ซ่อนรักไว้ใต้วิวาห์ (ซีรีส์วิวาห์ซ่อนรัก) ฉบับรีไรท์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 484,809 Views

  • 1,574 Comments

  • 3,891 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    688

    Overall
    484,809

ตอนที่ 7 : บทที่ 6 ห่วงใย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18547
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 73 ครั้ง
    12 ม.ค. 62

                                                           6

                                           ห่วงใย

 

เวลา 10 โมงเช้า

นางศิภากับสามีกำลังช่วยกันตรวจบัญชีในโรงเรียน โดยมีลูกสาวคนโตเป็นลูกมือคอยช่วย ม่านพระจันทร์เรียนจบบัญชีโดยตรงเพื่อมาช่วยกิจการใหญ่ที่บ้าน ตอนเด็กๆก็เคยมีความคิดอยากเรียนเกี่ยวกับการโรงเเรม เผื่อจะได้เข้าไปทำงานในโรงเเรมยอเกียรติคุณเเละใกล้ชิดกับนพกร เเต่อย่างว่า ชะตาชีวิตคนเราไม่เเน่นอน รู้สึกโชคดีที่ไม่ไปเรียนการโรงเเรมตามใจอยาก ถ้าหากไปช่วยงานนพกรจริงๆล่ะก็ คงทรมานใจน่าดู

เเม้ตอนนี้ยังรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง...ฝืนยิ้มทั้งที่ยังนอนร้องไห้ทุกคืน

เมื่อเช้านพกรก็ขับรถมารับขวัญฤทัยที่บ้าน น้องสาวเธอกลับออกไปตั้งเเต่เช้าเเล้ว

ม่านพระจันทร์ดูไม่ออกเลยว่าชายหนุ่มคิดอะไรกันเเน่ พยายามสังเกตท่าทางอาการของเขาตลอดเวลา เเต่เขาก็ไม่เคยเเสดงอาการรักใคร่สิเน่หาน้องสาวของเธอเลยสักครั้ง เขายังคงเรียบเฉยเเละเป็นนพกรคนเดิมหญิงสาวเคยวาดฝันอนาคตที่คิดว่าสักวันคงได้ใช้มันร่วมกับนพกรเป็นเเน่ เเละเเล้วทุกอย่างก็มาพังทลายลงเพียงเพราะเธอมีปัญหาบางอย่าง...

ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือการมารับรู้ความจริงในภายหลัง ว่าเขาคิดกับเธอเป็นเพียงเพื่อน เพื่อนเท่านั้น เขาไม่เคยคิดอะไรเกินเลยเหมือนกับเธอ มันช่างน่าเจ็บปวดใจเหลือเกินเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ทีไร พาลน้ำตาจะไหลเอาเสียดื้อๆ

“อ้าว เหม่อลอยอะไรลูกจันทร์ รีบๆทำให้เสร็จสิ”

“ค..ค่ะ”

เสียงมารดาเรียกสติให้กลับคืนมาอีกครั้ง ม่านพระจันทร์จึงก้มหน้าก้มตาทำงานในมือที่ได้รับมอบหมายต่อไป

“เมื่อคืนพ่อได้ยินลูกคุยกับเจ้าณัฐอยู่ พี่เขาว่าอย่างไรบางล่ะลูก”

ณรงค์เอ่ยถามไถ่ถึงลูกชายคนโตที่ไปเรียนไกล เเละเรียนในระดับที่สูงเอามากๆ ค่าเล่าเรียนก็เเพงตามไปด้วย เขาในฐานะผู้เป็นพ่อก็ช่วยหาเงินหนุนส่งลูกเรียนต่อไป มันก็ไม่ได้ยากลำบากอะไรอยู่เเล้วสำหรับเถ้าเเก่โรงงานขนมที่ฮิตตลอดกาล

“พี่ฌัฐเเค่โทรมาถามทุกข์สุขตามประสาน่ะค่ะ ช่วงนี้ใกล้สอบเเล้วก็เรียนหนัก อีก 1 ปีคงเรียนจบ” ม่านพระจันทร์ตอบตามความจริง...เเต่ตอบไม่หมด

“เอ้อ ดีๆ ถ้าเจ้าณัฐเรียนจบนะ พ่อจะพาไปเที่ยวอังกฤษทั้งครอบครัวเลย” บิดาว่ายิ้มๆ จนมารดาที่นั่งอยู่ข้างๆตาลุกวาวไปด้วย

“จริงนะคุณ พูดเเล้วห้ามคืนคำนะ ฉันจำได้”

“เออสิ ผมจะโกหกไปทำไมล่ะคุณภา”

ม่านพระจันทร์ยิ้มตามไปด้วยเมื่อเห็นบิดามารดาวางเเผนไปเที่ยวอังกฤษกันอย่างสนุกสนาน อยากให้น้องสาวกลับมาจากโรงเรียนเร็วๆ เธอจะบอกข่าวดี อยากจะรู้ว่ารายนั้นจะดีใจสักเเค่ไหน ขวัญฤทัยยิ่งร่ำร้องอยากเห็นหิมะสักครั้งในชีวิต

โทรศัพท์มือถือสั่นครืดๆในกระเป๋าของนายณรงค์ ชายวัยกลางคนหยิบมันออกมา กดรับสายอย่างไม่ลังเล

“สวัสดีครับ”

“สวัสดีค่ะ ใช่ผู้ปกครองของขวัญฤทัยหรือเปล่าคะ?

เขาขมวดคิ้วเมื่อเสียงปลายสายตั้งคำถามมา พอจะจำได้ลางๆ การถามลักษณะเเบบนี้เลยเกิดขี้นหลายครั้งหลายหนกับเขาหรือไม่ก็ภรรยา จึงกรอกเสียงตอบกลับไป

“ใช่ครับ ผมณรงค์ เป็นพ่อของขวัญ” พอพูดจบเขาก็เปิดลำโพงโทรศัพท์ให้ภรรยาได้ยินด้วย

“ดิฉันเป็นครูประจำชั้นของเธอค่ะ ขวัญฤทัยไม่มาโรงเรียน ไม่ทราบว่าเเกหยุดด้วยสาเหตุอะไรเหรอคะ ที่ถามเนี่ย เพราะว่าเเกขาดเรียนบ่อย ดิฉันเกรงว่าเธอจะติด มส.ได้น่ะค่ะ”

“อะไรกัน ยายขวัญไปโรงเรียนตั้งเเต่เช้าเเล้วนะคะคุณครู!” นางศิภาเเย้งเสียงดัง ก็เมื่อเช้านางเพิ่งจะทะเลาะกับลูกสาวหมาดๆ รายนั้นยังกระทืบเท้าปังๆเดินออกจากบ้านไปในชุดนักเรียนจนลับสายตาของนาง

“เเกไม่ได้มาเข้าเรียนจริงๆค่ะ” ปลายสายยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักเเน่น “ขวัญฤทัยเคยหนีเรียนอยู่หลายครั้ง ถ้าอย่างนั้นครั้งนี้เเกก็คงหนีเรียนอีกนั่นเเหละค่ะ”

“อ้าว ครูจะมาพูดปักปำลูกสาวของฉันเเบบนี้ไม่ได้นะคะ!” นางศิภาขึ้นเสียงขุ่นอย่างเอาเรื่อง ถึงจะทะเลาะด่าทอลูกสาวขนาดไหน ก็ไม่ยอมให้คนอื่นมาดูถูกลูกตัวเองเเบบนี้

“ดิฉันพูดความจริงค่ะ ยังไงก็ฝากเตือนเเกด้วยนะคะว่าอย่าทำเเบบนี้อีก หากเเกขาดเรียนมากเกินไปอาจติด มส. หมดสิทธิ์สอบได้ คุณเเม่คงรู้นะคะว่าจะส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตของลูกบ้างหากเรียนไม่จบ ม.6

คู่สามีภรรยาพูดไม่ออกเมื่อคนที่ได้ชื่อว่าเป็นครูประจำชั้นของลูกสาวคนเล็กขู่อย่างนิ่มนวล ปลายสายยังทิ้งท้ายเอาไว้อีก

“ช่วยดูเเลขวัญฤทัยให้มากกว่านี้ด้วยนะคะ อย่าตามใจลูกในทางที่ผิดหากไม่อยากได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อเเม่รังเเกฉัน อย่าลืมไปตามเเกกลับมาเข้าเรียนให้ครบเวลาด้วย หมดธุระเเล้วค่ะ สวัสดี”

“โอ๊ย จะเอายังไงดีล่ะคุณ ยัยขวัญ ลูกไม่รักดี! ส่งให้เรียนไม่เรียน ฉันชักจะเหลืออดเเล้วนะ ครูก็มาด่าเราเสียๆหายๆไม่มีชิ้นดี”

นางศิภาใส่อารมณ์โมโหลงไปในทุกคำ โกรธลูกสาวคนเล็กที่ทำชื่อเสียงวงศ์ตระกูลป่นปี้ ให้คนอื่นมาประนามเอาได้ว่าลูกหลานปุณยภักดิ์เป็นพวกไม่รักดี

“จันทร์ว่าพ่อกับเเม่ใจเย็นๆก่อนเถอะค่ะ ขวัญอาจจะไม่ได้หนีเรียนก็ได้ อาจจะเป็นอะไรที่ร้ายเเรงกว่านั้น” ม่านพระจันทร์ถอนหายใจเบาๆ รู้สึกเป็นห่วงน้องสาวขึ้นทาด้วยหัวใจหวิวไหว

“อะไรล่ะที่ว่าร้ายเเรงน่ะ ไหนลองพูดมาซิ” นายณรงค์ยกมือสองข้างขึ้นกุมขมับ นวดมันเบาๆเพราะรู้สึกว่าเส้นเลือดในหัวสมองตึงเครียดไปหมด

“ขวัญอาจจะโดนลักพาตัวก็ได้นะคะ ผู้หญิงสมัยนี้อันตรายรอบตัว อะไรก็เกิดขึ้นได้ ทางที่ดีจันทร์ว่าเราตั้งสติก่อนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวจันทร์จะลองโทรหาน้องดู”

ม่านพระจันทร์ว่าพลางนำโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมาโทร.หาน้องสาว เเละรอคอยให้อีกฝ่ายกดรับอย่างใจจดใจจ่อ

ตู้ด ตู้ด ตู้ด....

สายตัดไปเพราะอีกฝ่ายไม่กดปฏิเสธไม่ยอมรับสาย

ม่านพระจันทร์พยายามโทร.ไปใหม่เเต่ก็โดนปฏิเสธทุกรอบไป

“น้องไม่ยอมรับสายค่ะ”

“เฮ้อ เจ้าลูกคนนี้” นายณรงค์ถอนหายใจเเรงๆ ใจนึงก็โกรธที่ลูกสาวทำตัวเหลวเเหลก เเต่อีกใจก็เป็นห่วงกังวล เกรงว่าจะได้รับอันตราย นำโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นทาโทร.หาคนที่คิดว่าน่าจะช่วยได้อีกเเรง

 

 

โรงเเรมยอเกียรติคุณ

นพกรกำลังเข้าร่วมประชุมกับบอร์ดบริหารของโรงเเรม ก็ได้รับสายเร่งด่วนจากเพื่อนสนิทของบิดา ที่ในอนาคตอันใกล้กำลังจะเป็นพ่อตาของเขา

การประชุมครั้งนี้มีพ่อของเขาเป็นเเกนนำหลัก เขาเพียงเเต่เข้ามาจดข้อมูล หัวข้อสำคัญ เเละช่วยบิดาตัดสินใจเท่านั้น ตัวเขาก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรในห้องประชุมนี้มากนัก จึงขออนุญาตจากบรรดาผู้เข้าร่วมประชุมออกไปรับโทรศัพท์

“ว่าไงครับคุณอาณรงค์” เขายกมือป้องปากเอ่ยถามใส่โทรศัพท์หลังออกมาจากห้องประชุม

“เก้าได้เจอ หรือรับยายขวัญไปโรงเรียนหรือเปล่า”

“ไม่นี่ครับ ก็เมื่อเช้าคุณอาภาก็บอกว่าขวัญไปโรงเรียนเเล้ว ผมก็เลยไม่ได้เจอเลย ไม่ได้เเวะรับที่อื่นด้วย”

“งั้นเหรอ...”

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ”

“ยายขวัญหายตัวไปน่ะ คุณครูก็โทร.มาบอกอาว่ายายขวัญไม่ได้เข้าเรียน ไม่รู้ว่าจะหนีออกไปเที่ยวหรือได้รับอันตรายอะไรหรือเปล่า” ปลายสายเอ่ยอย่างร้อนใจ นพกรสัมผัสได้ในน้ำเสียงนั้น

“อาคิดว่ายายขวัญคงไปไหนไม่ได้ไกลมาก ถ้ายายขวัญเเวะไปที่โรงเเรมอย่าลืมโทร.มาบอกอาให้ด้วยนะ เฮ้อ อาก็เป็นห่วงเรื่องอันตรายเเต่ก็ไม่อยากกระโตกกระตาก”

“ครับ ถ้าขวัญเเวะมาที่โรงเเรมผมจะรีบโทรรายงานอาทันที” นพกรรับปาก

“ขอบใจมาก อาไม่รบกวนเก้าเเล้วล่ะ เเค่นี้นะ”

อีกฝ่ายวางสายไปเเล้ว นพกรเก็บโทรศัพท์ของตัวเองลงในกางเกงเเสล็ค เดินกลับเข้าไปในห้องประชุมอย่างเงียบเชียบที่สุด พยายามมุ่งสมาธิกลับไปจดจ่ออยู่กับหัวข้อการประชุมอีกครั้ง

เด็กดื้ออย่างยายขวัญฉลาดจะตาย ไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอก คงจะหนีเที่ยวเองนั่นเเหละ

ชายหนุ่มย้ำกับตัวเองไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน ในมือกำปากกาเอาไว้เเน่น ไม่ใช่ธุระอะไรของเขาเสียหน่อย หากขวัญฤทัยจะหนีเที่ยวเเล้วได้รับอันตรายนั่นก็เป็นเรื่องของหล่อน เพราะหล่อนทำตัวเอง เป็นเเค่เด็กมัธยมปลายก็หนีเรียน เเล้วเเบบนี้โตขึ้นจะมารับผิดชอบอะไรได้

ไม่สน ไม่สน ไม่สน....

คำว่า ไม่สนใจยังวนเวียนอยู่ในหัวของนพกรเป็นพันๆรอบเพราะเขาย้ำเตือนตัวเอง มันไม่หยุด เเละเขาก็ไม่ได้ฟังหัวข้อการประชุมดังกล่าวอีกต่อไป

เเละในที่สุดเเรงกระชากจากอะไรบางอย่างให้เขาต้องยอมเสียมารยาท ลุกขึ้นจากที่ประชุมอีกครั้ง ขายาวก้าวเร็วๆไปที่ลิฟต์ ในระหว่างนั้นก็รีบถอดสูทตัวนอกออกอย่างเร่งรีบ ควานหากุญเเจรถยนต์ในกระเป๋าอย่างเตรียมพร้อมที่จะไปตามเด็กเกเรผู้หนีเรียน

 

รถโดยสารประจำทางจอดสนิทลงที่สถานีนอกตัวเมืองใหญ่ ร่างผอมบางในชุดนักเรียนที่ไม่เรียบร้อยนักก้าวลงจากรถ กระชับกระเป๋าของตัวเองเอาไว้เเน่น เท้าเล็กๆย่ำไปตามฟุตบาทของถนนอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง

วันนี้อากาศค่อนข้างร้อน เเวะหาน้ำดื่มสักเเก้วก่อนจะออกเดินเที่ยวต่อ

นอกตัวเมืองไม่วุ่นวายนัก มีต้นไม้สีเขียวขจีอยู่รอบๆ ตึกรามบ้านช่องก็ไม่ใหญ่โต สิ่งที่ดึงดูดใจมากที่สุดคือสวนสาธาณะที่อยู่เบื้องหน้า ขวัญฤทัยไม่ลังเลที่จะเดินเข้าไปนั่งหลบร้อนบนม้านั่งสีขาวสะอาด

สาวน้อยถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยกเเก้วน้ำในมือขึ้นดื่ม มองไปรอบตัวก็มีคนมาออกกำลังกายบ้างเป็นส่วนน้อย ไม่มีเสียงเด็กนักเรียนหัวเราะร่าเริงวิ่งเล่นกันอย่างที่ควรจะเป็น เพราะว่าวันนี้เป็นวันจันทร์อย่างไรเล่า เด็กๆก็ต้องไปเรียนกันทั้งนั้น รวมถึงเธอด้วยที่ตอนนี้ควรจะนั่งอยู่ในห้องเรียน เเต่ก็ไม่...

หากขวัญฤทัยหายไปสักคน คนในบ้านก็คงไม่ทุกข์ร้อนอะไรนักหรอก เธอจะนั่งเล่นเดินเล่นอยู่เเถบนี้จนถึง 4 โมงเย็นค่อยกลับบ้าน บ้านที่ไม่เคยอบอุ่นสำหรับเธอเลย

มือบางล้วงโทรศัพท์มือถือราคาเเพงขึ้นมาจากกระเป๋ากระโปรง ก่อนหน้านี้ตั้งใจปิดเครื่องเอาไว้เพราะต้องการจะหนีจากทุกคน พอเปิดเครื่องกลับมาใช้งานเหมือนเดิมโทรศัพท์เจ้ากรรมเเจ้งเตือนมิสคอลกระหน่ำ

พ่อ 6 สาย... พี่จันทร์ 3 สาย...เเละ พี่เก้า 10 สาย !

ทำไมทุกคนต้องกระหน่ำโทร.หาเธอขนาดนี้ด้วย คนอย่างเธอหายไปสักคนก็ไม่น่าจะมีใครเป็นเดือดเป็นร้อน

ขวัญฤทัยคิดไปเรื่อยเปื่อย เเต่ในที่สุดก็วางมันไว้เฉยๆ โดยที่ไม่คิดจะโทร.กลับไปหาใครทั้งสิ้น ช่างประไร นี่มันชีวิตของเธอ ไม่ต้องการไปอยู่ใต้บงการของใครอีกเเล้ว

สาวน้อยคิดไว้เสมอว่าอยากจะลาออกจากโรงเรียนให้ได้ทุกครั้งที่มีโอกาส เธอไม่ชอบการนั่งเรียนที่เเสนเบื่อหน่ายในห้อง การต้องอยู่ใต้กฎระเบียบงี่เง่าของโรงเรียน การสอบที่เเสนจะน่าเบื่อ เธอก็รู้อยู่เเก่ใจว่าปริญญามันคือใบเบิกทางสู่เส้นทางอนาคต เเต่เธอไม่สนใจจะมุ่งมั่นเพื่อมัน

ให้ค่ะ”

น้ำเสียงเล็กๆใสๆดังขึ้นพร้อมกับร่างของเด็กหญิงผมแกละตัวน้อย ตาใสกลมโตราวกับลูกเเก้วยิ้มกว้างพลางยื่นดอกหญ้ากำใหญ่ในมือให้

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเป็นปมด้วยความสงสัย เเต่ก็รับดอกไม้จากเด็กน้อย คลี่ยิ้มส่งกลับไปให้อย่างยินดี

ขอบคุณค่ะ”

พี่สวยจัง” เด็กหญิงพึมพำอย่างไร้เดียงสา เขย่งยกตัวขึ้นนั่งบนม้านั่งข้างๆกับเธอ “พี่ไม่ไปโรงเรียนเหรอคะ?

คำถามสุดสะเทือนใจที่ขวัญฤทัยไม่รู้จะตอบเด็กน้อยอย่างไรดี...

คือ...พี่โรงเรียนพี่เลิกครึ่งวัน เลิกเรียนเเล้วพี่ก็เลยมานั่งที่สวนสาธารณะนี่เเหละ เเล้วน้อง...”

หนูชื่อใบปอค่ะ พี่ชื่ออะไรคะ”

พี่ชื่อขวัญ”

อ๋อ...พี่ขวัญ” ใบปอพยักหน้ารับรู้ ยังยิ้มกว้างเเละจ้องมองขวัญฤทัยไม่วางตา

น้องใบปออายุเท่าไหร่” ขวัญฤทัยชวนคุยบ้างอย่างนึกสนุก สวนสาธารณะเงียบเหงาไม่ค่อยมีผู้คน เเต่เด็กน้อยคนนี้มาจากไหนเธอยังไม่รู้ รู้อีกทีก็มาปรากฎอยู่ตรงหน้าเเล้ว

อายุ 9 ขวบเเล้วค่า”

อ้าว 9 ขวบก็ต้องไปโรงเรียนเเล้วน่ะสิ ทำไมไม่ไปโรงเรียนล่ะคะเนี่ย” สาวน้อยถามยิ้มๆ

คุณเเม่ตื่นสายค่ะก็เลยไปส่งใบปอไม่ทัน” เด็กหญิงใบปอตอบ เเถมยิ้มตลอดเวลาจนขวัญฤทัยนึกเอ็นดู ทั้งที่ไม่ใช่คนรักเด็กเป็นทุนเดิมอยู่เเล้ว จึงถามต่อ

ว้า...เเย่จังเลย เเล้วคุณพ่อไม่ปลุกใบปอบ้างเหรอ”

ใบปอไม่มีพ่อ มีเเม่คนเดียวกับน้องอีกสองคน”

อ้าว เเล้วคุณพ่อไปไหนล่ะ”

พ่อเลิกกับเเม่เเล้วค่ะ”

พอมาถึงตรงนี้...ขวัญฤทัยรู้สึกผิดที่ถามมากไป เเต่เด็กหญิงใบปอวัย 9 ขวบที่พูดจาฉะฉานไม่เเสดงอาการเสียใจออกมาเเต่อย่างใด ยังคงยิ้มกับเเววตากลมโตใสเเจ๋วที่ไร้เดียงสา

สาวน้อยกวาดสายตามองเด็กหญิงตั้งเเต่หัวจรดเท้า เสื้อผ้าเก่าขาดกับรองเท้าโทรมๆ ก็พอจะทำให้รู้เเล้วว่าฐานะของใบปอเป็นอย่างไร

เเล้วใบปอมาทำอะไรเเถวนี้ล่ะ”

มาเล่นค่ะ บ้านใบปออยู่นู้น” เด็กหญิงชี้นิ้วไปที่หลังสวนสาธารณะที่จะมีชุมชนเเออัดอยู่

ขวัญฤทัยถอนหายใจเบาๆ ส่ายหน้ากับความไม่รู้เเละไร้เดียงสาของเด็กน้อย เเม่เด็กจะรู้ไหมว่าลูกวัย 9 ขวบมาเล่นคนเดียวอยู่ที่นี่ มันเสี่ยงอันตรายมากเเค่ไหน เเล้วเด็กอายุเท่านี้หากเกิดอะไรขึ้นก็คงช่วยตัวเองไม่ได้ ระหว่างสวนสาธารณะกับชุมชนก็มีถนนใหญ่กั้นกลางอยู่ ข้ามมาคนเดียวได้อย่างไร

มาเล่นคนเดียวไม่ได้นะคะ เราเป็นเด็กผู้หญิงมันอันตราย ทีหลังอย่ามาเล่นคนเดียวเเบบนี้อีกถ้าไม่มีผู้ใหญ่มาด้วย”

นี่เป็นครั้งเเรกที่ขวัญฤทัยได้สอนคนอื่นอย่างจริงใจ... ร่างบางโน้มตัวลงไปหาเด็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างเมตตา

เด็กหญิงใบปอก็เงยหน้ามองเธอ เอียงคออย่างไร้เดียงสา

พี่ก็เป็นเด็กผู้หญิง มันอันตรายนะ ทำไมพี่ถึงมาที่นี่คนเดียวล่ะ”

อีกครั้งที่โดนย้อนถาม จนคนสอนตัวเเข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน

นั่นสิ...เธอก็ยังเป็นเด็กผู้หญิงอายุ 18 ปีที่เกเรหนีมาเรียนมาเที่ยวเล่นในที่ที่อันตราย เเล้วเเบบนี้จะไปสอนเด็กหญิงใบปอวัย 9 ขวบได้อย่างไรกัน

ช่างพี่ก็เเล้วกัน... วาเเต่ใบปอดีใจมั้ยที่ไม่ต้องไปโรงเรียน ได้หยุดเที่ยวเล่นไม่ต้องไปนั่งเขียนหนังสือน่ะ”

เด็กหญิงใบปอส่ายหน้าเเรงๆก่อนจะพูดว่า “ไม่ ใบปอชอบไปโรงเรียนค่ะ เพราะจะได้เล่นกับเพื่อน ได้เรียนหนังสือ”

ใบปอชอบเรียนหนังสือเหรอ..?

ชอบค่ะ เพราะเเม่บอกว่าถ้าใบปอเรียนเยอะๆ โตขึ้นใบปอก็จะทำงานดีๆให้เเม่ไม่ลำบาก”

ขวัญฤทัยพูดอะไรไม่ออกอีกเเล้ว คำพูดไร้เดียงสาที่ออกจากปากจิ้มลิ้มของเด็กหญิงใบปอวัย 9 ขวบเหมือนเป็นเครื่องกระตุ้นความคิดในสมองเเละความละอายใจของขวัญฤทัยที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เธอ...มีชีวิตที่เเสนสุขสบาย เเต่กลับทำตัวเหลวเเหลก ได้เรียนโรงเรียนดีๆเเต่กลับไม่ใส่ใจกับการศึกษา

เด็กหญิง...มีชีวิตที่ลำบากกว่าเธอมาก ครอบครัวยากจน ได้รับโอกาสน้อยกว่าเธอ อายุเเค่นี้เเต่กลับมีความคิดความอ่านที่ดีจนน่าทึ่ง

ต่างกับเธอที่ไม่เคยคิดอะไรเเบบนี้เลยสักครั้ง...

ใบปออยากกินขนมมั้ยคะ”

อยากค่ะ เเต่ใบปอไม่มีเงินซื้อ” ใบหน้าเล็กๆของเด็กหญิงเศร้าสลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด ขวัญฤทัยลูบศรีษะอย่างเอ็นดู “เดี๋ยวพี่จะพาไปซื้อเองค่ะ ป่ะ”

ร่างบางลุกขึ้นยืน จูงมือเด็กน้อยเดินออกจากสวนสาธารณะไปที่ร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้ๆบริเวณนั้น ซื้อขนมนมเนยเยอะที่สุดตามกำลังทรัพย์ที่มี

ไม่กี่นาทีต่อมาสาวชุดมอปลายกับเด็กหญิงผมแกละมอซอก็กลับมาพร้อมกับขนมถุงโต ทั้งสองกลับมาที่ม้านั่งตัวเดิม

อย่าลืมไปเเบ่งน้องๆกินด้วยนะคะใบปอ” ขวัญฤทัยกำชับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะพูดต่ออีกว่า “สัญญากับพี่นะว่าจะไม่ออกมาเล่นคนเดียวอีก เเละจะตั้งใจเรียนเป็นเด็กดีของคุณเเม่”

ใบปอให้สัญญาค่ะ พี่ขวัญใจดีเหมือนนางฟ้าเลย”

เด็กหญิงผมแกละโผเข้ากอดขวัญฤทัยเเน่น ขวัญฤทัยไม่สามารถอธิบายความรู้สึกที่มีได้เลย มีเเต่ความอบอุ่นที่ซาบซ่านอยู่เต็มอกเพราะความตื้นตัน

สาวน้อยโอบกอดเด็กหญิงใบปอตอบอย่างไม่นึกรังเกียจที่เด็กหญิงเเต่งกายมอซอ

นี่เป็นครั้งเเรกเลยสินะที่เธอดูเป็นนางฟ้าในสายตาของคนอื่น...

การกระทำทั้งหมดของขวัญฤทัยอยู่ในสายตาคมกริบของนพกรที่เฝ้ามองอยู่ห่างๆได้สักระยะเเล้ว

ชายหนุ่มกระตุกยิ้มที่มุมปาก ในเเววตาเเข็งกร้าวอ่อนลง จากตอนเเรกที่ตั้งใจว่าจะตามมาต่อว่าเด็กดื้อที่ทำตัวเหลวเเหลก เเต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนใจเเละทำไม่ลง มุมมองที่มีต่อขวัญฤทัยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

 

ขวัญฤทัยคงคิดผิดเเล้วล่ะที่คิดว่าเด็กหญิงใบปอเห็นเธอเป็นนางฟ้าคนเเรกในชีวิต เพราะมีอีกคน...ที่กำลังมองด้วยสายตาชื่นชมเเละเป็นนางฟ้าผู้มีจิตใจงดงามทั้งที่เขาไม่เคยมองเธอเเบบนั้นเลย.....

ขณะที่กำลังเล่นถักมงกุฎดอกไม้ให้เด็กหญิงใบปออย่างเพลิดเพลิน ฉับพลันตาของขวัญฤทัยก็เหลือบไปเห็นร่างสูงโปร่งของนพกรที่มาปรากฎอยู่ไม่ไกลนัก บริเวณต้นไม้ข้างๆม้านั่ง

ใจบางกระตูกวูบ เขามาที่นี่ได้อย่างไรกัน...

เเละดูเหมือนว่าเขากำลังจ้องมองเธออยู่นานเเล้วด้วย

“พี่เก้า”

สาวน้อยครางชื่อเขาในลำคอเเผ่วเบา ขณะที่ชายหนุ่มเดินสืบเท้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอกับเด็กหญิงใบปอ

“มาที่นี่ทำไมคะ?ขวัญฤทัยปรับสีหน้าให้เป็นปกติ จัดระเบียบความคิดเเละอารมณ์ก่อนจะตั้งคำถาม

“มาตามเด็กเกเรกลับบ้าน” เขาตอบเสียงเรียบ เอามือไพล่หลัง เด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งข้างๆกับขวัญฤทัยจ้องมองเขาตาเเป๋ว

“คุณลุงเป็นใครเหรอคะ”

ขวัญฤทัยระเบิดเสียงหัวเราะทันทีที่เด็กหญิงหันมาถาม ดูเอาเถอะ ขนาดเด็กยังเรียกนพกรว่าลุง เพราะว่าเขาทำตัวเเก่เกินอายุ ทั้งเสื้อเชิตที่พับเเขนขึ้นเป็นระเบียบ ทรงผมสุดเนี้ยบจัดทรงอย่างเรียบร้อย หนวดเคราที่มีเเซมบนใบหน้าเล็กน้อย เเถมยังตีหน้าขรึมดุตลอดเวลาอีก ใครๆมองก็ว่าเเก่กันทั้งนั้น รวมถึงเธอด้วย

 

“เรียกพี่ไม่ได้เหรอตัวเล็ก” นพกรชันเข่านั่งลงตรงหน้าเด็กหญิง ยิ้มให้อย่างนึกเอ็นดูทั้งที่ความจริงรู้สึกอายเล็กน้อยที่ถูกเด็กขนานนามว่าเป็นลุง

เด็กหญิงใบปอพยักหน้าหงึกๆ ยังรู้สึกหวาดกลัวในตัวผู้ชายนิรนามผู้เพิ่งมาใหม่เล็กน้อย เเต่ดูเหมือนว่าพี่ขวัญนางฟ้าก็รู้จักกับลุงคนนี้ด้วย

“อย่าไปบังคับเด็กเลยค่ะพี่เก้า ฮ่าๆๆ” ขวัญฤทัยโบกมือห้าม หัวเราะจนท้องเกร็ง หันไปพูดกับเด็กหญิงต่อว่า “เรียกลุงได้เลยนะใบปอ เขาเเก่เเล้ว”

“เเก่อะไรกัน เพิ่งจะอายุ 25” นพกรขมวดคิ้วยุ่งใส่คนที่ว่าเขาว่าเเก่ เด็กน้อยเองก็ดูจะเออออห่อหมกเชื่อฟังขวัญฤทัยไปซะทุกอย่าง

“คุณลุงเป็นพี่ของพี่ขวัญเหรอคะ” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามเขาอีกครา นพกรยิ้ม เบี่ยงสายตาไปมองขวัญฤทัย ซึ่งเจ้าหล่อนก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ใส่ใจที่จะช่วยเขาตอบคำถามเด็ก เขาจึงตัดสินใจพูดคำตอบที่เเวบเข้ามาในหัวสมองตั้งเเต่ครั้งเเรก

“ไม่ใช่หรอกครับใบปอ ลุงไม่ใช่พี่ชาย” ขวัญฤทัยเลิกคิ้วสูงเมื่อเห็นคนเเก่ที่ตอนเเรกไม่ยอมรับว่า เเก่มาเเทนตัวเองว่าลุงซะงั้น เเต่ประโยคถัดมาต่างหากที่เข้ามามีอิทธิพลของหัวใจขวัญฤทัยอย่างเเท้จริง

“ลุงเป็นคู่หมั้นของพี่ขวัญต่างหาก”

“เอ๋...คู่หมั้นคืออะไรเหรอ?เด็กหญิงเอียงคอด้วยความสงสัย

“ก็คือคนที่กำลังจะเเต่งงานกันไงล่ะ”

“เเต่พี่ขวัญยังเรียนอยู่เลย จะเเต่งงานกับลุงได้ยังไง”

“ก็...” เขาลากเสียงอยู่สักครู่ จ้องมองไปยังใบหน้าเล็กไร้เดียงสา “รอพี่ขวัญเรียนจบก่อน”

“พอเลย พอๆ” สาวน้อยรีบปรามเพราะไม่สามารถทนฟังได้อีกต่อไป “ไม่ใช่หรอกใบปอ ลุงคนนี้โกหก เขาเป็นพี่ชายของพี่น่ะ” ตามด้วยคำโกหกคำโต

“อ้าว...” เด็กหญิงอ้าปากหวอด้วยความงุนงง ไม่รู้จะฟังใครระหว่างลุงเเปลกหน้ากับนางฟ้าของตัวเอง จึงได้เเต่เกาหัวเเกรกๆ เเต่ก็มิวายถามคำถามมาไขข้อสงสัยของตนที่มีมากมายต่อลุงเเปลกหน้าต่อ

“ว่าเเต่ว่าลุงมาทำอะไรที่นี่คะ”

“มารับพี่ขวัญกลับบ้านจ้ะ พี่ขวัญเกเร หนีเรียน” เขาว่าพลางหันมามองหน้าตัวต้นเหตุของความวุ่นวาย

“พี่ขวัญหนีเรียนไม่ดีเลยนะ” เด็กหญิงหันไปพูดกับนางฟ้าของตน “คุณครูของใบปอบอกว่านักเรียนที่หนีเรียนคือนักเรียนไม่ดี”

“โอเคๆ พี่จะไม่หนีเรียนอีกเเล้ว ใบปอก็อย่าเอาอย่างพี่ก็เเล้วกัน”

ขวัญฤทัยยอมรับอย่างอ่อนใจ เเต่ก็ไม่ลืมที่จะสอนเด็กหญิงใบปอไปในตัวไม่ให้เอาอย่างตน เธอไม่รู้เลยว่าได้สร้างความประทับใจให้ลุงเเปลกหน้าอีกครั้ง จนเขายิ้มตามกับภาพที่เห็น ก่อนที่ใครๆจะได้พูดอะไรกันอีก เสียงเรียกเเหบเเห้งของใครคนนึงก็ดังขึ้น

“ใบปอ ใบปอเอ๊ย”

“ยาย!”

ร่างน้อยลงจากม้านั่ง วิ่งไปหาต้นเสียงซึ่งเป็นหญิงชราผมขาวใส่เสื้อคอกระเช้านุ่งผ้าถุง ดูก็รู้ว่าเป็นยายหลานกัน เด็กหญิงใบปอเข้าไปกอดยายเเน่น

 

“เล่นอยู่กับใครฮึ บอกเเล้วว่าอย่าเล่นกับคนเเปลกหน้า” หญิงชราพูดเสียงเบา พลางลูบผมหลานสาว นพกรกับขวัญฤทัยพอจะดูสถานการณ์ออกจึงเดินมาหายายหลานทั้งคู่เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ

“ไม่ใช่คนเเปลกหน้านะคะ พี่ขวัญใจดีมาก ซื้อขนมให้ใบปอถุงเบอเร่อเลย คุณลุงก็ใจดีค่ะ” เด็กหญิงใบปอยิ้มตาหยี ขวัญฤทัยจึงรีบถือโอกาสอธิบาย

“หนูกับพี่ชายมานั่งเล่นกันที่สวนสาธารณะน่ะค่ะ เห็นน้องใบปอวิ่งเล่นอยู่ก็เลยชวนคุยกัน เเล้วก็ซื้อขนมให้เเกน่ะค่ะ เอาไปเเบ่งน้องๆที่บ้าน”

“อ้อ ขอบใจมากนะจ๊ะเเม่หนู สวยเเล้วยังใจดีอีก” หญิงชราเอ่ยชมจากใจจริง จนคนไม่เคยถูกชื่นชมมาก่อนทำอะไรไม่ถูก ขวัญฤทัยเก้อเขินเกินกว่าจะพูดอะไรได้อีก เพราะรู้สึกภาคภูมิใจในคำชมนั้นเกินกว่าจะบรรยายออกมา

“ป่ะ ลูก เเม่เขาถามหาเเล้ว เรากลับกันเถอะ”

หญิงชราเตรียมจะจูงหลานสาวกลับบ้าน เเต่เด็กหญิงใบปอก็หันกลับมาไหว้นพกรกับขวัญฤทัยอย่างนอบน้อม

“ขอบคุณพี่ขวัญกับคุณลุงมากๆเลยนะคะ เเล้ว... ใบปอจะได้เจอพี่ขวัญอีกเมื่อไหร่คะ”ดวงตากลมโตใสเเจ๋วฉายเเววเศร้าสร้อยอาวรณ์อย่างเห็นได้ชัด ขวัญฤทัยจึงคุกเข่าเเละนั่งลงข้างตัวเด็กหญิง

“พี่จะกลับมาอีกเเน่นอน สัญญาเลย”

“เย่ ! พี่ขวัญสัญญาเเล้วนะ ต้องกลับมาหาใบปอนะค้า” ร่างน้อยกระโดดโลดเต้นอย่างยินดี เข้าสวมกอดนางฟ้าใจดีของตนอีกครั้ง ก่อนออกจากสวนสาธารณะไปพร้อมกับผู้เป็นยายจนลับสายตา

“กลับมาได้ เเต่หวังว่าคงไม่ใช่หนีเรียนมานะ” นพกรเอ่ยขึ้นเรียบๆ หลังจากที่เขากับขวัญฤทัยต่างคนต่างเงียบไม่มีใครพูดอะไร

พอได้ยินอย่างนั้น ขวัญฤทัยจึงหันมาจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาอย่างหมั่นไส้ อยากจะเรียกเขาว่าลุงตามเด็กหญิงใบปอให้รู้เเล้วรู้รอด ทำตัวเป็นคนเเก่ขี้บ่นเเบบนี้ไงเล่า

เเต่ขวัญฤทัยก็เลือกที่จะไม่โต้ตอบอะไร เดินกลับมานั่งที่ม้านั่งตัวเดิม นพกรก็ยังตามมานั่งข้างๆ

“จะบ่นจะด่าอะไรขวัญก็รีบๆพูดมาเถอะ พร้อมฟัง”

“เเล้วใครบอกว่าจะด่าล่ะ” นพกรย้อนถาม

“รู้อยู่หรอก” เสียงหวานพึมพำ “ว่ามาตามถึงนี่ ก็คงอยากจะด่าให้หายเหนื่อยมั้ง”

“ตอนเเรกก็คิดว่าจะทำเเบบนั้น...” ชายหนุ่มเว้นระยะคำพูด ถอนหายใจเบาๆ วางพาดเเขนของตนเองไว้บนม้านั่ง ทำตัวสบายๆผ่อนคลายจนสาวน้อยนึกเเปลกใจ

“พอเห็นว่าขวัญทำตัวเป็นคนดี พี่ก็เลยหมดอารมณ์ด่า”

“ตลกตายล่ะ ขวัญไปทำตัวเป็นคนดีตอนไหนไม่ทราบ” ขวัญฤทัยเบ้ปาก นึกไม่ชอบคำพูดของเขาที่ว่า ทำตัวเป็นคนดีขึ้นมาเฉยๆ

“ก็เเล้วเเต่จะคิดเเล้วกัน ขวัญทำดีอะไรบ้างเธอก็รู้อยู่เเก่ใจ เเละพี่ดีใจที่เห็นขวัญทำอะไรเเบบนี้นะ”

ชายหนุ่มพูดจบก็หันมามองใบหน้านวลผ่อง คลี่ยิ้มที่มุมปากอย่างอ่อนโยน ส่งความรู้สึกบางอย่างลึกๆในใจไปให้ดวงตาเเข็งกร้าวของขวัญฤทัยที่บัดนี้มันดูสั่นไหวราวกับคนประหม่าตลอดเวลา

ก็ใช่สิ ผู้ชายที่ไม่เคยชื่นชม บ่นว่าตำหนิพูดจาให้เธอระคายหูเเละเจ็บช้ำตลอดเวลากลับมาพูดจาดีๆ สายตาที่มีให้ก็ดูชื่นชมอย่างใจจริงจนขวัญฤทัยสามารถสัมผัสได้ หัวใจดวงน้อยสั่นระริก

“ก..ก็ ก็เเค่สงสารก็เลยซื้อขนมให้เด็กเเค่นั้น มันก็มะ..ไม่ได้ดีอะไรมากมายหรอก” สาวน้อยพูดจาตะกุกตะกัก เเละหลบสายตาของนพกร เพราะยิ่งมอง...ยิ่งทำให้เธอรู้สึกปลุกไฟความรักในหัวใจที่มีต่อเขาให้กลับมาลุกโชน ทั้งที่ตนเองพยายามดับมันตลอดเวลา

“ถ้าจะคิดเเบบนั้นก็ตามใจ” เขาไหวไหล่

“เเล้วนี่พี่เก้ามาตามขวัญถูกได้ไง นั่งรถมาตั้งไกล”

“มันจะไปยากอะไร เเกะรอยขวัญเธอจากสัญญาณโทรศัพท์ก็รู้เรื่องเเล้ว เเต่ตอนเเรกก็ไม่มีสัญญาณก็หัวเสียอยู่เหมือนกันเพราะไม่รู้จะไปตามเด็กเกเรได้ที่ไหน โทรไปกี่รอบก็ไม่รับ” เขาพูดพร้อมกับเเค่นเสียงหัวเราะในลำคอ

“ขวัญปิดเครื่องไว้ ไม่น่าเปิดเล้ย” ขวัญฤทัยลากเสียงเมื่อรู้สาเหตุ ไม่อย่างนั้นนพกรก็ตามหาเธอไม่เจอเเล้ว คงได้อยู่เที่ยวต่ออีกนานโข เเล้วเป็นไงล่ะ ตอนนี้คงต้องโดนบังคับกลับบ้านกับเขาท่าเดียว

“เปิดไว้น่ะดีเเล้ว ยายเด็กดื้อ” นพกรดีดหน้าผากของเเม่ตัวดีเสียงดัง จนคนถูกกระทำร้องโอดครวญ

“เจ็บนะ!”

“เจ็บสิดีจะได้รู้ว่าทุกคนเป็นห่วง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อาณรงค์ อาภา พี่สาวเธอก็เป็นห่วงเธอกันทั้งนั้น ตอนที่ครูโทร.มาบอกว่าเธอไม่ได้ไปโรงเรียน

“หึ ครูขี้ฟ้อง” ขวัญฤทัยย่นจมูกพึมพำอย่างไม่พอใจ มิน่าล่ะถึงได้กระหน่ำโทร.หาเธอกันทั้งบ้าน ที่เเท้ครูก็โทร.ไปฟ้องนี่เอง

“หยุดเลย ไม่ต้องไปโทษครู เลิกทำนิสัยเสียเเบบนี้เสียที”

“ไหนพี่เก้าบอกว่าจะไม่ด่าไม่ว่าขวัญไง”

“...”

“เหอะ ก็คิดอยู่เเล้วว่าพี่อดไม่ได้หรอก พี่ก็ไม่ได้เป็นห่วงอะไรขวัญ ที่มาตามนี่ก็คงจะมาลากตัวขวัญกลับบ้านไปให้ทุกคนด่าว่าอีกสินะ”

“ถ้าพี่ไม่เป็นห่วงก็คงไม่ยอมเสียมารยาทลุกจากห้องประชุมมาตามหาขวัญ

“หา!” ขวัญฤทัยอุทานออกมาเสียงดัง ส่ายหน้าไปมาราวกับว่าไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน

เขาบอกว่าเขา...เป็นห่วงเธอ อันนี้ไม่น่าตกใจเท่าที่เขาบอกว่ายอมลุกออกจากห้องประชุมเลยด้วยซ้ำ

“พี่เก้าเนี่ยนะลุกออกจากห้องประชุม อย่ามาอำกันให้ยาก”

“นี่เวลาพี่พูดอะไรขวัญก็จะเหมารวมว่าพี่โกหกใช่มั้ย?

“ก็…” สาวน้อยรู้สึกผิดไปชั่วขณะ ความจริงนพกรก็ไม่ได่ร้ายไปทั้งหมด เธออาจจะมองเขาในเเง่ลบมากจนเกินไป

“เชื่อก็เชื่ออ่ะ เเต่ขวัญก็พอจะเดาเหตุการณ์ก่อนหน้าได้ว่าพี่จันทร์ต้องโทร.มาบอกให้พี่เก้าออกมาช่วยตามหาขวัญล่ะสิ” เเต่ขวัญฤทัยมิวายดักทางไว้ เพราะคิดว่า  นพกรคงจะมาเป็นห่วงเธอขึ้นมาเองเฉยๆไม่ได้ มันต้องมีเเรงจูงใจจากคนที่เขารักนั่นก็คือพี่สาวของเธอ

นพกรรู้สึกทึ่งที่คนข้างๆวาดภาพเหตุการณ์ได้เป็นฉากๆ เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ เรื่องที่หล่อนพูดมันก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง เเม้ว่าจะไม่ถูกทั้งหมดก็ตาม

“ไม่ใช่จันทร์หรอก พ่อขวัญต่างหาก”

“งั้นเหรอ” สาวน้อยพูดไม่เต็มเสียงเมื่อเดาผิดคาด “ความจริงเเล้วพี่เก้าไม่จำเป็นต้องทำเพื่อขวัญขนาดนี้นะ ขวัญโตเเล้ว ไปไหนมาไหนเองคนเดียว เอาตัวรอดได้”

ขวัญฤทัยมั่นใจในสัญชาติญาณเเละความฉลาดเอาตัวรอดของเธอได้ในระดับหนึ่ง

“อย่าถือตัวไปเลยขวัญ ผู้หญิงน่ะอยู่ที่ไหนมันก็อันตรายทั้งนั้น โดยเฉพาะผู้หญิงอย่าง

“ผู้หญิงอย่างขวัญทำไมเหรอ !?

ขวัญฤทัยหันไปกระชากเสียงถาม จ้องหน้าชายหนุ่มอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ

เเต่นพกรก็ยังวางเฉย เพียงใช้สายตาจับจ้องไปที่กระโปรงนักเรียนตัวสั้นที่สาวน้อยเเอบไปตัดมา เเละใบหน้านวลที่เเต่งเเต้มจัดเต็ม เสื้อนักเรียนของเจ้าหล่อนก็ไม่ใส่เสื้อกล้ามซับใน พอให้เห็นสีชุดชั้นในอยู่รำไร มองเเค่นั้นเขาก็เบือนหน้าไปทางอื่นด้วยเพราะไม่อาจทนใช้สายตาล่วงเกินขวัญฤทัยได้

“อ๋อ มองเเบบนี้ก็เข้าใจละ” สาวน้อยเเค่นเสียงเยาะๆ

“จะว่าผู้หญิงเเรดๆอย่างขวัญมันอยู่ยากใช่มั้ยล่ะ”

“ใช่”

“เหอะ ไม่ต้องมาเป็นห่วงขวัญหรอก ถึงขวัญจะเเรดเเต่งตัวยังไงเวลาเกิดฉุกเฉินขวัญก็เอาตัวรอดได้ ไปห่วงพี่จันทร์เถอะ เเต่งตัวเเม่ชีไปก็เท่านั้น เเต่ก็หัวอ่อนเเละอ่อนเเอเกินกว่าจะปกป้องตัวเอง”

“หยุดพาดพิงถึงคนอื่นเสียที”

นพกรว่าเสียงเข้มจนคนหัวดื้อจำต้องปิดปากฉับที่กำลังจะเถียงก็ต้องหยุดค้างชะงัก

“หันกลับมาดูตัวเองซิว่าทำถูกมั้ย การที่ขวัญหนีเรียนมาที่ไกลๆเเบบนี้มันถูกเเล้วเหรอ ทำเป็นพูดดีไปเถอะ ถ้าถึงเวลาเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆจะทำยังไง ทำอะไรเคยคิดถึงพ่อเเม่ พี่ชายพี่สาวเธอบ้างไหม...”

“เเล้วทำไมขวัญจะต้องนึกถึง ถ้าไม่มีขวัญสักคน คนในครอบครัวก็คงจะจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่เชียวล่ะ ไม่มีใครต้องการขวัญค่ะ ขวัญไม่ใช่พี่ที่มีอารัตน์คอยดูเเลเอาใจใส่ คนในครอบครัวไม่เคยรักขวัญเลย เเม่ก็เอาเเต่ด่าประชดประชันขวัญทุกเช้า เเล้วเเบบนี้ทำไมขวัญจะต้องไปโรงเรียน ทำไมขวัญจะต้องเป็นเด็กดีทั้งที่ไม่มีใครต้องการ!”

ขวัญฤทัยระเบิดความรู้สึกอัดอั้นตันใจออกมาทุกหยาดหยด พอพูดจบก็หอบใจเบาๆด้วยความเหนื่อย น้ำตาเจ้ากรรมที่ชาตินี้มันจะไหลมาให้คนเห็นสักครั้งก็เเทบจะไม่มี บัดนี้กลับไหลพรั่งพรูออกมาด้วยความเจ็บปวดที่เก็บกลั้นเอาไว้มานานเเสนนาน

เธอไม่อยากเป็นอย่างนี้เลย...

ไม่อยากอ่อนเเอต่อหน้าผู้ชายใจร้ายที่ไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของเธอ

นพกรไม่พูดอะไร ได้เเต่ขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆสาวน้อย ในใจเขากระตุกวูบเมื่อได้เห็นน้ำตาเหล่านั้น เขากำลังคิดหาทางที่จะทำให้ขวัญฤทัยหยุดร้องไห้ เเต่ฉับพลันนั้นเองหล่อนก็โผเข้ากอดเขาพลางสะอื้นไห้เหมือนเด็กๆ

เขาตัวเเข็งทื่อไปชั่วขณะ ถอนหายใจ ไม่รู้ว่าจะปลอบโยนเธออย่างไร เขากับขวัญฤทัยไม่เคยมีโมเมนต์เเบบนี้เลยสักครั้ง... นอกจากทะเลาะเบาะเเว้งกันไม่หยุด หรือไม่ก็เมินเฉยใส่กัน เขาไม่เคยได้ใกล้ชิดหล่อนขนาดนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

ชายหนุ่มไม่เคยเชื่อเลยว่าขวัญฤทัยเป็นผู้หญิงอ่อนโยน ไม่เคยเชื่อว่าขวัญฤทัยสามารถร้องไห้ได้ ไม่เคยเชื่อว่าหล่อนมีเมตตากับใคร ไม่เคยเชื่อว่าหล่อนจะสวยได้จากภายใน... เขาจึงสร้างกำเเพงไว้มากมายกีดกันเธอออกจากหัวใจมาเกือบสิบกว่าปี

เเต่เพียงเเค่การกระทำบางอย่างของเจ้าหล่อนในวันนี้สามารถทำลายกำเเพงเหล่านั้นลงได้ไปเกือบครึ่ง

เเละเขาเองก็เชื่อว่าขวัญฤทัยมีกำเเพงในใจมากไม่เเพ้กัน

“นี่ใช่ไหม ที่ไม่เคยเเสดงออกมาให้ใครได้เห็น” เขาพูดเสียงอ่อนลง ลูบเเผ่นหลังบอบบางเบาๆ “ร้องไห้บ้างก็ได้ ความอ่อนเเอไม่ได้ทำให้ขวัญดูเเย่หรอก ทุกๆคนก็ต้องมีมุมอ่อนเเอทั้งนั้น เป็นธรรมดาของมนุษย์ การที่คนเราไม่รู้สึกอะไรเลยต่างหากที่เรียกว่าเเปลก เพราะฉะนั้น มีอะไรก็อย่าเก็บกดเอาไว้อีกเลย”

ขวัญฤทัยหลับตาสะอื้นอยู่ที่เเผงอกของนพกร กลิ่นหอมจางๆจากเสื้อของเขา เเละสัมผัสอบอุ่นที่มือของเขาลูบเเผ่นหลังเธอไปมา คำพูดปลอบโยนทื่อๆตามสไตล์ของผู้ชายอย่างเขาเเต่ก็ทำให้เธอรู้สึกได้ถึงสายใยเส้นบางๆที่ส่งถึงใจเธอ สายใยเส้นนั้นก็คือความห่วงใยเเละอาทรที่เธอไม่เคยได้จากนพกรเลยทั้งชีวิต บัดนี้เธอได้มันจากเขา เเละเขาก็คือคนเเรกที่เธอเเสดงด้านที่อ่อนเเอออกมาให้เห็น

               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 73 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #1572 punnada400 (@punnada400) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 15:23

    สงสารน้องขวัญเลย เอ็นดูน้องใบปอ

    #1572
    0
  2. #11 NooYpp (@NooYpp) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2561 / 22:49
    ไปเรียนต่อต่างประเทศเลยค่ะ หนูขวัญ กลับมาแล้ว เปรี้ยวให้เข็ดฟัน .... อย่าได้แคร์
    #11
    1