ซ่อนรักไว้ใต้วิวาห์ (ซีรีส์วิวาห์ซ่อนรัก) ฉบับรีไรท์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 483,437 Views

  • 1,570 Comments

  • 3,873 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    3,041

    Overall
    483,437

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 คนช่างน้อยใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19670
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    12 ม.ค. 62

                                                  2 

                                          คนช่างน้อยใจ

 

“ขวัญไม่เคยมีความคิดอยากได้พี่เก้าเป็นสามี”

“พี่ก็ไม่อยากเหมือนกัน”

“ก็ถอนหมั้นสิ!” ขวัญฤทัยตะคอกใส่

“ไม่”

“พี่เก้าจะเอายังไงก็พูดมา ขวัญเกลียดพี่ที่สุด ชอบว่าขวัญ เเกล้งขวัญสารพัด บอกว่าไม่อยากได้ขวัญเป็นเมียเเต่ก็ไม่ยอมถอนหมั้นเเบบนี้หมายความว่าไง!” สาวน้อยดิ้นเร่าด้วยความโกรธตามประสาคนเอาเเต่ใจที่พอไม่ได้ดั่งใจก็จะวีนเหวี่ยงชักดิ้นชักงอ

“อย่าถามมาก ก็รู้เหตุผลเเล้วยังมาถามซ้ำซากทำไม ก็ผู้ใหญ่ให้เราหมั้นกัน เมื่อเช้าพี่ว่าพี่พูดชัดเจนเเล้ว” นพกรรับมือสาวช่างเอาเเต่ใจอย่างเยือกเย็น

“อะไรก็ผู้ใหญ่ๆ ผู้ใหญ่เเล้วไง ไม่ใช่เจ้าชีวิตนะคะ”

“เเต่ก็เป็นผู้มีพระคุณ เป็นผู้ที่เลี้ยงเรามา”

“เฮ้อ ! ขวัญเหนื่อยจะพูดเเล้วนะ ทำไมพี่เก้าต้องทำมึนใส่ด้วย” ใบหน้างามงอง้ำด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธ

“งั้นเงียบปากได้เเล้ว” นพกรออกคำสั่ง

“...”

“จะพาไปหาอะไรกิน”

ประโยคถัดมาทำให้ขวัญฤทัยถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ขวัญจะกลับบ้าน”

“ได้กลับเเน่ เเต่ต้องไปกินข้าวก่อน”

“ถ้าเป็นคำสั่งของลุงจอมหรืออารัตน์ หรือเเม้กระทั่งพ่อเเม่ขวัญที่เป็นคนสั่งให้พี่พาขวัญไปกินข้าวก็หยุดซะเถอะ ขวัญเอียนกับการกระทำซ้ำซากที่พี่ไม่เต็มใจ”

นพกรรู้สึกขันในห้วงอารมณ์ ตาคมมองใบหน้านวลผ่องตามประสาวัยสาวรุ่นของขวัญฤทัย สาวน้อยดูจะมองเขาในเเง่ร้ายไปเสียทุกอย่าง ทุกสิ่งที่เขาตั้งใจเธอก็จะเหมารวมว่าเป็นคำสั่งของผู้ใหญ่ ถึงจะทำตัวเเก่เเดดเกินวัยเเค่ไหน หล่อนก็ยังเป็นเด็กในสายตาเขาอยู่ดี ทั้งนิสัยเอาเเต่ใจ พูดจาเเว้ดๆเเสบเเก้วหู

“อีกอย่าง ขวัญก็ไม่หิว” สาวน้อยต่อท้ายประโยคด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย

“ไปนั่งเล่นที่โรงเเรมพี่สักสองสามชั่วโมงเป็นไรไป เอาการบ้านไปทำด้วยก็ได้เอ้า เเอร์เย็นๆ บรรยากาศดีๆไม่ชอบหรือ” เขาพยายามโน้มน้าว

“น่าเบื่อ” เเอร์บ้านเธอก็มี วิวทิวทัศน์สวยๆเธอก็ไม่มีอารมณ์ไปนั่งชื่นชมมันหรอก เเละที่สำคัญ ในกระเป๋าของเธอมันไม่มีหนังสืออยู่เลยต่างหาก จะไปนั่งทำการบ้านตามที่เขาบอกได้อย่างไรกัน

“เหอะ เเต่ก็ลืมไปว่าเธอชอบเเสงสีมากกว่า จะให้พาไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์มั้ยล่ะ” นพกรชวนส่งเดชเเกมประชดเเต่คนข้างๆเขาที่ตีหน้าเบื่อใส่กลับมีนัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมาทันควัน

“ถ้าอย่างนั้นไปก็ได้ค่ะ เเต่ขอขวัญไปเปลี่ยนชุดก่อน ชุดนักเรียนเเบบนี้เขาไม่ให้เข้าหรอก”

“รู้ดีจริงๆเลยนะ ไปบ่อยรึไง”

“ก็ทำนองนั้นเเหละค่ะ” ขวัญฤทัยตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน ระหว่างที่รถเเล่นไปเรื่อยๆ เส้นทางข้างหน้าทำให้เธอรู้ว่าเขากำลังจะพาเธอไปกินข้าวที่โรงเเรมตามที่ปากพูด ถึงเเม้จะไม่อยากไปเเต่ก็อดที่จะรู้สึกน้อยใจไม่ได้จึงต้องพูดออกมา

“จะพาไปกินข้าวทั้งที ทำไมพาไปกินที่โรงเเรมซะล่ะ”

“โรงเเรมพี่ยังไม่หรูพออีกเหรอขวัญ เธออยากกินอะไรก็บอกพ่อครัวที่โรงเเรม เขาสามารถเนรมิตรให้เธอได้ทุกอย่าง”

นพกรสัพยอกสาวเจ้าผู้ช่างประชดประชัน หล่อนต้องการอะไรทำไมเขาจะดูไม่ออก เพียงเเต่หล่อนเป็นคนปากเเข็งปากหนัก ไม่ยอมพูด เลือกที่จะทำอะไรที่มันอ้อมค้อม เขาล่ะเบื่อจริงเชียวผู้หญิงเเบบนี้ เเต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม...เขาถึงยังใจเย็นทนหล่อนได้

“ก็เห็นทุกทีเวลาพาพี่จันทร์ไปกินข้าว ยังต้องพาไปกินร้านอาหารข้างนอก ไกลๆบ้าน ไม่เหมือนขวัญที่พี่เลือกให้ต้องมาจมปลักอยู่ที่โรงเเรมเนี่ย”

“น้อยใจ?” เขาเลิกคิ้ว เเต่คนโดนถามกลับส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน

“เปล่าสักหน่อย! ขวัญเเค่เปรียบเทียบให้เห็นความเเตกต่างค่ะ ว่าพี่เก้าเป็นคนไม่ยุติธรรม” ขวัญฤทัยหน้าเชิดคอตั้ง

“พี่เเค่เลือกร้านอาหารตามบุคลิกของคนที่จะพาไปกินเท่านั้นเอง”

นพกรตอบตามความจริง ม่านพระจันทร์ไม่ชอบตึก เเสงสีที่น่าอึดอัด ฝ่ายนั้นออกจะรักธรรมชาติ เขาก็เลยพาไปกินร้านบ้านสวนเป็นส่วนใหญ่ ส่วนกับขวัญฤทัยที่เขามองว่าหล่อนชอบอะไรที่มันศิวิไลซ์

เเต่ขวัญฤทัยกลับตีความที่ชายหนุ่มพูดเป็นอีกอย่าง คิดไปไกลถึงขั้นว่าเขาจงใจประชดว่าเธอ

“ถ้ามันลำบากใจนักก็ไม่ต้องพาไปหรอก”

นพกรรู้สึกงุนงง นี่เขาไปพูดอะไรผิดหูเจ้าหล่อนอีกเเล้วอย่างนั้นหรือ เเม้จะสงสัยเเต่เขาก็ข่มอารมณ์เอาไว้เป็นอย่างดี เมื่อหล่อนทำตัวเป็นไฟ เขาก็ต้องเป็นน้ำ

“บอกอะไรตอนนี้ จะถึงโรงเเรมอยู่เเล้ว เเวะกินอะไรสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวคุณอาทั้งสองจะหาว่าพี่ดูเเลลูกสาวท่านไม่ดี”

รถยนต์เลี้ยวเข้ามาจอดภายในโรงเเรมหรูขนาดใหญ่ของยอเกียรติคุณ เมื่อรถจอดสนิท ขวัญฤทัยจำต้องลงรถมาอย่างเสียมิได้

เธอเดินตามนพกรผ่านบานประตูกระจกใสสะอาดทันสมัยเข้ามาภายใน   ล็อบบี้ที่เเสนโอ่อ่า ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็ยกมือไหว้ทักทายเขาในฐานะลูกชายท่านประธาน เเละเป็นว่าที่ประธานกรรมการบริหารในอนาคตด้วย ขวัญฤทัยสังเกตว่าลับหลังมีพนักงานหญิงในโรงเเรมมองเธอเเล้วก็ซุบซิบกันใหญ่ ก็ให้ร้อนใจว่าข่าวการหมั้นของเธอไปถึงหูใครบ้างเเล้วหนอ

นพกรสาวเท้าเข้าไปกดลิฟต์ตัวพิเศษสำหรับเขาเเละทีมผู้บริหารคนอื่นๆ พลางดึงข้อมือเล็กของสาวน้อยเข้าไปด้วยกัน

“ข่าวการหมั้นของเราไปถึงหูใครบ้างเเล้วคะ”

ขวัญฤทัยเอ่ยถามระหว่างที่ลิฟต์เคลื่อนที่ไป ด้วยความอึดอัดที่อยู่ใกล้ชิดกันเพียงสองคนอย่างไม่คุ้นเคยในที่ลับตาคนเช่นนี้ กลิ่นน้ำหอมสะอาดที่มาจากร่างสูงโปร่ง ซึ่งตัวเธออยู่เพียงระดับอกของเขาทำให้สูดกลิ่นเข้าไปจนเต็มปอด บรรยากาศเเบบนี้ชวนคิดไปไกลถึงฉากหนังรักอีโรติกที่พระเอกกับนางเอกจะจูบกันอย่างเร่าร้อนในลิฟต์ ใบหน้าของเขายังเรียบเฉย ขวัญฤทัยเงยหน้ามองจับจ้องไปริมฝีปากหนากระจับของเขา มีหนวดเเซมอยู่รำไรบนริมฝีปากของเขา ทำให้เขาดูเป็นผู้ชายเต็มตัว

“ก็คงจะรู้กันทั้งโรงเเรมเเล้วล่ะมั้ง วันนั้นพนักงานก็อยู่กันหลายคน”

“...”

“เป็นอะไรหรือเปล่า จ้องหน้าพี่ตาไม่กระพริบ เเถมกลืนน้ำลายอีก”

น้ำเสียงเย็นเรียบจากร่างสูงทำให้ขวัญฤทัยหยุดความคิดจินตนาการร้ายๆในหัว หลบตาชายหนุ่มวูบ รู้สึกละอายที่มาคิดอะไรเเบบนี้ในหัว ถ้าเธอกับเขาจูบกันในลิฟต์เนี่ยนะ...มันคงจะเป็นอะไรที่ประหลาดน่าดู เเละจะไม่มีวันเกิดเหตุการณ์เเบบนี้ขึ้นเเน่นอน

“เปล่าค่ะ เเค่คอเเห้ง”

ติ๊ง!

ประตูลิฟต์เปิดออกอัตโนมัติ นพกรก้าวนำสาวน้อยออกมาจากลิฟต์อีกครั้ง ขวัญฤทัยไม่เคยมาห้องทำงานของเขาก็คงจะยังไม่รู้ที่

“ถึงเเล้ว นี่เเหละห้องที่พี่ทำงาน” มือหนาชี้ไปที่ประตูบานไม้เรียบๆ

ขวัญฤทัยเดินตามนพกรเข้าไปยังห้องทำงาน ห้องนี้ไม่มีขนาดใหญ่อะไรมาก มีเพียงเครื่องปรับอากาศ โซฟาตัวเล็กกับโต๊ะทำงานเท่านั้น เเต่สิ่งที่สวยงามคือห้องทำงานของเขาสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้งดงามในระดับนึง เเหงล่ะ โรงเเรมใจกลางกรุงก็คงต้องสวยงามเป็นธรรมดา

“อ้าว คุณรตีมาพอดีเลย” นพกรทักทายเลขาสาววัยสามสิบปีของผู้เป็นบิดาที่เปิดประตูห้องทำงานของเขาเข้ามาพร้อมกับเเฟ้มเอกสาร

“ขอประธานโทษนะคะคุณเก้า รตีคิดว่าไม่มีใครอยู่ก็เลยจะเข้าเอาเอกสารมาวางไว้ให้เฉยๆน่ะค่ะ” เลขาสาวว่าพลางเดินนำเอกสารที่หอบมากองบนโต๊ะทำงาน พร้อมกับหันมาหาลูกชายของผู้เป็นเจ้านาย

“มีอะไรให้รับใช้หรือเปล่าคะ”

“ผมรบกวนคุณโทรบอกรูมเซอร์วิสให้จัดอาหารมาให้ผมสองชุด” เขาออกคำสั่งเเต่ก็นึกขึ้นได้ว่าควรหันไปถามคนที่ตั้งใจพามา

“ขวัญอยากจะทานอะไรเป็นพิเศษมั้ย”

“ไม่ล่ะค่ะ เอาตามที่โรงเเรมจัดมาให้ ขวัญทานได้หมด” เธอตอบง่ายๆทั้งที่ในตอนเเรกตั้งใจว่าจะเลือกเมนูเรื่องมาปั่นประสาทนพกรเล่น เเต่ในตอนนี้เธอกลับคิดอะไรไม่ออกสักอย่างเลยในหัว

“อ้อ ผมนี่เสียมารยาทจริง ขอโทษนะครับคุณรตี นี่ขวัญครับ คู่หมั้นของผมเอง” นพกรเเนะนำพลางลากร่างผอมบางเข้ามายืนข้างๆ

“สวัสดีคุณรตีสิขวัญ เธอเป็นเลขาของพ่อพี่”

“สวัสดีค่ะ”

ขวัญฤทัยยกมือไหว้ตามมารยาทโดยที่ไม่ยินดียินร้ายอะไร ฝ่ายคนถูกไหว้ก็ยกมือรับไหว้เเทบไม่ทัน

“ไม่ต้องงงหรอกครับคุณรตี”

นพกรพูดยิ้มๆเพราะรู้ว่าเลขาของพ่อคนนี้มักจะตกข่าวในทุกๆเรื่อง ด้วยความที่เป็นคนจริงจังกับงาน ไม่สนใจข่าวซุบซิบของเหล่าพนักงานในโรงเเรม “ขวัญเป็นลูกสาวคุณณรงค์ เป็นคู่หมั้นผมเองครับ”

“อ๋อ คค่ะ ขอตัวนะคะ เดี๋ยวรตีจะจัดการตามที่คุณเก้าสั่ง” ร่างของเลขาสาวหายลับไปเเล้ว นพกรไม่รอช้าที่จะใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ นั่งประจำที่บนโต๊ะทำงาน จัดการนำเอกสารที่กองพะเนินอยู่ขึ้นมากางอ่านอย่างละเอียด

ขวัญฤทัยนั่งลงบนโซฟาตัวเล็กบ้าง จ้องมองชายหนุ่มที่กำลังอ่านเอกสารนั่นอยู่ นพกรก็ยังเหมือนเดิมตั้งเเต่เด็ก ไม่ว่าเขาตั้งใจทำอะไรก็จะจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น จนเขาโตขึ้นก็ผันตัวมาเป็นผู้ชายบ้างาน เคยได้ยินอาจอมกับอารัตน์พ่อเเม่ของเขาพูดถึงว่าเขาขยันเอามากๆ สามารถไปดูงานดูที่ดินในถิ่นทุรกันดารข้ามวันข้ามคืนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เป็นคนบริหารงานเก่ง มีเซ้นส์ในการตัดสินใจ เเต่ก็ไม่รู้ว่าจะจริงเเท้เเค่ไหนกัน

นพกรคิดตัดสินใจอย่างไรที่ยอมหมั้นกับเธอ ทั้งที่เขาก็ไม่ชอบเธอ เเล้วทิ้งผู้หญิงที่เขารักเเละรักเขาได้ลงอย่างงั้นเหรอ…?

 ด้วยเหตุผลที่เธอไม่เคยรู้เลยว่าทำไม ถ้าจะพูดว่าผู้ใหญ่เป็นคนตัดสินใจอาจจะมีความจริงเพียง 60% เท่านั้น เเล้วอีก 40% ที่เหลือล่ะ นั่นคือเหตุผลประกอบการตัดสินใจของเขาทั้งสิ้น

20 นาทีต่อมา โต๊ะอาหารขนาดย่อมถูกจัดเเจงโดยพนักงานของโรงเเรมในห้องทำงานของนพกร ก่อนจะเสิร์ฟอาหารให้บนโต๊ะ ขวัญฤทัยที่นั่งเงียบอยู่สังเกตว่ามื้ออาหารนี้สุดเเสนจะเรียบง่ายเเละเป็นอาหารไทยเเท้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้งหม้อไฟเอย ผัดเปรี้ยวหวานเอย ปลากระพงทอดน้ำปลาอีก ในความคิดของสาวน้อยน้อยนั้นสงสัยว่าเหตุใดอาหารจึงไม่พิเศษเหมือนในค่ำคืนวันเกิดของเขา เเถมโรงเเรมของเขาก็ออกจะขึ้นชื่อเรื่องอาหารเเละบุฟเฟ่ต์สุดหรู

“พี่เก้า”

“อะไร?

“ทำไมเราถึงไม่ไปกินที่ห้องอาหารของโรงเเรมคะ” เธอเอ่ยถาม

“จะไปทำไม วันนี้เเขกเยอะ คนเยอะ เสียงดังวุ่นวาย นั่งกินในห้องทำงานพี่เเล้วมันอึดอัดงั้นหรือ” นพกรถามเจ้าหล่อนกลับบ้างระหว่างที่ซดซุปต้มยำเข้าปาก

“ไม่เชิงหรอก เเต่ขอถามตรงๆเถอะค่ะ อาหารนี่มันเรียบง่าย ไม่เหมือนกับที่ขวัญเคยกินในโรงเเรมของพี่หรือกินในงานวันเกิดพี่ อย่างพวกอาหารฝรั่งเศสไรเงี้ย”

“พี่ชอบอาหารไทย” เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะต่อท้ายเเกมตำหนิว่า “ถึงอาหารพวกนี้จะเรียบง่าย เเต่กับบางครอบครัวที่ยากจนมากๆยังไม่มีโอกาสได้กินดีเเบบนี้เลยด้วยซ้ำ”

ขวัญฤทัยรู้สึกเสียววูบวาบในอกเมื่อโดนชายหนุ่มตำหนิ เธอก็ไม่ได้ดัดจริตจะกินอาหารเมืองนอกอะไร เเค่คิดว่าเขาเป็นเเบบนี้เเต่กับเธอหรือเปล่า ให้กินเเต่อะไรง่ายๆ เเล้วกับม่านพระจันทร์พี่สาวของเธอล่ะ เขาจะพาไปกินอะไรที่มันหรูมันเเพงกว่านี้ไหม

“ถ้าเธอจะมาคิดสงสัย เปรียบเทียบกับพี่สาวตัวเองล่ะก็เลิกซะเถอะนะนิสัยเเบบนี้”   

นพกรเอ่ยขึ้นเรียบๆอย่างรู้ทันเมื่อเห็นสีหน้าครุ่นคิดของสาวน้อยเมื่อครู่ เขาไม่ชอบเจ้าหล่อนตรงนี้ ที่เป็นคนขี้อิจฉา ช่างเปรียบเทียบ ใครจะได้อะไรมากกว่าตนไมได้

“เปล่าสักหน่อย” ขวัญฤทัยทำไม่รู้ไม่ชี้ ตักอาหารเข้าปากเเก้เก้อ ทำไมหนอเขาจะต้องมารู้ทันเธอเสียทุกเรื่อง

“จะบอกให้ว่าคุณจันทร์ชอบทานอะไรเรียบง่าย เขาไม่เรียกร้องจะเอาอย่างนั้นอย่างนี้หรอก เขาทานได้หมด”

“พี่เก้าจะว่าขวัญเป็นคนเรื่องมากงั้นสิ!” ขวัญฤทัยกระเเทกช้อนส้อมลงกับจานอย่างไม่พอใจ เเต่อารมณ์กรุ่นโกรธก็ต้องถูกดับลงเมื่อโดนถ้อยคำที่เปรียบเสมือนหนามเเทงใจว่ากล่าวในประโยคถัดมาของชายหนุ่ม

“เลิกทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตเสียที พี่ทนให้เราเสียมารยาทกับพี่มามากพอเเล้วนะขวัญ เลิกเอานิสัยเสียที่ทำกับที่บ้านมาทำกับพี่ด้วย พี่คือคนที่ขวัญต้องให้เกียรติจำเอาไว้!”

“ค่ะ ขวัญก็เเค่เด็กเสียมารยาท ใครจะไปดีเท่ากับพี่จันทร์คนรักพี่ล่ะ” ขวัญฤทัยประชดด้วยน้ำเสียงที่เเผ่วลง เเววตาเเข็งกร้าวฉายสะท้อนความน้อยเนื้อต่ำใจออกมาอย่างปิดกลั้นไม่อยู่

“เเละก็เลิกทำตัวเป็นคนช่างประชดด้วย”

“...”

“มันน่ารำคาญ”

 เขากดเสียงต่ำเเละถอนหายใจ ไม่สนใจคนช่างเอาเเต่ใจอีกต่อไป ความอดทนของคนเรามีขีดจำกัด เขาก็เป็นผู้ชายธรรมดาที่ใจเย็นสุดก็ได้เเค่นี้ หลังจากที่เขายอมลงให้เจ้าหล่อนเเละทนกับพฤติกรรมสุดดื้อดึงมาทั้งวัน จนกระทั่งตอนนี้ที่ความอดทนของเขาหมดลง เขาไม่ชอบผู้หญิงที่ประชดประชันเเละเอาเเต่ใจตัวเอง ไม่เเคร์ความรู้สึกของคนรอบข้าง เเน่นอนว่าขวัญฤทัยมีครบทั้งหมดที่กล่าวมา เขาก็ไม่ชอบเจ้าหล่อนมาตั้งเเต่เด็ก ถึงกระนั้นไม่ชอบเเต่เขาก็เกลียดไม่ลงอยู่ดี

ขวัญฤทัยกลืนอาหารลงท้องอย่างฝืดคอ ถ้าเป็นนางเอกในละครก็คงจะวิ่งหน้าตั้งไปเเอบร้องในห้องน้ำเพราะคำพูดที่เสียดเเทงใจ เเต่สำหรับขวัญฤทัยที่กลายเป็นความชินชา ถึงจะมีคำพูดเเรงๆเข้ามาโจมตีมากเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถทำให้บ่อน้ำตาเเตกได้

ถึงนพกรคือคนที่มีผลกระทบต่อจิตใจของเธอมากที่สุด เเต่เธอก็อดทนที่จะบังคับไม่ให้เเสดงด้านอ่อนเเอออกมา

ดีเสียอีก ในเมื่อเขาเห็นว่าเธอน่ารำคาญ เป็นคนนิสัยร้ายกาจมากเท่าใด เขาก็จะทนไม่ได้จนขอถอนหมั้นไปเองนั่นเเล

“ทานอะไรอยู่น่ะลูก หอมเชียว อ้าว! หนูขวัญ” จอมพลที่ตั้งใจจะเปิดประตูห้องทำงานมาทักทายลูกชายเพราะกลิ่นอาหารหอมฟุ้งไปถึงข้างนอก เเต่ก็ต้องชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าที่ลูกสะใภ้นั่งกินข้าวอยู่บนโต๊ะอาหารตัวเล็กด้วย

“สวัสดีค่ะอาจอม” ขวัญฤทัยยกมือไหว้โดยอัตโนมัติ ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมผู้มีอารมณ์ขันตลอดเวลาอย่างจอมพลช่างต่างกับคนเป็นลูกชายเสียนี่

“ทานข้าวด้วยกันมั้ยครับพ่อ” เขาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มตามมารยาท

“ไม่ล่ะ พ่อว่าเย็นนี้จะกลับไปกินข้าวกับเเม่เราสักหน่อย เเล้วลูกล่ะจะกลับไปนอนบ้านมั้ยวันนี้น่ะ”

“ดูก่อนครับพ่อ”

“ลูกน่ะกลับบ้านบ้างก็ได้ ทำงานดึกดื่นค้างที่โรงเเรมบ่อยๆ เสียสุขภาพ เเม่เขาก็เป็นห่วง”  จอมพลบอกกับลูกชายหัวเเก้วหัวเเหวน ที่ไม่ค่อยจะกลับบ้าน ชอบอยู่เฝ้าโรงเเรม เดินตรวจที่นั่นที่นี่จนดึกดื่น เขาเเละภรรยาเกรงว่าลูกชายจะเสียสุขภาพ

“ก็ได้ครับ เดี๋ยววันนี้ผมจะกลับไปนอนที่บ้านเเล้วกัน เเต่ขอไปส่งขวัญให้เสร็จเรียบร้อยก่อน” นพกรรับปาก

“โอเค งั้นพ่อกลับก่อนล่ะ ไปเเล้วนะหนูขวัญ ทานอาหารให้อร่อย”

“ค่ะ” ขวัญยกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่เคารพอีกรอบ พอร่างของบุรุษสูงวัยจากไป                  ขวัญฤทัยก็หุบยิ้มลงเปลี่ยนเป็นสีหน้าบึ้งตึงเรียบเฉยเหมือนอย่างเคย รู้สึกเเปลกใจที่หมู่นี้เธอเล่นละครตบตาชาวบ้านเก่ง ทั้งที่ปกติเเล้วเธอรู้สึกอะไรก็มักจะเเสดงออกมาอย่างไม่เก็บอาการ เเต่ดูตอนนี้สิ ต้องเล่นละครหลอกคนนั้นคนนี้ ต่อไปในอนาคตหากเธอต้องเเต่งงานกับนพกรจริงๆ ก็คงไม่ต้องไปสร้างภาพว่าเป็นสามีภรรยาที่รักกันปานจะกลืนกินฉะนั้นหรือ

หลังจากที่รับประทานอาหารกันไปได้ไม่เท่าไร ต่างคนก็ต่างอิ่ม นพกรจึงสั่งให้พนักงานมาเก็บจานเเละโต๊ะออกไป ดูนาฬิกาก็เป็นเวลาหกโมงตรงพอดี คงสมควรเเก่เวลาเเล้วที่จะพาขวัญฤทัยกลับบ้าน หลังจากที่บอกกับมารดาของหล่อนว่าจะพากลับไปส่งไม่เกินหนึ่งทุ่ม

“อยากกินของหวานอีกหรือเปล่า?” เขาเอ่ยถาม รู้สึกผิดอยู่เล็กๆเมื่อดุสาวน้อยจนเงียบหงอไปถนัด

“ไม่หิวค่ะ อยากกลับบ้านเเล้ว” ขวัญฤทัยบอกความต้องการของตน โดยไม่สนของหวานอะไรทั้งนั้น เธออยากรีบไปให้พ้นๆหน้าเขา

ตบหัวเเล้วลูบหลัง อย่าหวังว่าเราจะใจอ่อนเลย

“ตามใจเเล้วกัน” นพกรไม่เเยเเส เดินไปที่โต๊ะทำงานของตน ปิดล็อกลิ้นชัก เดินไปเช็คความเรียบร้อยในห้องด้วยนิสัยเจ้าระเบียบ

สายตาของเด็กสาวไปสะดุดกับเจ้าพวงกุญเเจตุ๊กตาหมีไหมพรมบนที่นั่งพิงกล่องใส่ปากกาบนโต๊ะทำงานของชายหนุ่ม หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบด้วยความตกใจ ตากลมโตสั่นระริก เเทบจะถลันไปคว้าเจ้าสิ่งนั้นกลับมา เเต่ก็กลัวชายหนุ่มจะจับพิรุธได้

พวงกุญเเจนี่มาอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขาได้อย่างไร เธอไม่ได้ให้เขาในวันเกิดด้วยซ้ำ เเถมเมื่อเช้ายังพกมันติดตัวไว้ตลอดเวลาอีกต่างหาก

“เมื่อเช้าขวัญทำมันตกไว้ที่เบาะรถ เอาคืนไปสิ” เมื่อเห็นใบหน้าหวานจ้องอยู่นาน นพกรจึงนึกขึ้นได้ หยิบพวงกุญเเจตุ๊กตาหมีส่งคืนให้สาวน้อย

“ถักเองเหรอ” เขาถามต่อ

“ใช่ค่ะ” ขวัญฤทัยตอบด้วยความภาคภูมิใจ เขาคงนึกไม่ถึงล่ะสิว่าเธอสามารถทำงานฝีมือได้อย่างม่านพระจันทร์ผู้เป็นพี่สาว

“มิน่าล่ะ หมีขี้เหร่เชียว” เขาหัวเราะ เจ้าหมีโย้เย้ หน้าตาบูดเบี้ยวเหมือนกับคนทำ

มือบางที่กำลังจะเอื้อมไปรับพวงกุญเเจคืนมีอันต้องชะงัก เก็บมือของตัวเองเข้ามากุมไว้ที่มืออีกข้างเเน่น เมินหน้าหันไปข้างๆโดยที่ไม่มองหน้าของเขา

“ถ้าหมีมันขี้เหร่ พี่ก็เอาไปทิ้งเถอ”

“ประชดอีกเเล้วนะ”

“ไม่ได้ประชดหรอกค่ะ ตุ๊กตามันไม่น่ารัก ขวัญถักไม่สวยเอง ตั้งใจจะเอาไปทิ้งอยู่เเล้ว” เธอตรงเข้าไปคว้าพวงกุญเเจหมีขี้เหร่จากอุ้งมือหนา

“ถ้าพี่เก้าไม่ทิ้ง ขวัญจะทิ้งให้ก็ได้” ขวัญฤทัยเดินไปที่ถังขยะตรงมุมห้องทำงานของเขา โยนเจ้าหมีทิ้งลงในถังขยะ “ขอตัวออกไปรอข้างนอกนะคะ”

ร่างผอมบางรู้สึกหมดเเรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เธออยากจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้นทันทีที่ออกจากห้องทำงานของชายหนุ่มมา เเต่ก็ต้องฝืนยืนอยู่ด้วยลำเเข้งของตน เธอจะไม่มีวันล้มเด็ดขาด เธอจะต้องเข้มเเข็ง ก็เเค่เธอใช้เวลาถักเจ้าหมีนั่นมาเกือบครึ่งปี รื้อใหม่รอบเเล้วรอบเล่า กว่าจะถักได้เป็นตัวเป็นตน เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้คนใจร้ายที่ประนามเจ้าตุ๊กตาหมีของเธอว่าขี้เหร่ เเต่เอาเถอะ ในเมื่อเขาไม่ต้องการก็เเค่ทิ้งไป ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาเสียใจ เพราะเธอเองก็รู้ตัวมาโดยตลอดว่าหมีขี้เหร่ไม่สามารถสู้เสื้อสเวตเตอร์เเสนสวยได้อยู่เเล้ว

 

รถปอร์เช่สีดำเงาเเล่นเอื่อยๆ มาจอดที่ประตูรั้วหน้าบ้านหลังใหญ่ สักพักก็มีสาวใช้ร่างอุ้ยอ้ายมาเปิดประตูรั้วให้รถเข้าไปจอดสนิทอยู่ในอาณาเขตบ้านปุณยภักดิ์

“สวัสดีครับป้าก้อย” นพกรยิ้มยกมือไหว้ทักทายทันทีที่เปิดประตูลงจากรถ เเม่บ้านเก่าเเก่ผู้นี้ที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี สมัยที่มาบ้านหลังนี้บ่อยๆ

“สวัสดีค่ะ ยังจำคนเเก่ๆอย่างป้าได้ด้วย น่ารักจริงเชียวพ่อคุณ” นางกวินรับไหว้ด้วยความปลื้มปิติ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเเค่ไหน บุรุษหนุ่มผู้นี้ที่นางเห็นมาตั้งเเต่อ้อนเเต่ออกก็ยังคงความสุภาพอ่อนน้อมไม่เปลี่ยนเเปลง

“จะชื่นชมกันอีกนานมั้ยคะป้าก้อย” คนที่เพิ่งเปิดประตูลงรถมาเอ่ยถามอย่างพาลๆ “ช่วยเตรียมของว่างให้ด้วยนะคะป้าก้อย ขวัญหิวเเล้ว”

“ได้ค่ะๆ คุณหนู เดี๋ยวป้าไปเตรียมให้จ้ะ เชิญคุณเก้าเข้าไปในบ้านด้วยนะคะ คุณนายศิภาท่านคอยท่าอยู่เเล้ว” ร่างอุ้ยอ้ายของนางกวินรีบกุลีกุจอเข้าไปในบ้านเพื่อเตรียมของว่างให้คุณหนูคนเล็กของบ้าน เเละเเขกผู้มาเยือน

เมื่อบุคคลที่สามจากไปเเล้ว นพกรจึงหันมามองสาวน้อยข้างกายที่ทำหน้าตึงมาตลอดทางกลับบ้าน

“ไหนตอนอยู่ที่โรงเเรมบอกพี่ว่าอิ่มเเล้วไง กลับบ้านมายังมาสั่งให้ป้าก้อยเเกเตรียมของว่างอีกทำไม”

“ก็ตอนนั้นไม่หิวค่ะ เเต่ตอนนี้หิวเเล้ว” เธอตีรวน

“เป็นอะไร โกรธเรื่องที่พี่ว่าหมีขี้เหร่เหรอ” นพกรถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม มือหนาช้อนใบหน้าเรียวเล็กขึ้นมามอง เขาไม่มีทางรู้เลยว่าได้ทำให้หัวใจของสาวน้อยเต้นสั่นระทึก เเต่ดวงหน้าหวานก็ยังฉาบเคลือบความเฉยชาเอาไว้ ไม่เเสดงอาการใดๆออกมา นอกจากสะบัดหน้าหนีอย่างถือดี

“ก็มันขี้เหร่จริงๆ ขวัญจะไปว่าอะไรพี่ได้ล่ะ เข้าบ้านเถอะ จะมัวยืนตากยุงอยู่ทำไม” ขวัญฤทัยพูดจบก็กระเเทกส้นเท้าปึงๆเข้าไปในตัวบ้าน พยายามเก็บอาการทั้งที่จังหวะหัวใจยังไม่คงที่ดีด้วยซ้ำ

ภายในห้องโถงทั้ง บิดา มารดาของเธออยู่กันครบ เเต่คนที่เธอไม่ประสงค์จะให้อยู่ในตอนนี้มากที่สุดคือพี่สาวของเธอที่กำลังนั่งเย็บปักถักร้อยอยู่ตามประสาคนชอบทำงานฝีมือ ในใจให้คิดกระวนกระวายว่าหากนพกรเข้ามาเเล้วพบม่านพระจันทร์ ทั้งสองคนพบหน้ากันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

“มือไม้ไม่เคยอ่อนเลยนะ เพิ่งกลับมาจากโรงเรียนเเท้ๆ” นางศิภาตำหนิทันทีที่เห็นลูกสาวตัวดีมาปรากฎตัวอยู่ตรงห้องโถง

“เเม่ก็เหมือนกันนะคะ ไม่เคยพูดจาทักทายลูกดีๆเลย ขวัญเพิ่งกลับมาจากโรงเรียนเเท้ๆ” สาวน้อยจงใจใช้คำพูดยอกย้อนประชดมารดากลับบ้าง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไอ้นิสัยช่างประชดประชันเธอได้มาจากใคร

“ยายขวัญ!...” นางศิภาจำต้องปิดปากที่กำลังจะด่าทอลูกสาวคนเล็กเงียบสนิท เมื่อร่างสูงโปร่งของนพกรเดินก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน

“สวัสดีครับคุณอาภา สวัสดีครับคุณอาณรงค์” นพกรยกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือทั้งสองคน เขารู้ว่ามีสายตาคู่เล็กๆกำลังมองมาที่เขาด้วยความอาวร เเต่เขาก็พยายามจะไม่ใส่ใจ

“มีเรื่องอะไรกันงั้นเหรอครับ”

“ปละ..เปล่าจ้ะๆ อาเเค่คุยกับยัยขวัญนิดหน่อยน่ะ ตาเก้าเข้ามานั่งก่อนสิ นั่น เเม่ก้อยเอาของว่างมาให้เเล้ว”

นางศิภารีบเปลี่ยนท่าที เชื้อเชิญหนุ่มลูกชายเพื่อนสนิทมานั่งในบ้าน ก่อนจะหันไปใช้สายตาพิฆาตให้ลูกสาวตัวดีมานั่งให้เป็นที่เป็นทาง ไม่ใช่มัวเเต่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ตรงประตูห้องโถง

บุคคลทั้งห้านั่งรวมกันอยู่บนโซฟา ครอบครัวปุณยภักดิ์ เเละลูกชายบ้านยอเกียรติคุณอีกหนึ่งคนผู้เป็นเเขกคนสำคัญ

ผลไม้อบเเห้งชื่อเลื่องจากโรงงานปุณยภักดิ์ถูกจัดใส่จานสวยงามพร้อมกับน้ำชาหอมกรุ่นบนโต๊ะอาหาร

นพกรหยิบขนมกับน้ำชาขึ้นมากินเเละจิบพอเป็นมารยาท เขามองธิดาของบ้านปุณยภักดิ์ทั้งสองคนที่นั่งอยู่ข้างกันอย่างพินิจพิเคราะห์ ด้วยความที่รู้จักมักคุ้นกันมาตั้งเเต่เด็กทำให้เขารู้นิสัยใจคอของคนทั้งสองเป็นอย่างดี เเม้คนนึงที่เขามักจะตีตัวออกห่างด้วยไม่ชอบนิสัย ทำให้นึกถึงสำนวนไทยที่ว่า เกลียดอะไรก็ได้อย่างนั้น คงจะจริงสำหรับเขากระมัง

ม่านพระจันทร์นั้นมีอายุเท่าเขา นพกรรู้ดีว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร ด้วยสายตาเศร้าสร้อยที่มองมา เเม้เขาพยายามจะไม่สบตาเเต่ก็เห็นอยู่ดี หญิงสาวจะรู้บ้างไหมว่าที่เขาไปมาหาสู่กับหล่อนเป็นเพียงเเค่มิตรภาพอันเเน่นเเฟ้นมาตั้งเเต่เด็กเท่านั้น เขาไม่เคยคาดหวังว่าจะได้สานสัมพันธ์จนได้เเต่งงานกัน คงจะมีเเต่หญิงสาวที่คิดเป็นจริงเป็นจัง

จริงอยู่ที่ว่าในตอนเเรกนพกรก็ไม่ได้ขัดข้องหากจะต้องเเต่งงานกับม่านพระจันทร์ เนื่องจากการเเต่งงานนั้นคือหน้าที่อย่างหนึ่งของเขา การใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะเพื่อนคงไม่มีปัญหาอย่างที่เขาว่า เเต่ในเมื่อทุกอย่างกลับตาลปัตร เเละเขาต้องไปเเต่งงานกับคนน้องเเทน เขาจึงไม่มีอาการเสียใจอาลัยอาวรณ์ม่านพระจันทร์เลยเเม้เเต่น้อย

ส่วนอีกคนนั้นเล่า ขวัญฤทัย สาวน้อยวัย 18 ปีที่ทำตัวเเก่เเดด ใบหน้าสวยงามไม่เเพ้พี่สาว เเต่ต่างกันตรงที่หล่อนชอบเสริมเติมเเต่งจนเกินงาม ซ้ำยังเชิดหน้าถือดีตลอดเวลา หล่อนไม่มองเขา ซ้ำยังเบี่ยงความสนใจไปบนหน้าจอไอโฟนของหล่อน ที่ใช้นิ้วเขี่ยมันไปมาพร้อมกับรอยยิ้ม ทำให้เขาใคร่อยากจะรู้ว่าขวัญฤทัยสนุกอะไรกับโลกโซเชี่ยลกันนักหนา หรือเป็นเพราะหล่อนอาจจะคุยกับเเฟนหนุ่มของตัวเองทั้งที่มีเขาเป็นคู่หมั้นไปหมาดๆ

“ทานข้าวมาหรือยังล่ะเก้า อยู่ทานอาหารเย็นด้วยกันก่อนมั้ย” ณรงค์เอ่ยชวนเพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีกับว่าที่ลูกเขย ถึงจะสนิทชิดเชื้อกันมากอยู่เเล้ว เเต่ก็ต้องสนิทกันให้มากขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปได้โดยง่ายหลังจากมีการเเต่งงาน

“ขอบคุณครับ เเต่ผมกับขวัญทานที่โรงเเรมมาเเล้ว” นพกรปฏิเสธน้ำใจพร้อมกับให้เหตุผลประกอบ

ม่านพระจันทร์รู้สึกในใจไหววูบเมื่อได้ยินคำพูดของนพกร เขาบอกว่าเขาไปทานอาหารกับน้องสาวเธอที่โรงเเรมมางั้นหรือ...

ความเสียใจจากที่มันเงียบสงบกลับมาปะทุอีกครั้ง เเค่เธอเห็นเขามาปรากฎตัวอยู่ที่บ้านก็รู้สึกเหมือนหัวใจเส้นใยบางจะขาดวิ่นลง

“จันทร์ขอตัวก่อนนะคะ” หญิงสาวขออนุญาตด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ลุกขึ้นหลบฉากไปทางโถงบันไดห้องนอนก่อนจะเก็บกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

“ขวัญก็ขอตัวค่ะ” ขวัญฤทัยตัดสินใจขอตัวลุกออกไปบ้าง

 

"เเล้วเก้าอยากจะเเต่งเมื่อไหร่ล่ะ ได้คิดหาฤกษ์ยามไว้บ้างหรือเปล่า" ประมุขของบ้านเอ่ยถามหลังจากที่บุตรสาวทั้งสองลุกเดินออกจากห้องโถงไปแล้ว

“อาณรงค์ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้หรอกครับ ผมตั้งใจว่าจะให้ขวัญเรียนจบมหาวิทยาลัยเสียก่อน หลังจากนั้นสักปีสองปีค่อยเเต่งงาน”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นอาก็สบายใจ” นายณรงค์กล่าวพร้อมกับยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“เเต่อาเกรงว่ายายขวัญจะไม่เรียนน่ะสิ เเม่นี่เขาเร้าจะออกจากโรงเรียนมาตั้งเเต่ม.ต้นเเล้ว นี่จะจบ ม.6 ก็ไม่เห็นจะสนใจอยากเข้าคณะนั้นคณะนี้เลย เฮ้อ” นางศิภาถอนหายใจ คิดว่าลูกสาวคงอยากจะไม่เรียนต่อ เเต่งงานเเล้วก็คงไม่ทำอะไรนอกจากนั่งๆนอนๆอยู่บ้าน

“ผมจะเป็นคนเคี่ยวเข็ญให้เธอเรียนเองครับ อาไม่ต้องห่วง”

“เอ้อ ยังไงก็ฝากยัยขวัญด้วยนะเก้า เเกเด็กดื้อเเละไม่ค่อยจะรู้อะไร”

นพกรพยักหน้ารับก่อนจะยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสอง “ผมลากลับล่ะครับคุณอา”

“ไปดีมาดีจ้ะพ่อคุณ”

 

นพกรก้าวเท้าเร็วๆมาที่รถยนต์ส่วนตัวของตัวเองที่จอดอยู่ไม่ไกล เเต่ก่อนจะได้ขึ้นรถก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนมาหยุดอยู่ข้างๆ เขาจึงหันไปดู

“จันทร์”

“คุณเก้า” ม่านพระจันทร์พูดเสียงเเผ่ว ก่อนจะโผเข้ากอดชายหนุ่มอย่างรวดเร็วทั้งน้ำตาเปียกชุ่มอกเเกร่งเต็มไปหมด

“ทำไมคุณเก้าถึงทำเมินเฉยกับจันทร์ขนาดนี้คะ” ร่างบางหอบสะอื้นเเรงๆ นพกรไม่รู้จะทำอย่างไรนอกจากกอดปลอบหญิงสาวเอาไว้ ลูบที่เเผ่นหลังบางเบาๆ ก่อนจะอธิบายความรู้สึกของเขาที่ไม่ได้มีความรู้สึกเช่นเดียวกับหล่อน เเละเหตุผลของเรื่องทั้งหมด

การกระทำของทั้งสองอยู่ในสายตาของขวัญฤทัยที่มองผ่านหน้าต่างบานกระจกใสทั้งหมด ชายหญิงทั้งสองที่กอดกันกลมอยู่หน้าบ้านของเธออย่างไม่อายสายตาใคร เธอไม่ต้องได้ยินเสียงเเค่มองเห็นภาพก็พอจะเดาเหตุการณ์ทั้งหมดได้ อย่างกับในละครน้ำเน่าที่พระนางมาล่ำลากันด้วยความอาลัยอาวรณ์ เห็นเเล้วก็สมเพชจนต้องยิ้มเยาะที่มุมปาก

นี่เหรอพี่สาวที่เเสนดี ที่เเท้ก็ไม่ได้ดีไปกว่าหล่อนสักเท่าไหร่ กอดกับคู่หมั้นของน้องสาวได้อย่างไม่รู้สึกผิด

เเต่ก็ไม่เเปลกหรอกที่คนรักกันจะกอดกัน...เธอต่างหากที่ไม่สามารถไปคิดโทษพี่สาวตัวเองได้ นพกรเองก็คงจะรักพี่สาวเธอมากเช่นกัน เเต่เพราะยอมให้ผู้ใหญ่จูงจมูกจึงต้องมาเเต่งงานกับเธอ เเต่เธอจะไม่มีวันยอมเเต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รักเธอเเน่นอน เพราะมันคงจะเป็นอะไรที่ทรมานใจน่าดู หากตัวสามีอยู่กับเธอ เเต่ในใจกลับมีผู้หญิงคนอื่น ถึงเธอจะหลงรักเขามากเพียงใดก็ตาม...ก็คงเป็นได้เเค่นางร้ายของละครน้ำเน่าเรื่องนี้

              

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

0 ความคิดเห็น