[os/sf seventeen] Coffee, Tears, Moonlight

ตอนที่ 13 : [sf] Nothing without You (2/3) || soonhoon

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 859
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    25 ก.พ. 64




Photo by Mink Mingle on Unsplash



TW : Sexual harassment










ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขามองอีจีฮุนไม่เหมือนเดิม







อาจจะตั้งแต่ม.ปลายปี 2 หรือช่วงปิดเทอม ควอนซูนยองไม่ค่อยมั่นใจ หรือความรู้สึกนั้นอาจจะซึมเข้ามาในใจอย่างเชื่องช้า กว่าจะรู้ตัว สายตาของเขาก็มีแต่คนคนนั้น


คนที่ชอบนั่งเงียบๆ อยู่มุมห้อง เหม่อมองนอกหน้าต่าง นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะยากเข้าใจ อยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเองที่ดูยากจะเข้าไปได้ คนที่ดูแลตัวเองได้ดีไปหมดแต่กลับไม่ค่อยใส่ใจดูแลนัก จนทางนี้ต้องคอยเป็นห่วงตลอด คนที่ชอบทำเสียงขู่เวลาเขาเข้าไปใกล้ แต่สุดท้ายก็เป็นฝ่ายยกมือกอดคอเขาก่อนอยู่ดี 




ควอนซูนยองชอบเวลาอีจีฮุนยิ้ม


ยิ้มของคนที่น่ารักที่สุดในโลก




แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีให้อีกฝ่ายสบายใจได้ อาจเป็นเพราะเขารู้ตัวแต่แรกว่าเขามองเพื่อนคนนี้ไม่เหมือนเดิมไปแล้ว


ควอนซูนยองไม่ชอบให้อีจีฮุนให้ยิ้มคนอื่น


ไม่ชอบเวลาอีกฝ่ายสนใจกับอะไรมากๆ จนลืมเขา ควอนซูนยองจะนั่งงอนตุ๊บป่องอยู่ข้างๆ แต่อย่างน้อยได้นั่งอิงแอบรอจนกว่าอีกฝ่ายจะเสร็จธุระแล้วหันมาฟาดเขาก็ดี


ความสุขที่ได้รับเจือปนด้วยความทรมานแสนร้ายกาจ เก็บกลั้นไว้ไม่อาจบอกไปได้


'โหๆๆ เดี๋ยวนี้นอกตักกันเลยเหรอวะ เพื่อนไม่เพื่อนนะ ครุ่นคริสสส~'


เสียงโห่แซวกลายเป็นเสียงร้องอ๊ากในไม่ถึงวินาทีเพราะคนตัวเล็กโงหัวขึ้นมาแล้วถอดรองเท้าขว้างใส่คนพูดเต็มแรง


'พูดมาก คนจะนอน'


'เอาเสื้อไหม?' เขาถามพลางทำท่าจะถอดเสื้อออก


'อืม' ท่าทางอีกฝ่ายเหมือนง่วงจนขี้เกียจพูดมากกว่าอยากได้เสื้อจริงๆ 'จะไปแล้วก็ปลุกนะ'


'รู้แล้วน่า จะให้อุ้มนายกลับบ้านด้วยหรือไง'


คนง่วงขยับยุกยิกแล้วซุกหน้ากับหน้าท้องเขาไม่พูดไม่จา เมื่อคืนเจ้าตัวเล่าว่านอนดึกเพราะมัวแต่เล่นโปรแกรมแต่งเพลงใหม่ที่เพิ่งเคยเจอ เป็นเจ้าดื้อแบบนี้ไงใครเขาจะวางใจกัน ควอนซูนยองคลี่เสื้อเชิ้ตห่อร่างเล็กไว้อย่างระมัดระวัง ดึงคอเสื้อให้ปกปิดลำคอขาวแล้วกลับชะงักค้าง ค่อยๆ เลื่อนมือขึ้นไปสัมผัสกลุ่มผมนุ่มราวกับขับกล่อม




น่ารัก...




น่ารักไปหมดเลย ทั้งใบหูเล็ก กำปั้นที่กำเสื้อเขาไว้แน่นทั้งสองข้าง ทั้งริมฝีปากบางที่เบะออกเล็กน้อยเหมือนถูกขัดใจ หน้าผากมนน่าเอ็นดูลาดลงสู่จมูกกลมๆ ตาปิดสนิทดูเอาจริงเอาจังตลอดเวลา ควอนซูนยองไม่รู้จะทำยังไงให้ความรู้สึกชอบนี้บรรเทาลงไป เหมือนเขาคลั่งไคล้ทุกอย่างในตัวคนคนนี้ จนจะกลืนกินเข้าไปคงยังไม่พอ


ชอบ...


เขาหันซ้ายหันขวา เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีคน อีกทั้งคนที่นอนบนตักก็หายใจสม่ำเสมอไม่รู้เรื่อง จึงก้มลงไปขโมยจุ๊บแก้มใสอย่างรวดเร็ว


จุ๊บ...


กลัว...กลัวว่าใครจะมาเห็น กลัวว่าอีกฝ่ายจะตื่นขึ้นมา แต่ที่กลัวที่สุดคือจู่ๆ ก็รู้ตัวว่าไม่เพียงพอแค่จูบแก้มครั้งเดียว


อยากจะสูดดมกลิ่นหอมข้างแก้มนิ่มเคลียให้ชื่นปอด


อยากจะกอดร่างเล็กไว้แนบอก


อยากจะลิ้มรสหวานละมุนของคนคนนี้ให้ลึกล้ำ











แต่เขาก็รู้ตัว ว่าตนเองไม่สามารถอยู่เคียงข้างอีจีฮุนแบบนี้ได้ตลอดไป


ในเมื่อสิ่งที่คิดมันไปไกลเกินกว่าจะเป็นแค่เพื่อนได้ เกินกว่าจะหัวเราะเล่นกับอีกฝ่ายได้อย่างบริสุทธิ์ใจ เกินกว่าจะมองริมฝีปากขาวซีดที่คลี่ยิ้มสดใสเพราะเพิ่งว่ายน้ำเข้าเส้นชัยก่อนใครๆ แล้วปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้นึกอยากรั้งร่างน้อยเข้ามากดจูบกอดรัดให้ช้ำคาอก




เพราะเขารู้สึกเหมือนจะลุกเป็นไฟทุกครั้งที่อีกฝ่ายเข้าใกล้




รู้ว่าความสัมพันธ์แบบนี้...สุดท้ายมันก็ไม่จีรัง


'พี่ซูนยอง...ขอนะ'


เขาฟังเสียงสะอึกสะอื้นของน้องสาวบุญธรรมด้วยอารมณ์เฉยชา


เพราะรู้ตัวว่าสักพักแล้วว่าน้องสาวที่ไม่ได้ใช้วัยเด็กร่วมกันคนนี้คิดอะไรกับเขามากกว่าที่พี่ชายน้องสาวควรคิดกัน แต่เขาคิดว่าเป็นเพียงแค่ความวูบวาบประเดี๋ยวประด๋าวของสาวน้อยที่มองพี่ชายของตัวเองเท่ที่สุด ดีที่สุด จนหันไปชอบคนอื่นไม่ได้เท่านั้น


จนอีกฝ่ายมาทรุดร้องไห้อยู่ตรงหน้า เสื้อผ้าหน้าผมที่เซ็ทมาอย่างดีหลุดรุ่ยเลอะเทอะ สิ่งที่เขามอบให้ก็มีได้แต่ความสงสาร


'อย่าทำแบบนี้เถอะ...'


แต่เด็กสาวกลับฉวยโอกาสรุกคืบเข้าประชิดตัว ดันร่างเขาที่นั่งอยู่ปลายเตียงเอนหลบไปข้างหลังตามสัญชาตญาณจนล้มนอนหงาย และมีตัวเธอคร่อมอยู่ด้านบน


'แค่จูบได้ไหมคะ แค่ครั้งสุดท้าย...แล้วหนูจะตัดใจ'


ควอนซูนยองก็เป็นมนุษย์คนนึง ความรัก ความผูกพันธ์ที่มีต่อคนตรงหน้าก็มี ถึงแม้มันจะไม่ใช่ในแง่นั้น ความรู้สึกทั้งหมดจึงแปรไปเป็นความสงสารเห็นใจ


แต่อีกเพียงชั่วระยะห่างไม่กี่อึดใจ เขาก็ยกนิ้วขึ้นแตะคั่นกลางระหว่างริมฝีปากทั้งคู่ไว้


'พี่บอกว่าอย่าไง'


ทั้งๆ ที่แค่จูบเดียว แค่ชั่วพริบตา เร็วยิ่งกว่าระยะเวลาที่จะใช้ในการตกหลุมรักใครสักคน


แต่สิ่งที่เขาทำไม่ใช่แค่เพราะไม่ได้คิดอะไรกับคนตรงหน้า แต่เพราะ...คิดถึงใครอีกคนนึง


ต่อให้การกระทำของเขาอาจจะไม่ได้ทำให้คนคนนั้นรู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ


แต่เขาอยากให้ตัวเองที่อยู่ในสถานะแอบชอบคนอื่นเหมือนกัน ได้รักษาความซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเองไว้แม้รับรู้อยู่แค่คนเดียว และใครคนนั้นอาจจะไม่รู้ตัวเลยก็ตาม




ทว่ามันสายไป




'นั่นนายทำอะไรน่ะ'


ความรู้สึกเขาวูบไหวราวใบไม้ต้องลม




อีจีฮุนยืนอยู่ตรงนั้น นัยน์ตาที่มักแฝงแววเอื้ออารีและบริสุทธิ์ราวกับเด็กน้อยๆ กลับสั่นไหวแตกซ่าน วินาทีนั้นเขาเห็นตัวตนของคนตรงหน้าแตกสลายเป็นครั้งแรก


และหัวใจเขาก็ร้าวรานไม่แพ้กัน


แต่ในขณะเดียวกันเสียงกระซิบจากส่วนที่ดำมืดของตนก็เข้ามาครอบงำ จนทำให้เขายั้งมือที่กำลังร้อนรนผลักร่างบางออกจากตัว แล้วเปลี่ยนเป็นลุกยืนด้วยอาการเชื่องช้าแทน


'ซูนยอง...'


'อย่าเสียงดังสิ' เขาว่าแล้วฉุดร่างเล็กออกนอกห้อง แสงไฟสลัวบนทางเดินส่องกระทบหยาดน้ำวาวใสเกาะปลายขนตาบางของอีกฝ่ายที่ทำให้คนมองปวดใจ


แต่ทางที่เขาเดินมาถูกลิขิตให้เป็นแบบนี้แล้ว


บางที...นี่อาจจะเป็นทางออกสำหรับทุกสิ่ง


'เมื่อกี้ก็แค่ผิดพลาด โอเคไหม?'


'...'


'เธอไม่ใช่น้องสาวฉันหรอก เป็นแค่น้องสาวบุญธรรมน่ะ พรุ่งนี้เธอก็จะไปอเมริกาแล้ว'


สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงทุกประการ แต่กระทั่งเขายังไม่เข้าใจตัวเอง...ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพูดคำที่โหดร้ายเหล่านั้นเพื่อทำให้คนตรงหน้าสูญเสียความอบอุ่นในแววตาไปทีละน้อย ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงลงมีดทำร้ายคนที่ตนเองรักมากที่สุดในโลกต่อหน้าต่อตา


เขาเกลียดทิฐิที่มันค้ำคอไม่ให้รวบคนตรงหน้าเข้ามากอด จูบซับน้ำตาและกระซิบปลอบประโลมเด็กหลงทาง แต่กลับใช้ความเลือดเย็นผ่านสายตากรีดบาดแผลลึกลงบนความทรงจำอันงดงามระหว่างเรา




'แล้วอย่าบอกใครล่ะ'




เพราะเขาก็มีขีดจำกัดของเขาเหมือนกัน


ควอนซูนยองไม่อาจเป็นเพื่อนกับอีจีฮุน
















ควอนซูนยองยังจำได้ดี ในทุกๆ คำพูด ทุกๆ ตัวอักษรที่เลือนหายไปจากช่องแชทของเราสองคน กลายเป็นความเงียบเหงาอ้างว้าง และสีหน้านิ่งเฉยอย่างไม่เป็นธรรมชาติของอีกฝ่ายทุกครั้งที่เราเผชิญหน้า ตอกย้ำว่าระหว่างเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


เขาต้องข่มใจทุกครั้งที่เห็นอีกฝ่ายเดินผ่านหน้า แสร้งทำตัวเฉยชาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


แบบนี้อาจจะดีแล้ว


เขาจะได้ไม่ต้องอยู่ในสถานะเพื่อน...สถานะที่ไม่มีวันเป็นได้มากกว่านั้น


จนถึงที่สุดคือใกล้วันจบการศึกษา ชื่อสถาบันและคณะของเราเรียงกันอยู่บนกระดาษปิดประกาศหน้าห้องเรียนบ่งบอกว่านี่อาจเป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของเขา


'พอขึ้นปี 1 แล้ว ห้ามให้คนอื่นรู้นะว่าเราเป็นเพื่อนกัน'


'อืม'


เขาเกลียดตัวเอง...ที่รู้จักคนตรงหน้าดีเกินไป


เกลียดตัวเองที่พออีกฝ่ายก้มหน้านิดๆ เสมองไปทางอื่นเหมือนไม่สนใจ กลับรู้ทะลุปรุโปร่งถึงความเจ็บปวดลึกซึ้งที่ปักลงบนหัวใจดวงน้อยทีละนิด ต้องเก็บกลั้นไว้ภายใต้สีหน้าที่พยายามปั้นให้เป็นปกติ ทั้งๆ ที่เขาจะเห็นแก้วตาใสเคลือบม่านน้ำเบาบาง


'แบบนี้เท่ากับเรา...เลิกเป็นเพื่อนกันรึเปล่า?'


อีกนิดเดียวเขาก็แทบทนไม่ได้...ที่จะล้มล้างเรื่องบ้าๆ ทั้งหมด แล้วกลับไปเป็นเพื่อนที่ดีต่ออีกฝ่ายดังเดิม แต่ทิฐิเติบโตค้ำคอจิตใจจนด้านชา เขาหันหลังกลับไปไม่ได้แล้ว


ทว่าฟางเส้นสุดท้ายในมือเขากลับสั่นไหวไม่กล้าเอ่ยคำพูดสุดท้ายที่จะตัดรอนความสัมพันธ์ระหว่างเรา ทำลายตัวตนแห่งวัยเยาว์อันสดใสงดงามในตัวคนตรงหน้า


จึงได้แต่วกกลับมาทิ่มแทงจิตใจตัวเอง เก็บไว้เป็นคำขอโทษที่ไม่อาจเอ่ยเอื้อนไป


'ไม่หรอก'




ถึงเขาจะเกลียดคำว่าเพื่อนระหว่างเราเหลือเกิน




เป็นเพื่อนไม่ได้ เลยทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายเพื่อตัดเพื่อนงั้นเหรอ...คิดถึงตอนนี้เขาก็ได้แต่แค่นหัวเราะสมเพชตัวเอง ตระหนักว่าช่างเป็นวิธีที่โง่เง่าสิ้นดี






บางทีมันก็เป็นแค่ข้ออ้าง


ข้ออ้างของคนขี้ขลาด


คนอย่างเขาที่ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเฝ้าดูจากที่ไกลๆ
















โลกของควอนซูนยองที่ไม่มีอีจีฮุนช่างว่างเปล่า


เปิดเทอมในโลกใบใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเด็กปีหนึ่งทั้งหลาย สำหรับเขาก็เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงธรรมดาที่จืดชืดไร้สีสัน ทั้งที่มีคนมากมายอยู่รอบกายแต่กลับเปลี่ยวเหงาอ้างว้างทุกเช้าที่ตื่นมาด้วยเสียงนาฬิกาปลุก หรือบางครั้งที่สายตาเผลอสอดส่ายหาใครบางคน เขาถึงรู้ว่าเขาทำโลกของตนหลุดลอยหายไปต่างหาก


รอยยิ้มของใครคนนั้นที่เป็นโลกทั้งใบของเขา


ต้องห้ามตัวเองทุกครั้งไม่ให้เดินเข้าไปหา จูงคนที่ชอบเก็บตัวมาทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับสะกิดเพื่อนให้ไปดึงตัวอีกฝ่ายมาเข้ากลุ่มข้างๆ ไม่สามารถเอาเรื่องคนคนนั้นออกไปจากใจได้เสียที แอบฟังเสียงหัวเราะของฝ่ายนั้นดังแว่วอยู่ห่างๆ เก็บมาไว้ในความทรงจำ ถ้าเปิดดูความคิดของเขาได้ เรื่องของอีจีฮุนคงจะเรียงรายสูงจรดเพดานนับร้อยๆ ชั้น ปิดล็อกด้วยกุญแจหนาหนักที่ไม่มีวันให้ใครได้รับรู้




ได้แต่พูดคำนั้นอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า


คำที่เขาคงไม่มีวันได้บอกไปอีกแล้ว




กิจกรรมยามเช้าลากสังขารเด็กปีหนึ่งมานั่งรวมกันในห้องประชุมซึ่งเก้าอี้ถูกลากไปสุมอยู่มุมหนึ่ง เขานั่งฟังรุ่นพี่แจกแจงอะไรสักอย่างอยู่แถวหลังสุด แต่ในหัวกลับพะวงอยู่แต่คนตัวเล็กที่หายไปจากแถวข้างๆ


ปกติอีจีฮุนไม่ใช่คนมาสาย


ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุ ก็คงไม่สบาย ในใจเขาร้อนรน คิดถึงแต่โทรศัพท์มือถือที่เมมชื่ออีกฝ่ายไว้เป็นเบอร์คนสำคัญที่สุด


ต่อให้ไม่พูดกันสักคำยังไง ถึงผ่านไปสิบปี ยี่สิบปี เขาก็พร้อมทิ้งทุกอย่างวิ่งไปหาหากเกิดอะไรขึ้นกับคนคนนั้น


แว่วเสียงรุ่นพี่ที่คุมกิจกรรมคุยกันอยู่หลังห้อง


"ขาดคนนึงใช่ไหม...อ่า มีน้องคนนึงโทรมาบอกว่าสายนะ รถเสียนิดหน่อย"


...โล่งอกไปที


ไม่อยากส่องกระจกเลยว่าตัวเองกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่ เขาหันไปรับป้ายชื่อที่แจกให้ทุกคนเขียนชื่อตัวเองไว้คล้องคอ เหลือบเห็นปึกกระดาษแถวข้างๆ กำลังถูกส่งผ่านไปจึงรีบเรียกไว้


"เดี๋ยว เก็บไว้ให้จีฮุนก่อนสิ"


"จีฮุน?"


"คนที่ขาวๆ น่ารักๆ ไง"


คนในแถวพยักหน้ารับแล้วดึงกระดาษออกมาแผ่นนึงส่งให้เขา สองวินาทีผ่านไป เสียงแซวก็ดังขึ้นทันที


"แหนะๆๆๆ จำเค้าได้เป็นพิเศษเลยนะ แถมบอกว่าเค้าน่ารักอีก นี่มองจากดาวอังคารยังรู้เลยนะว่าคิดอะไรอยู่อะ แหมมมมมมม~"


"เพื่อนกันชมกันว่าน่ารักว่ะ ปกติเนอะ"


เขารับกระดาษมาอย่างเป็นปกติ จำไม่ได้ว่าหัวเราะหรือทำเป็นเฮฮาไปด้วยยังไง ประหลาด...การสนทนากับคนอื่นที่เคยสนุกไปกับมันกลับไม่มีความหมายสำหรับเขาอีกแล้ว ยามคนที่เขาห่วงหาวิ่งหน้าตื่นมานั่งข้างๆ เขาจึงส่งกระดาษให้พลางหัวเราะปัดป้องเสียงโห่ฮาของเพื่อนเพื่อไม่ให้คนข้างๆ รู้สึกอึดอัด






จะหาคำจำกัดความไหนที่เหมาะกับอีจีฮุนไปมากกว่าคำว่าน่ารักล่ะ


อีจีฮุนน่ะน่ารัก
















พิสูจน์ไม่ได้เลยว่าเวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งให้ดีขึ้น


ในเมื่อความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลยังก่อตัวขึ้นมาทุกครั้งที่นึกถึงอีกฝ่าย ช่วงนี้อีจีฮุนสนิทกับรุ่นพี่เป็นพิเศษซึ่งเขาก็ไม่ได้แปลกใจอะไร นิสัยคร่ำครึละเอียดลออของเจ้าตัวไม่เหมือนเด็กวัยเดียวกันอยู่แล้ว


แต่เขาระงับตัวเองไม่ให้หงุดหงิดยามเห็นคนทั้งคู่หัวเราะต่อกระซิกกันไม่ได้


โคตรแย่ที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำตัวไร้เหตุผล อีกฝ่ายไม่ใช่คนที่คิดอะไรแบบนั้น เขารู้ดี แต่จะทำอย่างไรกับความรู้สึกของตัวเอง ในอกเขาร้อนเหมือนไฟเผาทุกครั้งที่ได้ยินเสียงพูดคุยอย่างสนิทสนม มือคนอื่นที่วางบนกลุ่มผมนุ่มของอีจีฮุน เรื่องนี้เขาจะโทษใคร โทษได้แต่ตัวเองที่พาตัวออกมาอยู่ในสถานะที่ไม่อาจแม้แต่พูดคุยกับอีกฝ่ายได้ใช่ไหม ไม่ต้องพูดถึงมีสิทธิ์ไปหวงเลย


เดิมทีเขาไม่ได้คิดเลยว่าจะมีใครมองอีกฝ่ายในแง่นั้น เพราะดูเผินๆ เจ้าตัวก็สนิทกับเพื่อนในกลุ่มพี่ซึงชอลไปทั่ว เผอิญวันนั้นเขาเดินไปได้ยินคนในสาขายืนสูบบุหรี่กันอยู่ริมรั้วพลางพูดอะไรเรื่อยเปื่อย


"...ป่านนี้ได้กันไปหลายทีแล้วเถอะ"


ขาทั้งสองข้างชะงัก เหมือนเป็นสัญชาตญาณว่าเขากำลังฟังอะไรที่ไม่สมควรได้ยินอยู่


"เล่นอ่อยซะขนาดนั้น พี่ซึงชอลไม่เอาก็โง่แล้ว แต่ก็อย่างว่าเหอะแฟนพี่เขานั่งอยู่ตำตาไม่เห็นว่าอะไร ใครจะไปรู้ อาจจะพร้อมกันก็ได้ ฮะๆๆ"


เขาปรากฎตัว พยายามสะกดอารมณ์เดือดดาลขณะรับบุหรี่จากเพื่อนที่รู้จักกันในนั้น


"มึงเหอะซูนยอง"


"อะไร"


"ก็ไอ้ถั่วขาว..." ชื่อที่ใช้ไว้เรียกแทนคนตัวเล็กที่ขาวเผือดเหมือนถั่วขาว "...มันก็อ่อยมึงนี่หว่า ชอบเดินไปเดินมายั่วให้เห็นแล้วทำเป็นเล่นตัว มันน่านัก มึงได้มันแล้วฝากจัดหนักๆ เอาให้หายระ..."


ผัวะ!


หมัดถูกเหวี่ยงออกไปปะทะโหนกแก้ม ความรังเกียจเดือดพล่านไปทุกรูขุมขน จากนั้นก็เป็นฉากสี่รุมหนึ่ง สายดำเทควันโดช่วยให้หมัดไร้ทิศทางของพวกกระจอกไม่คณามือเขานัก แต่วันต่อมาจากสี่รุมหนึ่งก็กลายเป็นสิบ


กระดูกซี่โครงเขาหัก แต่ถ้าเทียบกับพวกนั้นที่นอนหยอดน้ำข้าวต้มเป็นเดือนๆ ก็นับว่าเทียบกันไม่ได้ ใช้เวลารักษาตัวอยู่ไม่นานก็รีบออกจากโรงพยาบาลเพื่อเช็คกับตาตัวเองว่าใครคนนั้นยังปลอดภัยดี ฟังจากเพื่อนในสาขาว่าไม่มีใครพูดเรื่องนั้นให้ได้ยินอีกต่อไป แต่เขายังวางใจไม่ได้ ข่าวลือน่ะจุดติดง่ายยิ่งกว่าไฟบนกองฟอนเสียอีก จนถึงตอนที่อีจีฮุนเขวี้ยงแฟ้มใส่หน้าเขาด้วยความโกรธจัด สีแดงฉานของเลือดเรียกสติของเขากลับมา


นี่เขากำลังทำบ้าอะไรอยู่


ไล่ตามเงาของอีกฝ่ายจนเหมือนเป็นบ้า จนเผลอทำร้ายตัวเองและคนสำคัญที่สุดของตนด้วยคำพูดปรักปรำไร้หัวคิด เรื่องของอีจีฮุนนั้นเขาพลาด...พลาดมาโดยตลอด จนถึงตอนนี้ก็ยังทำพลาดอย่างโง่ๆ


คนคนนั้นจะรู้ตัวไหมนะ...ว่าทุกอย่างที่ทำให้เพื่อนเก็บมาแซวมาจิ้นเป็นเรื่องเป็นราว มันเกิดจากการกระทำของเขาที่ไม่สามารถเก็บอาการได้ทุกครั้งที่ได้ยินชื่ออีกฝ่าย


ทุกเรื่อง ทุกรายละเอียด ทุกอย่างที่ฝ่ายนั้นได้รับ เขาต้องจัดการดูแลให้ดีที่สุด ชีทที่แจกไปถึงมือหรือยัง? ข้าวกลางวันลืมกินหรือเปล่า? จีฮุนไม่ชอบน้ำผลไม้ เปลี่ยนน้ำที่จะแจกในค่ายเป็นโคล่าได้ไหม? จีฮุนขี้หนาว ต้องรีบขึ้นห้องมาปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศก่อน จนกว่าจะแน่ใจว่าคนคนนั้นจะสุขสบายที่สุด ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างเรียบง่ายแบบที่ชอบที่สุด จนเขาโดนแซวยิ่งกว่าแซวว่าไม่ใช่แฟน แต่เป็นวิญญาณตามติด


บอกได้ไหมว่าเขาหวังทุกครั้งที่ได้ยินใครพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรา


หวังให้มันเป็นเรื่องจริง
















นับแต่วันนั้นเขาถึงตระหนักขึ้นมาอย่างชัดเจนว่าความรู้สึกที่มีให้ใครคนนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนเลย


ทั้งๆ ที่พยายามลืม พยายามฝืนทำทุกอย่างให้เหมือนเพื่อนเขาทำกัน หลอกตัวเองว่าชดเชยให้อีกฝ่ายในฐานะที่เขาพลาดจนเราไม่ได้เป็นเพื่อนกันแล้ว แต่ความรู้สึกโหยหาอย่างแรงกล้าที่ผุดขึ้นมาตอกย้ำว่าสิ่งที่แอบหวังไม่ใช่เพียงความต้องการอย่างเด็กๆ เขาปรารถนาในตัวอีจีฮุน ปรารถนาในทุกส่วนของอีกฝ่ายจนไม่อยากปล่อยให้ไปเป็นของใครแม้ส่วนเดียว จะมีโอกาสให้คนเลวอย่างเขาบ้างไหมนะ...แม้รู้ดีว่าตนไม่เหมาะแม้แต่นิดเดียว แต่เขาคงไม่ลังเลที่จะฉวยไว้


งานเลี้ยงฉลองสอบกลางภาคของรุ่นพี่ในสาขาที่เขาไม่นึกสนใจนักถูกรื้อขึ้นมาในความคิดเมื่อได้ยินว่าอีจีฮุนจะไปด้วย ถึงจะผ่านมากว่าปีนึงที่เราไม่ได้ใกล้ชิดกัน แต่เขาคอยติดตามข่าวคราวอยู่เสมอ คนคนนั้นไม่สันทัดเรื่องพรรค์นี้หรอก ความห่วงใยแสนขมขื่นชักนำให้เขาสบถพลางแต่งตัวมารอที่บาร์ก่อนเวลานัดจนได้ เมื่ออีกฝ่ายปรากฎตัวในเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์ขาดๆ เส้นผมนิ่มละเอียดถูกเซ็ทขึ้นไป เผยให้เห็นวงหน้าเนียนกระจ่างใส เขาก็แทบลืมหายใจ


ต้องตกหลุมรักคนคนนี้ซ้ำอีกกี่ครั้งกัน


แต่ที่ขัดอารมณ์คือร่างสูงของผู้เป็นรุ่นพี่ที่เดินนำมาด้วย เขาทำเป็นไม่สนใจ รีบเดินเข้าไปในร้านเหมือนไม่ได้จงใจมารอรับ


ตลอดงานสายตาเขาเฝ้าวนเวียนอยู่ที่คนที่นั่งตรงข้าม ใครเขาใส่เสื้อขาวเป็นเด็กเนิร์ดมาที่แบบนี้กันนะ กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสีขาวบริสุทธิ์แสนบอบบางราวกลีบดอกไม้ช่างเข้ากับอีกฝ่ายเหลือเกิน จนเขาเผลอทอดสายตาไปยังร่างน้อยอย่างไม่รู้จักอิ่ม โดยไม่คิดจะระมัดระวังไม่ให้อีกฝ่ายไม่อึดอัดอีกต่อไป ทว่า น่าเจ็บใจเป็นบ้า คนที่เขาคอยระวังรักษาระยะห่างกลับสนุกสนานไปกับงานเลี้ยงเหมือนเขาไม่มีตัวตน เหมือนกับควอนซูนยองคนนี้ไม่มีค่าให้ใส่ใจ ไม่มีค่าพอให้อีจีฮุนขุ่นแค้นหรืออย่างไร


ใช่...เขาเลือกที่จะอยู่ในฐานะคนเลวในสายตาอีกฝ่าย ดีกว่าไม่อาจนับว่าเป็นอะไรได้




"ไปห้องน้ำนะ เดี๋ยวมา"


"อ้าว มึงกินไปนิดเดียวเองนะ"




คนตรงข้ามลุกขึ้นระบายยิ้มเต็มหน้าก่อนเดินไปทางบันไดขึ้นชั้นสอง พร้อมสายตากะลิ้มกะเหลี่ยจากคนแถวนั้นมองตามทำให้เขาเผลอลุกตามไปด้วยความห่วงจนหงุดหงิด รู้ตัวอีกที ระเบียงทางเดินปราศจากผู้คนมีเพียงเขายืนขวางอยู่เพียงผู้เดียว


อยากรู้เหมือนกัน...คนที่หัวเราะร่าไปกับงานเสมือนไม่เห็นกันตรงหน้า หากอยู่กับสองต่อสองยังจะทำเป็นไม่เห็นได้อยู่หรือไม่ อารมณ์ฉุนเฉียวครอบงำจิตใจจนแทบกระชากตัวอีกฝ่ายมาถาม แต่เขาต้องข่มใจไว้ รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดก่อน


นั่น...ท่าทางชะงักทันควันของอีจีฮุนที่เพิ่งเลี้ยวออกจากห้องน้ำยืนยันได้ว่าเขาไม่ได้ไร้ตัวตนโดยสิ้นเชิงเสียกระมัง แต่แล้วอีกฝ่ายก็มองข้ามแล้วเลือกที่จะเดินผ่านราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขารีบเรียกไว้


"เดี๋ยว"


แผ่นหลังในเสื้อเชิ้ตขาวยิ่งสาวเท้ายาวฉับๆ ดื้อด้านเสียจนเขาเผลอบันดาลโทสะฉุดกระชากต้นแขนอีกฝ่าย แล้วก็ต้องผ่อนแรงแทบไม่ทันเมื่อพบว่าร่างเล็กโปร่งบางปลิวตามแทบไม่มีแรงต่อต้าน ทั้งที่เหมือนจะสูงขึ้นเล็กน้อยแต่กลับผอมกว่าเดิมอีก มือข้างนึงยกขึ้นมาประคองด้วยอารามตกใจแต่ฝ่ายตรงข้ามถอยกรูเหมือนเขาเป็นโรคร้าย


"มีอะไร"


ถ้อยคำเหินห่างไร้ความรู้สึกเหมือนที่ทั้งสองแสดงออกต่อกันเสมอมา


เขาพิจารณารอยแดงบนแก้มใส ผ่านมาตั้งปีกว่า แต่อีกฝ่ายกลับดูไม่เปลี่ยนแปลงไปจากวันที่จบการศึกษาแม้แต่น้อย ตั้งใจว่าจะกวาดสายตาลอบสังเกตคร่าวๆ แต่กลับถูกดึงดูดไว้ด้วยความโหยหาอย่างแรงกล้าจนรู้ได้ว่าเราจ้องมองกันและกันนานเกินกว่าทุกครั้ง...






"บอกแล้วไงว่าอย่าไปยุ่งกับมัน"






ทว่าสุดท้าย สิ่งที่เขาอนุญาตให้ตัวเองพูดไปกลับมีเท่านี้เอง


อีกฝ่ายผงะ แววตาที่คล้ายเจือปนด้วยความรู้สึกบางอย่างกลับปราศไปอย่างรวดเร็ว และแทนที่ด้วยเกราะกำบังแหลมคมแน่นหนา มุมปากโค้งขึ้นเหมือนจะเยาะ


"ทำไม ถ้ามีเหตุผลก็บอกมาสิ "


"บอกไปแล้วแต่นายไม่พยายามทำความเข้าใจหรือเปล่าวะ ไม่ได้ยินที่เขาพูดกันหรือไง จะบอกว่านายไม่ได้รู้สึกกับคำพูดพวกนั้นเลยเหรอ ตลกน่าอีจีฮุน"


ทั้งหมดนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการพูดแม้แต่นิดเดียว


แต่ยิ่งได้เห็นสายตาดื้อดึงของคนตรงหน้า ได้ยินเสียงแข็งกร้าวทุ่มเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ มันยิ่งปลุกความรุ่มร้อนใคร่เอาชนะในตัวควอนซูนยอง เขาจะไม่ห่วงเลยว่าจีฮุนจะไปคบรุ่นพี่ที่ไหนหากข้างกายอีกฝ่ายยังมีเขาคอยปกป้องอยู่ แต่นี่...เขารู้สึกร้อนวูบไปหมดเมื่อคิดถึงภาพคนตรงหน้าอยู่กับรุ่นพี่คนนั้นสองต่อสอง


"คนอื่นมองว่าฉันแย่แล้วทำไม กลัวใครรู้เข้าว่าเราเคยเป็นเพื่อนกันหรือไง"


กึก!


เขาชะงัก สบตาคนตรงหน้าราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน นัยน์ตาที่เก็บกักความรู้สึกมหาศาลไว้นอกเหนือไปจากความโกรธเกรี้ยวกลับเห็นได้แต่ความน้อยใจ


"มันก็ไม่ใช่เปล่าวะ" แรงอารมณ์กลับยังผลักดันให้เขาสืบเท้าเข้าไปหา "เลิกอคติแล้วลืมตาดูความจริงได้แล้ว เมื่อกี้ยังจะมากับมันสองต่อสองอีกนะ ใครๆ ก็มอง ถ้าแยกแยะไม่เป็นก็หัดฟังกันบ้างสิวะ"


"ทำไมฉันต้องเลิกคบคนดีๆ เพราะคำพูดของคนอื่นด้วย เป็นบ้าเหรอควอนซูนยอง จะไปเตือนใครก็ไป!"


มือทั้งสองรวบรวมแรงแล้วผลักเข้าที่อกเขาไม่ให้ทันตั้งตัวจนกระเด็นไปกระแทกผนังฝั่งตรงข้าม


เสียงสั่นเครือของคนตรงหน้ากลับเย็นชา เหมือนน้ำแข็งที่ราดรดหัวจรดเท้า ไร้ความอบอุ่นแห่งความผูกพันใดๆ






"ฉันไม่เข้าใจว่านายจะมาอะไรกับชีวิตฉันนักหนา เพื่อนก็ไม่ใช่"




ไม่ใช่เพื่อนงั้นเหรอ...






เขาก้าวเข้าประชิดตัวอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว คว้าข้อมือบางพลางวาดแขนโอบรั้งร่างเล็กเข้ามาปะทะร่าง มองข้ามดวงตาที่เบิกกว้างกลมโตอย่างตื่นตระหนก และกดจูบลงบนริมฝีปากแสนดื้อที่เอาแต่พูดถ้อยคำห่างเหิน






ถ้าไม่ใช่เพื่อน งั้นลองมาทำอะไรที่เพื่อนเขาไม่ทำดูแล้วกัน






เขาอยากจะบ้า...ใครเขาอยากเป็นเพื่อนด้วยกัน นายเข้าใจไปเองทั้งนั้น ความรู้สึกนั้นถ่ายทอดไปยังกลีบปากที่บดเคล้าอย่างรุนแรงเหมือนลงโทษ และสอดแทรกเข้าไปเก็บเกี่ยวรสชาติหวานละไมที่เขาเฝ้าฝันหามาทั้งชีวิต ลิ้นนุ่มๆ ของจีฮุน...ความชื้นแฉะในตัวจีฮุนที่เขาเฝ้าถนอมไว้ดุจสมบัติล้ำค่า ตอนนี้ตนเองกลับจาบจ้วงล่วงล้ำข้ามเส้นนั้นไปแล้ว ทั้งที่ควรจะรู้สึกผิด กลับกลายเป็นว่ารสสัมผัสเย้ายวนติดปลายลิ้นมอมเมาสติสัมปชัญญะหลุดลอยหาย ในหัวโล่งเปล่าไม่หลงเหลือทิฐิมานะใดที่แบกมาทั้งชีวิต


แรงดิ้นรนบิดตัวเร่าค่อยๆ อ่อนกำลังลง จากความเร่าร้อนและฝืนบังคับแปรเป็นความหวานล้ำ ร่างนุ่มระทวยอย่างว่าง่ายอยู่ในอ้อมแขนเขา เขารู้ว่าจุมพิตยาวนานกำลังทำให้คนทั้งคู่มัวเมาจนหมดสิ้นความรู้ผิดชอบชั่วดี ริมฝีปากอิ่มเผยอดูดดึงริมฝีปากเขากลับอย่างไม่รู้ความ หัวใจเขาเต้นแรง รสของคนตรงหน้าช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน กระทั่งตอนที่เขาฝากฝังสัมผัสสุดท้ายก่อนตัดใจผละออกเพื่อให้อีกฝ่ายหอบหายใจ ดวงตาหรี่ปรือไร้แววขัดขืนของอีจีฮุนทำให้เขารู้สึกเหมือนความอดทนกำลังถูกลิดรอน




"ซูนยอง..."










- CUT - 












- Track : Without you || SEVENTEEN -


TBC.


#ฟิคไม่มีเหตุผล

_________________________________________


           
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #176 youthisyours (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 04:45
    ฮือ;-; ปวดใจ
    #176
    0
  2. #143 fernfern_br (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:18
    มันเป็นน่าตีจริงๆนะน้องซูนอ่ะ
    #143
    0
  3. #63 pimchansfwok (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:27
    คือร้องไห้แล้ว ทั้งอึดอัดแล้วก็เสียใจแทนทั้งคู่ รักแบบตายแทนได้แต่ต้องมาทำเป็นไม่สนใจ อธิบายให้จีฮุนเข้าใจเถอะนะซูน
    #63
    0
  4. #57 pradubdao9 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:35
    รุนเเร๊งงง
    #57
    0
  5. #56 MuYiSaN (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:11
    มาตอนนี้แล้วแบบอยากจะไปขอโทษซูนที่ด่าไว้ตอนที่แล้ว ฮืออออ
    #56
    0
  6. #55 PanKunMuMiEiEi (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:29

    ซูนยองงงงงงงงง ;-;

    #55
    0
  7. #54 KamKoyJung (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:21

    ฮือออออ แม่ค่าาาาา ควอนซูนยองในมุมฝั่งเค้านี่แบบ ฮือออออออออ

    #54
    0