[os/sf seventeen] Coffee, Tears, Moonlight

ตอนที่ 1 : [os] Merry go round ll soonhoon

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,274
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    6 ก.ค. 61

- Merry go round -










กระจกใสกางกั้นระหว่างปลายนิ้วกับตัวตนของบุคคลอันเป็นที่รัก

 

แม่ครับ พ่อครับ...ผมมาเยี่ยม

 

หรือสิ่งที่ขวางกั้น แท้จริงกลับยิ่งใหญ่กว่านั้น ยิ่งกว่าหุบเหวลึกสุดประมาณที่ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย

 

ดอกไม้สีขาวดอกเล็กปักอกเสื้อขยับกลีบไหวยามผู้เป็นเจ้าของโน้มตัวลงแนบมือลงกับกระจก ราวกับจะเข้าใกล้ตัวตนของผู้ล่วงลับให้ได้มากที่สุด ริมฝีปากระบายรอยยิ้มเบาบางทั้งที่ไม่อาจส่งไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้ สะท้อนภาพเป็นแววสั่นไหวอยู่ในนัยน์ตาคู่โศก

 

เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่จีฮุนเป็นนักเรียนประถมเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนที่เขากำลังอยู่ในชั้นเรียน จู่ๆ ครูประจำชั้นก็รับโทรศัพท์สายนึงแล้วพาเขาออกไปเพื่อรับรู้ข่าวที่พังทลายโลกของจีฮุนไปตลอดกาล

 

อุบัติเหตุนั้นส่งผลให้เขากลายเป็นเด็กกำพร้าทันที เด็กชายอายุไม่ถึงสิบขวบดีในตอนนั้นไม่รับรู้อะไรนอกจากร้องไห้อย่างหนักครั้งแล้วครั้งเล่า ร้องจนหมดแรง ร้องจนเสียงแหบเสียงแห้ง แทบจำอะไรในเวลานั้นไม่ได้ หลังพิธีการต่างๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับขอไปที เขาก็ถูกรับอุปการะโดยผู้เป็นลุงที่ไม่เคยรู้จักสนิทสนมอะไรกัน เขาอาละวาด ดิ้นถีบใส่ใครก็ตามที่เข้ามาจับ แผดเสียงใส่นางพยาบาล อ้อนวอนทั้งน้ำตาให้หมอช่วยพาพ่อกับแม่เขากลับมา

 

ตอนนั้นเขาก็เป็นได้แค่เด็กดื้อคนนึงที่ไม่เคยเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง กระทั่งวันเวลาผ่านไปในบ้านหลังใหญ่ที่ประกอบไปด้วยคุณลุง คุณป้า พี่ชายสองคนที่แทบไม่เคยกลับบ้าน เขาเติบโตขึ้นมาโดยปราศจากความผูกพันกับคนเหล่านั้น

 

ในเมื่อเขาไม่เคยได้รับอ้อมกอด หรือสายตาห่วงใยจากใครทั้งนั้น

 

เงินค่าขนมได้รับแค่พอประทังชีวิต ไม่มีของขวัญในวันพิเศษ ไม่มีการถามไถ่ ไม่มีใครรู้ว่าของโปรดเขาคืออะไร ไม่มีใครอยากให้เขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จากที่เหงาและร้องไห้กับตัวเองนับครั้งไม่ถ้วนก็กลายเป็นว่าทั้งหมดเป็นเรื่องปกติสำหรับเขาไป

 

เหมือนกับหัวใจอันอ่อนไหวของเด็กผู้ชายในวันนั้นถูกราดรดด้วยความเยียบเย็นทีละน้อย จนในที่สุดผิวหนังก็ด้านชา ไม่ต่างอะไรกับก้อนหิน

 

วันเวลาในบ้านหลังนั้นจบลงเมื่อเขาได้ยินผู้เป็นลุงคุยโทรศัพท์ว่าจ้างใครสักคนให้ดักยิงเด็กผู้ชายคนหนึ่ง...เด็กตัวเล็ก ผิวขาว ผมดำขลับ เดินออกจากโรงเรียนมัธยมต้นราวช่วงหกโมงเย็น

 

ประกันชีวิตราคาหลายล้านของเขากับสถานะการเงินของคุณลุงในบัญชีช่วยตอบข้อข้องใจทั้งหมด

 

เขาออกจากบ้านหลังนั้นมาโดยไม่มีน้ำตา ไม่มีแม้แต่ความเสียใจ แล้วมาเช่าห้องพักเก่าๆ อยู่ในย่านเสื่อมโทรมของเมือง

 

งานที่เด็กม.ต้นไม่มีวุฒิการศึกษาอย่างเขาทำได้มีเพียงไม่กี่อย่าง แต่เขาไม่คิดจะกลับไปเรียนหรือกลับไปอยู่กับครอบครัวนั้นอีกแล้ว

 

พ่อกับแม่ไม่ต้องห่วงนะ ตอนนี้ผมหาเงินได้เองแล้ว เยอะด้วย...เห็นไหม...

 

เป็นเพราะพี่ที่รู้จักกันในผับที่เขาไปเล่นดนตรีชักชวนให้ไปทำงานด้วยกันในค่ายเพลงใหญ่ที่ไม่คิดฝันว่าตนเองจะไปเป็นส่วนหนึ่งได้ รวมถึงเพลงที่เขาแต่งได้รับการเล็งเห็นและถูกนำไปเป็นเพลงโปรโมตของศิลปินชื่อดัง ชื่อเสียงในฐานะนักแต่งเพลงจึงเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถย้ายมาอยู่ห้องเช่าที่ดีกว่าเดิมได้ในเวลาอันรวดเร็วจนน่าตกใจ

 

ชีวิตของเขาอาจจะถูกใครหลายคนอิจฉา...นักแต่งเพลงดาวรุ่งในวัยไม่ถึงยี่สิบปี ทำงานร่วมกับศิลปินแนวหน้ามากมาย

 

ใครจะรู้ว่า...ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความเหนื่อยยากเพียงใด

 

โรคกระเพาะผมไม่ได้แย่แล้วหรอกนะครับ...ผมดันติดนิสัยนอนดึกแล้ว ขอโทษจริงๆ นะครับ ผมจะพยายามนอนให้เร็วขึ้น ริมฝีปากแห้งเม้มเพิ่มความชุ่มชื้น เพลงล่าสุดของผมจะออกเดือนหน้านะครับ คราวนี้ทำเวอร์ชั่นญี่ปุ่นด้วย ถ้าพ่อกับแม่ได้ฟังคงดี ผมว่าถ้าคราวหน้าเปลี่ยนแนว...

 

หยาดน้ำแวววาวดุจไข่มุกร่วงหล่นลงมาสกัดกั้นคำพูดทั้งปวง

 

จีฮุนรีบปาดน้ำตาลวกๆ แต่ร่างกายไม่เป็นใจ เสียงนุ่มที่เอ่ยออกมาเริ่มสั่นเครือจนไม่เป็นภาษา เขากัดริมฝีปากแน่น เก็บกั้นเสียงสะอื้นไม่ให้ดังออกไปนอกห้อง

 

"พ่อครับ...แม่ครับ...ผมน่ะ..."

 

หยดน้ำตาวาวรื้นขอบตา กระทั่งเปลือกตาล่างจะรับปริมาณไม่ไหวปล่อยให้ของเหลวอุ่นๆ หยดลงมาตามโครงหน้ามน ครั้งแล้วครั้งเล่าจนกลายเป็นกระแสธารราวกับไม่มีวันหยุด

 

รู้...ทั้งที่ไม่อยากทำให้เป็นห่วงแท้ๆ

 

แต่บางทีจีฮุนก็อยากกลับไปเป็นเด็กน้อยวัยหกขวบ ที่ระเบิดเสียงร้องไห้เรียกร้องความสนใจยามโดนลูกบอลกระแทกหัว อยากจะซุกในอ้อมแขนบิดามารดาให้ปลอบประโลมอย่างอ่อนโยนโดยไม่มีเงื่อนไข

 

เขายังไม่อยากเป็นผู้ใหญ่...เหมือนที่ต้องเป็นตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา

 

เขายังเป็นแค่เด็กอยู่เลย

 

เด็กหนุ่มวางมือบนกระจกตรงหน้า สะอื้นไห้จนตัวโยน สองมือกำหมัดแน่น พิงหน้าผากกับมือตรงหน้าพลางพยายามเก็บกลั้นเสียงสะอื้น

 

"ผม..."

 

เขาบอกแค่พ่อกับแม่นะ...เรื่องวันนี้น่ะ

 

พรุ่งนี้เขาก็จะเป็นอีจีฮุน นักแต่งเพลงดาวรุ่งวัยสิบแปดปี ผู้เงียบขรึมและไม่ชอบให้ใครมาก้าวก่ายความเป็นส่วนตัว

 

เขากำลังประสบความสำเร็จ พรุ่งนี้จะต้องมีความสุขกว่านี้ให้ได้

 

ตอนนี้เขาแค่เหงาเท่านั้นเอง...

 

เขายืนอยู่ตรงนั้น ร้องไห้จนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ร้องจนลำคอตีบตัน ริมฝีปากแห้งผาก จวบจนรู้สึกอ่อนแรงจึงตัดใจก้าวถอยหลังก้าวนึง สัมผัสกระจกที่ขึ้นฝ้าราวกับจะฝากไออุ่นไว้ให้คนที่ไม่สามารถรับรู้ได้

 

ริมฝีปากที่มีรอยแตกระแหงประดับรอยยิ้มบางๆ

 

"ผมไปแล้วนะค..."

 

จังหวะลงล็อกเหมือนพระเจ้าเล่นตลกเมื่อเขาเหลือบไปเห็นคนที่กำลังเดินผ่านหน้าห้องจับจ้องตรงมาอย่างไร้มารยาท

 

พูดให้ถูกคือหมอนั่นวางเท้าขวาไว้ข้างหน้า เท้าซ้ายแตะพื้นแค่ครึ่ง ในมือถือไม้ถูพื้น ถังซักผ้า กับน้ำยาสีม่วงเข้ม หันหน้ามาทางนี้เต็มที่ แต่ไม่มีทีท่าว่าจะขยับ ปากอ้าค้างเหมือนมีสามช่ามาเล่นให้ดูตอนกำลังดูโอเปร่า

 

"..."

 

"ฮะ...ไฮ"

 

เงียบกริบ...

 

คนที่ทำเสียงร่าเริงเหมือนพยายามแก้ไขสถานการณ์ค่อยๆ หุบยิ้มพลางลดมือลงเมื่อเขาไม่ตอบสนอง หันซ้ายรีขวา ฉีกยิ้มแห้งๆ ให้อีกทีเมื่อเขายังไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่นิ้วเดียว จากนั้นหมอนั่นก็จรดปลายเท้าต่อเหมือนหยั่งเชิง

 

"ไปแล้วนะ?"

 

"..."

 

"ไปแล้วจริงๆ นะ?"

 

".........."

 

อีกฝ่ายโอนน้ำหนักไปที่เท้าซ้าย จากนั้นก็ก้าวเท้าขวาออกไปแล้วเหลือบมองเขา พอเห็นเขาหน้านิ่งและเริ่มแผ่จิตสังหารออกมาก็รีบแจ้นออกไปจากคลองจักษุอย่างรวดเร็ว

 

จีฮุนลูบหน้าตัวเองที่ยังเปียกชื้นด้วยคราบน้ำตา ไม่ต้องส่องกระจกดูก็รู้ว่าต้องทุเรศมากแน่ๆ หวังอย่างสิ้นหวังว่าสภาพเขาเพียงพอจะทำให้อีกฝ่ายจำไม่ได้ แต่นั่นคงเป็นไปได้แค่ในละคร เห็นหน้าจังๆ แถมยังยืนจ้องตั้งนาน ต่อให้เคยเห็นหน้ากันแค่ตอนเดินสวนในคอนโดก็คงไม่มีทางจำไม่ได้เด็ดขาด

 



ไอ้เพื่อนบ้านจอมซกมกที่ชื่อว่าควอนซูนยองนั่น...

 

 

 

 

 







จีฮุนย้ายออกมาอยู่ที่นี่สองสามปีมาแล้ว

 

และเท่าที่จำได้ ดูเหมือนคนที่อาศัยอยู่ห้องตรงข้ามจะเป็นหมอนี่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

จำไม่ได้สักนิดว่าเจอกันครั้งแรกเป็นอย่างไร อีกฝ่ายยังเป็นนักเรียนม. ปลาย ภาพจำคือเด็กหนุ่มย้วยๆ ยับยู่ยี่พุ่งออกจากห้องตอนเช้า ปากเคี้ยวอะไรตุ้ยๆ ไปพลางคุยโทรศัพท์เสียงลั่น เขารู้ชื่ออีกฝ่ายตอนที่รับฝากจดหมายของเจ้าตัวมาจากผู้ดูแลหอ แต่อันที่จริงอาศัยแค่ยืนฟังอีกฝ่ายคุยโทรศัพท์ในห้องตัวเองก็แทบจะรู้ยันโคตรเหง้าศักราช

 

"เดี๋ยวแม่...เดี๋ยว พี่แจฮีจะคลอดลูกแล้วใครจะอยู่ดูแลอะ... โอ๊ย! ผมไม่ให้ไอ้หมอนั่นไปเฝ้าหรอกนะ! พี่สาวผมผมดูแลเองได้! ...อะไร!? ใครหวงพี่สาวเกินเหตุกัน!?"

 

"ไอ้จุ้น! มึงเอาเบอร์กูให้สาวที่ไหนวะ! ผัวเค้าโทรมาขู่ฆ่ากูเนี่ย!"

 

"ครับพี่...คร้าบ~ จะไปช่วยเดี๋ยวนี้แหละคร้าบ ถ้าขึ้นค่าแรงให้กันซักนิด...โอ๊ะๆๆ ไม่มีอะไรครับๆ"

 

เป็นคนประเภทที่พบเห็นได้ทั่วไปตามโรงอาหารโรงเรียนมัธยม

 

ที่มาของฉายาว่าจอมซกมกมาจากการที่อีกฝ่ายชอบเอาขยะมาแขวนไว้หน้าประตูเตรียมเอาไปทิ้ง ปัญหาคือหมอนั่นชอบเก็บไว้หลายๆ วันค่อยเอาไปทิ้ง บางทีก็เริ่มส่งกลิ่นตุๆ จนเขาทนไม่ไหวต้องเก็บไปทิ้งให้ตอนออกไปทำงาน ผลคือแทนที่อีกฝ่ายจะเกรงใจเก็บไปทิ้งเอง ดันทิ้งโน้ตขอบคุณไว้พร้อมขยะถุงใหม่อีก

 

ฉายารองคือหน้าไม่อาย จีฮุนถลึงตาใส่โน้ตแผ่นนั้นพร้อมกับคิดว่าจะเอาขยะราดประตูให้รู้แล้วรู้รอดดีไหม

 

ช่วงปิดเทอมหมอนั่นหายหน้าไปสักพัก กว่าเขาจะรู้ตัวก็ตอนหมอนั่นกลับมาพร้อมถุงของฝากพะรุงพะรังขณะแนบโทรศัพท์มือถือไว้บนไหล่พลางคุยจ้อไปด้วย วันรุ่งขึ้นจึงเห็นขนมถุงเล็กๆ แขวนอยู่หน้าประตูห้องทุกห้องในชั้น อีกฝ่ายดูเหมือนเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี ต้องยอมรับว่ามีอยู่ครั้งสองครั้งที่เขานึกอิจฉาอีกฝ่ายที่มีอายุไล่เลี่ยกัน

 

เขาควรจะได้มีชีวิตแบบนั้นบ้าง

 

ปกติเขาออกไปทำงานไม่เป็นเวลา บางทีก็เก็บตัวแต่งเพลงในห้องเป็นเดือนๆ ออกไปครั้งนึงถึงได้เก็บขยะไปทิ้งให้สักหน วันนี้เขาแต่งตัวเรียบๆ เสื้อยืดสีดำ กางเกงวอร์มกับหมวกแก๊ป คิดจะออกไปหาอะไรกินแถวที่ทำงาน

 

เปิดประตูมาก็เจอจอมซกมกเบิกตากว้างใส่

 

หมอนั่นถือถุงหนักอึ้งด้วยมือข้างนึง มืออีกข้างยันประตูห้องตัวเองไว้ โทรศัพท์มือถือแนบอยู่ระหว่างแก้มอิ่มกับหัวไหล่ มองกลับมาด้วยสายตาตื่นตะลึงเหมือนวันนั้นไม่มีผิด

 

พอนึกถึงเรื่องวันนั้นสองแก้มก็ร้อนผ่าวอย่างไม่น่าให้อภัย เขาหมุนตัวกลับไปดึงคีย์การ์ดออกก่อนเช็คห้องให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยแล้วจึงเตะเท้าเตรียมจากไป

 

"อ๊ะๆๆๆ!!"

 

แก้วหูเขาแทบดับไปวูบนึง

 

จีฮุนตวัดสายตาใส่คนที่ยื่นแขนออกมากันทางเขาจนอีกฝ่ายรู้ตัวรีบชักมือกลับพลางหันไปกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ "อ๋อ เปล่าๆ พอดีนึกได้ว่าไม่ได้เอาอุด้งเข้าตู้เย็นไง เอ้อ แบ่งเอาไปหน่อยสิวะ...ไม่ได้ๆ กูเพื่อนรักมึงไงว้า..."

 

เด็กหนุ่มเร่งฝีเท้าไปทางลิฟต์ที่มีอยู่ตัวเดียวในคอนโด เดินมาได้ครึ่งทาง เสียงฝีเท้าที่ตามหลังมาทำให้รู้ว่าเขามีเพื่อนร่วมทางที่ไม่ได้รับเชิญอยู่คนนึง

 

เมื่อกี้ทำท่าจะเดินเข้าห้องไม่ใช่หรือไง?

 

"...วันนี้ไม่ไปไหนเนี่ย จะนอนอยู่บ้าน...ไม่ไปโว้ย กูว่างทั้งวันเนี่ย มึงห้ามมากวนกูก็แล้วกัน..."

 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุการณ์วันเสาร์ที่ผ่านมาไหม วันนี้เขาถึงรู้สึกไปเองว่าเสียงอีกฝ่ายดังผิดปกติ แถมยังสูงๆ ต่ำๆ ไม่เป็นธรรมชาติ

 

"งานพิเศษนั่นเหรอ ทำอยู่ๆ กูทำวันเสาร์อาทิตย์ไงวะ ไม่ได้ไปดักเจอใคร...เปล๊า! ไม่ได้พูดถึงใคร กูพูดลอยๆ..."

 

เขาเร่งฝีเท้าหนี และจบลงที่กระแทกปุ่มหน้าลิฟต์อย่างขัดใจ อีกฝ่ายเดินตามมาพลางเถียงกับคนในโทรศัพท์ไปด้วย เมื่อถูกเขาหันไปนิ่วหน้าใส่ก็สะดุ้งแล้วกดปุ่มลงซ้ำ

 

ช่วงนี้เจอแต่คนพิกลๆ

 

"กูว่างจริงๆ เนี่ย ใครจะมาห้องกูก็คุยได้ทั้งวันเลย...อะไร ไม่คุยกับมึงหรอกไอ้เวร...เปล่า ไม่แปลกนะเว้ย ปกติกูคุยกับมึงก็อย่างงี้แหละว้า...กูหมายถึง...กูว่างคุยไง..."

 

สัญญาณไฟเหนือประตูลิฟต์แจ้งเตือนดังตึ้งเมื่อลิฟต์เลื่อนมาถึง เด็กหนุ่มลอบถอนหายใจพลางตั้งท่าจะก้าวเท้าเข้าไป ทว่ากลับมีมือจุ้นจ้านแปะลงบนผนังข้างตัวเขาอย่างแรง แขนในเสื้อแขนยาวเก่าย้วยบังทางไว้มิด คราวนี้ล่ะที่จีฮุนถอนใจเฮือกแล้วมองหน้าอีกฝ่ายที่สะดุ้งสุดตัว

 

"เอ่อ...คือ..."

 

ประโยคนี้หมอนั่นพูดกับเขาแน่เพราะเจ้าตัวกดวางโทรศัพท์ด้วยมือข้างเดียวโดยไม่ละสายตาจากใบหน้าเขา เหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายบนหน้าผากอีกฝ่ายต่อหน้าต่อตา

 

"คือ มะ...แม่ผมเพิ่งหัดทำเส้นอุด้งสดแล้วส่งมาให้ทาน คือ...มันเยอะมากเลย ถ้าไม่รังเกียจช่วยรับไว้ได้ไหมครับ"

 

 

 

อะไรกันเนี่ย มุกจีบเหรอ...

 

 

 

ถ้าเป็นเพื่อนบ้านคนอื่นพูดเขาอาจจะไม่คิดอะไรพิเรนทร์ๆ แบบนี้ แต่อีกฝ่ายเหงื่อแตกพลั่กเหมือนสาวน้อยสารภาพรักกับรุ่นพี่ไม่มีผิด จะให้คิดเป็นอื่นก็ออกจะลำบาก

 

เขาช้อนตามองอีกฝ่ายที่ยังอยู่ในชุดเสื้อฮู้ดกางเกงย้วยราวกับพร้อมล้มตัวนอนได้ทุกเมื่อ สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังคล้ายสัตว์เลี้ยงรอเจ้าของให้อาหาร อีจีฮุนเหลือบมองนาฬิกาพร้อมคำนวณจำนวนธนบัตรที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ไปด้วย

 

"ก็ได้"

 

ปากท้องย่อมมาก่อนอยู่แล้ว

 

 






 

 

 

ตอนแรกเขายังคิดอยู่บ้างว่าเป็นมุกจีบ แต่พอเห็นปริมาณอุด้งที่อยู่ในห้องซูนยองแล้วก็ถึงกับพูดไม่ออกไปพักใหญ่

 

"...ให้กินหรือให้เอาไปถมที่?"

 

"แหะๆ" เจ้าของห้องเกาหัวแกรกด้วยท่าทางเกินจริงเหมือนหลุดมาจากหนังสือการ์ตูน "พอดีแม่ผมเพิ่งหัดทำน่ะครับ พี่เขยผมเป็นคนญี่ปุ่น ตอนนี้แม่ของพี่เขยมาเยี่ยมแล้วก็เที่ยวเกาหลีสองสามเดือน สองคนนั้นก็เลย..."

 

คงไม่ได้ใส่พลังศักดิ์สิทธิ์มาแล้วหลอกให้ปีศาจอย่างเขากินใช่ไหม... จีฮุนละความสนใจจากลังขนาดมหึมาซ้อนสูงท่วมหัวแล้วเหลือบไปเห็นถุงพลาสติกที่ขยำทิ้งไว้ลวกๆ ทับไม่ให้ปลิวด้วยทัพพีโลหะเปื้อนๆ

 

"นั่นอะไร?"

 

"อ๋อ เมื่อวานเพื่อนมาหา ก็เลยแบ่งให้ไป..."

 

แบ่งให้ด้วยถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อเนี่ยนะ...เขาเขม่นมองจนอีกฝ่ายเงียบเสียงไปเอง

 

เส้นอุด้งสดเสียง่าย ปริมาณเท่านี้ต่อให้กินบะหมี่เย็นวันละสามมื้อสองคนก็ไม่มีทางทัน...สมองของจีฮุนแล่นอย่างรวดเร็วขณะเคาะนิ้วลงบนโต๊ะหนังสือฝุ่นจับ

 

"รออยู่ตรงนี้ก่อน"

 

"ครับ?"

 

"ห้องผมมีถุงซิปล็อค เดี๋ยวแบ่งไปให้คนในคอนโด"

 

ทำไมเขาต้องอุทิศเวลาให้เส้นอุด้งที่มีชะตากรรมโดนเทลงถังขยะด้วยนะ...

 






 

 

 

 

โรงงานนรกเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนั้น หลังจากจัดการแพ็กอุด้งสดใหม่เต็มแน่นถุงแล้วจึงเริ่มนำไปแจกจ่าย หากกล่าวว่ามนุษยสัมพันธ์ของจีฮุนเป็นศูนย์ มนุษยสัมพันธ์ของอีกฝ่ายก็เข้าขั้นติดลบ เห็นได้ชัดจากอาการติดอ่างและเริ่มพูดไม่รู้เรื่องทันทีที่มีคนเปิดประตูออกมารับจนเขาจำต้องรับหน้าที่ประชาสัมพันธ์เฉพาะกิจ

 

"ขอโทษที่รบกวนนะครับ พอดีคุณควอนทำเส้นอุด้งมาแจก..."

 

"ขอโทษนะครับ...เอ๊ะ กำลังทานข้าวเหรอครับ พอดีเลย..."

 

"ขอโทษนะครับ พอดีคุณควอนได้..."

 

"เย้!! หมดแล้ว!" ซูนยองร้องเหมือนเด็กๆ ขณะกุลีกุจอกางโต๊ะเล็กท่ามกลางลังเปล่าจำนวนมากที่เคยบรรจุเส้นอุด้ง เขาเดินตาม วางชามอุด้งสองชามอย่างระมัดระวังและดันชามนึงไปตรงหน้าคนที่นั่งตรงข้าม

 

ทำแบบนี้ตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าต้องทิ้งของเหลือ... จีฮุนตะขิดตะขวงใจเล็กน้อย แต่เดาเอาจากวิธีที่หมอนั่นใช้หลอกล่อเขามาช่วยกินอุด้งที่เหลือแล้วตัดสินใจว่าอย่าวิพากษ์วิจารณ์เลยดีกว่า เด็กหนุ่มนั่งคุกเข่าบนเบาะนั่งเรียบร้อย เพิ่งจะหยิบตะเกียบโลหะขึ้นมาขณะพิจารณาเส้นสีนวลหอมกรุ่นประดับสีเขียวสดใสของต้นหอม

 

"ขอบคุณมากเลยนะครับ คุณ...เอ่อ เสียมารยาทจัง ผมยังไม่ได้ถามชื่อคุณเลย" คนที่นั่งตรงข้ามหัวเราะ เอื้อมมือข้ามโต๊ะมาให้อย่างเป็นมิตร

 

เขามองมืออีกฝ่ายสลับกับมือขวาตัวเองที่คีบเส้นอุด้งค้างไว้แล้วตัดใจฝากไว้ให้มือซ้ายถือขณะส่งมือให้อีกฝ่ายจับพอเป็นพิธี "อีจีฮุน"

 

"ควอนซูนยองครับ แต่ยังไงคุณก็รู้ชื่อผมอยู่แล้วนี่" อีกฝ่ายพูดกลั้วหัวเราะกับประโยคที่ทำให้เขาขมวดคิ้วน้อยๆ

 

หา เรื่องแบบนั้นจะไปรู้ได้ยังไ--

 

 

 

'ขอโทษที่รบกวนนะครับ พอดีคุณควอนทำเส้นอุด้งมาแจก...'

 

 

 

ชัด ชัดเลย


เขาทำเฉยคีบเส้นอุด้งเข้าปาก ไม่รู้ตัวว่ากระทั่งผิวเนื้อเนียนละเอียดที่เห็นผ่านเสื้อคอวีบริเวณที่ไม่โดนไอร้อนจากน้ำซุปก็พลอยกลายเป็นสีแดงก่ำจนคนมองอมยิ้ม

 

"ขอบคุณคุณจีฮุนมากเลยนะครับ อ๊ะ หรือผมควรจะเรียกฮยองดีนะ คุณเรียนจบแล้วใช่ไหม"

 

"ผมอายุสิบแปด" คนตอบทำเป็นไม่สนใจทั้งๆ ที่อยากยกชามหนีออกไปจากสถานการณ์ตรงหน้าซะดื้อๆ

 

กี่ครั้งแล้วที่โดนถามซอกแซกเรื่องการเรียน

 

พวกคนที่บริษัทไม่ค่อยสนใจหรอกว่าเขาจะอายุเท่าไหร่เรียนจบอะไรมา แต่สิ่งมีชีวิตจำพวกหนึ่งที่เรียกว่ามนุษย์ป้าดูจะห่วงใยชีวิตเขามากกว่าตัวเขาเองเสียอีก จีฮุนไม่ได้เรียนต่อม.ปลาย นั่นเป็นตราบาปในใจที่ฝังรากลึกอยู่ภายใต้บุคลิกสุขุมอย่างผู้ใหญ่และใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ขัดกัน

 

"โห!! งั้นอายุเท่ากันเลยดิ เราน่าจะทักจีฮุนตั้งนานแล้ว"

 

...แต่ดูเหมือนตรรกะของมนุษย์ป้าหรือมนุษย์ธรรมดาที่ไหนก็ใช้กับควอนซูนยองไม่ได้ทั้งนั้น

 

อุตส่าห์ทำเป็นไม่สนใจแล้วแท้ แต่คราวนี้จีฮุนต้องละสายตาจากเส้นขาวนวลในชามแล้วจ้องหน้าคนที่ขาวแก้มอวบเหมือนเส้นอุด้งไม่มีผิด "เรามาจากนัมยางจูอะ ย้ายมาคนเดียว อยู่คอนโดเนี่ยไม่มีเพื่อนเลย เพื่อนในห้องเราก็อยู่บ้านพ่อแม่หมด เราจะถามใครว่าซักผ้าใส่ผงซักฟอกกี่ช้อนก็ไม่ได้เลย โทรหาแม่แม่ก็ไม่รับ ถามคนข้างห้องก็บ่นยิ่งกว่าแม่..."

 

พอรู้ตัวว่าตัวเองพูดเยอะไปแล้วซูนยองก็หัวเราะออกมาสองแหะแล้วคีบเส้นเข้าปาก ก่อนพ่นออกมาแทบไม่ทันเพราะมันร้อน

 

"วันนี้รบกวนจีฮุนทั้งวันเลย เรารู้สึกผิดจริงๆ" กว่าเจ้าตัวจะตาเหลือกไปหาน้ำมาดับร้อน เส้นในชามจีฮุนก็พร่องไปแล้วเกินครึ่ง ซูนยองปล่อยลมออกมาพรืดนึงก่อนเริ่มคนเส้นในชามอย่างอารมณ์ดี "ถ้าจีฮุนมีอะไรให้เราช่วยเรียกได้เลยนะ เราเลิกเรียนแล้วอยู่ห้องตลอดแหละ เสาร์อาทิตย์ไม่ไปไหน"

 

"ไม่เป็นไร" เขายกมือห้ามก่อนจะวุ่นวายไปมากกว่านี้ จีฮุนไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยอะไร มาช่วยคนข้างห้องจะว่าเหมือนมาทำงานก็ได้ เพราะตอนนี้ในหัวเขาเต็มไปด้วยทำนองเพลงใหม่ว่า 'อุดงดงดงดงดงดงดงดงด้งด้งด้งด้งด้งด้งด้งด้งด๊งด๊งด๊งด๊งด๊งด๊งด๊งด๊ง!!!'

 

มีบริษัทอุด้งต้องการโฆษณาตัวใหม่เร็วๆ นี้บ้างไหม

 

"ไม่ได้หรอก จีฮุนช่วยเราไว้เยอะนี่" อีกฝ่ายยืนกราน "นี่อยู่คนเดียวใช่ไหม มีอะไรเรียกเราได้นะ เราก็อยู่คนเดียวเหมือนกัน..."

 

ทำ – ไม – พูด – มาก – จัง – วะ

 

เขาห่อปากเป่าเส้นในช้อนอย่างใจเย็น ไอร้อนลามขึ้นเลนส์เป็นฝ้าขาวทำให้ต้องดึงแว่นตากรอบบางออกจากใบหน้าด้วยมือเดียว ภาพอาหารในชามพร่ามัวไปชั่วขณะก่อนถูกขับเน้นด้วยสีสันของต้นหอมที่ลอยวนอยู่เหนือผิวหน้าซุปอวลจนขึ้นไข และพร่ามัวอีกครั้งเมื่อเขาเลื่อนสายตาสบคนตรงข้ามที่โน้มตัวมาข้างหน้าราวกับไม่รู้ตัว

 

สายตาจริงจังราวกับไม่อาจปิดบังเรื่องที่เก็บซ่อนไว้ในใจตลอดมาได้อีกต่อไปทำเอาเขาขยาด กว่าจีฮุนจะรู้ตัวว่าพลาดพาตัวเองเข้ามาในสถานการณ์ที่เกลียดที่สุดก็สายเกินแก้

 

"เสาร์ที่ผ่านมา-- แอ้ก!!"

 

เขาจับช้อนที่หมอนั่นถืออยู่แล้วยัดใส่ปากที่กำลังขยับเปิดโดยไม่ลังเลจนอีกฝ่ายสำลัก

 

"ร้อนๆๆ ทำอะไรของนายวะ!?"

 

เขาคีบเส้นเข้าปากหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม ปล่อยให้เหยื่อโศกนาฏกรรมโก่งคอแทบอาเจียนขณะคลานไปหาทิชชู่ที่วางอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟารับแขก

 

"จีฮุน!"

 

เจ้าของชื่อไม่ตอบสนอง ยกชามซดเสียงดังอย่างจงใจ

 

อุตส่าห์คิดนิดๆ ว่ามีเพื่อนบ้านอายุใกล้เคียงกันก็ไม่เลว แต่ถ้าเป็นเพื่อนบ้านจอมสอดรู้ที่ล่วงรู้เรื่องราวของเขามากถึงเพียงนี้...สัญชาตญาณสั่งให้เขาถอยหนีโดยไม่คิดหาเหตุผล

 

สายตาสงสารจากคนอื่น...เขาไม่เห็นอยากได้

 

เขาได้รับมาเยอะแล้วสมัยพ่อแม่เพิ่งเสีย ทั้งสายตาจากญาติพี่น้อง คนรู้จัก ครู เพื่อนที่โรงเรียน กระทั่งป้าขายของที่เผอิญรู้เรื่องนี้เข้า สายตาแสนเศร้าราวกับเขาเป็นเด็กเล็กๆ ใสซื่อบริสุทธิ์ ถูกทารุณแสนสาหัสจนร้องไห้น้ำตานองหน้า ทั้งๆ ที่ความรู้สึกของเขามันไม่ใช่แบบนั้นโดยสิ้นเชิง

 

 

 

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขามันเจ็บปวดกว่า ลึกกว่า แม้กระทั่งน้ำตาก็ยังแห้งจนแข็งเป็นหิน

 

เขาไม่อาจหาเหตุผลได้ว่าเหตุใดโชคชะตาจึงต้องพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตเด็กธรรมดาที่ไม่เคยทำอะไรผิดอย่างเขาด้วย

 

เขาแค่อยากมีชีวิตสงบสุขอย่างเด็กวัยรุ่นทั่วไปเท่านั้น

 

ไม่ได้อยากขึ้นชื่อเป็นเด็กน่าสงสารที่ต้องประคบประหงมดูแล

 

 

 

เขาลุกเอาชามไปไว้ในอ่าง

 

"จีฮุน"

 

เสียงอีกฝ่ายกลับอ่อนลงอย่างรวดเร็วแทนที่จะโวยวายต่อตามคาด

 

"ผมจะกลับแล้ว"

 

เนื้อเสียงห่างเหิน จีฮุนไม่คิดจะอธิบายความรู้สึกให้คนที่เพิ่งรู้จักกันฟังไปมากกว่านี้ นอกจากความนัยที่แฝงอยู่ในประโยคสั้นๆ ว่าไม่คิดอยากสุงสิงกันในเร็ววัน

 

"เราแค่อยาก...เอ้อ คือจีฮุนทำอาหารอร่อยนะ"

 

เนื้อหาบทสนทนาที่เปลี่ยนไปทำเอาเขาขมวดคิ้ว

 

ถ้าจะเปลี่ยนเรื่องก็ออกจะไม่เนียนไปหน่อย แต่อีกฝ่ายพูดต่อราวกับคิดเรื่องที่จะพูดไว้ดีแล้ว

 

"เห็นใช่ป่ะ แม่เราอะส่งพวกกระทะ หม้อ มีดหน้าตาแปลกๆ มาตั้งเยอะ คือแม่เราชอบเข้าครัวน่ะ แต่เราทำอาหารไม่เป็นซักนิด วางทิ้งไว้ก็เสียของชะมัด คือถ้าไม่ลำบากอะไรล่ะก็มาใช้ครัวห้องเราบ่อยๆ ได้มั้ย มาต้มรามยอนก็ได้ เดี๋ยวเราซื้อของไว้ให้แล้วจีฮุนทำแบ่งไว้ให้เราบ้างนะ นะ?"

 

 

 

มุก-จีบ-สิ-นะ

 

 

 

คราวนี้จะให้คิดเป็นอื่นได้จริงๆ เหรอ คนปกติที่ไหนจะชวนคนแปลกหน้ามาใช้ครัวบ้านตัวเองฟรีๆ หรือว่าแค่อยากมีข้าวกิน...เขาเหลือบมองอีกฝ่ายจับสังเกต สีหน้าจริงจังของฝ่ายนั้นกลับอยู่เหนือการคาดเดาของเขา แต่จะบอกว่าเหมือนสาวน้อยรอคำตอบรับหลังจากยื่นจดหมายรักให้รุ่นพี่ก็ได้เหมือนกัน

 

ทำตัวประหลาดชะมัด...แต่คงประหลาดกว่าถ้าเขาจะตอบรับ ปกติจีฮุนมักจะสั่งข้าวกล่องถูกๆ มากินที่ห้องเสียมากกว่า ครั้งสุดท้ายที่เขาทำอาหารนั้นหลายปีมาแล้ว อาจจะตั้งแต่สมัยอาศัยกับผู้เป็นลุง ความทรงจำเกี่ยวกับการทำอาหารในตอนนั้นไม่ใช่ความทรงจำที่ดีเท่าไหร่ จึงเจือจางความทรงจำที่มารดาจับมือเขาสอนทำอาหาร สัมผัสแผ่วเบาเลือนรางในห้วงมโนนึกราวกับภาพฝัน

 

แต่แปลก...ยามมองตามคนที่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาประจันหน้ากัน เขากลับไม่มีความรู้สึกอยากจะปฏิเสธ

 

ไม่ใช่ทั้งความรู้สึกชอบหรือหวังผลอะไรในตัวคนตรงหน้า ไม่ใช่ทั้งชอบพอหรือเกลียดใบหน้าขาวตี๋ที่พยายามเบิกตาขีดใส่เต็มที่ แต่คล้ายจิตใต้สำนึกเขาตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้วว่ายังไงก็ไม่เสียหายอะไร

 

แปลก...

 

"จีฮุน...เดี๋ยวๆๆ อย่าเพิ่งไปๆ! คุยกันก่อนสิ! ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องทำก็ได้ จริงๆ! แค่ทักเรา..."

 

ซูนยองลนลานทำอะไรไม่ถูกเมื่อเขาคว้าแว่นตาซึ่งเป็นสัมภาระเพียงอย่างเดียวแล้วเดินลิ่วๆ ไปที่ประตูโดยไม่ลังเล แล้วก็ต้องแปลกเอี๊ยดแทบไม่ทันเมื่อจีฮุนหยุดค้างอยู่ที่ช่องประตูเสียเฉยๆ

 



"ใครบอกว่าผมไม่โอเค"

 

"ห๊ะ!?"



 

แปลกจริงๆ...

 

ความรู้สึกที่หมุนวนอยู่ในท้อง สูบฉีดไปทั่วพวงแก้ม ราวกับผลักดันให้เขาเอ่ยคำพูดที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้

 

อาจจะเพราะการปรากฏตัวของอีกฝ่ายในวันนั้นที่เสมือนกับก้าวล่วงล้ำเขตหวงห้ามของเขาเข้ามา เหมือนพ่อมดเด๋อด๋าที่ร่ายคาถามั่วๆ แต่ดันทลายกำแพงสูงทึบเข้ามานั่งทำตาปริบๆ ใส่มังกรร้ายผู้โดดเดี่ยว

 

หรืออาจจะเพราะ...ติดใจในรสชาตินุ่มนวลของไข่และต้นหอมที่ผสมผสานลงไปเป็นไออุ่นวาบทั่วทั้งท้อง อย่างที่เขาไม่อาจหาได้จากร้านอาหารไหนหรือแม้กระทั่งซุปที่ต้มกินเองสมัยก่อน

 

ไออุ่นที่คล้ายคลึงกับรสมือผู้เป็นมารดาในความทรงจำ

 



"ก็เอาสิ"

 

 

 

 






 

จากรสชาติและควันฉุยของอาหารที่ได้รับการปรุงอย่างเรียบง่ายหลังจากทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน

 

จากวิถีชีวิตที่แตกต่างการสุดขั้วของเด็กวัยรุ่นสองคนเชื่อมโยงผ่านกลิ่นหอมๆ ของมื้อเย็นที่ช่วยกันทำแบบงูๆ ปลาๆ และการแลกเปลี่ยนบทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

จากความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นโดยไม่มีอะไรเป็นรากฐานเลย ไม่ใช่ทั้งความเห็นใจหรือดึงดูดกันและกัน แต่กลับเติบโตอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ แทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันและความเคยชินของเขาราวกับควรจะเป็น



 

จากคนห้องตรงข้ามกลายเป็นแฟน...

 



มีแฟนเป็นเด็กมัธยมนี่ลำบากเอาเรื่อง ถึงอันที่จริงทั้งคู่จะอายุเท่ากันก็เถอะ ซูนยองที่ใส่ชุดนักเรียนม.ปลายมาดักรอรับหน้าตึกค่ายเพลงทำเอาจีฮุนโดนแซวหนักไปหลายปี จวบจนอีกฝ่ายเรียนจบ รถมอเตอร์ไซค์คันเก่าที่จอดรอพร้อมเจ้าของรถและหมวกกันน็อกในมือก็เปลี่ยนมาเป็นรถยนต์สีดำดีไซน์เฉียบกริบ คนห้องตรงข้ามที่ชอบทำหน้าแป้นแล้นใส่เวลาเปิดประตูออกไปเจอก็เปลี่ยนเป็นคนห้องเดียวกัน

 

จีฮุนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยด่าอีกฝ่ายว่าจอมซกมกเมื่อกิจวัตรประจำวันค่อยๆ หลอมรวมเข้าด้วยกัน ตื่นเช้ามากับแขนขาหนักๆ ของใครไม่รู้มากองบนตัวเขา ปลุกอีกฝ่ายด้วยความรุนแรงพอหอมปากหอมคอ จัดการตัวเองรวมถึงงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ เสร็จก็ไปทำงานพร้อมกัน ถึงเริ่มเข้าใจว่านิสัยเอาขยะไปแขวนหน้าห้องของซูนยองก็ไม่ได้แย่มากเพราะเจ้าตัวเก็บกวาดห้องเสียเอี่ยมอ่องถึงเอาขยะออกไปแขวน เขาเสียอีกที่มีหน้าที่แค่เอาขยะไปทิ้ง แปลกใจอยู่บ้างที่ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายคุยโทรศัพท์เสียงดังอีกเลย

 

พออยู่ด้วยกันถึงได้เห็นซูนยองในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งด้านที่เท่จนน่าแปลกใจเวลานั่งพิมพ์งานเงียบๆ หรือด้านที่ทำตัวมักง่ายจนน่าฟาดให้หัวหลุด รวมถึงได้เห็นตัวเองในด้านแปลกๆ เขาควบคุมตัวเองไม่ได้เลยเวลาซูนยองเข้ามาใกล้ มาเคล้าเคลียกอดฟัด มาบ่นงานให้ฟัง หรือแค่เบียดกันยามหิมะแรกฤดูโปรยปราย

 

อีกฝ่ายทำให้เขาโกรธ ดีใจ ฉุนเฉียว หรือใจเต้นแรงได้เพียงแค่ส่งข้อความมาทัก

 

เพราะงั้นเราเลยทะเลาะกันบ่อย



 

"แน่จริงต่อยเลยไหมล่ะซูนยอง! แน่จริงมาดิ!"

 

"ทำไมต้องใช้กำลังด้วยอะจีฮุน เรื่องแค่นี้ไม่ต้องไปใส่ใจมันไม่ได้เหรอ"

 

"ก็...ก็เราสน! จะทำไมวะ!? พูดด้วยก็อย่าหลบตาสิ มีพิรุธเหรอ"

 

"มันก็ไม่ใช่อะจีฮุน เราจะต่อยจีฮุนลงได้ยังไง ใจเย็นก่อนสิ"



 

โอเค...เขายอมรับว่าทำตัวงี่เง่ากับแฟนนิดหน่อย



 

อาจจะเพราะไม่ค่อยคุ้นเคยกับการมีความสัมพันธ์กับคนอื่น หรืออาจจะเพราะอีกฝ่ายได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจนมีทัศนคติแตกต่างกันในบางเรื่อง นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เขาควรทำตัวงี่เง่าอยู่ดี จีฮุนตั้งใจว่าจะแก้นิสัยเสียของตัวเองให้ได้เพราะอีกฝ่ายก็ไม่ได้ทำอะไรผิด

 

แต่พอฉุนกึกเมื่อไหร่ เรื่องไม่เป็นเรื่องเดิมๆ ก็มักเผลอหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น

 



"เออสิ! เออ! ไม่แน่จริงก็ร้องไห้กลับไปฟ้องแม่เลย! ไป๊!"

 

"เดี๋ยวนี้ขึ้นเสียงกับเราเหรอจีฮุน เล่นถึงพ่อถึงแม่เหรอ"

 

"เออ มีคนให้ฟ้องก็กลับไปฟ้องสิ ไปให้แม่นายตบตูดกล่อมนอนก็ได้ ยังไงคนมีพ่อมีแม่อย่างนายมัน..."

 

"แม่นายอะไรกันวะ! แม่เราก็แม่นายด้วยไม่ใช่หรือไง!? มาหลอกให้คนแก่เห่อลูกสะใภ้แล้วจะทิ้งลูกเค้าเหรอวะ! อีจีฮุน!!"

 

"อึก..."

 









The End.



#ฟิคไม่มีเหตุผล

_________________________________________


เขียนโดยไม่มีเหตุผลแท้ๆ เลย

สวัสดีครับ พิริณครับ ไม่ได้เขียนอะไรไว้ในหน้าข้อมูลเบื้องต้นเพราะขี้เกียจ ลงเรื่องนี้ไว้แบบขี้เกียจๆ แล้วก็ดองอย่างห้าวหาญ555

เรื่องนี้จริงๆ เขียนเพราะอยากเขียนจี้เป็นเด็กมีปัญหา พอมีแฟนแล้วบางทีในใจก็ยังกลัวอะไรอยู่หลายๆ อย่าง เลยกลายเป็นว่าทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้นนี่แหละ แต่ซูนยองก็ดันชอบคนแบบนี้ไปแล้ว จะให้ทะเลาะยังไงก็ยอม ยอมหมด แถมยังรู้ว่าพูดแบบไหนจีฮุนถึงเถียงไม่ออกด้วย ฮา


มุกใส่พลังศักดิ์สิทธิ์ในอุด้งมาจากอนิเมะ hataraku maousama นะครับ (ที่จำไม่ได้แล้วว่าอยู่ในเมะด้วยหรือแค่ในนิยาย) ไม่ได้เล่นมุกนี้อะไรพิเศษหรอก แค่อยากใส่


เพลงที่เราคิดถึงตอนเขียนคือ Merry go round ของ YUI (ชื่อเรื่องเลยไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่องเลยแท้ๆ) แต่เนื้อเพลงก็อารมณ์นี้เลย ลองฟังดูนะครับ


สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ


ปล. ถ้าไม่ติดขัดอะไร เราจะลง spin off ของภาคซูนยองสั้นๆ ไว้นะ


T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #187 fernfern_br (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2563 / 15:45
    นึกว่าจะดราม่าซะแล้ว แต่ชอบความสัมพันธ์ของเค้าสองคนจังเลยค่ะ จากคนห้องตรงข้ามกลายมาเป็นแฟนกัน เอ็นดูคุณจีฮุนอ่ะ งอแงแล้วชวนต่อย ตัดพ้ออีกว่าคุณควอนเค้ามีแม่ก็ให้กลับไปฟ้องแม่ แต่ชอบนายควอนอ่าแม่เราก็แม่นายเหมือนกัน 🥺
    #187
    0
  2. #164 youthisyours (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 04:10
    แง มันเป็นน่ารักมากนะ แบบน่ารักมากๆเลย
    #164
    0
  3. #163 youthisyours (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 04:10
    แง มันเป็นน่ารักมากนะ แบบน่ารักมากๆเลย
    #163
    0
  4. #22 Malynn. (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 18:54

    โง้ยยยยยยย นึกภาพออกทุกตอนเลย

    ซูนยองที่ชอบเสียงดัง จีฮุนที่ชอบทำหน้าเฉยๆ แต่ดันดูน่าจัวนิดๆ

    เขินหนักตรงซูนยองในชุดมอปลายมารอรับจีฮุนนี่แหละ แอร่กกกกก -//////-


    ไม่เป็นไรแล้วนะจีฮุน มีซูนยองแล้ว ไม่ต้องอยู่คนเดียวแล้วนะคับ

    #22
    0
  5. #15 hoshiscoco (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 11:41
    ใจเต้นตรงเด็กมอปลายมาดักรอรับหน้าบริษัทอะค่ะแง้ แล้วแบบ จากมอไซค์คันเก่าเป็นรถยนต์ดีไซน์หรู แถมจากคนห้องตรงข้ามเป็นห้องเดียวกันเนี่ยก็น้า รักกันนานๆ เล้ย ;; - ;;

    คงต้องขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ซูนยองเป็นเด็กแบบนี้ล่ะนะ!555 เพราะแบบนั้นถึงได้ผลออกมาแฮปปี้ เป็นคนอื่นคงจ๋อยไปก่อน ไม่อยู่วอแวถึงตอนนี้แน่ๆ555

    พอคิดว่าเป็นนิทานที่เล่าถึงเจ้ามังกรจอมดื้อหลังกำแพงกับพ่อมด(ที่จงใจทำตัว)เด๋อด๋าก็น่ารักดีเหมือนกันค่ะ U v U
    #15
    0
  6. #13 Nllxey (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 15:25
    อบอุ่นหัวจัยอุบอิบๆt-t♡
    #13
    0
  7. #10 pimchansfwok (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2561 / 21:29

    ประโยคสุดท้ายนี่คือ ฮือออ ซูนยองน่ารักม้ากม้ากม้ากม้ากม้ากกกก TT
    #10
    0
  8. #4 16.1.13.1.9 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 19:47
    แง้ มีคำผิดบ้างแต่น่ารักมากๆๆๆเลยค่ะ ชอบรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมาก เห็นภาพเหมือนอนิเมะญี่ปุ่นเลย พอมาอ่านโน๊ตข้างล่างถึงได้รู้สึกว่า เอ้อ ญี่ปุ่นจริงด้วยสินะ 555555
    #4
    1
    • #4-1 a.Prompiriya(จากตอนที่ 1)
      6 กรกฎาคม 2561 / 21:35
      โห ขอบคุณมากนะครับที่บอกว่ามีคำผิด นี่นั่งไล่ตรวจอีกรอบเลย ดีใจมากเลย
      #4-1
  9. #3 bbbbubbleteaa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 00:14
    ตอนแรกมาดราม่าเลย แงงงงงงงงง พออ่านมาทำไมมันดูอบอุ่นงี้ จากคนตรงข้ามห้องกลายมาเป็นแฟนกัน ฮื่อออออ ซูนยองก่อนคบกันนี่น่ารักมากเลยค่ะ555555555555555พอโตแล้วก็ยังน่ารัก แงงงง แม่ซูนยองก็แม่จีฮุนไง ฮื่อ
    #3
    0
  10. #2 bbbbubbleteaa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 00:14
    ตอนแรกมาดราม่าเลย แงงงงงงงงง พออ่านมาทำไมมันดูอบอุ่นงี้ จากคนตรงข้ามห้องกลายมาเป็นแฟนกัน ฮื่อออออ ซูนยองก่อนคบกันนี่น่ารักมากเลยค่ะ555555555555555พอโตแล้วก็ยังน่ารัก แงงงง แม่ซูนยองก็แม่จีฮุนไง ฮื่อ
    #2
    0
  11. #1 28016 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 22:38

    เปิดเรื่องแบบดราม่าเลยแต่อ่านไปอ่านมากลายเป็นอบอุ่นหัวใจ สะเทือนหนักอยู่ตอนเจอคำว่าเขายังเป็นแค่เด็กอยู่เลย อยากวิ่งไปโอ๋คุณเค้า เดี๋ยวนูน่าจะดูแลเอง ;;_;;

    ควอนซูนยองโหมดตะกุกตะกักน่าเอ็นดูมากค่ะ เส้นอุด้งสื่อรักไปอีก ไหนจะมุกจีบล้ำๆชวนเค้ามาทำกับข้าว ที่คุยแล้วโทรศัพท์ดังคือเรียกร้องความสนใจเหรอ แงงง น้องงงงงงง

    ชอบที่จีฮุนเถียงซูนยองไม่ออกด้วย ถึงจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ขนาดไหนก็ยีงมีนิสียเเกๆแบบนี้อยู่ดี เอ็นดูค่ะ //v//

    #1
    0