ซ่อนรักไว้ใต้วิวาห์ (ซีรีส์วิวาห์ซ่อนรัก) ฉบับรีไรท์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 483,392 Views

  • 1,570 Comments

  • 3,870 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    2,996

    Overall
    483,392

ตอนที่ 8 : บทที่ 7 ความเเน่นอนคือความไม่เเน่นอน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16930
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    12 ม.ค. 62

                                       7

                       ความเเน่นอนคือความไม่เเน่นอน

 

นพกรสามารถขับรถพาขวัญฤทัยกลับมาจนได้ เเทนที่จะพาสาวน้อยไปส่งที่บ้านเขาก็เลือกที่จะพาหล่อนกลับมาที่โรงเเรมพร้อมกัน เป็นเพราะขวัญฤทัยขอเอาไว้เพราะยังไม่พร้อมกลับบ้าน

“นั่งเล่นอยู่ที่ล็อบบี้เเล้วกัน พี่ต้องไปทำงานต่อ” เขาบอกกับขวัญฤทัยเมื่อเดินมาถึงนำหล่อนมาถึงที่ล็อบบี้ของโรงเเรมเเล้ว มองใบหน้าอิดโรยกับดวงตาเเดงช้ำก็ให้นึกเห็นใจ เเต่เขาก็ได้ทำหน้าที่ของตัวเองจนสุดความสามารถเเล้ว

“เดี๋ยวก่อนพี่เก้า” ขวัญฤทัยดึงท่อนเเขนเเข็งเเรงเอาไว้เมื่อเห็นเขากำลังจะเดินจากไป

“มีอะไร”

สาวน้อยรู้สึกมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ สมองกำลังประมวลผลเเละคิดหนักว่าเธอควรจะพูดสิ่งที่คิดออกไปดีหรือไม่ เพราะเธอไม่เคยพูดมันกับเขาสักครั้งอย่างจริงใจ

“เอ่อ คือ...”

“ถ้าไม่มีอะไรพี่จะไปทำงานเเล้วนะ รีบ ยังมีงานอีกเยอะที่ต้องสะสาง”

“ขะ...ขวัญขอบคุณค่ะ”

ขวัญฤทัยกล่าวพลางยกมือที่สั่นเทาไหว้นพกร เขาไม่คิดไม่ฝันว่าขวัญฤทัยจะสามารถพูดคำเหล่านี้ออกมาได้ เเต่ก็ดีใจที่วันนี้เขาได้เห็นอะไรดีๆจากคนที่ไม่เคยเห็นหลายอย่าง

“อืม” เขารับคำสั้นๆ เท่านั้น คลี่ยิ้มอ่อนโยนเล็กน้อยเเล้วก็ตัดสินใจเดินจากมา

นพกรถอนหายใจยาวๆเฮือกใหญ่ระหว่างที่กำลังขึ้นลิฟต์ ความรู้สึกเเปลกประหลาดที่เกิดขึ้นจนเขาตั้งตัวไม่ทัน เขาไม่สามารถอธิบายได้หรอกว่ามันคืออะไร เเค่รู้ว่าตอนนี้เขารู้สึกดีที่ได้อยู่ใกล้ๆกับขวัญฤทัย ได้เห็นพัฒนาของเด็กจอมเกเรคนนึงก็พาให้สุขใจนัก

เเต่นี่ไม่ใช่ความรักใคร่ของหนุ่มสาวอย่างเเน่นอน เขาไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด  เขาไม่สามารถรักใคร่ใครได้ภายในวันสองวัน โดยเฉพาะกับขวัญฤทัยด้วยเเล้วยิ่งไม่ใช่เข้าไปใหญ่

เเต่เขารู้อยู่เเก่ใจเป็นอย่างดีว่าขวัญฤทัยหลงรักเขามาเนิ่นนานตั้งเเต่ตอนยังเป็นเด็ก จนถึงตอนนี้เขาก็คิดว่าหล่อนอาจจะยังรักเขาอยู่

ถ้าพูดถึงกฎของความรู้สึก มันก็สามารถเปลี่ยนเเปลงได้ตลอดเวลา วันนี้รู้สึกดี พรุ่งนี้อาจจะไม่ หรือขวัญฤทัยอาจจะกลับมาเป็นขวัญฤทัยจอมเกเรเหมือนเดิม นิสัยคนเราเเก้ไม่ได้ง่ายๆ

นพกรจึงทำใจไว้ล่วงหน้าว่าเขาจะไม่รู้สึกผิดหวังหากพรุ่งนี้ได้ขวัญฤทัยคนเดิมกลับคืนมา เเละจะไม่พยายามโฟกัสความรู้สึกดีๆที่มีให้เจ้าหล่อนมากเกินไป ขวัญฤทัยไม่รู้ตัวหรอกว่าเข้ามามีบทบาทในหัวใจของเขาเสียเเล้ว เเม้บทบาทเหล่านั้นจะน้อยนิดเเต่ก็ถือว่ามีส่วน

เมื่อลิฟต์เคลื่อนตัวมาถึงจุดหมายปลายทาง ชายหนุ่มก็ก้าวขาออกจากลิฟต์ หัวเราะในลำคอ ส่ายหน้าเบาๆอย่างนึกปลงล่วงหน้า

วันนี้ปรองดองสงบสุขกัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็กลับมาทะเลาะกันอีกเหมือนเดิม พนันได้เลยว่าอย่างไรซะ เธอก็ไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยได้รวดเร็วขนาดนั้น ถึงเเม้ที่จริงเเล้วในคาบซาตานอย่างขวัญฤทัย ก็มีนางฟ้าที่เเอบซ่อนอยู่ภายในที่นานๆครั้งจะออกมาปรากฎตัว


“เจอน้องเเล้วใช่มั้ยตาเก้า โอเคจ้ะ อาขอบคุณมากเลยนะ”

นางศิภาหายใจปอดอย่างโล่งอก เมื่อลูกชายของเพื่อนรุ่นพี่คนสนิทโทร.มาบอกว่าเจอลูกสาวตัวดีผู้ก่อเรื่องเเล้ว

“เป็นไงบ้างคะเเม่” ม่านพระจันทร์เดินเข้ามาถามมารดาอย่างร้อนรน

“เจอตัวเเล้ว เหอะ นั่งรถหนีไปเที่ยวนอกตัวเมืองโน่น ดีนะตาเก้าไปเจอตัว กลับมาบ้านก่อนนะจะตีให้ไม้หักเลย”

“พอเเล้วน่าคุณ เลิกพูดอะไรเเบบนี้กับลูกเสียที ผมขอล่ะ” ณรงค์ว่าภรรยาอย่างอ่อนใจ ตนเองก็นั่งรอฟังข่าวลูกสาวอย่างใจจดใจจ่อไม่เเพ้กัน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยก็ดีใจเเล้ว ไม่อยากจะไปซ้ำเติมอะไรลูกสาวคนเล็กอีก ถ้าเป็นเเบบนั้นจะยิ่งหนีเตลิด

“เอ๊ะ ! คุณนี่ก็ อย่าไปให้ท้ายมันสิ ก่อเรื่องเสียขนาดนั้น ส่งให้เรียนหนีไปเที่ยวมันใช่เรื่องเหรอคะคุณ มันต้องอบรมสั่งสอนกันบ้าง พอปล่อยมากก็เกเรจนเสื่อมเสีย”

“ไอ้อบรมสั่งสอนน่ะผมไม่ว่าหรอกนะ เเต่ไม่ใช่การประชดด่าว่าลูก ผมว่าที่ยายขวัญเป็นเเบบนี้คุณเองก็มีส่วนเหมือนกัน”

“นี่คุณจะโยนความผิดให้ฉันเหรอที่ยายขวัญเป็นเเบบนี้น่ะ ใช่สิ ฉันมันไม่ดีเอง เหอะ เชิญสอนเอาเองก็เเล้วกันฉันไม่อยากจะพูดเเล้ว”นางศิภาโกรธขึ้งสามี สะบัดก้นเดินออกจากออฟฟิตโรงงานไป ม่านพระจันทร์กับผู้เป็นบิดาได้เเต่มองหน้ากัน เเละทำอะไรไม่ถูก

ม่านพระจันทร์เองไม่ชอบใจที่มารดาชอบประชดเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับน้องสาว ซึ่งการทำเเบบนั้นจะทำให้ขวัญฤทัยไม่ชอบหน้าเธอ เธอกับพี่ชายเป็นคนหัวอ่อนเเละยอมอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้เป็นเเม่มาตั้งเเต่เด็กๆทำให้เเม่ไม่เคยว่าดุด่าอะไร ผิดกับขวัญฤทัยที่พอเริ่มโตขึ้นก็เริ่มที่จะดื้อดึง มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่เคยฟังเเม่ ไม่ยอมหันเหโอนอ่อนไปทางมารดาเลยเเม้เเต่น้อย ทำให้เเม่เริ่มคิดอยากเอาชนะ เเละจะบังคับให้ขวัญฤทัยเชื่อฟังให้ได้

คนหนึ่งก็เหมือนเผด็จการ ส่วนอีกคนก็โคถึกคึกพิโรธ ไม่มีใครยอมใครทั้งนั้น ทำให้เเม่คอยดุด่าประชดประชันขวัญฤทัยมากที่สุดในบรรดาลูก เเละขวัญฤทัยก็เชื่อมาตลอดเสมอว่าตนเองเป็นลูกชังที่เเม่ไม่รักไม่ต้องการ

คำว่า ลูกชังอาจจะจริง เเต่คำว่า ไม่รักไม่ต้องการ' นั้นไม่จริงเลยสักนิด

ม่านพระจันทร์สนิทสนมกับมารดาที่สุดในครอบครัว รู้ดีว่าลึกๆเเล้วเเม่ก็รักขวัญฤทัยมากไม่เเพ้คนอื่นๆ เพียงเเต่การเเสดงออกมักตรงข้ามกับใจทั้งสิ้น ได้เเต่หวังอยู่ในใจลึกๆว่าสักวันน้องสาวเธอจะได้รับรู้ว่าความจริงเเล้วหล่อนคือคนที่เเม่รักเเละเเอบเป็นห่วงเสมอ

“พ่อจะไปรับขวัญไหมคะ จันทร์คุยกับคุณเก้าเเล้ว ขวัญอยู่ที่ล็อบบี้โรงเเรมพี่เก้า” หญิงสาวหันไปบอกกับบิดาหลังที่ได้รับข้อความตอบกลับการสนทนาจากนพกรเเล้ว

ชายวัยกลางคนพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงรับรู้ ถึงเวลาที่เขาควรจะเอาใจใส่ลูกสาวคนเล็กบ้าง เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้เขารู้สึกผิดอยู่ครึ่งหนึ่ง มันคือความบกพร่องของคนเป็นพ่อ ส่วนอีกครึ่งก็คือความดื้อพยศที่คงต้องอบรมสั่งสอนกันบ้าง การอบรมสั่งสอนที่ไม่ใช่การประชดประชันอย่างที่ภรรยาของเขาชอบทำเป็นประจำ

“เดี๋ยวพ่อจะไปรับน้องเอง”

 

เเอร์เย็นๆกับของว่างรองท้องเเสนอร่อยของโรงเเรมทำให้ขวัญฤทัยสามารถสงบสติอารมณ์ได้ในเวลารวดเร็ว หลังจากที่ตอนเเรกมีอาการซึมๆ ตอนนี้ก็สามารถกลับมาเเข็งเเกร่งได้เหมือนเดิม ทั้งที่ถ้อยคำปลอบใจทื่อๆเเต่ช่างเเสนอบอุ่นของนพกรก็ลอยเข้ามาในหัวตลอดเวลา

ร้องไห้บ้างก็ได้ ความอ่อนเเอไม่ได้ทำให้ขวัญดูเเย่

ยังไงซะ หากเธออ่อนเเอมันก็จะทำให้เธอดูเเย่กว่าที่ควรจะเป็น คนรอบตัวก็จะมาสมน้ำหน้าเอาได้ อยากจะตบหน้าตัวเองเหลือเกินที่ไปนั่งซบอกร้องไห้กับเขาในสวนสาธารณะเเละคร่ำครวญเหมือนคนบ้า

เเกจะเป็นเเบบนี้อีกไม่ได้เเล้วนะขวัญ เเกต้องเเข็งเเกร่ง พึ่งพาตัวเองได้ นี่ไม่ใช่เเกเลยที่จะมานั่งคร่ำครวญเพียงเพราะปัญหาหยุมหยิมของครอบครัว เเกยังเชิดหน้าเเละเดินต่อไปได้อย่างสง่างาม อย่ามาจบตัวเองด้วยการเป็นสาวเจ้าน้ำตาเลย

            ขวัญฤทัยคิดได้ดั่งนั้นก็หยิบเครื่องสำอางในกระเป๋ามาเติมเสริมเเต่งใบหน้าที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาให้กลับมาดูดีเหมือนเดิมอีกครั้ง

สิ่งที่เป็นเรียลลิตี้จริงๆในวันนี้ก็คือการที่เธอช่วยเหลือเด็กหญิงใบปอต่างหาก มันคือการให้ที่มีความสุขอย่างที่ขวัญฤทัยไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เหมือนได้ค้นพบนางฟ้าในจิตใจของตนเองที่ซ่อนอยู่ลึกๆ

เเละสิ่งสุดท้ายที่เรียลลิตี้ที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นความรู้สึกดีๆที่มีให้นพกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ได้อยู่ในอ้อมกอดของเขาทำให้เธอรู้สึกได้รับความอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก คำพูดปลอบโยนยังคงฝังรากลึกที่จะบันทึกเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืมเลือน เเละคำพูด ขอบคุณ จากใจจริงของเธอ

“ขวัญ”

น้ำเสียงเรียกที่เเสนคุ้นหูทำให้ขวัญฤทัยที่กำลังนั่งเล่นสบายๆหันขวับไปมองทันที ก็กับพบสตรีร่างสูงสง่า เเต่งตัวภูมิฐาน มีสีหน้าร้อนรนระคนเป็นห่วง นางเร่งฝีเท้าย่างก้าวเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว

“สวัสดีค่ะอารัตน์” ขวัญฤทัยยกมือไหว้เมื่อนางนพรัตน์นั่งลงบนโซฟาข้างๆกับตนเเล้ว นางจับมือไม้ของขวัญฤทัยลูบไปมา เเล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

“อารู้ข่าวจากตาเก้าก็เลยรีบมา ขวัญไม่เป็นอะไรใช่ไหมลูก” มือเเห้งกร้านลูบผมของว่าที่ลูกสะใภ้อย่างเบามือ พอจะเข้าใจความรู้สึกของขวัญฤทัยเบื้องต้นจากคนเป็นลูกชายมาเเล้วในตอนที่คุยโทรศัพท์ถามไถ่กัน

เมื่อได้มองจ้องดวงตาวาวๆ รอยยิ้มละมุนของนางนพรัตน์ก็ทำให้ขวัญฤทัยรู้สึกดีขึ้นมากกว่าเดิม มันให้ความอบอุ่นอาทรเหมือนกับตอนที่เธอซบอ้อมอกของนพกรไม่มีผิด เพียงเเต่มันให้ฟีลเเตกเเต่งกันเท่านั้น

ไม่ว่ามีเรื่องทุกข์ร้อนอะไร ขวัญฤทัยก็มักจะเห็นผู้หญิงคนนี้เป็นคนเเรกเสมอ ทั้งที่ญาติในสายเลือดก็ไม่ใช่ ต่างจากคนเป็นเเม่ ที่ขวัญฤทัยเชื่อสนิทใจเลยว่าหากเธอกลับไปจะต้องโดนเทศนาชุดใหญ่ ด่าทอ ซ้ำเติม ประชดประชัน หรือหนักสุดก็อาจโดนทำโทษ เเต่ไม่ว่าจะโดนอะไรก็ตาม ขวัญฤทัยตั้งปณิธานเเน่วเเน่ว่าจะไม่มีทางร้องไห้ให้ตัวเองดูอ่อนเเออีกเเล้ว

“ขวัญไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอกค่ะ เเข็งเเรงจะตาย”

เเม้เด็กสาวจะยิ้มเเย้มให้นาง เเต่ดวงตาเเละน้ำเสียงกลับเเข็งกร้าวกว่าที่เคยเป็น นางนพรัตน์กลัวอยู่ในใจลึกๆว่าขวัญฤทัยจะต่อต้านหรือมีพลังงานด้านลบเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม จึงพยายามใช้กระเเสความรักความอบอุ่นที่นางมีเข้าใกล้ใจของเด็กสาวมากที่สุด

“มีเรื่องอะไรก็ปรึกษาอาได้นะขวัญ อย่าทำเเบบนี้เลย หนีเรียนออกไปเที่ยวที่ไกลๆมันอันตราย ทุกคนก็เป็นห่วงขวัญทั้งนั้นเเหละ”

“ไม่มีใครในครอบครัวเป็นห่วงขวัญจริงๆหรอกค่ะ ทุกคนก็เป็นเเค่เป็นห่วงว่าขวัญจะไปทำอะไรไม่ดี ทำให้ชื่อเสียงตระกูล” โตมากับคำว่า ชื่อเสียงของครอบครัว เกียรติยศของวงศ์ตระกูล ไม่เคยได้รับความรักความเอาใจใส่ ความเป็นห่วงอย่างพวกลูกคนอื่นๆเขา ไม่ต้องไปดูตัวอย่างที่ไหนไกลหรอก นพกรกับนภิตานี่ไงเล่า ครอบครัวยอเกียรติคุณคือต้นเเบบครอบครัวดีเด่นที่ทำให้ขวัญฤทัยนึกอิจฉาตลอดเวลา

“อย่าไปคิดเเบบนั้นสิลูก มีอะไรก็เล่าให้อาฟังเลยนะ อาพร้อมรับฟังขวัญทุกเรื่อง” นางนพรัตน์กุมมือบางของขวัญฤทัยเอาไว้เเน่น นึกเป็นห่วงคนที่นางรักเหมือนลูกคนนึง ที่ดูทีเเล้วก็เป็นอย่างที่นางคิดเอาไว้จริงๆว่าสาวน้อยยังต่อต้านเหมือนเดิม

“ไม่มีเรื่องอะไรหรอกค่ะ” ขวัญฤทัยปฏิเสธพลางส่ายหน้า “ขวัญเเค่เบื่อโรงเรียนก็เลยออกมานั่งรถเล่น ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย”

สตรีสูงวัยพ่นลมหายใจแผ่ว รู้ว่าเด็กสาวโกหก เพราะไม่ตรงกับที่ลูกชายเล่าให้ฟังเลยสักนิด นพกรบอกว่าหล่อนระบายความอัดอั้นตันใจในทุกๆเรื่องเเละร้องไห้ออกมาตอนที่เขาไปตาม

เเต่ก็ไม่ใช่เเค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เรื่องความน่ารักของขวัญฤทัยที่ลูกชายของนางได้ไปเจอภายในวันนี้เมื่อได้ฟังก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้ บอกเเล้วว่านางดูคนไม่ผิด ขวัญฤทัยมีอะไรดีๆที่ซ่อนอยู่ลึกลงไปภายในหัวใจน้ำเเข็ง

“งั้นถ้าไม่มีอะไรก็ดีเเล้วจ้ะ” นางไม่ซักไซ้ต่อให้มากความ “นี่อาจะเเวะไปหาพี่เก้าเขาต่อ ขึ้นไปด้วยกันกับอามั้ยล่ะขวัญ”

“ไม่ดีกว่าค่ะ ขวัญขออยู่ตรงนี้ดีกว่า”

“งั้นอาไปก่อนเเล้วนะ อย่าลืมที่อาบอกล่ะมีเรื่องอะไรก็ปรึกษาได้ อย่าหนีไปเที่ยวคนเดียวอีกนะขวัญ”

“โอเคค่ะอารัตน์”

ขวัญฤทัยรับปากไปอย่างนั้นเอง ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะทำได้ดังปากว่าหรือไม่

เมื่อสตรีร่างสูงสง่าเดินจากไป ร่างผอมบางในชุดมัธยมปลายก็เอนกายพิงโซฟาอย่างหมดเเรง เเขกที่นั่งอยู่ในล็อบบี้มีไม่ค่อยเยอะนัก บ้างก็มารอเช็คอิน ทำให้ไม่ค่อยอึดอัดเท่าที่ควร

นั่งเล่นอยู่สักพัก ตาก็เหลือบไปเห็นก็เห็นผู้เป็นบิดาเดินผ่านประตูกระจกใสบานเลื่อนอัตโนมัติเข้ามาภายในโรงเเรม ร่างบางรีบกระเด้งตัวลุกขึ้นยืนทันที ทำสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด ไม่ว่าบิดาจะด่าตำหนิอะไรเธอจะไม่ตอบโต้ เเละไม่มีวันก้มหน้ายอมรับผิดเป็นอันขาด

บิดาเดินตรงเข้ามาเรื่อยๆ คิ้วดกดำเเซมขาวขมวดมุ่นตลอดเวลา เดาได้เลยว่าบิดาจะต้องโกรธมาก จนในที่สุดก็เดินมาถึงตัวเธอ

ขวัญฤทัยเตรียมพร้อมรับมือทุกคำกระทบกระทั่งจิตใจที่กำลังจะได้ฟังต่อไปนี้อย่างเข้มเเข็ง...

“ไปกินข้าวกันเถอะลูก”

ผิดคาดอย่างเเรง

ขวัญฤทัยถึงกับอึกอัก พูดอะไรไม่ออก เพราะสมองมึนตึงไปหมดจนรับมือเเทบไม่ทัน พอๆกับตอนที่นพกรบอกว่าตัวเองลุกออกจากห้องประชุมมาเพื่อตามหาตน คิดว่าจะโดนด่าว่าเเต่กลับกลายเป็นคำชวนไปกินข้าวร่วมกับบิดา

กินข้าวงั้นเหรอ...

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเด็กสาวไม่เคยใช้ชีวิตทำกิจกรรมร่วมกับผู้เป็นพ่อเลย จนห่างเหินกันกลายไปเป็นความชินชา ทั้งที่โหยหามาโดยตลอดเเต่ก็รู้ว่าไม่มีเวลาให้เธอ จนตอนนี้ได้โอกาสดีๆนั้นเเล้ว เธอจะทิ้งมันไปง่ายๆได้ยังไงกัน

 

 

 

ณรงค์ ปุณยภักดิ์หัวหน้าครอบครัวผู้เป็นเเรงกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจขนมผลไม้อบเเห้งที่ขายดิบขายดีเเละเป็นที่นิยมมากว่า 20 ปีเเล้ว ทำรายได้มหาศาลจนร่ำรวยเป็นเศรษฐี เขาเรียนรู้งานจากบิดา ขยันขันเเข็ง หลังจากได้เเต่งงานกับหญิงสาวที่ชอบพอกันอย่างศิภาเเล้วก็ช่วยกันทำมาหากินหนักขึ้น ขยายโรงงานให้ใหญ่กว่าเดิม มีทายาทสามคน คนเเรกก็คือ ดนัยณัฐ บุตรชายเพียงคนเดียวของเขา เเละบุตรสาวคนต่อมาก็คือม่านพระจันทร์ ในช่วงเวลาที่มีลูกเพียงสองคน เขายังมีเวลาดูเเลรักเเละเอาใจใส่ลูกทั้งสองคนร่วมกับภรรยา เเต่พอบิดามารดาของเขาที่ชราภาพมากเเล้วขอเกษียณตัวเองไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่ไร่ทางเเถบราชบุรี เขาก็ต้องทำงานหนักมากขึ้นในวัย 38 ปี เเละเป็นเวลาเดียวกับที่นางศิภาคลอดบุตรคนสุดท้องนั่นก็คือขวัญฤทัย เเละต้องจ้างเเม่บ้านเลี้ยง เพราะเขากับภรรยาต้องออกไปทำงานตลอด ประกอบกับช่วงนั้นเกิดวิกฤตทางการเงินในเศรษฐกิจ ทำให้ยิ่งวุ่นวายเเละลำบากยากเย็นแสนเข็ญ กว่าจะรู้ตัวว่าเอาเเต่ทำงานจนไม่มีเวลาดูเเลเอาใจใส่ลูกสาวคนเล็ก เวลาก็ล่วงเลยมาถึง 18 ปีเเล้ว

ใบหน้าคร้ามเศร้าสลดลงอย่างรู้สึกผิดขณะที่กำลังขับรถมุ่งหน้าหาร้านอาหารดีๆ เงียบๆสักร้าน เพื่อใช้เป็นช่วงเวลาพิเศษกับลูกสาวคนเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ เเละเงียบมาตลอดทาง

เขาดุลูกไม่ลงจริงๆ ทั้งที่ในตอนเเรกยอมรับว่าลูกสาวทำตัวเหลวเเหลกขนาดนี้ ทันทีที่เข้าไปในโรงเเรมเเล้วเห็นหน้าเเละสภาพยุ่งเหยิงของลูกสาวก็ก่อให้เกิดความรู้สึกผิดในใจเพิ่มพูนทวีขึ้นยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

คุณอาอย่าไปดุขวัญเลยครับ ในเวลาที่ขวัญเป็นเเบบนี้ ยิ่งดุจะยิ่งต่อต้าน เราควรให้ความรักความใส่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เยียวยาจิตใจส่วนนึงที่ผมเชื่อว่าขวัญฤทัยบอบช้ำมาตลอด ซึ่งผมคิดว่าคุณอากับคุณอาภาคงรู้ดีว่าเรื่องอะไร...

คำพูดของชายหนุ่มรุ่นลูกดังผ่านมาตามสายสนทนาทางโทรศัพท์ นพกรขอร้องไม่ให้เขาดุด่าขวัญฤทัย บางถ้อยคำบาดใจยิ่งนัก จนรู้สึกอายที่ต้องให้ว่าที่ลูกเขยมาสอนสั่งเเบบนี้

เเต่ก็เขาดีใจอยู่ลึกๆ ที่ได้หมั้นหมายขวัญฤทัยไว้กับผู้ชายคนนี้ ที่บุรุษวัยกลางคนคิดว่าสามารถฝากฝังชีวิตลูกสาวไว้ได้ นพกรมีความเป็นผู้ใหญ่เเละสุภาพ รับมือกับความดื้อรั้นของขวัญฤทัยได้เป็นอย่างดี ทั้งที่ตอนเเรกเขาก็สงสารลูกสาวคนโตที่ดูจะรักชอบพอกับนพกรมาก่อน

เเต่ ณ ตอนนี้ เวลานี้ ขณะนี้ เขาควรเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ขวัญฤทัยบ้าง นั่นก็คือผู้ชายที่เขาเห็นสมควรที่จะมาเป็นเขยของตระกูลปุณยภักดิ์

 

บิดาพาเธอมาที่ร้านอาหารไทยเล็กๆเเห่งหนึ่ง เน้นความสงบร่มรื่นท่ามกลางเเมกไม้นานาพันธุ์เป็นจุดขาย การันตีว่าเป็นที่นิยมขายมาเกือบ 30 ปี เสียงเพลงลูกกรุงสุดคลาสสิคดังเคล้าคลอมาเป็นระยะ กลิ่นอายของสายลมเเละกลิ่นหอมเครื่องเทศทำให้ขวัญฤทัยรู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ขวัญฤทัยไม่เคยชอบร้านอาหารเเบบนี้เลย เพราะอากาศร้อน เธอชอบอยู่ในห้องเเอร์เย็นๆ เเละรับประทานอาหารมองวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานที่โปรดนั้นคือโรงเเรมยอเกียรติคุณ

อาหารถูกยกมาเสิร์ฟ ทุกอย่างล้วนสวยงามด้วยความเป็นไทย ทั้งผักผลไม้เเกะสลัก หากเป็นพี่สาวของตนก็คงชื่นชมไม่หยุด เเต่ขวัญฤทัยยักรู้สึกชื่นชมด้วย

พอจะตักอาหารเข้าปากก็นึกถึงตอนที่นพกรพาเธอไปกินอาหารที่โรงเเรม เขาชอบอาหารไทย อะไรที่เป็นไทยๆเหมือนกับม่านพระจันทร์ ยังชมอีกว่าพี่สาวของเธอเป็นคนง่ายๆไม่จุกจิก เขาเลยมักพาหล่อนไปกินอาหารตามร้านบ้านสวนเเบบนี้

ขวัญฤทัยตักอาหารเข้าปากอย่างฝืดคอ ใช่สิ ที่นี่อาจจะเป็นสถานที่ที่ทั้งสองคนมาสวีทหวานกัน จนเธอพาลจะกินไม่ลงเอาเสียดื้อๆ

ไม่เห็นจะต้องมาชื่นชมสรรเสริญพี่จันทร์ให้เราฟังเลยนี่นา นึกถึงเเล้วก็หงุดหงิดชะมัด

            เด็กสาวหายใจฝืดฝาดจนบิดาจับสังเกตได้ จึงเอ่ยถามขึ้น

“อาหารไม่อร่อยเหรอลูก”

เมื่อบิดาถาม ขวัญฤทัยจึงดึงสติของตนเองให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว หายใจเข้าออกเบาๆ กำหนดจิตไม่ให้ตนคิดฟุ้งซ่านอีกเป็นอันขาด

“มันเเค่...เผ็ดนิดหน่อย ขวัญก็ไม่ได้กินอะไรเเบบนี้นานเเล้ว” ว่าพลางก็ยกเเก้วน้ำขึ้นมาจิบ เเสร้งเสว่าอาหารมีรสเผ็ด

“สั่งอย่างอื่นกินก็ได้นะ เดี๋ยวพ่อจะเรียกพนักงานมาอีกที”

บุรุษหนุ่มวัยกลางคนตั้งท่าจะเรียกพนักงานเเต่ก็โดนทักท้วงไว้โดยลูกสาว

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ขวัญกินได้”

“เเน่ใจนะ?เขาถามย้ำอีกที ด้วยต้องการเอาใจลูกสาวในมื้ออาหารมื้อนี้ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง รู้อยู่เเก่ใจว่าไม่สามารถชดใช้ความผิดตลอดเวลาที่ผ่านมาได้เลย เเต่ณรงค์ก็ตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด

“ขวัญกินได้จริงๆ” ขวัญฤทัยยืนยัน ตักอาหารเข้าปากต่อ ความฝืดเคืองในลำคอเเละจิตใจค่อยๆหายไปทีละเล็กทีละน้อย ลึกๆรู้สึกเคอะเขินเเละวางตัวไม่ถูกเมื่อต้องมานั่งกินข้าวด้วยกันฉันท์พ่อลูกเเบบนี้ที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยสักครั้ง ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสร่วมโต๊ะอาหารกัน เพียงเเต่ว่าหากเมื่อร่วมโต๊ะอาหารกันที่บ้านไม่เกินเวลา 5 นาที เธอก็จะต้องมีปัญหาทะเลาะถกเถียงกับผู้เป็นมารดา ไม่ใครคนนึงต้องเป็นฝ่ายยอมเเพ้เเละลุกจากโต๊ะไปก่อน ไม่เคยมีครั้งไหนที่มีโอกาสได้พูดคุยกับบิดาอย่างสนิทสนม จนขวัญฤทัยก็คิดมาตลอดว่าพ่อไม่เคยใส่ใจเเละไม่เห็นเธอเป็นลูก เเต่มาวันนี้เล่าบิดากลับชวนมากินข้าวกันสองคน

“ขวัญเอ่อ...ลูกเป็นอย่างไรบ้าง” ณรงค์พยายามชวนลูกสาวคุยอย่างติดขัด บรรยากาศดูเงียบเหงาเพราะลูกสาวของเขาก็ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

ขวัญฤทัยหัวเราะเบาๆกับคำถามทื่อๆของบิดา อย่างน้อยก็ดีใจที่เห็นว่าพ่อยังพยายามชวนคุย

“เป็นยังไงเเบบไหนล่ะพ่อ เรียน เพื่อน สุขภาพ หรืออะไร”

“เอาการเรียนก่อนก็ได้”

“ก็อย่างที่พ่อเห็นน่ะเเหละ ว่าขวัญเรียนเเย่ ทำตัวเหลวไหล ไม่เป็นโล้เป็นพาย ไม่ดีเหมือนพี่จันทร์ พ่อไม่จำเป็นต้องถามก็คงรู้มั้งคะ เราก็อยู่บ้านเดียวกัน”

คำตอบเเถมคำพูดเเกมประชดประชันเล็กน้อย ทำให้ณรงค์รู้สึกไปต่อไม่ถูก ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าลูกสาวคนเล็กได้นิสัยช่างประชดมาจากใคร

“มันไม่สายไปที่ลูกจะพัฒนาตัวเองใช่ไหมขวัญ”

“ฮ่ะๆ พ่อถามเเบบนี้เลยเหรอ” ขวัญฤทัยหัวเราะต่อ ยกเเก้วน้ำขึ้นดื่มสักพักเมื่อรู้สึกคอเเห้ง

“ขวัญไม่คิดว่าจะต้องพัฒนาตัวเองมากมายอะไร พ่อไม่ต้องมาคาดหวังให้ขวัญเป็นเหมือนพี่ณัฐหรือพี่จันทร์หรอก มันไม่มีทางเป็นไปได้”

“ขวัญลูก” บิดาเรียกเสียงเเผ่วในลำคอเเต่ก็ชัดถ้อยชัดคำจนขวัญฤทัยไม่พูดอะไรต่ออีกนอกจากรับฟัง ดวงตาเรียวเล็กที่ดูจะฟ่าฟางไปตามวัยผ่านเลนส์เเว่นใส    เเสดงถึงความรู้สึกบางอย่างที่ขวัญฤทัยโหยหามาตลอด

“พ่อไม่โกรธหรอกนะกับสิ่งที่ลูกทำในวันนี้ พ่อกลับคิดว่ามันเป็นความผิดของพ่อเองที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกให้ดีได้”

“พ่อไม่ต้องมาโทษตัวเองเลยนะขอร้อง” ขวัญฤทัยยกมือห้ามปราม รู้สึกหวิวๆในอกที่บิดามาพูดอะไรเเบบนี้อย่างรู้สึก จึงรีบเเก้ต่างให้อย่างรวดเร็ว

“ขวัญหนีเที่ยวเองก็ขอยอมรับ ขวัญไม่ชอบโยนความผิดให้ใครต่อใครเพราะเรื่องเเบบนี้”

ถึงเเม้จะหัวดื้ออย่างไร ขวัญฤทัยก็ไม่ชอบการที่ไม่ยอมรับในการกระทำของตัวเอง เเละไม่ชอบให้ใครมารับว่าเป็นความผิดเเทนตน นอกจากมันจะดูน้ำเน่าในความคิดของขวัญฤทัยเเล้วยังดูอ่อนเเอสุดๆ

“พ่อไม่สนเรื่องวันนี้ที่ขวัญหนีเรียน พ่อไม่ตี ไม่ว่า จะไม่ทำอะไรที่มันบั่นทอนหัวใจลูก เอาเป็นว่าที่ผ่านมาพ่อผิดเองที่ดูเเลขวัญไม่ดี พ่อสัญญาว่าต่อจากนี้จะทำหน้าที่ของพ่อให้ดีที่สุด”

น้ำเสียงเเหบเเห้งซึ้งกินใจจนขวัญฤทัยไม่สามารถละสายตาจากผู้เป็นบิดาได้เลย รู้สึกเหมือนตัวเองฝันไปเพราะมันรวดเร็วเหลือเกิน เเม้จะรู้สึกดีเเต่กำเเพงในใจที่หนาเกินกว่าใครจะข้ามใจของเด็กสาวได้ทำให้เเค่คำพูดไม่สามารถกัดกร่อนเยียวยาได้ทุกสิ่ง         ทิฐิที่ขวัญฤทัยไม่สามารถละได้มาปรากฎกั้นกระเเสความรักเเละคำพูดดีๆเหล่านั้นของผู้เป็นบิดาเกือบทั้งหมด

“ไม่ต้องมาทำหน้าที่อะไรหรอกค่ะ ตอนนี้ขวัญก็โตเเล้วดูเเลตัวเองได้ เรื่องเรียนพ่อก็ไม่ต้องห่วง ขวัญจะพยายามจบ ม.6 ให้ได้ในตอนนี้ เรื่องเรียนต่อมหาวิทยาลัยขวัญยังไม่ได้คิดไว้ ขวัญอยากเรียนเสริมสวยหรือเรียนตัดเย็บเสื้อผ้า ถ้าพ่ออยากทำอะไรเพื่อขวัญล่ะก็ ขออย่าขัดขวางในสิ่งที่ขวัญชอบทำ หรือสิ่งที่ขวัญรัก ไม่บังคับให้ขวัญเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ต้องมาคอยดูเเลใกล้ชิดให้เสียเวลาทำงานของพ่อหรอก ขวัญขอเเค่นี้ได้หรือเปล่า...” ขวัญฤทัยยื่นข้อเสนอที่คิดว่าบิดาไม่มีทางปฏิเสธได้ ทำให้เป็นโอกาสทองที่จะเป็นใบเบิกทางสู่สิ่งที่รักเเละใฝ่ฝันมาโดยตลอด

ณรงค์ถอนหายใจเเละระบายยิ้มๆน้อยๆ ลูกสาวคนเล็กของเขาคงยากที่จะซึมซับหรือคงสายไปเเล้วที่เขาจะเยียวยาหล่อหลอมให้ขวัญฤทัยเลิกเป็นคนเเข็งกระด้าง เเต่เมื่อคิดว่าอับจนหนทางเเละอย่างน้อยเขาก็ได้ทำอะไรเพื่อลูกสักอย่าง จึงตกลงรับปากไปในทันทีอย่างไม่ลังเล

“ได้สิลูก ต่อไปนี้ถ้าขวัญคิดจะทำอะไรพ่อก็จะสนับสนุนลูกเต็มที่ เมื่อลูกขอพ่อก็จะให้ตามที่ต้องการ เเต่มีอีกอย่างที่พ่ออยากจะขอลูกเหมือนกัน”

“ขออะไรคะ ถ้าขวัญให้ได้ก็จะให้” ขวัญฤทัยยังเเบ่งรับเเบ่งสู้อย่างชาญฉลาด รู้สึกเหมือนตนกำลังฟาดฟันกับบิดาในเกมหมากรุก เพราะศึกสายเลือดเข้มข้นหรือเปล่าจึงทำให้ไม่มีใครยอมเสียเปรียบในเกมนี้

“เเต่งงานกับตาเก้าเมื่อถึงวัยที่สมควร พ่อกับคุณจอมหมั้นขวัญกับพี่เขาไว้ก็เพื่อการนี้ ทำได้ไหมล่ะ ในเมื่อพ่อให้ในสิ่งที่ลูกต้องการได้ ลูกก็ต้องให้ในสิ่งที่พ่อต้องการได้เหมือนกัน เเต่จำไว้นะว่าความต้องของพ่อจะเป็นประโยชน์ต่อตัวขวัญต่อไปในภายภาคหน้า”

เขาบีบลูกสาวให้จนมุมในอีกเรื่อง เเน่นอนว่าขวัญฤทัยไม่ทันตั้งตัว จนต้องนั่งคิดหนักอยู่สักครู่ เธอยังยืนคำเดิม

ไม่ว่านพกรจะเปลี่ยนไป กลายเป็นผู้ชายอบอุ่นสักเพียงไหน ต่อให้รักเขามากกว่านี้เป็นร้อยเป็นพันเท่า ขวัญฤทัยก็ไม่ประสงค์อยากจะเเต่งงานเพราะรู้ทั้งรู้ว่าเขามีใจให้คนอื่น

เเต่เมื่ออิสระภาพของชีวิตต้องเเลกมากับคู่สมรสเพียงหนึ่งเดียว

เมื่อมีอิสระภาพเเล้วเธอสามารถโบยบินได้อย่างที่ฝัน หลายปีข้างหน้า เธอสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้เมื่อถึงเวลานั้น รับปากไปซะ เเล้วค่อยหาทางต่อรองกับนพกรทีหลัง หากเขายังไม่ยอมถอนหมั้นก็คงต้องหอบเสื้อผ้าหนีงานเเต่งคลุมถุงชนครั้งนี้อย่างไม่ลังเล

“ได้อยู่เเล้วค่ะ”

“สัญญาเเล้วนะ” บุรุษวัยกลางคนพูดยิ้มๆ ยื่นมือของตัวเองไปจับมือกับขวัญฤทัยเป็นการทำสัญญาทางใจ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าอาจโดนลูกสาวคนเล็กผู้ชาญฉลาดหักเหลี่ยมได้ในภายหลัง เขาคิดเพียงว่าอยากจะฝากขวัญฤทัยให้ใครสักคนที่มีฐานะมั่นคงเเละเป็นคนดีอย่างนพกร

ขวัญบอกว่าไม่อยากหมั้นกับผมครับ เธอยืนกรานว่าจะไม่เเต่ง ผมก็ไม่รู้ว่าควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร

            นพกรพูดกับเขาไว้เมื่อหลายวันก่อนอย่างหนักใจ เขาก็รับรู้ปัญหาข้อนี้เเล้วก็คิดหาวิธีอยู่นานทีเดียว เเต่เเล้วโอกาสก็มาถึงในวันที่เขาตัดสินใจใกล้ชิดเเละดูเเลลูกมากขึ้น

เขากระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ เมื่อมีข้อเเลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อ อย่างไรเสียลูกสาวของตนก็ต้องยอมเเต่ง อยากจะรีบเร่งโทร.ไปบอกว่าที่ลูกเขยจนเเทบทนไม่ไหว

             

 

 

 

 

                      

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

0 ความคิดเห็น