[os/sf seventeen] Coffee, Tears, Moonlight

ตอนที่ 10 : [os] Dancing in your arms || soonhoon special for New Year 2019

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 680
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    29 ธ.ค. 61



Photo by Ian Schneider on Unsplash



ซูนยอง as นะ นนทวัฒน์ ว่องวิชาชาญ

จีฮุน as ลี ลีกุล วัฒนเศวต











ลีไม่ได้รู้สึกอะไรหรือนึกถึงใครเป็นพิเศษตอนเห็นบัตรเชิญไปงานเลี้ยงปีใหม่ที่โรงเรียนสมัยมัธยม

 

 

 

กระดาษแข็งแผ่นน้อยในซองพิมพ์ปั๊มทองเป็นลายเส้นรูปต้นคริสมาสต์อย่างหรูหรา จนเขาเกือบนึกไปว่าเพื่อนคนไหนส่งการ์ดแต่งงานมาให้เสียอีก ช่วงหลังมานี้เขาได้รับการ์ดแต่งงานจากคนวัยเดียวกันเสียจนเริ่มทำใจได้ว่าอายุตนเข้าขั้นแล้วจริงๆ นิ้วเรียวยาวพลิกด้านหลังของบัตร อ่านชื่อที่อยู่ของตนซึ่งไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อเกือบสิบปีก่อนอย่างอ่อนอกอ่อนใจ

 

เขาไม่ใช่คนมนุษยสัมพันธ์ดีนัก สมัยมัธยมปลาย กลุ่มเด็กผู้ชายในห้องแยกเป็นกลุ่มใหญ่ที่ประกอบด้วยสมาชิกสิบกว่าคน กับเศษกระจิ๋วหลิวคือเขากับเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่ง ลีไม่ถนัดเข้าหาคนอื่นเลยทำตัวเกาะติดกับเพื่อนหนึบเป็นปาท่องโก๋ จนกระทั่งม. 6 ที่เริ่มสนิทกับคนอื่นจนพูดคุยได้โดยไม่อึดอัด สองเพื่อนซี้ก็ยังทำตัวเหมือนทากาวตราช้างไว้ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลา

 

และเมื่อกี้เพื่อนรักคนดีของเขาก็เพิ่งโทรศัพท์มาหาจากต่างจังหวัด ย้ำนักย้ำหนาว่าต้องไปเจอกันให้ได้ไม่ว่าจะยังไง หลังจากพลาดนัดติดๆ กันเกือบครึ่งปีเพราะเขาเพิ่งบินไปทำงานต่างประเทศมา ชายหนุ่มทั้งขันทั้งเอ็นดู ส่งเสียงอือออตอบรับเพื่อนสนิทที่กำลังงอแงอย่างเอาใจ ยังไงมันก็เป็นเพื่อนคนสำคัญของเขานี่นะ

 

"นั่นแน่ อะไรน่ะครับพี่ลี"

 

เด็กหนุ่มรุ่นน้องที่กำลังเก็บของกลับบ้านอยู่อีกฟากหนึ่งของโซนออฟฟิศ ส่งเสียงทักทายมาเมื่อเห็นชายหนุ่มรุ่นพี่นั่งจดๆ จ้องๆ การ์ดในมืออย่างผิดวิสัย ลีหันไปตามเสียงเรียก ปลายผมสีดำสนิทที่กลายเป็นสีน้ำตาลเข้มละเอียดยามต้องแสงไฟประดับจากต้นคริสมาสต์พลิ้วสะบัดไปตามแรง เขากะพริบตาพลางยิ้มกว้าง

 

"งานปีใหม่ที่โรงเรียนน่ะ"
















ค่ำคืนแห่งเทศกาลปลายปีประดับประดาไปด้วยแสงไฟระยิบระยับตามสุมทุมพุ่มไม้ บอร์ดประกาศข่าวสารในรั้วโรงเรียนที่ไม่ได้เห็นมานานเปลี่ยนเนื้อหาไปตามกาลเวลา ได้ยินเพื่อนๆ คุยกันว่าปีนี้หอประชุมที่เคยใช้เป็นสถานที่จัดงานทุกปีเพิ่งใช้จัดงานแต่งงานไป จึงต้องเปลี่ยนมาจัดกลางแจ้งแทน อากาศหนาวหลอกๆ ช่วงเดือนธันวาคมพอกล้อมแกล้มแทนเครื่องปรับอากาศไปได้ ต้นคริสมาสต์ขนาดใหญ่จัดวางไว้หน้างานเป็นแลนด์มาร์กให้บรรดาหนุ่มสาวถ่ายรูปกันอย่างครึกครื้น แสงสะท้อนจากลูกบอลประดับขนาดเท่ากำปั้นแพรวพราวเจิดจรัสเสียจนคนมองตาพร่า เวทีใหญ่มีวงดนตรีเล่นเพลงยอดนิยมสมัยพวกเขาอยู่มัธยมเรียกเสียงเฮฮาชอบใจเป็นระยะ

 

ลีนั่งอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมห้อง วงหน้าใสมีรอยยิ้มจางๆ มุมปากอย่างสนุกสนานขณะนั่งฟังเพื่อนซักไซ้เพื่อนอีกคนที่กำลังจีบลูกน้องสาวในที่ทำงาน มือขาวแกว่งแก้วใสที่มีน้ำอัดลมเจือน้ำแข็งละลายอยู่ค่อนแก้ว (เพราะสถานที่จัดงานอยู่ในโรงเรียนจึงงดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ไปโดยปริยาย) เสื้อยืดสกรีนลายกราฟฟิคกับกางเกงยีนส์ขาดๆ ที่เขาสวมใส่ลดทอนวัยจนดูเหมือนเด็กม. ปลายที่มาช่วยงาน มากกว่าจะเป็นผู้ใหญ่เต็มวัยที่เรียนจบไปนานแล้ว วันนี้หนุ่มสาววัยทำงานคล้ายย้อนกลับไปเป็นเด็กหนุ่มสาวแรกรุ่นกันเต็มลาน เหมือนสมัยที่พวกเขาใช้ลานแห่งนี้เป็นที่เข้าแถวเคารพธงชาติ

 

"ลี ไอ้วิ้งไม่มาเหรอ?"

 

"อื้ม"

 

เขายิ้มรับคำโฉบเข้ามาทักของเพื่อนในห้องไปนิดหน่อย คนตัวเล็กคีบกับข้าวในจานไปนิดหน่อย แต่ฟาดข้าวสวยไปสองชามแล้วโดยที่เพื่อนข้างๆ ไม่ทันรู้ตัว โทรศัพท์มือถือเก็บใส่กระเป๋ากางเกงไว้ด้วยเหตุผลว่าไม่อยากทำตัวเสียบุคลิกอย่างก้มลงมองหน้าจอบ่อยๆ แต่เขาก็เผลอเอาขึ้นมานั่งจ้องทุกครั้งที่วงสนทนาเริ่มเงียบ หน้าจอแชทเปิดทิ้งไว้เหมือนทดแทนความขุ่นข้องใจที่พูดให้ใครฟังไม่ได้ 

 

 

 

Winkkk : ลี

 

Winkkk : ไปไม่ได้แล้วนะ

 

Winkkk : อังลาหยุดมาหาเรา เมื่อวานเราไม่ได้รับสาย ต้องไปง้ออังก่อน

 

Lee : ........

 

 

 

นี่มันผิดแผนไปนิดหน่อย

 

เอาให้ถูกก็...

 

นี่มันเฮงซวย

 

 

 

ปกติลีเป็นฝ่ายเททริปเพื่อนก่อนด้วยเหตุผลว่าติดงานบ้าง ต้องพาครอบครัวไปเที่ยวบ้าง แต่ก็ไม่เคยเทเพื่อนเพียงคนเดียวคนนี้ เพิ่งได้รับค่าประสบการณ์จากการโดนเพื่อนติดแฟนเท เพื่อนตัวดี ตัวแสบ!

 

สุดท้ายเขาก็ทำได้แค่ส่งจุดไปเท่านั้น รอมันเคลียร์กับแฟนเสร็จก่อนเถอะ จะตบหัวให้ร่วงไปเลย!

 

ดนตรีเปลี่ยนไปเป็นเพลงชาติเบสิคของคนแอบรักเพื่อน ได้รับเสียงเป่าปากวี๊ดวิ่วอย่างถูกอกถูกใจจากรอบด้านทันที เขาหัวเราะเมื่อเห็นตุลย์ หัวโจกด้านความไร้สาระประจำห้อง ลุกขึ้นวิ่งไปหน้าเวทีแทบไม่ทัน เรียกเสียงหัวเราะครืนก่อนคนจำนวนไม่น้อยจะลุกตามไปเชียร์ ตุลย์มันตามจีบหนิงมาจะสิบปีแล้ว ยังไม่เห็นคืบหน้าอะไรให้คนนอกอย่างเขาได้ยินข่าวดีสักที สมฉายาเจ้าของไร่สวนแห้วที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่เพื่อนทั้งห้องสถาปนาให้

 

ยิ่งตกดึกคนที่นั่งประจำโต๊ะยิ่งน้อย ส่วนใหญ่จะไปออกันอยู่หน้าเวทีซึ่งคึกคักด้วยเสียงร้องเพลงและตะโกนทักทายเพื่อนต่างห้อง ลีเอนหลังพิงพนัก จิบโค้กด้วยท่วงท่าสุขุมปนยิ้มเช่นเดิม ถึงเขาจะไม่ถนัดชวนคุย ไม่อินการออกไปเต้นหน้าเวที แต่การได้เห็นคนคุ้นเคยในสถานที่เก่าๆ อากัปกริยาเดิมๆ ที่เราเคยมีร่วมกัน ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจเหมือนอยู่บ้านที่แท้จริง

 

แสงไฟที่ส่องมายังโซนโต๊ะจีนเริ่มดับลงบ้างแล้ว ก่อเกิดเงาวูบไหวหลากหลายสีทับซ้อนกันลงบนชามเมลามีนที่ว่างเปล่าและก้อนน้ำแข็งใสลอยคว้างอยู่ในน้ำสีขุ่น เขาชักมือกลับมาถูกัน เริ่มหนาวขึ้นแล้วจริงๆ

 

 

 

"ลี ทำไมมานั่งคนเดียวล่ะ?"

 

 

 

คงเป็นเพราะเงามืดที่ทำให้เขาไม่ทันสังเกตคนที่เดินมาใกล้แล้วคว้าเก้าอี้มานั่งข้างๆ ชายหนุ่มหันขวับไปมอง โทนเสียงของอีกฝ่ายทำให้รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร

 

 

 

"ไม่ได้คุยกันตั้งนานแหนะ นะ"

 

 

 

เจ้าของส่วนสูงมากกว่าเขาสิบกว่าเซนติเมตรอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์สบายๆ ไม่ต่างกัน และดูจะสูงชะลูดขึ้นกว่าเดิมเสียอีก เรือนผมที่เคยไถสั้นเกรียนกลายเป็นหน้าม้าบางๆ ดูนิ่มมือ เจ้าตัวส่งยิ้มจนตาปิดมาให้เหมือนเคย รอยยิ้มนั้นดูอ่อนโยนและเป็นมิตร

 

นะยกมือป้องปากให้ได้ยินชัดๆ "ทำไมลีนั่งคนเดียวล่ะ ไอ้วิ้งไม่มาเหรอ?"

 

"อ๋อ ใช่"

 

เขาพยักหน้างึกงัก ก็บอกแล้วว่าตัวติดกันเป็นแฝดสยาม เห็นเขาที่ปกติเก็บเนื้อเก็บตัวออกมาฉายเดี่ยวใครก็รู้สึกแปลกตาด้วยกันทั้งนั้น

 

ทั้งคู่ยังนั่งฟังเพลงด้วยกันเงียบๆ อีกพักใหญ่ ลีไม่ได้อึดอัดนัก แต่ประหลาดใจอยู่บ้างที่คนเฮฮาอย่างนะไม่ออกไปหน้าเวทีอย่างคนอื่น

 

นนทวัฒน์ที่เขารู้จักมาตลอดหกปีที่เรียนห้องเดียวกัน มองเผินๆ ก็เหมือนเด็กหนุ่มวัยรุ่นไฟแรงทั่วไป เจ้าตัวเป็นทั้งหัวหน้าห้อง ประธานสี และประธานชมรมเต้น ถึงทั้งหมดนั่นจะได้มาเพราะความป็อบปูลาร์และเกี่ยงกันทำก็เถอะ ลีจึงรู้สึกชื่นชมอีกฝ่ายอยู่ห่างๆ ที่อ้าแขนรับงานทั้งหมดมาด้วยความเต็มใจ อะไรที่ช่วยได้ในฐานะเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่ง เขาก็พยายามช่วยเต็มที่ ความหวังดีนั้นเขาไม่ได้หวังว่าใครจะรับรู้หรอก มีแต่วิ้งที่แซวบ่อยๆ ว่าคนที่ทำให้เขาขยับก้นลุกจากเตียงเช้าวันเสาร์ได้ก็มีแต่นะกับอาจารย์เคมีสถาบันกวดวิชาตัวย่ออ. เท่านั้น

 

เขาเผลอเหลือบไปมองอีกฝ่ายที่นั่งอยู่ทางขวามือของโต๊ะและเห็นว่าอีกฝ่ายมองมาอยู่แล้ว เขาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

 

"ลีน่ะ ทำงานที่ไหนหรอ?"

 

"หืม? อะไรนะ?"

 

เป็นเพราะเสียงดนตรีที่ดังกลบเสียงคู่สนทนาไปหมด นะจึงโน้มตัวมาหาพร้อมกับที่เขาเอียงหูไปฟังโดยอัตโนมัติ เสียงทุ้มของอีกฝ่ายนุ่มแผ่วชวนจั๊กจี้เป็นพิเศษเมื่อปัดผ่านใบหูไวต่อสัมผัส

 

"ลีน่ะ ทำงานที่ไหน?"

 

"อ๋อ ก็ที่นั่น ที่นู่น"

 

นะหัวเราะออกมาเต็มเสียง ใบหน้าเขาร้อนผ่าวขณะส่งสายตาตั้งคำถามไปให้

 

"ตอบเหมือนไม่อยากให้เรารู้เลยอะ โอเค เราไม่ถามจี้ก็ได้"

 

"เปล่านะ คือเราไม่ค่อยได้อยู่กับออฟฟิศอะ ส่วนใหญ่จะไปนู่นไปนี่มากกว่า ทำไมเหรอ"

 

นะยิ้มให้อีกครั้ง รอยยิ้มของอีกฝ่ายชวนสนิทใจและเรียกความนิยมในโรงเรียนได้มากโขจนคว้าตำแหน่งเดือนโรงเรียนไปในงานประกวดก่อนจบการศึกษา แม้ว่าตำแหน่งรองจะค่อนข้างหน้าตาดีมากในความคิดของลี เพราะผลตัดสินนับโหวตจากจำนวนกุหลาบที่แต่ละผู้เข้าประกวดได้รับ ขนาดลีเองยังซื้อไปให้ด้วยดอกหนึ่ง เขาอยากให้ห้องตัวเองชนะมากกว่าอยู่แล้ว

 

"เปล่าน่า ก็แค่เห็นลีไม่ขับรถมาก็เลยนึกว่าอยู่บ้านเดิม แล้วก็สงสัยว่านายขับรถไปทำงานบ้างหรือเปล่า"

 

ความคิดเขาสะดุดไปจังหวะหนึ่งเต็มๆ

 

เมื่อกี้ตอนลงรถประจำทางมาก็ไม่เห็นอีกฝ่ายเลยนะ เพิ่งมาเห็นที่โต๊ะตอนเข้ามานั่งเกือบสิบนาทีต่อมา เขาไม่ค่อยสังเกตรอบข้างก็จริง แต่พอรู้ตัวว่าถูกเพื่อนร่วมห้องแอบมองตอนไม่รู้ตัวก็ออกจะน่าอาย ริมฝีปากบางแห้งผากจนต้องยกแก้วขึ้นจิบ

 

"อ๋อ ปกติก็ไม่ขับหรอก ขึ้นบีทีเอสเอา แต่ถ้าออกต่างจังหวัดก็ขับ นะล่ะ?"

 

ถามแก้เก้อทั้งๆ ที่จำรายละเอียดเกี่ยวกับอีกฝ่ายได้หมดแล้ว นะเป็นสารถีประจำห้อง ขนอุปกรณ์จัดสแตนกีฬาสีก็ต้องเพิ่งฝีมือขับรถของนะอยู่เสมอ บ้านเจ้าตัวมีรถสองคันที่เคยขับมา คันหนึ่งเป็นรถเจ็ดที่นั่งที่ค่อนข้างกว้างขวาง ส่วนอีกคันเป็นรถเก๋งคันเล็ก นานๆ ทีจะขับมาโรงเรียนสักหน

 

ลีก็เคยจับพลัดจับผลูได้นั่งเจ้าเต่าอ้วน รถเก๋งลูกรักของนะอยู่ครั้งหนึ่ง จำได้ว่าเป็นตอนที่นัดถ่ายงานวิชาคอมพิวเตอร์ที่ถนนคนเดิน แม่กับน้องสาวเขาไปถือศีลที่เชียงใหม่ ส่วนพ่อไปทำงานต่างจังหวัด เขาออกจะหงอยๆ ที่ไม่มีคนไปส่ง กระทั่งอีกฝ่ายโทรมาถามแล้วบึ่งรถมารับแทบจะทันทีทันใด เบาะหนังสีครีมและกลิ่นหอมสะอาดของการบูรปนปะมากับไอเย็นของเครื่องปรับอากาศให้ความรู้สึกเก่าๆ ชวนสงบใจ ผิดกับบุคลิกของผู้เป็นเจ้าของลิบลับ มีเพียงเศษมันฝรั่งทอดชิ้นเล็กที่ตกอยู่ปลายเท้าทำให้เขาอมยิ้มน้อยๆ เชื่อแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้ขโมยรถใครมาขับจริงๆ

 

"อืม จำได้ไหมนะว่าเรามีใบขับขี่ตั้งแต่ม. หกน่ะ?"

 

"จำได้สิ" ลีหลุดหัวเราะเบาๆ "ก็ใครล่ะที่เห่อใบขับขี่มากถึงขนาดเอาไปอวดตำรวจที่มาล็อกล้อรถข้างๆ ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้ขอดูน่ะ"

 

"มันก็นานแล้วนา ฮะๆๆๆ"

 

 

 

น้ำเสียงที่ทอดช้าลงตามวัยที่แปรเปลี่ยนกลับฟังเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิดเพี้ยนเมื่อนะหัวเราะอีกครั้ง ละลายม่านน้ำแข็งเย็นเยียบบางๆ ของกาลเวลาหลายปีที่ทิ้งความห่างเหินระหว่างเราอย่างช้าๆ

 

 

 

"เราไม่ได้เจอกันนานแล้วเนอะ"

 

"อื้ม" ...จะว่าไปก็นานพอดู

 

"เจอกันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่นะ?"

 

"อืม...พรอมไนท์มั้ง"

 

"ไม่สิ วันปัจฉิมเรานั่งข้างกันนะ ที่ทั้งห้องมากันแปดคนไง"

 

"อ๋อ แล้วนายก็ก้าวขึ้นรับเกียรติบัตรผิดจังหวะจนเราลนไปหมด ลงมาเราเลยด่านายกระเจิง แล้วยังโดนครูเคด่าซ้ำอีก"

 

"ทำไมมีแต่เรื่องแบบนี้เนี่ย"

 

เสียงหัวเราะสองเสียงประสานกันอีกครั้ง สายตาเขาไม่ค่อยเลื่อนหลุบมองนกมองไม้ด้วยความวางตัวไม่ถูกอีกแล้ว แต่กลับจับจ้องใบหน้าของคู่สนทนาด้วยรอยยิ้มกว้าง นัยน์ตาระยับของนะดูราวกับสะท้อนภาพของดวงดาวทั้งจักรวาล

 

อบอุ่น...ชวนคะนึงหา

 

"จริงๆ ตอนปีสองเราไปหานายที่มหาลัยด้วยแหละ ตั้งใจจะเอาหมวกนายไปคืน หมวกที่ยืมตอนเล่นเป็นชายกลางบ้านทรายเงินอะ"

 

"อ๋อ ไม่เป็นไร แล้วทำไมไม่เจอกันอะ?"

 

"ถ้าบอกว่าเราเก็บไว้ดูแทนหน้านาย งี้ได้เปล่า?"

 

 

 

คำตอบของนะทำเอาเขาชะงักกึก

 

แววตาที่ดูจริงจังของฝ่ายนั้นปั่นป่วนจังหวะการเต้นของหัวใจเขา ก่อกวนตะกอนบางให้กลับมาขุ่นหมองอีกครั้ง เราสบตากันเนิ่นนานราวกับจะค้นหาคำตอบที่แท้จริงในใจของแต่ละฝ่าย

 

 

 

ลีส่ายศีรษะอย่างระอา

 

 

 

"...นะ ไม่เขิน"

 

"อ้าว" บรรยากาศแปลกๆ สลายไปทันที นะหัวเราะพลางแหย่กระเซ้า "มุกนายนะฟังแล้วต้องอ่อนระทวยเลยนะ ลีอ่อนระทวยให้ดูหน่อยเร้ว"

 

"ไม่อ่อนอะ บอกว่าเราหน้าอ้วนเหมือนหมวกใช่เปล่า เดี๋ยวเถอะ"

 

"คิดมากไปแล้วลี"

 

อีกฝ่ายเอื้อมมือมา เขาเอี้ยวตัวหลบเพราะคิดว่าจะถูกผลักศีรษะเบาๆ แต่ฝ่ามือใหญ่กลับทิ้งลงลูบเรือนผมนุ่มสลวยอย่างทะนุถนอม แล้วเลื่อนลงมาที่ต้นคอ เหนี่ยวรั้งให้เขากลับมานั่งตัวตรงก่อนวางมือลงบนพนักเก้าอี้เขาแทน จนดูเหมือนนะกำลังโอบลีอยู่กลายๆ ชายหนุ่มมองการกระทำของเพื่อนแล้วได้แต่เลื่อนสายตากลับไปมองเวทีอย่างไม่มีอะไรจะพูด

 

กาลครั้งหนึ่งสมัยเพิ่งรู้จักกันใหม่ๆ เขาเคยบอกเด็กชายนนทวัฒน์ว่าไม่ชอบให้คนไม่สนิทกันมาถูกเนื้อต้องตัว จากนั้นเขาก็ลืมไปเลย เพิ่งมารู้ว่าทำให้อีกฝ่ายช็อกอย่างรุนแรงก็ตอนเข้าค่ายลูกเสือตอนม. 3 เจ้าตัวถูกกิ่งไม้บาดข้อเท้าเลือดไหลเป็นทางตอนกิจกรรมเดินทางไกล แต่กลับไม่ยอมให้ลีซึ่งเป็นรองนายหมู่พยุง

 

ท้ายแถวก็เหลือกันแค่สองคน อีกนิดก็จะถึงจุดที่ครูจอดมอเตอร์ไซค์รอรับแล้ว อีกฝ่ายกลับดื้อด้านไม่ยอมสบตาเขา เขาต้องอาศัยจังหวะที่นะเผลอพุ่งเข้าชาร์จ ดึงแขนเพื่อนขึ้นพาดบ่า มืออีกข้างรั้งเอวเพื่อนอย่างห้าวหาญ ฝ่ายตรงข้ามถึงกับตัวแข็งทื่อขืนร่างไว้ จนเขาต้องฟาดสะโพกเพื่อนเต็มแรงเพื่อให้ทิ้งน้ำหนักลงมาบ้าง

 

'นึกว่าลีเกลียดเราซะอีก...'

 

เรื่องของหัวหน้าห้องผู้แสนโดดเด่นป็อบปูลาร์ ในความทรงจำของลีก็มีแต่เรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้จริงๆ เขากลั้นหัวเราะขณะจิบของเหลวในแก้วอีกครั้ง ในความไม่สนิทกันมากนั้นเขากลับมีอีกฝ่ายเป็นส่วนร่วมตลอดหกปีในชีวิตมัธยม เกือบทุกๆ ที่ได้เห็นหน้า ได้ส่งยิ้มให้กัน

 

 

 

 

 

ความทรงจำที่ล้ำค่า...จนน่าเสียดายหากสิ้นสุดค่ำคืนนี้ เขาต้องหลงลืมมันไป

 

 

 

 

 

"สนุกหรือเปล่า"

 

"อื้ม สนุกสิ"

 

ลีหยิบถั่วลิสงเข้าปากเคี้ยวเล่น ยังคงมองเวทีด้วยตาเป็นประกาย มือของนะเอื้อมผ่านตัวเขาไปดึงจานถั่วลิสงให้เข้ามาใกล้ๆ

 

"นายห่วงเราเกินไปเปล่าเนี่ย ไปเต้นหน้าเวทีกับพวกนั้นก็ได้"

 

"เปล่า ก็แค่กลัวนายน้อยใจที่ไอ้วิ้งไม่มาแค่นั้นเอง"

 

"ใครจะไปขี้น้อยใจขนาดนั้น"

 

"ไม่รู้ล่ะ ตอนม. 5 ที่นายนัดซ้อมรับน้องแล้วไม่มีใครมา นายน้อยใจจนร้องไห้เลยไม่ใช่เหรอ"

 

คราวนี้เรียกได้ว่าสะดุดหน้าคว่ำของแท้ ลีสำลัก รีบตวัดตาวาวโรจน์ใส่อีกฝ่ายที่หัวเราะฮ่าๆ แล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เรื่องนั้นน่ะแผลในใจเขาเชียวนะ! แย่ที่สุด!

 

เขาไม่ใช่คนขี้แยเสียหน่อย ใครๆ ก็รู้ แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่เขารับผิดชอบงานใหญ่ เขาทั้งวิ่งวุ่นเช็ควันว่างของแต่ละคนและนำมาเทียบกันเพื่อให้ได้วันที่มีคนว่างมาซ้อมมากที่สุด แต่สุดท้ายรอตั้งแต่เก้าโมงเช้าก็ไม่มีใครมาสักคน มีแต่นะที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลเพราะแขนหัก บอกตั้งแต่สามสี่วันที่แล้วว่าจะมาให้ช่วยสอนท่าที่ไม่ได้ซ้อมตอนบ่าย กลับเจอเขานั่งร้องไห้อยู่คนเดียวตรงบันไดข้างห้องเคมี

 

ทั้งอับอาย ทั้งโกรธฉิว แต่สุดท้ายอารมณ์ทั้งหมดก็บรรเทาลงเมื่อเพื่อนไม่สนิทคนนี้ปลอบเขาอย่างเงอะๆ งะๆ ทำหน้าตลกๆ ให้ดูบ้าง พาไปเลี้ยงขนมบ้าง ทำตัวเป็นนางฟ้าแม่ทูนหัวบ้าง บางอย่างที่ดูไม่เข้าท่าเลยสักนิด แต่เขาก็หัวเราะออกมาได้เพราะรู้ซึ้งถึงความพยายามของเพื่อนดี กลับบ้านไปจนดึกถึงเพิ่งเห็นว่าหัวหน้าห้องออกคำสั่งเก็บเงินคนที่ไม่มาซ้อมแต่ไม่บอกล่วงหน้า ดุคนที่ผิดคำพูดทั้งๆ ที่รับปากกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ

 

เสียงกลองชุดรัวเร็วตามจังหวะเพลงสากลทิ้งท้ายอย่างเต็มอารมณ์ ได้รับเสียงปรบมือกราวใหญ่และเรียกร้องเพลงใหม่เซ็งแซ่ไปหมด ทว่าดนตรีที่ดังมาจากลำโพงกลับเรียกเสียงหัวเราะครืนแทน ทำนองลีลาศแสนย้อนยุคนั่นเอง อดีตเด็กมัธยมวิ่งหาคู่ลีลาศเก่าของตัวเองสมัยเรียนกันให้ควั่ก บางคู่ก็ไม่เคยคุยกันตั้งแต่จบมัธยมปลายไป พอเจอหน้ากันก็ได้แต่ทักทายอย่างขัดเขินทั้งที่เพิ่งวิ่งหมุนหาอย่างกระตือรือร้น

 

 

 

 

 

แปลกดี… ลีเคยได้ยินว่า คนเราจะเก็บใครคนหนึ่งไว้ในบทเพลงนึงตลอดไป เช่นเดียวกับทำนองเก่าๆ และเสียงไวโอลินที่ผสานกับเสียงให้จังหวะของครูสาวใหญ่ในความทรงจำ แม้คนคนนั้นอาจจะเป็นเพียงเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่สนิทคนนึงเท่านั้นเอง

 

 

 

 

 

"เต้นรำกันไหม?" นะถาม

 

ลีส่ายศีรษะ

 

"เต้นไม่เป็น ครั้งสุดท้ายก็สอบลีลาศตอนม. 5 นู่น ลืมไปหมดแล้ว"

 

"มาย้อนความหลังกันไง ลุกเร็ว เดี๋ยวเราเป็นผู้หญิงให้เอง"

 

มือเพื่อนเอื้อมมาฉุดดึงให้เขาลุกตามไปยังพื้นที่หน้าเวทีอย่างอิดออด นะจับมือเขาแล้วบีบเป็นเชิงให้สัญญาณ เข้าคู่แบบโอบหลังโอบเอวอะไรไม่มีในโรงเรียนเขาหรอก มีแต่สองสายตาที่ประสานกันอย่างตื่นเต้นเหนือสองมือที่ประกบกันอย่างเรียบง่าย

 

"พร้อมนะ หนึ่ง สอง สาม สี่"

 

ความพยายามครั้งแรกล้มเหลวเพราะลีจำไม่ได้ว่าต้องก้าวเท้าไหนก่อน นะหัวเราะพลางให้กำลังใจ จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มขยับเท้าไปพร้อมกันอีกครั้ง

 

"ลีลาศอย่าเอาแต่มองเท้าสิ มองหน้าเราด้วย"

 

"เดี๋ยวๆ ลีอย่าเร่งเราสิ หมุนนี่มันต้องจังหวะไหนนะ เดี๊ยวววว"

 

"ตอนเดินหน้ามั้ง เอ้า ลอง"

 

นะสะดุดขาตัวเองและเสียหลักทันที เขาได้ทีเป็นฝ่ายขำบ้าง แต่เทียบไม่ได้กับคนตรงหน้าที่ขำตัวเองจนดึงมือเขาเซโอนเอนไปหมด

 

"เดี๋ยวเราเป็นผู้หญิงให้ก็ได้ เมื่อก่อนเราเต้นกับวิ้ง เราเต้นได้ทั้งผู้ชายผู้หญิง"

 

"อ้าว เหรอ งั้นลองดูสิ"

 

อีกฝ่ายพลิกมือรวบมือเขาไปกุมทันควัน ลีกะพริบตาปริบๆ ปกติเขาไม่ค่อยซีเรียสเรื่องมือใครอยู่บนอยู่ล่าง แต่ก็ยอมปล่อยให้มือตัวเองตกอยู่ในการเกาะกุมของคนตรงหน้าแต่โดยดี

 

"หมุนตัวนะ"

 

"ได้ สาม สี่"

 

เขาหมุนตัวอย่างไหลลื่น ไม่รู้ว่าถูกหลักหรือทำไปตามสัญชาตญาณ คู่ลีลาศเงยหน้ายิ้มให้กันอย่างดีใจ จังหวะของพวกเขาเข้ากันได้ดียิ่งกว่าสมัยเรียนเสียอีก

 

"โชลเดอร์* อะ?"

 

"สบายมาก"

 

"นิวยอร์ก*?"

 

"เดี๋ยวสิ จะชนโต๊ะแล้วนะ"

 

"งั้นเขยิบไปทางนู้นหน่อย ตามมานะ"

 

บทเพลงเปลี่ยนไปเป็นจังหวะเปลี่ยนเป็นเร่าร้อนมากขึ้น พวกเขาใช้เวลาปรับจูนอยู่สักพักก็เริ่มขยับไปตามเพลง แก้มขึ้นสีของนะสะกดสายตาเขาโดยที่ไม่ทันรู้ตัว...ลีไม่เคยเห็นสีหน้าอีกฝ่ายยามเต้นรำใกล้ขนาดนี้ แววตาจดจ้องยามขะมักเขม้นนับจังหวะ จนไม่รู้ตัวเลยว่าถูกเพื่อนร่วมห้องแอบมองจากแถวลีลาศถัดไปสองแถว นะช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย... ไหล่ของพวกเขาชนกัน ลมหายใจของคนตัวสูงกว่ารินรดอยู่เหนือขมับเขา เสียงดนตรีรอบกายแปรเป็นจังหวะรัวเร็วของหัวใจที่โหมกระหน่ำเหมือนกลองในอก การเคลื่อนไหวเบาหวิว ดุจล่องลอยอยู่บนปลายเท้า เสียงกระซิบแทบเคลียอยู่ข้างหูทำเอาเขาสะดุ้ง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

"แฟนแล้วฮอกกี้สติก* ได้หรือเปล่า?"

 

"อะ อื้ม"

 

ท่านั้นถือว่าปราบเซียนในระดับนึง แต่ลีเผลอตอบรับออกไปด้วยสติที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มือของอีกฝ่ายยกขึ้นเป็นสัญญาณให้เขาเดินห่างออก ฝีเท้าเขาย่ำไปตามความทรงจำ ดูเหมือน...จะถูกแล้ว? เขานึกอย่างลิงโลดเมื่อรู้สึกว่าจังหวะตรงตามที่ควรจะเป็น แต่ในขณะที่ต้องหมุนกลับเข้าท่าพื้นฐาน เท้าเจ้ากรรมดันเกิดลังเลขึ้นมา เขาจึงสะดุดล้มเข้าไปในอ้อมแขนของอีกฝ่ายอย่างจัง

 

วงแขนตวัดรัดรอบกายคล้ายยืนยันให้อุ่นใจ กลิ่นหอมสดชื่นของน้ำยาปรับผ้านุ่มบนอกเสื้อฟุ้งติดจมูก ลีเกาะแขนนะไว้อย่างเก้อเขินขณะทำเป็นมองเท้าตัวเอง อุตส่าห์คุยโวไว้ว่าทำได้แท้ๆ เสียฟอร์มเลย... เขายิ้มแห้งใส่

 

"โทษทีนะ เอาใ..."

 

"วันนั้นเราอยากให้นายเป็นคู่ลีลาศของเรานะ"

 

"ห๊ะ?"

 

จู่ๆ คนตรงหน้าก็พูดเรื่องอื่น เขาเลยทำหน้าเหลอหลาใส่

 

"วันที่เลือกคู่ลีลาศ ตอนคาบแรก..." เสียงนุ่มอธิบายช้าๆ ในกระแสเจือบางอย่างที่คล้ายตัดพ้อปนหยอกเย้า "เราอยู่ตรงหน้านายแท้ๆ แต่นายกลับไปหาไอ้วิ้งหน้าตาเฉย เราเสียใจนะ"

 

"อ่า เรื่องนั้น..." เขาเถียงไม่ออกเพราะจำไม่ได้แม้แต่นิดเดียว "อยากเต้นกับเราหรือไง ได้คู่กับฝนก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ นายจะจีบฝนนี่"

 

"บ้าสิ" เขาเคยเห็นนะสบถคำหยาบคายกว่านี้ใส่เพื่อนในกลุ่มด้วยซ้ำ แต่เขาชอบได้ยินนะอุทานเบาๆ พลางมองเขาอย่างอ่อนใจแบบนี้มากกว่า "ตอนนั้นฝนคบกับอิน แล้วเราไม่ได้ชอบฝนด้วย คิดอะไรอยู่เนี่ย"

 

"อ้าว เหรอ"

 

ลีพึมพำเก้อๆ พยายามดันตัวเองออกจากอ้อมอกอุ่น แต่แขนแกร่งกลับไม่ขยับเขยื้อน เขาเงยหน้าเป็นเชิงถามในวินาทีเดียวกับที่คนตรงหน้าออกแรงรั้งร่างเขาจนมือทั้งสองของลีเกยอกนะ

 

ความรู้สึกวิบวับในอกตีกลับมาอีกครั้ง เราสบตากันในระยะประชิดยิ่งกว่าคราไหนๆ ลึกเข้าไปในความดำมืดระหว่างประกายในดวงตาคู่นั้นเขากลับไม่สามารถอ่านความหมายอะไรได้เลย วินาทีนั้นลีเกิดอยากรู้ขึ้นมาว่า ตลอดระยะเวลาที่ห่างไกลกันอีกฝ่ายไปเจออะไรมาบ้าง ไปเจอคนแบบไหน เคยเผชิญอุปสรรคยากลำบากบ้างหรือเปล่า เรื่องราวที่ไม่มีเขาเป็นส่วนร่วมแต่กลับอยากรู้...ทุกๆ เรื่องของนะ ทุกความรู้สึกที่เขาคงทำได้แค่รู้แต่ไม่มีสิทธิ์ล่วงเลย



 

ครั้งหนึ่ง...ตอนม. 4...ลีเคยเขียนจดหมายรักยาวเหยียดถึงนะ ตั้งใจจะแค่บอกความในใจและขอบคุณสำหรับทุกอย่าง แต่พอได้ลงมือเขียน ความรู้สึกที่มียิ่งพรั่งพรู จนสุดท้ายเขาได้แต่พับเก็บลงลิ้นชักไม่กล้าส่งไป กลัวจะทำให้อีกฝ่ายอึดอัดและทำตัวเปลี่ยนไป

 

และความรู้สึกเหล่านั้น...เขาเก็บซ่อนไว้ไม่เคยบอกไป อย่างน้อยเขาก็อยากงดงามในความทรงจำของนะตลอดไป แม้ในฐานะเพื่อนร่วมห้องที่ไม่ได้สำคัญอะไรเลย

 

แค่นี้ลีก็พอใจแล้ว



 

"มะ มีอะไรหรือเปล่า?"

 

ทว่า ความรู้สึกนั้นกลับไหวกระเพื่อมอย่างรุนแรง ส่งกระแสผ่านความทรงจำที่เขาลืมเลือนไปนาน เมื่อใบหน้าของอีกฝ่ายเคลื่อนเข้ามาใกล้เพียงปลายจมูกแทบเฉียดกัน หัวใจจอมทรยศเต้นรัวเร็วเหมือนจะกระดอนออกมานอกอก แย่จริง...เลือดร้อนสูบฉีดไปทั่วพวงแก้มฝาดสี เขาไม่ได้คาดหวังอะไรหรอก แต่ช่วยถอยออกไปได้ไหม ก่อนที่เขาจะเก็บอาการไม่ไหวมากกว่านี้ เร็วๆ ถอยไปเลย...

 

และแล้วคำขอของลีก็เป็นจริงเมื่อนะละสายตาจากใบหน้าเขาพลางคลายอ้อมแขน "เปล่า ไม่มีอะไร"

 

ลีลอบถอนหายใจพลางลูบอกเบาๆ พร้อมกับที่เพลงรัวเมโลดี้ท่อนสุดท้ายก่อนจบด้วยเสียงปรบมือกราวใหญ่ เขาหันซ้ายรีขวา สับสนทิศทางไปหลายอึดใจกว่าจะถูกนะสะกิดให้เดินตามไปที่โต๊ะ

 

"หลงทางเก่งเหมือนเดิมเลยนะ"

 

"ไม่หลงแล้ว เราขับรถเป็น เก่งแล้ว"

 

"เหรอ ไม่เหมือนสมัยตอนไปทัศนศึกษาศูนย์พันธุ์พืชที่หลงทางมาถึงชั้นสี่ได้ทั้งๆ ที่ห้องตัวเองอยู่ชั้นสองน่ะนะ?"

 

ลีไม่รู้ว่าคืนนี้ต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะคำพูดของนะไปอีกกี่รอบ สายตาหลุกหลิกเหลือบมองคนตรงหน้าแล้วเสมองไปทางอื่นอย่างลนลาน เรื่องนี้เขาลืมไปแล้วเสียสนิท จะว่าเป็นเหตุการณ์ก็ยังไม่ใช่เพราะเราทั้งคู่ไม่ได้เผชิญหน้ากันด้วยซ้ำ เขาแอบอยู่หลังกำแพงตรงบันได ฟังเสียงนะทะเลาะทุ่มเถียงกับใครบางคน

 

และนั่นเป็นสาเหตุที่เขากลับลงมาโดยไม่ได้เอาของเทคในฐานะบัดเดอร์ไปวางให้คิงที่เป็นรูมเมทกับนะ พ่วงกับของเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาเนียนให้อีกฝ่ายโดยทำทีว่าเป็นอีกคนมาเทค จะว่าไปก็คลับคล้ายคลับคลาเหมือนจะทำของตกไว้บ้าง แต่ก็เป็นแค่ลูกอมรสนมธรรมดาที่ไม่ได้แปะป้ายอะไร

 

นะรู้ได้ยังไงว่าวันนั้นเขาแอบฟังอยู่?

 

สีหน้าช็อกโลกของลีคงทำให้อีกฝ่ายขำ แววตาของนะอ่อนแสงลง "ฟังแล้วอาจจะไม่มีอะไร แต่ไหนๆ ก็ผ่านมานานแล้ว นายช่วยฟังเรื่องของเราหน่อยได้ไหม"

 

"อะไรล่ะ?"

 

เรื่องที่ได้ฟังต่อจากนั้นช่างห่างไกลตัวเขาเหลือเกิน จนลียิ่งคิดสมเพชตัวเองว่าเขาไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวคนที่ชอบเลยจริงๆ ไม่เคยกล้าแม้แต่จะสืบ คงเพราะยิ่งรู้เขายิ่งกลัว ยิ่งรู้ยิ่งอยากรู้ ยิ่งตัดใจไม่ได้อยู่เรื่อยไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"เราเคยชอบคนคนหนึ่ง เราชอบเขามาก...มากจนใครมาพูดอะไรให้ฟังเราก็ไม่สนใจ จนกระทั่งวันหนึ่งเราถึงรู้ตัวว่าเราไม่ได้ชอบเขาที่เป็นเขา แต่เราแค่ประทับใจด้านด้านนึงของเขาที่แสดงออกต่อเราในช่วงเวลานึงแค่นั้นเอง"

 

 

 

"เราน่ะ ไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดกับลี รู้ไหม" ลมหายใจเขาสะดุดติดขัด แต่แล้วก็ปล่อยพรืดอย่างขบขัน ตอนนี้เขาไม่ได้แอบชอบนะอีกแล้วนี่นา ต่อให้อีกฝ่ายรู้ตัวตอนนั้นก็รู้ไปเถอะ "เราเคยหน้ามืดจนไม่สนว่าใครจะมาชอบเรา แต่พอความรู้สึกนั้นมันหายไป เรากลับรู้ตัวว่าชอบใครคนนึงที่แอบเอาคูก้ามาให้เราทุกวัน ตอนบ่ายสาม"

 

"แต่มันก็เป็นแค่ด้านนึงของเราเหมือนกัน" ลีเถียง ลืมไปสนิทว่านะยังไม่ได้ระบุชื่อคนให้

 

"เรารู้ เราก็คิดแบบนั้นถึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อยู่ตั้งนาน แต่ความรู้สึกนั้นมันยังไม่หายไป ตั้งแต่ตอนที่เราไม่รู้ตัวจนรู้ตัวแล้วว่าเป็นใคร รู้ไหมว่าเรามองเขาอยู่นานแค่ไหน..." สายตาที่ทอดมองมาทำให้ลีต้องเบือนหน้าไปทางอื่น เม้มปากแน่น "แต่สุดท้ายแล้วทำยังไงเขาก็ไม่กลับมาชอบเราแล้ว เขาตัดใจจากเราไปแล้ว ไม่เอาของมาวางใต้โต๊ะเราแล้ว"

 

ลีนิ่งเงียบไปพักใหญ่ เสียงเซ็งแซ่รื่นเริงของงานบันเทิงไม่ดังมาเข้าหูพวกเขาอีกแล้ว ราวกับมีเพียงเราที่นั่งอยู่ภายใต้ความมืดมิดประดับแสงของมวลหมู่ดาวที่ทอประกายอ่อนจางจากที่แสนไกล จ้องมองไปคนละทางด้วยหัวใจที่ไม่เคยสื่อถึงกัน

 

"สมน้ำหน้าอะ" ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจทำลายความเงียบงันของบทสนทนาด้วยการแค่นหัวเราะเบาๆ "ล้อเล่น แต่มันน่าจริงๆ นะ คราวหลังก็อย่าทำตัวเป็นเด็กๆ อีกล่ะ อะไรที่ผ่านไปแล้วน่ะกลับไปแก้ไขไม่ได้หรอก"

 

"รู้แล้ว ที่มาเล่าให้ฟังก็ไม่ได้อยากให้ทุกอย่างกลับมาซะหน่อย" หัวใจเขาหล่นวูบ ด้วยอะไรก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่แล้วก็ปั่นป่วนเมื่อนะหันมายิ้มให้ "วันสิ้นปีแล้วก็มารำลึกความหลังกันหน่อย"

 

"จะปีใหม่แล้วก็ช่างมันเถอะน่า" ลีแกล้งเหวี่ยงใส่ ได้ยินเสียงหัวเราะหึๆ ดังคลออยู่ข้างกาย เขาเชิดหน้า มองตรงไปยังพระจันทร์สีจางด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายประชดปนหยอก เสียงขลุกขลักจากลำคอราวกับถูกปิดกั้นด้วยของเหลวบางอย่างฟังคล้ายเสียงสะอื้น "เป็นเพราะอะไรกันล่ะ เพราะเราตัดใจเร็วไป หรือนะเห็นค่าเราช้าไปกันแน่"

 

"พลาดทั้งคู่นั่นแหละ แต่นายน่ารักกว่า เราผิดคนเดียวก็ได้" นะบอกพลางดูนาฬิกา "จะเที่ยงคืนแล้วครับหนุ่มน้อย กลับบ้านกัน"
















ทิวทัศน์มืดสนิทเห็นเพียงเงาตะคุ่มของพงหญ้ารกแล่นฉิวผ่านสายตาไปเรื่อยอย่างไร้ความหมาย ลีเท้าคางกับประตูรถเจ้าเต่าอ้วนคันเก่า จ่อใบหน้ากับทางลมจากเครื่องปรับอากาศราวกับไม่ได้อยู่ในช่วงที่หนาวที่สุดของปี เขาไม่มีนิสัยชวนคนขับคุยหรือเล่นโทรศัพท์บนรถจึงไม่อึดอัดแต่อย่างใด ต่างไปจากครั้งก่อนที่ได้รับเกียรติให้ขึ้นมาบนรถ เขาเอาแต่นั่งตัวแข็งไม่กระดุกกระดิก

 

กลิ่นการบูรสะอาดทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมือนจะได้กลิ่นแบบเดียวกันนี้บนอกเสื้อของนะ ลีลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายยามขับรถที่ดูจริงจัง ประจวบกับจังหวะที่คนถูกมองหันมาสบตาเพราะรถติดไฟแดง

 

"ยืมมือถือหน่อย"

 

"ทำไม?"

 

"เถอะน่า นะๆๆๆ"

 

เขายอมโยนโทรศัพท์มือถือตัวเองให้อย่างเฉไฉเมื่อได้ยินอีกฝ่ายรัวชื่อตัวเอง รอยยิ้มมุมปากเริ่มกลั้นไม่อยู่ จะเอาไปทำไมก็รู้ๆ กันอยู่แล้ว ไม่กี่อึดใจก็ได้รับคืนมา บนหน้าจอสว่างปรากฎตัวเลขสิบหลักที่เมมชื่อไว้อย่างหน้าไม่อายว่า 'นะคนที่หล่อๆอะ'

 

"ให้เบอร์มาทำไม?"

 

"ก็คุยๆ กันดู เผื่อถ้าเราพิสูจน์ได้ว่าเราชอบทุกๆ ด้านในตัวลี ลีจะอนุญาตให้เราชอบลีบ้างได้ไหม เอ้า เขินปิดหน้าเลยเหรอ"

 

"จะขยี้ตา แอร์เข้าตามันแห้ง ไอ้บ้า"

 

"โธ่ ไม่โรแมนติกเลยอะ"

 

พูดไปอย่างนั้น แต่นะก็ยื่นมือมาลดแอร์ให้อยู่ดี

 

"ไหนบอกว่าไม่ได้อยากให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม?"

 

"โธ่ ลีชอบแบบเดิมเหรอ แบบที่เราป๊อดอะ" นะนิ่วหน้า ทำให้ลีหัวเราะออกมา "เราอยากเริ่มต้นใหม่ต่างหาก แบบที่ไม่มีใครเร็วไปช้าไป ถ้าลียอมมาเดินข้างๆ พร้อมกันกับเรา ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ"

 

"เพิ่งมาพูดอะไรเอาป่านนี้เนี้ย ถ้าเกิดเรามีแฟนแล้วล่ะ?"

 

"ถ้านายมีแฟนแล้ว เราคงไม่มาพูดให้นายเสียใจแต่แรกหรอก สู้ให้นายไม่รู้ซะดีกว่า" น้ำเสียงขึ้นจมูกฟังเหมือนน้อยใจ "แต่สืบแล้วว่าไม่มี ถึงได้มา"

 

"ใจร้าย"

 

ลีไม่รู้จะว่าอีกฝ่ายไปทำไม แค่พูดแก้อาการไปเท่านั้น เขาหลุบตาต่ำ เขี่ยพรมพื้นรถที่ดูเหมือนจะมีเศษดินติดเกรอะกรังอยู่

 

ทั้งหมดนี้เร็วเกินไปสำหรับเขา เขาไม่เคยมีประสบการณ์คุยกับใครแบบตกลงกันซึ่งๆ หน้าเลย อาจจะเพราะโดนจีบแต่ไม่รู้ตัวอยู่บ่อยครั้งจนต้องให้วิ้งมาเตือนบ่อยๆ เขาถึงค่อนข้างจะไม่มีเซนส์เรื่องนี้เลย จู่ๆ ก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมา

 

"นะอาจจะผิดหวังก็ได้ เราไม่ได้ใจดีเหมือนที่พยายามแสดงออกหรอก"

 

"รู้อยู่แล้ว ก็มองมานานแล้วนี่นา" นะหลิ่วตา "แล้วที่บอกว่าจะเริ่มต้นไปพร้อมกัน ก็คือจะเริ่มทำความรู้จักใหม่หมดด้วย"

 

"ยังไงอะ แบบ...อ้าวสวัสดีครับ ผมชื่อลีกุล วัฒนเศวต ยินดีที่ได้รู้จักม๊าก...มากครับ คุณชื่ออะไรเหรอครับ...งี้เหรอ?"

 

"เนี่ย เคยบอกเราที่ไหนว่าลีเป็นคนกวนตีนแบบนี้อะ"

 

เสียงหัวเราะประสานกังวานไปทั่วรถแคบๆ เขารู้สึกสบายใจขึ้นบ้างจึงเอนหลังพิงเบาะ ส่งเสียงบอกทางอีกฝ่ายเป็นระยะ ถึงจะสงสัยว่าท่าทางสาวพวงมาลัยคล่องแคล่วแบบนี้ นะคงจะจำทางไปบ้านเขาได้ครบถ้วนโดยไม่ต้องบอกอยู่แล้ว

 

"หมายถึงว่าก่อนหน้านี้เรามัวแต่หลบกันไปมา ไม่เคยได้คุยกันจริงจัง ตอนนี้เราจะเซ็ตโปรแกรมเกี่ยวกับลีใหม่ล่ะนะ" รถแล่นมาจอดหน้าบ้านเดี่ยวหลังเล็กในหมู่บ้านที่เขาอาศัยมาทั้งชีวิต นะเท้าพวงมาลัยแล้วหันมายิ้มตาปิดใส่ "จำไว้นะ ถ้าโอเคก็กดโทรมา"

 

"ทำไมไม่เอาเบอร์เราไปเลยล่ะ?"

 

"ก็เผื่อลีมีตัวเลือกที่ดีกว่าเรา ก็ลืมๆ ที่พูดไปเถอะ เราไม่เป็นไร แต่ถ้าโอเค you can call me babe" สำเนียงภาษาอังกฤษลื่นปร๋อเหมือนถอดออกมาจากโฆษณาโทรทัศน์ทำเอาลีขำกิ๊ก เมื่อก่อนอีกฝ่ายยังโดนครูตีหลังมือเพราะลอกการบ้านภาษาอังกฤษเพื่อนอยู่เลย "เอ้า ขำเราซะงั้น จริงจังจริงใจเลยนะเนี่ย"

 

"โอเค อย่าพลาดรับสายเราเชียวล่ะ"

 

"ให้ความหวังเหรอ" ลีไม่ตอบขณะปลดเข็มขัดนิรภัยและเปิดประตูก้าวเท้าออกไป "โอเค สุขสันต์วันปีใหม่ล่วงหน้าและราตรีสวัสดิ์นะลี"

 

อากาศหนาวเย็นที่ทวีความยะเยือกเมื่อเข็มนาฬิกาเข้าใกล้เลขสิบสองทำให้เขาชะงักเล็กน้อย สองมือซุกในกระเป๋ากางเกง ในหัวกระหวัดคิดถึงกรมอุตุนิยมวิทยาที่ดูเหมือนจะทำหน้าที่ได้แม่นยำตามความรู้สึกเขาพอสมควร ชายหนุ่มหมุนตัวด้วยท่วงท่าที่คงมองเหมือนเพนกวินตัวป้อมพยายามหดคอเก็บความอบอุ่น โน้มตัวเพื่อให้ใบหน้าอยู่ในระดับต่ำกว่าขอบประตูรถ

 

"นะ"

 

"หืม?"

 

"ช้าไปหน่อยแต่ว่า...ตอนนั้นเราชอบนายนะ จริงๆ"

 

"อื้ม ชื่นใจ" นะหัวเราะและยกมือห้ามเมื่อลีทำหน้าเหม็นเบื่อพลางทำท่าจะกระแทกประตูใส่ "ขอบคุณที่มาบอก ตอนนั้นเราก็ชอบลีเหมือนกัน และจะบอกอีกเรื่อยๆ ถ้านายยอมให้เราบอก"

 

"พูดมากอะ ถ้าพูดอีกเราจะถือว่ากดดันล่ะนะ"

 

"ไม่ๆๆ ไม่พูดแล้ว ฮะๆๆ ฝันดีครับลี"

 

รอยยิ้มแต่งแต้มวงหน้าของลีเมื่อประตูรถปิดลงอย่างนุ่มนวล และรถยนต์สีดำเคลื่อนตัวออกไปจนสุดสายตา เขาหมุนตัวอีกครั้ง สายลมหนาวที่พัดมาปะทะใบหน้ากลับไม่ได้ให้ความรู้สึกหนาวเท่าที่เคย

 

เขาไม่นึกเลยว่าการกลับมาโรงเรียนเก่าครั้งนี้จะนำพาเรื่องราวในอดีตที่เขาเคยคิดว่าจบลงด้วยดีด้วยการเก็บไว้เป็นเพียงความทรงจำ กลับมาในรูปแบบที่ไม่เคยคาดฝัน นะในวัยปลายเลขสองไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากสมัยมัธยมนัก แต่เขารู้ ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไป ตัวเขาลึกๆ ก็เปลี่ยนไป ประสบการณ์สอนให้เขาเป็นคนใหม่ที่มองโลกในแง่ต่างไปจากเดิม เขาไม่ใช่เด็กน้อยที่หลงรักคนเพียงได้คุยกันแค่ไม่กี่ประโยคอีกแล้ว

 

ทว่า ความอบอุ่นใจที่มีให้อีกฝ่าย เก็บซ่อนไว้ใต้พรมแห่งความผิดหวังและกาลเวลาที่สั่งให้เขาลืม วันนี้ลีค้นพบว่ารอยยิ้มของนะยังคงกระจ่างใสและแสนอ่อนโยน และเขายังชอบ...ชอบที่จะได้อยู่กับนะแบบนี้ และแม้สมองด้านนึงจะสั่งว่ามันเป็นเพียงความชอบผิวเผิน แต่อีกด้านกลับรู้อยู่แก่ใจว่านะยังทำให้เขาชอบได้มากขึ้น...มากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะมากกว่าสมัยมัธยมและมากขึ้นตลอดไป จนสักวันหนึ่งเขาอาจเรียกมันได้ว่าความรักได้เต็มปากเต็มคำ ทั้งหมดนั้นคงไม่เกิดขึ้นหากเขาไม่ให้โอกาสตัวเองได้เปิดใจ

 

แสงจันทร์หม่นมัวเมื่อเทียบกับโคมไฟหน้าบ้าน ทว่าสว่างเด่นท่ามกลางหมู่ดาว ร่างสันทัดของชายหนุ่มยืนห่อตัว แต่ยังรีรอไม่เดินเข้าบ้าน กลับล้วงโทรศัพท์มือถือขนาดกะทัดรัดขึ้นมา แสงจากหน้าจออิเล็กทรอนิกส์แยงตาจนเขาต้องปรับความสว่างลงพลางยกมือขึ้นปิดจมูก ลมหายใจอุ่นร้อนไหลวนอยู่บนผิวแก้มขณะก้มหน้าก้มตาสไลด์หาชื่อใครบางคนในรายชื่อผู้ติดต่อ หูแว่วคล้ายได้ยินเสียงนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ปะปนกับกระแสอื้ออึงตื่นเต้นของมวลชน อาจจะดังมาจากลานห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน จากโทรทัศน์ในบ้านอุ่นๆ ของใครสักคน หรืออาจจะมาจากหัวใจของเขาเอง

 

จะมีโอกาสไหนเหมาะไปกว่านี้ ในเมื่อตอนนี้อีกฝ่ายยื่นมือมาให้ และเราตัดสินใจเริ่มต้นชอบกันและกันไปพร้อมกัน เส้นทางยาวไกลตรงหน้าคงดูไม่น่ากลัวเหมือนอย่างที่คิดเท่าไร

 

 

 

ลีอมยิ้มพลางกดปุ่มโทรออก

 

เริ่มต้นครั้งใหม่ในปีใหม่นี้...ก็คงไม่เลวเหมือนกัน


















- Track : รักครั้งแรก || ชาตรี -



#ฟิคไม่มีเหตุผล

______________________________


*โชลเดอร์ มาจากชื่อท่า shoulder to shoulder มีลักษณะการก้าวเบี่ยงตัวทำให้ไหล่เข้าใกล้กัน

*นิวยอร์ก มาจากชื่อท่า New York มีลักษณะการก้าวเบี่ยงออกจากคู่พลางปล่อยมือข้างหนึ่งออกจากกัน

*แฟนและฮอกกี้สติก มาจากชื่อท่า fan และ hockey stick มีจังหวะต่อเนื่องกัน ฝ่ายหญิงจะก้าวไปทางซ้ายของฝ่ายชายก่อนกลับมา ฝ่ายชายจึงวาดแขนข้ามตัวฝ่ายหญิงก่อนกลับเข้าจังหวะเดิม




แนะนำให้ฟังเพลงตอนอ่านนะครับ
ขอให้เป็นปีที่ดีครับ :)
ปล. เจอคำผิดขอให้จิกอีตานักเขียนมาทาง dm หรือ ask นะครับ หลับตาแต่งอะบอกเลย ฮือออออออ orz
ปล.2 ช่างหัวอภิธานศัพท์ง่อยๆ by me เองเถอะนะ เราอธิบายไม่รู้เรื่องเอง แงแอ5555


T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #173 youthisyours (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 00:43
    แง บรรยากาศดีมาก ชอบจัง;-;
    #173
    0
  2. #67 ~~แมวน้ำ งุงิ>w<~~ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 มีนาคม 2562 / 22:36
    น่ารักจังเลยค่ะ ดูเป็นความรักของคนที่โตขึ้น เป็นความรู้สึกที่ต่างจากรักในวัยเด็กมากเลย ชอบคุณนะมากๆ ร้ายเหลือเกินนะตาคนเนี้ย ดูซิว่าจะจีบหนูลียังไงอีก งุ้ยยยย
    #67
    0
  3. #43 -mppp- (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 23:13
    อ่านแล้วเหงานิดๆ แหะ อ่านแล้วก็อินจนไพล่คิดถึงช่วงมัธยมฯ ของตัวเองด้วย ตอนนั้นมันก็มีทั้งเรื่องที่สนุก เรื่องที่เศร้า เรื่องที่เสียดายเยอะจริมๆ ถ้าโชคดีได้กลับไปคุยกับเพื่อนที่ห่างกันไปแล้วเหมือนนะกับลีก็คงจะดีนะเนี่ยยย
    #43
    0
  4. #42 PPP (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 23:51

    ตามอ่านมาตั้งแต่ฟิคยาวเรื่องที่แล้ว อยากบอกว่าจนถึงตอนนี้เก่งขึ้นมากๆเลยนะคะ ขอให้ปีหน้าก็เก่งมากขึ้นไปอีก ขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆให้อ่านค่ะ สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าค่า

    #42
    0
  5. #41 pimchansfwok (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 22:56
    ชอบภาษาไรท์ม๊ากกกกมากเลยค่ะ นะต้องเป็นคนอบอุ่นใจดีมากๆแน่ๆ เพอร์เฟคชะมัด อยากได้เป็นแฟน แง้
    #41
    0
  6. #40 PanKunMuMiEiEi (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 21:03

    ฮื้ออออ เขินนนนน เปิดเพลงยิ่งเขินเลยค่ะ >/////< แต่ไรท์เอาเพลงมาอยู่ข้างล่าง เราเลยเจอเพลงตอนอ่านจบแล้ว55555

    #40
    0