[os/sf seventeen] Coffee, Tears, Moonlight

ตอนที่ 19 : [os] Old flame || soonhoon

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 594
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 61 ครั้ง
    7 ต.ค. 62


Photo by Almos Bechtold on Unsplash






Rate : PG – 18


Warning : เนื้อเรื่องอาจมีการใช้ภาษาไม่สุภาพ ถ้อยคำที่ส่อไปในเชิงเพศ ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปีควรได้รับคำแนะนำ



ซูนยอง as ไผ่

จีฮุน as อิน

ซึงชอล as เชฟ

วอนอู as คีย์

ซอกมิน as แซนด์

จุนฮวี as ยีน











ผู้ชายวัยฉกรรจ์หกคนกับงานเลี้ยงฉลอง คงยากถ้าจะพูดว่าเป็นงานเลี้ยงที่มีเพียงหมูกระทะกับน้ำอัดลมซู่ซ่าไร้อบายมุขใดๆ แทบบอกได้ว่าฝันไปเถอะ ในเมื่อบรรดาชายฉกรรจ์ทั้งหกก็ล้วนเป็นสิงห์คอทองแดงกันทั้งนั้น


แม้ว่าอันที่จริง...หมูกระทะกับน้ำอัดลมนั่นแหละ ถูกแล้ว




“...กูว่าเหมือนมางานเลี้ยงหลังเกษียณ”




“เอ้า ไอ้ห่านี่”


เชฟเอื้อมมือไปตบหัวคีย์ที่ตีหน้าซังกะตายกับแก้วโค้ก ในขณะที่เจ้ามือย่างหมูอย่างแซนด์กำลังโชว์ลีลาย่างพิสดารกลางอากาศจนไผ่กับยีนขำก๊ากจะเป็นจะตายกันอยู่สองคน อันที่จริงพวกเขาก็อยากออกไปสังสรรค์นอกสถานที่ตามประสาหนุ่มโสดอยากมีคนดูแลหัวใจ แต่ติดตรงที่ว่าคีย์ เพื่อนแว่นที่ทำงานในกระทรวง เพิ่งได้รับการผ่าตัดตับและโดนหมอสั่งงดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ไปอีกระยะใหญ่ เพื่อนที่ดีอย่างพวกเขาที่ผลัดกันมาเยี่ยมจึงตัดสินใจเลี้ยงหมูกระทะฉลองเมื่อคีย์ออกจากโรงพยาบาลและปล่อยให้เจ้าตัวมองเพื่อนกระดกเบียร์ตาปริบๆ


กลุ่มของพวกเขาประกอบไปด้วย เชฟ แซนด์ คีย์ ไผ่ ยีน อิน และเจษที่เรียนและทำงานต่างประเทศจึงมาไม่ได้ หลังจากจบจากมหาวิทยาลัยและแยกย้ายกันไปทำงานตามเส้นทางของแต่ละคน นานๆ แบบนานมากๆ ทีถึงจะรวมตัวกันได้ครบองค์ประชุม จึงไม่แปลกที่คีย์จะกลอกตาขึ้นฟ้าเมื่อได้ยินว่าบรรดา ‘เพื่อนที่แสนดี’ จะถ่อมาเลี้ยงฉลองเสียวุ่นวายกะอีแค่หมูกระทะในห้องแคบๆ ของเขา


แล้วเช้ามาใครล้างจาน!? ก็กูไง! เช้ามาใครจะเก็บห้อง!? ก็กูอีกนั่นแหละ!!


“ไอ้คีย์เป็นอะไรวะ?” อินที่เพิ่งกลับมาจากห้องน้ำถามขึ้น เบ้ปากพลางดันตัวไผ่ที่หัวเราะจนหน้าหงายหน้าคว่ำไปไกลๆ ด้วย


“มีคนไม่พอใจว่ะ” เชฟตอบแทนพลางกลั้นหัวเราะ อันที่จริงทุกคนก็มาเพราะอยากแกล้งไอ้คีย์มันนั่นแหละ ไม่มีจุดประสงค์อื่นหรอก “จะแดกไหมครับเพื่อน ถ้าแดกไม่ไหวเดี๋ยวกูเคี้ยวคายให้เอาปะ”


“เสือก”


ทั้งวงฮาครืนเมื่อเจ้าของงานสวนกลับสั้นๆ ได้ใจความ แซนด์คีบหมูที่ย่างเสร็จแจกจ่ายลงจานเพื่อนคนละชิ้นพร้อมกับแกล้งตัดของคีย์จนเป็นชิ้นกะรุ่งกะริ่ง ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ ไผ่อ้าปากยัดเนื้อหมูสไลด์หอมกรุ่นเข้าไปทั้งชิ้น แล้วก็ต้องรีบคายออกมาเพราะมันร้อน โดนอินด่าซ้ำไปอีกว่าโง่


“เฮ้ยมึงๆ! เล่นหมุนขวดกัน!”


เลี้ยงฉลองกันทั้งที จะพลาดเกมสุดฮิตอย่าง Truth or dare ไปได้อย่างไร ถึงจะเป็นแค่ขวดซีอิ๊วโง่ๆ ที่ยีนปิดฝาขวดแล้วจับวางหมับลงกลางโต๊ะท่ามกลางจานเปล่าและหยดน้ำจิ้มเลอะๆ พาให้คีย์กลอกตาอีกตลบนึง เสียงหัวเราะเฮฮาหยอกล้อกันดังมาอีกระลอกนึงก่อนจะเงียบลงอย่างใจจดใจจ่อเมื่อยีนยื่นมือไปหมุนขวด


“ไอ้คีย์ๆ พระเอกงานเว้ย! ฮะๆๆ”


เจ้าของชื่อเลิกคิ้ว ผายมือเหมือนไม่มีอะไรจะเสียแล้ว


“Truth”


“คืนนึงมึงหนักสุดกี่รอบ?”


เสียงโห่ฮาดังขึ้นระงมทันที เชฟชี้ด่ามาจากอีกฟากของโต๊ะ “โว้ยไอ้สัด! คำถามแบบนี้มึงจะถามไอ้คีย์ให้ได้อะไรขึ้นมา! มึงต้องเก็บไว้ถามไอ้อิน!”


“เสือกอะไรกับกูมิทราบ?”


“อะตอบๆๆ จะได้จบๆ”


คีย์ยังคงไม่เปลี่ยนสีหน้า “เอาแบบกูโซโล่หรือกูกับแฟน?”


“มึงกับเมียสิวะ”


“ที่เคยก็สาม แต่กูไม่ได้กะทำเอาสถิติ”


เสียงโห่ดังไล่อีกรอบกับความไม่แคร์ใครของเจ้าของคำตอบ เชฟทำท่าจะอ้วกพลางรีบหมุนขวดให้รอบต่อไปมาถึง


“ไอ้ยีนๆ”


“ไอ้ยีนมีอะไรให้ถามบ้างวะ”


“เดี๋ยวๆ ให้มันบอกก่อนว่า Truth or dare”


ยีนทำหน้าเลิ่กลั่กแบบกวนๆ ยกยิ้มแป้นกว้างถึงใบหู “dare”


“โธ่ไอ้นี่ กูกะจะถาม”


เชฟถูกแซนด์ลากไปซุบซิบอยู่เกือบนาทีก็ได้ข้อสรุปเป็นบทท้าทายเบาๆ “ให้มึงจ้องตาไอ้อิน แล้ว...บอกส่วนที่เซ็กซี่ที่สุดของมันมาสามอย่าง”


“สัส! พวกมึงเป็นห่าอะไรกับกูนักหนา!”


ขาเก้าอี้ของคนถามถูกคนตัวเล็กที่สุดในวงถีบจนโยก ยีนหัวเราะร่วนก่อนแกล้งเบิกตาโตแป๋วจ้องเพื่อนที่นั่งตรงข้ามอย่างไร้เดียงสาจนอินหรี่ตาทำหน้าเบื่อหน่าย ไอความร้อนจากกระทะพวยพุ่งปะทะใบหน้าเขาจนรู้สึกรำคาญ


“ตอบไม่เข้าหูมึงตาย—”


“นิสัย”


“...”


“หน้าตา”


“...”


“มารยาท”


“ไอ้-วยยีน”


คำด่ามาจากเจ้าของคำถามเจ้าเดิม ตรงกันข้ามกับอินที่หลุดขำยืดตัวไปแท็กมือกับยีนที่ยิ้มเผล่ยกมือไหว้อำนาจมืดของกลุ่มอย่างนอบน้อมก่อนกลับไปหมุนขวดต่อ คราวนี้ขวดหมุนติ๊วก่อนปากขวดจะชี้ไปหยุดลงตรงหน้าแซนด์ เฉียดเชฟที่เอนตัวหนีสุดฤทธิ์ไปนิดเดียว


“มา เดี๋ยวกูถามเอง”


ไผ่ เจ้าพ่อเฮฮาที่วันนี้ดูจะฟอร์มตกไป ขยับขึ้นมาเท้าคางยิ้มกริ่มด้วยท่าทางไม่น่าไว้วางใจอย่างยิ่ง


“ลูกหว้าทิ้งมึงเพราะมึงไม่สู้ จริงปะ?”


“F*ck you พ่อมึงตาย!”


ทั้งวงหัวเราะครืนเมื่อเจ้าพ่อคำถามถูกตีโต้ด้วยหมัดหนัก ขนาดคีย์ที่ทำหน้าหน่ายๆ ตลอดเวลายังอุตส่าห์หันมาสนใจเรื่องแฟนเก่าของแซนด์ที่เคยรักกันปานจะกลืนกินตั้งแต่ปีหนึ่งจวบจนเลิกกันสายฟ้าแลบในปีสาม


เจ้าตัวแยกเขี้ยวใส่คนถามอย่างอาฆาตก่อนตั้งสติตอบออกไป “ไม่ใช่เรื่องนั้น ตอนนั้นกูก็ยุ่งๆ แหละวะ แล้วเขาต้องการเวลาต้องการอะไรกูก็ให้เขาไม่ได้ จังหวะนั้นพอดีมีคนที่ให้เขาได้มากกว่ากูแล้วเขาเลือกคนนั้น กูก็ได้แต่ปล่อยเขาไปล่ะวะ”


“หูย หล่อเลยครับ” คนรอบข้างปรบมือเปาะแปะเป็นกำลังใจให้ แซนด์พ่นลมหายใจแรงๆ เขม่นคนที่นั่งอีกฝั่งถัดไปอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันขณะจับกลางขวดแล้วหมุน


“ไอ้ไผ่ว่ะ ฮะๆๆ”


“มวยถูกคู่แล้วเว้ย!”


“มาๆ กูถาม” เชฟรีบถลันขึ้นมาแต่โดนแซนด์ลากกลับไป


“เฮ้ย! ตากู!”


แล้วมันก็หันไปซุบซิบกันสองคนจนคนโดนอย่างไผ่นั่งยิ้มเสียวสันหลังวาบๆ หันไปสบตาคนข้างๆ อย่างขอกำลังใจแต่โดนอินเมินใส่อย่างไม่ไยดี หันไปหาคีย์ก็พบว่ามันแสยะยิ้มปีศาจกับเตาหมูกระทะอยู่คนเดียว เอ่อ ขอโทษได้ไหมที่ทำห้องมึงรก กูไม่ยุ่งก็ได้...


สรุปมันตกลงกันได้โดยให้เชฟเป็นคนถาม ไผ่หัวเราะแห้งๆ ถามเสียงเบา


“Dare ได้ไหม?”


“ไม่ได้!” มันประสานเสียงขึ้นมาพร้อมกัน


เขายิ่งหัวเราะแห้งหนักเข้าไปใหญ่ เออเอาสิ วีรกรรมชั่วในชีวิตก็มีอยู่พอประมาณ จะโดนขุดเรื่องไหนขึ้นมาก็ไม่รู้ ในวงนี้ก็มีคนที่เขาไม่อยากให้เจ้าตัวได้ยินเรื่องชั่วๆ ของตัวเขาเองอยู่ด้วยสิ...


“วันที่พวกเราไปแดกที่ห้องพี่ค็อป ตอนประมาณปีสาม” เชฟเริ่มเปิดประเด็น รอยยิ้มกรุ้มกริ่มพราวไปถึงดวงตา “กูเห็นมึงกับอินออกไปที่ระเบียง พวกมึงไปทำอะไรกัน?”


“ตอนไหนวะ?”


“ไขสือไอ้สัส!”


ไผ่หัวเราะฮ่าๆ เหมือนยกภูเขาออกจากอก ที่แท้ก็เป็นเรื่องนี้นี่เอง


“ไม่มีอะไร มึงอะคิดมาก”


“คิดมากเหี้ยอะไร ต้องให้กูเล่าต่อปะว่ากูได้ยินเสียง”


“เสียงอะไรวะๆ?”


เอ่อ...อันนี้ไม่น่าจะดีแล้ว ไผ่ขนลุกวูบเมื่อได้ยินเชฟจีบปากจีบคอเลียนเสียงสูดปากแบบกระเส่า




“ไผ่...พอแล้วไผ่...ไม่เอา...ตรงนั้น...อื้อออออส์”




“สัส! กูไม่ได้ทำแบบนั้น!”


แทบทั้งห้องพลันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเพราะอินคว้าด้ามทัพพีแล้วขว้างไปที่ศีรษะของเชฟโดยไม่สนว่าเศษวุ้นเส้น ผัก ไข่ จะกระจายไปรอบด้านสามร้อยหกสิบองศา คนถูกหมายหัวไหวตัวทันรีบก้มหลบแต่ก็ยังไม่พ้นถูกกระแทกระหว่างคิ้วจังๆ จนร้องโอดโอยและสบถสาบาน มือทัพพีกราดตาดุดันใส่กลุ่มเพื่อนอีกรอบก่อนทิ้งตัวนั่งแรงๆ คีย์หยิบชิ้นผักกาดขาวออกจากหน้า ไผ่ลอบถอนใจ ขอบคุณพระเจ้าที่อินแค่ตวัดสายตาคาดโทษหนักๆ ทำเอาเขาแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้วจึงละสายตาไปยังกระป๋องเบียร์ในมือ


“แล้วไงๆ ประเด็นนี้ต้องขยาย”


“เออ ก็ตามนั้น ยังจะให้เข้าใจว่าอะไรอีกวะ” ไผ่เหล่มองอีกคนในประเด็นด้วยหางตาแล้วจึงยอมสารภาพ “ก็คบกัน”


“ห๊ะ?”


“ห๊ะ?”


“หา?”


เขากระตุกยิ้มเมื่อเห็นว่าคนข้างๆ ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับแม้จะเหลือบมามองกันสักนิด ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองดูเพื่อนๆ ที่มีสีหน้าตกตะลึงอย่างพออกพอใจเป็นอย่างยิ่ง


“เชี่ย แบบ...คบกัน? เป็นแฟนกัน?”


“เออ จะตกใจอะไรนักหนาวะ”


“กูก็นึกว่ามึงแค่กินกันเฉยๆ ไม่นึกว่าถึงขั้นคบกัน” เชฟซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนที่ช็อกที่สุดพูดช้าๆ จ้องมองเพื่อนทั้งคู่สลับไปมาอย่างไม่เชื่อหู


“เออ คบ หวงมากด้วย ทำไมไม่รู้วะ” บางอย่างในน้ำเสียงห้วนห้าวของไผ่กลับทอดอ่อนลง “ตอนนั้นกูตกลงกับอินว่าจะไม่บอกใคร แต่กูก็แสดงออกชัดแล้วนะเว้ย”


“ใครจะไปรู้ว่า กูก็เห็นมึงกับมันหมาหยอกไก่กันไปมาไม่เห็นจะคืบหน้าสักที แล้วนี่คบกันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?”


“ตั้งแต่ปีสองเทอมสองได้มั้ง”


เสียงผิวปากโห่แซวดังขึ้นรับเป็นลูกคู่ อินคิ้วกระตุกพลางเอี้ยวตัวหลบมือยืดยาวของยีนที่ยื่นมาหมายจะหยิกแก้ม ในขณะที่ไผ่หน้าบานเป็นจานเชิงถูกเชฟผลักตีรัวๆ ไม่ใช่ว่าเพื่อนอย่างพวกเขาจะมองไม่ออกหรอกว่ามีอะไรบางอย่างระหว่างเพื่อนคู่นี้ เพียงแต่การข้ามเส้นไปเป็นแฟนนั้นออกจะเหนือความคาดหมายไปหน่อย โดยเฉพาะกับไผ่ผู้รักอิสระและไม่ชอบความสัมพันธ์ผูกมัด กับอินผู้ดูจะไม่สนใจความสัมพันธ์ใดๆ คนแซวก็ยังแซวไม่หยุดจนไผ่เริ่มเขินม้วนหันไปคว้ามืออินที่แค่จิบเบียร์เงียบๆ แล้วแตะเช็ดมุมปากตัวเองก่อนเอ่ย




“แต่เลิกกันแล้ว”




กริบ...รอยยิ้มไหลออกไปจากใบหน้าทุกคนราวกับของเหลว ยกเว้นแต่อินที่ยังคงจิบเบียร์ต่อไปอย่างไม่รู้สึกรู้สา ไผ่ยึดมืออินไว้ราวกับตั้งใจจะใช้เป็นเกราะกำบัง ปั้นยิ้มประจบประแจงหน้าซื่อตาใสอย่างน่าถีบ


เอ่อ...นี่หรือคนที่เป็นแฟนกันมาแล้วเลิกกัน?


“เอ่อ...คือกูถามได้ปะ?” เชฟเกริ่นด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ “พวกมึงเลิกกันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?”


“ก็ตอนปีสี่ ช่วงก่อนจบโปรเจ็ค” ยังคงเป็นไผ่ที่เล่ายิ้มๆ “ทะเลาะกันเรื่องไม่เป็นเรื่องนั่นแหละ แต่บ่อยๆ เข้ามันก็ไม่ไหวเปล่าวะ อินกับกูก็ไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้นว่าต้องอยู่ในสถานะไหน เป็นแฟนแล้วไม่โอเคก็กลับมาเป็นเพื่อนกันได้”


“กูถามจริง? แล้วพวกมึงก็ไม่บอกพวกกูเลยนะ?”


“มันก็จบไปแล้วน่า” ไผ่หัวเราะขณะที่อินดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุมอย่างไม่ไยดี “บอกไปพวกมึงก็ทำตัวไม่ถูกกันอีก กูไม่ได้ติดใจอะไรเรื่องนี้นี่ อินก็เหมือนกัน แต่มองจากสายตาคนนอกอาจจะไม่เข้าใจก็ได้ ใช่ไหมล่ะ?”


แซนด์มองหน้าคีย์แล้วหัวเราะกล้อมแกล้มไปทีนึงอย่างฝืดเฝื่อน ในที่สุดคนในประเด็นอีกคนก็วางกระป๋องเบียร์ลงและเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับสรุป


“กูรู้ว่าพวกมึงคงงง แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว กูกับมันก็มีแฟนใหม่กันแล้วทั้งคู่ เรื่องนี้ก็อย่าเอามาพูดกันอีกเลยเถอะ”


ไผ่มองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนข้างตัวด้วยใบหน้าติดจะเปื้อนยิ้ม จริงๆ เลย...ให้ตายเถอะ ยังคงเป็นอินที่สรุปความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่อย่างง่ายๆ เหมือนที่ความง่ายนั้นเคยพังทลายหัวใจเขาย่อยยับไม่มีชิ้นดีในวันนั้น ยังคงเป็นอินที่เฉยชากับความรู้สึก และที่เคยคิดว่าตนเองเข้าใจจิตใจเบื้องลึกของเจ้าตัวนั้น แท้จริงแล้วเขาไม่เคยอ่านอะไรออกได้เลย


แต่เรื่องแบบนั้นไม่สำคัญหรอก


ไม่มีอะไรสำคัญอีกต่อไป...ในเมื่อเวลาผ่านมาเกือบห้าปี แม้รอยแผลนั้นจะหายสนิทจนหลงเหลือเพียงความทรงจำ แต่เท่าที่เขารู้คือไม่ควรพูดถึงเหตุการณ์เพียงครั้งเดียวที่ทำให้เขาเกือบมองหน้าเพื่อนสนิทคนนี้ไม่ติดอีกต่อไป เพราะการขุดคุ้ยความทรงจำครั้งนั้นไม่ได้ให้อะไรเลยนอกจากความขมขื่นของเถ้าถ่านที่มอดไหม้ไปนานแล้ว และความเค็มปร่าของหยาดน้ำตาที่หวนกลับมาทักทายตัวเขาในยามที่ควรลืมเรื่องทั้งหมดให้สิ้น




ไม่ควรจะพูดถึงอีกเลย
















เกือบตีสองที่พวกเขาตัดสินใจแยกย้าย คีย์ ไผ่ และแซนด์ช่วยกันเก็บกวาดจานชามภาชนะและล้างให้เสร็จโดยมีสีหน้าบูดบึ้งของมันเป็นคำบัญชา ยีนตัดสินใจไปอาบน้ำอีกรอบ เชฟเปิดประตูเข้าไปล้มตัวลงนอนจองห้องใหญ่ (ของไอ้คีย์) ไว้ก่อนใคร ส่วนอินปลีกตัวออกไปสูบบุหรี่นอกระเบียง


รสชาติในปากฝืดคล้ายกินหิน อินเท้าแขนทั้งสองข้างบนราวระเบียงพลางหมุนแท่งทรงกระบอกขนาดเล็กไปตามนิ้วเรียวยาวขาวผ่อง แววตาที่สะท้อนแสงไฟอิเล็กทรอนิกส์ด้านชาไร้ความรู้สึก


เสียงประตูกระจกเลื่อนดังครืด จากหางตามองเห็นว่าใครบางคนออกมายืนเคียงข้างเขา มือใหญ่ยื่นมาปลดถ่านไฟฉายออกจากมือเรียว


“คิดว่าเนียนมากปะ ออกมาสูบบุหรี่เนี่ย”


“พวกมันไม่รู้นี่ว่ากูเลิกแล้ว” อินกรอกตา “สักตัว?”


“เห็นกูเป็นแท่งไฟเหรอวะจะได้สูบถ่าน” อีกฝ่ายบ่นไปเรื่อยขณะใส่ถ่านลงในกระบอกไฟฉายเปล่าๆ ที่อินทิ้งไว้ในห้อง เขาละความสนใจจากคนข้างๆ ดื่มด่ำและพ่นลมหายใจบางๆ คละคลุ้งไปในมวลอากาศอันว่างเปล่า แสงไฟหลากสีพร่ามัวสับสนของการจราจรบนท้องถนนเมืองไทยห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตรดึงเขาให้จมลงในภวังค์ลึกซึ้ง ไม่สนแม้ว่าใครบางคนจะสอดแขนดึงเจ้าของเอวเล็กเข้าไปกอดและซุกหน้าเคลียบ่าหอมกรุ่นไปมา จวบจนกระทั่งมือหนาเริ่มซุกซนจนเขาสะดุ้ง


“สัสไผ่”


“ว่าไงครับ?” เจ้าของชื่อยิ้มเผล่...กวนตีนฉิบหาย อินรีบปัดมือที่สอดลึกเข้าไปในเสื้อเขาออก


“เป็นห่าอะไร”


“เป็นแฟนเก่า” อดสังเกตไม่ได้ว่าน้ำเสียงนั้นหงอยไปทันควัน อินส่งเสียงเฮอะออกมาดังๆ พร้อมขยับหนี ไอร้อนจากเรือนกายสูงทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัว


“รู้แล้วก็เจียมตัวซะบ้าง อยู่ตรงนั้นไปนั่นแหละ”


“ป่านนี้ไอ้เชฟคงไม่กล้าถามอะไรกูไปอีกนานแล้วมั้ง” ไผ่หัวเราะเบาๆ พลางขยับเข้ามาหาอย่างไม่ฟังคำสั่ง ท่อนแขนของทั้งคู่เบียดกัน ศอกวางคู่กันบนขอบระเบียง “อิน”


“หืม?”


“มึงว่าตอนนั้นกูแซ่บอยู่ปะ?”


“ไม่” อินสวนทันที “ขี้งอแง นุ่มนิ่ม ปวกเปียก โยเยเก่ง เหมือนกูเลี้ยงเด็กสามขวบอะ ขี้งอนชิบหาย กลับไปเปลี่ยนอดีตได้กูจะไม่เอามึง”


“โธ่มึงงงงงง” คนถูกกล่าวหาเบะปาก วางคางลงบนบ่าอีกฝ่ายแล้วถูไถไปมา ทำตัวเหมือนแมวตัวโตแต่ถูกดันเสียจนหน้าหงาย “งั้นเอางี้ กูตอนนี้อะแซ่บพอสำหรับมึงยัง?”


อินหันไปมองอีกฝ่ายเต็มตา


ผิวกายที่เสียดสีกันร้อนระอุ เสื้อคอกว้างทิ้งตัวตามแรงโน้มถ่วงเผยให้เห็นร่องรอยกล้ามเนื้อบนแผ่นอกแกร่งรำไร ช่วงลำคอขาวสะอาดและแนวสันกราม เรื่อยไปจนถึงสันจมูกโด่งที่รับกันดีกับริมฝีปากที่กำลังคลี่ยิ้มยั่วเย้า แววตาคมกริบใต้เปลือกตาชั้นเดียวที่เคยดูนุ่มนิ่มเหมือนตี๋น้อยตระกูลใหญ่ กลับแทงทะลุประหนึ่งอ่านเข้าไปถึงกลางใจ จนเขาต้องรีบหลบตาเพราะกลัวความในใจจะถูกเปิดเผย ไม่รู้เลยว่านั่นเป็นช่องโอกาสให้อีกฝ่ายขยับเข้าหา สอดแขนข้างนึงใต้แขนเขาไปเท้าขอบระเบียงด้านหลัง คล้ายจะโอบแต่เพียงไม่ได้เกาะเกี่ยว อีกมือพลิกร่างเล็กให้ประจันหน้า ไล้นิ้วไปตามดวงหน้าน้อยอย่างทะนุถนอม


อินรู้สึกว่าลมหายใจติดขัดขึ้นมาฉับพลัน ได้แต่ก้มหน้างุดพึมพำออกไปส่งๆ “มึงถามเหี้ยไรเนี่ย?”


“ก็เขาว่าถ่านไฟเก่ามันเร่าร้อนกว่าของใหม่” ระยะห่างระหว่างพวกเขาค่อยๆ ร่นลง คนตัวสูงกว่าก้มหน้าเคลียริมฝีปากกับพวงแก้มใส เป่าลมหายใจอุ่นร้อนไปที่ใบหูขาวเนียนอย่างหยอกเอิน “คิดจะมาพิสูจน์กันไหมล่ะครับ?”


จบประโยคพร้อมกับติ่งหูเล็กถูกขบกัดอย่างแผ่วเบา อินรู้สึกวาบหวามจนต้องเกาะขอบระเบียงเพื่อพยุงตัว แก้มยุ้ยขึ้นสีแดงเถือกจนเห็นได้ชัด เขาสบถด่าตัวเองในใจ...แค่นี้ก็ทำเป็นใจสั่นไปได้ มากกว่านี้ก็เคยทำมาแล้วแท้ๆ


“อย่าล้อเล่นกับกูนะไผ่”


“คิดว่านี่กูเล่นเหรอ?” ผิวบางหลังใบหูยังถูกอีกฝ่ายเล่นงานไม่เลิกรา “กลัวอะไรล่ะ...กลัวแฟนใหม่มึงจะรู้แล้วโกรธ? หรือว่ากลัวแฟนใหม่กูจะหึง?”


“ปัญญาอ่อน! กูจะหึงตัวเองได้ยังไง — อื้อ...”


คนตรงหน้าดูเหมือนจะอดรนทนไม่ไหวจึงแตะท้ายทอยเขาแล้วครอบครองริมฝีปากอ่อนนุ่มของเขาไว้ทันควัน มืออีกข้างเกี่ยวเอวเล็กเข้าหา เรือนร่างแนบชิดไปทุกส่วนสัด อินดิ้นหนี พยายามพยศใส่เท่าที่ทำได้ แต่ก็ต้องอ่อนระทวยปานขี้ผึ้งลนไฟเมื่ออีกฝ่ายยอมผละออก แววตาเจ้าเล่ห์แสนกลที่ทอดมองกลับแฝงความอ่อนโยนเหลือล้นไม่คิดจะปิดบัง


แพ้...แพ้ไปหมด อินยอมหลับตาลงอย่างเชื่องช้าเมื่อไผ่บรรจงจูบเขาอีกครั้งอย่างอ่อนหวาน ปลายลิ้นนุ่มบดเคล้าและซอนเซาะแผ่วๆ ไปทั่ว มือเขาค่อยๆ จิกขยุ้มแขนเสื้อบริเวณหัวไหล่อีกฝ่ายจนยับยู่ยี่ ในขณะที่ความรู้สึกอันเฉยชาดุจผิวน้ำในสระค่อยๆ ถูกซัดกวนจนป่วนปั่น...อินรู้ว่าเขาต้องการคนตรงหน้าแค่ไหน ต้องการสัมผัสและถูกสัมผัส ต้องการจนแทบคลั่ง...




“อืม...แฟนใหม่กูก็อร่อยนะ”


“บ้า...”




เนิ่นนานกว่าอีกฝ่ายจะถอนสัมผัส อินลืมตาทันทีที่รู้ว่าเผลอปล่อยตัวเคลิบเคลิ้มจนเสียอาการ เขาชักสีหน้าใส่พลางต่อยหน้าอกคนตรงหน้าแรงๆ แต่ก็ดูเหมือนจะเบาไปเพราะไผ่หัวเราะ ดึงเอากำปั้นเล็กๆ ของเขาไปจูบ


“ชอบตบจูบเหรอครับที่รัก?”


“มึงสิเป็นบ้า ถ่านไฟเก่าห่าอะไร ตอนนี้ไม่ได้เป็นอะไรกันเหรอ?”


“โอ๋ๆ แค่ลืมบอกว่าถ่านไฟคนปัจจุบันกูก็ชอบ งอนเหรอ?” ไผ่หัวเราะพลางเกี่ยวเอานิ้วเขาขึ้นไปจูบทีละนิ้ว แตะริมฝีปากกับแหวนเงินวงเกลี้ยงบนนิ้วนางอย่างเนิ่นนานเป็นพิเศษ อินส่งเสียงเฮอะในลำคออย่างเคืองๆ


“ไหนว่าแฟนเก่ามันดีกว่าของใหม่ ชอบก็ไปเลือกเอาสิแฟนเก่าน่ะ”


“อืม...แฟนเก่ากูอะมีเยอะ” อีกฝ่ายตอบ น้ำเสียงนุ่มนวลดุจปุยนุ่นระข้างแก้มเขา “แต่แฟนเก่าที่คิดถึงมากๆ มีอยู่คนเดียว รู้ใช่ไหมครับ?”


“ไหนใคร—”


ยังไม่ทันขาดคำ กลีบปากบางก็ถูกลิ้มรสอีกครั้ง อินเหลือบตาเห็นคนตรงหน้าทำตาวาวระยับใส่ มือใหญ่แนบบีบพวงแก้มเขาเบาๆ อย่างมันเขี้ยว


“ใครแถวนี้นี่แหละ”


“ตกลงจะเอาแค่แฟนเก่าใช่ไหม แฟนใหม่ไม่เอาแล้วนะ?”


“เอาหมดแหละถ้าเป็นมึง” ไผ่ตอบ ก่อนจะลดเสียงลงบ่นงุ้งงิ้ง “คนอะไรวะ บอกคนอื่นเองว่าเลิกกันแล้วยังจะมางอนกูอีก เอาใจยากจริงๆ”


“กูก็ไม่ได้โกหก แค่ไม่ได้บอกว่ากลับมาคบกันใหม่แล้ว” อินกรอกตา “แกล้งพวกมันสนุกจะตาย”


“เออจริง...แต่มางอนกูด้วยนี่คืออะไรวะ งง”


“ไอ้ไผ่” ตาเรียวรีหรี่ลงอย่างน่ากลัวจนไผ่รีบส่งเสียงโอดโอยร้องขอชีวิต “ประชดกูก่อนนะ อย่ามาเยอะ”


อินพลิกตัวหันออกไปทางระเบียง ไม่นำพาต่อคนที่รีบตามมายืนซ้อนแล้วกอดบ่าเขาไว้ ภาพทิวทัศน์ของการจราจรยามค่ำคืนยังคงสับสนวุ่นวาย ทว่าเขากลับรู้สึกสงบลงเมื่อมีใครบางคนโอบประคองอยู่เบื้องหลัง ความเครียดเขม็งบนบ่ากำลังผ่อนคลายลง


เขาเงยหน้า ศีรษะถูไถกับอกเสื้อคนข้างหลัง




“ทำไมตอนนั้นถึงมาจีบกูใหม่วะ?”




ชายหนุ่มโยนคำถามง่ายๆ


นับตั้งแต่วันที่เลิกกัน เขาก็ไม่เคยพูดถึงเหตุการณ์ในวันนั้นกับอีกฝ่ายเลย อาจจะเพราะไม่ต้องการตอกย้ำเรื่องราวอันเจ็บปวดก็ด้วยประการหนึ่ง แต่อีกประการคือเขาไม่อยากขุดรอยร้าวฉานในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ขึ้นมาอีกครั้ง...ไม่อยากสร้างชนวนให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยใดๆ อีกต่อไป


ลมหายใจที่เป่ารดข้างขมับเขาผ่อนลึก


“เพราะกูตกลงโอเคกับมึงไปแล้วเพิ่งรู้ตัวว่าจริงๆ กูไม่โอเค” กังวานเสียงของอีกฝ่ายฟังดูแจ่มใส ราวกับเล่าชีวิตประจำวันทั่วไป ทว่าอึดใจต่อมากลับอ่อนลง “เป็นเพื่อนกันแม่งจูบมึงไม่ได้ จะกอดก็ไม่ได้ หึงก็ไม่ได้ หวงก็ไม่ได้ มึงฆ่ากูทั้งเป็นชัดๆ ที่บอกว่าให้เป็นแค่เพื่อน”


ร่องรอยอารมณ์ลึกล้ำ...ข่มกลั้นไว้ด้วยฟันที่ขบแน่นจนกรามนูนเป็นสัน อินไล้มือไปตามกรอบหน้าอีกคนอย่างแผ่วเบา ในใจหวานขื่นปนขม


“แล้วทำไมตอนแรกถึงยอมเลิก?”


“ตอนนั้นกูก็เฟลด้วยว่ะ เหมือนเราเดินผิดทางกันจนมาถึงทางตัน เลยคิดว่าถ้าถอยห่างแล้วมึงสบายใจขึ้นอาจจะดีกว่าก็ได้ เป็นเพื่อนกันก็ได้เห็นหน้ามึงทุกวันอยู่ดี” ไผ่สบถหนักๆ “ดีเหี้ยอะไร ได้เห็นแต่ไม่มีสิทธิ์นี่แม่งโคตรเหี้ย ฆ่ากูเถอะ” กลีบปากล่างถูกอีกฝ่ายดูดเม้มแรงๆ เขาจับใบหน้าอีกฝ่ายไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง จุมพิตคืนเร็วๆ ที่ริมฝีปากมู่ทู่


“ไผ่”


“ว่า?”


“ปัญญาอ่อน” แก้มอวบถูกดึงยืดจนผู้เป็นเจ้าของร้องโอ๊ย อินแค่นเสียงเยาะๆ อย่างพออกพอใจ “เป็นเพื่อนไม่ได้ก็ไม่ต้องเป็น จะมารับปากทำห่าอะไร คิดจะทำตัวเป็นพระรอง ให้เธอได้กับเขาแล้วจงโชคดี...งี้เหรอ ประสาท”


“โอ๊ย อิน เจ็บ...เจ็บๆๆ”


เขาดึงจนพอใจก็ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ รอยแดงรูปนิ้วมือขึ้นสีอยู่บนหน้าไผ่ขณะเจ้าตัวเบ้ปากงอนอย่างสะดีดสะดิ้งไม่สมกับขนาดตัว


“งั้นแปลว่าตอนนั้นคิดจะเลิกกับกูจริงดิ?”


อินไม่ตอบ แสร้งเมินหน้าชมวิวกรุงเทพจากคอนโดชั้นสิบสองของคีย์


“หรือว่า...ไม่ได้อยากเลิกแต่รอกูไปง้อ พอกูไม่ง้อก็งอน?”


“ไอ้สัส”


ใบหูเล็กขึ้นสีแดงก่ำ สำหรับคนที่รู้จักกันมานานอย่างไผ่เห็นแล้วก็เข้าใจได้ในทันที


“ถามจริงอิน? เป็นงั้นจริงเหรอ?” ไผ่ถามด้วยน้ำเสียงไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ไม่เอาแบบนี้สิ ขืนกูป๊อดไม่ไปง้อแล้วจะทำยังไงวะ กูไม่อยากเลิกกับมึงแบบนี้นะเว้ย”


“อือ...รู้แล้ว ไม่ทำแล้ว” คนตัวเล็กอ้อมแอ้มตอบ “ตอนนี้ก็เข็ดแล้วด้วย...”


ไผ่ระเบิดเสียงหัวเราะ ดังเสียจนอินหันไปตีปากเตือนก่อนที่ใครจะมาได้ยินเข้า คนที่ยืนซ้อนหลังดึงตัวเขาเข้าไปสวมกอดไว้แน่น จูบแก้ม คอ และหลังใบหูหนักๆ ซ้ำไปมาจนอินต้องขืนตัวหนีอย่างรำคาญ ประกายตาวาวระยับสบกับตาเขา...ราวกับรวบรวมดาวนับล้านไว้ในนั้น แต่ที่มากไปกว่านั้นคือสายตาของอีกฝ่ายอัดแน่นไปด้วยความรักใคร่ล้นเหลือ สายตาที่แสนคุ้นเคย...ยังคงทำให้เขาอุ่นวาบในใจทุกครั้งที่มอง สองมือที่มักผลักไสรำคาญกลับดึงมืออีกฝ่ายเข้าหา วางเกาะกุมบนท่อนแขนตัวเองและเอนศีรษะพิงกับอกอุ่นอย่างสบายใจ


เพียงเพราะการตัดสินใจพลาดเพียงครั้งเดียวที่นำพาคนคนนี้หายไปจากชีวิตเขา...แม้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ความเหงาและเจ็บปวดกลับตอกย้ำให้รู้ว่าใครคนนี้สำคัญกับเขาแค่ไหน ถึงเขาจะเป็นแค่อินที่ปากหนัก หน้าบึ้ง เอาใจไม่เป็น ทื่อๆ ตรงๆ เหมือนท่อนไม้ แต่ทั้งหมดนี้เขายอมอ่อนข้อให้หมดทุกอย่างเพื่อคนที่ชื่อไผ่เท่านั้น


สาบานกับฟ้าดิน...อะไรก็ได้ ว่าเขาจะไม่มีวันปล่อยคนข้างๆ ให้หนีหายไปไหนอีกเลย


“อิน”


“หือ?”


“รักครับ”


“อือ”


“ไม่รักกันหน่อยเหรอ?”


“อื้อ”


“อย่าใจร้ายสิวะมึง”


“รัก”


“ขอหวานๆ หน่อยสิ”


“โว๊ย! รำคาญ...!!”
















แถม


ตอนเช้า


แซนด์ : ไผ่ มึงกลับยังไงวะ?


ไผ่ : อ๋อ เดี๋ยวกูรอแฟนกูอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วค่อยกลับ พอดีมีนัดเดทกันต่อว่ะ


__________


แซนด์ : อิน กลับไง?


อิน : เดี๋ยวแฟนกูมารับ


แซนด์ : อ๋อ...


__________


แซนด์ : เออกลับกันดีๆ นะเว้ย! อ้าว อินทำไมมึงไปขึ้นรถไอ้ไผ่วะ มึงรอแฟนมารับไม่ใช่เหรอ?


อิน : (ชี้) คนนี้ไง แฟนกู


แซนด์ : !?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?



















#ฟิคไม่มีเหตุผล

___________________


ถ้าอ่านแล้วสำนวนแปลกๆ ก็คือ555555 ตามนั้น555555 อ่านเล่นๆ นะครับ55555

เหตุเกิดจากการปิ๊งอยากเขียนซูนฮุนเป็นแฟนเก่ากัน (แต่ไม่มีใครรู้)

แต่สุดท้ายก็ตามนั้น เพื่อนไม่จริง แฟนเก่าไม่จริง5555


ฝากติดตามแอนโธ #oursoonhoon ที่เราเขียนร่วมกับพี่ๆ นักเขียนนักวาดคนอื่นด้วยนะครับ

บอกเลยว่าน่ารักอ่อนโยนเป็นที่สุด! เย้!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 61 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #180 youthisyours (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 13:04
    ฮืออ ตอนแรกอย่างปวดใจ ชอบบรรยากาศที่ระเบียงมาก แต่ใดๆคือตลกแซนด์ตอนจบ66655555555
    #180
    0
  2. #110 อองอองเอง (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 08:36
    โอ๊ยยยยย หน่วงรอไปก่อนแล้ว พออ่านไปถึงใครเขาหึงตัวเองกันเท่านั้นแหละ กรี๊ดแตกเลย ฮืออออ ดีใจมากๆๆๆๆๆ อิตาพี่ไผ่คือยิ่งกว่าพริกทั้งสวน แซ่บ ฮอตอะไรขนาดนั้นอะคะสฟสหมฟสกาฟสสศฟยฟากาฟยหสหยาห ชอบอะ ผู้ชายรว้ายๆ ที่รักเธอ นัวเนียเก่งที่หนึ่งหลงแฟนเก่งที่หนึ่ง ชอบที่เขารักกันมากๆ ไม่อยากเสียอีกคนไป รู้สึกอบอุ่นหัวจัยมากค่ะ ฮึก ;_______;
    #110
    0
  3. #93 Zantax_ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 27 กันยายน 2562 / 12:50
    ตกใจตอนบอกเลิกกันแล้ว เธอขี้แกล้งอ่ะ
    #93
    0
  4. #91 JjjjjB (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 02:13
    ชอบอ่ะ คุณพี่แกล้งเพื่อนกัน ไม่ได้โกหกแต่บอกไม่จบ 555555555
    #91
    0
  5. #90 hoshiscoco (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 00:11

    ไม่มีอะไรจริงสักอย่างนอกจากความรักของเขาสองคน ฮรุก


    มันเป็นอดใจไม่ได้ มันเป็นนัวเนียทั้งตอนเลยน้าคู่นี้ ถ่านไฟเก่า เชื้อไฟใหม่ เผาจนไหม้ไฟลุกหมดแน้ว



    #90
    0
  6. #89 BlueBeelzebub (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 23:08
    พลิกล็อกในพลิกล็อกในพลิกล็อก สับขาหลอกกันเก่งมากค่ะคุณนักเขียน 5555555555555 ชอบความช่างแหย่ของไผ่แล้วก็ความทื่อๆของอินมากๆเลยค่ะ ต่างกันแต่ลงตัวที่แท้ ฮื่อ ขอบคุณที่เขียนมาให้อ่านนะคะ (ยอมรับตามตรงว่าช่วงนี้ขาดฟิคหนักมาก จะลงแดงตายแล้วค่ะ TT) เป็นกำลังใจให้นะค้าาา สู้ๆค่ะ!
    #89
    0