ซ่อนรักไว้ใต้วิวาห์ (ซีรีส์วิวาห์ซ่อนรัก) ฉบับรีไรท์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 483,231 Views

  • 1,569 Comments

  • 3,860 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    2,835

    Overall
    483,231

ตอนที่ 4 : บทที่ 3 ว่าที่สะใภ้ของบ้านยอเกียรติคุณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19771
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    12 ม.ค. 62

                                         3

                          ว่าที่สะใภ้ของบ้านยอเกียรติคุณ

 

สตรีวัยกลางคนในท่วงท่างามสง่ายกมือประนมไหว้ท่วมศรีษะ หลังจากที่พระสงฆ์กล่าวให้พรเมื่อใส่บาตรเสร็จ ใบหน้าไร้การเเต่งเเต้มเเม้จะมีริ้วรอยเหี่ยวย่นบ้างตามกาลเวลาเเต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความงดงาม

นางนพรัตน์ ยอเกียรติคุณนายหญิงของบ้านยอเกียรติคุณผู้ซึ่งเป็นที่นับหน้าถือตาสำหรับบุคคลทั่วไป

“มาค่ะคุณนาย นงช่วยถือนะคะ” คนใช้วัยสาวเเรกรุ่นมาช่วยนายหญิงเก็บขันทองบรรจุข้าวสวยเเละถาดใส่อาหารสำหรับใส่บาตรทุกๆเช้าเวลา 6 โมงตรง

“เฮ้อ เรียกให้มาใส่บาตรกันทั้งพ่อทั้งลูกก็ไม่ยอมลุก” นางนพรัตน์ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

“คงจะทำงานหนักน่ะค่ะ คุณท่านกับคุณเก้าก็เลยเพลีย” อนงค์เเก้ต่างเเทนเจ้านายทั้งสอง เเต่นายหญิงของบ้านกลับถอนหายใจเบาๆระหว่างที่เดินเข้าไปในบ้านหลังใหญ่สไตล์ไทยประยุกต์พร้อมสาวใช้

“ก็ทำเเต่งานกันนี่ไงเล่า โรงเเรมมีคนจัดการอยู่เยอะเเยะไป บางทีฉันก็สงสัยนะนงว่าคุณจอมจะขยายสาขาโรงเเรมให้มันมากมายทำไม ลำพังโรงเเรมยอเกียรติคุณสาขากรุงเทพฯ คนก็มาใช้บริการกันนับไม่ถ้วน สร้างรายได้ให้เราไม่รู้เท่าไหร่ ฉันว่าเเค่นี้ก็น่าจะพอเเล้วกระมัง” นางนพรัตน์ออกความเห็น เพราะเป็นคนมัธยัสถ์มาตั้งเเต่ไหนเเต่ไร จึงไม่เคยมีความโลภอยากได้เงินทองของมีค่า

“ก็คงอยากจะให้คุณนะไปคุมที่สาขาอื่นต่อมั้งคะ” สาวใช้เเก่ต่างให้เจ้านายอีกตามเคย

“ยัยนะน่ะหรือจะมาทำธุรกิจ เเม่คนนั้นเขาหัวศิลปะ” สตรีวัยกลางคนพูดกลั้วหัวเราะ ด้วยรู้จักนิสัยใจคอลูกสาวคนเดียวเป็นอย่างดี นางไม่เคยคิดจะบังคับให้ลูกเป็นไปตามที่ต้องการ ผิดกับสามีที่คาดหวังให้นภิตามาช่วยสานต่องานโรงเเรม

เข้ามาถึงในตัวบ้าน นางนพรัตน์ก็จัดเตรียมอาหารเช้าบนโต๊ะอาหารเช้าอย่างคล่องเเคล่วด้วยตัวเอง บ้านยอเกียรติคุณมีเเม่บ้านเพียงสองสามคนเท่านั้น เพราะนายหญิงของบ้านจะเป็นคนลงมือทำเองเกือบทุกอย่าง ไม่ว่าจะตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้าด้วยตนเอง หรืองานบ้างเล็กๆน้อยๆเท่าที่ทำไหว

“ตื่นพร้อมกันเลยนะพ่อลูก” นางหันไปยิ้มทักทายสามีกับลูกชายที่เดินลงบันไดมาพร้อมกัน ทั้งนิสัย ท่าทาง วิสัยทัศน์ เหมือนกันทุกอย่างราวกับจะถอดเเบบมา

นพกรเดินมาหอมเเละกอดมารดาอย่างที่ทำประจำทุกเช้า ครอบครัวของเขานั้นอบอุ่นจนใครที่พบเห็นก็ต้องออกปากว่าน่าอิจฉา อาจจะเป็นเพราะพ่อกับเเม่ของเขาใส่ใจเลี้ยงดูลูกๆมาด้วยตนเองตั้งเเต่เล็ก ไม่คิดพึ่งพาพี่เลี้ยงเลยสักคน

“ข้าวต้มกับขนมปังทาเเยมนะคะ วันนี้หนุ่มๆอยู่บ้านมั้ยล่ะเนี่ย” สตรีสูงวัยเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดีระหว่างที่นั่งลงรับประทานอาหารกันพร้อมหน้า ขาดเเต่ก็ลูกสาวที่ไปเรียนไกลถึงต่างบ้านต่างเมือง

“ไม่จ้ะที่รัก วันนี้ผมมีประชุมใหญ่ที่สาขาพัทยา”

“ผมก็ต้องไปเข้าร่วมประชุมด้วยเหมือนกันครับเเม่” นพกรผู้ซึ่งกำลังอยู่ในวัยเรียนรู้งานตอบคำถามของมารดา เขาต้องตามบิดาไปทำงานในทุกๆวันเพื่อสั่งสมประสบการณ์

“เอ้อ ทิ้งให้เเม่เหงากันอีกเเล้ว เคยมั้ยที่จะอยู่บ้านกันสักคน ตาเก้าก็ไม่เคยจะกลับบ้านเลยนะช่วงนี้ นอนโรงเเรมตลอด ได้กินข้าวกินปลาตรงเวลาบ้างหรือเปล่า” นางบ่นเพราะความเป็นห่วง รู้ว่าลูกชายกำลังจะกลายไปเป็นคนบ้างานเหมือนกับสามีอีกคน

“ผมก็กินข้าวตรงเวลาตลอดครับ เเม่ไม่ต้องห่วง” นพกรจำต้องโกหกเพื่อความสบายใจของมารดา ทั้งที่บางทีเขาก็ทำงานมากจนลืมเวลากินข้าวไปเลยก็มี

“ให้มันจริงเถอะ เออ เเม่ลืมถามไปเลย ยังไม่รับไปส่งหนูขวัญอยู่บ้างหรือเปล่าล่ะช่วงนี้”

“ก็ตลอดนะครับ” นพกรตอบตามความจริง

“ดีเเล้ว หาเวลาดูเเลน้องบ้างก็ได้ ว่าที่ภรรยาเราทั้งคนก็ดูเเลให้มันดีหน่อย น้องยังเด็กมาก”

“ขวัญดูจะไม่อยากหมั้นกับผมสักเท่าไหร่”

“นั่นสินะ พอพูดถึงเรื่องหมั้นเเม่ก็นึกถึงคืนวันเกิดของลูก คุณคะ ทำไมเราไม่จัดงานหมั้นให้มันถูกต้องตามขนบธรรมเนียมไปเลยล่ะ” นางหันไปถามสามี

“ขวัญยังเด็กนัก อายุเเค่ 18 19 จะจัดงานหมั้นก็คงจะถูกนินทาเป็นขี้ปากชาวบ้านจนได้ อีกอย่างขวัญก็ยังเรียนอยู่ จะให้ไปใส่เเหวนเพชรเม็ดโตก็คงจะใช่เรื่อง ก็ใส่หมั้นเเบบเรียบๆกันไปก่อน รอจนทุกอย่างพร้อมค่อยจัดงานหมั้นกับงานเเต่งทีเดียว”

นพกรรู้สึกเห็นด้วยกับบิดา ถ้าจัดงานหมั้นก็คงจะดูเอิกเกริกไปสักนิด

“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ เเต่ว่าถ้าตาเก้าเเต่งงานเเล้วก็พาหนูขวัญมาอยู่ที่บ้านเรานี่นะลูก ไม่ต้องไปปลูกเรือนหออยู่ใหม่หรอก เเม่อยากให้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครอบครัว ทีนี้ล่ะ เเม่ก็จะไม่เหงา ได้อยู่เลี้ยงหลานสมใจอยาก” นางนพรัตน์เอ่ยอย่างรู้สึกปิติยินดี นัยน์ตาเป็นประกาย เเค่ลองจินตนาการว่านางไกวเปลให้หลาน คอยอุ้มชูเลี้ยงดูประคบประหงมก็ให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจ

“เเต่ผมเกรงว่าเเม่จะรับฤทธิ์เดชของขวัญไม่ได้น่ะสิครับ เเม่ก็รู้ว่าขวัญเป็นยังไง ทั้งดื้อ เถียงคำไม่ตกฟาก ไม่เคยยอมใคร ผมก็ยังไม่รู้ว่าพ่อกับเเม่คิดถูกหรือผิดที่จะให้ขวัญมาเป็นสะใภ้ของครอบครัวเรา ตัวผมรับมือได้ เเต่พ่อกับเเม่ล่ะจะรับมือขวัญไหวหรือครับ”

“เอาน่า เเต่งๆไปเหอะ พ่อไม่คิดอะไรมาก เเต่งเเล้วก็มารวมตัวเป็นธุรกิจใหญ่ ถ้าคำนวณเป็นตัวเลขเเล้วก็รายได้มหาศาลเชียวนา ทางบ้านคุณณรงค์เราก็สนิทชิดเชื้อกันมาตั้งเเต่รุ่นก่อนๆ ฐานะก็เทียมกัน”

จอมพลพูดในเชิงธุรกิจอย่างพึงพอใจเเต่ก็ถูกภรรยาที่นั่งอยู่ข้างกันตีเเขนดังเพี๊ย

“คุณพี่นี่ก็ อะไรก็ธุรกิจอีกเเล้วนะคะ ทำไมไม่มองในเเง่มุมอื่นบ้างเลย ความจริงเเล้วเเม่ก็ไม่เห็นด้วยกับการคลุมถุงชนมากนักหรอก หากลูกรักชอบใคร ขอเป็นคนดีเเม่ก็พอใจเเล้ว”

“ไม่หรอกครับ ผมพอใจที่จะเเต่งงานกับเธอ”

คำพูดของลูกชายทำเอาทั้งนายจอมพลเเละนางนพรัตน์นิ่งงัน เพราะตั้งเเต่พวกเขาเห็นลูกชายมาตั้งเเต่เล็ก นพกรไม่ชอบนิสัยของขวัญฤทัยจึงตีตัวออกห่าง เเต่มาบัดนี้เล่ากลับตอบเป็นอีกอย่าง

“ลูกรักหนูขวัญเหรอ”

“เปล่าหรอกครับ ผมก็เเค่ทำไปตามหน้าที่” เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจพลางตักข้าวต้มเข้าปาก การเเต่งงานคือหน้าที่ ชายหนุ่มยังท่องจำมันอย่างขึ้นใจ

“เเม่ว่าหนูขวัญเเกไม่ใช่คนร้ายกาจอะไรนักหรอก เเกเเค่ดื้อไปตามประสาเเกเท่านั้นเเหละ เเกก็ต้องมีดีอยู่บ้าง ขนาดเเม่พูดเขายังฟังเลย จะมีก็เเต่เเกชอบทำตัวเอาชนะคะคานกับคุณศิภาเธอเท่านั้น คุณศิภาก็ใช่ว่าจะให้ความรักความอบอุ่นเเกเท่าที่ควร ด่าทอประชดลูกสาวตัวเองเเทบทุกวัน เเม่ก็ไม่เเปลกใจที่หนูขวัญจะเป็นเเบบนั้น”

คำพูดของมารดาช่างสะกิดใจนพกรเหลือเกิน จริงสิ...มัวเเต่มองว่าสาวน้อยร้ายกาจ เเต่ถ้ามองอีกมุมก็น่าสงสารมิใช่น้อย เขาคิดว่าขวัญฤทัยอาจจะขาดความรักความเอาใจใส่จากมารดา ซึ่งเขาก็ไม่เเน่ใจว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของหล่อนหรือไม่

“ยังไงเเม่ก็ไม่เคยคิดรังเกียจรังงอนอะไร เเกน่ารักในสายตาของเเม่เป็นพอ เเม่คิดว่ายังพอขัดเกลาเเกได้บ้าง เพียงเเต่ต้องใช้ไม้อ่อนเท่านั้น” มารดาเว้นระยะคำพูดไว้ช่วงหนึ่งราวกับกำลังใช้ความคิด

“ยังไงก็พาหนูขวัญมาที่บ้านเราบ้างก็เเล้วกัน เเม่จะเป็นคนขัดเกลาเเละสอนเเกอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่ทำได้ก็เเล้วกันนะ ยังไงหนูขวัญก็จะมาเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่เเล้ว”

นางนพรัตน์มีความตั้งใจเเน่วเเน่ นางก็เอ็นดูขวัญฤทัยตั้งเเต่เด็กเป็นทุนเดิมอยู่เเล้ว นางจะพยายามเปลี่ยนเเปลงนิสัยดื้อรั้นของสาวน้อยด้วยไม้อ่อนทีละขั้น ด้วยเเน่ใจว่ายังไงก็ต้องได้ผล เพื่อขวัญฤทัยคนใหม่ที่จะมาเป็นสะใภ้ของบ้านยอเกียรติคุณ

 

เป็นเวลาครบ 1 สัปดาห์ที่นพกรจะมารับขวัญฤทัยที่บ้าน เเละไปส่งที่โรงเรียน ถึงเวลาเย็นก็ไปรับกลับจากที่โรงเรียนมาส่งที่บ้าน เธอก็ไม่ค่อยได้พูดอะไรกับนพกรมากนัก เนื่องจากยังมีเรื่องเคืองขุ่นในใจ ซึ่งเขาเองก็เงียบเฉยเช่นเดียวกัน ไม่พูด ไม่บ่นอะไรเธอ ต่างจากวันเเรกโดยสิ้นเชิงที่เขาจะเอาเเต่พร่ำบ่นถึงเรื่องการเเต่งกาย มารยาทต่างๆนาๆ

เเต่ก็ช่างเถิด ในเมื่อเขาไม่พูดไม่บ่นให้ระคายหูก็ดีเพียงไหนเเล้ว ใช่ว่าเธอจะสนใจ......อย่างนั้นจริงๆหรือ

ก็คงต้องยอมรับว่า เหตุการณ์ในค่ำคืนที่เห็นพี่สาวกับเขากอดกันยังคงเป็นภาพบาดตาบาดใจจนถึงวันนี้ ขวัญฤทัยลองตรึกตรองดูเเล้ว นพกรอาจจะกลับมารักกับพี่สาวของเธอเหมือนเดิม ถึงว่าหมู่นี้พี่สาวเธอเลิกเสียอกเสียใจร้องไห้ฟูมฟาย ใบหน้าผ่องใสดูมีสง่าราศีขึ้นเยอะ

ช่างผิดกับเธอเหลือเกินที่พอมองตัวเองในกระจกตอนนี้ไม่ต่างจากซากศพ ผมเรียบตรงชี้ฟูยุ่งเหยิง ขอบตาดำคล้ำบวมเพราะนอนดึกหนำซ้ำยังมีน้ำตาเกือบทุกค่ำคืน เพราะใครเล่า...ก็น่าจะรู้อยู่เเก่ใจดี

ขวัญฤทัยตัดสินใจหยิบลิปสติกพร้อมกับเครื่องสำอางมาเเต่งเเต้มใบหน้าให้ดูมีสีสันขึ้น ในบ่ายวันเสาร์ช่างเป็นอะไรที่น่าเบื่ออย่างสุดจะทานทน หากเธอมีสภาพร่างกายที่ดีกว่านี้ก็คงจะนัดกับเเก๊งเพื่อนสาวไปเดินห้าง เที่ยวตามประสาวัยรุ่น ลองถ้าคิดในอีกเเง่มุมนึง วันหยุดก็ดีตรงที่บิดามารดาเเละพี่สาวของเธอไม่อยู่บ้าน ไปที่โรงงานกันหมด เเม้ช่วงเเรกๆขวัญฤทัยจะถูกบิดาเคี่ยวเข็ญให้ไปเรียนรู้งาน เเต่เธอก็ไม่สามารถทนอยู่ในโรงงานกับคนงานเเละเครื่องจักรอันเเสนหนวกหู จึงไม่ถูกบังคับให้ไปอีก

เมื่อใบหน้ากลับมาดูดีเหมือนเดิมเเล้ว สาวน้อยจึงควานหาโทรศัพท์ข้างตัว ตัดสินใจว่าจะนัดเพื่อนสักคนไปเดินเที่ยวเล่นกันที่ห้างเเก้เซ็ง อีกทั้งเป็นการทำให้ลืมอะไรบางอย่างไปชั่วขณะด้วย

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“คุณหนูคะ คุณเก้ามาขอพบค่ะ”

“อะไรนะป้าก้อย พี่เก้ามาเหรอ!?

ร่างผอมบางเปิดประตูออกมาถามหน้าตาตื่น เเม่บ้านเก่าเเก่ได้เเต่พยักหน้ารับ ขวัญฤทัยรีบวิ่งเข้าไปในห้องเพื่อสำรวจเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองหน้ากระจกว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ ก่อนจะเดินลงบันไดบ้านมาอย่างเชื่องช้า

 

น่าเเปลกที่วันนี้เห็นนพกรในชุดเสื้อยืดสบายๆกับกางเกงขาสามส่วนให้ความรู้สึกไม่เหมือนกับผู้ชายเงียบขรึมที่อยู่ในชุดสูทผูกเนคไทตลอดเวลา พอเเต่งตัวเเบบนี้เขาเหมือนกับเป็นผู้ชายวัยรุ่นอายุ 18-19 อาจจะเป็นเพราะว่าเขาผิวขาว ใบหน้าไม่ค่อยมีริ้วรอยก็เลยไม่เเก่ตามอายุ

“มีธุระอะไรคะ”

“เเม่พี่บอกว่าให้มารับขวัญไปที่บ้าน” เขาตอบเสียงเรียบ

“ขวัญไม่ว่างค่ะกำลังจะไปเที่ยว” สาวน้อยปฏิเสธ

“ไปเที่ยวกับใคร?

“จำเป็นต้องบอกด้วยเหรอคะ อีกอย่างนะ ขวัญก็ไม่ใช่เด็กที่ผู้ใหญ่จะมาลากไปโน่นไปนี่โดยไม่มีเหตุจำเป็นหรอกค่ะ เอาเป็นว่าอารัตน์มีเรื่องสำคัญอะไรหรือเปล่าถึงให้พี่มารับขวัญถึงบ้าน”

“เเม่พี่อยากเจอขวัญ มีเหตุผลพอหรือยัง?

“เเล้วทำไมต้องอยากเจอขวัญ” คิ้วเรียวขมวดมุ่น ตั้งเเต่มีการหมั้นเธอก็ต้องไปไหนมาไหนกับเขาอยู่บ่อยๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ก็คงอยากจะชวนทำขนม ปลูกต้นไม้ เย็บปักถักร้อยตามประสาผู้หญิง ท่านเหงามาก พี่ไม่ค่อยมีเวลาว่าง ไปอยู่เป็นเพื่อนท่านหน่อยก็เเล้วกัน ไหนๆในอนาคต ขวัญก็จะต้องไปเป็นลูกสาวท่านอีกคน สนิทกันไว้ตั้งเเต่ตอนนี้น่ะดีเเล้ว”

คำพูดเเละเเววนัยน์ตาที่มีเเอบเเฝงความหมายบางอย่าง ทำให้ขวัญฤทัยที่จ้องหน้าเขาต้องหลบตาวูบ ในใจกำลังคิดหนักว่าควรจะไปกับเขาดีหรือไม่ ถึงเขาจะมีผลกระทบต่อใจเธอมาตั้งเเต่เด็ก เเต่ก็ใช่ว่าเธอจะยอมเขาง่ายๆ คนอย่างขวัญฤทัยไม่เคยเป็นลูกไล่อยู่เเล้ว

จะไป หรือไม่ไปดี...?

“ถือว่าพี่ขอร้อง...” นพกรถึงกับเอ่ยปากขอร้อง ทั้งที่ไม่เคยเป็นฝ่ายขอร้องสาวน้อยผู้ดื้อรั้น เเต่ก็ต้องจำใจเพื่อความสบายใจของมารดา

“ทำไมพี่เก้าไม่ไปชวนพี่จันทร์ล่ะ รายนั้นเขาเย็บปักถักร้อยเก่งดีจะตาย อะไรที่ผู้หญิงทำได้พี่จันทร์ก็ทำได้หมดนั่นเเหละ”

“ก็เเม่พี่บอกให้มาชวนเธอ ไม่ได้ชวนคนอื่น”

เเสดงว่าถ้าเเม่พี่ไม่บอกให้ชวนขวัญ พี่ก็คงเลือกจะไปชวนพี่จันทร์สินะขวัญฤทัยอดไม่ได้ที่จะคิดโต้เเย้งในเชิงลบ เเต่ในที่สุดก็ต้องตัดสินใจ

“ก็ได้ค่ะ เห็นเเก่อารัตน์ ไปก็ไป”

 

บ้านหลังใหญ่สไตล์ไทยโมเดิร์นที่เเสนคุ้นเคยมาปรากฎอยู่ตรงหน้าของขวัญฤทัยเเล้วในตอนที่รถปอร์เช่จอดสนิทลงที่โรงจอดรถ เมื่อก่อนครอบครัวของเธอกับครอบครัวของนพกรไปมาหาสู่กันออกบ่อย เธอก็มาบ้านเขาบ้าง หรือไม่เขาก็จะเป็นฝ่ายมาบ้านของเธอ หรือสองครอบครัวก็ไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกัน เเต่พักหลังๆเธอก็ไม่ได้มาบ้านหลังนี้เป็นเวลาเกือบสามเดือนเต็ม

“เข้าบ้านเถอะ เเม่พี่ก็คอยอยู่”

เขาจับมือเล็กๆของเธอเอาไว้เเน่น ขวัญฤทัยมองตามมือนั้นอย่างประหลาดใจ ปกติเเล้วการจับมือก็เป็นเรื่องธรรมดา เวลาที่นพกรเร่งรีบหรือเดินช้าเขาก็จะดึงมือฉุดกระชากลากถูไป เเต่นี่เป็นการจับมือที่ขวัญฤทัยรู้สึกอบอุ่นที่สุด มันเป็นไปอย่างนุ่มนวลเเละเเผ่วเบา เเม้ใบหน้าของเจ้าของอุ้งมือหนาจะไม่ยินดียินร้าย ยังคงเเสดงความเป็นตัวตนของเขาตั้งเเต่เด็กจนกระทั่งตอนนี้ก็คือความเรียบเฉย เฉยชาเเละเย็นชา

“การจับมือก็คงเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่คาดหวังใช่มั้ยล่ะ...” ขวัญฤทัยชิงพูดขึ้น เพราะรู้ว่านพกรจะพูดอะไรต่อจากการจับจูงมือ

“อืม... เตรียมพร้อมไว้ก่อนก็ดี เพราะถ้าเเต่งงานเเล้วเราอาจจะต้องทำมากกว่าจับมือ”

“พี่เก้า ลามก!” สาวน้อยขึ้นเสียงเเหว ใบหน้าหวานเห่อร้อนซ่านซาบไปทั่ว ทำเอาคนเย็นชาหน้าตายหัวเราะครืน

“พี่หมายถึงควงเเขน โอบเอว โอบกอดต่อหน้าสาธารณะ เธอคิดไปถึงไหนล่ะยายเด็กเเก่เเดด”

“...”

“เข้าบ้านสักทีเถอะ มัวยืนเถียงกันคงไม่ได้อะไร” นพกรตัดบทพลางจูงมือสาวน้อยเเก่เเดดเข้าไปในบ้าน

 

นางนพรัตน์ที่นั่งรอเป็นเวลานานพอสมควร เมื่อเห็นลูกชายหัวเเก้วหัวเเหวนกับคู่หมั้นหมาดๆเดินเข้าบ้านมาก็ดีใจ พอมองดูดีๆเเล้วทั้งสองคนดูเหมาะสมกันมาก สาวร่างเล็กผอมบางดูเข้ากับผู้ชายร่างสูงใหญ่ได้อย่างน่าประหลาด เผลอๆ ดูเหมาะสมกันมากกว่าที่จะเป็นม่านพระจันทร์เสียอีก

“สวัสดีค่ะอารัตน์” ขวัญฤทัยยกมือไหว้ทักทายด้วยรอยยิ้ม

“สวัสดีจ้ะ อากำลังรออยู่พอดีเลย” นางนพรัตน์ตรงเข้าไปหาสาวน้อยวัยเเรกรุ่นที่โดนขนานนามว่าเป็นสาวหัวดื้อ เเละเป็นเเกละดำของครอบครัวปุณยภักดิ์ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามนางก็ยังคงเอ็นดูขวัญฤทัยเสมอมาประหนึ่งลูกหลานของตัวเอง ฝ่ามือนุ่มลูบผมสลวยไปมาเบาๆ

ขวัญฤทัยรู้สึกดีทุกครั้งที่สตรีสูงวัยผู้นี้ทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ท่าทีเเสดงความรักทำให้สาวน้อยรู้สึกได้รับความอบอุ่นที่เข้ามาเติมเต็มอย่างที่ไม่เคยได้รับจากมารดาหรือคนในครอบครัวเท่าที่ควร

“เชิญคุณลูกชายไปพักผ่อนเถอะ ยังไม่ถึงเวลาเเม่ก็ไม่มีอะไรจะเรียกหา ปล่อยให้เป็นเวลาของสาวๆ” นางว่ายิ้มๆ โบกมือไล่ลูกชายเสร็จสรรพ

“โอเคครับคุณเเม่” นพกรไหวไหล่ เดินจากไปด้วยรอยยิ้มในเเววขบขัน

“ช่วงนี้ขวัญยุ่งหรือเปล่า? วันนี้อารบกวนเวลาของขวัญหรือเปล่าจ๊ะ”

นางนพรัตน์สอบถามความสมัครใจ ระหว่างที่นั่งเล่นกันอยู่ในห้องโถง มองดูใบหน้านวลผ่องจิ้มลิ้มที่เเต่งเติมสีสันได้ลงตัว ทรงผมก็เก๋ไก๋ตามสมัยนิยม ใครจะว่าเด็กสาวเเก่เเดด เเต่นางไม่เคยมองอย่างนั้นเลย นางกลับเห็นว่าขวัญฤทัยเป็นคนตามเเฟชั่นได้ดี มีรสนิยม ถ้าส่งเสริมให้เด็กสาวไปเรียนเกี่ยวกับความงามก็น่าจะไปได้ดีมิใช่น้อย

“ความจริงเเล้ว ขวัญก็นัดกับเพื่อนๆว่าจะไปเที่ยวกัน เเต่พี่เก้ามารับเสียก่อน บอกว่าอารัตน์เหงา ขวัญก็เลยอยากมาอยู่เป็นเพื่อนอารัตน์น่ะค่ะ”

คำพูดที่ออกจากริมฝีปากจิ้มลิ้มพร้อมกับดวงตาซื่อตรงที่มองมาอย่างไม่มีท่าทีเสเเสร้ง ทำให้คนถามถึงกับนยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ขวัญฤทัยก็ยังเป็นขวัญฤทัยคนเดิมตั้งเเต่เด็ก

“เฮ้อ อาก็เหงาจริงๆนั่นเเหละ” นางถอนหายใจ “สองพ่อลูกน่ะไม่เคยอยู่ติดบ้านเลย ไปทำงานเฝ้าอยู่ที่โรงเเรมตลอด อาเหงามาก ยัยนะก็ไม่อยู่”

“อาคงจะคิดถึงพี่นะมาก ขวัญก็คิดถึงพี่ณัฐเหมือนกัน” ขวัญฤทัยพาดพิงถึงพี่ชายคนเดียว ที่ดูจะเป็นมิตรเเละสนิทกับเธอที่สุดในบ้าน ขณะที่อยู่คนละซีกโลกกันเเล้วด้วยเพราะอีกฝ่ายกำลังศึกษาระดับชั้นปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยของอังกฤษ ที่เดียวกับนภิตา

“ก็ยังดีที่ยัยนะที่ตาณัฐคอยดูเเลอยู่ห่างๆบ้าง ไม่งั้นอาคงไม่สบายใจ”

“ค่ะ ว่าเเต่เราจะไปหาอะไรทำเเก้เหงากันได้หรือยังคะ”

“อ้อ! อาก็ลืมไปเลย ขวัญอยากทำอะไรก่อนดีล่ะจ๊ะ ปลูกต้นไม้ ทำขนม หรือเราจะไปเล่นหมากรุกกันสักตาดี”

“อืม...” เสียงหวานลากยาว ใช้ความคิดสักครู่ในหัว ปลูกต้นไม้ ทำขนม หรือเล่นหมากกระดานก็คงจะไม่ใช่เเนวเธอ จบับจ้องใบหน้าของสตรีสูงวัยที่กำลังรอคำตอบก็ให้พลันนึกออกขึ้นมา

“อารัตน์อยากลองเเต่งหน้าลดอายุหน่อยมั้ยล่ะคะ”

“อะไรนะ มีเเต่งหน้าลดอายุด้วยเหรอ?” นางรู้สึกสนใจไอเดียความคิดของสาวน้อย

“มีสิคะ เดี๋ยวนี้โลกพัฒนาไปไกล วงการเมคอัพก็ก้าวไกลเหมือนกันค่ะ”

“อาเเก่เเล้ว เครื่องสำอางจะช่วยได้สักเท่าไหร่กันเชียว” นานพรัตน์ส่ายหน้าพลางส่งเสียงหัวเราะเบาๆ

“ลองดูก่อนก็ไม่เสียหายนี่คะ อารัตน์พอจะมีเครื่องสำอางมั้ย”

“มีจ้ะ ยัยนะซื้อไว้ให้นานเเล้วไม่ได้ใช้เสียที อาเเต่งไม่เป็นน่ะ”

“ขวัญจัดให้ได้นะคะ รับรองว่าอารัตน์ต้องสวยพริ้งจนอาจอมต้องมองเเน่นอนค่ะ” ขวัญฤทัยกระเซ้า มั่นใจในฝีมือการเเต่งหน้าของตัวเองในระดับนึง จนบางทีก็คิดว่าอยากจะเปิดร้านเสริมสวย เพราะเธอชอบที่จะเห็นผู้หญิงงดงามด้วยฝีมือของเธอเอง ....เเต่นั่นก็เป็นเเค่ความคิด เพราะในโลกความเป็นจริง พ่อเเม่คงไม่ยอมให้เธอไปทำอะไรเเบบนั้น

“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ตามอามาเลยขวัญ มาเเต่งบนห้องนอนอาน่าจะสะดวกกว่า มีกระจกบานใหญ่กับโต๊ะเครื่องเเป้งอยู่”

สตรีสูงวัยเดินนำหน้าสาวน้อยวัยเเรกรุ่นขึ้นไปบนชั้นสามของบ้าน มีห้องนอนเรียงกันอยู่หลายห้อง ถ้าเธอจำไม่ผิด ชั้นนี้ก็มีห้องนอนของนพกรอยู่ด้วย อารัตน์เปิดประตูห้องนอน ขวัญฤทัยเดินตามเข้าไปอย่างเงียบๆ

“อารัตน์นั่งเลยค่ะ”

เธอดันตัวคนเป็นอาให้นั่งลง หยิบผ้าขนหนูที่วางอยู่บนเตียงมาคลุมไหล่ของอาเอาไว้ กันเครื่องสำอางเปื้อนเลอะเทอะเสื้อผ้า

“โอ้โห เครื่องสำอางพวกนี้ยังไม่ได้เปิดใช้เลยนะเนี่ย”

ขวัญฤทัยหยิบพวกเครื่องประทินโฉมราคาเเสนเเพงมาสำรวจดู พวกมันไม่เคยถูกเปิดใช้งานเลย

“ยัยนะซื้อให้ไว้หลายเดือนเเล้ว อาใช้ไม่เป็นน่ะจ้ะ”

ริมฝีปากสีซีดคลี่ยิ้มเเหยๆ นางยอมรับว่าตนเองไม่เคยเเต่งหน้าเลยมาตั้งเเต่ตอนยังสาว นอกจากมีพิธีการหรือออกงานสังคมเท่านั้นที่จะจ้างช่างมาเเต่งให้

“อารัตน์ต้องดูเเลตัวเองนะคะ ถึงจะมีอายุเเล้ว เเต่ถ้าเป็นผู้หญิงต้องอย่าหยุดสวยค่ะ”

ขวัญฤทัยบอก รู้สึกไม่เห็นด้วยกับผู้หญิงเเต่งงานเเละผันตัวไปเป็นเเม่บ้านที่ไม่ดูเเลตัวเอง ปล่อยตัวเองให้ทรุดโทรม กระเซอะกระเซิง สามีเห็นเเบบนี้อาจจะเบื่อก็ได้ เเต่ก็ไม่ใช่กับทุกคนหรอก อย่างอารัตน์เพื่อนสนิทเเม่ของเธอผู้นี้ก็โชคดีที่ได้สามีดี

“อาไม่ได้คุยกับขวัญเเบบนี้นานเท่าไหร่เเล้วล่ะ รู้สึกดีที่ได้คุยกับขวัญเเบบสนิทสนมอีก รู้สึกว่าเคมีเราตรงกันนะว่ามั้ย”

“ฮ่ะๆ คงงั้นน่ะค่ะ อารัตน์ก็คงรู้ว่าขวัญกับเเม่รักกันปานจะกลืนกิน”

“เอ้อ บางทีอาก็ไม่เห็นด้วยกับคำพูดประชดประชันของเเม่เราหรอกขวัญ อาก็จะช่วยปรามๆเอาไว้เท่าที่ทำได้ เเต่เชื่อเถอะว่าถึงเเม่เราจะปากร้ายยังไงเขาก็รักเรานะขวัญ”

ขวัญฤทัยถอนหายใจเบาๆ ทาสกินเเคร์ลงบนใบหน้าของคนมีอายุอย่างเบามือที่สุด

“เเม่ไม่รักขวัญหรอกอารัตน์”

“อย่าไปคิดเเบบนั้น มีเเม่คนไหนไม่รักลูกบ้างล่ะหืม”

“ก็เเม่ของขวัญไงล่ะ เเม่ที่ชอบพูดจาประชดเสียดสีไม่เว้นเเต่ละวัน ไม่เคยพูดจาดีๆกับขวัญเลย ต่างจากลูกคนอื่นอย่างเห็นได้ชัดเเบบนี้จะเรียกว่ารักได้ยังไงคะ”

สาวน้อยเริ่มรู้สึกว่าโทสะกำลังครอบงำ เเต่ก็พยายามยั้งมืออย่างเบาที่สุด หายใจเข้าออกลึกๆเพื่อให้ใจเย็นลง หากเธอเเต่งหน้าเสริมความงามทั้งที่ยังมีอารมณ์โกรธก็คงจะออกมาไม่สวยอย่างที่ควรจะเป็น

“อย่าไปว่าเเม่เลยลูก บาปกรรมเปล่าๆ” นางนพรัตน์พยายามห้ามปราม

“ขวัญไม่เชื่อเรื่องบาปบุญหรอกค่ะ เพราะบางทีขวัญก็ทำดีกับบางคนเเทบตาย เเต่ก็ไม่เคยได้อะไรกลับมา”

“อย่าไปคาดหวังผลจากสิ่งที่ทำเลยนะขวัญ บุญคือสิ่งบริสุทธิ์ คือความดีที่เราไม่หวังสิ่งตอบเเทน ถ้ามั่นใจว่าทำดีเเล้ว ก็ขอให้ขวัญเชื่อมั่นเเละรอคอยอย่างใจเย็น เเล้วสักวันผลบุญกุศลจะย้อนกลับมาหาตัวเรา”

น้ำเสียงใจเย็น กับคำพูดนิ่มนวลของคนเป็นอาช่วยให้ขวัญฤทัยคลายโทสะในใจลงได้บ้าง รู้สึกผิดที่ใช้อารมณ์กับคนที่ดีกับเธอมาโดยตลอด ลองคิดกลับกันว่าหากเป็นมารดาก็คงจะด่าทอจนเธอต้องหาที่หลบเเทบไม่ทัน

เเม้จะยังไม่เชื่อเรื่องบาปบุญ เเต่ก็จะไม่พูดอะไรเเบบนี้ต่อหน้าคนที่เธอรักอีก

“ขอโทษค่ะ เอาเป็นว่าขวัญจะไม่ว่าเเม่อีกเเล้วกันนะคะ”

“ดีเเล้วจ้ะ” นางนพรัตน์ยิ้มอย่างอ่อนโยน ขณะนี้มือน้อยๆของขวัญฤทัยกำลังเกลี่ยสิ่งที่เรียกว่ารองพื้นลงบนใบหน้าของนาง

เห็นไหม...ใครบอกว่าขวัญฤทัยเป็นเด็กสาวหัวดื้อเเละก้าวร้าว ไม่จริงเลยสักนิด สำหรับนางก็เป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาที่น่ารักน่าเอ็นดู การจะขัดเกลานิสัยคงไม่ใช่เรื่องยาก นางตกหลุมรักความซื่อตรง ความเก๋มีสไตล์ ความสำนึกผิด ความน่ารักน่าเอ็นดูของเด็กคนนี้จนหมดสิ้นจนปักใจคิดว่าหากไม่ได้ขวัญฤทัยเป็นสะใภ้เเล้ว ก็จะไม่ยอมรับผู้หญิงคนไหนเป็นสะใภ้ของบ้านยอเกียรติคุณอีก

“บางทีขวัญก็นึกอยากเกิดเป็นลูกอารัตน์จังเลย” เธอบอกความฝันของตนมาตั้งเเต่เด็ก สตรีผู้อ่อนหวานอ่อนโยน ใจดี ยังสถิตอยู่ในความทรงจำของเธอจนกระทั่งตอนนี้ อยากเกิดเป็นลูกนางฟ้าผู้ใจดี นภิตาช่างน่าอิจฉานัก

“อารักขวัญเหมือนลูกคนนึงนั่นเเหละ ไม่ต้องห่วง เพราะอีกไม่กี่ปีข้างหน้าหลังจากที่ขวัญเรียนจบก็จะได้เป็นลูกสาวอาอีกคนอย่างเต็มตัว”

“คงไม่มีวันนั้นหรอกค่ะ” ขวัญฤทัยพึมพำเสียงเเผ่วเบาโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ยิน

ไม่มีทางเลยที่เธอจะลงเอยกับเขา ผู้ชายใจร้าย...ที่เอาเเต่ว่าดูถูกเธอสารพัด

ไม่มีทางเลยที่เธอจะลงเอยกับผู้ชายบ้างาน ที่อายุห่างกันถึง 7 ปี

ไม่มีทางเลยที่เธอจะลงเอยกับผู้ชายที่ไม่ได้รักเธอ ถึงเธอจะรักเขาเเต่เธอจะไม่ยอมเสียศักดิ์ศรี หากต้องเเต่งงานเธอก็จะหนีไปให้ไกลสุดหล้าฟ้าเขียวเลยทีเดียวเชียว

                       

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

0 ความคิดเห็น