คัดลอกลิงก์เเล้ว

มายาเร้นใจ [เสี้ยววรรณคดี มัทนะพาธา]

โดย A.pirirn

ความทุกข์ทรมานเพราะความรัก...หากแท้ที่จริงก็สุขใจ หากได้รอคอยเพื่อความสุขของเจ้า

ยอดวิวรวม

195

ยอดวิวเดือนนี้

7

ยอดวิวรวม


195

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


4
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  5 มิ.ย. 60 / 18:00 น.
นิยาย [ó ѷоҸ] มายาเร้นใจ [เสี้ยววรรณคดี มัทนะพาธา] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
ไม่มีอะไรควรสงสัยว่าทำไมผมถึงแต่งเรื่องนี้... (นักเขียนยังไม่รู้เลย)



สวัสดีครับ! พิริณครับ! มาพบกับเรื่องสั้นอ่านสบาย (?) เพียงเพราะอยากแตกแขนงวรรณคดีก็เท่านั้น

คนเล่าเรื่องชื่อมายาวินครับ ใครเคยผ่านช่วง ม.5 มาขอให้ไปพลิกหนังสือภาษาไทยดู จะเจอพี่แกหลบมุมอยู่

บางทีช่องว่างในวรรณกรรมต่างๆ ก็ชวนให้มโนนะครับ! (หรือนี่คิดไปเอง?)

เชิญอ่านเลยครับ! ขอบพระคุณสำหรับการอ่านครับ!


ฝากเพจ



ขอขอบพระคุณ
cr.sqw

เนื้อเรื่อง อัปเดต 5 มิ.ย. 60 / 18:00





อุทยานหลวงที่เคยงดงามละลานตาไปด้วยไม้นานาพรรณและสุมทุมพุ่มไม้เขียวขจี บัดนี้หลงเหลือเพียงซากแห่งความอุดมสมบูรณ์ในอดีตกาล พื้นหญ้าและแผ่นหินเลอค่าปูลาดทางเต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมและแตกระแหง

ท่ามกลางร่องรอยความพินาศทั้งปวง ราวกับหยดน้ำแห่งชีวิตกลางทะเล ทราย กิ่งก้านอ่อนช้อยบิดราวท่อนแขนเรียวของนางรำ ใบอ่อนรับแสงแรกอรุณอย่างมีชีวิตชีวา และท่ามกลางขวากหนามแหลมคมที่ห้อมล้อมราวองครักษ์ผู้ภักดี กุหลาบสยายกลีบดอกแฉล้มแดงงามราวสีแก้มดรุณีสาวยามสะเทิ้นอาย

หวาน...ปนโศก

ไม่ห่างออกไปนัก บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลังพรวนดินให้อย่างเอาใจใส่ สายตาของเขามีเพียงดอกไม้ดอกงาม ไม่สนสภาพรอบกาย ดูราวกับเทพบุตรผู้ดูแลดอกไม้หลุดออกมาจากหนังสือเทพนิยายซึ่งเล่าขานถึงนางฟ้าและชาวสวรรค์

แต่หากเขาเป็นเทพบุตรก็คงดี เขาจะได้มีอำนาจมากพอ

แม้จะไม่ได้รับรักจากนาง แต่รับประกันความสุขตลอดไปของนางได้ เขาก็ยินดี 




 

มายาวินเป็นแค่คนธรรพ์ที่มีวิชาอาคม ด้วยความว่าฝึกฝนอย่างหนักจึงได้เข้าไปสนองใช้เทพบุตรสุเทษณ์ผู้ยิ่งใหญ่ เขาไม่เคยคิดว่าตนเองรักงานนี้หรือไม่ คิดเพียงว่าเป็นคนธรรพ์ที่มีเจ้านายนั้นสูงเกียรติกว่า แลอาจมีโอกาสได้เลือกนางที่ต้องตาต้องใจ

ทว่าเขาไม่คิดว่าโอกาสนั้นจะมาถึงเร็วปานนี้

นาง...เป็นดั่งบุปผาแรกแย้มที่ผลิบานอย่างแข็งขัน ท่ามกลางบุปผาฉูดฉาดแข่งขันประชันดึงดูดสายตา เป็นดั่งนกตัวจ้อยที่บอบบาง เสียงอ่อนหวานนุ่มนวลกระทั่งกลืนหายไปท่ามกลางเสียงไพเราะทั้งปวง แต่กระนั้นก็ยังตั้งอกตั้งใจขับขานเพื่อปลอบประโลมหัวใจมนุษย์มากกว่าวาดหวังความโดดเด่น

เขา 'ต้องตาครั้งแรกเมื่อคราวถูกเรียกไปใช้งานที่ตำหนักเทพธิดาองค์หนึ่ง คราวเดินกลับผ่านอุทยานโดยมีผู้นำทางชื่นชมความสามารถของเขาไม่หยุดปาก เสียงหัวเราะรื่นเริงของบรรดานางฟ้าแว่วมา ช่างสะอาดใส ชวนให้ฟังเพลินจนลืมทุกข์โศก จนเขาอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองไปทางศาลา

แล้วมีอันต้องชะงักไป เมื่อสายตาของใครคนหนึ่งเลื่อนขึ้นมาสบอย่างประจวบเหมาะ

มีผู้กล่าวว่ารูปโฉมของนางฟ้าแต่ละองค์ขึ้นอยู่กับกุศลในปางก่อน แต่สำหรับเขานางช่างงามพิลาศ คิ้วเรียว ริมฝีปากอมชมพูชุ่มชื้น ปอยผมรุ่ยอย่างไม่ตั้งใจคลอเคลียดวงหน้าผุดผ่องราวบัวพ้นน้ำ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มอบอุ่นที่แสดงร่องรอยอารมณ์แจ่มใสขบขันอยู่มิสร่าง แลเผื่อแผ่ความเป็นมิตรมาถึงเขาอย่างไม่ลังเล ราวกับความเมตตาของนางที่มีพร้อมให้แก่ทุกสรรพชีวิตบนโลก

ชั่วขณะเดียวที่เขาและนางสบตากัน และดูเหมือนนางจะนึกขึ้นได้ว่าไม่สมควรทอดสายตาให้บุรุษ จึงกลับไปร้อยมาลัยอย่างตั้งอกตั้งใจ กระนั้น ริมฝีปากบางก็ยังคงอมยิ้มน้อยๆ อย่างเป็นสุข

เป็นครั้งแรกที่มายาวินรู้สึกราวกับก้าวเท้าพลาดลงไปในหลุมกับดักนายพราน ทว่าสิ่งที่อยู่ก้นหลุมหาใช่ขวากหนาม แต่กลับเป็นโลกที่แสงแดดอบอุ่นและทุกสรรพสิ่งงดงาม!

วินาทีต่อมา คนธรรพ์หนุ่มเรียกสติกลับคืนได้ เร่งสาวฝีเท้าตามผู้นำทางไปโดยไม่ทันใส่ใจกับความรู้สึกผิดแผกของตน

หากพบหนแรกคือ 'ต้องตาคงเป็นกรรมบันดาลทำให้หนที่สองคือ 'ต้องใจทว่าพระพรหมคงเป็นใจ...จึงทำให้เขาได้เผชิญช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทนที่หอมหวานอบอวลอยู่ในใจมิจางหาย!

เอาเถิด...มีคนรู้เห็นเป็นใจอย่างแน่ มายาวินไม่เห็นว่าเหตุใดคนธรรพ์จากตำหนักอื่นที่ได้รับเชิญมาช่วยคลายปัญหาเล็กๆ ในตำหนักเทพธิดา จะได้รับการรับรองดีถึงขั้นส่งนางฟ้าคนสนิทของเทพธิดามาออกหน้ารับ!

เขากระอักกระอวล เหลือบตามองพวงแก้มสีกุหลาบของนางแล้วรีบเบนไปมองพฤกษาเขียวขจีด้านนอกทันที ไม่ทราบว่าจะวางสายตาไว้หนไหน แต่ดูเหมือนนางจะไม่ได้รับรู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของความไม่สบายใจ วงหน้ากระจ่างใสประดับรอยยิ้มอย่างที่เจ้าบ้านที่ดีสมควรใช้รับแขก

เอาเถิด...เขาย้ำคำนี้ในใจหลายร้อยรอบ หากความเงียบชวนอึดอัดยังส่งระลอกคลื่นแห่งความอิ่มเอมหวานละไมกระทบใจเขาเป็นระยะเช่นนี้ ไม่มีเหตุผลที่เขาจะหลีกหนี!

"เอ่อ..."

พอจะเอ่ยปากพูด ความรู้สึกต่างๆ ก็พุ่งขึ้นมาขวางราวกับไม่ยอมให้ง่ายเกินไป

"เจ้าคะ?"

ดูเถิด! ตามศักดิ์แล้วนางสูงส่งกว่าเขาจนเทียบไม่ติด ไฉนจึงสุภาพอ่อนหวานปานน้ำผึ้ง หากไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนในบัญชาของเทพบุตรสุเทษณ์ ก็คงเป็นเพราะพื้นฐานนิสัยอันอ่อนโยนของนางเป็นแน่

แม้ใจจะเอนเอียงไปในข้อหลัง ทว่านามของผู้เป็นนายทำให้สติเขามั่นคงขึ้น มายาวินพยายามฝืนความรู้สึกด้วยการจ้องตานางตรงไปตรงมาอย่างผู้บริสุทธิ์ใจสมควรทำ

"ขอเรียนถามท่านว่า มิทราบเมื่อใดจึงจะนำทางข้าไปปฏิบัติงานในวันนี้หรือขอรับ?"

เขาไม่น่าถามอะไรพรรค์นั้นเลย ดวงตาใสซื่อของนางแทบจะเฉลยคำตอบไว้บนนั้นอยู่แล้ว

"เอ ไม่ทราบซีเจ้าคะ" นางว่า ก่อนกุลีกุจอเลื่อนสำรับของรับรองอันประกอบด้วยน้ำสำหรับล้างมือลอยดอกไม้หอมกรุ่นและผ้าเช็ดอบร่ำให้อย่างเอาใจใส่ "นายหญิงสั่งว่า ให้ข้ารับรองท่านจนกว่านายหญิงจะเรียกใช้"

หากนายหญิงของนางลืมเลือนพวกเขาไปสักสองสามแสนโกฏิปี เขาจะได้ใช้เวลาทั้งหมดนั้นกับนางหรือไม่เล่า... เขาภาวนาขอให้ระยะเวลายืดไปอีกสักนิดก็ยังดีขณะสติเฝ้าวนเวียนอยู่กับเจ้าของร่างบาง ทั้งที่รู้ว่าระยะห่างระหว่างเรากว้างไพศาลเป็นราวหุบเหวและภูผากางกั้น

เขาเป็นแค่คนธรรพ์ ส่วนนางคือนางฟ้า

อย่างมนุษย์...ต่ำช้าเพียงใดก็ไม่ลดตัวมาสมสู่กับเดรัจฉาน

"ท่านเป็นนางฟ้าคนสนิทขององค์เทพธิดาไม่ใช่หรือขอรับ" เขาห้ามตัวเองไม่ให้ทำตามปรารถนาไม่ได้ จิตใจฝ่ายหนึ่งดิ้นรนหาทางคุยกับนางโดยชอบธรรม "เหตุไฉนจึงรับรองข้าด้วยตนเอง ไม่ส่งนางฟ้าชั้นเล็กๆ มาไม่ให้เป็นที่ระคายอารมณ์เล่าขอรับ"

"ท่านรู้จักข้าด้วยหรือเจ้าคะ?" ดวงตากลมเบิกกว้างเล็กน้อยกระทบใจผู้มอง นางดูกระตือรือร้นทำความเคารพเขาเต็มแบบ "มัทนาเจ้าค่ะ เป็นเพียงนางฟ้าเล็กๆ มิได้สำคัญอันใดเลย แบ่งเบาภาระท่านเทพธิดาได้ไม่นับว่าเป็นเรื่องระคายอารมณ์ข้าหรอกเจ้าค่ะ"

นางไม่ได้ตระหนักเช่นเคยว่าความคล่องแคล่วของนางทำให้ฝ่ายนี้ต้องลุกขึ้นทำความเคารพในรูปแบบยุ่งยากกว่า ในหัวเขาแล่นรวดเร็วราวฟ้าแลบก่อนในที่สุดจะบอกออกไปเบาๆ "มายาวินขอรับ"

"ท่านเป็นคนขององค์เทพบุตรสุเทษณ์สินะเจ้าคะ คนเขาร่ำลือกันมาก เห็นว่าท่านชำนาญวิชาอาคมเหนือผู้ใด" ร่างบางโน้มมาข้างหน้าพร้อมดวงตาสุกใสเป็นประกาย "ให้ข้าช่วยเป็นลูกมือหรือจัดเตรียมสิ่งของก็ได้นะเจ้าคะ ข้าอยากเห็นพิธีกรรมที่เคยอ่านในตำรา ถ้าไม่รังเกียจน่ะเจ้าค่ะ"

"แต่...ข้าว่าอย่าเลยขอรับ"

"ทำไมล่ะเจ้าคะ" เสียงใสแฝงแววรบเร้า "ข้าเรียนรู้ไว้ จะพยายามไม่เป็นที่เกะกะนะเจ้าคะ เผื่อวันหลังข้าร่ายคาถาได้ ท่านเทพธิดาจะได้ไม่ต้องรบกวนท่านสุเทษณ์บ่อยๆ เอ...หรือท่านจะตกงานเอา?"

ความประหม่าสลายไปในพริบตา

"ท่านมัทนา..." เขาครางอย่างอ่อนใจ

เขาได้รู้อย่างรวดเร็วในวันนั้นเอง ว่าแม่นางฟ้าโฉมงามที่สะกดสายตาเขาไว้ได้เพียงแรกพบ แท้จริงแล้วเป็นนางฟ้าองค์น้อยไม่ประสีประสา นางเหลียวหน้าเหลียวหลัง กระซิบบอกว่าวันนี้ไม่มีใครคอยดุนางให้สำรวม จะคุยเล่นเท่าไรก็ได้ เสียงหัวเราะสดใสช่างกังวานราวระฆังแก้ว

"พี่ๆ บอกข้าว่าต้องสำรวมต่อแขก แต่ข้าอยากเป็นสหายกับท่าน...ได้หรือไม่เจ้าคะ เป็นสหายไม่ต้องปิดบังความคิดอ่านต่อกัน"

"ท่านมีสหายนอกเหนือจากนางฟ้าองค์อื่นหรือขอรับ?"

"แน่สิเจ้าค่ะ" แม่คนงามภาคภูมิใจ "ในอุทยานแห่งนี้ มัทนาเป็นสหายกับต้นไม้ทุกต้น ดอกไม้ทุกดอก รู้จักทุกซอกทุกมุม แต่..." ยิ้มสดใสไม่เหมือนนางฟ้าองค์อื่นที่ผลิยิ้มน้อยๆ นุ่มนวลสง่างาม ทว่าน่ามองไม่ยิ่งหย่อนเลย "ข้าไม่เคยไปข้างนอกเลย ไม่รู้อะไรเท่าใด"

"ข้าก็ไม่ใคร่ดอกขอรับ" แต่น่าจะมากกว่านางอยู่ดี ใจเขาเอียงเอน จึงเริ่มแย้มพราย "ช่วงสิบปีมานี้มีผู้ร่ำลือว่าพรานมนุษย์ผู้หนึ่งหลุดล่วงเข้ามาถึงชายหิมวันต์..."

"จริงหรือเจ้าคะ!?"

เขาเล่าเรื่องต่างๆ ให้นางฟัง ไม่ทราบว่านานเท่าใดเลย เมื่อเทพธิดาส่งนางฟ้าอีกองค์มาเชิญเขาขึ้นไป มัทนาที่กำลังหัวเราะและเถียงกับเขาเรื่องหนามกุพชกะอย่างร่าเริง พลันเงียบเสียงและก้มหน้าสงบเสงี่ยมอย่างควรเป็น มายาวินลุกขึ้น รู้สึกราวเพิ่งหย่อนกายลงนั่งชั่วไม่ถึงลมหายใจ

เขาบังคับตนเองไม่ให้หันกลับไปมอง แม้นี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เขาได้ถือวิสาสะสนทนากับนาง เขาไม่บังควรทำชื่อเสียงนางหม่นหมอง ขณะย่างเท้าออกจากศาลารับรอง ได้ยินเสียงผู้นำทางกล่าวเรียนอย่างสุภาพ

"ท่านมายาวิน องค์เทพธิดาของพวกเราให้เรียนถามสำหรับความช่วยเหลือในวันรุ่งพรุ่งนี้"

เขารู้สึกว่าตนเองกำลังยิ้มอยู่ และไม่สงสัยเลยว่านางผู้อยู่เบื้องหลังก็เช่นกัน

ทั้งคู่ได้พบปะในลักษณะแบบเดียวกันอีกหลายครั้ง จนในโอกาสที่ได้พบกันโดยบังเอิญท่ามกลางสายตาของเทวดานางฟ้าชั้นสูง นางยังหาจังหวะยิ้มให้เขา รอยยิ้มสดชื่นจริงใจที่ลอยมาราวทักทายถามสารทุกข์สุขดิบ เขาตอบกลับไปด้วยวิธีเดียวกัน

แม้ไม่ได้พบปะกันทุกวัน แต่ชีวิตของคนธรรพ์หนุ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย...ราวกับมีแรงผลักดันชีวิตอันราบเรียบไร้จุดมุ่งหมาย ให้มีความหมายขึ้นมาบ้าง

แต่แล้ว สิ่งที่เขาละเมอเพ้อพกไปเองก็ต้องปลิดปลิวสลายราวหมู่ควันไร้แก่นสาร

เขาเห็นประกายวาบขึ้นในดวงเนตรคมจัด แลอารมณ์อันนิ่งเฉยเป็นนิจของผู้เป็นนายปั่นป่วนปรวนแปรขณะถามคนข้างกายราวไม่ใส่ใจ

"ผู้ใด?"

มายาวินแทบไม่ต้องแลตามสายตาผู้เป็นนาย เขาหลับตาลงอย่างเชื่องช้า

"นางฟ้าข้างกายเทพธิดา นาม มัทนา ขอรับ..."

 

 

 

หากเขาไม่ใช่เพียงคนธรรพ์ตำแหน่งเล็กๆ

หากชาติปางก่อนเขาทำบุญมามากพอ

หากวันนั้น เขามีความกล้าพอ

มายาวินต้องเก็บกักความรู้สึกของตนไว้ก้นบึ้งหัวใจ ทั้งที่ร้องถามครั้งแล้วครั้งเล่าว่าตนยังทนได้อย่างไร

"แน่ะมายาวิน ไฉนนางจึงตอบย้อนความเรา ไร้ชีวิตจิตใจถึงเพียงนี้ หาได้น่าชิดใกล้ไม่"

"ทูลองค์เทวะ เป็นมนตร์ของข้าที่บังคับให้นางทำได้ตามพระประสงค์ แต่บังคับจิตใจไม่ได้ หากพระองค์เพียงประสงค์ให้นางสนองรองพระบาท ข้าจะผูกใจไว้ให้ด้วยมนตรา"

เขายื้อแย่ง...ทั้งที่ไร้ความหมาย พยายามรักษาจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ของนางไว้ไม่ให้รับรู้ ทั้งที่รู้ว่าคำตอบคือปฏิเสธ

"โอ้ เราไม่ขอได้นางเช่นนั้น เราอยากให้นางสมัครรักเราด้วยจริงใจ ท่านครูจงคลายมนตร์เถิด"

"เอวํ เทวะ..."

เมื่อเผชิญกับสายตาหวาดหวั่นของนางที่แปรเป็นความเข้าใจทีละน้อย...ทีละน้อย แปรเป็นความผิดหวังที่เสมือนมีดกรีดลงบนหัวใจคนมอง

"หม่อมฉันมาที่นี่ได้อย่างไรเพคะ"

"ข้าให้มายาวินสะกดเจ้ามา..."

เขาเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดโดยไม่สามารถขัดขืนต่อต้านได้เลย!

เขาเฝ้ามองเทพบุตรสุเทษฐ์วอนขอความรักจากมัทนา แลมัทนาตอบปฏิเสธอย่างนุ่มนวลเฉียบขาด นางยังคงเป็นนางไม่ว่าจะในสถานการณ์ใด เขาฟังนางยืนยันคำว่ามิเคยสมัครรักผูกใจกับบุรุษใดมาก่อน ฟังนางน้อมรับความผิดไว้ที่ตนเพียงผู้เดียว ฟังนางดำริอย่างอาจหาญ...ในขณะที่เขาที่ขลาดเขลา เขาที่ไม่สามารถเอ่ยได้แม้ครึ่งคำ

"...ถ้าเช่นนั้นข้าขอสาป! เจ้าจงไปจุติ ณ โลกมนุษย์ อยากเป็นสิ่งใดก็เป็นไปเถิด! จนกว่าเจ้าจะสำนึกในโทษทัณฑ์ของตน!"

"ทูลองค์เทวะ หม่อมฉันมิคิดอวดดีเพคะ ทว่าหม่อมฉันอาภัพนัก ไม่อาจสนองรองเบื้องบาทได้ อันโปรดให้เลือกตามใจหม่อมฉันนั้นขอจุติเป็นดอกไม้...หากแล้วแต่พระหทัยจะเลือกสรรพันธุ์ ขอเพียงมีกลิ่นหอมเพื่อถวายบูชาพระองค์ก็สุดเท่าที่หม่อมฉันจะทำได้แล้วเพคะ"

เขารู้ดี...นี่เป็นหนทางเดียวที่นางจะรักษาความบริสุทธิ์กายไว้ได้

"ดี ท่านมายาวิน ท่านบอกเถิดว่าดอกไม้ใดที่งามพร้อมทั้งสีแลกลิ่น...แต่ควรมีหนามป้องกันสัตว์ร้ายไว้เสีย"

"ทูลองค์เทวะ ไม้ลักษณะดังกล่าวมีเพียงบนสวรรค์ หาได้มีในโลกมนุษย์"

"นามเช่นใดจงเล่ามา"

นี่คือสิ่งสุดท้ายที่เขาจะทำให้นางได้ใช่หรือไม่?

"ไม้นี้นามกุพชกะ สีดั่งยามรุ่งอรุณ ดังแก้มดรุณียามสะเทิ้นอาย ดอกใหญ่ เกสรมาก อยู่ทนนาน กลิ่นเลิศ ทั้งหนามรายล้อมดุจเข็ม อีกทั้งยังบริโภคได้ด้วยเลิศรส คุณสมบัติกินแล้วระงับตรีโทษ เย็นในอุระ"

"ดี ให้เจ้าเป็นดอกไม้นี้จะว่าอย่างไร?"

"หม่อมฉันพอใจเพคะ เป็นพระกรุณาแล้ว"

"เช่นนั้นด้วยอำนาจแห่งข้า ขอสาปเจ้า! จงไปจุติเป็นดอกไม้นามกุพชกะยังแดนมนุษย์ ทุกวันเพ็ญก็ขอให้นางเป็นมนุษย์อยู่เพียงทิวาราตรี หากมีความรักต่อบุรุษเมื่อใด เมื่อนั้นก็ไม่ต้องกลับเป็นดอกไม้อีก จวบจนนางเป็นทุกข์ด้วยความรักนั้นและวิงวอนต่อข้า ข้าจึงจะงดเว้นโทษให้ ไป!"

เขาไม่มีวันลืม แววตาครั้งสุดท้ายที่นางมองมา นัยน์ตาโศกที่เจือแววสงบอย่างจำยอมราวกับกำลังปลอบประโลมเขา ทว่ายิ่งทำให้ทุรนทุรายด้วยความผิดบาปในใจ

ยามนางหายไปกับตา หัวใจเขาก็ถูกกระชากออกจากทรวงตามติดไปด้วย

 

 

 

นางไม่เคยรักเขาอย่างรุ่มร้อน เฉกเช่นหญิงสาวรักชายหนุ่ม

เขาไม่เคยได้รับสายตาละมุนละไมจากนาง เฉกเช่นที่นางมีให้ชายผู้นั้น

ทว่าเขายินดี...ในความเมตตาและไมตรีแสนบริสุทธิ์ที่นางหยิบยื่นให้ หากนางเป็นเพียงนางฟ้าองค์น้อยที่ร่าเริงแจ่มใสไปชั่วกาลนาน มิต้องทุกข์ทรมานเพราะความรักเช่นนี้

เขาปรารถนาที่จะปิดตานาง...พานางออกจากผู้คนทั้งปวง ไปสู่สถานที่ที่นางไม่ต้องห่วงพะวงสิ่งใดทั้งนั้น ให้นางวิ่งซุกซนโดยไม่ต้องรับรู้ถึงความรู้สึกของเขาสักนิดก็ได้

แต่เขารู้...หากเลือกทางเดินอีกครั้งได้ นางคงเลือกเดินไปสู่อ้อมกอดแห่งความรักที่เจ็บปวดดุจกลีบกุหลาบอันอ่อนหวานดังเดิม เหมือนที่เขายอมเจ็บปวดแต่ไม่ยอมละสายตาจากนาง ต่อให้ต้องมองดูจุดจบของนางโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยเขาก็จะทำ! เพื่อสังเวยให้แก่ความไร้ประโยชน์ของตน

ธรรมเนียมของชาวมนุษย์ไม่เหมือนพวกเรา กษัตริย์หนุ่มผู้นั้นอภิเษกสมรสโดยปราศจากความรักมาแล้วหนหนึ่ง มายาวินดูออกว่ามเหสีจัณฑีซึ่งเต็มไปด้วยความหึงหวงฉกาจขับเคลื่อนตนด้วยความเกรี้ยวโกรธและเห็นแก่ตัวเท่านั้น หาได้มีความรักขับเคลื่อนไม่ นางเป็นก้อนหล่อจากทิฐิมานะและหลงดำไปในความโง่เขลาที่คิดไปเองว่าคือความรัก

จุดจบย่อมไม่อาจหาดีได้

หากกษัตริย์มนุษย์มีดวงตาแจ่มกระจ่างกว่านี้ เขาอาจเล็งเห็นได้ว่า สิ่งใดมีค่าแท้จริงและควรถนอมไว้ตราบยิ่งชีวิต หากมัทนาหนักแน่นด้วยความรักและความดีในหัวใจของตน หากทั้งคู่ไม่หลงลืมสิ่งสำคัญที่สุดระหว่างกัน...

หาก...เพียงเท่านั้น มายาวินเฝ้าภาวนา แม้แต่ขอให้นางมีแต่ภาพคนผู้นั้นเต็มหัวใจ ไม่ต้องจำเขาได้ก็ได้ ถ้านางจะมีความสุขยิ่งกว่าผู้ใดในโลก เขายอมแลกทุกอย่าง

แต่...ทวยเทพไม่สดับคำวิงวอนแห่งเขา นางกลับมา ดวงตาแดงช้ำ ประกายแห่งชีวิตปราศไปจากร่าง นางวอนต่อองค์สุเทษณ์ด้วยดวงตามืดบอดคู่นั้น มายาวินแทบไม่ได้คิดว่านางจำเขาได้หรือเปล่า แต่พอรู้สึกได้ว่า...นางไม่ได้แลมาแม้แต่น้อย

เส้นทางระหว่างทั้งคู่...จากวันนั้นจวบวันนี้ ห่างกันเกินไปเสียแล้ว

ฐานะ...เป็นเพียงชาติกำเนิด แต่หัวใจ...ตราบฟ้าดินสลาย นางก็ไม่มีวันเป็นของเขา!

องค์สุเทษณ์ปิดเนตรลงอย่างเชื่องช้า ราวกับความตระหนักรู้หยั่งไปถึงจิตวิญญาณ มัทนาเองก็รู้ดีความเจ็บปวดจากความรักขององค์สุเทษณ์ที่เพิ่งเข้าใจชัดเป็นครั้งแรก หลุบตาต่ำอย่างละอาย จวบจนได้ยินคำ

"ไปเถิด" เสียงระโหย "ข้าขอสาปเจ้า จงกลายร่างดุจมาลี เป็นกุพชกะดั่งนี้จวบนิรันดร์"

"เพคะ"

นางจากไปอย่างงดงาม หมดจด หากด้วยความบังเอิญ หรือการกลั่นแกล้งของทวยเทพ หรือแม้แต่กระแสจิตแรงกล้าที่ส่งผ่านอณูวิญญาณราวกับย้ำภาพจำครั้งสุดท้ายให้ฝังลึกลงในห้วงจิต นางก็เงยหน้ามาทางเขา

มายาวินก้มหน้า รอกระทั่งร่างงดงามฟุบลงและเปลี่ยนร่างงอกเงยดั่งกุหลาบ จึงได้แต่เฝ้ามองเงาประทับของนางที่จารไว้ในความทรงจำ

มัทนาเป็นคนดี...นางสมควรมีความสุข ไม่ควรนำเรื่องของเขาไปถ่วงไว้ในใจให้เป็นทุกข์ นี่เป็นความรู้สึกของเขา เขาควรรับผิดชอบเอง

 

 

 

โลกหมุนเปลี่ยนเวียนตามกาล จากรุ่งเรืองสุดขีดถดถอยลงตกต่ำสุดขีด มายาวินไม่สนเท่าใดว่ากษัตริย์มนุษย์ผู้นั้นมีจุดจบเช่นไร อาจจมอยู่ในความเศร้าโศกจนบ้าคลั่ง ปลิดชีพตนเอง หรืออาจปวารณาตนเป็นผู้ละทางโลก อุทิศชีวิตให้การบำเพ็ญภาวนา

มายาวินรู้ว่ากษัตริย์มนุษย์จะไม่มีวาสนาต่อนางในชาตินี้

อุทยานหลวงที่เคยงดงามผลัดเปลี่ยนไปตามเวลา กุหลาบกอใหญ่ที่เคยเป็นที่รักแห่งเจ้าของปราสาท ถูกทิ้งขว้าง ไม่ไยดี ผู้เคยอยู่จากไปไกล ผู้มาใหม่หลงลืม มีเพียงกุหลาบต้นงามที่ผลิก้านชูใบราวกับไม่รับรู้ความโศกของโลก

จะมีผู้ใดได้ยินเสียงร่ำไห้แว่วมากับพระพาย

หากนางรออีกสองสามร้อยปี เมื่อนั้นชายอันเป็นที่รักแห่งนางจะมาเกิดใหม่ เขามั่นใจว่าเมื่อนั้นองค์สุเทษณ์จะใจอ่อนและเข้าใจในการกระทำของตัวเองมากขึ้น นางจะได้ไปสู่อิสรภาพ เคียงคู่กับชายอันเป็นที่รัก ต่อวาสนาที่ชาตินี้ไม่อาจกระทำได้หมด

สิ่งที่เขาทำได้ คือดูแลนางจนกว่าจะถึงเวลานั้น

ปลายทางคือความสุขของนาง เขาจะไม่เสียใจอะไรเลย

มายาวินผิวปากพลางค่อยๆ ประคองคนโทเทรดน้ำบนใบเขียวใสบอบบาง ประพรมน้ำทิพย์พร่างบนกลีบดอกชุ่มชื้นสดใสอ่อนหวานราวกับรอยแย้มสรวล รับรู้ถึงความปรารถนาดีของเจ้าของมือ





________________________

จบปัง! ตามแบบพระรองแสนดี (?)

พบกันเรื่องหน้าครับ!

 

 


 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ A.pirirn จากทั้งหมด 17 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 19:02
    เอาอีกๆ55 ชอบอ่า ภาษาสวยดี ชอบภาษาแบบนี้แหละ สู้ๆนะคะ
    #1
    1
    • 26 สิงหาคม 2560 / 13:42
      ขอบคุณมากๆ ครับที่เม้นต์ให้ นึกว่าจะเงียบซะแล้ว555 ดีใจมากๆ ครับ ถ้าผมนึกครึ้มอะไรก็อาจจะเขียนเรื่องอื่นต่อซีรีส์ (?) นี้ล่ะมั้งครับ
      #1-1