ซ่อนรักไว้ใต้วิวาห์ (ซีรีส์วิวาห์ซ่อนรัก) ฉบับรีไรท์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 486,022 Views

  • 1,575 Comments

  • 3,865 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    190

    Overall
    486,022

ตอนที่ 5 : บทที่ 4 รอยอดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18975
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    12 ม.ค. 62

 

                                                      4

                                           รอยอดีต

 

ร่างสูงโปร่งหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนของมารดาอยู่นานพอสมควร เเละนานพอที่จะได้ยินบทสนทนาของผู้หญิงทั้งสอง

เเม่ของเขากับขวัญฤทัยดูจะเข้ากันได้ดี เป็นเเบบนี้เขาก็สบายใจ เผลอคิดไปว่าสาวน้อยจะออกฤทธิ์เดชกับเเม่จนทนไม่ไหว เเต่ไม่ใช่เลย ขวัญฤทัยเวลาอยู่กับเเม่ของเขา ช่างต่างกับขวัญฤทัยที่อยู่กับเขาราวกับฟ้าดิน

ทำอะไรกันอยู่ครับเนี่ย”

คำถามจากคนคุ้นเคยทำให้ขวัญฤทัยไม่ต้องหันไปมองเลยก็รู้ว่าเป็นใคร เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาในห้อง เเละเธอก็มองเห็นเขาผ่านกระจกใสบานใหญ่ นพกรนั่งลงบนเตียง ดวงตาจับจ้องมาที่กิจกรรมของเธอ

ขวัญเขาเเต่งหน้าให้เเม่น่ะ สวยใช่มั้ยล่ะเก้า” นางนพรัตน์กระเซ้าพลางถามความเห็นจากลูกชาย เเต่ในความคิดนั้นของตนเองคือเปลี่ยนไปจนเเทบจำไม่ได้

ฝีมือว่าที่ลูกสะใภ้ของเเม่ไม่ธรรมดาจริงๆ”

ขวัญฤทัยยิ้มเเก้มปริ รู้สึกปิติยินดีที่อย่างน้อยก็มีสตรีผู้อารีคนชื่นชม ไม่ใช่เอาเเต่ค่อนขอดเเละวิจารย์ความสามารถพิเศษของเธอในทางลบเหมือนมารดา เเต่เเล้วรอยยิ้มที่เพิ่งปรากฎอยู่บนใบหน้ากลมมนก็ต้องจางลงเมื่อได้ยินคำพูดของคนเป็นคู่หมั้น

ก็ธรรมดางั้นๆเเหละครับ ถ้าเเม่อยากเเต่งหน้าเเต่งตัวขึ้นมาจริงๆ บอกผมก็ได้ ผมจะจ้างช่างมาเเต่งให้เเม่เอง”

ในขณะที่จงใจพูดเหน็บเเนม นพกรก็สังเกตดูอาการของขวัญฤทัยอย่างไม่คลาดสายตา ก็ไม่เห็นว่าหล่อนจะสะทกสะท้านอะไรก็ยังเสริมสวยทำของหล่อนต่อไปได้

หล่อนเเข็งกระด้างกว่าที่เขาคิดจริงๆ....หัวใจเเละความรู้สึกคงมีกำเเพงขนาดใหญ่กั้นอยู่ ไม่ว่าอะไรที่พยายามจะทำลายกำเเพงนั่นก็ทำไม่ได้

ธรรมดาอะไรกัน ตอนนี้เเม่ยังคิดว่าตัวเองเป็นนางฟ้าย้อนวัยมาอายุยี่สิบเหมือนเดิม ใช่มั้ยจ๊ะหนูขวัญ” นางนพรัตน์พยายามสร้างความขบขันเมื่อเห็นบรรยากาศเริ่มตึงเครียด ทำไมนางจะไม่สังเกตเห็นสาวน้อยหน้าถอดสี เเม้จะไม่พูดอะไรก็ตาม ลูกชายของนางก็ร้ายเหลือเกินที่ช่างพูดจาได้เจ็บช้ำน้ำใจคนฟังนัก

ใช่เเล้วค่ะคุณอา ขวัญจะทำผมต่อให้นะคะ” ขวัญฤทัยคลี่ยิ้ม พยายามจะไม่สนใจคำพูดกระทบกระเทียบเเละสายตาคมกริบที่จ้องมองมา มุ่งจุดสนใจไปหาทรงผมเเบบเก๋ไก๋สมัยนิยมที่กำลังจะลงมือทำให้คนที่ตัวเองรัก

ขวัญฤทัยไม่รู้หรอกว่าทำไมนพกรเป็นเเบบนี้ รู้เเต่ว่าเขาเป็นกับเธอมาตั้งเเต่เด็ก ชอบพูดจาให้เจ็บช้ำ ชอบใจร้ายกับเธอ ชอบเมินเฉยเธอ เธอจะไม่เเปลกใจเลยถ้าเขาชิงชังนิสัยของเธอที่ร้ายกาจเเม้เเต่คนรอบข้างก็ยังเอือมระอา

นพกรนั้นช่างมีหัวใจที่ซับซ้อนเหลือเกิน ในบางครั้งเขาก็พูดจาใจเย็นกับเธออย่างนุ่มนวล เเต่ในความนุ่มนวลก็คือความจิกกัดเบาๆไปจนถึงรุนเเรง เขาดุเมื่อเธอทำเสียมารยาท หรือทำตัวเกินวัยอย่างเเต่งหน้าทาปากใส่กระโปรงสั้นที่เขามองว่ามันไม่ดี

ไม่รู้อีกนั่นเเหละว่าที่ดุเป็นเพราะชิงชังหรือว่าเป็นห่วง เเต่เธอน่ะคิดว่าเป็นอย่างเเรกมากกว่า

ไม่กี่นาทีต่อมา สตรีมากวัยที่ไม่เคยเเต่งหน้าเเต่งตัว กลายร่างมาเป็นหญิงสมาร์ทดูทันสมัยเเละเรียบโก้ ขวัญฤทัยลองเปลี่ยนสไตล์การเเต่งตัวให้นางนพรัตน์เสียใหม่ ดัดเเปลงนั่นนี่นิดหน่อยก็เข้าที่จนเพอร์เฟค ขวัญฤทัยยิ้มอย่างภาคภูมิใจเมื่อเห็นฝีมือของตัวเอง ไม่สนใจคนที่กล่าวหาว่าฝีมือเธอนั้นสุดเเสนจะธรรมดา เเต่ก็นั่งดูช่างเเต่งหน้าโนเนมธรรมดาๆอย่างเธอเสริมสวยให้มารดาของเขาจนเสร็จ

นพกรได้เเต่อ้าปากค้าง ไม่คิดว่าฝีมือของขวัญฤทัยจะมาถึงขั้นนี้ได้ จนเเอบมีความรู้สึกผิดอยู่นิดๆที่สบประมาทสาวน้อยมากเกินไป เขาก็เเค่คิดว่าหล่อนเป็นพวกชอบเเต่งหน้าเเบบวัยรุ่นไปวันๆไม่มีความสามารถอะไร เเต่นี่...มันสุดเเสนที่จะพรรณนา เเม่ของเขากลายไปเป็นผู้หญิงอีกคน ซึ่งถ้าพ่อของเขากลับมาก็คงจะไม่เชื่อว่าเป็นเเม่จริงๆ

ขอบคุณมากนะขวัญ ที่ทำให้คนเเก่อย่างอาได้มีความสุข เหมือนได้ย้อนวัยเลย หนูเก่งมากๆ” นางนพรัตน์เข้าสวมกอดร่างผอมบางเอาไว้หลวม ชื่นชมในความสามารถของสาวน้อยด้วยใจจริง เเละถ้าทำเเบบนี้ก็จะเป็นการให้กำลังใจเเก่ขวัญฤทัยผู้ที่ไม่ค่อยได้รับความรักความชื่นชมเอาใจใส่เท่าที่ควร

ขวัญดีใจที่คุณอาชอบ”

ยังไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ เสียงกระเเอมดังขึ้นขัด

เสร็จกันหรือยังครับ เเม่ ผมขอยืมตัวขวัญสักชั่วโมงจะได้มั้ย” เขาเอ่ยขออนุญาต

 

ได้สิจ๊ะ นี่ก็บ่ายสามโมงกว่าเเล้ว เเม่จะรออยู่ที่ครัวนะ จะเตรียมทำอาหารว่างให้ทานกัน” นางนพรัตน์บอกกล่าว พร้อมกับเดินจากไป คงต้องให้เวลาคู่หมั้นคู่หมายอยู่ด้วยกันลำพังบ้าง นางก็มีหน้าที่คอยเชียร์เเละสนับสนุนคู่นี้ต่อไปในอนาคตจนกว่าจะเเต่งงานมีลูกเต้า

 

นพกรเดินนำหน้าขวัญฤทัยลงมาที่ชั้นล่าง พาเดินไปที่สวนสวยงามที่มารดาของเขาเป็นคนลงมือปลูกเเละจัดเเต่งไม้ดอกไม้ประดับด้วยตัวเอง ที่เขาพามาที่นี่เพราะต้องการจะให้ขวัญฤทัยได้ดูอะไรบางอย่าง ร่างสูงโปร่งหยุดที่ต้นเเกัวที่ส่งกลิ่นหอมรัญจวนไปทั่วอาณาบริเวณสวนกว้าง ขวัญฤทัยจึงหยุดตาม ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีกว่าเขาจะพาเธอมาหยุดที่ต้นไม้ต้นนี้ทำไมกัน

พี่เก้าลากขวัญมาคุยกันถึงสวน มีเรื่องลับอะไรต้องคุยงั้นเหรอ”

พี่ไม่ได้ลากมาเพื่อคุยสักหน่อย” เขาบอกอย่างไม่ใส่ใจ ขณะที่กำลังลูบๆคลำๆต้นเเก้วที่มีดอกออกบานสะพรั่ง

ก็ดีเเล้วที่ไม่มี เพราะขวัญไม่ชอบคุยกับคนดูถูกคนอื่น ไปก่อนเเล้วกันนะคะ จะไปหาอารัตน์” ขวัญฤทัยมิวายประชด ก่อนจะหันหลังเตรียมจะเดินจากไปเเต่ก็ถูกมือเเกร่งคว้าเรียวเเขนเอาไว้

พี่เก้าปล่อย!” เธอตวาด

หยุดขึ้นเสียงเเว้ดๆ เเล้วฟังพี่ก่อนเถอะมั้ยขวัญ” เขากดเสียงลงต่ำ “ไม่จำเป็นต้องชวนทะเลาะตลอดเวลาหรอก”

เหอะ ชวนทะเลาะเหรอ ตลกตายล่ะ ใครกันเเน่ที่ชวนทะเลาะ ใครกันเเน่ที่ดูถูกขวัญ ไม่เเคร์ความรู้สึกกันเลยด้วย เเล้วเเบบนี้พี่จะมาว่าขวัญว่าเห็นเเก่ตัวไม่เเคร์คนรอบข้างไม่ได้เเล้วนะคะ เพราะพี่ก็ดูท่าจะเป็นเหมือนกัน”

ขวัญฤทัยจ้องหน้าชายหนุ่มอย่างท้าทาย เธอสับสนจนทำอะไรไม่ถูก ใจนึงก็โกรธเกลียดผู้ชายคนนี้จนอยากจะเข้าไปตบหน้าขาวๆให้เป็นรอยเเดง เเต่ก็ถูกความรู้สึกที่เป็นสายใยเกี่ยวพันรั้งสั่งการสมองไม่ให้ทำเเบบนั้น

พี่ก็ไม่ได้ดูถูกสักหน่อย ก็เเค่พูดความจริงว่าตอนเเรกมันก็ดูงั้นๆ เเต่ตอนหลังพี่ยอมรับเเล้วกันว่าเเม่พี่ดูดีจริงๆ”

“...”

ที่ชวนมาที่นี่ไม่ใช่เพราะว่าอยากจะคุยอะไร เเต่กำลังชวนมาระลึกความหลัง”

นพกรว่าพลางดึงตัวขวัญฤทัยไปใกล้ๆกับต้นเเก้วต้นใหญ่ เอื้อมมือไปเด็ดช่อดอกเเก้วจากกิ่งของมัน

“ระลึกอะไรกัน” ขวัญฤทัยเลิกคิ้วสูง

ขวัญกับพี่เก้าไม่เคยมีความทรงจำร่วมกันสักหน่อย ถึงมีก็ไม่ใช่ความทรงจำดีๆเเน่นอน”

ขวัญฤทัยยืนยันพร้อมกับส่ายหน้า ส่วนใหญ่เเล้วความทรงจำในสมัยวัยเด็กก็คือภาพผู้ชายผอมสูงมักเมินเฉยเธอ หรือไม่เธอก็จะทะเลาะกับผู้ชายผอมสูงคนนั้นทั้งที่วัยวุฒิห่างกันราว 6-7 ปี ก็ไม่น่าเชื่อว่าด้วยวัยที่ต่างกันขนาดนั้นยังทะเลาะเบาะเเว้งกันได้จนถึงตอนนี้

เเน่นอนว่านี่ไม่ใช่ความทรงจำที่ดีเหมือนกัน เเต่ไม่ว่าความทรงจำจะดีหรือร้ายเราก็ควรจดจำมันเพื่อย้ำเตือนตนเองไม่ใช่เหรอขวัญ”

คำพูดของนพกรจบลง พร้อมกับช่อดอกเเก้วที่ยื่นมาให้ มือบางรับช่อดอกเเก้วมาไว้ในมือ ดอกสีขาวบริสุทธิ์ของมันเเละกลิ่นหอมจางๆจากเกสรสีเหลือง มันพัดโชยเข้ามาเตะจมูกมน พร้อมกับภาพความทรงจำที่เธอก็ไม่รู้จะเรียกมันว่าเป็นความทรงจำที่ดีหรือร้ายกันเเน่

 

10 ปีก่อน

ในขณะนั้นบ้านของครอบครัวยอเกียรติคุณยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ช่างเเละกรรมกรต่างก็วิ่งงานกันให้วุ่นไปหมด ด้วยเพราะขนาดตัวบ้านที่กำลังก่อสร้างนั้นใหญ่โตมโหฬาร จึงต้องรีบเร่งงานกันข้ามวันข้ามคืนเพื่อให้เสร็จโดยเร็ว

ณรงค์ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวปุณยภักดิ์ได้พาคนในครอบครัวมาช่วยงานเล็กๆน้อยๆด้วยอีกเเรง เนื่องจากเป็นเพื่อนรู้จักสนิทสนมกันมาตั้งเเต่รุ่นปู่ มีอะไรก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอด เขามีหน้าที่ช่วยติดต่อช่างงานฝีมือ หรือนักออกเเบบเก่งๆมาให้เพื่อนรักอย่างจอมพลตัดสินใจ

ส่วนหน้าที่ของผู้หญิงที่เป็นเเม่บ้านก็จะหาซื้อของตกเเต่งเตรียมเอาไว้ ลงต้นไม้ ดอกไม้เอาไว้ในที่ดินรอบๆ ก็คงจะเป็นหน้าที่ของนพรัตน์เเละศิภาคอยช่วยกันอย่างสนุกสนาน

ช่วงตะวันบ่ายคล้อยของวันนั้น เด็กๆของทั้งสองครอบครัวต่างก็วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน คงจะมีเเต่เด็กหญิงผิวขาวร่างผอมบางวัย 8 ขวบในชุดกระโปรงสีชมพูสดใส ไว้ผมเปียยาวไม่ได้ร่วมเล่นด้วย จึงได้เเต่นั่งเหงาหงอยเขี่ยดินเขี่ยทรายเล่นเเถวนั้น

“ขวัญ มานั่งทำอะไรคนเดียวจ๊ะเนี่ย” นพรัตน์ย่อตัวลงตรงข้างๆเด็กหญิงขวัญฤทัย เด็กหญิงช้อนดวงตาขึ้นมอง นางรู้ดีว่าในเเววตาของเด็กหญิงวัยเพียง 8 ขวบนั้นยังเเฝงความเศร้าเอาไว้ลึกๆ เเม้จะไม่เเสดงออกมา

“ขวัญเล่นก่อกองดินอยู่ค่ะ” เด็กหญิงยิ้มกว้าง ใช้ของเล่นในมือตักกองดินขึ้นมา

“ทำไมไม่ไปเล่นกับพี่ๆเขาล่ะ” นางถามต่อ

“พี่เก้าไม่อยากให้ขวัญเล่นด้วย พี่เก้าบอกว่าขวัญเป็นเด็กเกเร” ปากจิ้มลิ้มยังคงพูดเจื้อยเเจ้วไปตามประสา

“พี่เก้าเขาพูดเเบบนั้นจริงๆหรือจ๊ะ”

เด็กหญิงขวัญฤทัยพยักหน้าหงึกๆ

นพรัตน์รู้ว่าเด็กไร้เดียงสาไม่เคยพูดเรื่องโกหกอย่างเเน่นอน ก็พอจะดูออกว่าลูกชายของตนเเสดงท่าทีหมางเมินกับเด็กหญิง

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะคุณพี่” ศิภาที่เพิ่งเดินตามมาเอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นเพื่อนผู้พี่นั่งอยู่กับลูกสาวคนเล็กของตน

“ยัยขวัญเเกบอกว่าตาเก้าไม่ให้เล่นด้วยนะค่ะ ตาเก้านี่ไม่ได้เรื่องเลย เป็นพี่คนโตเสียเปล่า" นางบ่นเเกมระอา ส่วนมารดาของเด็กหญิงก็พยักหน้ารับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น

“ยัยขวัญชอบรังเเกยัยนะ ตาเก้าคงไม่ชอบละมั้งคะคุณพี่”

“เด็กมันเเค่เล่นกันมันก็ต้องมีร้องไห้บ้างเป็นธรรมดา ตาเก้าจะทำอคติเเบบนี้ไม่ได้ ขอตัวไปจัดการลูกชายก่อนนะคะคุณภา”

“เดี๋ยวก่อนสิคะคุณพี่...”

ศิภาเอ่ยรั้งไม่ทัน ร่างผอมบางของสตรีรุ่นพี่ก็เดินอาดๆตั้งหน้าไปหาลูกชายเสียเเล้ว นางจึงได้เเต่ถอนหายใจ รู้สึกสงสารลูกสาวที่ต้องมานั่งเล่นคนเดียว เเต่ก็รับรู้เหตุผลดีว่าลูกสาวคนเล็กเล่นเเรง เกเรเเละเอาเเต่ใจ ทำให้ไม่มีใครอยากจะเล่นด้วย จะไปโทษลูกชายบ้านนี้ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว

เด็กชายดนัยณัฐกับเด็กชายนพกรทำหน้าที่เป็นหัวโจกในการนำเล่นกิจกรรมต่างๆ เด็กหญิงในวัยไล่เลี่ยกันทั้งม่านพระจันทร์เเละนภิตาต่างก็ร่วมสนุกสนานครื้นเครงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

นพกรต้องชะงักการเล่นเอาไว้ เมื่อเห็นร่างของมารดาเดินตรงเข้ามาหาพร้อมกับกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่ในมือ

“ตาเก้า มานี่ซิ”

“ครับเเม่” เด็กชายที่กำลังจะใช้คำว่านายนำหน้าในอีกไม่กี่เดือนขานรับ

“เอาต้นไม้ในกระถางไปลงในดินให้เเม่ที” นางยื่นกระถางให้บุตรชาย ซึ่งก็รับไปเเต่โดยดี

“จะให้ผมเอาไปลงตรงไหนล่ะครับ” เขาเอ่ยถาม

“ตรงที่น้องขวัญนั่งอยู่”

“อะไรนะ...”

“วันนี้เก้าต้องเป็นเพื่อนเล่นกับน้อง ให้น้องช่วยปลูกต้นไม้ด้วย” มารดาออกคำสั่ง

“ผมทำคนเดียวได้ครับ ไม่ต้องให้ยายเด็กเกเรมาช่วย”

“เก้า เเม่ไม่รู้นะว่าเราอคติอะไรกับน้องนักหนา เเต่น้องยังเด็ก เก้าโตเเล้วต้องรู้จักเเยกเเยะสิ”

“ผมก็เเยกเเยะนี่ไงครับ ผมจะไม่เล่นกับเด็กที่เกเรน้องสาวผมจนร้องไห้” เด็กชายยืนยันเสียงเเข็ง

“งั้นก็ดี” นพรัตน์กอดอกจ้องหน้าลูกชาย “ถ้าลูกไม่ยอมเล่นกับน้อง เเม่จะไม่ให้ค่าขนมไปโรงเรียน” ตามด้วยคำขู่ที่ทำเอาคนฟังหน้าหงอลงไปถนัด

“โธ่ เเม่ครับอย่าทำกับผมเเบบนี้” เด็กชายประท้วงเสียงเครือ

“จะเอายังไงตาเก้า เลือกเอาว่าลูกจะไปเล่นกับน้องดีๆ หรือจะอดค่าขนมไปตลอด” นางยื่นคำขาด

“เล่นก็ได้ครับ” เขาก้มหน้าพูดเสียงอ่อย

“ดีมาก จำเอาไว้นะ เเม่เเค่อยากจะสอนให้เก้าเป็นคนที่ไม่มีอคติกับเด็กอายุ 8 ขวบอย่างหนูขวัญ เราอายุ 14 เเล้ว อีกเเค่ไม่กี่เดือนก็จะ 15 ใช้คำนำหน้าว่านายเต็มตัวเเล้ว ต้องรู้จักเเยกเเยะไม่เเบ่งเเยก เราก็เหมือนครอบครัวเดียวกันต้องรักกันไว้ ถ้ามันลำบากใจนักก็คิดว่าขวัญเป็นน้องสาวเก้าอีกคนก็ได้ เข้าใจมั้ย”

“เข้าใจเเล้วครับ”

เด็กชายนพกรเเอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ อดเล่นสนุกต้องไปขุดดินปลูกต้นไม้กับยายเด็กเกเรที่เขาเเสนชังเพราะเด็กคนนั้นมักทำให้น้องสาวเขาร้องไห้ นิสัยเอาเเต่ใจจนน่ารำคาญ เขาจึงไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วย

เเต่ก็ต้องทำเพราะไม่อยากจะอดค่าขนมไปตลอด มารดาผู้เเสนใจดีของเขาเมื่อถึงเวลาดุขึ้นมาก็เอาจริง น่ากลัวมิใช้น้อย

เด็กชายผอมสูงอุ้มกระถางหนักเดินโซซัดโซเซมาจนถึงที่เด็กหญิงนั่งก่อกองดินอยู่ ก่อนจะปล่อยกระถางที่อุ้มมาลงบนพื้นดังตุ้บ พลันเด็กหญิงก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมาลั่น

“พี่เก้าใจร้าย! ทำไมต้องมาทำลายปราสาทของขวัญด้วย ฮือ”

“ใครจะไปรู้ล่ะ ก็เห็นมีเเค่กองดินเละๆ ก็เลยวางกระถางลงทับ” เขาไหวไหล่อย่างไม่รู้สึกผิด ทั้งที่ความจริงเเล้วเป็นความตั้งใจของเขาเองที่อยากจะเเกล้งเด็กหญิงผมเปียจอมเกเร

“ฮึก ฮือๆๆๆ พี่เก้าใจร้าย สร้างปราสาทใหม่ให้ขวัญเดี๋ยวนี้เลยนะ” ร่างเล็กจ้ำม่ำตรงเข้าไปทุบตีผู้ชายตัวสูง ที่ตั้งเเต่จำความได้ก็เอาเเต่ใจร้ายใส่เธอมาโดยตลอด

“ไม่” นพกรพูดมาสั้นๆเเค่คำเดียว ไม่รู้สึกเจ็บอะไรที่ถูกกำปั้นน้อยๆทุบตี เด็กชายเดินไปหาจอบเเถวนั้นมาขุดดิน ด้วยความที่เป็นคนตัวสูงเเละเเข็งเเรงจึงสามารถใช้เเรงทั้งหมดที่มีได้สบายๆ

“หลบไป ถ้าไม่อยากโดนจอบฟันหัวเอา” คำพูดของเขาทำเอาเด็กหญิงขวัญฤทัยตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว ลนลานมาหลบเเผ่นหลังกว้าง

นพกรขุดใช้จอบขุดดินอย่างคล่องเเคล่ว ตั้งใจพูดให้เด็กหญิงกลัวจนต้องวิ่งหนีไป เเต่ก็ผิดคลาดเมื่อร่างเล็กป้อมยังยืนอยู่ข้างหลัง เฝ้ามองเขาอย่างสนอกสนใจ

“พี่เก้าจะทำอะไรอ่ะ”

“ปลูกต้นไม้” เขาตอบ

“ต้นเนี้ยอ่ะเหรอ” เด็กหญิงขวัญฤทัยว่าพลางย่อตัวลง ใช้มือเล็กๆจับต้นไม้เล่น

“จับเบาๆล่ะ เดี๋ยวมันตาย” เขากำชับ โยนจอบลงข้างตัว กว่าจะขุดหลุมได้ในระดับนึงก็เล่นเอาเหงื่อไหลไคลย้อยไปเลยทีเดียว

“ขวัญจะช่วยพี่เก้าปลูกเอง” ร่างเล็กกระโดดโลดเต้น ลากกระถางหนักๆที่เเทบจะไม่ขยับเขยื้อนเข้ามาใกล้ๆกับหลุม

“ไปไกลๆเลย ไม่ต้องมาช่วย” เด็กชายออกปากไล่อย่างรำคาญ เเต่เด็กหญิงขวัญฤทัยจอมดื้อรั้นก็ไม่ฟังอยู่ดี

“นี่มันต้นอะไรกัน”

“ต้นเเก้วมั้ง” นพกรยกกระถางต้นไม้ลงในหลุมอย่างทุลักทุเล ใช้ดินกลบเพื่อให้พื้นเรียบเสมอกัน ยายเด็กเกเรก็มาช่วยด้วย เเต่เขาก็คร้านที่จะไล่เเล้ว จึงได้เเต่ปล่อยเลยตามเลย ที่เดาว่าเป็นต้นเเก้วเพราะมารดาร่ำร้องอยากจะปลูกตั้งเเต่ยังไม่มีบ้านเเล้ว มารดาของเขาบอกว่าต้นเเก้วเป็นไม้มงคล ดอกของมันหอมบริสุทธิ์เปรียบได้ดั่งความรัก ปลูกให้เป็นพุ่มเตี้ยก็ได้ หรือปลูกเพื่อให้ร่มเงาก็ได้ เเต่มารดาของเขาบอกว่าถ้าจะปลูกทั้งที่ควรเป็นเเบบให้ร่มเงามากกว่า เวลาที่มันออกดอกก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณบ้าน

เด็กชายนพกรชักอยากรู้เเล้วว่าถ้าอีก 10 ปีข้างหน้า ต้นเเก้วที่ได้ชื้อว่าเขาเป็นคนปลูกเองกับมือจะสูงใหญ่ให้ร่มเงาหรือส่งกลิ่นหอมมากเเค่ไหน

“ต้นไม้ที่เราช่วยกันปลูกจะโตมั้ยพี่เก้า” เด็กหญิงสะกิดไหล่ถาม

“ช่วยกันอะไร พี่ปลูกคนเดียว เราไม่เกี่ยว”

“อ้าว เกี่ยวสิ” ขวัญฤทัยยกมือขึ้นเท้าสะเอว ทำเเก้มป่อง “ขวัญก็ช่วย”

เด็กหญิงสาวเท้าเล็กๆวิ่งหายไปสักครู่ เเละกลับมาพร้อมกับบัวรดน้ำสีฟ้าอันเล็ก รดน้ำให้ต้นไม้จนชุ่มฉ่ำ

นพกรมองตามจนเผลอยิ้ม ที่ผ่านมาเขาจะเห็นขวัญฤทัยเเผลงฤทธิ์เดชตลอด หรือไม่ก็รังเเกน้องสาวของเขาจนร้องไห้ ไม่นึกว่าเด็กเกเรผู้เอาเเต่ใจจะมีความคิดรักต้นไม้ดอกไม้

“เสร็จเเล้ว อยากเห็นตอนมันออกดอกจังเลยเนอะพี่เก้า” เด็กหญิงยิ้มเเป้นจนเห็นฟันน้ำนมสีขาวสะอาด

“อืม...” นพกรย่อตัวลงนั่งยองๆกับพื้นข้างๆร่างเล็กของเด็กหญิงที่ยืนอยู่ เด็กหญิงเกเรขยับเข้ามาใกล้เขาๆ ใช้มือของเธอเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามไรผมของเขาเบาๆจนนพกรไม่ทันตั้งตัว

หัวใจเด็กหนุ่มที่หมางเมินกลับเต้นเเรงขึ้นมาเสียอย่างนั้นเมื่อเห็นเเววตาไร้เดียงสาที่มองมาพร้อมกับสัมผัสอ่อนโยน

“วันนี้พี่เก้าใจดีที่สุดเลย ขวัญรักพี่เก้าจังเลยค่ะ” เด็กหญิงยิ้มอย่างดีใจ เอ่ยถ้อยคำที่ไม่คิดหน้าคิดหลังออกมาเพราะความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ยื่นหน้าเข้าไปใช้จมูกเเตะที่ซีกเเก้มซ้ายของเขาเบาๆ....

 

ใบหน้าขวัญฤทัยเเดงเห่อเเละร้อนผ่าว เมื่อความทรงจำในครั้งอดีตกลับเข้ามาในหัวสมองเป็นฉากๆ ราวกับภาพยนตร์ขนาดย่อม

ต้นเเก้วเมื่อ 10 ปีก่อนมันยังเป็นเพียงต้นกล้าต้นเล็ก เเต่บัดนี้มันเติบใหญ่ให้ร่มเงาเเละส่งกลิ่นหอม เหมือนความรักของเธอที่คิดว่ามันคงเกิดขึ้นตั้งเเต่ตอนนั้น...ตอนที่ผู้ชายผอมสูงใจร้ายนั่งลงข้างตัว เธอหอมเเก้มเขาโดยที่ไม่คิดอะไร พอมารู้ตัวอีกทีก็ตกหลุมรักนพกรอย่างเต็มหัวใจ คิดเสมอว่ามันคือความรักเเบบป็อบปี้เลิฟที่สักวันก็คงจะเลิกรักไปเองเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

เเต่ขวัญฤทัยคิดผิดเมื่อความรักนั้นไม่เคยจางหายไปจากใจของเธอเลย เธอยังเฝ้ารักเขาทั้งที่เขาใจร้ายเเละชิงชังเธอ ทั้งที่เขาทำเหมือนว่าคบหาพี่สาวเธออยู่ ทั้งที่เขาตกลงหมั้นกับเธอด้วยเหตุผลกำกวม

 

ว่าไง พอจะจำอะไรได้หรือยัง” นพกรที่เฝ้าดูสาวน้อยนิ่งเฉยอยู่นานจึงเอ่ยถามขึ้น

จำได้ว่าต้นไม้นี่พี่เก้าเป็นคนปลูก” ขวัญฤทัยตอบ

เเค่นั้นเองเหรอ..?เขาเลิกคิ้ว จ้องหน้าสาวน้อยที่ไม่เเสดงอาการอะไรออกมา

จำได้เเค่นี้เเหละ ขวัญไม่ได้ความจำดีอะไรสักหน่อย” สาวน้อยเงยหน้ามองต้นเเก้ว “เเต่ก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าเวลาเเค่ 10 ปีจะทำให้มันโตเร็วมาก”

เเน่นอน เพราะพี่เอาใจใส่มันเป็นอย่างดี”

ทำไมต้องเอาใจใส่มันขนาดนั้นด้วย มันสำคัญอะไรกับพี่เก้า...”

สาวน้อยจงใจหลอกถาม คิดว่าที่เขาเอาใจใส่อาจเป็นเพราะมันเป็นความทรงจำร่วมกันระหว่างเขากับเธอ เเละอาจจะเป็นความทรงจำเดียวที่ดีก็เป็นได้

ต้นไม้ทุกต้นในบ้านพี่ก็ดูเเลมันด้วยตัวเองอยู่เเล้ว ขวัญก็ควรจะหางานอดิเรกเเบบนี้บ้างนะ ไม่ใช่วันๆเอาเเต่เเต่งหน้าเเต่งตัวตลอดเวลา”

เอ๊ะ ! ทำไมพี่เก้าต้องวกมาเรื่องนี้ตลอดเลย ทำไม ขวัญเเต่งหน้าเเต่งตัวเเล้วมันลำบากใจพี่มากเลยเหรอ ขวัญไม่ใช่เเม่ชีกระโปรงกรอมเท้าอย่างพี่จันทร์นะ”

ก็เเค่อยากให้ทำตัวสมวัยหน่อย หน้าน่ะจะเเต่งตอนอยู่บ้านพี่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เเต่ถ้าอยู่ที่โรงเรียนอย่าทำตัวเเบบนี้ก็พอ”

นพกรอดไม่ได้ที่จะย้ำกับสาวน้อยผู้ที่กลายมาเป็นคู่หมั้น หลายวันที่ผ่านมาที่เขาไม่อยากจะบ่นเพราะมารดาขอเอาไว้ เเต่เขาก็มาคิดได้ในตอนหลังว่าหากคนรอบข้างเปลี่ยนเเปลงนิสัยของขวัญฤทัยไม่ได้ เขาก็จะช่วยเคี่ยวเข็ญตามที่รับปากกับมารดาของหล่อน

ก็บอกเเล้วไงว่าขวัญไม่มีทางเปลี่ยนตัวเอง ไม่ว่าพี่เก้าจะว่าขวัญยังไงก็ตาม เพราะเราจะไม่มีทางเเต่งงานกัน”

ทำไมถึงไม่อยากเเต่งล่ะ”

ขวัญเกลียดพี่เก้า” หล่อนเค้นเสียง จงใจพูดสิ่งที่ตรงข้ามกับหัวใจออกมา

ฮ่ะๆ พี่เองก็ไม่ชอบเด็กเเก่เเดดเหมือนกัน” เขายิ้มหยันจนคนถูกว่าโกรธจนตัวสั่น

เเล้วไงล่ะ ถอนหมั้นสิ เพราะเด็กเเก่เเดดอย่างขวัญไม่คู่ควร!”

ไม่จำเป็น คู่ควรหรือไม่คู่ควรพี่ก็ไม่สนใจอยู่เเล้ว เพราะเราเเต่งงานกันเเค่ในนาม พี่ก็ไม่ได้พาขวัญไปออกงานสังคมเสียหน่อย” เขาไหวไหล่ทำเป็นเรื่องง่ายๆ

งั้นพี่เก้าจะเเต่งงานเพื่ออะไร เพื่อครอบครัว เพื่อธุรกิจงั้นเหรอ เหอะ ตลก” ขวัญฤทัยส่งเสียงในลำคออย่างสมเพช ก่อนจะเอื้อนเอ่ยประโยคต่อมาที่นพกรไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากสาวน้อยวัยเพียงเเค่ 18

ขวัญไม่มีทางเเต่งงานกับพี่ ขวัญจะไปมีอะไรกับใครให้ตัวเองเสียหายก็ได้ คนในครอบครัวจะได้เลิกคลุมถุงชนสักที!”

ขวัญฤทัยทิ้งท้ายประโยคอย่างเกรี้ยวกราด หันหลังเตรียมตัวจะเดินหนีชายหนุ่มไป เเต่ก็ถูกเเรงกระชากจากนพกรจนตัวปลิวไปปะทะกับเเผงอกของชายหนุ่ม สาวน้อยรู้สึกใจเเกว่งวูบเมื่อสบตาสีนิลคู่นั้นที่มีเเววดุดันอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน

ไม่อยากเชื่อเลยว่าพี่จะได้ยินคำนี้จากขวัญ” เขาพูดพร้อมกับใช้มือบีบคางเรียวเล็กเเน่น เเต่ขวัญฤทัยกลับจ้องหน้าตอบพยายามข่มใจไม่เกรงกลัว

พี่เก้าเป็นคนพูดเองว่าขวัญเเรด เป็นเด็กเเก่เเดด เด็กเเรดๆอย่างขวัญจะไปมีอะไรกับผู้ชายสักคนมันเเปลกตรงไหนเหรอคะ” สาวน้อยพยายามบังคับไม่ให้น้ำเสียงสั่นสะท้านอย่างที่ใจเป็นอยู่

เลิกทำตัวไร้ค่าไม่สงสารครอบครัวเสียที!” เขาดุจนคนในอ้อมเเขนสะดุ้ง

ถ้าขวัญไร้ค่าไม่คู่ควร พี่ก็ถอนหมั้นสิ ไม่หมั้นกับพี่จันทร์โน่น ก็เห็นกอดกันกลมทั้งที่พี่หมั้นกับขวัญเเล้วเเท้ๆ”

“...”

นพกรพูดอะไรไม่ออกเพราะมันเป็นความจริง นึกไม่ถึงว่าสาวน้อยจะมาเห็นเหตุการณ์ในวันนั้น

เเต่เขาก็ไม่รู้จะเเก้ตัวยังไงให้มันดูดีขึ้น ทั้งที่รู้อยู่เเก่ใจว่าวันนั้นที่กอดกัน เป็นเพียงเพราะเขาปลอบใจม่านพระจันทร์เท่านั้น ไม่ได้กอดด้วยอารมณ์พิศวาสเลยเเม้เเต่น้อย

เมื่อเห็นชายหนุ่มอ้ำอึ้ง สาวน้อยจึงได้ทีขี่เเพะไล่ “ทำไมไม่ดุต่อล่ะ หรือเเก้ตัวไม่ออกเเล้ว” ขวัญฤทัยดิ้นสะบัดตัวออกจากอ้อมเเขนของนพกร

อย่าเอาเรื่องคนอื่นมาเกี่ยว ถ้าขวัญทำตัวอย่างที่ปากพูดจริงๆ พี่จะเร่งงานเเต่งให้มันเร็ววันเร็วคืน พี่ไม่สนว่าเธอจะเรียนจบตอนไหน”

นพกรยื่นคำขาด ขวัญฤทัยเตรียมจะอ้าปากเถียงเเต่ก็มีเสียงนึงดังขัดขึ้น

ขออภัยค่ะคุณเก้า คุณขวัญ คุณนายเธอให้มาตามไปรับประทานของว่างค่ะ” อนงค์เข้ามาตามนพกรเเละขวัญฤทัยในสวนกว้าง เห็นตอนที่ทั้งสองคนกำลังทะเลาะกันอยู่พอดิบพอดี จึงเข้ามาบอกกล่าวธุระอย่างเกรงๆ

หนุ่มสาวต่างพากันปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ทำเหมือนว่าเมื่อครู่ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นทั้งที่อนงค์เห็นทั้งหมด

ค่ะ ดีเหมือนกันขวัญก็หิวอยู่พอดี” ขวัญฤทัยสะบัดหน้าเดินจากออกจากสวนกว้างไปพร้อมกับสาวใช้ของบ้านจนลับสายตา

นพกรมองตามก็ได้เเต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่อยู่ใต้ต้นเเก้วที่เเผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วบริเวณ สายลมเย็นๆกับกลิ่นหอมของมันที่พัดพามาเข้าจมูกไม่ได้ช่วยให้จิตใจสงบร่มเย็นลงเลย

เขาก็ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกของตัวเองได้เหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นเดือดเป็นร้อนกับคำพูดของขวัญฤทัยนัก เเต่เขานึกห่วงว่าสาวน้อยจะทำตามที่ปากพูดจริงๆ ไม่อยากให้ขวัญฤทัยเสียความบริสุทธิ์ของตัวเองเพื่อการกระทำโง่ๆ เเลกกับการที่จะได้ไม่ต้องเเต่งงานกับเขา

หากเป็นตั้งเเต่สมัยเด็กนพกรคงเลือกที่จะเฉยเมย จะทำอะไรก็ช่างหล่อนเขาจะไม่สนใจ เเต่เมื่อได้นึกย้อนรอยอดีต เขากลับไม่สามารถทำเฉยต่อเจ้าหล่อนได้อีกเลยนับจากวันที่มือเล็กๆเช็ดเหงื่อบนหน้าของเขา วันที่ริมฝีบางจรดลงบนเเก้มของเขาอย่างไร้เดียงสา

ขวัญฤทัยไม่มีทางรู้ตัวเลยว่าเขาเป็นห่วงเจ้าหล่อนอยู่ห่างๆ จากบัดนั้นจนถึงปัจจุบันนี้...เเม้ในความเป็นห่วงจะมีความชิงชังเเฝงอยู่บ้างก็ตาม

 

นางนพรัตน์จัดขนมนมเนยขึ้นบนศาลานั่งเล่นรับลมนอกบ้านให้ลูกชายเเละว่าที่ลูกสะใภ้ ในช่วงใกล้ยามเย็นเช่นนี้อากาศกำลังดี เเต่กลับไม่มีใครชื่นชมดื่มด่ำกับมันเลยนอกจากนาง พอจะสังเกตอาการของทั้งสองคนได้ ที่ต่างคนต่างไม่พูดอะไรคงหนีไม่พ้นการถกเถียงทะเลาะกันอย่างเเน่นอน

ขวัญฤทัยกินอะไรไม่ได้มากนัก ยังรู้โกรธๆตึงๆกับคนที่นั่งกินอยู่ข้างๆ ดูเอาเถอะขนาดยังไม่ได้เเต่งงานกันยังทะเลาะกันเเทบตาย หากเเต่งงานบ้านไม่ไฟไหม้ก็ให้มันรู้ไป ไม่ต้องมาคาดหวังให้เธอเป็นเเม่บ้านเเม่เรือน สงบปากสงบคำอยู่ในโอวาทสามี โดยเฉพาะสามีปากร้ายเเบบนพกรด้วยเเล้วล่ะก็ ยิ่งไม่ยอมเข้าไปใหญ่

เพราะฉะนั้นไม่เเต่งงานคงเป็นการดีที่สุด เธอคงต้องหาผู้ชายสักคนมาหลอกครอบครัว ไม่เเคร์ว่าครอบครัวจะผิดหวังเสียใจ เธอจะไม่ยอมสละทั้งชีวิตมาอยู่ในกำมือของผู้ชายคนนี้เป็นอันขาด

เค้กอร่อยมั้ยตาเก้า นี่เเม่อบเองเลยนะ” นางนพรัตน์ชวนคุยเพื่อทำลายบรรยากาศตึงเครียด ลูกชายตัวดีก็ยิ้มให้ ใช้ช้อนตักขนมเค้กขึ้นมากิน

ก็อร่อยดีนะครับ”

เเล้วขวัญคิดว่าไงบ้างจ๊ะ อร่อยใช้ได้หรือเปล่า” นางถามสาวน้อยอีกคน

อร่อยมากๆค่ะ อารัตน์เก่งจัง” ขวัญฤทัยชมทั้งที่กินไปได้เพียงเล็กน้อย มันฝืดคอไปเสียหมด ทั้งขนมเค้ก ทั้งน้ำชา เหลือบมองชายหนุ่มข้างกายก็เห็นเขากินได้คล่องปากคล่องคอปกติ ชวนให้นึกหมั่นไส้นัก

ขวัญอยากลองทำบ้างไหมล่ะ?

ไม่ดีกว่าค่ะ ขวัญไม่ชอบเข้าครัว” สาวน้อยปฏิเสธคำชวนของผู้เป็นอา อย่าว่าเเต่ขนมเค้กเลย เเค่ทอดไข่เจียวยังไหม้ สิ่งที่ทำได้ดีคือมาม่าใส่ไข่เท่านั้น

ไม่ชอบเข้าครัวก็ไม่ฝึกไว้ล่ะ ต่อไปเเต่งงานจะมาทำหน้าที่เเม่บ้านได้ยังไง” นพกรที่นั่งเงียบมาตลอด พูดตำหนิไม่ได้ เเต่คนโดนว่ากลับไม่สะท้านเหมือนเคย ลอยหน้าลอยตาทำไม่รู้ไม่ชี้

ขวัญไม่มีทางเป็นเเม่บ้าน หน้าที่นั้นน่ะจ้างใครทำก็ได้ เพราะขวัญจะออกไปทำงานพบปะผู้คนโลกภายนอก ไม่ยอมฝังตัวเองอยู่ก้นครัวหรอกค่ะ”

เอาเถอะๆ” นางรีบปรามศึกที่เห็นทีเค้าลางว่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้า “ก็ถูกของขวัญนะ เดี๋ยวนี้โลกพัฒนาไปไกล ผู้หญิงเราออกไปทำงานมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องอยู่เป็นเเม่บ้าน เเต่อาคิดว่าผู้หญิงเราก็ควรฝึกไว้บ้างนะขวัญ จะได้สั่งการคนอื่นเป็น”

จริงครับ สำหรับผมต่อให้ยุคสมัยมันผ่านไปเป็นร้อยๆปี หน้าที่ในบ้านผู้หญิงก็ยังมีบทบาทสำคัญอยู่ดี เเละคนที่จะมาเป็นภรรยาของผมก็ต้องทำกับข้าวเป็น”

เขาเน้นย้ำคำพูด ใบหน้าคมคร้าทจ้องมองเสี้ยวหน้าหวานที่เบือนหน้าหนีไปทางอื่น เเต่เจ้าหล่อนก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ คล้ายเยาะเย้ย

ถ้าอย่างนั้นพี่เก้าก็คงได้กินมาม่าใส่ไข่กับไข่เจียวไหม้ๆไปตลอดชีวิตนั่นเเหละค่ะ”

                           

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

0 ความคิดเห็น