักรได้มีคำสั่งลงมาให้ทางแนวรบทิศเหนือ ปฏิบัติการยึดเมือง ยุกคาด้า มาให้ได้! เมื่อคำสั่งมาถึงในอีก 2 วันให้หลัง นายพลของกองทัพทั้ง 3 ก็ได้เริ่มการประชุมหารือกันในทันที!

“ พวกเจ้ามีแผนอะไรดีๆ หรือเปล่า? ” 

นายพลแห่งกองทัพที่ 4 เอ่ยขึ้นมา

“ ข้าไม่รู้ ”

นายพลแห่งกองทัพที่ 3 ตอบกลับ

“ มันจะยากอะไร! บุกเข้าไปซึ่งๆ หน้าเลย! ”

นายพลแห่งกองทัพที่ 5 ออกความเห็น

“ เจ้าจะไม่คิดอะไรหน่อยหรอ? ”

“ ข้าว่าก็ดีเหมือนกัน! ดูจากสถานการณ์ แล้วพวกมันคงไม่คิดที่จะโจมตีทางเหนือจริงๆ เพราะถ้าหากพวกมันจะโจมตีเราจริงๆ มันคงทำไปนานแล้ว!” 

นายพลแห่งกองทัพที่ 3 พูดออกมาพร้อมยกเหตุผล

“ มันอาจจะเป็นกับดักก็ได้นะ! แบบว่า หลอกล่อให้พวกเราเข้าไปในเมือง แล้วแอบซุ้มโจมตีพวกเราตากนอกเมือง หรืออาจจะเผาเมืองเลยก็ได้! ”

“ มันก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นกับดัก แต่พวกเราต้องยอมเสี่ยง! เราไม่มีเวลามากแล้ว! ตอนนี้ทางตะวันตกกำลังมีศึกหนักกับราชอาณาจักร จาริยาส ”

เมื่อ นายพลกองทัพที่ 3 กล่าวจบแล้ว นายพลแห่งกองทัพที่ 4 ถึงกับแสดงใบหน้าถอดสีออกมา ‘ จาริยาสเปิดศึกกับเรา ’

“ เจ้าคงจะเข้าใจแล้วสินะ ถึงคำที่ว่า ‘ พวกเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว! ’ ”

นายพลแห่งกองทัพที่ 4 พยักหน้าพร้อมกับพูด “ อืม ” เบาๆ

เช้าวันรุ่งขึ้น ปฏิบัติการยึดเมืองยุกคาด้า ก็เริ่มขึิ้น!

ทหารของทั้ง 3 กองทัพรวมกันเป็นทัพเดียว โดยมีทหารกว่า 29,000 นาย และนักเวทย์กว่า 6,000 คนของทั้ง 3 กองทับรวมกัน ทับขนาดใหญ่นี้เริ่มเดินทางตั่งแต่เช้าตรู่ เพื่อเดินทางไปยังเมือง ยุกคาด้า ซึ่งห่างออกไปประมาณ 7 กิโลเมตร ซึ่งระหว่างทางพวกเขาก็เจอทหารของพวคิโอนาฟเป็นระยะๆ ในระยะทางกว่า 7 กิโลเมตรที่ผ่านมา พวกเขาได้ทำลายค่ายขนาดเล็กลงได้ไป 4 ค่าย และในที่สุด ตอนเย็น พวกเขาก็มองเห็นเมืองยุกคาด้าซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 700 เมตรข้างหน้า!

กองทับทางทิศเหนือ ได้หยุดทับไว้อยู่ที่นอกเมืองไม่ไกลนัก เพื่อตั้งแคมป์ที่พัก พวกเขาตั้งแคมป์อย่างรวดเร็วและทำอาหารกินอย่างเอร็ดอร่อย เพระเชื่อว่า ที่นี่จะเป็นศึกสุดท้ายของทับฝั่งหนือ! 

รุ่งสางของวันถัดมา เวลา 04:00 น. 

กองทับทิศเหนือก็ได้พากันแอบย่องออกจากค่ายอย่างเงียบๆ เพื่อที่จะเข้าไปให้ไกล้กับกำแพงเมืองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กำแพงเมืองยุกคาด้านั้นไม่ใช่กำแพงหินแต่อย่างได แต่มันเป็นท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่ปักเรียงกันเป็นแถวล้อมรอบเมืองเอาไว้ และมันจะมีหอสังเกตุการณ์ เป็นระยะๆ รอบๆเมือง! 

ตอนนี้เวลาก็ผ่านไปแล้ว 1 ชั่วโมง ทหารของกองทับทิศเหนือส่วนใหญ่ก็ได้มาอยู่ในระยะ 100 เมตร รอบกำแพงเมืองเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาพร้อมแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงแค่เสียงสัญญาณเท่านั้น!

“ หวูด! ”

เสียงสัญญานสงครามดังขึ้นมา บ่งบอกถึงสงครามได้เริ่มขึิ้นแล้ว กองทับทิศเหนือเริ่มด้วยการส่งลูกไฟกว่า 6,000 ลูกจนกนักเวทย์กว่า 6,000 คน บางลูกก็เล็ก บางลูกก็ใหญ่ มองดูไกลๆแล้วมันช่างสวยงามเป็นอย่างมาก ถึงมันจะสวยงาม แต่ความสวยงานนั้นกลับแฝงไปด้วยพลังทำลายล้างอันมหาศาล

“ ตูม! ”

กำแพงเมือง ยุคาด้า ลุกใหม้ด้วยไฟอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันไม่มีทางที่จะดับไฟนัั้นได้เลย เว้นแต่จะมีนักเวทย์น้ำสัก 200 - 300 คน! กองทับทิศเหนือหยุดยิง เพราะพลังเวทย์ของนักเวทย์พวกเขาหมดซึ่งต้องใช้เวลานานในการพักฟื้น ส่วนสาเหตุที่ทหารราบนั้นยังไม่บุกเข้าไปเพราะพวกเขากำลังดูลาดเลาของทางเมืองอยู่ ว่าจะตอบโต้กลับมายังไง?

แต่ผิดคาด พวกเขาไม่ดับไฟที่กำลังลามเมือง เหมือนไม่สนใจอะไรในเมืองเลยทั้งสิ้น! แต่พวกเขาเลือกที่จะส่งกองทัพขนาดใหญ่ มาโจมตีพวกเรา ดูๆแล้ว น่าจะมีสัก 10,000 นาย น่าจะได้!

พวกเราเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง กองทัพของคิโอนาฟก็ทำการยิงเวทย์มนต์มาอย่างต่อเนื่อง ถึงมันจะมาทีละน้อยๆ แต่มันต่อเนื่อง พวกเราเข้าปะทะกันกว่า 3 ชั่วโมง ในที่สุดมันก็จบลง!

ตอนนี้ เวลา 08:00 น. ในที่สุดพวกเรากองทัพทิศเหนือก็ชนะสงคราม! หลังจากที่ชนะแล้ว พวกเขาก็เดินเข้าไปในเมือง ที่ครึ่งหนึ่งของเมืองกลายเป็นซากขี้เถ้าไปแล้ว ชาวบ้านก็ไม่มีให้เห็นสักคน ยังกับเรามาโจมตีเมืองร้างยังไงยังงั้น? หลังจากเข้าไปในเมืองแล้ว นายพลทั้ง 3 ก็ได้สั่งให้ลูกน้องของตัวเองตรวจสอบความเสียหายของกองทับของตัวเอง!

รายงานการสูญเสีย

กองทัพที่ 3 สูญเสียทหารทั้งหมด 2,521 นาย เป็น นักเวทย์ 27 นาย พลหอก 1,498 นาย ทหารม้า 996 นาย

กองทัพที่ 4 สูญเสียทหารทัั้งหมด 3,103 นาย เป็น นักเวทย์ 44 นาย พลโล่ 1,003 นาย พลดาบ 2,056 นาย

กองทัพที่ 5 สูนเสียทหารทั้งหมด 4,851 นาย เป็น พลโล่ 2,306 นาย พลดาบ 1,457 นาย พลหอก 1,088 นาย

หลังจากที่ดูรายงานการสูญเสียแล้ว นายพลของทั้ง 3 กองทับก็ขมวดคิ้วกันอย่างหนัก กับความคิดที่ว่า ‘มันคุ้มแล้วหรือ? สำหรับทหารกว่า 1 กองทัพ กับเมืองที่กลายเป็นเถ้าถ่านครึ่งเมือง ’ วนเวียนไปมาในหัวของพวกเขาเป็นระยะๆพลบค่ำ นายพลทั้ง 3 ก็ได้เขียนจดหมายรายงานต่อราชา พร้อมกับรายงานการสูญเสีย ในการรบครั้งนี้ด้วย!

กลับมาที่ปัจจุบัน เมืองหลวง 

“ รายงานจากทางเหนือส่งแล้วครับ ท่านมหาเสนาบดี ”

“ ข้ารู้แล้ว เจ้าออกไปได้ ”

“ ครับ ”

มหาเสนาบดีมองออกไปที่หน้าต่างด้วยหน้าตาที่โศกเศร้าเสียใจกับอะไรบางอย่าง!

กองทับจาริยาส

หน่วยสอนแนมของกองทับจาริยาสตะบึงม้าอย่างรวดเร็ว เหมือนมีเรื่องเร่งด่วนที่อยากจะแจ้งให้ทราบโดยเร็ว เมื่อคนสอดแนมมาถึงเขาก็ได้แจ้งเกี่ยวกับเรื่องที่กองทับของรีดีส ละทิ้งเมืองป้อมปราการ คาลัส ต่อผู้บังคับบัญชาของเขา

1 สัปดาห์ หลังจากทิ้งเมืองป้อมปราการ คาลัส 

กองทัพของจาริยาสได้เคลื่อนพลกว่า 70,000 นาย เข้าสู่เมืองร้าง คาลัส ตั่งแต่เช้าตรู่ กว่าจะเคลื่อนพลทั้ง 70,000 คนเสร็จ ก็ตกเย็นไปเสียแล้ว! 

ตอนเย็น

กองทัพของจาริยาส ได้จัดงานฉลอง (เฉพาะ ผู้บังคับบัญชา) ขนาดไม่ใหญ่มาก เพื่อฉลองให้แด่การยึดเมืองหน้าด่านได้สำเร็จ! พวกเขารู้สึกว่ามันง่ายมาก สิ่งที่พวกเขาทำก็แค่ทำสงครามแบบยืดเยื้อ เพื่อลดสเบียงของพวก รีดีส และในที่สุดพวกรีดีส ก็ล่าถอยออกไปเอง ‘ มันช่างง่ายซะเหลือเกิน ’ นี่คือความคิดที่กำลังวนเวียนอยู่ในหัวของเหล่าผู้บังคับบัญชาของจาริยาส ในขณะนี้

“ ได้เวลาแล้ว! ”

“ ยิงได้! ”

“ ฟิ๊ว! ฟิ๊ว! ฟิ๊ว! ”

ธนูไฟลอยมาจากอีกฝั่งของแม่น้ำที่เชี่ยวกราด ลูกธนูไฟส่วนมากจะโดนหลังคาบ้าน แต่ก็มีส่วนน้อยที่โดนตัวของทหารของจาริยาส ทหารของจาริยาสเริ่มแตกตื่น พวกเขากระวนกระวาย พยายามเพื่อที่จะเอาตัวรอดจากกับดักอันนี้ไม่นานพวกเขาก็เริ่มที่จะตั้งตัวได้ และเริ่มที่จะต้อบโต้กลับไปด้วยเวทย์มนต์ พวกจาริยาสถนัดในด้านการใช้เวทย์มนต์ธาตุน้ำ ส่วนรีดิสนั้นถนัดในการใช้เวทย์มนต์ธาตุดิน 

คนทุกคนนั้นมีความถนัดต่างกัน ถึงแม้ว่าธาตุหลักของคุณจะเป็นธาตุดิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะใช้ธาตุลม ไม่ได้ ของเพียงแค่ ฝึก เท่านั้น!

พวกจาริยาสเริ่มยิงเวทย์มนต์ธาตน้ำข้ามแม่น้ำอันเชี่ยวกราดมาใส่พวกเรา แต่มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะว่า พวกเราได้ล่าถอยออกไปแล้ว 

ทางทิศตะวันตกของเมืองป้อมปราการคาลัส นักเวทย์ของกองทับที่ 1 ก็กำลังพยายามสร้างกำแพงดินขนาดใหญ่เพื่อปิดทางหนีของพวกจาริยาส ส่วนทางด้านทิศตะวันออกก็มีค่ายทหารรอพวกจาริยาสอยู่แล้ว ดั่งนั้น ไม่มีทางที่พวกเขาจะรอดได้เลย

แนวรบตะวันออก

มันเป็นเหมือนวันที่เงียบสงบอีก 1 วันที่สงบสุข อัน หลังจากที่เดินลาดตระเวนตอนเช้าเสร็จแล้ว อันก็มักจะเดินไปที่ริมทะเลเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ในโลกเดิม อันมีชีวิตอยู่คนเดี่ยวตั่งแต่เกิดจนตาย อันไม่เคยมีแฟน มีภรรยา หรืิอคนรัก เรียกได้เป็นชายโสดตั่งแต่เด็กยันแก่ แต่ก็ใช่ว่าอันจะไม่มีลูกถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเพียงแค่ลูกบุญธรรม อันเลี้ยงเขามาตั้งแต่ อายุ 6 ขวบ ‘ ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นยังไงบ้าง? ’ อันบ่นพึมพำอยู่ในใจ…

อันล้ำลึกความหลังอยู่นาน จนเผลอลืมเวลา ตอนนี้มันเป็นเวลา บ่ายแล้ว ต้องรีบกลับไป แต่เมื่ออันไปถึง เมืองชายแดนเล็กๆ ที่เคยเงียบสงบ แห่งนี้ มันไม่เงียบสงบเสียแล้ว

“ มันเกิดอะไรขึ้น? ”

อันรีบวิ่งเข้าไปในเมืองเล็กๆแห่งนี่ ในระหว่างทางเขาเห็นซากศพมากมาย ส่วนหนึ่งเป็นชาวบ้านและส่วนหนึ่งก็เป็นทหาร! พวกเขามีดาบ มีโล่ ครบเซ็ต และมีสัญลักษณ์ อยู่ตรงกลางโล่ เป็นรูปดาบ 2 เล่มไขว้กันและมีโล่สีเหลืองอยู่ด้านหลัง 

“ นี่มัน สัญลักษณ์ของพวก คิโอนาฟ นิ! ”

ผมเดินไปรอบๆ เมืองนี้ดู เผื่อจะมีใครรอดชีวิตบ้าง อันตัดสินเดินไปที่ คฤหาสน์ของเจ้าเมืองแห่งนี้ เจ้าเมืองนี้เป็นขุนนางชั้นบารอน ชื่อว่า โรดาฟ เมื่ออันเดินเขาไปในคฤหาสน์ ก็ต้องพบกับสภาพของคฤหาสน์ที่เละเทะไม่มีชิ้นดี กำแพงที่ทะลุเป็นรูขนาดใหญ่ ศพทหารที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ อันตะโกนร้องเผื่อจะมีใครรอดชีวิตอยู่บ้าง ไม่มีเสียงตอบรับ! มันก็แน่ละ ใครเขาจะมาอยู่ที่นี่ ตอนนี้!

อันออกมาจากคฤหาสน์ของเจ้าเมือง แล้วเดินไปรอบๆ เมือง 1 รอบ ในตอนที่อันเดินไปที่เมืองฝั่งเหนือ อันก็สังเกตุเห็น รอยเท้าจำนวนมาก อยู่เต็มบริเวณ ‘ พวกมันขึ้นไปทางเหนือหรอ? ’ อันคิดบ่นพึมพำอยู่แปปเดี่ยวก็ตะโกนออกมา 

“ แย่แล้ว! ”

ห่างจากเมืองริมชายฝั่ง ขึ้นไปทางเหนือ 30 กิโลเมตร เมือง อาร์เทอร์มิส 

“ ป้องกันเมืองไว้ อย่าให้มันบุกเข้ามาได้! ”

หัวหน้าตระกูลอาร์เทอร์มิส ร้องตะโกนอย่างสุดเสียง

เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน จู่ๆ ก็มีกองทับจำนวน 1 กองพัน วิ่งเข้ามาในเมืองด้วยสีหน้าที่แตกตื่น พร้อมกับบอกว่า เมืองโรดาฟ แตกพ่ายแล้ว! และอีกไม่นานกองทับของคิโอนาฟก็น่าจะมาถึงเมืองแห่งนี้

“ กองเวทย์มนต์ที่ 3 ยิงได้ ”

ก้อนหินจำนวน 100 ก้อนที่สร้างออกมาด้วยเวทย์มนต์ ยิงออกไปข้างนอกใส่กองทับขนาดใหญ่ของคิโอนาฟ ในศึกตะวันออกครั้งนี้พวกคิโอนาฟ ส่งกองทับมาถล่มพวกเรา 1 กองทับแบบฉับพลัน กองทับของรีดีสส่วนใหญ่ถอนถับออกไปแล้ว เหลือไว้แค่ 2 กองพันที่เขตตะวันออก 

“ กลุ่มต่อไป ยิงได้ ”

หัวหน้ากองร้อยตะโกนออกเพื่อส่งสัญญาณให้นักเวทย์กลุ่มต่อไปเริ่มโจมตีได้!

ตอนนี้หัวหน้ากองพันที่ 3 แห่งกองทับที่ 7 และหัวหน้ากองพันที่ 8 แห่งกองทับที่ 6 กำลังประชุมหารือกับหัวหน้าตระกูลอาร์เทอร์มิส

“ พวกท่านว่าพวกเราจะมีโอกาศรอดเท่าใหร่กัน? ”

หัวหน้าตระกูลอาร์เทอร์มิสเอ่ยขึ้นมา

“ ข้าว่า… ไม่มี! ”

หัวหน้ากองพันที่ 8 ตอบกลับ

“ นั้นสินะ ”

หัวหน้าตระกูลอาร์เทอร์มิสถอนหายใจออกมา

“ ถ้าพวกเราไม่มีโอกาศรอด ทำไม? ไม่สู้แบบพลีชีพไปเลยล่ะ? ”

หัวหน้ากองพันที่ 3 ออกความเห็น

“ ก็ดีเหมือนกัน! เจ้าล่ะ? ”

หัวหน้ากองพันที่ 8 ถามหัวหน้าตระกูล

“ … ”

อัน กำลังควบม้าไปที่บ้านของตัวเองอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าทุกอย่างจะสายเกินไป หลังจากที่อันเดินมาที่ทิศเหนือของเมืองดาฟ อันก็ต้องพบกับ รอยเท้าจำนวนมาก ระหว่างทางที่อันกำลังควบม้า ก็มีศพทหาร กระจัดกระจายอยู่เป็นระยะๆ ไม่นาน อันก็ควบม้ามาถึงสถานที่ๆเคยเรียกว่า ‘ บ้าน! ’ 

เมืองอาร์เทอร์มิสที่ตอนนี้กำลังลุกเป็นไฟ ทหารจำนวนมากเข้าไปต่อสู้ภายในเมือง ‘ บ้านของเราแตกพ่ายแล้วหรอ? ’ อันมีความคิดนี้วังนเวียนอยู่ในหัว ในขณะที่เดินเข้าไปภายในไฟสงครามที่กำลังโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงที่ บ้านของเขา

 

[ เมื่อโลกอันสงบสุขของฉันถูกทำลายลง | บ้านและความสุขที่หายไป ]

-1-

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

×