[os/sf seventeen] Coffee, Tears, Moonlight

ตอนที่ 12 : [sf] Nothing without You (1/3) || soonhoon

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 977
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    25 ก.พ. 64




Photo by Mink Mingle on Unsplash


TW : Sexual harassment

เรื่องนี้ค่อนข้างแตกต่างจากเรื่องอื่นที่เราเคยเขียนมา ไม่ควรลอกเลียนแบบการกระทำ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน















“พอขึ้นปี 1 แล้ว ห้ามให้คนอื่นรู้นะว่าเราเป็นเพื่อนกัน"


"อืม"






เกลียด...




เกลียดตัวเองที่ตอบรับไป ทั้งๆ ที่ข้างในหัวใจปวดหนึบไปหมด


แสงที่ทอผ่านม่านเมฆเบาบางในอากาศเริ่มกลายเป็นสีส้ม อาบไล้ห้องเรียนขนาดกะทัดรัดให้ดูราวกับจานสีของนักวาดที่กำลังลงสีแมวสีส้มตัวใหญ่ ลมอบอุ่นพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ครึ่งนึงเป็นระยะๆ แต่สำหรับเขากลับรู้สึกเหมือนบรรยากาศรอบด้านถูกแช่แข็ง มวลอากาศติดอยู่ในปอด คลื่นไส้มวนเหมือนอยากสำลัก แต่ก็ทำไม่ได้ เหมือนกลุ่มก้อนของโรคร้ายที่กัดกินเจ้าของร่างให้ตายช้าๆ อย่างทุกข์ทรมาน


คนตรงหน้าเอนหลังพิงผนัง ไกวขาจากตู้เก็บของสูงเพียงเอวที่ตั้งอยู่หลังห้อง ยังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก


วินาทีนั้นเอง เขาเพิ่งตระหนักว่าคนที่คิดว่าเป็นเพื่อนกันมาตลอดสามปี แท้จริงแล้วไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้าที่ไม่อาจหยั่งรู้ความคิดใดๆ ได้เลย


"อยู่ด้วยกันสองคนมันน่าเบื่อนี่หน่า เดี๋ยวคนอื่นก็ไม่กล้าเข้าหา เราออกไปหาเพื่อนใหม่ๆ เปลี่ยนสังคมแบบใหม่กันดีกว่า นายอาจจะได้เพื่อนมากกว่าแค่ฉัน วอนอู กับจุนก็ได้"


"พูดมากน่า ก็บอกว่าเข้าใจแล้วไง"


ไม่...ไม่เลยสักนิด ขอเพียงแค่หลุดออกไปจากสถานการณ์ตรงหน้าโดยเร็วที่สุด เขาจะได้จัดการกับหยดน้ำที่เอ่อท้นขอบตาขึ้นมาฉับพลันโดยที่คนใจร้ายนี่ไม่ต้องมารับรู้อะไรอีก




นายมันใจร้าย




ใจร้าย...เหมือนไม่ใช่คนเดียวกับที่หันหลังมาส่งยิ้มตาหยีข้ามพนักเก้าอี้ให้ในงานวันปฐมนิเทศ


"แบบนี้เท่ากับเรา...เลิกเป็นเพื่อนกันรึเปล่า?"


น่าขำ...ไม่รู้เขาพยายามทำอะไรอยู่ เหนี่ยวรั้งอีกฝ่ายไว้เป็นครั้งสุดท้ายน่ะหรือ เขายิ้มสมเพชตัวเองก่อนเบือนหน้าไปทางอื่นราวกับไม่แยแส แม้หัวใจจะเต้นระรัวขึ้นมาใต้ความเงียบงัน เฝ้ารอคำตอบสุดท้ายที่อาจเป็นลูกธนูอาบพิษร้าย ทิ้งความเจ็บปวดชอนไชเสียดลึกไว้ในความรู้สึกอันเคยงดงาม


อีกฝ่ายมองแล้วทิ้งท้ายไว้ก่อนเดินออกจากห้องไป




"ไม่หรอก"
















'จีฮุน!'




อีจีฮุนแกล้งเดินหนีมาพอสมควรแล้วจึงหยุดฝีเท้ารอคนที่วิ่งกระหืดกระหอบตาม มุมปากแฝงรอยยิ้มน้อยๆ ขณะฟังเสียงอีกฝ่ายบ่นหงุงหงิงแต่เขาพยายามเก็บอาการทำเป็นหน้าตาย


'ช้า'


'ช้าก็แย่ละ ฉันเก็บของให้นายเนี่ย ลืมเก่งแล้วยังมาหาว่าคนอื่นช้าอีก'


เขาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้พลางเอียงตัวรับสมุดจากอ้อมแขนฝ่ายนั้น


'วันนี้ร้านเนื้อย่างที่ฮงแดมุนไปสองคนลดครึ่งราคา ไปกินกัน'


ชวนเสร็จแล้วก็เงยหน้ารอคำตอบรับ ทว่าเพียงแค่เห็นแววที่พาดผ่านนัยน์ตาของคนตรงหน้า เขาก็เข้าใจได้ทันที


'โทษที...ฉันต้องส่งน้องสาวกลับบ้านน่ะ'


'อ๋อ ไม่เป็นไร'


ไม่เซ้าซี้...ถึงจะรู้ว่าส่งน้องกลับบ้านแล้วอีกฝ่ายก็ยังมีเวลาว่าง เขาไม่ชอบก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของใครและนั่นรวมถึงเพื่อนสนิทด้วย


'อ้ะ น้องนายอยู่นั่นไง'


เขาทำเสียงตื่นเต้นชี้ข้ามไหล่คนตรงหน้าไป เด็กผู้หญิงคนนึงในชุดนักเรียนกำลังโบกมือให้จากใกล้แปลงดอกไม้ของอาคารใหม่ อีกฝ่ายได้ยินก็เอี้ยวตัวไปมองแล้วจึงผุดรอยยิ้มทันควัน




และอีจีฮุนหลงใหล


หลงใหลที่ได้มองรอยยิ้มของควอนซูนยอง




'รีบไปสิ เดี๋ยวก็ถึงบ้านค่ำหรอก'


เขารุนหลังผู้เป็นเพื่อนที่ทำท่าอิดออดงอแงแล้วหันมาคว้ามือเขาไปจับ อีจีฮุนกะพริบตาด้วยความประหลาดใจ ไม่รู้ว่าเผลอแสดงออกทางสีหน้าไปหรือเปล่า คนข้างๆ ถึงได้หัวเราะแล้ววางมือข้างนึงบนหัวเขา


ความอบอุ่นนั้นยังไม่จางหาย แม้ผ่านมาเนิ่นนานแค่ไหน...


'กลับบ้านดีๆ ล่ะ ถึงแล้วโทรมาด้วย'


'...ย่าห์! ควอนซูนยอง! นายคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาลูบหัวฉันหา!!'
















ไม่เคยรู้ว่าที่เกิดขึ้นมันคืออะไรกันแน่


ตอนที่เขาเคยคิดว่ามันเคยอยู่ตรงนั้น...ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับควอนซูนยอง แต่สุดท้ายเมื่อดั้นด้นไปจนสุดทางแล้วกลับพบแต่เพียงความว่างเปล่า จนเขาซมซาน กลับมานอนเคว้งคว้างไม่รู้จะไปไหนดี


หรือสิ่งที่นายพูด ที่นายทำ มันไม่เคยมีค่าอะไรตั้งแต่แรก


ในเมื่อมันก็เป็นแค่เรื่องโกหก


ทั้งเรื่องทั้งหมดที่เคยพูดมา รวมถึงเหตุผลสุดท้ายที่นายให้ฉัน


เรื่องโกหกล้วนๆ


'นั่นนายทำอะไรน่ะ'


ความรู้สึกเขาดิ่งวูบเมื่อภาพตรงหน้าปรากฎชัดแก่สายตา


คู่ชายหญิงผละออกจากกันทันทีที่ได้ยินเสียง เสี้ยวหน้าของคนคุ้นเคยที่เขาจำได้แม้หันหลังเหลือบมองมาดับความหวังริบหรี่ของเขา เส้นผมยาวสลวยเกี่ยวพัน ปรกใบหน้าเรียบเฉยราวกับคนตรงหน้ากลายเป็นคนที่เขาไม่รู้จักอีกต่อไป


คนที่เขาเคยมอบความรู้สึกอันแสนบริสุทธิ์ที่สุดในชีวิตให้


กับผู้หญิงคนนั้น...คนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องสาวของอีกฝ่ายเอง


'ซูนยอง...'


ถ้านายรีบร้อนเข้ามาอธิบาย หรือบอกว่าฉันเข้าใจผิด มันคงดีกว่านี้


แต่สิ่งที่ฝ่ายนั้นทำเพียงลุกขึ้นจัดเสื้อง่ายๆ ไม่แยแสต่อสายตาหวั่นระริกของเขาที่จับจ้องอย่างต้องการคำอธิบาย


'อย่าเสียงดังสิ' ควอนซูนยองบอกแล้วฉุดเขาออกนอกห้อง แสงไฟสลัวบนทางเดินซ่อนซีกหน้าของอีกฝ่ายไว้ในความมืด เขาเงยหน้าจ้องมองตัวตนอีกด้านนึงที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิต


'เมื่อกี้ก็แค่ผิดพลาด โอเคไหม?'


'...'


'เธอไม่ใช่น้องสาวฉันหรอก เป็นแค่น้องสาวบุญธรรมน่ะ พรุ่งนี้เธอก็จะไปอเมริกาแล้ว'


แล้วทำไม...แล้วเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย


อีจีฮุนไม่เข้าใจคำพูดที่ออกจากปากควอนซูนยองแม้แต่คำเดียว ไม่เข้าใจเลย


'แล้วอย่าบอกใครล่ะ'


สายตาเย็นชาอ่านไม่ออกมองทอดมาที่เขาเหมือนกับน้ำร้อนจัดที่ราดลงบนแก้วอันบอบบาง จนราวกับได้ยินเสียงบางอย่างหักพังลงไป


โลกอันสวยงามของเขาได้พังทลายลง




และแล้วความรู้สึกแปลกๆ นั้นก็สลายไปหมด


ความรู้สึกหวามไหวแสนหวาน...ที่เกิดขึ้นยามได้เฝ้ามองคนคนนั้นเพียงคนเดียว
















ไม่มีควอนซูนยองในโลกของอีจีฮุนอีกแล้ว


มหาวิทยาลัยเปิดเทอม พวกเขากลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับกันและกัน อีจีฮุนอยู่คนเดียวเสมอ ในขณะที่อีกฝ่ายรายล้อมไปด้วยกลุ่มเพื่อนมากมายไม่เคยขาดตั้งแต่วันแรกที่เปิดเทอม ใช้เวลาเพียงไม่ถึงวันอีกฝ่ายก็กลายเป็นคนดัง เป็นคนแรกที่ถูกเสนอชื่อในทุกๆ กิจกรรม


จะว่าอิจฉาไหม...


อีจีฮุนคิดว่าเขาอิจฉาคนที่ได้รับรอยยิ้มเป็นมิตรจากควอนซูนยองมากกว่า


รอยยิ้มที่ปราศจากข้อกังขาใดๆ ไม่เหมือนรอยยิ้มไร้อารมณ์ยามพวกเขาเผชิญหน้ากันโดยบังเอิญระหว่างทำกิจกรรม


"น้องครับ กิจกรรมเริ่มเจ็ดโมงนะครับ ถ้ามาสายบ่อยๆ เดี๋ยวตามเพื่อนไม่ทันพี่ไม่รู้ด้วยนะ"


"ครับๆ"


เขาตอบรับพลางหอบหายใจ สองมือกุมชายโครงที่ปวดแปล๊บจากการวิ่ง คนอาวุโสกว่าส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนเปิดประตูให้เขาไปนั่งรวมกลุ่มกับเด็กปี 1 ที่นั่งเป็นแถวฟังรุ่นพี่พูด ทันทีที่หย่อนตัวลงนั่ง กระดาษแผ่นนึงก็ถูกยื่นให้จากคนข้างๆ เขาไล่สายตามองเจ้าของมือแล้วก็ต้องตัวชา


คนที่เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเป็นเพื่อน


"ขอบคุณ"


"อื้ม" อีกฝ่ายตอบแล้วชักมือกลับ


ไม่รู้ว่าก่อนหน้าที่เขาจะมาเกิดอะไรขึ้น แต่ทันทีที่สิ้นสุดบทสนทนาสั้นๆ เสียงแซวก็ดังขึ้นรับกันไปทั้งห้อง


"น่อวๆๆๆๆ เขินก็บอกนะจ๊ะ"


"พูดน้อยกลัวคนจับได้หรอถามจริง ไอ้ซูนยอง สงบเสงี่ยมเชียวนะ"


"รอนั่งข้างจีฮุนอะดิ แหมๆ เหม็นฟามรัก"


"ตลกละ" อีกฝ่ายหัวเราะโบกมือปัด "เพิ่งเปิดเทอมกันแป๊บๆ จำชื่อกันยังไม่ครบเลย"


"แต่จำคนนึงได้เป็นพิเศษนะจ๊ะ เหอออออ"


อีจีฮุนได้แต่ก้มหน้า ฟังเสียงล้อเลียนจากเพื่อนร่วมชั้นปีจนกว่าจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นกันเอง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกยังไง คงจะหงุดหงิดมากล่ะมั้ง อุตส่าห์ตั้งใจจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันแล้วแท้ๆ ดันต้องมาถูกแซวบ้าๆ แบบนี้จนได้... เขาเหลือบมองนิ้วขาวสะอาดของอีกฝ่ายที่วางไว้บนเข่า แต่กลับชะงัก ไม่สามารถเลื่อนสายตาขึ้นไปได้ จึงเบือนหน้าไปทางอื่นช้าๆ พร้อมกับขยับถอยไปข้างหลัง




นั่งข้างกันเขายังทำไม่ได้เลย


เขาทำไม่ได้ในเมื่อยังไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไรบ้างไหม
















วันเวลาที่ไม่มีอีกฝ่ายช่างเงียบเหงา เรื่อยเฉื่อย ไปผ่านไปโดยไม่ทิ้งความหมายอะไรไว้


เขามีเพื่อนเพิ่มขึ้นบ้าง มีกลุ่มคนที่คบหากันประจำ แต่เมื่อไหร่ที่เผลอ สายตาก็มักวนเวียนเฝ้ามองหาใครคนนั้นอยู่เสมอ วันนี้ควอนซูนยองใส่เสื้อสีอะไร วันนี้ควอนซูนยองเลิกเรียนแล้วไปไหน เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ถูกเก็บรวบรวมไว้ในใจโดยที่แม้แต่ผู้เป็นเจ้าของก็ยังไม่รู้ตัว


บางทีก็แอบคิดว่าเรื่องของเขาจะเคยเข้าไปอยู่ในสายตาของอีกฝ่ายบ้างไหม


คิดแล้วได้แต่ถอนหายใจอย่างเงียบเชียบ


คงไม่หรอก...คนใจร้ายพรรค์นั้น


"เฮ้ย! ซูนยอง! เย็นนี้ไปดื่มกันปะ?"


"เอะอะๆ ก็ชวนเข้าผับตลอด ไอ้บ้านี่"


ชื่อของใครคนนั้นทำให้เขาเผลอมองตามทันที ควอนซูนยองนั่งเอนๆ เล่นโทรศัพท์อยู่หลังห้องโดยไม่สนใจว่ากว่าครึ่งชั้นเรียนจะทยอยออกจากห้องไปแล้ว ผิวกายเขาร้อนวูบวาบเมื่อตระหนักว่าตัวเองอยู่ในสายตาของฝ่ายนั้นมาตลอดทั้งคาบ


"อะไรวะ เดี๋ยวนี้ทำตัวเป็นเด็กเนิร์ดเหรอ"


"ขอพักบ้างเถอะ ไปๆ จะไปไหนก็ไป"


"ใช้เสร็จก็เฉดหัวส่งว่ะ"


เขาเผลอเงี่ยหูฟังบทสนทนาขณะสองมือรวบรวมเก็บของบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว ไม่น่าเผลอหลับท้ายคาบจนตื่นมาช้ากว่าคนอื่นเลย อีจีฮุนไม่อยากเผชิญกับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกหากเขากับควอนซูนยองเป็นคู่สุดท้ายที่ออกจากห้อง


นึกไม่ถึงว่าฝีเท้าของใครบางคนจะเดินมาหยุดตรงหน้าเขา อีจีฮุนแทบไม่ต้องมองด้วยซ้ำ ตัวตนคนตรงหน้าชัดเจนในความรู้สึกยิ่งกว่าประสาทสัมผัสใดๆ


"ขอคุยด้วยหน่อยสิ"


เรื่องอะไร...?


เรื่องสำคัญจนลืมไปว่าเราไม่รู้จักกันเนี่ยนะ เขาช้อนตามองอีกฝ่าย จ้องลึกในดวงตาคู่ดำสนิทที่ไม่มีวันเหมือนวันวาน











"สนิทกับพี่ซึงชอลหรอ?"


อีจีฮุนกะพริบตา เรื่องแบบนี้มีค่าพอให้อีกฝ่ายสนใจด้วยเหรอ?


แต่หัวใจก็โลดแรงขึ้นอย่างหักห้ามไม่ได้ อย่างน้อยยังมีสักเรื่องของเขาที่อยู่ในสายตาฝ่ายนั้น


"ไม่ได้สนิทมาก"


ก็แค่อาจจะให้อภิสิทธิ์เหนือคนอื่นนิดหน่อย...อีจีฮุนไม่ชอบให้ใครก้าวล้ำเส้นความเป็นส่วนตัว แต่สำหรับรุ่นพี่จอมป่วนประสาทคนนี้ที่คอยเทคแคร์รุ่นน้องอยู่เสมอและไม่ละเว้นกระทั่งเขาที่ทำตัวเงียบๆ ไม่โดดเด่น เขาเลยค่อนข้างมีความรู้สึกในทางบวกกับอีกฝ่ายอยู่บ้าง


"ไม่ได้สนิทแล้วไปกินเหล้าบ้านมันทำไม?"


เขาเริ่มรู้สึกไม่พอใจ "ทำไม นายสนใจอะไรแบบนี้ด้วยรึไง"


ควอนซูนยองจิ๊ปากแล้วหันไปด้านข้าง ท่าทางเหมือนรำคาญที่ต้องคุยกับเด็กสิบขวบจอมดื้อ เขากระชับแฟ้มในมือเข้าหาตัวพลางเสมองไปอีกทาง รอให้อีกฝ่ายเริ่มพูดอีกครั้ง


"ฟังนะ...ห้ามไปไหนมาไหนกับมันอีก"


"ทำไม นายมีสิทธิ์อะไรมาห้ามฉัน"


"ไม่รู้หรือไงว่าพี่ซึงชอลมีแฟนแล้ว"


"รู้ แล้วทำไม ฉันไม่ได้ทำอะไรเสียหายซะหน่อย"


ขณะโต้กลับไป หัวใจของเขาก็ค่อยๆ จมดิ่งลงอย่างเชื่องช้า


ในสายตาอีกฝ่าย เขาก็เป็นได้แค่นี้เอง


เป็นเหมือนคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้อุปนิสัยใจคอกันมาก่อน


นายไม่รู้จริงๆ เหรอว่าฉันเป็นคนยังไง...แค่สองปีมันทำให้เรื่องระหว่างเราหายไปจากความทรงจำนายแล้วใช่ไหม


"นี่" อีกฝ่ายพยายามเริ่มอีกครั้งด้วยท่าทางเหมือนใช้ความอดทนอยู่ "ไม่รู้หรือไงว่าคนอื่นเขาเอาไปพูดเสียๆ หายๆ"


"พูดก็พูดไปสิ ฉันไม่สน นายจะมายุ่งอะไรเรื่องของฉัน"


"อย่าดื้อนักได้ไหมวะ" ควอนซูนยองสืบเท้ามาหาจนเขาเผลอถอยร่น เหงื่อซึมมือ เพิ่งสังเกตเห็นแผลแตกบนมุมปากคนพูดดูน่ากลัว "ที่บอกก็เพราะฉันไม่อยากทนฟังเรื่องทุเรศๆ ของนายที่เขาลือกัน มันน่ารำคาญ"


"แล้วมันจะทำไม ฉันจะทุเรศแค่ไหนแล้วยังไง เลิกฟังไปสิ"


"เรื่องของนายจะไม่ให้สนได้ไงวะ!?"




ลมหายใจเขาสะดุด




เงานกที่โผบินผ่านฟากฟ้าหยุดนิ่งไร้ความเคลื่อนไหว


ดวงตาคู่เดิมที่เขาเคยหลงใหลกลับพาดผ่านด้วยแววอะไรบางอย่างที่ทำให้หัวใจสะท้าน วูบไหว แต่พอกะพริบตาก็หายไป เหลือเพียงความเย็นชาทิ่มแทงทำร้ายกัน


"ฉันจัดการให้มันหยุดพูดตอนนั้นได้ แต่ฉันห้ามไม่ให้มันเอาไปพูดต่อไม่ได้ ทำไมเข้าใจยากจังวะ ยิ่งห้ามมันก็เหมือนยิ่งกระจายข่าว ฉันไล่กระทืบพวกนั้นให้นายหมดไม่ได้ อย่าเที่ยวมั่วให้มากได้ปะ"


ปั๊ก!


แฟ้มในมือเขาปลิวกระแทกใส่หน้าอีกฝ่ายแรงจนเซไปข้างๆ มุมแฟ้มกระแทกขมับเลือดไหลเป็นทาง


เมื่อควอนซูนยองหันกลับมา นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธกรุ่น เขาก้มลงเก็บแฟ้มเปื้อนเลือดก่อนมองหน้าคู่สนทนาด้วยสายตาเยียบเย็น ราวกับไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากบดขยี้อีกฝ่ายให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงอยู่แทบเท้า


"ฉันจะมั่วกับใคร อย่างน้อยฉันก็ไม่มั่วกับน้องสาวตัวเองหรอก"


พูดจบเขาก็สาวเท้าเร็วๆ จนกลายเป็นวิ่งจากมา
















นับตั้งแต่วันนั้นความสัมพันธ์ของเรายิ่งเหินห่างยิ่งกว่าคนแปลกหน้า




พวกเขาอยู่คณะเดียวกัน สาขาเดียวกัน แต่แทบไม่ได้คุยกัน ตรงข้ามกับงานกลุ่มที่ดูเหมือนไม่ว่าเมื่อไหร่ชื่อเขาจะต้องพ่วงไปกับชื่ออีกฝ่ายอยู่เสมอ กลุ่มแชททำงานที่มีกัน 5 - 6 คนมีเพียงเขากับฝ่ายนั้นที่ส่งไฟล์งานแลกเปลี่ยนกันไปมาโดยไร้บทสนทนา คิดไปเองได้ไหมว่าควอนซูนยองดูจะเข้าหาเขามากขึ้น บางทีเขาก็ต้องตกใจเมื่อหันไปเจออีกฝ่ายในระยะเพียงเอื้อมมือ รับรู้ได้ถึงสายตาอีกฝ่ายทอดมองมา ไม่เมินเฉยเหมือนเขาเป็นอากาศธาตุอย่างสมัยเปิดเทอมใหม่ๆ


ไม่รู้ว่าจะคิดมากไปทำไม แต่เขาสงสัย...ควอนซูนยองจะทำเป็นห่วงใยเขาไปทำไม ในเมื่อเขาเป็นคนกุมความลับสำคัญของเจ้าตัวโดยบังเอิญ ถ้าจะเกลียดจนอยากจะฆ่าให้ตายก็คงไม่ผิด ความลับที่เขาเฝ้าถามตัวเองว่า ถ้าวันนั้นไม่เดินไปรับรู้ ยอมทนโง่เหมือนที่เคยเป็นเสมอมา ทุกวันนี้จะมีความสุขมากกว่านี้ไหม...หัวใจเขาให้คำตอบได้เพียงความเงียบงันอันแสนร้าวรานสะท้อนกลับมา


ขึ้นปี 2 รุ่นพี่ในสาขาชวนไปเลี้ยงฉลองสอบกลางภาคที่บาร์ใกล้มหาวิทยาลัย นานๆ ทีเขาจะเบื่อจนยอมออกไปข้างนอก บวกกับรุ่นพี่ที่สนิทโทรมาเซ้าซี้จนเขายกมือยอมแพ้เดินไปแต่งตัวรอให้อีกฝ่ายขับรถมารับแต่โดยดี


ทันทีที่ลงจากรถก็เผชิญกับสายตาคมกล้าแทบเสียดทะลุร่าง


"อ้าว ซูนยอง"


เขาจะชักเท้าหนีตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วใช่ไหม...อีจีฮุนผ่อนฝีเท้าให้ช้าลงอย่างจงใจขณะเดินตามรุ่นพี่ข้ามถนนไปอีกฝั่ง


ควอนซูนยองเบนสายตาไปยังคนทัก "สวัสดีครับพี่ซึงชอล"


วันนี้อีกฝ่ายอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำหลวมๆ กางเกงสแล็คสีดำเข้ารูป เซ็ตผมยุ่งราวกับไม่จงใจแต่กลับดูดีอย่างเหลือร้าย ยืนไขว้ขาพิงกำแพงราวกับไม่แยแสรอบกาย ตรงข้ามกับเขาที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแต่กลับดูเหมือนเด็กประถมหนีเที่ยวไม่มีผิด


"รอใครอยู่เหรอ?"


"เปล่า" อีกฝ่ายเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋ากางเกง "เข้าไปกันเลยไหมครับ"


โต๊ะที่จองไว้มีคนมาถึงก่อนแล้วสี่ห้าคน อีจีฮุนรีบเข้าไปนั่งด้านใน พยายามหลบเลี่ยงคนคนนั้นให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่รู้จะคิดมากบ้าบอไปทำไมเมื่อที่นั่งตรงข้ามซึ่งมีแก้วน้ำสีอำพันเหลืออยู่ครึ่งนึงกลับถูกจับจองด้วยร่างสูงของคนที่เขาพยายามหลบในวินาทีต่อมา


"ซูนยอง มึงออกไปทำอะไรวะ"


"อึดอัดดิวะ มัวแต่รอคนอื่นไม่ได้เริ่มสักทีเนี่ย" ถ้อยคำนั้นดูเหมือนมีเจตนาทิ่มแทงเขาโดยเฉพาะ เขาทำเป็นไม่สนใจ หันไปทักทายกับเพื่อนร่วมรุ่นอย่างกระตือรือร้น


ด้วยความว่านั่งริมสุด คนตรงข้ามเขาจึงรับหน้าที่เติมเครื่องดื่มให้ทุกคนไปโดยปริยาย แต่พอวนมาถึงเขา ควอนซูนยองกลับรินให้เพียงไม่ถึงหนึ่งส่วนสี่แก้วก็กระดกปากขวดคืนแล้วกลับไปนั่ง


"หมดแล้วเหรอวะ"


"เปล่า" ฝ่ายนั้นยกแก้วขึ้นจิบ "จีฮุนคออ่อน ดื่มแค่นั้นก็เยอะแล้ว"


เงียบกันไปอีกเสี้ยววินาที แล้วเสียงเฮฮาก็กลับคืนมาทันที


"รู้ดีจริ๊งงงง~"


มือข้างที่กำลังเอื้อมไปหยิบแก้วชะงัก และแปรเป็นเงอะงะทันทีที่ได้ยินจบประโยค เขายกแก้วของตัวเองขึ้นบ้าง และไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อด้วยซ้ำ สายตาของคนตรงข้ามที่จ้องมองตรงมาทำให้พวงแก้มร้อนผ่าวเหมือนมีใครเอาไฟมาจุดเผา



อีจีฮุนไม่เคยลืมเรื่องของควอนซูนยองแม้แต่เรื่องเดียว



แต่เขาไม่กล้าคิด ว่าอีกฝ่ายจะยังจำเรื่องเกี่ยวกับเขาได้


รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เรื่องราวของเรา แม้ทำเป็นไม่สนใจกันเพียงใด แต่มันคงยังฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกลึกๆ ของควอนซูนยอง ที่ใดที่หนึ่ง...






'จีฮุน! ไปดื่มมาเหรอ นี่พี่ปล่อยให้จีฮุนดื่มได้ยังไง!?'


'เอ้า ใครมันจะไปรู้ว่าคออ่อนขนาดนี้ เฮ้ยๆ ไอ้ซูนยอง จะอุ้มเองก็บอกก่อนสิวะ!'






งานเลี้ยงดำเนินต่อไปจนดึกดื่น เขาเริ่มมึนด้วยฤทธิ์แอลกอฮอลล์จนรู้สึกไม่ค่อยสบาย แต่ความพยายามของรุ่นพี่ที่ตบเข่าฉาดจะร้องเพลงให้ได้คะแนนเต็มร้อย (จากเฉลี่ยอยู่ที่หกสิบกว่า) กับเพื่อนผู้เล่นเกมแพ้เลยถูกใช้ให้ไปร้องเพลงชาติอยู่หน้าร้านตลกเสียจนเขาหัวเราะไม่หยุด ลืมเรื่องติดค้างในใจไปเสียสนิท


"ไปห้องน้ำนะ เดี๋ยวมา"


"อ้าว มึงกินไปนิดเดียวเองนะ"


อีจีฮุนเดินออกจากห้องน้ำชั้นบนของร้าน ความรื่นเริงของงานยังทิ้งรอยยิ้มสดใสไว้บนวงหน้าเล็กปานรุ้งแต้มฟ้า กระทั่งเลี้ยวหัวมุมห้องน้ำและเผชิญหน้ากับคนที่เขาไม่อยากเจอที่สุด


ควอนซูนยองยืนกอดอก มองก็รู้ว่ามาดักรอใครบางคน เขาชะงักแล้วรีบเบี่ยงตัวเดินหนี




รู้ว่ายังไงก็คงไม่พ้นเรื่องเดิมๆ ที่อีกฝ่ายไม่เคยให้ความกระจ่างแก่เขาเลยว่า ทำไมถึงต้องมาสนใจกันด้วยเรื่องแบบนี้




"เดี๋ยว"


เขาเร่งฝีเท้าขึ้น อีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะถึงบันได ชั่วพริบตานั้นแขนซ้ายเขาถูกกระชากโดยแรงจนเกือบเซไปปะทะอกคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง มืออีกฝ่ายยกขึ้นมาประคองร่างเขาให้ทรงตัวแต่เขากลับถอยกรูอย่างระแวดระวัง


"มีอะไร"


ควอนซูนยองลดมือลงช้าๆ แผลน่ากลัวที่มุมปากหายไปแล้ว ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยสีสันดูซีดเซียวและมีรอยคล้ำเป็นวงรอบตา อีจีฮุนไม่รู้ตัวว่ามองสำรวจใบหน้าของอดีตเพื่อนสนิทนานเกินกว่าที่เขาอนุญาตให้ตัวเองทำได้ ความเปลี่ยนแปลงของอีกคนทำให้เขาเผลอนึกห่วงตามความเคยชิน


แต่คนมันเปลี่ยนไปแล้ว...ยังไงก็ไม่มีวันเหมือนเดิม


"บอกแล้วไงว่าอย่าไปยุ่งกับมัน"


เขาหน้าชา หลุดออกจากภวังค์ทันที จึงได้แต่แค่นหัวเราะด้วยความสมเพชตัวเองและสมเพชคนตรงหน้าที่ไม่เคยมาด้วยเรื่องมีสาระอะไรเลย


"ทำไม ถ้ามีเหตุผลก็บอกมาสิ "


"บอกไปแล้วแต่นายไม่พยายามทำความเข้าใจหรือเปล่าวะ ไม่ได้ยินที่เขาพูดกันหรือไง จะบอกว่านายไม่ได้รู้สึกกับคำพูดพวกนั้นเลยเหรอ ตลกน่าอีจีฮุน"


"คนอื่นมองว่าฉันแย่แล้วทำไม กลัวใครรู้เข้าว่าเราเคยเป็นเพื่อนกันหรือไง"


นี่คงเป็นเหตุผลเดียวที่อีกฝ่ายมายุ่งวุ่นวายกับเขา


หัวใจเหมือนจมดิ่งในถังน้ำแข็ง ตลกร้ายเป็นบ้า เหมือนบ้าไปเองที่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาต้องคอยหลบหน้ากันสารพัด กลัวว่าอีกฝ่ายจะรำคาญเขา กลัวว่าอีกฝ่ายจะคิดว่าเขาจงใจเอาตัวเข้าใกล้ ทั้งหมดมันคงไม่มีความหมายอะไรในเมื่ออีกฝ่ายจ้องเอาแต่จะจับผิดกันแบบนี้ แววตาของคนตรงหน้ายังคงอ่านไม่ออก...เหมือนเมื่อสี่ปีที่ผ่านมา ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียว


นายมันเห็นแก่ตัว


"มันก็ไม่ใช่เปล่าวะ" อีกฝ่ายสืบเท้าเข้าหา ใกล้จนเขาถอยร่นแทบชิดผนัง "เลิกอคติแล้วลืมตาดูความจริงได้แล้ว เมื่อกี้ยังจะมากับมันสองต่อสองอีกนะ ใครๆ ก็มอง ถ้าแยกแยะไม่เป็นก็หัดฟังกันบ้างสิวะ"


"ทำไมฉันต้องเลิกคบคนดีๆ เพราะคำพูดของคนอื่นด้วย เป็นบ้าเหรอควอนซูนยอง จะไปเตือนใครก็ไป!"


ชั่วพริบตานั้น เขารวบรวมกำลังผลักคนตรงหน้าสุดแรงจนกระเด็นไปกระแทกผนังฝั่งตรงข้าม


ใบหน้าเล็กที่เก็บซ่อนความร้าวรานเชิดอย่างทระนง ทั้งๆ ที่ในใจรู้สึกอ่อนแอจนอยากจะร้องไห้




"ฉันไม่เข้าใจว่านายจะมาอะไรกับชีวิตฉันนักหนา เพื่อนก็ไม่ใช่"




ถ้อยคำนั้นเหมือนจุดระเบิดในตัวควอนซูนยอง


แค่สองก้าวอีกฝ่ายก็เข้ามาประชิดตัวเขา มือที่แข็งเหมือนคีมโลหะยึดข้อมือเขาไว้แน่น มืออีกข้างรั้งร่างเล็กเข้ามาบังคับรับจูบร้อนแรงที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น




จูบที่เต็มไปด้วยเพลิงอารมณ์ รสเลือด และกลิ่นบุหรี่ขมปร่า




เรียวลิ้นอุ่นร้อนแทรกเข้ามาในโพรงปาก ฉกชิงความหวานและอ่อนนุ่มแห่งวัยเยาว์อย่างดิบเถื่อน เขาพยายามเบือนหน้าหนีอย่างตื่นตระหนกแต่มือแกร่งไม่ปล่อยให้หลุดรอดไปได้ แผ่นหลังถูกดันไปชิดผนัง ตรึงร่างเล็กที่ดิ้นรนบิดหนีไว้ด้วยวงแขนแข็งแรง และมอบสัมผัสปั่นป่วนรัญจวนทำให้มือที่รัวทุบเริ่มอ่อนแรง


จังหวะที่เนิบช้าลงทำให้รับรู้ถึงรสสัมผัสอันล้ำลึกได้ชัดเจนขึ้น ความร้อนระอุของอีกฝ่ายที่ขยับบดเบียดครอบครองริมฝีปากเขาคือเรื่องจริง กลิ่นอายคุ้นเคยของคนตรงหน้าทำให้เขาเคลิบเคลิ้ม สติเริ่มเลื่อนลอย เหมือนได้ย้อนเวลากลับไป...วันที่เรายังมีกันและกัน มือที่พันธนาการเขาไว้เริ่มคลายเมื่อรู้สึกว่าร่างเล็กไม่ขัดขืน ก่อนเลื่อนขึ้นมาประคองลำคอเพื่อปรับองศาให้จุมพิตยาวนานขึ้น


ริมฝีปากแดงก่ำชื้นแฉะผละจากกันอย่างอ้อยอิ่ง ร่องรอยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดยังปรากฎอยู่บนสีหน้าเต็มไปด้วยอารมณ์ของคนตรงหน้าที่หลุบตามองริมฝีปากเขาที่กำลังเผยอหอบหายใจอย่างไม่ประสีประสา สีหน้าที่ดูเหมือนเสือตัวโต ชั่งใจว่าจะทำอย่างไรดีกับอาหารแสนเย้ายวนตรงหน้า จะปล่อยทิ้งไปหรือก็แสนเสียดาย


"ซูนยอง..."






- CUT -






พายุอารมณ์ผ่านพ้นไปแล้ว


หมอนที่เคยใช้รองตกลงไปกระจายเกลื่อนพื้น ผ้าปูที่นอน ผ้าห่มยับยู่ยี่ คราบเหนอะหนะบริเวณซอกขาทำให้รู้สึกไม่สบายตัว สายตาเขาพร่ามัว รู้สึกได้ว่าถูกจุมพิตแผ่วๆ นับครั้งไม่ถ้วน


"ซูนยอง..."


ท่อนล่างปวดหนึบ แขนก็ปวดร้าวไปถึงกระดูก แทบไม่มีแรงลุกขึ้นนั่ง แต่พอทำท่าจะลุกจริงๆ กลับถูกอีกฝ่ายผลักลงไปบนเตียงแล้วเดินหายไป


เขาที่กำลังสะลึมสะลือรู้ตัวอีกทีก็เมื่อผ้าชุบน้ำเย็นเฉียบแตะลงบนผิวกาย บนใบหน้า ซอกคอ อก แขนทั้งสองข้างอย่างเบามือ วนเวียนอยู่แถวซอกขาด้านใน จากนั้นเสื้อคลุมตัวใหญ่ก็ห่อหุ้มลงมาอย่างรวดเร็วไม่ทันได้รู้สึกหนาว ร่างของเขาถูกอุ้มลอย แนบชิดไปกับไออุ่นของใครคนนั้น


"ซูนยอง..."


"อืม อยู่นี่"


สัมผัสที่คุ้นชินทำให้เขาเผลอซุกหน้าเข้าหา และได้รับการตอบสนองเป็นการกระชับอ้อมแขนแน่น ร่างเล็กถูกจับให้นั่งตักคนตัวสูงกว่าบนโซฟายาวที่ถูกปรับเอนจนสุด ขยับหมอนอิงให้เอื้อต่อการนอนแล้วจึงย้ายร่างเขาลงไป ก่อนไม่ถึงนาทีต่อมาหมอนหนุนศีรษะเขาก็ถูกแทนที่ด้วยต้นแขนอุ่นจนร้อนที่ดึงตัวเขาเข้าไปกอดแนบชิดไม่เหลือช่องว่างระหว่างเรา




กอด...


อีจีฮุนชอบให้ควอนซูนยองกอด




ตั้งแต่ไหนแต่ไร แม้จะทำเป็นหลบเลี่ยงผลักไส แต่ลึกๆ ในใจเขาก็ยังไขว่คว้าหาอีกฝ่ายเป็นที่พึ่งพิง อีจีฮุนไปแข่งตอบปัญหาต่างโรงเรียนพลัดหลงกับเพื่อนโรงเรียนเดียวกันท่ามกลางฝูงชน คนแรกที่เขายกโทรศัพท์โทรหาก็คือควอนซูนยองที่ไม่ได้มาด้วย แค่ได้ยินเสียงทุ้มขานรับอย่างเกียจคร้านก็รู้สึกอุ่นใจ ตอนไปค่ายรับน้องที่มีแต่เพื่อนที่ยังไม่สนิทเขาก็เผลอมองหาคนใจร้ายที่มักอยู่ไม่ไกลออกไปเสมอ


อีจีฮุนรู้ว่าเขาแพ้...แพ้มาตั้งแต่แรก ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางชนะ ต่อให้เหลือทางสุดท้ายต้องกอดขาอ้อนวอนอีกฝ่ายเขาก็จะทำ ริมฝีปากอุ่นยังแตะเคลียอยู่ที่ขมับเขา สองมือค่อยๆ ยึดอกเสื้อคนตรงหน้าไว้แน่น กลัว...กลัวเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะหายไปอีกครั้ง เหมือนภาพฝันที่หวนคืนมาเพียงชั่วครั้งชั่วคราวแล้วเลือนหาย


ต่อให้ฐานะของเขาในใจอีกฝ่ายคงเทียบไม่ได้กับอะไรสักนิด แต่เขาก็ยังอยากรู้จากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ ว่ารัก...รักบ้างไหม


ถึงเขาจะไม่เข้าใจความหมายคำว่ารัก แต่ ณ วินาทีนี้ อีจีฮุนอธิษฐานต่อดวงดาวทั้งหมดในจักรวาลที่เต็มใจรับฟัง ขอให้คำว่ารักของควอนซูนยองเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว




เสียงแผ่วค่อยนั้นหลุดออกมา เจือปนกับหยาดน้ำเค็มปร่าที่ถูกจูบซับไว้อย่างอ่อนโยน เลือนหายไปกับตัวโน้ตไร้เสียงที่หลงทางอยู่บนท้องฟ้ายามรัตติกาล




















- Track : Nothing without you || 10cm -



TBC.


#ฟิคไม่มีเหตุผล

_________________________________________


แนะนำให้ฟังเพลงด้วยนะครับ

           
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #175 youthisyours (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 04:37
    ฮือ ใจร้ายจัง แต่ก็หวังว่าซูนยองจะมีเหตุผลดีๆนะ
    #175
    0
  2. #142 fernfern_br (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:01
    ใจร้ายมากนะน้องซูนยอง น่าตีจริงๆ
    #142
    0
  3. #62 pimchansfwok (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:13
    สงสารจีฮุน แต่ซูนยองนี่คือยังไงอ่ะ รักเขามานานแล้วหรอ? แล้วมาใจร้ายใส่จีฮุนทำไมเล่า
    #62
    0
  4. #58 'primmmm' (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:56
    รู้สึกว่าซูนยองเป็นที่พึ่งเป็นทักอย่างของจีฮุนจริงๆ แง อ่านแล้วจะร้องตามมม อยากกอดน้อง
    #58
    0
  5. #52 KamKoyJung (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:03

    ฮือออออ เขินมากกกก ไม่รู้ว่าควอนซูนยองเนี่ยยังรู้สึกยังไงอยู่แน่ แต่รู้แค่ว่าเขินมากเด้อจ้าาา

    #52
    0
  6. #51 icelovely_110 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:00
    ควอนซูนยอง คนใจร้าย
    #51
    0
  7. #50 namfon407 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:24
    ชอบมากกกกกกกกกกกกกอะไรที่ขี้หึงๆๆๆเนี่ย
    #50
    0
  8. #49 PanKunMuMiEiEi (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 22:42

    งื้อออออ จีฮุนนนน

    #49
    0
  9. #48 hoshiscoco (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 21:02

    ถ้ามามุกไม่อยากเป็นเพื่อนเพราะอยากเป็นแฟนแบบนี้ก็เศร้าไปนิดนึงนะคะ อ่านแล้วอึดอัดทั้งตอนเลยค่ะ (ชม) ฮือ มันทำไมห้ะควอนซูนยอง orz


    จะว่าชอบเพื่อน แล้วเรื่องน้องสาวคืออะไรน้า จู่ๆ มาบอกว่าแยกกันดีกว่า ดูก็รู้นะว่าเป็นห่วง แต่หวงด้วยมั้ยเนี่ยก็...

    ภาษาช่วงหลังๆ วิ้งวับ(?)มากเลย! กุ๊งกิ๊ง แต่หวังว่าหลังจากนี้อะไรๆ จะดีขึ้นน้า อยากให้จีฮุนมีความสุข แง้ (น้องใสซื่อมากค่ะคุณ เบามือให้น้องงง)




    #48
    0
  10. #47 MuYiSaN (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 20:23
    อิหยังวะเนี่ยซูนยองงงงงง งงความสัมพันธ์ของพวกนาง ฮรือออ
    #47
    0