ซ่อนรักไว้ใต้วิวาห์ (ซีรีส์วิวาห์ซ่อนรัก) ฉบับรีไรท์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 486,064 Views

  • 1,576 Comments

  • 3,860 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    232

    Overall
    486,064

ตอนที่ 9 : บทที่ 8 เล่ห์ร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16497
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    12 ม.ค. 62

                                      8

                                       เล่ห์ร้าย

 

เสียงนาฬิกาปลุกเเจ้งเตือนว่าถึงอรุณรุ่งของวันใหม่ ทำให้นพกรตื่นขึ้นจากนิทรา ชายหนุ่มลุกขึ้นคว้าเเก้วน้ำจากหัวเตียงขึ้นดื่มจนหมดเพื่อสุขภาพตามที่มารดาบอกทุกประการ ภายในห้องนอนยังมืดมิด ไม่มีเเสงเเดดส่องเข้ามาภายในห้องเลยเเม้เเต่น้อย เพราะนี่เป็นเวลาเช้ามืด ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียง เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเป็นชุดออกกำลังกายก็เดินตรงไปที่ห้องฟิตเนสของโรงเเรมทันที

เมื่อคืนนพกรไม่ได้กลับบ้านจึงนอนค้างที่โรงเเรม อีกอย่างวันนี้เขาก็ตั้งใจไปดักเเม่ตัวดีเพื่อไปส่งหล่อนที่โรงเรียนด้วยตัวของเขาเอง อยู่โรงเเรมจะสะดวกเเละใกล้กว่ามากๆ

ในขณะที่วิ่งอยู่บนลู่วิ่งนั้น ก็ต้องใช้ความคิดในหัวทบทวนเรื่องงาน เรื่องที่ต้องทำภายในวันนี้ เป็นสิ่งที่เขาทำเป็นประจำเมื่อตื่นมาออกกำลังกายเช้าเพราะสมองปลอดโปร่งโล่งสบายดี

เมื่อก่อนชีวิตในวัยเลข 2 ของนพกรมีเเต่เรื่องงานในหัว เรื่องเเม่ เรื่องพ่อ เรื่องน้องสาว ไม่เคยมีใครได้กล้ำกรายเข้ามาในส่วนสมองยามเช้าของเขาเลย มาบัดนี้กลับมีเเต่ขวัญฤทัยที่มากวนใจเขาร่ำไป

ทั้งที่เมื่อก่อนยังเกลียดนักเกลียดหนา ไม่ชอบนิสัยของหล่อน เเล้วเขาเป็นอะไรไปถึงได้มาคิดถึงเด็กเเก่เเดดเเละหัวดื้อจอมมารยาอย่างขวัญฤทัย อย่าว่าเเต่ตอนเช้า เพราะหล่อนมาอยู่ในความคิดในหัวสมองของเขาทุกเวลานาทีเเล้ว

ในขณะที่กำลังวิ่งเร็วขึ้นตามลู่ที่เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็ว เหงื่อกาฬไหลอาบท่วม ทำเหมือนกับว่าการออกกำลังกายหนักๆ จะลบขวัญฤทัยออกจากหัวสมองได้

เเต่ว่ามันก็...เปล่าประโยชน์เเละไม่ได้ผลเลย

ผ่านไป 20 นาที เขาก็ผละออกจากลู่วิ่งไปที่เครื่องออกกำลังกายชนิดอื่น ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยๆ ในเมื่อต่อต้านความรู้สึกไม่ได้เขาจึงปล่อยความคิดสติให้เป็นไปโดยไม่ฝืนอีกเเล้ว

เมื่อวานเขาลองโทร.ไปสอบถามจากม่านพระจันทร์ว่าขวัญฤทัยเป็นอย่างไรบ้าง หล่อนก็บอกว่าน้องสาวปกติดีไม่มีอาการเซื่องซึมเเต่อย่างใด เเต่คนที่เศร้าศร้อยเเละเซื่องซึมเห็นจะเป็นตัวเจ้าหล่อนเองมากกว่า ม่านพระจันทร์ยังพร่ำบอกว่ารักเขา หล่อนยังไม่สามารถรับความจริงได้ที่เขาไม่ได้รัก ยังคงร่ำไห้เเละตัดพ้อเมื่อเขาเเสดงอาการเป็นห่วงขวัญฤทัยตอนที่โทร.ไป

นพกรคิดว่าม่านพระจันทร์รักน้องสาวอยู่เเล้ว เเต่ไม่สามารถยอมรับได้ที่เขากำลังจะเเต่งงานกับน้องสาวเธอ ด้วยความที่สนิทกันมาตั้งเเต่เด็กก็พอจะรู้ว่าม่านพระจันทร์เป็นคนเก็บความรู้สึกอย่างดี เเม้ภายนอกจะเเสดงออกอย่างร่าเริงยังยิ้มเเย้ม เเต่ก็ไม่สามารถปิดเเววตาที่เศร้าหมองได้เลย

ต่างจากอีกคนที่มักจะเเสดงด้านลบออกมาอย่างโจ่งเเจ้ง เเต่กลับเเอบซ่อนด้านดีๆของตนเองไว้ยากที่ใครจะได้เห็น เเละเขาก็ดีใจที่ได้เห็นเป็นคนเเรก

เมื่อวานอาณรงค์ก็โทร.มาคุยเรื่องการหมั้นหมายเเละเเต่งงาน อาบอกว่าขวัญฤทัยยอมรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเเต่งงานกับเขาเเน่นอน เเลกกับอิสระภาพทางด้านการศึกษา เเต่เขาก็ยังไม่เชื่อเสียทีเดียว เพราะรายนั้นฉลาดนักเเละเขาคิดว่าหล่อนต้องหาทางเลี่ยงจนได้

เพราะฉะนั้นเขายิ่งต้องเเยบยลเเละฉลาดยิ่งกว่า

อ้าว ตื่นเช้าจังเลยนะคะคุณเก้า”

เลขาสาวรตีเอ่ยทักทายทันทีที่เข้ามาในห้องฟิตเนส หล่อนอยู่ในชุดออกกำลังกายเช่นกันเเต่มิดชิดสุดๆ ห้องค่อนข้างเงียบ ยังไม่มีเเขกมาใช้บริการเลยสักคนนอกจากเขา เเละนับเลขาของพ่ออีกคน

เลขาที่ชื่อรตีคนนี้อายุมากกว่านพกร 5 ปี เป็นคนทำงานเก่ง ประสานงานเก่ง เเต่เเต่งตัว เเต่งหน้าไม่เก่งเอาซะเลย หล่อนดูต้วมเตี้ยมเเละตามข่าวซุบซิบในโรงเเรมไม่ค่อยทันเหมือนพนักงานคนอื่นๆ

ครับ ผมว่าจะออกกำลังกายต่อสักสิบนาที เสร็จเเล้วจะออกไปกินข้าวเเล้วขับรถไปรับคู่หมั้นสักหน่อย” เขาพูดยิ้มๆ

รตีพยักหน้ารับหงึกๆ ระหว่างที่สนทนากับลูกชายของเจ้านายก็วอร์มร่างกายไปด้วยพลางๆ

คู่หมั้นของคุณเก้าก็คือเด็กผู้หญิงชุดนักเรียนมอปลายที่ชื่อขวัญน่ะเหรอคะ” หญิงสาวเอ่ยถาม

ใช่ครับ”

อ๋อ...” รตีลากเสียงยาว “อย่างงี้คุณเก้าก็คงกระชุ่มกระชวยเเย่สิคะเนี่ย มีภรรยาเป็นสาวรุ่นเเบบนี้”

ผมเกรงว่าผมคงต้องถือไม้เรียวเดินตามภรรยาเด็กมากกว่าครับ เพราะเธอดื้อมาก”

ดื้อขนาดนั้นเลยเหรอคะเนี่ย” คิ้วเรียวเลิกขึ้นสูงอย่างสงสัย

ดื้อมากครับ เเต่ผมก็ยังไม่เเต่งงานกับเธอตอนนี้หรอก ต้องรอจนเธอเรียนจบก่อน ไม่ได้เคี้ยวหญ้าอ่อนอย่างที่คุณรตีคิดเลยเเม้เเต่นิดเดียว”

เเต่น้องขวัญนี่โชคดีจังเลยนะคะที่ได้ผู้ชายคุณเก้าเป็นคู่หมั้นทั้งหล่อสมาร์ท ไม่เจ้าชู้ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่เเถมขยันทำงานอีก” เลขาสาววัย 30 ชมสรรเสริญจากใจจริง ตามที่เห็นตลอดเวลาที่ผ่านมานพกรลูกชายของเจ้านายคนนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นคนดีเเค่ไหน

คุณรตีก็ชมผมเกินไปเเล้ว ผมไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอกครับ” เขาหัวเราะเบาๆ รู้สึกขัดเขินเล็กน้อยกับคำชมเหล่านั้น เเต่ก็เยินยอเขาเกินไปจนเเทบตัวลอยติดเพดานห้อง ใครๆก็ชมว่าเขาดีอย่างนั้นอย่างนี้ ต่างจากบางคนที่เห็นว่าเขาเเย่ ร้ายกาจ เป็นคนที่หล่อนไม่ต้องการเเต่งงานด้วย เเละเขาเองก็ไม่เคยต้องการเช่นกัน ตลกดีเมื่อโลกเหวี่ยงให้หล่อนมาเป็นคู่หมั้นของเขาเสียอย่างนั้น

เขาไม่เจ้าชู้ก็จริง เเต่ไม่เจ้าชู้ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นไก่อ่อน เขาผ่านผู้หญิงมามาก รู้ชั้นเชิง รู้ทุกสัดส่วนของร่างกายอิสตรีอย่างชำนาญ

เขาไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ อันนี้จริงเพียงครึ่ง แต่เขาไม่สูบบุหรี่เพราะมันทำลายสุขภาพ เสียบุคลิก ส่วนเหล้าสุราเครื่องดื่มเเอลกอฮอลล์ก็มีบ้างถ้าต้องสังสรรค์กับลูกค้าหรืองานใหญ่ๆ

ขยันทำงานหรือไม่ เขาเองก็ตอบเองไม่ได้ เขาเเค่ชอบทำงาน รักงานที่ทำ งานเหล่านี้มันไม่ได้หนักหนาเพราะธุรกิจโรงเเรมเเละรีสอร์ทในเครือของยอเกียรติคุณไม่ได้อยู่ในกำมือของเขา ทำให้ไม่ต้องเเบกรับอะไรให้หนักหนาสาหัส เพียงเเค่ต้องเรียนรู้งานจากบิดาเเละทีมผู้บริหาร ช่วยงานเท่าที่จะทำได้

เเล้วถ้าคุณเก้าเเต่งงานเเล้วได้วางเเผนอนาคตไว้บ้างหรือเปล่าคะ” รตีเอ่ยถามต่อ เป็นการชวนคุยไม่ให้บรรยากาศเงียบเหงา เจ้านายหนุ่มหยุดออกกำลังกายเเละนั่งพักเอาผ้าซับผิวกายขาวๆตามสไตล์คนที่ทำงานอยู่ในร่มตลอดเวลา

ไม่เลย ผมก็ยังไม่เเน่ใจว่าเจ้าสาวจะวิ่งหนีออกจากงานเเต่งก่อนหรือเปล่า”ไม่ได้วาดฝันอนาคตอะไรไว้ทั้งนั้น นอกจากวางเเผนการจับตรึงขวัญฤทัยให้เข้าพิธีเเต่งงานให้ได้ ถึงจะไม่ได้รักเเต่ก็ต้องทำตามหน้าที่ เมื่อผู้ใหญ่เห็นสมควรเลือกขวัญฤทัยมาเป็นเเม่ของลูก

อ้าว ทำไมล่ะค่ะ น้องขวัญไม่อยากเเต่งงานกับคุณเก้าเหรอ” หล่อนเเปลกใจ นพกรเป็นที่หมายปองของพนักงานสาวๆในโรงแรม ทีมผู้บริหารที่มีลูกสาวเเทบจะประเคนใส่พานให้ทั้งนั้น เเต่นพกรไม่เคยสนใจสาวคนไหนเลย

เธอไม่อยากเเต่ง ผมก็ไม่เเต่งเหมือน เราโดนคลุมถุงชนทั้งคู่”

เเล้วกัน”

เเต่งงานกันเพราะหน้าที่ เเละผลประโยชน์น่ะครับ เเต่ผมก็...เอ็นดูเธออยู่ไม่น้อย เเต่งงานไปคงไม่มีปัญหา”

งั้นก็สู้ๆนะคะ อยู่ๆกันไปก็คงรักกันเหมือนสุภาษิตโบราณว่า”

ผมก็หวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้น” เขายิ้มอ่อนเเรง ภาพชีวิตหลังเเต่งงานไม่ได้สวยหรูเลยในความคิด เขากับหล่อนจะทะเลาะกันทุกวันหรือไม่ หรือบ้านอาจจะลุกเป็นไฟหรือไม่เมื่อขวัญฤทัยได้รู้ความลับที่ทุกคนจงใจปกปิด

ใกล้ 6 โมงเเล้ว เราออกไปกันดีกว่าค่ะ รตีก็ต้องรีบไปจัดการหลายอย่าง ไหนจะเอกสาร กาเเฟ อ้อ! คุณเก้าจะรับกาเเฟด้วยไหมล่ะคะ”

ก็ดีครับ ชงให้ผมเเก้วนึง” ชายหนุ่มตอบพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สมควรเเก่เวลาที่เขาจะไปรับขวัญฤทัยได้เเล้ว

ทั้งเจ้านายเเละเลขาออกมาจากห้องออกกำลังกายพร้อมกัน เเยกย้ายกันไปอาบน้ำทำหน้าที่ของตน คนนึงก็ไปทำงานทำหน้าที่จิปาถะ ส่วนอีกคนก็กำลังวุ่นอยู่กับการดูเเลว่าที่เจ้าสาวผู้ดื้อรั้นในอนาคต

 

ขวัญฤทัยค่อยๆใช้ช้อนส้อมตักละเลียดอาหารเข้าปากอย่างอารมณ์ดีในเช้าวันนี้ร่วมกับสมาชิกครอบครัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มองหน้าบิดามารดาสลับกับผู้เป็นพี่สาวที่ทุกคนต่างก็นั่งเงียบ ไม่มีใครพูดอะไร

นางศิภารู้สึกหงุดหงิดลูกสาวคนเล็กที่ทำลอยหน้าลอยตากินข้าวคล่องปากคล่องท้อง ไม่รู้สำนึกว่าตัวเองได้ทำผิดอย่างร้ายเเรง พอนางจะลงโทษสามีก็มาห้ามปราม บอกว่าอย่าไปลูก อย่าไปตีลูก เเม่ตัวดีก็พอมีคนให้ท้าย ยิ่งย่ามใจใหญ่ วันนี้เเหละนางจะไม่ละสายตาจากลูกสาวคนเล็กสักวินาทีเดียว จะรอส่งขวัญฤทัยขึ้นรถของนพกรเสียก่อนจึงจะวางใจ

“พ่อ วันนี้ขวัญขอเงินเพิ่มได้มั้ยคะ”

ณรงค์เงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือพิมพ์ “ได้สิลูก จะเอาเท่าไหร่” เขาเอ่มถาม

“สักห้าพอค่ะ” ขวัญฤทัยพูดด้วยสีหน้ายิ้มเเย้ม

“ห้าพัน! เเกจะเอาไปทำอะไรตั้งมากมายฮึยัยขวัญ” หลังจากที่อดทนนิ่งเงียบอยู่นาน นางก็อดไม่ว่าได้เมื่อเห็นลูกสาวทำอะไรที่ขัดหูขัดตา

ขวัญฤทัยจ้องหน้ามารดาอย่างไม่เกรงกลัว ไหวไหล่น้อยๆพร้อมกับยิ้มมุมปาก

“เสื้อผ้าขวัญเก่าขาดหมดเเล้ว วันนี้ก็เลยจะไปซื้อใหม่ที่ห้าง...”

“ขยันเที่ยวจริงเลยนะเเกเนี่ย ฉันก็ไม่เห็นว่าเสื้อผ้าเเกมันจะเก่าตรงไหน ใส่กี่ครั้งกันเชียว หัดประหยัดบ้างเถอะ”

ศิภาบ่นค่อนขอด ขวัญฤทัยลูกคนนี้คือคนที่ใช้เงินเก่งที่สุดในบ้าน ขยันช็อปปิ้ง ข้าวของรกรุงรังเต็มห้องนอนไปหมด ครอบครัวมีฐานะก็จริงเเต่ก็ไม่เห็นสมควรว่าจะต้องมาใช้เงินอย่างไม่รู้คุณค่าเเบบนี้

ขวัญฤทัยไม่คิดโต้ตอบ เพียงยิ้มเท่านั้น....

เป็นยิ้มที่ปลอมที่สุดเมื่อส่งให้ผู้เป็นมารดา ในดวงตากลมโตยังฉายเเววเเข็ง กร้าวสื่อความในใจออกมาอย่างชัดเจนว่า ไม่ต้องมายุ่งกับเธอ

“เอาเถอะๆ” ณรงค์รีบปรามเมื่อเห็นว่าจะเกิดพายุลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้น

“พ่อจะโอนให้ก็เเล้วกัน เอาไปใช้จ่ายตามที่ขวัญต้องการ”  ชายวัยกลางคนพูดเสียงอ่อน หยิบสมาร์ทโฟนสุดหรูที่มีเทคโนโลยีสุดล้ำทันสมัย กดโอนเงินในบัญชีของตัวเองเข้าบัญชีของลูกสาวคนเล็กอย่างไม่ลังเล เขาต้องการตามใจขวัญฤทัยไปก่อนในช่วงเวลาเเบบนี้

“ขอบคุณนะคะ” มือเรียวยกประนมไหว้ ไม่สนสายตาจิกกัดของผู้เป็นมารดาเลยเเม้เเต่น้อย

“ตอนเย็นเราไปดูเสื้อผ้าด้วยกันไหมล่ะขวัญ พี่ก็เบื่อๆน่ะ อยากออกไปเที่ยวเล่นบ้างเหมือนกัน” ม่านพระจันทร์เอ่ยชวนอย่างนึกสนุก ไม่ได้ไปเที่ยวกับน้องสาวนานเป็นปีเป็นชาติ ถ้าไปเที่ยวด้วยกันได้ก็คงดี เเต่เมื่อได้เห็นสีหน้าของน้องสาวก็พอจะรู้ว่ายังไงชาตินี้ก็ไม่สามารถไปช็อปปิ้งกันได้ตามประสาพี่น้องเเน่ๆ

“อย่าเลยค่ะ รสนิยมพี่จันทร์กับขวัญต่างกันมาก เห็นทีจะไปไม่รอด”

“ทำไมเเกไปว่าพี่เขาเเบบนั้น ถึงยัยจันทร์จะไร้รสนิยมน่ะนะก็ยังเรียบร้อยสุภาพ ดีกว่าเเกที่เเต่งตัวเปิ๊ดสะก๊าด เปิดนั่นโชว์นี่”

“เอาเป็นว่าขวัญไปคนเดียวดีกว่าค่ะพี่จันทร์” ขวัญฤทัยหันไปบอกพี่สาว จงใจไม่สนมารดาเปรียบเสมือนเป็นอากาศธาตุ ทำให้นางศิภาถึงกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเพราะความโกรธเคือง

“พี่จันทร์ไม่สนุกกับการเลือกเสื้อผ้า ขวัญรู้ ไว้จะซื้อไหมพรมกับพวกหนังสือมาให้เเล้วกันนะ”

เด็กสาวพูดทำนองปลอบใจเมื่อตนเองได้เผลอพูดอะไรเเรงๆกับพี่สาว เเต่นั่นก็คือความจริง พี่สาวของเธอไร้รสนิยมในการเลือกเสื้อผ้า เสื้อผ้าทุกชิ้นของเจ้าหล่อนมักเป็นกระโปรงยาวคลุมเข่ากับเสื้อเเขนยาวลายลูกไม้ สิ่งที่บอกตัวตนม่านพระจันทร์ได้ดีที่สุดเห็นจะเป็นไหมพรม ลูกปัด ดอกไม้ หรือหนังสือ

ส่วนตัวของขวัญฤทัยเองมักเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน ขวัญฤทัยชอบเสื้อผ้าตามสมัยนิยม เครื่องสำอางยี่ห้อหรูหราราคาเเพง ทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งของสวยๆงามๆเเละเครื่องประดับทั้งสิ้น

“โอเค ขอบใจมากจ้ะ” ม่านพระจันทร์ถอนหายใจเเละยิ้มอ่อนเเรง ไม่ถือโทษโกรธน้องสาว เพราะรู้ว่าเนื้อเเท้เเล้วขวัญฤทัยก็เกรงใจความรู้สึกของเธออยู่เล็กๆน้อยๆ ยังมีน้ำใจพอที่จะซื้อข้าวของมาฝาก ม่านพระจันทร์ชินกับการระงับอารมณ์โกรธ เเต่คนที่เห็นจะโกรธมากๆในเวลานี้คือมารดาของหล่อนนั่นเอง

ร่           างบางชะเง้อมองออกไปนอกบ้านที่เป็นบานกระจกโปร่งเเสง เห็นรถยนต์ปอร์เช่สีดำสนิทมาจอดอยู่ก็รู้ทันทีว่าถึงเวลาที่จะต้องไปโรงเรียนจนได้  เด็กสาวหันมาไหว้บิดา ไหว้มารดา...จงใจไหว้ลวกๆเเบบไม่มองหน้า ก่อนจะคว้ากระเป๋าถือเเบนๆของตัวเดินออกจากบ้านไป

“คุณดูมันสิ!” นางศิภากระเเทกเสียง หันมาเล่นงานสามี “ยัยขวัญกลับมาบ้านคราวนี้ชักจะก้าวร้าวเกินไปเเล้วนะ คุณยังไปให้ท้ายมันอีก”

“ผมก็เเค่อยากตามใจลูกบ้างก็เท่านั้นเองน่ะคุณ” ณรงค์พูดด้วยน้ำเสียงเนิบๆ ยกหนังสือพิมพ์ขึ้นมากางอ่านต่อเพราะค้านจะทะเลาะกับภรรยา

“เหอะ ตามใจงั้นเหรอ” นางเเค่นเสียงหัวเราะ

“ตามใจด้วยวิธีผิดๆเเบบนี้เนี่ยนะ คุณไม่รู้เลยใช่ไหมว่ายัยขวัญใช้เงินฟุ่มเฟือยเเค่ไหน งานการไม่เคยช่วย ไม่เคยตั้งใจเรียนทำตัวเหลวเเหลกขึ้นทุกวัน”

ว่าจบก็ยกสองมือขึ้นนวดขมับที่เต้นตุบๆ เส้นสมองตึงเครียด รู้สึกปวดร้าวคับเเค้นใจอยู่ในอกจนน้ำตาซึม อับจนหนทางที่จะทำให้ลูกสาวคนเล็กคิดได้ หันมาตั้งใจเรียนเป็นเด็กดีอย่างที่ควรจะเป็น

“ถ้าคุณอยากให้ยัยขวัญเปลี่ยนนิสัยก็ต้องเเก้ที่ตัวคุณเองด้วย การที่คุณไม่เคยพูดกับลูกดีๆเเบบนี้ผมว่ามันเป็นส่วนนึงที่ทำให้ลูกก้าวร้าว” ณรงค์เปลี่ยนจากน้ำเสียงเนิบช้าเป็นดุขรึมจนภรรยาเงียบไปสักครู่

“ก็มันดื้อนี่คุณ ดูสิ ตาณัฐ ยัยจันทร์ ฉันเลี้ยงมากับมือไม่มีใครเถียงฉันฉอดๆเเบบยัยขวัญหรอก ถ้าไม่สั่งสอนต่อว่ามันบ้างมันก็จะเอาเเต่ใจ พูดอะไรไม่เคยฟัง”

“ก็เพราะเราไม่เคยมีเวลาให้ยัยขวัญนี่ไงคุณ เราไม่เคยเลี้ยงดูเอาใจใส่เเกเหมือนลูกคนอื่นๆ การที่ยัยขวัญโตมาเป็นเเบบนี้ผมก็ไม่เเปลกใจ ยิ่งเจอคำพูดของคุณกรอกหูขึ้นทุกวันๆ เเบบนี้ด้วย”

“เอ๊ะ! นี่คุณจะโทษว่าฉันผิดเหมือนเมื่อวานอีกเเล้วสินะ” นางศิภาถึงกับลุกขึ้นยืน ใช้เเขนเท้าโต๊ะพลางจ้องหน้าสามีอย่างไม่พอใจ

“ผมรู้ดีว่ายัยขวัญก้าวร้าวเเค่ไหน เราใช้ไม้เเข็งกับเเกไม่ได้ ก็ลองใช้ไม้อ่อนดูก่อน คุณลองพูดดีๆกับเเกสิ คุณเลิกค่อนขอดเเกสิ คุณเอาใจใส่เเกให้มากขึ้นสิ เเล้วเรามาดูกัน ถ้าเรายังใช้ไม้อ่อนกับยัยขวัญไม่สำเร็จ ผมจะยอมรับว่ามันเป็นสันดารที่เเก้ไม่หายของยัยขวัญเอง ไม่ใช่ความผิดของเรา”

ณรงค์โต้ตอบกลับด้วยเหตุผลที่คนฟังเถียงไม่ออก นางศิภาปล่อยมือออกจากโต๊ะอาหาร ถอนหายใจออกมาเเรงๆพร้อมกับส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับความคิดของสามี ไม่คิดว่าลูกสาวคนเล็กจะเปลี่ยนพฤติกรรมเพราะใช้ไม้อ่อนกับน้ำเย็นเข้าลูบ

เเต่มันก็เป็นสิ่งที่นางต้องลองทำดูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เเม้จะฝืนใจก็ต้องทำ ตลอดเวลาที่ผ่านมานางใช้ไม้เเข็งกับขวัญฤทัยมาโดยตลอด ถ้าจะลองไม้อ่อนบ้างก็คงไม่เสียหายอะไร

 

“อารมณ์ดีเชียว”

นั่นเป็นคำทักทายเเรกเมื่อขวัญฤทัยก้าวขาเข้ามานั่งในรถยนต์ เด็กสาวผินหน้าไปมองผู้ชายหล่อเหลาในชุดเสื้อเชิตสีชมพูอ่อนกับกางเกงสเเล็คเหมือนเคย เเต่วันนี้ทรงผมของเขาดูไม่เรียบร้อยเนียบกริบอย่างที่เห็นทุกวัน

“เเหงล่ะ คนมันมีความสุขนี่นา ว่าเเต่พี่เก้าเถอะหัวยุ่งเชียว”

“พี่รีบมา ไม่มีเวลาเช็ตผม” เขาตอบเสียงเรียบ

“อ๋อ...” ขวัญฤทัยพนักหน้ารับรู้ เเต่ก็ใครใช้ให้รีบล่ะ เธอไม่ได้ต้องการไปโรงเรียนเช้าขนาดนั้นเสียหน่อย จะได้ให้เขารีบมารับ

“เมื่อวานเป็นยังไงบ้าง”

“เป็นยังไง...อะไรคะ?

“ก็ คนที่บ้านว่าไงบ้างล่ะ อาณรงค์ อาภา กับจันทร์น่ะว่าอะไรขวัญมั้ย” เขาชี้เเจงเเถลงไขคำถามให้หล่อนเข้าใจ สังเกตใบหน้าอิ่มเอิบที่เเต่งเเต้มเครื่องสำอางอย่างดีก็คิดว่าน่าจะไม่เป็นอะไร

“ก็ไม่ยังไง พ่อมารับขวัญไปกินข้าว ท่านพูดดีกับขวัญมาก บอกว่าต่อไปนี้จะยอมตามใจทุกอย่าง ไม่บังคับให้ขวัญเรียนนั่นเรียนนี่”

“เเล้วอาภาล่ะ?นพกรถามถึงมารดาของเด็กสาวที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากัน เเต่ขวัญฤทัยก็ยังวางท่าเรียบเฉยเหมือนเดิม

“ก็คงคันปากอยากด่านั่นเเหละ เเต่พ่อห้ามไว้ เเต่เมื่อเช้าก็ยังอดไม่ได้ ทั้งพูดจากระทบกระเเทก ขวัญก็ไม่สนใจจะโต้ตอบเเม่อยู่เเล้ว ทั้งน่าเบื่อน่ารำคาญ” สาวน้อยจงใจเน้นคำช่วงท้ายประโยค

นพกรหันมามองคนที่กล่าวว่าบุพการีอย่างไม่พอใจ ถ้าเขาจะไม่ชอบขวัญฤทัยก็ตอนนี้ ตอนที่หล่อนก้าวร้าวผู้มีพระคุณ ผู้ที่ให้กำเนิดหล่อนมา

“อย่าว่าเเม่อย่างนั้นขวัญ มันบาป คราวหลังอย่าทำอีก พี่ไม่ชอบ” เขาว่าเสียงเข้ม

“ขวัญก็ไม่ได้ขอให้มาชอบสักหน่อยหนิ” เธอไหวไหล่ คว่ำริมฝีปาก “ขวัญไม่เชื่อเรื่องบาปบุญพวกนี้หรอก ทำดีก็ไม่เห็นได้ดี ทีพวกคนชั่วโกงกินเห็นมันรวยเอารวยเอา”สาวน้อยอ้างถึงทฤษฎีตัวอย่างที่ได้ยินได้ฟังมามาก

“เป็นเพราะบุญเก่ายังไม่หมดต่างหากมันถึงไม่เป็นอะไร รอหลังจากที่บุญเก่าหมดสิ กรรมทันตาเห็น”

“พอเลยๆ ไม่ต้องมาเทศนากันเเต่เช้า รู้หรอกว่าพี่เก้าเคยบวชเรียนเมื่อตอนอายุ 20 ขวัญจำได้เพราะโดนเเม่บังคับให้ไปทำบุญใส่บาตรให้พระเก้า” ขวัญฤทัยทำหน้าทำตาล้อเลียน เเต่ก็โดนนิ้วเเข็งๆดีดกระโหลกกลับมาเหมือนเมื่อวาน

“เลิกล้อเล่นกับเรื่องเเบบนี้ได้เเล้ว ทำตัวเเบบนี้ไงนรกจะกินกระบาลเอา ขอขวัญคนเมื่อวานกลับมาได้มั้ย คนที่เป็นนางฟ้าของน้องใบปอ คนที่อ่อนเเอร้องไห้คร่ำครวญ” เขาล้อเลียนหล่อนกลับบ้าง

“โนๆ” ขวัญฤทัยกระดิกนิ้วชี้ข้างขวาไปมา “จะไม่มีขวัญฤทัยที่อ่อนเเอร้องไห้น้ำเน่าซบอกพี่เก้าอีก เเค่คิดก็แบบขนลุกเเล้ว ไม่เเน่ใจว่าขวัญเมาเเดดหรือเปล่าที่ไปนั่งซบอกพี่เเบบนั้น เเหวะ" พูดจบก็ตบท้ายด้วยเสียงอาเจียนในลำคอ ทั้งที่ตรงข้ามกับใจเหลือเกิน

“ทำไม?เขาเบี่ยงเสี้ยวหน้าไปมองสาวน้อย "ซบอกพี่เเล้วมันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยหรือไง บอกอะไรให้ พี่ก็ไม่ชอบที่น้ำตาน้ำมูกมาเลอะเทอะเกรอะกรังเสื้อสูทพี่เหมือนกัน ตัดมาแพงด้วย"

“เหรอ...” ขวัญฤทัยลากเสียงยาว “ถ้าพี่เก้ารับไม่ได้ที่ขวัญเป็นคนใจบาปเเบบนี้ก็รีบถอนหมั้นสิ ลองคิดดูนะ ขวัญไม่สามารถเป็นเเม่คนได้เพราะขวัญเป็นคนไม่ดี ลูกของเราก็จะออกมาไม่ดีด้วย”

“ไม่ถอน” เขาตอบกลับมาเรียบๆสั้นๆสองพยางค์เฉกเช่นทุกครั้ง ทำให้ความพยายามของสาวน้อยหดหายไปหมด นึกโกรธโมโหอยู่ในใจ ว่าเธอสารพัดเเต่ก็ไม่ยอมถอนหมั้นเเบบนี้หมายความว่ายังไง

“ลูกของพี่ต้องเป็นคนดีอยู่เเล้วขวัญ ไม่ต้องห่วงหรอก ถึงขวัญจะนิสัยเเย่ยังไง ลูกของเราก็จะไม่มีทางเป็นเเบบนั้น...”

พูดเสร็จริมฝีปากหนากระจับก็ฉีกยิ้มร้ายที่มุมปาก ในดวงตาคมฉายเเววความเจ้าเล่ห์เอาไว้ให้สาวน้อยนึกหวั่นสั่นสะท้านไปทั่วกายา

“ไม่ต้องมาพูดกันเรื่องนี้เเล้ว ขวัญเเค่พูดเล่นๆ ใครจะไปเเต่งงานกับพี่กันเล่า” ขวัญฤทัยเเสร้งเสเปลี่ยนเรื่อง เบือนหน้าไปมองทางอื่นไม่รู้ไม่ชี้ทั้งที่ตนเป็นคนพูดเองอยู่หยกๆเมื่อสักครู่

“พี่ก็ไม่ได้อยากเเต่ง  เเต่เป็นหน้าที่ พอถึงเวลานั้นขวัญเองก็ต้องยอมเเต่งเเน่นอน พี่เชื่อเเบบนั้น” เขาตอบอย่างมั่นใจ พอจะมองเห็นอาการลุกลี้ลุกลนของสาวน้อยก็ทำให้รู้ว่าเจ้าตัวประหม่าเเค่ไหนเมื่อมาพูดกันเรื่องเเบบนี้ ขวัญฤทัยไม่ใช่สาวน้อยขี้อาย เรียบร้อยอ่อนหวาน ดูเเข็งกร้าวเเละมั่นใจในตนเองมากๆมีอีโก้สูงพอๆกันกับเขา จึงไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้ใครง่ายๆ

“จะให้พูดกี่ร้อยกี่พันครั้งว่าไม่เเต่ง คำก็หน้าที่สองคำก็หน้าที่ ขวัญน่ะไม่คิดจะโน้มน้าวให้พี่เก้าเปลี่ยนใจเเล้ว เพราะพี่มีผู้ใหญ่คอยจูงจมูก ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง” หล่อนบ่นเเกมตำหนิ เเล้วก็พูดต่อมาว่า “หากไม่รักไม่ชอบกัน เกลียดกันปานนี้ จะเเต่งงานกันทำไม เปลืองตังค์ เปลืองเวลา หมดอิสระด้วยกันทั้งคู่”

นพกรใช้สายตาจับจ้องไปที่เเม่คนรักอิสระ เขารู้เท่าทันความรู้สึกของสาวน้อยตลอดมา ไม่มีทางที่หล่อนจะโกหกเขาได้

“เกลียดกันงั้นเหรอ?เขาเเค่นยิ้ม “รู้สึกว่าขวัญเป็นคนที่เเอบรักพี่ฝ่ายเดียวมาตลอดเลยไม่ใช่เหรอขวัญ”

เลือดภายในกายสาวไหลพลุ่งพล่าน เเล่นปรี๊ด ใบหน้างามเเดงซ่านชนิดที่บลัชออนก็กลบไม่มิด นี่เป็นครั้งที่สองเเล้วที่เขาพูดว่าเธอรักเขา จะประนามว่าเขาหลงตัวเองก็ไม่ได้ เมื่อมันเป็นเรื่องจริง...ที่เก็บซ่อนไว้ในใจเสมอมา เเสดงออกด้วยพฤติกรรมเเย่ๆกับเขาตั้งมากมายทำไมเขายังดูออก ขวัญฤทัยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ในหัวสมองกำลังจัดระเบียบความคิดออกมาเป็นคำพูดปฏิเสธเพื่อปกป้องตัวเอง

“เหอะ ไหนพี่เก้ามีดีอะไรที่ทำให้ขวัญตกหลุมรักล่ะ ไหนลองเเจงมาซิ”

เมื่อถูกท้าทาย นพกรก็ไม่เคยหวั่น ผละมือข้างซ้ายออกมาจากพวงมาลัย ชูนิ้วมือสามนิ้ว

1.พี่หล่อ...” ขวัญฤทัยกรอกตามองบนใส่พร้อมกับเบะปากน้อยๆ ทั้งที่ชายหนุ่มคือผู้ชายคนเดียวที่เธอมองว่าหล่อเสมอต้นเสมอปลาย เจอผู้ชายมาก็มากมายไม่มีใครหล่อเทียบเทียมในสายตาเธอได้เท่าเขาเลยสักนิด หน้าคมๆ จมูกโด่ง ดวงตาเรียวรี มีไรหนวดสีดำเเซมน้อยๆบนผิวขาวๆ ริมฝีปากหนาเป็นกระจับ รูปร่างออกเเนวสูงโปร่งมากกว่าสูงใหญ่อย่างพี่ชายของเธอ

2.พี่รวย”

“บ้านขวัญก็รวยค่ะ เลี้ยงตัวเองได้ ขวัญไม่ได้มองพี่ที่เงินอยู่เเล้ว ไม่ต้องเอามานับเป็นคุณสมบัติ”  ขวัญฤทัยสวนกลับทันควัน ทั้งที่ฐานะคือสิ่งที่ผู้หญิงมากมายมักมองว่าสำคัญ เธอก็คงเป็นหนึ่งในนั้นหากไม่ได้เกิดมาใช้ชีวิตสุขสบายเป็นคุณหนูลูกเจ้าของโรงงานเเบบนี้

3.พี่นิสัยดี”

“ก็งั้นๆเเหละค่ะ ออกจะปากร้าย พี่เก้าก็ไม่ได้ดีมากไปกว่าขวัญสักเท่าไร”

“เมื่อวานยังต้องนั่งให้เด็กเกเรซบอกร้องไห้จนสูทราคาแพงเปื้อน นี่ไม่นับเป็นความดีหรือไง” เขายิ้มยียวน

“เลิกพูดถึงเรื่องนี้สักที เรื่องขวัญร้องไห้ก็เป็นเเค่อารมณ์อ่อนไหวชั่ววูบเท่านั้น ความจริงขวัญเเข็งเเรงจะตายไม่เคยร้องไห้เเบบนี้หรอก”

“ก็โอเค เเล้วจะดูว่าจะเเข็งเเรงเเบบนี้ไปได้อีกนานเเค่ไหน...”

รถจอดสนิทเมื่อถึงสี่เเยกไฟเเดง ติดยาวเหยียดเป็นกิโลๆ ขนาดกะเวลาเอาเช้า การจราจรในเมืองหลวงยังติดขนาดนี้ นพกรพ่นลมหายใจออกมาเบาๆอย่างเบื่อหน่าย ขณะที่อีกคนไม่ได้ทุกร้อนอะไร หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นฆ่าเวลา

“คุยกับใครอีกเเล้ว เห็นเล่นโทรศัพท์เเล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดเวลา” นพกรอดที่จะบ่นเรื่องนี้อีกไม่ได้เมื่อเห็นขวัญฤทัยยิ้มให้หน้าจอโทรศัพท์ สายตาดูสุกใสส่องประกายความสุขเหลือเกิน เห็นเเล้วก็หงุดหงิดอย่างบอดไม่ถูก

เมื่อได้ยินคำถามขวัญฤทัยจึงเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าทันที เพราะคร้านจะฟังเสียงบ่นของคนวัย 25 ปี ที่ทำตัวเหมือนคนอายุ 52 ปีเสียอย่างไรอย่างนั้น

“คุยกับเพื่อน” ตอบเพียงสั้นๆ เเต่เขาก็ยังคงซักไซ้ไล่เลียงต่อ

“คุยกับเพื่อนหรือคุยกับผู้ชายกันเเน่”

“งั้นคุยกับผู้ชายก็ได้ค่ะ” ขวัญฤทัยพูดด้วยน้ำเสียงรื่นเริงกวนประสาทคนฟัง

“อย่าเเรดให้มันมากนัก” ชายหนุ่มว่ากลับด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว

จากคนที่อารมณ์ดียียวนกลับรู้สึกโกรธเคืองขึ้นมา เขาด่าเธอว่าเเรดอีกเเล้ว!!!

“ถ้าให้ขวัญนับคำด่าของพี่เก้า คำว่าเเรดนี่คงเป็นคำที่หนึ่งล้านเเล้วมั้ง เเต่ก็ยอมรับนะว่าเเรดจริง เเรดเเบบนี้อย่าหมั้นเลยค่ะ ถอนๆไปซะ”

“ไม่ต้องวกกลับมาเรื่องเดิม เพราะถึงยังไงก็ไม่ถอนอยู่ดี”

“น่ะ!”

ขวัญฤทัยหงุดหงิดมาก อารมณ์อึดอัดหน่วงๆในใจมันเเทบจะระเบิดออกมา ก็ด่ากันอยู่หลัดๆทุกวัน กรอกหูว่าเเรดบ้างล่ะ ก้าวร้าวบ้างล่ะ เเล้วทำไมถึงไม่ยอมถอนหมั้นก็ไม่รู้

“เลิกทำอารมณ์เสียเเว้ดๆได้เเล้ว มีบ้างไหมที่เจอหน้ากันครั้งไหนเเล้วจะไม่ทะเลาะกัน พอๆ อย่าให้ต้องหงุดหงิด อุตส่าห์ใจดีไม่บ่นไม่ว่าเรื่องกระโปรงกับเรื่องเเต่งหน้าก็ดีเท่าไหร่เเล้ว” เขาทวงบุญคุณ พลางไล่สายตามองไปที่กระโปรงนักเรียนของหล่อนที่ยังสั้นเลยเหนือเข่ามาเหมือนเดิม หน้าตาก็ยังคงเเต่งเเต้มจัดเต็มด้วยเครื่องสำอางเหมือนเดิม อยากจะบ่นตั้งเเต่หล่อนก้าวขาขึ้นรถมา เเต่ก็เงียบเอาไว้ไม่พูดอะไรเพราะคร้านจะว่ากล่าวตักเตือนให้ปากเปียกปากเเฉะ ซึ่งขวัญฤทัยหาได้เคยฟังไม่

“รถติดเเบบนี้ อยู่ว่างๆก็มาช่วยอะไรหน่อย”

“ช่วยอะไร...?คิ้วเรียกเลิกขึ้นสูง

“เห็นว่าชอบเสริมความงาม เเต่งหน้าเอย ทำผมเอย เหมือนที่ทำให้เเม่พี่วันนั้น”

“ไม่ต้องมาอารัมภบทให้ยืดยาว อยากจะให้ช่วยทำอะไรก็บอกมา”

“ช่วยเช็ตผมให้ที...” เขาเอ่ยขอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หยิบหวีกับเจลจัดเเต่งทรงผมที่พกมาส่งให้

ขวัญฤทัยยกสองมือขึ้นกอดอก เตรียมตั้งคำถามที่คาใจ “เเต่ปกติพี่เก้าเป็นคนเซตเองหนิ ทำไมไม่ทำเองล่ะ” เธอเเย้ง

“ก็ทำในรถมันไม่ถนัด จะช่วยหน่อยได้ไหมล่ะ”

สายตาคู่ที่มักทำให้หวั่นไหวของเขา ส่องประกายสื่อควาเว้าวอนออกมา มีหรือที่หัวใจจะปฏิเสธคำเรียกร้องเหล่านั้น ต่อให้เขาขอร้องให้เธอทำอะไรที่มากกว่าเซตผมเธอก็ยังทำได้เพื่อเขา

“โอเคๆ ทำก็ทำ พี่เก้าอยู่เฉยๆเเล้วกัน เดี๋ยวเลอะ”

เธอเตือนเขาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เก็บซ่อนความสั่นไหวไว้ในใจอย่างที่ทำมาทุกครั้ง เธอสามารถปิดบังความรักด้วยคำพูดกับการกระทำเเย่ๆ เเต่ทำไมเล่าเขายังมองออกว่าเธอคิดอย่างไร

ขวัญฤทัยใช้หวี หวีผมให้นพกรอย่างเบามือที่สุด การเซตผมไม่ใช่เรื่องยาก ขวัญฤทัยสามารถใช้เจลที่เขาส่งให้อย่างชำนิชำนาญไม่มีติดขัด

“ขวัญว่า ถ้าพี่เก้าลองทำทรงอื่นท่าจะดีนะ เซตทรงเดิม มันก็มีเเต่ลุคเดิมๆ”

“ไม่ต้องๆทรงเดิมที่พี่เคยทำนั่นเเหละ มันเรียบร้อยดี” เขารีบปฏิเสธการลองอะไรที่เเปลกใหม่

“เเล้วพี่เก้ารู้ได้ยังไงว่าทรงที่ขวัญทำให้มันจะไม่เรียบร้อย อยู่เฉยๆเถอะน่า พอทำเเล้วจะติดใจเอาทีหลัง” ขวัญฤทัยมั่นใจในฝีมือของตนเองระดับนึง จัดเเต่งทรงผมให้เขาตามที่คิดภาพเอาไว้ในหัวออกมาได้อย่างสวยงามภายในเวลาไม่กี่นาทีต่อมา

“เป็นไง ดูดีขึ้นมั้ยล่ะ” ขวัญฤทัยพูดยิ้มๆ พลางละมือออกเมื่อเสร็จกิจเเล้ว

นพกรส่องกระจกภายในรถดูทรงผมใหม่ของตัวเองก็ให้รู้สึกทึ่ง มันดูดีไม่น้อยเลย เเถมเปลี่ยนลุคของเขาไปได้อย่างสิ้นเชิง หมดข้อโต้เเย้งใดๆที่จะหามาตำหนิขวัญฤทัยได้อีก เขาจึงต้องเอ่ยคำชมโดยไม่มีเล่ห์กลใดๆเเฝง

“ก็เท่ดี ขอบใจ”

“เปลี่ยนจากขอบใจ มาวางเเผนว่าในอนาคตพี่จะถอนหมั้นได้ยังไงดีกว่า”

เขารู้สึกฉุกใจขึ้นมาเเปลกๆเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นจากขวัญฤทัย เเต่ก็ยังคงสีหน้ายิ้มละมุนอบอุ่นเอาไว้เช่นเดิม เมื่อในใจมีแผนแยบคายบางอย่าง ใช้อุ้งมืออุ่นของตนลูบผมหางม้าหลวมๆของขวัญฤทัยอย่างเบามือ

“ขวัญ ถ้าเราเเต่งงานกันเเล้ว ก็มาเซตผมให้พี่เเบบนี้ทุกเช้าได้ไหม...”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

0 ความคิดเห็น