นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

[Bleach]ไขหัวใจนายตัวประกอบ ตอน รอยยิ้มของนางฟ้า(Kira)

โดย A.pirirn

นานเท่าไรแล้วที่ข้ามองเธอ แค่เพียงเผลอก็เป็นของเธอทั้งใจ... ซาบซึ้ง(หรือเปล่า?) ไปกับเรื่องราวจากคิระฟุคุไทโชว (เปิดเรื่องฉลองวันเกิด คิระ อิซึรุ รองหัวหน้าหน่วย 3 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า)

ยอดวิวรวม

348

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


348

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


6
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  7 ต.ค. 57 / 18:18 น.
นิยาย [Bleach]㨹µǻСͺ ͹ ͧҧ(Kira)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
สวัสดีอีกครั้งขอรับ

เรื่องสั้นเรื่องที่ 2 ของชุดนะขอรับ
เป็นเรื่องของคิระฟุคุไทโชว
กับความบ้าบอส่วนตัวของเขา
เสริมนิดหนึ่งนะ
ข้าไม่เชียร์คู่ คิระ-ฮินาโมริ
ไม่เชียร์หัวหน้าคู่ฮินาโมริด้วย
ฮินาโมริจังเป็นของข้าคนเดียวเท่านั้น!

ขอบคุณสำหรับการอ่านนะขอรับ!

หมายเหตุ!
เรื่องสั้นชุดนี้มีชื่อว่า ไขหัวใจนายตัวประกอบ
ทั้งชุดมี 3 เรื่อง ได้แก่
ก็เพราะว่าผมรักคุณ (Hisagi)
รอยยิ้มของนางฟ้า (Kira) และ
หัวใจเดียวกัน (Renji)
ตัวละคร

รองหัวหน้าหน่วย 3 คิระ อิซึรุ

รองหัวหน้าหน่วย 5 ฮินาโมริ โมโมะ

ขอขอบคุณ
:)  Shalunla

เนื้อเรื่อง อัปเดต 7 ต.ค. 57 / 18:18


                               นานเท่าไรแล้วที่ข้ามองเธอ

                               คงตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน ไม่สิ ตั้งแต่วันแรกที่ข้าเกิดมา คงถูกลิขิตให้ปักใจรักมั่นแค่เธอคนนี้สินะ

                               เธอเป็นเด็กสาวตัวน้อยน่ารัก ผิวขาว เส้นผมเล็กละเอียดสีดำคงหอมหวนหากได้ชิดใกล้ ดวงตากลมแป๋วแหววใสซื่อ ริมฝีปากแดงจิ้มลิ้มช่างเจรจาและแย้มเยื้อน น่ารักน่ารักที่สุด ข้าบอกกับตนเองแวบแรกที่ได้เห็น

                               ข้าเคยคิดเล่นๆ ว่า ภายใต้วงหน้าใส เธอคงจะเป็นจอมโจรที่เก่งกาจที่สุด ผู้สามารถขโมยหัวใจข้าไปได้เพียงแรกเจอ

                               เธอเป็นเสมือนนางฟ้าองค์น้อยๆ ของขวัญเลอค่าที่พระผู้เป็นเจ้าบรรจงเสกสรรเพื่อมอบให้โลก เธอคือแสงสว่าง คือดวงตะวันอันอบอุ่น คือจันทราละมุนละไม คือดวงดาราส่องนำทาง คือแรงบันดาลใจและคือทุกสิ่งในโลกของข้า อาข้าเฝ้าแต่เพ้อหาเธอทั้งที่รู้ว่ามิอาจครอบครอง

                               ข้าชอบนะ ชอบรอยยิ้มบริสุทธิ์ใสบนใบหน้างามนั้น เพียงได้เห็น ข้าสาบานกับตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าข้าจะยอมทำทุกอย่าง ขอเพียงมีรอยยิ้มสวยๆ นั่น ตลอดไป มีกี่ครั้งกี่หนกันที่ข้าได้รับรอยยิ้มแสนบริสุทธิ์นั่น ข้าจดจำไว้ได้ด้วยใจครบทุกรายละเอียด อย่างที่รองหัวหน้าคุซาจิชิว่าล่ะครับ ตอนนั้นมีเมฆลอยมากี่ก้อนข้ายังจำได้เลย

                               ข้าชอบชอบมาก จนจะบ้าคลั่งได้ง่ายๆ

                               ดวงตาคู่กลมหวานนั้น ซื่อเกินกว่าจะรับรู้ความรู้สึกลึกล้ำของข้า เธอช่างน่ารัก เอาใจใส่ข้าเหลือเกิน แต่เธอก็เป็นเช่นนั้นกับทุกคน เธอช่างบริสุทธิ์จนไม่มีช่องว่างให้ข้าได้คิดเข้าข้างตัวเอง ข้าก็ไม่เคยกล้าคิดอกุศลให้เธอแปดเปื้อน กระนั้นข้าก็ยังปรารถนาที่จะชิดใกล้ ข้าเกิดมาเพื่อรักเธอครับ แต่เธอไม่ได้เกิดมาเพื่อข้า

                               เพื่อนชายที่สนิทกับเธอที่สุดก็คือ หัวหน้าฮิซึกายะ โทชิโร่ (ฮิซึกายะไทโชว) หัวหน้าหน่วย 10 ครับ หัวหน้าฮิซึกายะเป็นเด็กหนุ่มตัวเล็ก (ข้าต้องแอบคิดในใจเงียบๆ เพราะยังไม่อยากถูกแช่แข็ง) ตาคม ผมค่อนข้างยาวแต่ชี้ตั้งสีหิมะ หน้าตาเคร่งขรึมเอาจริงเอาจังและบ้างานตลอดเวลา ข้าได้ยินมาว่าหัวหน้าฮิซึกายะเป็นเพื่อนสมัยเด็กของเธอ ไม่ใช่ได้ยินมาจากใครที่ไหนหรอกครับ เธอเป็นคนเล่าให้ข้าฟังเอง ประกายตายามเธอเอ่ยถึงเขาช่างสุกใสอ่อนโยนสวยงามนัก เช่นเดียวกับแววตาอาทรที่หัวหน้าฮิซึกายะมอบให้เธอ หัวใจข้ามันคงชาและชินไปแล้วกับการเป็นแค่คนแอบมอง ข้าห้ามความรู้สึกใครไม่ได้หรอกครับ แต่มันช่างเป็นความรู้สึกที่แสนประหลาด ทั้งสุขและเศร้าทรมานอยู่ภายในยามเห็นเธอยิ้มให้เขา รอยยิ้มนั้นมันสวยงามเกินกว่าข้าจะทำลายได้ลง ความคิดคำนึงยุ่งเหยิงปนเปหลงเหลือเพียงว่า 

                               อยากให้เธอยิ้มอย่างนั้นให้ข้าบ้าง

                               นั่นล่ะครับ นางฟ้าของข้า นางฟ้าองค์เล็กแห่งความสุขผู้มีรอยยิ้มให้ทุกๆ คน รวมถึงข้า แต่มิมีสิ่งใดเกินเลยไปกว่านั้น

                               แค่เธอยังมีความสุขระบายเต็มหัวใจ ข้าก็ยินดีครับ

____________________________________________________________________________________________

                ณ โถงจัดเลี้ยง หน่วยที่ 1 วันที่ 31 ธันวาคม เวลา 21.43 นาฬิกา

                        คิระคุง!”

                 “เหวอ!!!”

                                      ข้ารู้ว่าหน้าข้าต้องเด๋อด๋ามากแน่ๆ ตอนที่ข้าสะดุ้งหันกลับไปแล้วปัดซ้ายป่ายขวาเป็นพัลวัน เพราะเสียงหัวเราะคิกคักอย่างสดใสน่าเอ็นดูดังตอบรับ

                         ฮินาโมริคุง!”

                  “คมบังวะตากลมๆ ของเธอใสแจ๋วอย่างกระตือรือร้นและใคร่รู้ตลอดเวลา ข้าไม่เคยนึกเสียใจที่ได้รักเธอคนนี้

                       เช่นกันครับข้าคงจะยิ้มกว้างถึงใบหูไม่ก็หน้าแดงก่ำ เพราะเสียงห้าวหนักๆ พร้อมแรงกระแทกตุบเข้าให้ที่หลังข้าซะจนหน้าเกือบคะมำ

                      หนอย ไอ้นี่ หมั่นไส้นัก

                    “อะอาบาราอิ! มากันได้ไงเนี่ย

                     “โอ๊ส! ถามข้าเรอะ ข้าเดินมาน่ะ

                                         ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นซะหน่อย...

                    “ข้าชวนอาบาราอิคุงมาเองน่ะจ้ะ ริคิจิคุงบอกพวกเราว่าเจ้าอยู่ที่นี่ เราเลยมาช่วยงานเด็กสาวตัวเล็กข้างๆ อธิบายแจ้ว ก่อนทำเสียงแผ่วๆ พร้อมหัวเราะแหะๆ เชิงขออนุญาต

                คือว่า ตอนนี้ข้าอยู่ที่โถงจัดเลี้ยงของหน่วยหนึ่งน่ะครับ พรุ่งนี้เป็นวันปีใหม่ หลังจากพิธีอะไรสักอย่างในตอนเช้า ตอนกลางคืนจะมีงานเลี้ยงฉลอง อันที่จริงหลายๆ ท่าน (ขออนุญาตไม่ระบุนามนะครับเป็นต้นว่ารองหัวหน้ามัตสึโมโตะ)() ประสงค์ให้จัดฉลองตั้งแต่คืนวันนี้เพื่อนับหลังเข้าสู่ปีใหม่หรืออะไรประมาณนี้ (นับถอยหลังต่างหาก) แต่หลายๆ ท่าน (ไม่ขอระบุนามเช่นกันนะครับเป็นต้นว่าหัวหน้าฮิซึกายะ)(……….) เกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายจึงคัดค้านให้จัดคืนพรุ่งนี้ ข้าก็เลยอาสามาช่วยจัดเตรียมสถานที่พร้อมๆ กับคนในหน่วยอื่นๆ แม้ว่าแท้ที่จริงข้าจะมาทำงานนี้เพราะหวังว่าจะได้พบหน้าเธอคนนี้ต่างหาก

                พรปีใหม่ของข้าสมหวังแล้วครับ

                เฮ้ๆ เราซะที่ไหนล่ะ ข้าแค่มาทัศนาตรวจความเรียบร้อยเฉยๆ หรอกเฟ้ยอาบาราอิเท้าเอวบอก

                ช่วยกันหน่อยเถอะจ้ะ อาบาราอิคุงฮินาโมริหันไปเกาะแขนอ้อนคนข้างๆ ถ้าข้าโดนอ้อนแบบนี้เข้าล่ะก็ อาจจะละลายเป็นน้ำเข้าให้ก็ได้

                โว้ย ฮินาโมริ เห็นข้าเป็นเบ๊รึไงนะคนตัวสูงโวยวาย แต่แอบลดระดับความแข็งกร้าวของน้ำเสียงลง แน่ล่ะ ก็ใครจะไปขึ้นเสียงใส่เจ้าของนัยน์ตาหวานขนาดนี้ได้ไหว เจ้าจะทำอะไรก็ทำไปเลย!”

                นางฟ้าตัวเล็กหันมายิ้มหวานบาดใจให้ข้าจนตาพร่า เพียงแต่ว่าเธอหันไปหยิบจับอุปกรณ์ขึ้นมาช่วยเสียก่อนข้าจึงถอนใจอย่างโล่งอกที่ไม่ได้หลุดอาการเผลอๆ ออกไป ดังนั้นจึงได้รับฝ่ามือพิฆาตจากชายหนุ่มผมแดงประเคนเป็นรางวัลโทษฐานน่าหมั่นไส้

                ประหลาดไหมครับ ข้า ฮินาโมริคุง (แค่นึกชื่อเธอข้าก็รู้สึกวูบวาบที่ใบหน้า) และอาบาราอิจบรุ่นเดียวมา อายุก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่พอโตแล้วทั้งข้าและอาบาราอิต่างเป็น ชายหนุ่มแต่เธอเป็นแค่เด็กสาวตัวน้อยเท่านั้น

                คิดเกินเลยกับเด็กเนี่ยผิดกฎเมืองไหมน้อ

                หลังจากนั้นข้าก็มิอาจจดจ่ออยู่กับงานที่ทำได้เลย ปลายสายตามักจะแวะไปข้องเกี่ยวกับร่างบางอยู่บ่อยๆ หลายครั้งที่เธอวนเวียนเข้ามาใกล้ กลิ่นกรุ่นหอมเบาทำเอาข้าตัวแข็งทื่อแต่อยากจะสูดดมซ้ำไปมา

                ตลอดชีวิตก็ยังไหว

                ข้าเป็นคนเงียบๆ เสมอ เคยเฉยชากับทุกคนจนอาบาราอิแซวเอาว่า ด้านแต่ตั้งแต่เจอเธอ อาบาราอิกลับแซวว่า ข้าหน้าแดงได้เหมือนผู้หญิงไม่มีผิด ไม่จริงมั้ง?

                ระหว่างกำลังคิดอะไรอยู่คนเดียว หางตาข้าก็เฉียดไปเห็นอะไรบางอย่าง ข้ารีบพุ่งตัวออกไป รวบร่างบางตรงกลางลำตัวแล้วกระชากหลบ

            โครม!

           ว๊าย!”

                เสียงถล่มของชั้นหนังสือเล่มหนากระแทกเก้าอี้ตัวที่เธอเพิ่งต่อตัวขึ้นไป ผสานกับเสียงหวีดร้องเบาๆ จากร่างในอ้อมแขนข้าและเสียงฮือฮาของคนอื่นๆ ข้ากอดเด็กสาวแนบอกหลับตาปี๋ เธอเองก็คงตกใจมากเพราะมือเรียวกุมมือข้าแน่น

                ตุบ

                เสียงหนังสือเล่มสุดท้ายตกกระทบพื้น แต่ข้ายังหลับตาแน่นอยู่อย่างนั้นอย่างลืมตัวและยังไม่ปล่อยมือ จนกระทั่งร่างบางเริ่มยุกยิก

              คิระคุง ปล่อยข้าได้แล้วจ้ะ

           “อ้ะ ขอโทษครับข้ารีบวางฮินาโมริคุงลงเก้อๆ เด็กสาวเกาะมือข้าขณะหย่อนปลายเท้าลง วงหน้าเนียนเป็นสีระเรื่อ คงเป็นผลพวงจากการทำงาน ข้ามิอาจคิดเข้าข้างตัวเองว่ามันเกิดจากความเขินอาย?

              แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ใบหน้าข้าแดงก่ำวูบวาบไปทั้งตัว

             พอถึงพื้นฮินาโมริคุงกลับไม่ปล่อยมือข้า เธอหันกลับมายิ้มโล่งใจให้พร้อมพึมพำด้วยน้ำเสียงลุแก่โทษ

            ขอโทษค่ะ! ขอโทษนะจ้ะคิระคุง! ข้าทำเจ้าลำบากหรือเปล่าจ้ะ พอดีว่าข้าดึงหนังสือเล่มนั้นออกมามากไปหน่อย ไม่ต้องห่วงนะ! เดี๋ยวข้าจะจัดกลับขึ้นไปเอง! คิระคุงไปทำงานต่อเถอะจ้ะ

                ยังไม่ทันที่ข้าจะตอบคำว่า ไม่เป็นไรครับจู่ๆ ฮินาโมริคุงก็นิ่วหน้า แล้วเขย่งเท้ายื่นมือเล็กๆ มาแปะหน้าผากข้าอย่างที่ข้าไม่ทันตั้งตัว ดวงตากลมๆ ฉายแววเป็นห่วง

                อ่า ข้ากำลังจะสุกแล้ว

        “คิระคุง! ทำไมเจ้าหน้าแดงอย่างนี้ ไม่สบายหรือเปล่าจ้ะ? ให้ข้าพาไปหน่วยสี่ไหม อ้ะ! คอก็แดงด้วย!”

                เสียงใสๆ พร่ำเรียกชื่อข้าซ้ำๆ อย่างน่ารักที่สุด ข้ายังไม่สามารถตั้งสติตอบกลับไปได้ สาเหตุคงมาจากวิญญาณที่หลุดลอยเพ้อพกไปกับมือนุ่มนั้น ไม่น่าเชื่อว่าแค่เหตุการณ์ไม่กี่วินาทีจะหยุดการทำงานของสมองข้าได้ชะงัก แต่ข้าก็ไม่มีเวลาคิดว่าจะเชื่อดีหรือเปล่าเพราะมือของเด็กสาวช่างอุ่นนุ่มเหลือเกิน

        ข้าคงจะเลื่อนลอยไปอีกเป็นชั่วโมง ถ้าไม่ใช่เพราะ

        อาบาราอิคุงๆ มาช่วยพาคิระคุง

      “เฮ้ยๆ อย่าเข้ามานะ!”

                ข้ารีบส่งเสียงห้ามอย่างสยดสยองไม่ให้เจ้าของชื่อเข้ามาใกล้ในรัศมี 1 กิโลเมตร อาบาราอิชูกำปั้นพลางแยกเขี้ยวยิงฟันใส่ข้าแล้วตีหน้าเอือมระอา ปล่อยให้ข้าแก้ตัวกับเด็กแสนซื่อที่กำลังงุนงง

                อ้าว ทำไมเหรอจ้ะ ให้อาบาราอิ86'พาเจ้าไปไง

        “ข้าไม่ได้ไม่สบายหรอกครับ ข้าแค่ง่าแค่

                 นี่! ฮินาโมริ! เจ้าก็แค่ออกมาทำงานห่างๆ เจ้านั่นก็หายแล้วเฟ้ยอาบาราอิตัวเจ้าปัญญาป้องปากบอกมาแต่ไกล ฮินาโมริคุงกระพริบตาถี่ๆ อย่างไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็พยักหน้าหงึกหงัก

                ก็ได้ คิระคุงเดี๋ยวข้าจะไปทำงานต่อนะจ้ะ ถ้ารู้สึกเวียนหัวไม่สบายเรียกได้เลยนะ! ไปล่ะ!”

                          อาบาราอิ ไอ้

                ข้าสุภาพพอที่จะไม่หลุดสบถสาบานออกมา แต่ก็พอเข้าใจความรู้สึกอยากขย้ำคอคนขึ้นมาทันที ยิ่งเห็นฮินาโมริคุงถลาร่างห่างออกไป ข้ายิ่งอ้าปากค้างราวกับคำพูดสักคำติดอยู่ที่ริมฝีปาก

                นี่ เจ้า ได้ยินหรือเปล่านะ ความรู้สึกที่ข้าเฝ้าเพียรส่งไปตามสายลม คำบางคำที่ไม่มีสิทธิพูด

                อยากจะบอกเหลือเกินว่า

               ฮินาโมริคุง!”         

                “จ้ะ?

                            ทันใดที่สบกับตาแป๋วๆ นั่น ข้าก็ชะงัก ลำคอตีบตันไม่อาจเอื้อนเอ่ย

                ข้า

                       เมื่อเห็นข้าเงียบไป ฮินาโมริคุงก็ส่งรอยยิ้มที่น่ารักที่สุดในโลกมาให้ พร้อมคำว่า

                ขอบคุณนะ คิระคุง

                       ข้าระ

                ครับ

 
                        
ณ โถงจัดเลี้ยง หน่วยที่ 1 วันที่ 31 ธันวาคม เวลา 23.54 นาฬิกา

                หลับไปซะแล้ว

                ข้าอมยิ้มเงียบๆ ขณะเดินผ่านเก้าอี้นวมอันมีร่างบางของเธอในดวงใจซุกซบหลับสนิท เด็กหนอเด็ก ช่างแสนซื่อและไม่ระแวดระวังภัยเสียจริง

                เฮ้ย! คิระ! มานี่ดิ๊!” เสียงมารหัวใจ(แบบไม่รู้ตัว)ของข้าดังขึ้น ข้าเดินลากเท้าเชื่องช้าอย่างจงใจไปช่วยเพื่อนต่อ มือทำงาน ปากก็ถามด้วยห่วงพะวง

                     อาบาราอิ เจ้าพอมีเสื้อคลุมหรือผ้าห่มบ้างไหม

                “เสื้อคลุมเรอะ?! จะห่มให้ฮินาโมริล่ะสิ!”

                      …

                “ไม่ต้องเลยเอ็งน่ะ ตัวจริงเขามาโน่นแล้ว

                                  ข้าหันขวับทันที เรือนผมสีหิมะสะดุดตาดับความหวังข้าวูบ

                      สวัสดีครับหัวหน้าฮิซึกายะ!”

                “สวัสดียามดึกค่ะหัวหน้าฮิซึกายะ!”    

             “เออ

                “สวัสดีครับหัวหน้าฮิซึกายะ แหม พูดน้อยเหมือนเคยนะครับอาบาราอิส่งเสียงโหวกเหวกท้งที่คู่สนทนาอยู่ห่างไปไม่ถึงสองเมตร เด็กหนุ่มชะงักฝีเท้า แล้วหันหน้าไปทางอื่นเหมือนพูดกับอากาศธาตุ

                เปล่า เจ้าพูดมากเองต่างหาก

                        ปุด

                ข้ารีบก้าวเท้าออกไปขวางเพื่อนร่วมรุ่นที่ทำท่าจะพ่นไฟออกมาได้ทุกขณะ ทั้งนี้หัวหน้าฮิซึกายะก็ละความสนใจจากคู่สนทนาไปเรียบร้อยแล้ว ข้าเลยคิดว่าน่าจะพูดอะไรบ้าง

                สวัสดีครับหัวหน้าฮิซึกายะ มาตรวจงานสินะครับ

             “เปล่า เดินผ่าน

                           เนียนมากเลยขอบอก

                พวกเจ้านี่ตั้งใจทำงานกันดีนะ เสร็จงานนี้อาจจะได้เบี้ยเลี้ยงเพิ่มก็ได้

                “จะจริงเหรอครับ!!!” อาบาราอิตาโตขึ้นมาในทันใด ถ้าช่วยจัดสถานที่จะได้โบนัสเหรอครับ!!! แหม ข้ากำลังไปทำต่อพอดี ขออภัยที่อยู่คุยด้วยไม่ได้นะคร้าบ ไปกันเหอะคิระ

                         นี่ก็เนียนอีกราย

                ระหว่างข้าโดนชายหนุ่มผมแดงลากออกห่าง สายตาข้ากลับจับจดอยู่ที่หัวหน้าฮิซึกายะที่ห่างออกไป

                เด็กหนุ่มเดินไปที่เก้าอี้นวมนั้น ยืนมองอยู่สักครู่ก็ถอดเสื้อคลุมออกมาห่อร่างคนตัวบางที่นอนขดเป็นแมว แล้วค่อยๆ ช้อนร่างน้อยขึ้นมาอุ้มอย่างทะนุถนอม(ทั้งๆ ที่ตัวเองตัวเล็กกว่า) เขาไม่ได้ทำเธอตื่นด้วยซ้ำ แม้มองไกลๆ ข้าก็เห็นว่าฮินาโมริคุงยิ้มทั้งหลับและซุกหน้ากับอกเพื่อนหนุ่มอย่างไว้วางใจ หัวหน้าฮิซึกายะพาเธอออกไปทันที

                ข้าหวังทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีหวัง

                ข้าเป็นเพียงสุนัขไล่เห่าดอกฟ้า รู้ว่าเธอคงให้แค่ความเมตตา เหมือนนางฟ้าทอดมองโลกมนุษย์ด้วยความสงสารและสมเพช

                ทั้งๆ ที่รู้ว่าดอกฟ้าดอกนี้ มีกิ่งทองที่เหมาะกันอยู่แล้ว

                ข้ายังหักใจไม่ได้หรอกครับ ข้ามีความสุขทุกครั้งที่ได้เจอ มีรอยยิ้มหวานๆ อุ่นละมุนละไมเป็นขวัญและกำลังใจ แต่ข้าเจ็บร้าวลึกทุกครั้งที่มิอาจแตะต้อง

                ตอนนี้ ข้าควรจะทำอย่างไรดี

                คิระ! ทำ- งาน!”

                         ครับ

The End.
 :)  Shalunla

ผลงานอื่นๆ ของ A.pirirn

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 mioruki (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 13:52
    โอ๊ยยยย ตายแล้ว!!!

    คิระ : ฉันควรจะทำยังไงดี~
    อาบาไร : ทำงาน!!!

    น่าสงสาร555
    #2
    0
  2. วันที่ 4 มีนาคม 2558 / 22:28
    จิกหมอนไหอีกเรื่อง!
    #1
    0