นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

[Vocaloid] วิธีเลือกงานพาร์ทไทม์ฉบับฮัตสึเนะ มิกุ(KaitoMiku)

โดย A.pirirn

วิธีเลือกงานพาร์ทไทม์ฉบับฮัตสึเนะ มิกุ กับประสบการณ์ที่เธอจะไม่มีวันลืม เพราะมีแต่คนที่ไม่อยากเจอหน้า... (KaitoMiku)

ยอดวิวรวม

484

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


484

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


16
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  30 มี.ค. 61 / 17:59 น.
นิยาย [Vocaloid] Ը͡ҹ쩺Ѻѵ ԡ(KaitoMiku)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
สวัสดีครับ

ผม พิริณ นะครับ
กลับมากับฟิคโวคัลลอยด์เรื่องที่ 2 (และอาจไม่มีเรื่องหน้าอีก เพราะตัวขี้เกียจเกาะกิน...)

เป็นคู่ ไคโตะมิกุ ครับ
เป็นที่คู่ที่ ถ้าคนชอบก็ชอบ
คนเกลียดก็เกลียด
แต่ผมชอบ...

จะทยอยอัพให้ครับ
เพราะผมเป็นคนไม่ค่อยใช้คอมเท่าไร
จะพยายามครับ

ขอบพระคุณสำหรับการอ่านนะขอรับ
ไว้เจอกันโอกาสหน้า (ถ้ามี...นะครับ)

ฝากเพจครับ
https://www.facebook.com/pages/Apirirn/311092125742186?ref=aymt_homepage_panel

หรือเสิร์จว่า A.pirirn

ขอขอบพระคุณ



o w e n tm.

เนื้อเรื่อง อัปเดต 30 มี.ค. 61 / 17:59


[Vocaloid] วิธีเลือกงานพาร์ทไทม์ฉบับฮัตสึเนะ มิกุ (KaitoMiku)










             ฉันจะมาแนะนำวิธีเลือกงานพาร์ทไทม์ให้ค่ะ

 

            ขอออกตัวไว้ก่อนว่า ฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอะไร แต่ตัวเองทำงานพาร์ทไทม์มาเยอะพอสมควร และสามารถชี้แนะได้ในฐานะมือสมัครเล่น ฉันไม่ได้เขียนอะไรหวือหวา แค่ว่าไปตามประสบการณ์ประมาณเล่าสู่กันฟังน่ะค่ะ

 

            ก่อนอื่นฉันควรจะเล่าที่มาที่ไปของตัวเองใช่ไหมคะ ฉันชื่อ ฮัตสึเนะ มิกุ อายุ 16 ปี เป็น JK นักเรียนสาวม.ปลายอย่างที่ฮิตกันในไลท์โนเวล ฉันไม่ใช่คนหน้าตาดีอะไรมาก ไม่รู้ทำไมถึงมีรุ่นน้องตั้งกลุ่มแฟนคลับให้ตั้งแต่อยู่ม.ต้น เป็นคดีปริศนาในชีวิตฉันเชียวล่ะค่ะ

 

            ฐานะทางบ้านปานกลาง ฉันเช่าคอนโดอยู่กับพี่สาวไม่ไกลโรงเรียนนัก คุณพี่สาวของฉันทำงานที่ไม่ค่อยได้อยู่บ้านน่ะค่ะ แต่เป็นพี่สาวที่น่ารักจริงๆ ฉันมีน้องสาวแสนดีอีกคนหนึ่งนะคะ เธอเรียนอยู่ม.ต้น ที่บ้านเกิดต่างจังหวัด

 

            ถึงตัวฉันจะได้รับเงินค่าขนมไม่ขัดสนต่อการดำรงชีวิต แต่ฉันมีงานอดิเรกลับๆ อยู่ค่ะ คือฉันชอบเล่นเกมแนว Rhythm หรือก็คือเกมเต้นอะไรแบบนี้มากค่ะ โดยเฉพาะเกมที่มีสาวน้อยน่ารักโมเอะ (ฉันไม่ใช่ยูรินะคะ!) ขนาดเคยเดินเท้าไปเมืองข้างๆ เพื่อซื้อเกมรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นแหน่ะค่ะ ถึงจะใช้เงินฟุ่มเฟือยเท่าไรมันก็คุ้ม จริงไหมคะ กระทั่งเงินเริ่มหมดนั่นล่ะค่ะ ฉันถึงคิดเรื่องทำงานพิเศษโดยให้เหตุผลกับพี่สาวว่า อยากหาประสบการณ์ชีวิต

 

            ฉันขอเข้าเรื่องก่อนที่จะกลายเป็นการเล่าชีวประวัติของตัวเองนะคะ ข้อแรก คุณควรสำรวจความชอบของตัวเองเป็นอย่างแรก ข้อสำคัญมากที่ทำให้คุณทำงานได้อย่างมีความสุขนะคะ!

 

            ข้อสอง ต้องดูข้อจำกัดและความสะดวกของคุณด้วย เช่น บ้านอยู่โตเกียวแต่ดันอยากขุดหัวมันที่ฮอกไกโด ฉันว่ามันออกจะเกินตัวไปหน่อยนะคะ ยกเว้นคุณจะเป็นมหาเศรษฐีมีเงินซื้อตั๋วเครื่องบินมาได้ทุกเที่ยว แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันว่าคุณอย่าทำงานพิเศษเลยจะดีกว่าค่ะ

 

            ข้อสาม ประเมินความสามารถตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแรงกายหรือแรงสมอง ตัวอย่างเช่นฉันเองเป็นสาวน้อยบอบบางน่าทะนุถนอม ไม่เหมาะกับงานแบกหามหรอก จริงไหมคะ?

 

            ข้อสี่ ตรวจดูคุณสมบัติตัวเองว่าตรงกับงานที่สนใจ ยกตัวอย่างเช่น อายุ วุฒิการศึกษา บางทีไม่มีการกำหนดอายุไว้ในประกาศรับสมัครก็จริง แต่คุณสามารถประเมินอายุตัวเองได้ค่ะว่าจะเข้ากับที่ทำงานได้ดีแค่ไหน

 

ถึงฉันจะแนะนำไปก็จริง แต่ทางที่ดีอย่าเรื่องมากในเรื่องจุกจิกจะดีกว่าค่ะ งานไม่ได้หาได้ง่ายๆ ฉันเพียงแนะนำข้อที่สำคัญไว้ให้ค่ะ

 

ข้อสุดท้าย จะว่าสำคัญก็สำคัญ จะว่าไม่สำคัญก็ไม่สำคัญ ถ้าคุณชอบงานที่สนใจไว้มาก คุณอาจจะยอมรับก็เป็นได้ คือคุณควรจะไปสำรวจที่ทำงานก่อนตัดสินใจสมัครค่ะ (อย่าให้เลยวันรับสมัครนะคะ) สำรวจว่าไม่มีคนที่คุณเกลียดขี้หน้าทำงานอยู่ก่อนค่ะ ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะมีปัญหากับการทำงานได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คุณอาจจะสงสัยข้อสุดท้ายที่ฉันเน้นย้ำไว้ พอดีฉันมีประสบการณ์ส่วนตัวน่ะค่ะ สำหรับฉันไม่ใช่คนที่ไม่ชอบหน้าหรอกค่ะ แต่เป็นคนที่น่าเบื่อมากกว่า เห็นแล้วต้องรีบเบือนหน้าไปทางอื่น พร้อมกับถอนใจดังๆ ประมาณว่า เฮ้อ เจออีกแล้วเหรอเนี่ย

 

ฉันเจอคนคนนี้ในที่ทำงานเกือบทุกที่เลยค่ะ ฉันเคยทำมาเกือบสิบที่ และเจอคนคนนี้ประมาณเจ็ดที่เห็นจะได้ กระทั่งไปนั่งนับรถยังบังเอิญเจอเลยค่ะ! ทุกครั้งที่เจอกันฝ่ายนั้นมักทักทายฉันว่า อ้าว เจอกันอีกแล้วเหรอ รุ่นน้องพาร์ทไทม์พร้อมยิ้มอย่างไม่มีอะไรน่าสนใจ ฉันก็มักตอบไปว่า ค่ะ คุณรุ่นพี่พาร์ทไทม์ด้วยน้ำเสียงที่คลื่นวิทยุแตกยังน่าสนใจมากกว่าค่ะ อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น เขาคงไม่ได้สตอล์กเกอร์ฉันอยู่ใช่ไหมคะ

 

คนคนนี้ถือวิสาสะเรียกฉันว่ารุ่นน้องพาร์ทไทม์น่ะค่ะ ฉันเลยเรียกประชดกลับไปว่าคุณรุ่นพี่พาร์ทไทม์ มีอยู่หนหนึ่งเขาหันมาสั่งฉันว่า เอ้า เฟรนช์ฟรายสี่ที่นะครับ เธอ...แล้วชะงักไป เพราะที่ร้านมีกฎไม่ให้ล้อเล่นกันต่อหน้าลูกค้า แต่ให้เรียกว่า คุณ...และเขาก็ไม่เคยจำชื่อจริงฉัน แต่เขาไม่โดนผู้จัดการเรียกไปอบรม เพราะฉันหันไปเตรียมของส่งให้อย่างรวดเร็วจนไม่ต้องเอ่ยปากพูดต่อเลยค่ะ

 

ฉันไม่คิดสนิทชิดเชื้อกับคนแบบนี้หรอกค่ะ ถึงเขาจะไม่ได้หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ (ฉันไม่รังเกียจคนหน้าตาไม่ดีนะคะ เพราะฉันเป็นเด็กสาวแสนดีค่ะ) แต่เป็นคนน่าเบื่อและไม่ได้เรื่องมากค่ะ ชอบพูดจาไร้เดียงสาเป็นเด็กสิบขวบ เวลาโดนฉันไล่ต้อนจนมุมก็มักจะยิ้มให้จนฉันพูดไม่ออก ยิ้มอยู่นั่นแหละค่ะ แต่ผู้ชายวัยมหาลัยแบบนี้ มาโดนเด็กสาวอ่อนกว่าราว 4-5 ปีไล่ต้อนจนมุมนี่ก็ดูไม่จืดค่ะ

 

ถึงจะไม่ได้อยากสนิทด้วย แต่เจอกันบ่อยจนฉันต่อปากต่อคำไม่เกรงใจเลยค่ะ

 

ฉันไม่เคยสนใจอยากรู้ว่าทำไมคุณรุ่นพี่พาร์ทไทม์ต้องทำงานเยอะขนาดนี้ (ฉันก็ไม่อยากให้เขารู้เหตุผลของฉันเหมือนกันค่ะ) ดูท่าทางเขาก็ไม่ได้มีฐานะยากจนอะไร จากเสื้อผ้าที่เขาผลัดเปลี่ยนนอกเครื่องแบบก็ใช่ว่าจะซกมกหรือไม่มีสไตล์ พูดตรงๆ เป็นชายหนุ่มที่เด็กสาวม.ปลายค่อนประเทศใฝ่ฝันเลยล่ะค่ะ แต่ยกเว้นฉันคนหนึ่ง

 

ทำไมรุ่นพี่ต้องทำงานพาร์ทไทม์เยอะขนาดนี้ล่ะคะ?

 

วันหนึ่งฉันก็ถามออกไปลอยๆ หลังเลิกงานซึ่งเขาเดินไปส่งฉันที่คอนโดเพราะเป็นทางผ่าน นาฬิกาข้อมือที่โผล่พ้นชายแขนเสื้อเขาสะท้อนแสงไฟข้างถนนวิบวับ ออกจะดูมีราคาแท้ๆ ถ้าเป็นฉันจะเอาไปขาย แล้วใช้เงินนั่นเหมาเกมหมดร้านค่ะ

 

ทำไมน่ะเหรอ? เหตุผลธรรมดาๆ ก็มีไม่ใช่หรือไงคุณรุ่นพี่ตอบสบายๆ ก็อย่างเช่นมีของที่ต้องซื้อให้ได้ไม่ว่าจะอดอยากปากแห้งแค่ไหน แถมไม่ได้อยู่ในงบประจำวันน่ะ

 

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ว่าเงินค่าขนมไม่พอก็ได้นี่คะ แต่ผู้ชายตัวโตๆ มาพูดคำว่าเงินค่าขนมก็น่าอายเหมือนกัน เป็นผู้ชายที่น่าเบื่ออีกแล้วนะคะ

 

เอาเป็นว่าเขาเป็นคนที่ทำให้ฉันอยากเปลี่ยนงานที่ทำอยู่ จะให้ไปทำงานในร้านเกม 18+ ก็ได้ เป็นงานที่ตรงกับรสนิยมตัวเองพอสมควร แต่ถ้าใครมาเห็นเข้าจะเดือดร้อนตัวเองน่ะค่ะ คุณรุ่นพี่พาร์ทไทม์ดูไม่เหมือนคนที่เดินอาดๆ เข้าร้านพรรค์นั้นหรอกค่ะ แต่ฉันต้องระวังตัวไว้ก่อน ยกตัวอย่างเช่นไม่มีใครเดาออกหรอกค่ะว่าเด็กสาวม.ปลายอย่างฉันจะชอบเกมแนวไหน คุณรุ่นพี่เองก็เหมือนกัน บางทีอาจจะเป็นพวกชอบแอบสั่งซื้อปลอกหมอนข้างติดเรทผ่านเว็บอเมซอนก็ได้...หวา! ลืมๆ ที่ฉันพูดไปเสียเถอะค่ะ ฉันเป็นสาวน้อยใสซื่อนะ

 

แต่ฉันลาออกจากงานไม่ได้ง่ายๆ หรอกค่ะ กว่าจะสอบสัมภาษณ์ ได้งานที่ใกล้บ้านและไม่เกินความสามารถ ฉันไม่ทิ้งไปง่ายๆ เพราะแค่คนคนเดียวหรอกค่ะ ที่สำคัญ ฉันไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณรุ่นพี่พาร์ทไทม์ขนาดนั้น ทำเมินๆ ไปบ้างก็ได้ ถึงจะเบื่อขี้หน้า อยากเจอเพื่อนร่วมงานน่ารักๆ อย่างสาวน้อยโมเอะในชุดเครื่องแบบบ้าง เจอแต่อีตานี่ก็ไม่เลวร้ายนักหรอกค่ะ ฉันกำลังลุ้นอยู่ว่าวันไหนฉันจะฟิวส์ขาดกับอาการ เอาแต่ยิ้มของคุณรุ่นพี่ แล้วเอาหัวคุณรุ่นพี่จุ่มในเครื่องทอดเฟรนช์ฟรายแทนมันฝรั่งปกติค่ะ

 

นอกจากชีวิตงานที่เจอแต่คนน่าเบื่อ เวลาไปโรงเรียนฉันก็เป็นเด็กสาวผู้น่ารักเพียบพร้อมด้วยสังคมเพื่อนฝูงแสนวิเศษ และกลับบ้านเพื่อไปเล่นเกมที่หาซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง เป็นชีวิตสมบูรณ์แบบที่มีจุดด่างพร้อยเพียงจุดเดียวจริงๆ และกำลังคิดหาทางกำจัดทิ้งโดยละมุนละม่อมค่ะ

 

ดังนั้นฉันจึงตอบรับเมื่อเพื่อนฉันชวนไปทำงานที่ร้านริมทะเลในช่วงวันหยุดฤดูร้อน ทางนั้นบอกมาว่าแค่ทำน้ำแข็งไสให้ลูกค้าที่มาเล่นน้ำทะเลก็พอ ถึงจะรู้ข้อมูลเท่านั้นแต่ฉันตอบตกลงเพราะเห็นแก่เพื่อน แต่เอาเข้าจริง... ฉันไม่เห็นหัวอีเพื่อนคนนั้นเลยค่ะ พอไปถึงก็เจอคุณป้าท่าทางเอื่อยเฉื่อยบอกว่า อ้อ เธอสินะแล้วอธิบายวิธีใช้เครื่องทำน้ำแข็งไสโดยไม่ถามไถ่เรื่องค่าจ้างสักคำ ฉันชักสงสัยแล้วค่ะว่าโดนหลอกหรือเปล่า คุณผู้อ่านระวังตัวไว้ให้ดีนะคะ สิ่งที่คุณควรทำหากเป็นฉันคือเผ่นหนีไปให้เร็วที่สุด แต่บังเอิญว่าฉันเป็นสาวน้อยใสซื่อไม่ทันคนน่ะค่ะ (พูดเป็นครั้งที่สามแล้ว)

 

เมื่อถึงเวลาเปิดหาด คนจำนวนมากทุกเพศทุกวัยก็หลั่งทะลักถล่มร้านฉันราวกับว่ามีอยู่เพียงร้านเดียวในโลกเชียวค่ะ ฉันยกน้ำแข็งจนมือชา กล้ามขึ้นแล้วนะคะ แต่ฉันรู้ว่าร้านของคุณป้าข้างๆ ซึ่งขายอาหารทั่วไปก็กำลังโดนถล่มเหมือนกันค่ะ เลยอุ่นใจอย่างพิลึกๆ ขึ้นมา

 

ที่สำคัญที่สุด มีสาวน้อยน่ารักในชุดว่ายน้ำไปถึงสาวใหญ่ชวนใจเต้นมาซื้อน้ำแข็งไสร้านฉันด้วยล่ะค่ะ! ทำงานที่นี่คุ้มกำไรจริงๆ แถมไม่ต้องเจอคนน่าหงุดหงิดด้วย ฉันจะคิดเสียว่าเป็นข้อดีชดเชยแล้วกัน ถ้าทำลืมๆ ไปว่าฉันต้องแบกน้ำแข็งไปตลอดปิดเทอมฤดูร้อนนี้

 

ฉันทำงานนี้ไปได้เกือบสองอาทิตย์แล้วค่ะตอนที่มีบุคคลไม่พึงปรารถนาอันดับหนึ่งเดินมาหา ระหว่างฉันกำลังก้มหน้าก้มตาเดินเครื่องไสน้ำแข็ง แล้วส่งเสียงทักฟังดูโง่ๆ ว่า

 

โอ้ รุ่นน้องพาร์ทไทม์

 

คุณรุ่นพี่

 

ฉันทำเสียงซังกะตายอย่างจงใจโดยไม่ต้องเงยหน้า อยากจะบอกอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสว่า ...บังเอิญเจอกันอีกแล้วนะคะ ฉันจะพยายามไม่คิดว่าคุณโรคจิตสตอล์กเกอร์ฉันอยู่ บัดซบจริงๆ ที่ได้เจอกันอีก ถ้าไม่เกรงใจอยากจะเอาน้ำแข็งทุ่มใส่หัวนะคะ ว่าไงนะ? อยากเห็นฉันในชุดว่ายน้ำเหรอ อยากฝันเห็นระหว่างอยู่ในห้องไอซียูไหมคะ

 

เปิดร้านน้ำแข็งไสอยู่เหรอ? ท่าทางทำง่ายดีนะ

 

งั้นก็มาทำเองสิคะ!”

 

ฉันอารมณ์เสียจนเผลอกระแทกเสียงใส่ แหม ตัวฉันที่อารมณ์เสียอยู่เนี่ยยังดูน่ารักจริงๆ ฉันตวัดสายตาใส่คุณรุ่นพี่ เห็นเขาคาบช้อนอยู่ อีกมือถือถ้วยไอศกรีม แล้วจะมาต่อแถวซื้อน้ำแข็งไสทำไมมิทราบคะ?

 

คุณรุ่นพี่ใส่เสื้อเชิ้ตฮาวายสีสดใส แถมติดกระดุมไม่เรียบร้อยจนมองเห็นกล้ามเนื้อบนแผ่นอก แฟชั่นเหรอคะ? คิดว่าเท่สินะคะ ไม่รู้ทำไมฉันผู้น่ารักสุดๆ ต้องพาลหาเรื่องคนคนนี้ทุกครั้งที่เจอหน้า

 

อืม ได้สิ

 

คุณรุ่นพี่กลับตอบอย่างง่ายดาย ไม่เข้าใจหรือไงว่าฉันประชดอยู่ แต่ก่อนที่ฉันจะโวยวาย เขาก็เบียดเข้ามาหลังโต๊ะเพื่อช่วยฉันใส่น้ำแข็งลงในเครื่อง

 

แล้วไงต่อ?

 

อ้ะ กดปุ่มตรงนี้...แล้วกดตรงนี้ลงไปฉันเผลอบอกขั้นตอนตามที่คุณป้าสอน มองคุณรุ่นพี่กำลังไสน้ำแข็งอย่างตั้งอกตั้งใจแล้วนึกกังวลขึ้นมา หวังว่าค่าแรงฉันคงไม่ถูกหักไปให้อีตานี่หรอกนะคะ

 

ฉันคงเหม่อนานไปหน่อย รู้ตัวอีกที คุณรุ่นพี่ก็กำลังไสน้ำแข็งให้ลูกค้าคนที่สองแล้ว และกำลังส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาทางฉัน

 

คะ?น้ำเสียงคือรำคาญ จริงๆ นะคะ

 

รุ่นน้องพาร์ทไทม์เขาเรียกราวกับนั่นเป็นยศของฉัน ประมาณพันเอกหรือร้อยตรีเทือกนั้น ป้อนไอติมหน่อยสิ

 

หา??

 

ก่อนตอบอะไร ในใจดันคิดไปแล้วว่า ฝันไปเถอะกำลังคิดอะไรไม่ดีกับฉันคนนี้สินะคะ คิดว่าให้เด็กสาวๆ ป้อนไอศกรีมให้เนี่ยดูดีมากใช่ไหมคะ

 

ก็มือไม่ว่างนี่เขาทำเสียงซื่อๆ

 

ก็ปล่อยก่อนสิคะเรื่องแค่นี้อย่าให้สอน

 

เดี๋ยวช้านะ...รุ่นน้องอย่างอแงสิ ขอแค่นี้เอง

 

รู้สึกเหมือนโดนด่าว่าไม่รู้จักโต ฉันเลยหยิบถ้วยไอศกรีมที่เขาวางทิ้งไว้มาตักอย่างกระแทกกระทั้น แล้วยื่นไปตรงหน้าเขา เขางับช้อนโดนมือยังทำงานไปพลาง ฉันรีบปล่อยมือทันที

 

เอาอ๊อนไออ๊วยอิ (เอาช้อนไปด้วยสิ)

 

รู้หรอกค่ะ!”

 

ฉันสบถในใจขณะแอบเช็ดมือกับชายเสื้อ จากนั้นค่อยยื่นมือไปดึงช้อนคืน ไม่คาดคิดว่าจังหวะสั้นๆ นั้นคุณรุ่นพี่จะขยับตัวจนปลายจมูกแตะมือฉัน เย็นค่ะ แต่ความร้อนบางอย่างแล่นพล่านไปทั่วร่างฉัน

 

ไม่ไหว... ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยง ขยะแขยงค่ะ!

 

คุณรุ่นพี่เหลือบมองเล็กน้อย

 

หน้าแดงนะรุ่นน้อง

 

.................................................คุกคามทางเพศ

 

           “ไม่ใช่สักหน่อย! อย่าเพิ่งโทรแจ้งตำรวจนะ!” 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สรุปคือคุณรุ่นพี่พาร์ทไทม์อยู่ช่วยฉันทำน้ำแข็งไสเกือบทั้งวันค่ะ ถึงฉันจะทำสายตาเคลือบแคลงรังเกียจเหยียดหยามไล่เท่าไรก็ไม่ไป แถมยังบอกฉันว่าไม่เอาค่าแรง เดี๋ยวนะคะ ช่วยพูดใหม่อีกรอบด้วยค่ะ ขอฉันอัดเสียงไว้หน่อย

 

เขาทำหน้าที่ไสน้ำแข็ง ส่วนฉันราดน้ำหวานค่ะ อีกหน้าที่หนึ่งที่ฉันต้องทำโดยปริยายคือป้อนไอศกรีมเขาอยู่เนื่องๆ ไม่งั้นเขาจะทำตาเศร้าเหมือนลูกหมาตกคลองใส่ฉันค่ะ ดูไม่ได้จริงๆ ช้อนตักไอศกรีมก็สั้นมากจนบ่อยครั้งที่มือฉันไปโดนริมฝีปากเย็นๆ ของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ ดีจัง จะได้รู้ว่ากินไอศกรีมหวานๆ เข้ากับมือเค็มๆ ของฉันดีไหม อร่อยไหมคะ

 

หลังจากเก็บร้านเรียบร้อย คุณรุ่นพี่ก็อ้อนให้ไปเดินเล่นเป็นเพื่อนโดยไม่สนว่าฉันจะโวยวายแค่ไหน ฉันมีธุระต้องรีบไปค่ะ แต่คนคนนี้ก็ทำหน้าหยั่งกะเด็กอนุบาลหลงทางจนฉันปฏิเสธไม่ออกค่ะ นี่ล่ะจุดที่ฉันเกลียดในตัวเขา

 

แสงสีส้มย้อมฟากฟ้า ดวงอาทิตย์ยืนหยัดครึ่งๆ กลางๆ บนเส้นขอบฟ้า ทำให้นึกถึงคนที่พูดว่า ฉันยัง...ไม่ง่วงหรอกนะ ฮ้าววววว~อะไรประมาณนั้น คุณรุ่นพี่ขายาวกว่าฉันแท้ๆ แต่เดินช้าเสียจนฉันอยากแซงให้รู้แล้วรู้รอดเลยค่ะ เขาไม่ได้มองฉัน แต่จับจ้องไปที่เส้นขอบฟ้าแห่งเดียวกันด้วยสายตาเลื่อนลอย น่าเสียดาย ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะดูเท่แล้วก็ได้ เส้นผมของฉันปลิวไสวหลุดลุ่ยจากทรงที่เป็นอยู่

 

รุ่นน้อง...จะกลับไปทำงานที่ร้านแมคเหมือนเดิมใช่มั้ย?

 

ถ้าเปิดเทอมล่ะก็ใช่ค่ะอะไรของคนคนนี้ หัวข้อสนทนาจืดชืดน่าเบื่อชะมัด

 

เขาเบือนหน้าไปทางอื่น พลางพึมพำอะไรบางอย่างคล้ายว่า ค่อยยังชั่วคิดว่าฉันไม่ได้ยินหรือไง คิดอะไรตื้นๆ จังนะคะ แล้วคุณรุ่นพี่ก็ยิ้มละมุนละไมให้ฉัน เลี่ยนเสียจนก้าวเท้าสะดุดไปเลยค่ะ

 

ว่าแต่รุ่นน้องพาร์ทไทม์ล่ะ ทำไมตัวเองถึงต้องทำงานพาร์ทไทม์เยอะขนาดนี้ล่ะ? เป็นแค่เด็กมัธยมไม่ใช่เหรอ

 

ฉันรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อยที่โดนเขาจู่โจมทางจิตใจ จึงอารมณ์เสียขึ้นมาอีกแล้ว หัวข้อสนทนานี้เก่านะคะ ไม่มีอะไรจะพูดแล้วสินะคะ ฉันจ้องเขาตาเขม็งจนเริ่มรู้สึกเมื่อยคอ

 

ทำไมน่ะเหรอเหตุผลธรรมดาๆ ก็มีไม่ใช่หรือไงก็อย่างเช่นมีของที่ต้องซื้อให้ได้ไม่ว่าจะอดอยากปากแห้งแค่ไหนแถมไม่ได้อยู่ในงบประจำวันน่ะ

 

ฉันตอบประชดด้วยน้ำเสียงไม่มีเว้นวรรคเหมือนกำลังสวดมนต์ เขาอึ้งไปเล็กน้อย ครู่ต่อมาก็ก้มหน้ากลั้นหัวเราะ

 

หัวเราะทำไม!? คำพูดของคุณเองนะคะ!”

 

ฉันฉุนเฉียวใส่ พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าอย่างรวดเร็วจนอีกทิศหนึ่งของผืนฟ้าเริ่มมืด เส้นผมของเขาเป็นสีเข้มดูยุ่งเหยิงตัดกับฉากหลัง อยากเอื้อมมือขึ้นไปสัมผัสดูจัง...หวา

 

ก็แค่...ไม่นึกว่าจะจำได้นี่หน่า

 

คุณรุ่นพี่บอกด้วยน้ำเสียงสดใสเสมอต้นเสมอปลาย ทำไมคะ แค่ฉันเป็นคนหน้าตาดีแถมยังสมองดีความจำเป็นเลิศแล้วมันผิดตรงไหน

 

ท่าทางสิ่งที่ฉันคิดคงแสดงออกไปทางสีหน้า คุณรุ่นพี่จึงระบายยิ้มจืดเจื่อนลงเล็กน้อย

 

นั่นสินะ ถูกของเธอ

 

เขาเงียบไป ฉันพลอยโล่งใจที่เขาไม่ซักไซ้ต่อ แต่เมื่อมองเสี้ยวหน้าอันเคร่งขรึมผิดธรรมดาของเขาซึ่งทอดสายตาไกล พลันก็นึกเหงาๆ ขึ้นมา ฉันไม่ใช่เด็กสาวดาษดื่นที่พบได้ในการ์ตูนตาหวานหรอกนะคะ แต่ฉันยังมีความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์อยู่ มือทั้งสองชักไขว้หลังอย่างลืมตัว

 

ก็นะ...

 

คุณรุ่นพี่ว่า ฉันเผลอกลั้นหายใจ เขาไม่ได้หันมามองฉันสักนิด ก่อความรู้สึกประหลาดล้ำในอก อีกฝ่ายถอนใจยาว

 

“…นึกว่าเธอจะใส่ชุดว่ายน้ำซะอีก มาทะเลทั้งทีไม่ลงทะเลหน่อยรึ ถึงจะมาทำงานก็เถอะ ใส่แบบเรียบๆ เหมือนเด็กประถมก็ดี อาจจะเข้ากันกว่าที่คิดก็ได้นะ

 

......................................โรคจิต

 

อย่าเพิ่งด่ากันสิ!”

 

คุณรุ่นพี่ทำเสียงเหมือนร้อนรน ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมากลับระเบิดเสียงหัวเราะ เมื่อกี้นี้แกล้งฉันงั้นหรือคะ!?

 

ขณะที่ฉันหน้าบึ้งไม่รับมุก น้ำเสียงอีกฝ่ายก็เปลี่ยนเป็นเย้าแหย่อย่างสบายอารมณ์

 

นี่รุ่นน้อง ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ จ้องท้องฉันอยู่ได้ ใจเต้นเลยรึ?

 

ไม่ใช่นะ! อื้อ...!!”

 

ขณะที่ฉันบอกปัดอย่างหัวเสีย จู่ๆ คุณรุ่นพี่ก็ขยับตัวว่องไวเข้ามา ข้อมือฉันข้างหนึ่งถูกยืด สัมผัสเย็นชืดรุกล้ำริมฝีปากฉันโดยไม่ทันตั้งตัว ...ลึกเข้าไป

 

อื้ม...

 

รสหวานจัดซึมซาบเข้าสู่ประสาทสัมผัส ครู่ใหญ่กว่าเขาจะถอยห่างออกไปพร้อมทำตาอ่อนโยน

 

อร่อยมั้ย?

 

เขา...เขา...ฉันก็...ฉัน...ฉัน...ฉัน!!

 

เขาป้อนไอติมฉันค่ะ!

 

เมื่อกี้ฉันกำลังอ้าปากจะพูดต่อ อีตานี่คิดอะไรของเขาอยู่นะถึงได้ยัดช้อนไอติมมาแบบไร้มารยาท ไม่สิ ไม่ได้มีหัวคิดอะไรเลยสินะ! แบบนี้ฉันฟ้องร้องได้นะคะ! รสไอศกรีมที่ละลายในปากคือแมคคาเดเมีย รสโปรดฉันเสียด้วย ต่อไปนี้จะกลายเป็นรสที่เกลียดที่สุดแล้วล่ะค่ะ!

 

อร่อยจนพูดไม่ออกเลยเหรอ?

 

เขาถามกลั้วหัวเราะ ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าอ้าปากค้างจึงรีบกลบเกลื่อนด้วยการยกมือขึ้น แต่มือขวากลับโดนมือเขาจับแกว่งเบาๆ อย่างทะนุถนอม สมองฉันฉาบไปด้วยไอร้อนจนคิดอะไรไม่ออกแล้วค่ะ! หันซ้าย หันขวา ฉันจึงตัดสินใจอย่างชาญฉลาดด้วยการบดขยี้เท้าลงบนเท้าเขาโดยไม่ออมแรง

 

โอ๊ย!”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฉันชื่อฮัตสึเนะ มิกุ เป็นเด็กสาวแสนชาญฉลาดผู้รู้จักวิธีบริหารตารางชีวิตค่ะ

 

ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน ฉันจะคำนึงถึงการใช้เวลาอย่างมีประโยชน์สูงสุดและสามารถจัดแจงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ปล่อยโอกาสหลุดมือไปได้โดยง่าย แม้จะมี ตัวอะไรบางอย่างมาทำให้อารมณ์เสียปั่นป่วน แต่ฉันรู้จักแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันค่ะ

 

ดังนันจึงไม่แปลกที่งานเทศกาลริมทะเลคืนนี้ จะมีตัวฉันในชุดยูกาตะไปยืนช่วยขายสายไหม ท่ามกลางความคึกคักของเหล่าฝูงชน เด็กๆ ล้วนถูกความงามของฉันล่อลวงทั้งนั้นแหละค่ะ ...โกหกค่ะ ฉันร้อนจนเหงื่อไหลเต็มหน้าแล้ว กำลังพยายามปั้นยิ้มสุดชีวิตเพื่อไม่ให้สีหน้าที่แท้จริงเผยออกไป

 

ฮ่ะๆ ดีมากเลยนะฮัตสึเนะ มีเด็กสาวๆ มาช่วยขายนี่มันดีจริงๆ เธอคงได้ส่วนแบ่งเพิ่มแล้วล่ะคุณลุงเจ้าของร้านหัวเราะร่าขณะปั่นสายไหมด้วยมือเดียว ไม่กลัวน้ำลายกระเด็นลงไปในสินค้าหรือคะ คุณเจ้าของร้าน

 

ฉันหันขวับไปหา แม้จะปั้นยิ้มให้ลูกค้า แต่กับตาแก่ไร้จิตสำนึกคนนี้ ท่าทางฉันจะแสดงออกทางสีหน้าไปอย่างเต็มที่เลยล่ะค่ะ ฝ่ายนั้นถึงได้สะดุ้งแล้วหันไปผิวปากทางอื่น

 

ขอบคุณค่ะ

 

ฉันว่าห้วนๆ ตามมารยาท ฉันมีความสามารถในการปรับยิ้มให้ลูกค้าได้โดยอัตโนมัติศูนย์จุดแปดวินาทีเองค่ะ ขนาดเสียงฉันยังฟังดูน่ารักนะคะ ปรับเปลี่ยนได้ไม่ว่าจะเสียงพี่สาวใจดี เสียงสาวน้อยใสซื่อ เสียงสาวน้อยขี้อ้อน เสียงนักเรียนวัยรุ่นผู้มั่นใจในตัวเอง จะว่าไปฉันเนี่ยเป็นพนักงานขายดีเด่นเลยนะคะ ฮึ!

 

แต่ว่านะ

 

เอ้า รุ่นน้องพาร์ทไทม์ เจอกันอีกแล้วนะ

 

ไม่มีใครสอนเลยนะคะว่าเสียงแบบไหนถึงรับมืออีตาคุณรุ่นพี่ได้

 

คุณตามฉันมาหรือคะ!?

 

ฉันตีหน้าไม่พอใจรุนแรงโดยสัญชาตญาณ ไม่สนว่าเด็กน้อยสองคนที่เพิ่งซื้อสายไหมไปจะสะดุ้งและร้องไห้จ้า คุณรุ่นพี่พาร์ทไทม์ในชุดไปรเวทเสื้อคอกว้างสีขาวร้องโอ๊ะแล้วพึมพำทำนองว่า มองกันในแง่ร้ายจังนะ

 

ฉันมาเดินงานเทศกาลต่างหาก

 

ถ้าไม่มีธุระอะไรก็อย่าบังหน้าร้านสิคะฉันตัดบทอย่างไร้เยื่อใย

 

ฝ่ายนั้นยัดช้อนไอศกรีมเข้าปากแล้วเดินใกล้เข้ามา ตอนมองช้อนไอศกรีมฉันยังนึกขยะแขยงอยู่เลยค่ะ คุณรุ่นพี่แทรกตัวเข้ามาหลังร้านรวดเร็วจนฉันอ้าปากห้ามไม่ทัน

 

โอ๊ส รบกวนด้วยนะครับ

 

หืม เพื่อนของฮัตสึเนะเหรอ เชิญเลยๆ

 

คุณเจ้าของร้านคะ จะใจง่ายก็ให้มันรู้จักเวล่ำเวลาซะบ้าง!

 

ฉันกระแทกมืออย่างไม่พอใจ แต่ยังหันไปรับสายไหมส่งต่อให้ลูกค้าพร้อมยิ้มหวานเป็นธรรมชาติ เห็นไหมคะ ฉันบอกแล้วว่าฉันแยกแยะได้

 

เพิ่งเคยเห็นคนทำสายไหมใกล้ๆ นี่ล่ะครับ

 

คุณรุ่นพี่ยื่นหน้าไปดูใกล้ๆ คุณเจ้าของร้านยิ้มแฉ่งอย่างภาคภูมิใจ ขณะที่ฉันหันกลับไปรับแท่งสายไหม ก็จงใจทำเป็นกระทุ้งศอกใส่เพื่อให้เขารู้ว่าตัวเองเกะกะเพียงใด ทว่าดันพลาดเป้า เพราะอีกฝ่ายหันไปเงยหน้ามองฟ้า

 

ใกล้เวลาจุดพลุแล้วนะครับ

 

นั่นสินะ คนน้อยลงแล้วแฮะ เฮ้ย ฮัตสึเนะ จบพลุชุดท้ายก็ปิดร้านได้นะคุณเจ้าของร้านว่า ค่ะได้ค่ะ ก่อนหน้านี้ฉันอยากยืดเวลาออกไปเพื่อจะได้เงินโบนัสเพิ่ม แต่พอเห็นหน้าคุณรุ่นพี่แล้วหมดอารมณ์ค่ะ

 

คุณรุ่นพี่ได้ยินคุณเจ้าของร้านเรียกชื่อฉันก็หันมาหาราวกับเพิ่งรู้ตัว การเบือนหน้าจากท้องฟ้ายามราตรีอันมืดมิดแล้วเอียงคอนิดๆ เป็นท่วงท่าที่มีเสน่ห์ใช้ได้เลยค่ะ ติดแต่ว่าหน้าตาไม่ให้ เขาตักไอศกรีมแล้วยื่นมาทางฉัน หยั่งกะคิดว่าฝ่ายนี้ชอบกินเสียเต็มประดา ฉันทำเป็นไม่เห็น

 

รุ่นน้องไม่ชอบไอติมเหรอ

 

เสียงทุ้มๆ หงอลงเล็กน้อย ฉันเชิดหน้าทำเหมือนเขาเป็นอากาศธาตุต่อไป

 

งั้นชอบกินอะไรล่ะ?

 

สงสัยแผนทำเป็นไม่สนคงไม่ได้ผล เพราะคุณเจ้าของร้านหันไปตอบอย่างว่องไวเสียจนน่าถีบเลยค่ะ

 

ต้นหอมน่ะสิ เมื่อตอนเย็นยังแย่งไปซะหมดจาน คัดเอาไปแต่ต้นหอมนั่นแหละ

 

ต้นหอมเหรอ…”

 

คุณรุ่นพี่พาร์ทไทม์ทำหน้าครุ่นคิด ฉันเบือนหน้าไปทางอื่น จะทำไมคะ ชอบกินของที่ดูเหมือนเอาไว้ไล่ผีมากกว่าใช้กินแล้วมันผิดตรงไหน หาเรื่องกันสินะคะ แล้วก็เลิกทำหน้าเหมือนฉันเป็นของเล่นของคุณสักที!

 

ฮัตสึเนะ หน้าแดงแล้วนา

 

คราวนี้คนที่ทักเป็นคุณเจ้าของร้าน ฉันตวัดตาเขียวใส่ทันทีจนอีกฝ่ายเงียบกริบ

 

มวลชนเริ่มเบาบางขึ้นทุกที จำนวนลูกค้าก็ถี่น้อยลง แต่ฉันพยายามทำตัวให้ยุ่งไว้เพื่อจะได้ไม่ต้องเสวนากับคุณรุ่นพี่ผู้ทำตาน่าขนลุกกับตาลุงแก่ไร้เซ้นต์ ให้ตายเถอะค่ะ ชีวิตสาวม.ปลายบริสุทธิ์ผุดผ่องปานดอกไม้แรกแย้มของฉัน ไหงมาอยู่กับพวกลุงๆ ไร้กึ๋นพวกนี้ล่ะคะ?

 

ฉันยุ่งจนต้องใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่ออย่างไม่คำนึงถึงมารยาทเท่าไร ตรงกันข้ามกับจำนวนลูกค้าที่แทบเป็นศูนย์ ไปๆ มาๆ ไม่รู้ทำไมคุณรุ่นพี่พาร์ทไทม์ถึงได้เกะกะมากขึ้นทุกที หยั่งกะว่าเขาขยับมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ฉันอดไม่ได้ที่จะค้อนขวับใส่อย่างหัวเสีย

 

เขาเอื้อมมาซับเหงื่อที่หน้าผากให้ฉันค่ะ ฉันไม่อยากพูดด้วยเลยเดินหนีไปเสียเฉยๆ มือนั้นร่วงหลุดไปอย่างหงอยเหงา ทว่าตอนนั้นเองฉันก็ได้ยินเสียงเด็กร้อง

 

ปกติฉันไม่สนใจหรอกค่ะ เพราะฉันไม่ใช่คนรักเด็ก แต่นี่ไม่ใช่แค่เสียงเด็กน้อยร้องไห้หาแม่อย่างน่ารักน่าเอ็นดูหรอกค่ะ แต่เป็นเสียงตระโกนทะเลาะอย่างน่าตกใจ ฉันรีบเดินไปดูหน้าร้าน เผื่อจะเรียกตำรวจมาจับข้อหามลพิษทางเสียงและเป็นการหาอะไรทำไปในตัว

 

นี่! หยุดร้องไห้ซะที เดี๋ยวก็ทิ้งซะเลยนี่!”

 

ตะ แต่ว่าสายไหมของหนูแง แง๊~~~~~~~~~~~~~!!”

 

โอ๊ย! หนวกหูโว๊ย!”

 

เด็กผู้ชายที่ตัวโตที่สุดในกลุ่มตระโกน ฉันเผลอพยักหน้าเห็นด้วยไปแล้วค่ะ คงไม่มีใครเห็นมั้ง เด็กผู้ชายสามคนอายุราวๆ วัยมัธยมต้นทำท่าปิดหูหนีเสียงกระจองอแงของเด็กหญิงตัวเล็กในชุดเอี๊ยมอย่างพร้อมเพรียง เป็นแก๊งที่สามัคคีน่าชื่นชมดีจังค่ะ ถึงฉันจะรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัดและไม่ชอบเด็ก แต่ฉันแจ้งตำรวจจับเด็กหญิงแสนโลลิแบบนี้ไม่ไหวหรอกค่ะ พระเจ้ากำลังทดสอบฉันอยู่สินะคะ

 

เฮ้ ทุกคน หนียูกิกันเถอะเด็กชายคนหนึ่งเสนอขึ้นมา เฮ้วน่าดูเลย ฉันไม่ชอบเด็กผู้ชายยิ่งกว่าค่ะ พวกเขาทำหน้าตาสดใสราวกับคิดว่ามันเป็นเกมที่สนุกสุดยอด

 

ยะ อย่าทิ้งเค้านะ…”

 

พร้อมนะ หนึ่ง สอง สาม!”

 

ทันทีที่นับสาม ร่างเด็กชายทั้งสามก็พุ่งกระจายแทรกผู้คนหายไปตามร้านรวง เหลือเพียงเด็กหญิงตัวน้อยที่แหกปากร้องไห้ดังขึ้นๆ

 

แงแง แง๊~~~~~~~~~~~!!”

 

บรรดาพ่อค้าแม่ขายเริ่มหันไปมองหน้ากันราวกับลองใจว่าใครจะเดินไปจัดการตัวปัญหาเป็นคนแรก ฉันรำคาญค่ะ แถมรังสีความโลลี่แผ่ออกมาจากตัวเด็กหญิงอยู่รำไรก็เกินต้านทาน ฉันไม่รักเด็กก็จริงแต่เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นสาวกโลลิค่อนโดยสมบูรณ์ซะแล้ว ฉันจึงเดินอ้อมออกไปโดยทิ้งร้านไว้กับพวกคุณลุงๆ

 

หนูน้อย เป็นอะไรเอ่ย เด็กดีไม่ร้องไห้นะคะ เอ้านี่ไงสายไหม

 

ฉันย่อตัว หลอกล่อพร้อมโบกสายไหมในมือ (ซึ่งจิ๊กมาจากร้านดื้อๆ) คุณหนูน้อยที่ร้องไห้ขี้มูกโป่งแต่พยายามเช็ดไม่ให้เลอะเสื้อตัวสวยไปด้วย ช่างโมเอะอย่างร้ายกาจค่ะ! เด็กน้อยเอื้อมมือมารับอย่างลังเล

 

ขะ ขอบคุณค่ะ พี่สาว…”

 

พี่สาว…! ดาเมจของคำคำนี้มันช่างรุนแรงนัก ฉันจะเลือดหมดตัวแล้วนะคะ!

 

เด็กหญิงรับสายไหมสีชมพูไปด้วยมืออันสั่นเทา กวาดสายตาไปรอบๆ โดยไม่แตะต้อง จากนั้นริมฝีปากจิ้มลิ้มสีชมพูก็ค่อยๆ เบะออก

 

พี่ๆ หายไปหนายอ่ะอยู่ไหนแล้ว อ่ะฮึก แง๊~~~~~!!”

 

หวา! ฉันเผลอชักมือขึ้นปิดหู แต่นึกได้ว่ามันทำลายภาพลักษณ์พี่สาวแสนดีจึงลดมือลง คลี่ยิ้มหวาน

 

เดี๋ยวพี่พาไปหาเองนะ เอามั้ย หนูหยุดร้องไห้ก่อนนะ ไม่เก่งเลยฉันพยายามเลือกใช้คำพูดง่ายๆ แต่ไม่มีผลต่ออีกฝ่าย

 

พี่พี่จ๋าแง๊~~~~~~~~~!!~”

 

อึ๋ยยยยย ฉันคุยกับเด็กไม่เก่งจริงๆ ด้วยค่ะ พูดตรงๆ คือฉันกำลังลนลานพอสมควร

 

ระ ร้องไห้ไม่สนุกเลยนะ มาร้องเพลงกันดีกว่านะ เอ้า มาร้องเพลงกัน

 

แง๊~~~”

 

เช็ดน้ำตาแล้วไปร้องเพลงสนุกๆ กันเถอะ อ่ะค่อยๆ หยุดสะอื้นหรือยังเอ่ย

 

แง๊~~~”

 

หวา~ ร้องไม่ได้หรือจ้ะ งั้นพี่ร้องให้ฟังเอามั้ย หยุดสะอื้นก่อนน้า เอ้าดูนี่สิ!”

 

ฉันใช้คำพูดมั่วไปหมดแล้วค่ะ จึงตัดสินใจลุกพรวดขึ้นโพสท่าตลกๆ อย่างไม่อายอีกต่อไป ได้ผล! คุณหนูน้อยเงยหน้ามองอย่างสนใจใคร่รู้ ฉันรีบเปลี่ยนท่าเพื่อเรียกความสนใจไว้ให้ได้มากที่สุดก่อนที่เธอจะเริ่มร้องไห้ต่อ

 

“Sekai de ichiban ohime sama…”

 

น่าขายหน้าจริงๆ ค่ะ ใครๆ พากันมองฉันหมดแล้ว แต่ฉันมองเพียงใบหน้าเลอะน้ำตาแสนน่ารักน่าสงสารของเด็กหญิงตัวน้อย แล้วตัดสินใจหลับหูหลับตาร้องต่อไป คงเป็นการพลีชีพของฉันนะ

 

“sou iu atukai kokoroete…yo ne!”

 

ฉันขยับตัวไปตามเพลงชนิดสุดฤทธิ์สุดเดช เป็นเพลงบ้าๆ บอๆ ที่ฉันแต่งขึ้นมาด้วยความจูนิเบียวสมัยอยู่ม.ต้นน่ะค่ะ ไม่คิดว่าชีวิตนี้ต้องร้องอีก ฉันนึกเพลงอื่นไม่ออกค่ะ แต่ถ้ามันไม่น่าขำขนาดนี้ ฉันก็คิดว่าทำนองเพลงค่อนข้างน่ารักนะคะ ชักมีความมั่นใจขึ้นมาแล้ว

 

ฉันเชิดหน้ายิ้มร้ายกาจ ใส่ความเอาแต่ใจลงไปเต็มที่ เพื่อช่วยคุณหนูน้อยคนนี้แล้ว แต่ให้ต้องเอาปี๊บคลุมหัวไปสิบปีก็ยอมค่ะ!

 

“sono ichi itsumo to chigau kamigata ni kigatsuku koto

sono ni chanto kutsu made mirukoto ii ne?
sono san watashi no hitokoto niwa mittsu no kotoba de henji suru koto
wakattara migite ga orusu nano wo nantoshite!


betsuni wagamama nante ittenain dakara
kimi ni kokoro kara omotte hoshiino kawaiitte

 

 

Sekai de ichiban ohime sama

kigatsuite nee nee
mataseru nante rongai yo
watashi wo dare dato omotteruno?
mou nandaka amai mono ga tabetai!
imasugu ni yo

 

ข้อแรก ต้องสังเกตทรงผมฉันทุกวัน

ข้อสอง สังเกตตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยล่ะ

ข้อสาม ฉันพูดหนึ่งคำ ต้องตอบสามคำ

ถ้าเข้าใจแล้ว ก็ช่วยทำอะไรกับมือขวานี่ทีสิ!

เปล่านะ ฉันไม่ได้พูดเอาแต่ใจซะหน่อย
อยากจะให้เธอคิดออกมาจากใจ
ว่าฉันน่ารัก

 

ฉันเป็นเจ้าหญิงหนึ่งเดียวในโลกนี้นะ!

รู้ตัวซะทีสิ นี่
อย่าปล่อยให้ฉันคอยนะ
คิดว่าฉันเป็นใครกัน?

อ้ะ จู่ๆ ก็อยากกินของหวานแฮะ ไปเอามาเดี๋ยวนี้เลยนะ!

 

[ฉันว่าที่ฉันกล้าร้องเพลงแบบนี้ คงเป็นเพราะฉันน่ารักจริงๆ นี่คะ ฮะๆๆ]

 

fui ni dakishimerareta kyuu ni sonna e!?

 

แล้วเธอก็พูดว่า "เดี๋ยวโดนชนหรอก อันตรายนะ" แล้วหันไปทางอื่น

...ทางนี้อันตรายกว่าอีก!

 

เสียงปรบมือดังกระหึ่มทันที ไม่รู้ว่ามีคนมามุงมากมายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร มีทั้งเสียงเป่าปากและสายตาชื่นชมสนใจ ฉันสะดุ้ง หน้าร้อนผ่าวขึ้น แต่มองจดจ่อเพียงคนตัวเล็กตรงหน้า ก็ฉันทำเพื่อเด็กหญิงคนนี้คนเดียวนะคะ จะได้ผลไหม

 

ฮิฮิๆ พี่สาวน่ารักจัง!”

 

เย้! ฉันลดมือลง ใบหน้ามอมแมมของเด็กน้อยพลันสดใสขึ้นทันตา น่ารักค่ะ ความเขินอายในตัวฉันได้หายไปหมดแล้ว ฉันย่อตัวลงไปหาเธอโดยไม่สนใจชุดที่สวมเกะกะ

 

ฮิ อย่างนั้นหรือจ้ะ หนูก็เป็นเจ้าหญิงที่น่ารักที่สุดเหมือนกัน!”

 

ฉันไม่รู้หรอกค่ะว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร ใครจะมองอยู่ ตอนนี้เราทั้งคู่กลายเป็นเจ้าหญิงตัวน้อยด้วยกัน

 

มีเพียงความรู้สึกนี้อัดแน่นอยู่ในอก

 

เหมือนกับอะไรสักอย่าง อะไรน้าฉันนึกอยู่ในใจ ติดอยู่ที่ริมฝีปาก

 

ปัง!

 

จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น แต่ไม่ใช่เพียงครั้งเดียว เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้คุณหนูน้อยตกใจแล้วกระโดดกอดคอฉัน ก่อนเงยหน้ามองฟ้าพร้อมกัน

 

อ้อ ใช่แล้ว ความรู้สึกที่เหมือนดอกไม้ไฟ

 

ฉันบอกตัวเองเงียบๆ ขณะกอดร่างเล็กมองฟ้ากว้างที่ค่อยๆ แต่งแต้มด้วยประกายแห่งดอกไม้ไฟฉูดฉาด

 

พวยพุ่งเหมือนดอกไม้ไฟ ดึงดูดด้วยสีสันละลานเหมือนดอกไม้ไฟ ร่วงโรยอย่างสงบเหมือนดอกไม้ไฟ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

งั้นบ้านหนูอยู่ไหนเหรอครับ?

 

รู้ตัวอีกที ใครบางคนก็เข้ามาใกล้ในระยะที่ทำให้ตกใจ ตั้งแต่เมื่อไรกันฉันละสายตากลับมามองอย่างประหลาดใจ คุณรุ่นพี่พาร์ทไทม์นั่นเอง เขากำลังมองร่างเล็กบนบ่าฉันด้วยแววตานุ่มนวล อี๋ วิธีพูดอะไรแบบนั้นคะ น่าขยะแขยงชะมัด

 

แต่ตัวฉันผู้กำลังคิดแบบนั้น กลับไม่รู้สึกไม่พอใจแม้แต่น้อย

 

อยู่ตรงนั้นอ่ะ

 

คุณหนูน้อยตอบอย่างไม่มั่นใจนิดๆ ฉันถอนใจเฮือก

 

ถามแบบนั้นแล้วเด็กจะรู้เรื่องเหรอคะรุ่นพี่

 

ฉันว่าอย่างคนเป็นผู้ใหญ่สมควรพูด ไม่ใช่วิธีพูดซื่อๆ ของเขาแน่นอน อีกฝ่ายเกาหัวแกรก

 

อืม งั้นเดี๋ยวฉันพาน้องคนนี้ไปสถานีตำรวจเอง รุ่นน้องไปเก็บร้านเถอะ เดี๋ยวโดนหักค่าแรงนะ

 

แต่คราวนี้คุณรุ่นพี่กลับพูดเรื่องที่สมเหตุสมผลออกมาจนฉันอ้าปากค้าง แย้งไม่ได้ แต่ว่านะ! ฉันมองมือน้อยๆ เกาะเสื้อฉันแล้วให้นึกอยากเถียงหัวชนฝาทั้งๆ ที่ไร้เหตุผล ทำไมฉันถึงเอาแต่ใจอย่างนี้นะ ยังน่ารักอยู่แท้ๆ

 

แต่…”

 

ฉันไม่ทันคิดประดิษฐ์ถ้อยคำให้มันดูสมจริงเลยค่ะ คุณเจ้าของร้านก็ชะโงกหน้าออกมาอย่างเหมาะเจาะน่ารังเกียจ

 

ไม่ต้องๆ ฉันเก็บเองแปบเดียว เดี๋ยวเงินค่าแรงจะฝากไปกับฟุตาริซังนะ

 

นั่นเป็นชื่อคุณป้าเจ้าของร้านริมหาดค่ะ ฉันอุ่นใจทันทีที่จะได้ไปส่งคุณหนูน้อย แต่เมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นแปลกๆ ของคุณรุ่นพี่ก็นึกเอียนขึ้นมา เอ่อ ฉันต้องไปกับอีตานี่ด้วยเหรอคะ?

 

ฉันไปคนเดียวดีกว่านะคะ

 

คงได้เรื่องกว่าให้คุณไปแน่นอนค่ะ

 

ไม่เป็นไรหรอก ดึกแล้ว ฉันไปด้วยดีกว่า อืม หนูชื่ออะไรครับ?

 

คุณรุ่นพี่พาร์ทไทม์หันไปหาคุณหนูน้อยด้วยรอยยิ้มขนานแท้และดั้งเดิม ขณะที่ฉันค่อยๆ ปล่อยให้เด็กหญิงยืนด้วยตัวเอง แต่เธอยังเกาะไหล่ฉันไว้ ไร้เดียงสาจังนะคะ

 

ยูกิค่ะ ฮ้าวววววววว

 

คุณหนูยูกิที่ชื่อนุ่มนิ่มน่ารักเหมือนปุยนุ่น เปิดปากหาวด้วยท่าทางน่าเอ็นดู คุณรุ่นพี่หันมายิ้มให้ฉัน ทำหน้าสดใสทำไมมิทราบคะ ฉันว่าร้อนจะเป็นลมมากกว่า ฉันหุบยิ้มทำหน้าบึ้งใส่เขาทันที เขาจึงขยับเข้าไปลูบหัวเด็กหญิงซึ่งตาปรือลงจนไม่ทันระวังตัว

 

ให้พี่อุ้มดีกว่ามั้ย? ยูกิจังจะได้นอนเลย ง่วงใช่มั้ยล่ะ เนอะ

 

เขากล่อมอยู่สองสามคำก็อุ้มร่างเด็กน้อยขึ้น ดีมากค่ะ เหมือนโจรลักพาตัวเด็กไม่มีผิด ฉันรีบขยับเข้าไปยืนขนาบ จะได้ไม่มีใครโทรแจ้งตำรวจมาจับ จากนั้นฉันก็ลองเอื้อมมือไปลูบหัวยูกิบ้าง หวานุ่มค่ะ เด็กอะไรไม่รู้น่ารักที่สุดเลยแฮะ ฉันอยากลูบอีกทีแต่เมื่อยแขนแล้ว เพราะคุณรุ่นพี่ดันเกิดมาตัวสูงกว่าฉันนี่คะ

 

ไปกันเถอะคุณรุ่นพี่พาร์ทไทม์บอกฉัน แต่ก่อนจะออกเดิน ยูกิก็ใช้มือเล็กๆ จับผมฉันไว้

 

พี่สาวร้องเพลงให้ฟังหน่อยสิ

 

เอ จะดีเหรอฝ่ายที่ตอบกลับเป็นคุณรุ่นพี่ มารยาทดี๊ดีจังค่ะ ฉันยังไม่ทันอ้าปากเลย แต่พี่สาวเค้าตัวเล็ก~ ออกนะ ยูกิจังจะได้ยินเสียงเหรอ

 

คุณรุ่นพี่พูดพร้อมเหลือบมองฉัน สายตาเอ็นดูนั่นมันอะไรคะ! สบประมาทกันไปหน่อยแล้ว ฉันเชิดหน้า หลังตรงแน่ว แต่ยังสูงไม่พ้นบ่าเขา ฉันเริ่มเดือดขึ้นมาจริงๆ แล้วนะคะ!

 

เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก! ฉัน…”

 

งั้นเดี๋ยวพี่ร้องให้ฟังเองนะ

 

อย่าทำเมินกันนะคะ!”

 

ฉันหน้าง้ำงอกระทืบเท้าแรงๆ ทว่าคุณรุ่นพี่เริ่มร้องท่อนแรกของเพลงแล้ว ไม่สนท่าทีของฉันโดยสิ้นเชิง ฉันน่าจะโกรธจัดแท้ๆ แต่กลับนิ่งฟังอย่างเย็นใจลงทีละน้อย ทีละน้อย โทนเสียงนุ่มทุ้มละมุนกระจ่างใสอยู่ในบรรยากาศยามค่ำคืน

 

“hitotsu akubi senobi shite

Kyou mo ohayou genkikai

Junbi to dottara

Doko e yukouka

 

Sutekina basho e

Tsurete yuku yo

 

Kimi ga kimete iiyo

Boku wa tada no naito

Otenba kimi wa kowaimono shirazu

Kimi ga kimete iiyo…”

 

จะให้เธอตัดสินใจ

เพราะผมเป็นเพียงอัศวิน

“ochitemo uketomete ageru…”

ถ้าตกลงมา จะรับไว้เอง

ผมเป็นอัศวินฝึกหัดครับ

 

“kimi dake no naito”

จะเป็นอัศวินของเธอคนเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลับไปแล้วนะคะ

 

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉันก้าวเท้าตามร่างของทั้งคู่ เอียงคอมองดวงหน้ากลมยุ้ยของคุณหนูยูกิผล็อยหลับไปแล้ว ฉันก็นึกง่วงขึ้นมาเหมือนกัน จนเผลออิจฉาเด็กน้อยขึ้นมาแวบหนึ่ง ท่าทางสบายจังนะคะ ว่าแต่สถานีตำรวจเนี่ยทำไมไกลจัง เราเดินออกห่างจากฝูงชนกระทั่งสรรพเสียงยังเงียบสงบ

 

รุ่นน้อง เมื่อยมั้ย?คุณรุ่นพี่ถามโดยไม่หันมา คงเพราะกลัวจะสะเทือนถึงคนที่หลับปุ๋ยในอ้อมแขน

 

ไม่ค่ะโกหกคำโต ฉันแทบทรุดลงไปกองกับพื้นแล้วนะคะ

 

ให้อุ้มด้วยมั้ย?

 

ขอปฏิเสธค่ะ

 

ในตอนนั้นเอง เด็กผู้ชายคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบมาหาพลางร้องเรียก คุณรุ่นพี่หยุดกึกทันที ทำเอาฉันที่กำลังใจลอยถึงสตรอเบอร์รี่ช็อตเค้กของโปรดเดินชนเขาดังปึก บอกกล่าวกันก่อนก็ได้นะคะ (คิดคำด่าไม่ออกเพราะง่วงแล้วค่ะ)

 

คุณครับ ผมมารับ เอ่อ น้องสาวผมเด็กคนนั้นหอบหายใจไปพลางยื่นมือไปทางร่างยูกิ

 

เด็กคนนี้ใส่แว่น แว่นอ้อ แว่น นึกออกแล้วค่ะ เขาเป็นหนึ่งในเด็กผู้ชายที่วิ่งหนียูกิไปในทีแรกนั่นเอง แล้วจะมาแสดงความรับผิดชอบอะไรตอนนี้มิทราบคะ โดนแม่ดุมาเหรอ? หรือว่าเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองมีน้องสาว? ฉันคิดอย่างไม่ชอบใจขณะที่คุณรุ่นพี่ย่อตัวลง

 

เธอเป็นพี่ชายเหรอ?

 

ครับ ประมาณนั้นแทนที่เด็กชายจะปลุกยูกิ เขากลับรับร่างเด็กหญิงไปอุ้มเองอย่างนุ่มนวลด้วยสองแขน ท่าทางเด็กคนนี้จะเป็นคนฉลาด แต่สงสัยต่อมศีลธรรมจะบกพร่องนะคะถึงได้กล้าทิ้งเด็กผู้หญิงแสนโมเอะขนาดนี้ ฉันหรี่ตาจับผิด เด็กคนนั้นยิ้มแห้งๆ

 

ขอโทษนะครับ เพราะคนอื่นบอกว่าจะเล่นอย่างนั้น ผมก็ขัดไม่ได้แววตาที่เด็กชายมองน้องสาวค่อนข้างอ่อนโยน เป็นผู้ชายที่อ่อนแอน่าดูนี่หน่า

 

นั่นสิ พี่เข้าใจ

 

อ้าว คุณรุ่นพี่คะ จะไปเห็นด้วยหาพระแสงเลเซอร์อะไรคะ

 

แต่ว่า…!”

 

เด็กคนนั้นกระชากเสียงอย่างรุนแรงคล้ายอยากโต้เถียง ทว่าคุณรุ่นพี่กลับยืนขึ้นเพื่อให้ระดับสายตาใกล้เคียงกัน แล้วใช้นิ้วแตะริมฝีปาก อีกมือหนึ่งแตะสาบเสื้อ

 

ใช่แล้ว แต่ว่านะเธอรู้สึกเจ็บปวดไม่ใช่เหรอ

 

ฉันนิ่งฟังอย่างไม่เข้าใจนัก เขาพูดอะไรกันเหรอคะ คนฉลาดสุดขั้วอย่างฉันถึงได้ไม่เข้าใจ แต่เด็กคนนั้นกลับนิ่งอึ้ง สรุปคือฉันโง่อยู่คนเดียวสินะคะ?

 

เธอน่ะ คิดว่าแค่เล่นกันเฉยๆ แต่กลับเจ็บปวดจนต้องกลับมาตามหาน้องสาว เพราะอะไรน่ะหรือ…”

 

จะตัดสินคนอื่นง่ายไปไหมคะ

 

“…ก็เพราะว่าเธอเป็น พี่ชายไงล่ะ

 

ทว่าฉันกลับแย้งออกไปไม่ได้

 

เด็กชายแว่นเบิกตามองคนพูดผ่านแว่นตากรอบเหลี่ยมของเขา ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงลดสายตาลงมองคนที่กำลังหลับไม่รู้เรื่อง นิ่งและนาน ด้วยแววตาอ่านไม่ออกใต้เงามืด ฉันก็ลดสายตาลงต่ำเช่นกัน

 

จำความรู้สึกนี้ไว้ให้ดีๆ ล่ะ

 

ไม่ค่อยเข้าใจหรอกค่ะ แต่คนอย่างคุณพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้ ก็คงพอมีหัวคิดอยู่บ้างมั้งคะ

 

ขอบคุณครับ

 

อ้ะฉันร้อง เพราะเมื่อเด็กคนนั้นพูดจบก็หมุนตัววิ่งเหยาะๆ จากไป โดยที่คุณรุ่นพี่ไม่มีทีท่าจะรั้งตัวไว้ เขามองตามและยิ้มละไม

 

ก็ไม่ใช่คนไม่ดีนี่หน่า ดีจังเนอะที่ยูกิจังมีพี่ชายแบบนั้น เนอะรุ่นน้องรุ่นน้อง?

 

เมื่อคุณรุ่นพี่พาร์ทไทม์หันกลับมา ฉันก็หันหน้าไปทางอื่นแล้ว

 

หวังสุดชีวิตว่าความมืดจะพออำพรางสีหน้าฉันไว้ได้

 

ง่วงแล้วเหรอ?

 

เขาถามด้วยน้ำเสียงกึ่งขัน ฉันกระแทกเท้าเบาๆ ฉันง่วงก็จริง แต่ไม่ได้จะหลับแหล่มิหลับแหล่อย่างเมื่อกี้ เพราะราวกับมีกระแสร้อนระอุบางๆ แล่นไปทั่วร่าง

 

กลับกันเถอะ

 

ฉันไม่ได้ตอบเขา เราเดินเคียงกันกลับไปทางเดิม ฉันเดินตรงแน่วเลยไม่ยอมหันเลยค่ะ เพราะฉันกำลังถูกรบกวนด้วยความรู้สึกอยากหันไปมองเขาอย่างรุนแรง แต่ไม่กล้า เพราะกลัวเขาจะยิ้มให้ ทำไมฉันต้องกลัวด้วยล่ะคะ? ก็แค่รอยยิ้มน่าเบื่อเหมือนทุกที ทำไมฉันต้องกลัว? ฉันหาคำตอบไม่ได้และหงุดหงิดกับความคิดนั้น ทำไมฉันผู้เพอร์เฟคสุดๆ ถึงได้ไม่เข้าใจอะไรงี่เง่าแบบนี้ด้วยนะ

 

ฉันอ้าปากหาวน้อยๆ อย่างหงุดหงิด พอจะเหวี่ยงแขนไปข้างหลังแรงๆ ก็พบว่าถูกจับมือไว้ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้

 

อยากตายเหรอคะ?

 

ตรงเกินไปแล้วเสียงหัวเราะเหนือหัว มือรุ่นน้องอุ่นดีนะ

 

มือคุณเย็นไปต่างหาก แต่มือเขามีไออุ่นขึ้นเล็กน้อยหลังจากวางถ้วยไอศกรีมทิ้งไว้ที่ร้าน ฉันหมดแรงจะต่อล้อต่อเถียงกับเขาแล้ว จึงปล่อยให้มือตัวเองถูกเกาะกุมไปเรื่อยๆ ฉันยังไม่กล้ามองเขาค่ะ

 

ว่าแต่ ตอนนั้นน่ะรุ่นน้องร้องเพลงอะไรเหรอโอ๊ย!”

 

ฉันผู้กำลังปั่นป่วนอย่างประหลาด พอได้ยินคำถามเห่ยๆ ก็สามารถกระโดดเอาหัวโขกคางอีกฝ่ายได้อย่างแม่นยำ ความรู้สึกปั่นป่วนหายวับไปในพริบตา

 

ถ้าอยากมีชีวิตต่อไปก็หุบปากซะนะคะ

 

โอ๊ย โอเคเลย โอเคเขากุมคางตัวเองร้องโอดโอย ทว่าไม่ปล่อยมือจากฉัน ฉันจิ๊ปากอย่างรำคาญก่อนเบือนหน้าไปทางอื่น

 

ฝีเท้าฉันช้าลง

 

เงียบจังนะคะ

 

คุณรุ่นพี่ไม่คิดจะพูดอะไรอีกเหรอคะ ฉันรู้สึกว่าสายตาเขาจับจ้องมาที่ฉัน ขณะเดียวกันก็วูบวาบแปลกๆ ไม่รู้สิ จู่ๆ ก็นึกถึงภาพเขากำลังพูดกับเด็กชายคนนั้นอย่างจริงจัง อันที่จริงนั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันเห็นเขาทำแบบนั้น ยังมีตอนเลิกงานที่เขาอบรมเด็กวัยรุ่นท่าทางมอมแมมคนหนึ่ง แล้วไหนจะตอนทำงานร่วมกัน เขาหันมายิ้มให้ฉัน เขาที่พ่นลมหายใจเบาๆ อยู่ใกล้แค่เอื้อมนี้

 

โอ๊ย! นี่ฉันคิดเรื่องบ้าบออะไรอยู่นะคะ!!

 

เพื่อตัดความคิดฟุ้งซ่าน ฉันตัดสินใจพึมพำออกไป

 

“World is mine…”

 

หืม?เสียงของเขาค่ะ

 

ทั้งที่ตั้งใจจะแก้สถานการณ์แท้ๆ อุณหภูมิในร่างกายกลับพุ่งสูงขึ้นอีก ฉันสะอึกก่อนขึ้นเสียง

 

ฉันบอกว่าชื่อ [World is mine] ไงคะ! ไม่ใช่เพลงพื้นๆ ด้วย!”

 

อ้อ ชื่อเพลงนั่นเอง

 

เขาก้มลงมาหาฉันค่ะ ลมหายใจอุ่นๆ เป่าจนฉันสมองตีบตัน มือของเขาขยับช้าๆ ดึงชายผ้าพันคอตัวเองให้คลุมไหล่ฉัน

 

อุ่นจนร้อน

 

เพราะดีนะ เธอแต่งเองเหรอ

 

เสียงเสล่อมากค่ะ ฉันด่าได้เท่านี้ แม้แต่จะขยับปากยังทำไม่ได้

 

ฉันได้สติตอนที่เขาฮัมทำนองเพลงแผ่วเบา คลออยู่ข้างหู

 

“sekai de ichiban ohime sama…”

 

อะไรของคุณนะ…!” ฉันแหวไม่เต็มเสียง และชะงักงันกับเพลงท่อนต่อไป

 

“ wakatteiru kara omae wa ore no…yome”

            “sono ichi souieba kamikitta? sukoshi dake nadete yaru
            sono ni atarashii hiiru sore kekkou iine
            sono san omae no hitokoto ni wa yokeina kotoba nante iranai daro
            sorejaa hora migite ga aiten dakara te wo sunagou ka

            sonna tsuyogatteru koto mo wakatterusa 
            dakara shinpai sunna kyou mo kyou tote kawaii ne

บ้าที่สุด บ้าไปแล้ว ฉันคงโดนเสียงเขาสะกดจิตแน่ๆ เลยค่ะ


            “sekai de ichiban ohime sama
            youbou wa? hai hai
            ima yuku kara samishigaruna yo
            ore wo ittai dare dato omotten da
            omae no naito dazo
            mina made iu na purin nara reizouko da

 

[ข้อแรก ไปตัดผมมาเหรอ? จะลูบหัวให้ละกันนะ
            ข้อสอง รองเท้าใหม่สวยนะ เก๋ดี
            ข้อสาม จะตอบเธอ ไม่ต้องใช้คำพูดไม่ใช่เหรอ
            ถ้าอย่างนั้น ฉันจะจูงมือขวาที่ยังว่างอยู่นี้

            รู้หรอกน่า ว่าเธอใจแข็งไม่ยอมถาม
            ไม่ต้องกังวลไปหรอก เธอในวันนี้น่ะ น่ารักที่สุด

            คุณเจ้าหญิงเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้
            อยากจะได้อะไร จะหามาให้
            จะไปเดี๋ยวนี้แหละ อย่าเพิ่งเหงาซะล่ะ
            คิดว่าฉันเป็นใครกัน
            ฉันเป็นอัศวินของเธอนะ
            ไม่ต้องพูดก็รู้ พุดดิ้งน่ะ อยู่ในตู้เย็น]

 

“tamani wa sotto sobade dakishimeru

ท่อนแขนหนักหน่วงที่โอบรั้งรอบกายฉันเป็นเรื่องจริง

 

["เดี๋ยวก็โดนชนหรอก อันตรายนะ" แล้วก็อายจนหลบหน้า]
            “......ore no hou ni hikareru daro?

 

ไม่รู้ว่าต้องตอบอย่างไร แต่ฉันก้มหน้างุด ทำไมเขาถึงเข้ามาใกล้ขนาดนี้นะ เราหยุดเดินตั้งแต่เมื่อไร? ร่างกายฉันไม่สามารถทำงานได้อย่างใจสั่งค่ะ

 

เสียงหัวเราะทุ้มๆ ดังอยู่ใกล้ชิด

 

ชอบมั้ย?

 

ฉันยังไม่อนุญาตเลยนะคะ! อีตารุ่นพี่บ้า!”

 

ฉันว่าด้วยคำพูดที่คิดออกทั้งหมด พยายามดิ้นขลุกขลักในวงแขนเขา คุณรุ่นพี่ถอนใจแล้วส่ายหัวช้าๆ ฉันรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวในกล้ามเนื้อทุกมัดของอีกฝ่าย

 

เรียกคุณรุ่นพี่อยู่ได้ ไม่น่ารักเอาเสียเลย ฉันมีชื่อนะ

 

ถามตัวเองเถอะค่ะ ชิออน ไคโตะซังงงง~

 

ฉันลากเสียงยียวนให้ได้มากที่สุดเพื่อกลับเป็นตัวของตัวเอง เขาเม้มปากอมยิ้มและหันไปข้างๆ อะไรคะ จะหน้าแดงทำไม แค่โดนเรียกชื่อแค่นี้มันต้องดีใจขนาดนั้นเลยเหรอคะ อ่อนแอจัง

 

ฮะๆ ดีมาก มิกุจัง

 

คนที่ควรหน้าแดงน่าจะเป็นฝ่ายนี้มากกว่าแท้ๆ

 

 

 

 

ในวันนั้นฉันถูกจู่โจมค่ะ

 

ด้วยริมฝีปากอบอุ่นนุ่มนวลบดเคล้าไม่ห่าง จนฉันไม่สามารถคิดอะไรออกอีกแล้ว

 

นี่ถ้าฉันปฏิบัติตามกฎห้าข้อในการเลือกงานพาร์ทไทม์อย่างเคร่งครัด คงไม่เจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้หรอกนะคะ คุณว่าไหม?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากวันหยุดปิดเทอมฤดูร้อนหมดลง ฉันก็กลับมาทำงานที่ร้านเช่นเดิม

 

ความคิดที่จะลาออกหายไปจากหัวฉันแล้วล่ะค่ะ แต่ยังเบื่อหน้าใครบางคนอยู่ดี บ้าจริง ทั้งที่รำคาญมากแต่ทำไมฉันไม่จับเขายัดลงถังขยะให้รู้แล้วรู้รอดนะคะ ทำไมถึงปล่อยให้ป้วนเปี้ยนในชีวิตฉันได้นานขนาดนี้

 

เช่นเดียวกับที่ฉันไม่สามารถห้ามเขาเรียกฉันว่า มิกุจังชื่ออะไรฟังดูอนุบาลขนาดนั้นคะ น่าขายหน้าคนอื่นชะมัด แต่ฉันก็เรียกเขากลับว่าไคโตะซังพร้อมปรายตาเย็นชา เมื่อนั้นเขาจะรีบเข้ามาเกาะแกะคลอแข้งคลอขาฉัน สะบัดไม่หลุดค่ะ พักหลังฉันจึงเลิกทำ

 

ใจร้ายจัง…”

 

ไคโตะซังพึมพำในห้องพักพนักงาน หลังจากที่ฉันเผลอเอาถ้วยไอศกรีมปาใส่หน้าเขาและกระทืบซ้ำ เพราะจู่ๆ เขาก็จุ๊บหน้าผากฉันตอนปลอดสายตาคนค่ะ โชคดีที่ไม่มีใครเห็น ไม่งั้นภาพลักษณ์สาวน้อยบอบบางของฉันได้พังกันพอดี อีกฝ่ายเปลี่ยนเสื้อพนักงานตัวสำรองเรียบร้อยและกำลังบ่นเสียดายไอศกรีม ฉันก็หน้ามุ่ยไม่แพ้กัน

 

เปลืองตัวเป็นที่สุดค่ะ

 

ที่บ่นเนี่ยแปลว่าจะไม่กินข้าวใช่ไหมคะ?

 

เปล่าสักหน่อย มิกุจังใจร้าย?

 

ฉันหยิบห่อข้าวออกมาสองห่อ ไคโตะซังทำตาโตเมื่อฉันวางห่อหนึ่งตรงหน้าเขา ขอโทษนะคะ ทำตาเป็นปลาทองก็ไม่ได้น่ารักขึ้นหรอกค่ะ

 

ทำมาให้เหรอ!?

 

ทำมาให้ค่ะฉันว่า ฉันไม่ได้ใจดีบ่อยนักหรอกนะคะ

 

ฉันนั่งลงและแกะห่อข้าว พอเห็นอีกฝ่ายทำตาโตไม่เลิกก็นึกรำคาญจนเอื้อมไปแกะห่อข้าวให้เขาด้วย ทว่ารู้ทันทีว่าตัดสินใจพลาดเมื่อไคโตะซังทำตาวิบวับ

 

มิกุจังใจดีที่สุด! งั้นฉันแบ่งให้บ้างนะ

 

ไม่เอาค่ะ

 

ฉันพูดช้าไปแล้ว ไคโตะซังลุกพรวดไปเปิดล็อกเกอร์ และหยิบถ้วยไอศกรีมออกมา

 

ฉันสังเกตมานานแล้วว่าไคโตะซังชอบกินไอศกรีมมาก ถ้าไม่ได้อยู่ในเวลางานจะถือติดมือตลอดเวลา แถมไม่ใช่ไอศกรีมถูกๆ เป็นฮาเกนดาซเชียวนะคะ รวยขนาดนี้แล้วจะมาทำงานพาร์ทไทม์ทำไม?

 

ท่าทางฉันจะแสดงเครื่องหมายคำถามออกไปบนใบหน้า เขาจึงยิ้มละไม

 

มิกุจังเคยถามใช่มั้ยล่ะว่าทำไมฉันถึงต้องทำงานพิเศษ

 

เคยมีเรื่องแบบนั้นด้วยเหรอคะ

 

ฉันโกหกหน้าตาย จริงๆ จำได้ถึงขั้นท่องคำตอบของเขาได้คำต่อคำ

 

ไคโตะซังฮัมเพลงหนึ่งแทนคำตอบ

Otogi banashi no ouji demo เจ้าชายจากเทพนิยาย

Mukashi wa totemo taberarenai ในกาลครั้งหนึ่ง แต่กินไม่ได้นะ

Aisu kuriimu, aisu kuriimu ไอศกรีมน่ะ ไอศกรีม

Boku wa ouji de wa nai kerero ฉันไม่ใช่เจ้าชายหรอก แต่ว่านะ

Aisu kuriimu o meshiagaru ฉันกินไอศกรีมได้!”

 

เสียงไม่ไพเราะเหมือนเสียงฉัน แต่น่าฟัง

 

“Shi tan ta tan ka tan ta oishii ne อร่อยนะครับ!

Aisu kuriimu wa tanoshii ne ไอศกรีมสนุกชะมัด!”

 

นี่ล่ะ เพราะว่าฉันชอบไอติมมากๆ ถ้าไม่ได้กินภายในแปดชั่วโมงจะตายเอาให้ได้เลยล่ะ แต่ราคามันออกจะเกินไปถ้ารบกวนทางบ้าน ฉันเลยต้องมาทำงานพิเศษไงล่ะ

 

ฉันใช้เวลาประมวลผลคำพูดของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ไคโตะซังคะ ถ้าจะบอกว่า หาเงินซื้อไอติมพูดตรงๆ ก็ได้ค่ะ จะทำเท่ไปทำไม

 

แต่อันที่จริง เขาก็ดูเท่ผิดปกตินั่นล่ะค่ะ ฉันก้มหน้างุดเปิดกล่องข้าวโดยไม่พูดไม่จา

 

แต่ความสงสัยแล่นขึ้นมาเสียก่อน ฉันวางตะเกียบลง ช้อนตาขึ้นมองเขาซึ่งกำลังแกะไอศกรีมขะมักเขม้น

 

คุณเล่าให้ฉันฟังทำไมคะ?

 

หืม? ก็เคยถามไม่ใช่เหรอ

 

ก็จริง แต่ตอนนั้นคุณพูดเหมือนบ่ายเบี่ยงนี่คะ แล้วมาบอกทำไม?

 

ฉันกลับรู้สึกเหมือนพูดอะไรผิด เมื่อเขาละมือจากฝาไอศกรีมและส่งยิ้มเอ็นดูให้ราวกับฉันเป็นเด็กน้อย

 

ก็เพราะว่า ถ้าบอกก่อนหน้านี้มิกุจังอาจจะไม่สนใจเลยก็ได้นี่หน่า แต่ว่าฉันเปลี่ยนใจล่ะ ถึงมิกุจังจะใจร้ายกับฉันยังไง ฉันก็อยากให้มิกุจังอยู่กับฉัน รู้ทุกเรื่องพร้อมกับฉัน เชื่อใจฉัน แล้วก็เป็นของของฉันตลอดไปไงล่ะ

 

คะค่ะ

 

หวา!!!!!!!!!!!! พูดอะไรของคุณเนี่ยยยยยย!!

 

คนบ้าอะไรเห็นแก่ตัวชะมัด! ใครจะยอมเป็นของคุณง่ายๆ กันคะ อ้ะ อย่าคิดลึกสิ ฉันหมายความอย่างนั้นจริงๆ  แล้วคิดว่าฉันผู้เป็นสมบัติล้ำค่าของโลกจะยอมหรือคะ ถ้าจะให้ยุติธรรม ก็เอาตัวคุณมาแลกสิ คุณจะได้เป็นของฉันเหมือนกัน หวา!! นี่ฉันคิดอะไรเนี่ย หยุดนะ!

 

ฉันต้องแอบหยิกแก้มตัวเองไปหลายที ยิ่งรู้ว่าไคโตะซังมองอยู่ยิ่งทำอะไรไม่ถูก

 

เขาเอียงคอมองด้วยสายตาอ่อนโยน

 

กินไอติมมั้ย?

 

ยังกล้าถามอีกนะคะ

 

ไม่เอาค่ะอุ๊บ!”

 

รสไอศกรีมเย็นฉ่ำล่วงล้ำช่องปากฉันอีกครั้ง ทว่า ไม่ใช่เพียงความหวานของน้ำตาลที่ซึมซาบไปทั่ว แต่มีสัมผัสอันอ่อนหวานนุ่มละมุนบดขยี้อยู่ด้านบน และกำลังรุกรานเข้ามาภายใน

 

รสอันกลมกล่อมราวกับฝันไป กล่อมประสาทสัมผัสของฉันให้เคลิบเคลิ้ม หลอมละลายไปกับความอบอุ่นแทรกผ่านเข้ามาระหว่างความชุ่มฉ่ำ

 

 

 

 

คราวนี้ไคโตะถอนริมฝีปากอย่างแสนเสียดาย มองสำรวจดวงหน้าน่ารักของคนตรงหน้าพลางอมยิ้ม เธอจะรู้ไหมนะว่าใบหน้าตัวเองที่แดงก่ำนั้นน่าดึงดูดเพียงใด

 

เขายิ้มให้เธอที่ตกตะลึง ก่อนเอ่ยปากเชิญชวนโดยริมฝีปากของตนยังคลอเคลียกับพวงแก้มขาว

 

มีเครื่องทำไอติมขายอยู่ด้วยนา ถ้าว่างๆ มิกุจังทำไอติมต้นหอมกินด้วยกันหน่อยไหมล่ะ…”

 

เธอในทุกๆ วันน่ะ น่ารักที่สุด

 

เงียบไปเลยนะคะ!!”

 

ผมอยากให้คุณเป็นเจ้าหญิงของผมครับ

 

 

 

 

เพราะว่าความรู้สึกนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถลบล้างไปได้

 

มิกุจำต้องแบกรับดวงใจอันโลดเต้นนี้ไว้ แม้ไม่ชอบนัก ก็ไม่ได้เลวร้าย

 

สักวันหนึ่งฉันจะบอกคุณว่าฉันเอาเงินไปทำอะไรค่ะ คุณอัศวันพาร์ทไทม์ของฉัน

 

 

The End.


______________________________________________

รู้สึกได้เลยว่า...
หนูมิกุบ่นอะไรนักหนาลูก...
คุณเพจของผมเนี่ย
ถ้าใครไม่มีอะไรทำ ช่วยกดไลค์ไว้หน่อยก็ได้ครับ กราบล่ะ
มีคนไลค์สามคนมันช่างเปล่าเปลี่ยวหัวใจ...


เครดิตคำแปลเพลง

http://sakuranbo.exteen.com/20100524/hatsune-miku-world-is-mine-thai-sub

https://www.youtube.com/watch?v=N52Dir1nDZA

 

 

http://sakuranbo.exteen.com/20100526/kaito-another-world-is-mine-thai-sub

 

 

https://www.youtube.com/watch?v=bGLTccscwnM

เพลงสุดท้ายคือkaito ice cream no uta
แปลอังกฤษเป็นไทยมั่วๆ โดยผมเองครับ
 

O W E N TM.

ผลงานอื่นๆ ของ A.pirirn

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 23:53
    มิกุน่ารักกกกกกก ไคโตะเหมือนจะเท่ห์จริงๆเพลงสุดท้าย แต่ก็ยังคงความเป็นไอติม(?)ไว้ได้อย่างมั่นคง
    สนุกมากค่ะ ขอบคุณมากๆนะคะที่แต่งมา
    #3
    1
    • 11 พฤศจิกายน 2558 / 18:24
      ขอบคุณคอมเม้นต์มากๆ ครับ!
      #3-1
  2. วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 / 12:04
    อร๊ายยยยยย น่ารักจังเลยหนูมิกุ  บ่นตั้งแต่ต้นเรื่องยังท้ายเรื่อง บ่นมากจริงๆ คิดอะไรมากไปหมด 55. ท่าทางจะเป็นคนเก็บกดนะเราเนี่ย  แถมยังซึนมาก ปากไม่ตรงกับใจ และหลงตัวเองเป็นที่สุด ฮา.

    ไคโตะน่ารัก  สรุปไอที่ 'บังเอิญ' เจอกันบ่อยๆ เนี่ย บังเอิญจริงหรือตามสตอล์กเค้าจ๊ะ? 55. 

    แต่การกระทำของไคโตะมันดูอบอุ่นตั้งแต่ต้นเรื่องยันท้ายเรื่องจริงๆ มิกุอ่ะแหละตาถั่วมองว่าเค้าน่ารำคาญเฉย อคติมากไป เป็นไงล่ะ? สุดท้ายก็ใจเต้นกับเค้าไม่ช่เหรอ? 

    แอร๊ย ชอบเวลาที่เรียกกันรุ่นพี่รุ่นน้อง มันดูกวนๆ ดีเนอะ แล้วตอนที่มาเรียกชื่อกันตอนท้ายนี่คือ...น่ารักกกกกก >.<



    ขอบคุณฟิคดีๆ สนุกๆ นะคะไรต์เตอร์  บรรยายาดี ภาษาถูกต้อง ชอบมากเลยค่ะ :D



    #2
    1
    • 22 กรกฎาคม 2558 / 17:45
      ขอบคุณคุณมาคุรุมากครับ! (คอมเม้นต์น่ารักมากอยากกราบบบบบ...)
      #2-1
  3. วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 / 23:14
    น่ารักมากๆ  ฟิคคู่นี้หายากจัง ส่วนใหญ่จะวาย
    #1
    1
    • 15 กรกฎาคม 2558 / 20:57
      ขอบคุณครับ~
      #1-1