[os/sf seventeen] Coffee, Tears, Moonlight

ตอนที่ 7 : [os] อย่าให้เข้ามา || Hoshi & Dino

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 502
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    12 มิ.ย. 62









ซูนยอง as สมาย ศิวัช










สมายไม่เคยคิดว่าหอพักที่เขาย้ายเข้ามาอยู่ตั้งแต่เปิดเทอมปี 2 จะมีอะไรผิดปกติ


เขาอาศัยอยู่กับมังกร เด็กปี 1 คณะนิเทศศาสตร์ที่เจอกันตอนหารูมเมทแชร์ค่าเช่า อีกฝ่ายเป็นคนอัธยาศัยดีและไม่มีปัญหาเรื่องความสะอาดห้อง (เพราะซกมกด้วยกันทั้งคู่) เขาถึงอยู่ได้แบบสบายใจจนล่วงเลยมากว่าครึ่งเทอม


จนกระทั่งคืนนี้แหละ...


"เข้ามาได้เลย"


สมายชะงัก มือที่กำลังร่างภาพบนกระดาษหยุดกึก จ้องไปที่เงาตะคุ่มๆ ของรูมเมทบนเตียงนอนหันหลังให้ ความมืดสนิทที่ปกคลุมทั่วอาณาบริเวณยกเว้นโต๊ะเขียนหนังสือของเขาทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้กำลังเล่นโทรศัพท์มือถือหรือโทรคุยกับใครสักคนอยู่ เขามองไปที่หน้าปัดนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง...ตีสาม แต่เขาจำได้ว่าคนเด็กกว่านอนไปตั้งแต่ห้าทุ่มแล้วนี่?




ละเมอ?




จู่ๆ ลมเย็นก็โชยมาปะทะใบหน้า คาง และต้นคอด้านหลัง ความเงียบสงัดยามรัตติกาลทำให้ประสาทสัมผัสเฉียบคมกว่าปกติจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจของเพื่อนร่วมห้อง เขามือสั่น พยายามบังคับปากกาให้เคลื่อนที่ต่อตามแบบที่วาดไว้ในจินตภาพ แต่แล้วสติก็กระเจิดกระเจิงเมื่อนึกได้ว่าคล้ายได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กปะปน


แม่ง! รู้อยู่แล้วว่าไอ้คนข้างห้องที่อยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นพวกชอบเปิดอะไรแปลกๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ช่วงเข้ามาอยู่ใหม่ๆ เขาเคยหลอนเสียงแมวร้องกับเสียงคนกรี๊ดตอนดึกดื่นค่อนคืนกว่าจะรู้ว่าคนข้างห้องดูหนังผี ไอ้บ้าเอ๊ย เสียงมาได้จังหวะจริงๆ อย่างน้อยเขาก็ขอให้เป็นเสียงหนังผีจริงๆ นะ...


มังกรละเมออะไรของมันวะ ขอให้เป็นเพราะมันฝันว่าเชิญสาวๆ มาปาร์ตี้ที่บ้านแล้วกัน ขออย่าให้เป็น 'อะไรๆ' ที่ไม่ควรพูดออกมาแล้วกัน อย่า...อย่านะศิวัช ห้ามคิดถึงอะไรพวกนั้นเด็ดขาด ตอนย้ายของเข้าหอ แม่ของเขาให้ผ้ายันต์จากวัดดังมาแปะไว้หน้าห้องเรียบร้อย อุ่นใจได้ ไม่มีอะไรแปลกปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์


เขาปีนขึ้นเตียง เอาผ้าห่มคลุมแล้วนั่งสวดมนต์อยู่ในโปงผ้างุบงิบสองสามบท ก้มกราบเร็วๆ แล้วจึงพลิกตัวลงนอน เหงื่อกาฬแตกพลั่ก พยายามข่มตาหลับ


ไม่คิด...ไม่คิดมากนะโว้ย
















เช้าวันต่อมา เขาจิตใจไม่อยู่สุข ลงไปป้วนเปี้ยนแถวล่างหอจนยามสังเกตเห็นในที่สุด


"ห้องนั้นน่ะเหรอ..." ลุงยามตัวเตี้ย ร่างหนาล่ำ ทำท่าครุ่นคิดจนหน้าบุบบี้ไปหมด "ถ้าถามถึงห้องนั้นเลยลุงก็จำอะไรเป๊ะๆ ไม่ได้หรอก แต่ถ้าถามว่า 'มี' ไหมมันก็ต้องมีอยู่แล้ว ฮะๆๆ เห็นสวยๆ แต่ตึกแถวนี้มันก็เก่าปรับปรุงไม่รู้กี่รอบมาแล้วล่ะ อย่าถามว่าแถวนี้มีเลยหรือเปล่า ถามว่าตรงไหนไม่มีน่าจะง่ายกว่า ฮะๆๆๆ"


กูนี่สบายใจเลยครับพ่อแม่พี่น้อง...




[เหรอ แล้วมึงจะไม่ไปทำบุญอะไรหน่อยเหรอ?]


"ไอ้เหี้ย! กูบอกว่าไม่มีอะไรไงวะ!"


สมายสบถคำหยาบคายใส่เพื่อนผ่านสายโทรศัพท์ขณะรับเงินทอนจากแคชเชียร์แล้วเดินกลับห้อง รู้ว่ากำลังทำตัวประสาทเสีย แต่มันอดไม่ได้จริงๆ


[เอ้า กูไม่ได้บอกว่าห้องมึงมีซะหน่อย แค่บอกว่าถ้าไปทำแล้วสบายใจมึงก็ไป เออ แล้วห้องมึงมีพระปะ?]


"ไม่มีว่ะ หาที่วางไม่ได้"


[ช่างมัน มึงมันกลัวขี้ราดไปเองปะวะ น้องมันแค่ละเมอเอง ตอนไปทัศนศึกษาที่ระยองมึงยังละเมอใส่กูว่าข้าวหน้าปลาไหลๆๆ เลย กูจำได้...เฮ้ย ไอ้มาย ทำไมเงียบวะ...]


เด็กหนุ่มหยุดกึกหน้าตู้ปลาขนาดใหญ่เหนือเคาน์เตอร์ติดต่อในห้องโถง มองผ่านน้ำเหลืองขุ่นข้นเห็นศพปลาตัวอวบอ้วนนอนหงายท้องอยู่ในตู้ ตาเหลือกถลน ตะไคร่น้ำขึ้นเขียวจับรอบตู้กระจกอย่างไม่ได้รับการดูแลรักษา


[ไอ้มาย!]


"อ๋อ เปล่า แค่ปลาตายน่ะ"
















พอจ้องจับผิด เรื่องประหลาดก็ดูเหมือนจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นยามค่ำคืนจนสมายต้องปิดหูเพราะคิดอย่างรำคาญใจว่าเดี๋ยวมังกรมันก็หากุญแจห้องเจอเอง กลับกลายเป็นว่าวันนั้นรูมเมทเขากลับบ้านที่ต่างจังหวัดตั้งแต่บ่าย เล่นเอาผวาไม่กล้าไปห้องน้ำคนเดียวไปพักใหญ่ โอเค...อาจจะเป็นห้องอื่นมาเคาะผิด มันต้องเคาะผิดสิ อย่าเถียง กูกลัวเด้อ...


บางคืนก็เหมือนได้ยินเสียงเด็กชัดขึ้น จนฟังออกว่าเหมือนเพลงที่ใช้ร้องเล่นกันสมัยก่อน เขาร่ำๆ จะไปทุบประตูห้องข้างๆ ให้รู้แล้วรู้รอด ทำคนข้างห้องหัวใจวายตายมันเป็นความผิดนะเว้ย!


"ชิบหาย..."


สมายเบรกเอี๊ยดแทบไม่ทันเมื่อก้าวออกจากห้องเพียงก้าวแรก ยกเท้าที่มีคราบเหนียวหนึบสีน้ำตาลเละมองไม่ออกว่าเป็นอะไรขึ้นมาดูพลางกระโดดกระย่องกระแย่งไปข้างๆ ใครมันทำอะไรหกหน้าห้องเขาวะ!? เขานึกถึงไอ้ฟอนต์ เพื่อนคู่แค้นที่ชอบแกล้งหย่อนอะไรพรรค์นี้ไว้ในกระเป๋าเพื่อแกล้งเขา แต่มันไม่ได้อยู่หอนี้ด้วยซ้ำ


จะทำไงต่อล่ะวะ ผ้าถูพื้นน่ะห้องเขาไม่มีหรอก (การันตีความโสโครก) คงต้องไปขอแม่บ้านหอล่ะมั้ง แต่จะให้ไปในสภาพนี้เนี่ยนะ...?


เขาเห็นใครเลี้ยวออกจากห้องน้ำรวมแวบๆ จึงรีบเรียกไว้ "พี่ครับ"


มองไม่ผิดจริงๆ ด้วย หล่อนคือแม่บ้านตาบอดที่รับผิดชอบชั้นแปดนี้นั่นเอง หลายครั้งก็มีคนไปแจ้งเจ้าหน้าที่หอว่าหล่อนไม่ยอมทำความสะอาดระเบียงทางเดินมาจนสุดทาง คนที่เดือดร้อนคือใคร ก็ห้องเขาที่อยู่สุดทางเดินน่ะสิ


แผ่นหลังในเสื้อยืดมอซอสีก้ำกึ่งระหว่างชมพูส้มกับน้ำตาลหยุดนิ่ง ไม่แม้แต่จะหันหลังมามอง เขาเซจนต้องรีบคว้าลูกบิดประตูไว้พลางหอบหายใจแรง


"พี่ครับ ช่วยผมด้วย"


เสียงกรีดร้องน่าสยองขวัญโหยหวนไปทั่วทั้งตึก ยาวนานและทำให้ผมบนหนังศีรษะลุกชัน ร่างผอมแห้งวิ่งเตลิดหายไปไม่เห็นแม้แต่ฝุ่น สมายสบตากับคนห้องข้างๆ ที่โผล่หน้าออกมาอย่างอยากรู้อยากเห็นปนสะลึมสะลือแล้วได้แต่เก็บอาการเหวอแล้วปั้นยิ้มแหยกลับไปทั้งยังงุนงงจัด


อะไรวะ เดี๋ยว กูน่ากลัวกว่าผีหรอ? หลอกเพื่อนยังไม่ได้เท่านี้เลย แล้วไอ้หยึยๆ ที่เท้านี่กูต้องจัดการเองหรอวะ?? เดี๋ยว!?!


เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นอีกแล้ว เขาถอนหายใจแล้วสะบัดรองเท้าทิ้งไว้หน้าห้อง ตั้งใจจะไปหาเสื้อตัวที่เก่าที่สุดมาเช็ด กลับมาก็ไม่เห็นอะไร ทั้งคราบ ทั้งรองเท้ากีฬาราคาถูกที่เปรอะเปื้อน ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น

















งานวิชาคณะทำให้สมายต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เดิมๆ ที่ตั้งใจไว้ว่าจะหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด


ตีสาม ดึกสงัด ไฟเหนือโต๊ะเขียนหนังสือเขาให้แสงสว่างเป็นวงแคบ ข้าวของของรูมเมทเขาอีกฟากนึงของห้องซุกซ่อนรายละเอียดอยู่ในเงามืด ชวนให้จินตนาการไปไกลว่ามีแค่โต๊ะเตียงที่คุ้นเคย หรือมีร่างดำทะมึนของ 'บางสิ่ง' ซ่อนอยู่ด้วยกันแน่...


เขาจิกมือตัวเองด้วยความกระวนกระวาย มโนเก่งนะศิวัช มึงเลิกจิ้นเรื่อง...เอ่อ...เรื่องสยองขวัญแล้วกลับไปทำงานเลยไป! เขาเคี้ยวยางลบหัวดินสออย่างตื่นๆ ก่อนหันไปคว้าแท็บเล็ตเพื่อเปิดดูข้อมูลที่เพื่อนส่งมาให้


แกรกๆ


เสียงดินสอไม้ลากผ่านกระดาษขาวบนโต๊ะฟังระคายหู ตัดผ่านจังหวะของเสียงเข็มนาฬิกาอันเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หลอมรวมราวกับเป็นเสียงเดียวในความเงียบงันแห่งราตรีนี้


อาจจะ...นะ?


"เข้ามาสิ ประตูไม่ได้ล็อก"


เสียงดังแหวกความเงียบจากเพื่อนร่วมห้องทำเอาเขาหันขวับ บริเวณทางเดินเข้าห้องมืดสนิท ปราศจากร่างเงาใดๆ รวมถึงโต๊ะและชั้นวางของใต้หน้าต่าง อุณหภูมิในห้องลดลงอย่างไร้ที่มาที่ไป เด็กหนุ่มเลื่อนสายตาไปยังประตูห้องที่ยังคงสงบนิ่งอย่างหวาดผวา แสงสลัวจากรอยแยกระหว่างประตูและพื้นวูบวาบไหวสั่น เขากลัวมากจึงรีบตระโกนสวนไป "อย่าเข้ามานะโว้ย!"


เงียบ...มีเพียงเสียงหมุนหวือผ่านอากาศของใบพัดพัดลม เขานั่งตัวสั่น มองงานบนโต๊ะสลับกับเตียง ชั่งใจอย่างหนัก พลันได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักแหลมใสแว่วมาตามลม


พะ...


"โธ่เว้ย! จะเปิดเพลงอะไรนักหนา!"


เขาทิ้งตัวนอนเอาผ้าตลบคลุมหัว หยิบหูฟังมาใส่แล้วเร่งเสียงจนสุด แต่ถึงอย่างนั้นเพลงที่ได้ยินก่อนหน้านี้กลับติดอยู่ในหัวจนไม่มีสมาธิกับอะไรทั้งนั้น




โพงพางเอย...
















เช้าวันรุ่งขึ้นสมายแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่หกโมง ทำเรื่องช็อกโลกด้วยการแต่งตัวสุภาพเรียบร้อยผิดหูผิดตาไปทำบุญที่วัดใกล้หอ เขากรวดน้ำ พนมมืออธิษฐานมุบมิบอยู่นาน บรรยากาศสงบร่มรื่นของสถานที่ทำให้เด็กหนุ่มอารมณ์แจ่มใสขึ้นเยอะจึงโทรชวนเพื่อนไปหาอะไรกินกันที่ห้างสรรพสินค้า


เขาผิวปาก ลืมเรื่องไม่สบายใจไปสนิทตอนที่กลับมาเอาของที่หอ ตั้งใจจะเปลี่ยนชุดแล้วออกไปต่อ พอดีสวนกับเพื่อนข้างห้องที่กำลังเดินออกมาจึงรีบเอ่ยปากทักอย่างได้โอกาส


"เฮ้ย ไอ้มุก มึงเปิดเชี่ยไรนักหนาวะ"


มุก ไอ้เด็กเนิร์ดวิดวะที่ชื่อแต๋วชิบหาย สะพายกระเป๋าเป้ใบใหญ่เหมือนแบกบ้านไปคณะด้วยทุกวัน หันมาขมวดคิ้วเหมือนไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรอยู่


"เปิดอะไรวะ?"


"เอ้า ก็เพลงที่มึงชอบเปิดดึกๆ ไง" ยิ่งพูดยิ่งไม่แน่ใจเมื่อเห็นสีหน้าของคู่สนทนา "เพลงเด็กเล่นที่มึงชอบเปิดตอนตีสองตีสามอะ แม่งดังมาห้องกู หลอนชิบหาย"


คำตอบที่ได้รับกลับทำเขาอ้าปากหวอ


"เปล่านะ กูไปอยู่หอใหม่ตั้งนานแล้ว ไม่รู้เหรอ? วันนี้กูเพิ่งกลับมาเอาของเอง มึงได้ยินจากห้องอื่นเปล่าวะ...เฮ้ย ไอ้มาย ไอ้มาย"


ห้องอื่นก็ดีสิวะ แต่ห้องกูมันสุดทางเดิน สัส!
















อากาศปลายเดือนตุลาคมเย็นยะเยือกเกินกว่ากรมอุตุฯ จะทำนายถูก เด็กหนุ่มนอนกระสับกระส่าย โมโหเพื่อนที่เทนัดหัวฟัดหัวเหวี่ยงตั้งแต่บ่ายแล้วจึงกลับห้องมาแบบเฉาๆ อาการหวาดหวั่นเริ่มเข้าครอบคลุมจิตใจโดยไม่ทราบสาเหตุ เขายึดผ้าห่มปิดถึงปลายคาง หัวคิ้วกดแน่น มโนภาพในหัวตีกันยุ่งเหยิงจนแยกแยะไม่ออกว่าหลับหรือตื่น


สมายเดินไปตามทางเดินมืดมิดยามตีสาม รอบข้างพร่ามัวไร้รายละเอียดใดๆ ความมืดขมุกขมัวกดดันประสาทเครียดเขม็งใกล้ขาดผึง ณ สุดปลายทางเดินปรากฎร่างเล็กนั่งขดสะอื้นไห้ เสียงร้องแผ่วเบาน่าสงสารทำให้เขาใจอ่อนยวบ


"น้อง...น้องครับ"


"ฮึก...ฮึก...ช่วยผมด้วย...ฮือ..."


เขาตัดสินใจปุบปับ แตะบ่าอีกฝ่ายแล้วย่อตัวนั่งยองๆ ให้ใบหน้าอยู่ระดับใกล้เคียงกัน ลูบศีรษะเล็กที่สั่นเทาไม่หยุดอย่างเบามือหวังว่าจะช่วยปลอบประโลมได้


"มีอะไรให้พี่ช่วยเหรอ บอกมาเลย"


"ผมเข้าห้องไม่ได้" เด็กชายเงยหน้าขึ้นมา น้ำตาเปรอะเปื้อนแก้มขาวซีดดูน่าสงสาร "ผมอยู่ห้องนี้มาตั้งนานแล้ว พี่มาทีหลังทำไมต้องห้ามผมเข้าห้องด้วยอะ ผมทำอะไรผิด ทำไมพี่ต้องเกลียดผมด้วยล่ะครับ ฮือๆๆ"


ตอนนั้นเองเขากลับไม่ได้เอะใจใดๆ ไม่ได้รู้สึกถึงความแปลกประหลาดในประโยคที่ได้ยิน เพียงแค่...อ๋อ อย่างนี้นี่เอง แล้วจึงรีบตอบรับเพื่อหวังจะปลอบให้เด็กน้อยหยุดร้องไห้


"งั้นเข้ามาได้เลยนะ พี่ไม่ห้ามแล้ว เข้ามานั่งเล่นได้เลยไม่ต้องมาขอ โอเคไหม?"


เด็กชายหยุดร้องไห้ทันที แววตาที่ใสแจ๋วเหมือนลูกกวางเพิ่งเกิดเต็มไปด้วยประกายแห่งความยินดี บริสุทธิ์ตรงไปตรงมาเสียจนสมายอดยิ้มตามไม่ได้ ในใจพองฟูอย่างคนที่เพิ่งทำความดี


ดีจังที่หยุดร้องไห้แล้ว...


นิ้วซีดเผือดยกขึ้น เขาเพิ่งสังเกตว่าปลายทางเดินคือประตูห้องของเขานั่นเอง เด็กชายชี้ไปทางสลัก...กุญแจสีแดง


"งั้น...ปลดกุญแจให้หน่อยสิครับ"


สมายสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก


เขากำลังจะถอนใจพลางลุกขึ้นนั่งแต่กลับพบขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว แขนขาไร้ความรู้สึกเหมือนก้อนหิน มวลอากาศเย็นเยียบแปรเป็นหนักอึ้งกดทับลงมาบนอกจนทำให้หายใจไม่ออก เขาพยายามดิ้นรนโงหัวขึ้น เพ่งมองในความมืด ปลายเตียงมีผ้ายันต์ชิ้นเล็กๆ ตกอยู่ สีแดงของมันฉูดฉาดเสียดแทงนัยน์ตา


"คิๆๆ"


เด็กหนุ่มตัวแข็งทื่อ แว่วคล้ายได้ยินเสียงหัวเราะที่เขานึกมาโดยตลอดว่ามาจากลำโพงของคนข้างห้อง ทว่า...เสียงมันช่างชัดเจนเหลือเกิน ชัดเจนเสียจนเขาเลื่อนสายตาขึ้นและปะทะกับร่างเจ้าของเสียงกำลังคร่อมอยู่บนตัวเขานั่นเอง


เงาดำมืด...วูบไหวราวกับไร้ตัวตน ทว่าผอมเกร็งเห็นเป็นรยางค์แขนขานั่งทับอยู่บนอก บริเวณที่ควรเป็นดวงตากลับคาดทับด้วยผ้าเปื้อนเลือดแห้งกรัง ปากอ้ากว้าง ฟันซี่แหลมสีเหลืองเรียงรายอยู่เต็ม ก่อนจะค่อยๆ แสยะเป็นรอยยิ้มน่าสะพรึงกลัว


"คิๆๆ จับได้แล้ว..."


เขาพยายามดิ้นรนด้วยความตกใจสุดขีด ทว่ากลับไม่เป็นผล ริมฝีปากส่งเสียงอื้ออึงออกมาได้เพียงคล้ายเสียงลมพัดที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เงาตรงหน้ายิ่งหัวเราะคิกคักชอบใจขณะมองเหยื่อของตนดิ้นกระเสือกกระสนเอาตัวรอด


"ขยับไม่ได้หรอก ก็ 'ปลาตาย' นี่นา..."


ภาพซากศพที่ลอยอืดอยู่ในตู้กระจกแวบเข้ามาในมโนนึก น้ำตาของเขาไหลพรากขณะใช้ความพยายามเฮือกสุดท้ายที่จะเรียกรูมเมทซึ่งนอนอยู่บนเตียงห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร ยิ่งเรียกเสียงหัวเราะชอบใจรัวสูงและหวีดหวิวผิดมนุษย์ ราวกับเพลิดเพลินที่จะได้เฝ้ามองมดแมลงต่อสู้ยิบตาพลางค่อยๆ บดขยี้อย่างแสนง่ายดายเพียงปลายนิ้วขยับ


"ไหนดูซิใครเอ่ย..."


นิ้วยาวเย็นเยียบเกาะกุมใบหน้าเขา ปลายเล็บแหลมหงิกงอผิดธรรมชาติครูดแก้มเขาอย่างแผ่วเบา คืบคลานไปทั่วก่อความรู้สึกสะอิดสะเอียนเจียนอ้วกคล้ายผิวสัมผัสของสัตว์เลื้อยคลาน ลูบคลำและเผยรอยยิ้มน่าขนพองสยองเกล้าช้าๆ


"พี่สมายของผมนี่นา ฮิฮิฮิ"




กฎการเล่นโพงพางกล่าวไว้ว่า ถ้าใครถูกจับได้และโดนทายชื่อถูก จะต้องไปเป็นปลาแทน...




ใกล้เสียจนได้กลิ่นบูดเน่า น้ำตาร้อนผ่าวไหลออกมาจากหางตาเรื่อยๆ จนเปียกชุ่มปลอกหมอน มันเอียงหัวจนหักบิด ราวกับใคร่รู้ถึงปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ปลายเล็บสะกิดเกี่ยวผ้าปิดตากรังเลือดลง เผยให้เห็นเบ้าตากลวงโบ๋ที่มีหนอนชอนไชยั้วเยี้ยเบิกโพลงจ้องมองเหยื่ออย่างหฤหรรษ์ 



และยื่นมือมายังดวงตาของเขา











โพงพางเอย


ปลาเข้าลอด


ปลาตาบอด


เข้าลอดโพงพาง





















#ฟิคไม่มีเหตุผล

_________________________________________


สุขสันต์วันฮาโลวีน

* แรงบันดาลใจจากเรื่องจริง



           
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #29 beyourfangirl (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 / 22:43
    ไม่มีโมเม้นแถมน่ากลัวอีก ฮืออออ หลอนเลย แต่งดีมากค่ะ
    #29
    0
  2. #28 PanKunMuMiEiEi (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 11:31

    อื้อหืออออ น่ากลัวจริงๆค่ะ

    #28
    0
  3. #27 littlesoon (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 02:05
    น่ากลัว น่ากลัวมากๆเลยค่ะ ฮือออ สงสารสมาย
    #27
    0