ซ่อนรักไว้ใต้วิวาห์ (ซีรีส์วิวาห์ซ่อนรัก) ฉบับรีไรท์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 482,923 Views

  • 1,569 Comments

  • 3,857 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    2,527

    Overall
    482,923

ตอนที่ 6 : บทที่ 5 เรื่องของความรู้สึก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16887
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    12 ม.ค. 62

                                         5

                                    เรื่องของความรู้สึก

  

สหราชอาณาจักร กรุงลอนดอน

ในวันนี้ เมืองศิวิไลซ์อย่างกรุงลอนดอนต้องเงียบเหงาลง เมื่อความหนาวเย็นเพิ่มพูนคูณทวี ลมพายุหิมะด้านนอกทำให้ผู้คนเลือกที่จะอยู่หน้าเตาผิงอุ่นๆในบ้านเเทนที่จะออกไปเดินเล่นข้างนอก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีนาย 'ดนัยณัฐ ปุณยภักดิ์' วัย 27 ปีคนนึงที่เลือกจะอยู่ในบ้าน เเม้ในตัวห้องสุดหรูใจของโรงเเรมไม่มีเตาผิงให้ความอบอุ่นก็ตาม มีเพียงฮีตเตอร์ที่เป็นเพื่อนพึ่งพาในยามหนาวเหน็บ

เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นเเทนการกดกริ่ง ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเสื้อสเวตเตอร์ตัวหนากับผ้าพันคอสีครีมเดินไปเปิดประตูห้องพักให้คนคุ้นเคย

มีอะไร” เขาถามเสียงขุ่น

หญิงสาวร่างท้วมในชุดเสื้อโอเวอร์โค้ตยืนตัวหนาวสั่นอยู่ตรงหน้า ใบหน้ากลมไว้ผมหน้าม้า สวมเเว่นตาหนา ยืนยิ้มเเหยๆให้กับเขา ในมือถืออุปกรณ์วาดภาพระบายสีมมาครบครัน

ขออยู่ห้องด้วยนะคะ”

ไม่” ดนัยณัฐตอบโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา

โธ่ นะคะ พี่ณัฐ นะสัญญาว่าจะไม่รบกวนพี่ จะวาดรูปอยู่เงียบๆ”

นภิตาพยายามออดอ้อน เเต่ก็โดนปฏิเสธกลับมาอีกเช่นเคย

ไม่มีทาง ครั้งที่เเล้วเธอก็ทำสีหกใส่พรมห้องพี่เลอะเทอะไปหมด”

วันนี้นะไม่ได้เอาสีน้ำมาค่ะ รับรองว่าไม่เลอะเทอะเเน่นอน นะคะๆ ให้นะอยู่ด้วยเถอะนะ ขอร้องล่ะค่ะ ที่มานี่ก็มีข่าวสำคัญจะมาบอกพี่ด้วย เกี่ยวกับน้องสาวคนเล็กของพี่ ไม่อยากฟังจริงๆเหรอ”

หญิงสาวยื่นขอเสนออย่างมีชั้นเชิงจนบุรุษหนุ่มถอนหายใจ ยอมเปิดประตูกว้างให้เเม่สาวร่างท้วมเข้ามาในห้องพักจนได้ ซึ่งพอได้เข้าไปก็กระโดดเหยงๆ ไม่รู้จะดีใจอะไรกันนักกันหนา

นภิตาวางสัมภาระลงบนโซฟาอย่างคุ้นเคย ความจริงเธอก็ไม่ได้มาที่นี่บ่อยนัก ไม่ใช่ว่าไม่ขยันมาเเต่เป็นเพราะว่าเจ้าของไม่เปิดโอกาสเสียมากกว่า พยายามสอดส่ายสายตาผ่านเลนส์เเว่นหนาว่ามีข้าวของจุ๋งจิ๋งของผู้หญิงคนไหนมาตกหล่นอยู่ในห้องนี้บ้างหรือไม่

มีอะไรก็รีบพูดมา พี่ต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบ”

เสียงเข้มเอ่ยขึ้นจนร่างท้วมสะดุ้ง กลืนน้ำลายลงคอหันไปหาเจ้าของเสียงพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง

คอเเห้งจังเลยค่ะ ขอน้ำหน่อยได้มั้ยคะ”

อย่ามาเล่นลิ้น สรุปว่ามีอะไร ยัยขวัญเป็นอะไร”

ดนัยณัฐเอ่ยถามด้วยใจอยากรู้ข่าวของน้องสาวตัวดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง รายนั้นไม่เคยติดต่อมาเลยตั้งเเต่เขามาเรียนต่อปริญญาเอกที่นี่ นึกเป็นห่วงเพราะรู้ดีว่าขวัญฤทัยไม่มีสัมพันธ์ดีต่อคนในครอบครัวสักเท่าไหร่ เวลามีเรื่องอะไรก็มักจะเก็บเอาไว้คนเดียวในใจ ไม่เคยปรึกษาใครได้เลยสักคน

คือ เมื่ออาทิตย์ที่เเล้วนะบินกลับไปฉลองวันเกิดพี่เก้ามาค่ะ”

รู้เเล้ว”

ครอบครัวของนภิตาเเละครอบครัวของเขาก็ชวนให้กลับไปฉลองด้วย เเต่เขาติดภาระกิจการเรียนก็เลยไม่ได้ไป

ในงานวันเกิดพวกผู้ใหญ่ประกาศให้มีการหมั้นหมายกันระหว่างครอบครัวของนะกับครอบครัวของพี่” นภิตาเว้นช่วงระยะการเล่าไว้สักพักเเต่ดนัยณัฐก็พูดเเทรกขึ้นมาเสียก่อน

ก็คงจะหมั้นไอ้เก้ากับยัยจันทร์สินะ”

ชายหนุ่มพ่นลมหายใจ ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจ ดีใจกับน้องสาวคนโตที่ได้สมหวังดั่งใจปราถนา หรือจะเสียใจกับน้องสาวคนเล็กที่ผิดหวังในความรัก

ทำไมคนที่สนิทกับขวัญฤทัยมากกว่าคนอื่นๆในครอบครัวจะไม่รู้เล่าว่าน้องสาวคนเล็กมีใจให้นพกรมาตั้งเเต่เด็ก เเต่เขาก็ไม่เเน่ใจอีกล่ะว่ารักมากเพียงไหน เพราะบางเวลาก็มักเเสดงท่าทีว่าชิงชังพอๆกับนพกร สรุปได้ว่าอาจจะมีทั้งสองอย่าง ทั้งรัก ทั้งเกลียด

นิสัยของขวัญฤทัยมักเเสดงอาการโกรธ เเละไม่พอใจออกมาอย่างไม่ปิด เพียงเเต่ในความรู้สึกส่วนนึงก็คือความเมตตา ความเสียใจ ความรัก สามสิ่งที่น้องสาวเก็บมันเอาไว้มิดชิดเป็นอย่างดี ทำให้คนอื่นๆไม่เห็นด้านดีของเจ้าตัวบ้าง

พี่ณัฐผิดเเล้ว หมั้นกับน้องขวัญต่างหาก”

อะไรนะ!” ร่างสูงทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา อุทานออกมาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง เเสดงว่าสิ่งที่เขาได้คาดการณ์ก็กลับตาลปัตรไปหมด

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะค่ะ เพราะอยู่ดีๆ เขาก็จับคู่ให้พี่เก้ากับขวัญ เป็นคู่บุพเพสันนิวาสจริงๆ” นภิตาพูดกลั้วหัวเราะในลำคอ คู่นี้ไม่รู้เป็นอย่างไร ดูตึงเครียดกันทั้งสองคน พี่ชายเธอปากร้าย ขวัญฤทัยก็พอกัน พี่ชายเธอมีอีโก้สูง ขวัญฤทัยก็อีโก้สูงไม่เเพ้ เเต่สิ่งนึงที่น่าจะยืดหยุ่นได้ก็คือพี่ชายเธอเป็นคนใจเย็นเเละรับมือได้ทุกสถานการณ์

ต้องโทรทางไกลไปคุยกับยัยขวัญสักหน่อยเเล้วเย็นนี้” เขาถอนหายใจ

งั้นเย็นนี้นะอยู่ด้วย เดี๋ยวนะจะทำกับข้าวไทยๆให้พี่ณัฐกินเอง”

หญิงสาวรีบหาโอกาสที่จะโชว์ศักยภาพความเป็นเเม่ศรีเรือนให้ชายหนุ่มคู่หมั้นคู่หมายดูอย่างกระตือรือร้น เผื่อเขาจะหันมาให้ความสนใจเธอมากกว่าที่เป็นอยู่บ้าง

ไม่ต้องหรอก ถ้าไม่มีอะไรเเล้วก็กลับไปที่ห้องตัวเองซะ” ดนัยณัฐเอ่ยไล่เพราะความรำคาญ ครอบครัวของหล่อนฝากฝังไว้กับเขาให้ช่วยดูเเลก็จริง เเค่นภิตามาพักอยู่โรงเเรมเดียวกับเขาก็มากพอเเล้ว เเต่นี่เจ้าหล่อนกลับเเวะเวียนมาไม่เว้นเเต่ล่ะวัน ไล่อย่างไรก็ไม่ยอมไป

โห่ นั่งยังไม่ทันโซฟาจะอุ่นพี่ณัฐก็ไล่กันซะเเล้ว ให้นะอยู่เถอะนะ อยู่ห้องคนเดียวมันเหงา” นภิตาทำกระเง้ากระงอด เเต่มันก็ไม่เคยได้ผมกับชายหนุ่มเลย

เพื่อนมี ก็ไปหาสิ”

ไม่รู้ล่ะ นะจะอยู่ที่นี่ ทำอาหารเย็นให้พี่ณัฐกิน เราจะได้กินข้าวพร้อมกัน”

พูดจบสาวร่างท้วมก็หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี จนคนไล่ถอนใจ จำต้องล้มเลิกความคิดกลับไปนั่งอ่านหนังสือในมือของตนเหมือนอย่างเคย

เป็นเวลาร่วมหลายปีที่เขากับนภิตาอยู่ด้วยกันที่อังกฤษ นานๆได้กลับไปเยี่ยมบ้านเสียที หากเขาเเละนภิตาเรียนจบผู้ใหญ่ก็จะให้เเต่งงานกันทันที เขาเกลียดการคลุมถุงชนนัก คิดต่อต้านอยู่ตลอดเวลาก็ไม่สำเร็จเมื่อครอบครัวยึดถือเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจมาเป็นอันดับ 1

ดนัยณัฐคาดหวังเสมอว่าสักวันจะเจอผู้หญิงที่ใช่ ผู้หญิงที่ใช่ ใครก็ได้...ที่ไม่ใช่ยัยหมูนภิตา

 

ขวัญฤทัยกลับมาที่บ้านด้วยความอ่อนเพลีย หลังจากกินของว่างในช่วงบ่าย นางนพรัตน์ก็ชวนทำกิจกรรมหลายๆอย่าง กว่าจะได้กลับก็เป็นเวลาเย็นพอดี เเค่คิดว่าทุกอาทิตย์ต้องมาทำอะไรเเบบนี้ในวันหยุดก็เซ็งเเล้ว อดเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆเป็นเเน่

บิดามารดาดูออกจะปลื้มอกปลื้มใจนักที่เห็นนพกรมาตามรับตามส่ง ไม่มีใครรู้ว่าเธอมีปากเสียงกับเขาตลอดทางกลับบ้าน พอเขามาถึงบ้านของเธอก็มีม่านพระจันทร์พี่สาวมาพูดคุยกันสนุกถูกคอโดยไม่สนใจเธออีก

คู่นี้หน้าจะเเต่งงานเเต่งการกันไปสิ้นๆเรื่อง เห็นเเล้วมันขัดใจนัก...

ได้เเต่เก็บความไม่พอใจอยู่เเบบนี้จนอึดอัดเเทบจะบ้าตาย ไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่สมองเลอะเลือนจนจำสับสนว่านพกรรักเธอ ทั้งที่ก็คบหาอยู่กับพี่สาวของเธออย่างออกหน้าออกตา ทั้งสองคนก็ดูเหมาะกันดี พูดจาก็ถูกปากถูกคอ

วันนี้เขาก็บอกชัดเจนว่าชอบผู้หญิงที่เป็นเเม่บ้านเเม่เรือน ก็พี่สาวเธอนี่ไงเล่า เหมาะสมทุกประการ อายุอานามก็เท่ากัน ไม่เหมือนกับเธอที่อายุห่างกับเขาถึง 7 ปีเต็ม

นพกรก็เหมือนผู้ใหญ่หัวโบราณคนนึง ไม่สามารถเข้ากับเด็กหัวสมัยใหม่อย่างเธอได้ด้วยวัยที่ห่างกันเกินไป

ขวัญ พี่ณัฐโทรศัพท์ทางไกลมาหา ไปรับสิ” ม่านพระจันทร์เดินมาเรียกน้องสาวถึงในห้องนอนให้ไปรับโทรศัพท์ ซึ่งพี่ชายที่โทรมาก็อยู่คนละซีกโลกในตอนนี้

ขวัญฤทัยจึงรีบลุกขึ้นจากเตียงนอนกว้างเตรียมตัวจะเดินออกไปรับโทรศัพท์ที่ห้องเก็บเอกสารของบ้าน

“ฮัลโหล” ขวัญฤทัยกรอกเสียงไปตามสาย

“ว่าไงยายน้องตัวดี จะเเต่งงานมีผัวอยู่เเล้วไม่โทร.มารายงานพี่ชายบ้างเลย”

ปลายสายที่อยู่ไกลถึงอีกประเทศขึ้นต้นประโยคทักทายที่ทำเอาคนฟังถึงกับหน้าตึง เเต่กระนั้นน้ำเสียงของพี่ชายในสายเลือดก็ยังทำให้ขวัญฤทัยรู้สึกอบอุ่น ก่อเกิดความคิดถึงขึ้นจับใจ

“ผัวเผลออะไรกันล่ะพี่ณัฐ เเค่หมั้นเฉยๆเอง”

“นั่นเเหละ เเทนที่จะโทร.มาบอกเล่ากันบ้างก็ยังดี” พี่ชายทำน้ำเสียงตัดพ้อ

“มันฉุกละหุกค่ะ ขวัญเองก็ยุ่งๆอยู่” ขวัญฤทัยเเก้ตัว เเอบคลี่ยิ้มน้อยๆ ที่สามารถโกหกพี่ชายได้ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมในห้องทำงาน กระดิกเท้าอย่างสบายใจ

“ยุ่งอะไรกัน ดีเเต่เที่ยวเล่น เอาเวลาไปตั้งใจเรียน อย่าเเรดให้เเม่ปวดหัวนัก” ปลายสายตำหนิ จนคนที่กำลังอารมณ์ดีต้องเปลี่ยนสีหน้าไปถนัด

“พี่ณัฐไม่ต้องมาบ่นเลย เเค่นี้ขวัญก็รำคาญทุกคนในบ้านจนเเทบบ้าอยู่เเล้ว” สาวน้อยไม่ได้เอ่ยถึงอีกหนึ่งบุคคลในความคิดที่คอยรบกวนจิตใจให้วุ่นวาย

“ทุกคนเขาก็หวังดีกันทั้งนั้น เเกเล่นทำตัวดื้อไม่ฟังใครเลย”

“ค่ะ ! ถ้าพี่ณัฐกลับมาเเล้วขี้บ่นเเบบนี้ไม่ต้องกลับมานะคะ เชิญอยู่เป็นผู้ดีอังกฤษต่อไปเลยยาวๆ”

“พูดเเบบนี้ฉันยิ่งอยากกลับเลยล่ะ เดี๋ยวจะรีบจองตั๋วเครื่องบินเดี๋ยวนี้เลย”

จบประโยคสองพี่น้องที่อยู่ห่างไกลกันคนละประเทศก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมา ขวัญฤทัยหัวเราะจนท้องเกร็ง รู้สึกไม่ได้ปลดปล่อยความเครียดออกมานานเเค่ไหนเเล้ว

ปากก็พูดไปเเบบนั้นเอง ทั้งที่ใจเธอคิดถึงพี่ชายที่สุด คอยนับวันเวลา รอวันที่พี่ชายเรียนจบเเละกลับมาบ้าน คอยมาเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวในบ้านให้กับเธอ

“พี่ณัฐ...”

“หืม..?ดนัยณัฐครางในลำคอด้วยความรู้สึกสงสัยเมื่อน้ำเสียงของน้องสาวตัวดีอ่อนเเรงลง

“พี่เป็นเพื่อนกับพี่เก้ามาตั้งเเต่เด็ก”

“อ่าฮะ เเล้วยังไง”

“พี่ว่าพี่เก้าเค้า.... รู้สึก เกลียดขวัญมากไหม”

“ถามทำไม ฉันรู้หรอกน่าว่าเเกรักมัน” เขาเอ่ยอย่างรู้ทันเเต่คนเป็นน้องรีบปฏิเสธ

“พี่ณัฐเอาอะไรมาพูด ขวัญไม่รักผู้ชายที่ชอบว่าขวัญหรอก เเล้วก็ไม่ชอบผู้ชายขี้เก๊กด้วย เบื่อ”

“เเกเป็นน้องฉัน อยู่กับเเกมาตั้งเเต่เกิดทำไมฉันจะไม่รู้ว่าเเกรู้สึกยังไงกับมัน เเกโกหกฉันได้ เเต่โกหกตัวเองไม่ได้หรอก”

ไม่มีทางหลบเลี่ยงได้เลย...ถูกพี่ชายตัวเองดักทางอย่างรู้ทันไปเสียหมด

ขวัญฤทัยพ่นลมหายใจใส่โทรศัพท์เสียงดัง มันก็จริงเธอจะไปโกหกคนที่รู้ใจเธอดีที่สุดได้อย่างไร

“เอาเถอะๆ เเล้วพี่ณัฐว่าพี่เก้าเกลียดขวัญหรือเปล่า?

“ตอนเด็กๆ มันก็คงเกลียด เเกเล่นไปเกเรยายนะซะขนาดนั้น”

“ฮ่ะๆ ก็จริงของพี่ เขาเกลียดขวัญมาตั้งเเต่ไหนเเต่ไร จนถึงตอนนี้เขาก็ยังเกลียดขวัญอยู่ดี” ขวัญฤทัยเหยียดยิ้มที่มุมปาก พอมาคิดดูอีกทีเธอก็ไม่สมควรถามเลย เพราะรู้คำตอบดีอยู่เเล้ว เเต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเธอก็ดีใจที่อย่างน้อยในวันนี้ได้รู้ว่าเธอกับนพกรก็ยังมีความทรงจำดีๆร่วมกันอยู่บ้าง เเม้จะเป็นเพียงความทรงจำเพียงหนึ่งเดียวที่มีท่ามกลางความทรงจำร้ายๆ

“อย่าไปคิดเเบบนั้น ความรู้สึกคนเรามันเปลี่ยนกันได้เสมอ”

“ก็คงไม่ใช่กับคนอย่างพี่เก้า เขายังรักพี่จันทร์อยู่ทั้งที่หมั้นกับขวัญเเล้ว” สาวน้อยตัดพ้อ ยอมเผยมุมอ่อนเเอให้พี่ชายเห็นคนเดียวเท่านั้น

“มันก็จริง เพราะสองคนนี้รักกันมาก่อน เเกก็ทำใจเถอะ หลับหูหลับตาเเต่งไปซะ” ปลายพูดเสียงกลั้วหัวเราะกลับมา

“ไม่เเต่ง เพราะขวัญจะไม่เสียศักดิ์ศรี เเต่บางทีก็...ไม่รู้สิพี่ณัฐ ขวัญไม่เคยเเน่ใจกับความรู้สึกของตัวเองเลย บางทีฉันก็เกลียดจนไม่อยากเห็นหน้าทั้งที่ในใจยังรักอยู่”

“เรื่องธรรมดา มนุษย์ซับซ้อนกว่าทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ โดยเฉพาะเรื่องของหัวใจ ไม่เเปลกที่เเกจะรู้สึกสับสนกับตัวเอง” ดนัยณัฐพูดถือโอกาสสอนน้องสาวไปในตัว

“เเต่เวลาจะช่วยให้เเกหาคำตอบให้ตัวเองได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นก็ต้องดูๆไปก่อน”

“รับทราบ” ขวัญฤทัยรับคำหนักเเน่น “ไปก่อนล่ะ พรุ่งนี้ฉันต้องไปเรียน”

“ไปเร็วเถอะ อ่านหนังสือบ้างก็ดีอย่ามัวเเต่ติดเล่นโซเชี่ยล ห่วงเเต่เเต่งตัวเเต่งหน้าเดี๋ยวก็ไม่จบ ม.6

“พอ! ไม่ต้องบ่น จะวางเเล้ว”

“อย่าเพิ่งวาง ฉันจะคุยกับยายจันทร์สักหน่อย” ดนัยณัฐเอ่ยห้าม เขาก็มีเรื่องสำคัญตัองคุยกับน้องสาวอีกคนคือม่านพระจันทร์

“งั้นเดี๋ยวฉันไปเรียกให้ก็เเล้วกัน”

ขวัญฤทัยวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ เดินนวยนาดออกจากห้องไปตามพี่สาว

ร่างบางเปิดประตูเข้ามาในห้องนั่งเล่นชั้นบนที่พี่สาวมักจะใช้เป็นที่สำหรับเย็บปักถักร้อย นั่งทำงานอดิเรกของตัวเอง

เปิดประตูเข้ามาก็เห็นพี่สาวนั่งถักไหมพรมอยู่เหมือนเดิม

“พี่จันทร์ พี่ณัฐเขาขอคุยกับพี่หน่อย”

“โอเค เดี๋ยวพี่ออกไป” ม่านพระจันทร์ยิ้มแล้วพยักหน้ารับ

“พี่จันทร์ถักอะไรน่ะ” ขวัญฤทัยชะโงกหน้ามองอย่างสนใจ

“อ๋อ ตุ๊กตาหมี พี่ลองทำตามหนังสือดู ไม่รู้มันจะออกมาสวยมั้ย งั้นฝากดูก่อนนะ เดี๋ยวพี่มา”

คนเป็นพี่สาวเดินออกไปเเล้ว ขวัญฤทัยจึงเดินไปนั่งบนโซฟาเเทนที่ เริ่มมองเห็นตุ๊กตาหมีทำจากไหมพรมสีขาวที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จับมันขึ้นมาดูอย่างเบามือ ก็ทำให้เธอมองเห็นความต่างได้อย่างชัดเจนทีเดียว

เจ้าหมีขี้เหร่ที่ตั้งใจถักให้นพกรถูกทิ้งลงถังขยะไปเเล้ว ใช้เวลานานมากที่สุดในการทำสำหรับเธอ เเม้จะใช้เวลานานหรือตั้งใจมากเเค่ไหนก็สู้ฝีมือพี่สาวไม่ได้เลย ขวัญฤทัยเดาว่าพี่สาวน่าจะถักเป็นครั้งเเรกด้วยซ้ำ เเต่ยังทำได้ดีขนาดนี้ก็น่าอิจฉาในพรสวรรค์ของเจ้าหล่อนนัก

เสียงเเจ้งเตือนไลน์ในโทรศัพท์บนข้างๆโซฟาดังขึ้น เป็นโทรศัพท์ของม่านพระจันทร์นั่นเอง ปรากฎชื่อของนพกรขึ้นบนเเถบหน้าจอ พร้อมกับข้อความเล็กๆ

ความอยากรู้อยากเห็นของขวัญฤทัยเพิ่มมากจนถึงขีดสุด จากที่ตั้งใจว่าจะไม่ยุ่งกับโทรศัพท์ส่วนตัวของพี่สาวก็มีอันต้องล้มเลิก เปิดเข้าไปในโทรศัพท์ในห้องสนทนาของทั้งสองคนทันที

นพกรส่งรูปที่เขาใส่เสื้อสเวตเตอร์ที่พี่สาวของเธอถักให้ในวันเกิดมาในห้องเเชทพร้อมกับข้อความข้างล่าง

หล่อใช้ได้เลย

ขวัญฤทัยเจ็บลึกในอกอย่างน่าประหลาดเมื่อได้อ่านมัน

แต่ก็ไวเท่าความคิด เธอจิ้มนิ้วลงบนเเป้นพิมพ์ข้อความตอบกลับอย่างรวดเร็ว

ทุเรศมาก เอาไปถอดทิ้งเถอะ

จากนั้นก็กดส่งเข้าไปในห้องสนทนาทันที

 

ดวงตาเฉียบคมจ้องมองข้อความบนโทรศัพท์ กวาดสายตาไปมาซ้ำเเล้วซ้ำเล่าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เเต่ฉับพลันก็นึกขึ้นได้ว่ามีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะส่งข้อความนี้ก็คือเเม่จอมดื้อรั้นตัวเเสบ

 

นพกรลุกขึ้นจากเตียงนอนกว้าง เดินออกไปเเหวกม่านหน้าต่างบานใหญ่ที่เป็นกระจกใสพอให้เห็นพระจันทร์นวลผ่องบนท้องฟ้า ก่อนจะเปิดกระจกออกให้กว้างเพื่อให้ลมพัดโชยเข้ามาทางหน้าต่าง

ร่างสูงสูดเอาสายลมเย็นที่เคล้าคลอกับกลิ่นหอมของดอกเเก้วในยามค่ำคืนเข้าเต็มปอด หลับตาลงเมื่อกำลังใช้ความคิดเเละความรู้สึกสับสนที่ว้าวุ้นอยู่ในจิตใจ

เมื่อก่อนเขาเคยคิดเสมอ...ว่าการเเต่งงานคือหน้าที่ ใครก็ได้ เขาเเต่งได้ หากมีผลประโยชน์ต่อธุรกิจเเละครอบครัว

การดูเเลผู้หญิงคนนึงที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยามันจะยากอะไรกัน หน้าที่ของสามีก็คือการดูเเลเอาใจใส่ มันก็เเค่นั้น

เเต่นพกรต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่เเล้ว ถ้ากับขวัญฤทัยมันคงต้องเป็นอะไรที่มากกว่าเอาใจใส่ธรรมดา สำหรับเด็กสาวที่มีปัญหาเเละไม่ได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว หล่อนต้องการ 'ความรัก' เป็นสิ่งที่เขาไม่คิดว่าจะให้เจ้าหล่อนได้

ด้วยวัยที่ห่างกัน 7 ปี ความคิดความอ่านก็ต่างกัน เเถมยังมีปัญหากันอยู่เรื่อยๆตั้งเเต่ยังไม่ได้เเต่งงาน เเละเขาก็ไม่คิดว่าจะรักขวัญฤทัยได้อยู่เเล้ว เพราะนิสัยใจคอของหล่อนในบางครั้งก็ทำให้เขานึกชิงชัง

ใช่ว่าเขาจะไม่ชอบขวัญฤทัยคนเดียวเสียเมื่อไหร่ รายนั้นก็ไม่ชอบเขาเช่นกัน ประกาศลั่นว่าไม่ยอมเเต่งงานกับเขา เเถมยังส่งข้อความมากวนประสาท

พอคิดมาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็เปลี่ยนอิริยบถ เเขนเเกร่งทั้งสองข้างยกขึ้นกอดอก คลี่ยิ้มน้อยๆ พลางส่ายหน้า มองเเหวนทองคำขาวเกลี้ยงเกลาบนนิ้วนางข้างซ้าย

ในความเกลียดชังก็ยังมีความเอ็นดูเเละสงสาร

ความจริงเเล้วคนที่น่าเห็นใจที่สุดคงจะหนีไม่พ้นขวัญฤทัยที่เจ้าหล่อนไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย หล่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสองครอบครัววางเเผนอะไร ถ้าขวัญฤทัยรู้ความจริงจะรับได้หรือรับไม่ได้จนต้องกรีดร้องออกมาตามลักษณะนิสัยของหล่อน

อรุณรุ่งของอีกวันเดินทางมาถึงจนได้ ขวัญฤทัยตั้งใจตื่นมาอาบน้ำเเต่งตัวตั้งเเต่ตี 5 เพื่อหนีนพกร คิดสีหน้าอีกฝ่ายไม่ออกเมื่อเจอหน้ากัน คงจะหน้ายักษ์หน้ามาร บ่นก่นด่าจนเธอหูชาทีเดียว

ก็เเหงล่ะ เมื่อคืนเธอเล่นพิมพ์ข้อความด่าเขาเสียขนาดนั้น คนฉลาดอย่างเขาคงไม่เชื่อเเน่ๆว่าพี่สาวของเธอเป็นคนพิมพ์ส่งไป

“ตื่นเช้าเชียวนะขวัญ รีบไปไหนล่ะ” ม่านพระจันทร์เอ่ยทักทายน้องสาวที่เดินเข้าครัวมาในชุดนักเรียนเรียบร้อยเเล้ว ระหว่างที่ตนกับพวกเเม่บ้านกำลังช่วยกันจัดเตรียมอาหาร

“ขวัญอยากไปโรงเรียนเช้า”

“รู้สึกว่าเมื่อคืนนี้มีคนมาเล่นโทรศัพท์ของพี่นะ เอ...มีข้อความด่าคุณเก้าด้วยสิ เขาบอกว่าจะมาจัดการคนทำวันนี้เเหละ” หญิงสาวจงใจเเกล้งคนเป็นน้องบ้าง ยกยิ้มที่มุมปากอย่างอารมณ์ดี ได้เห็นข้อความที่น้องสาวส่งไปหานพกรเมื่อคืนนี้เเล้ว

“ไม่อยู่ให้จัดการหรอกค่ะบอกเลย” ขวัญฤทัยเบ้ปากท้าทาย ทั้งที่ในใจกลัวหัวหด หันไปหานางกวินเเม่บ้านคนเก่าเเก่ของบ้าน

“ขอไข่เจียวให้ขวัญฟองนึงนะป้าก้อย เร็วๆล่ะ”

“เเหม สั่งเป็นราชินีเลยนะเเม่คุณ เขายุ่งเตรียมกับข้าวกันอยู่ไม่เห็นหรือไง จะรีบไปไหนล่ะไม่รอพี่เก้าเขามารับ”

นางศิภาเดินตามเข้ามาในครัวอีกคน เห็นลูกสาวคนเล็กเเต่งตัวเเต่งหน้าอะไรเสร็จเรียบร้อยเเล้วก็ให้นึกเเปลกใจ เพราะนี่เพิ่งจะเวลาตีห้าสี่สิบนาที ปกติขวัญฤทัยมักตื่นเป็นคนสุดท้ายของบ้าน

“ขวัญจะรีบไปส่งงาน อาจารย์นัดไว้ก่อน 7 โมง”

“เหอะ เเกเนี่ยนะส่งงาน” มารดาทำเสียงค่อนในลำคอ “ดูท่าฝนจะตกเเล้วล่ะเช้านี้”

“ใช่ค่ะ เเต่ขวัญว่าฝนคงจะตกหนักกว่านี้หากวันไหนเเม่ไม่บ่น ไม่ประชดขวัญสักวันนึง”

“นี่ ! เเกก็เหมือนกันล่ะน่ะ ไม่เถียงเเม่สักวันเเกจะตายให้ได้ใช่มั้ย ฉันล่ะเหลืออดกับเเกเเล้ว หัดทำตัวให้ได้เหมือนกับ...”

“เเม่คะ มาช่วยจันทร์ดูเเกงหน่อยสิ ทำครั้งเเรกไม่รู้จะได้เรื่องมั้ย” ม่านพระจันทร์ออกอุบายให้มารดามาดูเเกงในหม้อทั้งที่ความจริงมันไม่ได้มีปัญหาอะไร หญิงสาวไม่อยากจะให้มารดาใช้ตนเปรียบเทียบกับขวัญฤทัยอีก เพราะไม่อยากให้น้องสาวต้องขุ่นเคืองใจไปมากกว่าเดิม

“อ้าว เเล้วนั่นเเกจะไปไหน” นางศิภามิวายหันมาถามเมื่อเห็นลูกสาวกำลังจะก้าวเท้าพ้นห้องครัวไป

“ไปโรงเรียน” ขวัญฤทัยตอบสั้นๆ ไม่คิดอยากเสวนากับมารดาอีก นึกอยากไปอยู่ที่ไกลๆให้พ้นบ้านเหลือเกิน

“เเล้วเเกไม่กินข้าวเเล้วหรือไง เดี๋ยวโรคกระเพราะก็กำเริบ” มารดาว่าเสียงดุ เเต่สาวน้อยกับเเค่นยิ้มเหยียดหยัน

“ไม่ต้องมาเป็นห่วงขวัญหรอกค่ะ ให้ขวัญเป็นโรคกระเพราะเสียยังจะดีกว่ากินข้าวปนเสียงด่าประชดประชันของเเม่ ขวัญเบื่อ!” ขวัญฤทัยทิ้งท้ายไว้อย่างเจ็บเเสบ รีบก้าวเดินฉับๆออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องการได้ยินคำด่าสาปเเช่งที่คิดว่าคงได้ยินชัดเจนหากช้ากว่านี้

ร่างบางเดินเอื่อยๆมาตามถนนหนทางของหมู่บ้าน มารถที่ป้ายรถเมล์รอบเช้า

วันนี้สาวน้อยตัดสินใจเเน่วเเน่ว่าจะไม่ไปโรงเรียน จะโดดเรียนไปเที่ยวสักหน่อย เที่ยวคนเดียวเเบบไม่ต้องชวนเพื่อนฝูงยกขโยงกันไป ชีวิตเป็นของเธอเเล้วเมื่อหนีเเม่กับนพกรพ้น เธอจะไปที่ไหนก็ได้ จะนั่งรถเที่ยวทั่วเมืองก็ยังได้ ในเมื่อมีเงินในกระเป๋าเเล้วมันจะไปยากลำบากอะไรล่ะ

                                                  

                                                            

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

0 ความคิดเห็น