ซ่อนรักไว้ใต้วิวาห์ (ซีรีส์วิวาห์ซ่อนรัก) ฉบับรีไรท์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 486,022 Views

  • 1,575 Comments

  • 3,865 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    190

    Overall
    486,022

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 คู่หมั้นตัวร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25446
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 46 ครั้ง
    26 ก.พ. 62

                                               1

                                  คู่หมั้นตัวร้าย

เหตุการณ์เมื่อค่ำวานนี้ทำให้ขวัญฤทัยนอนนอนเเทบไม่หลับ ร่างบางนอนทอดการอย่างรู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่สนใจเเสงเเดดยามเช้าที่ส่องลอดเข้ามาในห้องนอน ดวงตากลมโตมองเเหวนทองคำขาวในมือที่ไม่ได้ถอดมันออกเลยตั้งเเต่เมื่อคืน เธอไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น ไม่เข้าใจว่าทำไมนพกรจึงยอมหมั้นหมายกับเธอทั้งที่เขาไม่ชอบหน้าเธอ เขาชอบพอกับพี่สาวของเธอมากกว่า

ตั้งเเต่จำความได้ บ้านของขวัญฤทัยก็มักจะไปเที่ยวกับบ้านยอเกียรติคุณเสมอๆ ทำให้เธอได้รู้จักนพกรมาตั้งเเต่เล็ก ดนัยณัฐผู้เป็นพี่ชายของเธอก็จะไปเล่นกับนพกรเพราะเป็นผู้ชายเหมือนกัน อาจจะมีม่านพระจันทร์พี่สาวของเธอด้วยที่ร่วมวงเล่นกันมา นภิตาก็จะเล่นกับเธอซะเป็นส่วนใหญ่ เเต่ก็ไม่ได้ปรองดองสมานฉันท์กันนักหรอก เพราะอีกฝ่ายก็มักจะร้องไห้ไปฟ้องผู้ใหญ่ว่าโดนเธอเเกล้ง ด้วยเหตุนี้กระมังนพกรเลยไม่ชอบหน้าเธอนัก เพราะเธอไปเกเรน้องสาวของเขาอยู่บ่อยๆ

พอโตขึ้นหน่อยขวัญฤทัยก็มักจะได้ยินผู้ใหญ่คุยเรื่องจับคู่ลูกชายลูกสาวของตัวเอง ก็คือให้นพกรเเต่งงานกับม่านพระจันทร์ หรือให้ดนัยณัฐเเต่งงานกับนภิตาบ้าง โดยไม่มีใครพูดถึงหรือจับคู่ให้เธอเลยสักนิด เธอจึงกลายเป็นส่วนเกินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอจำฝังใจมาตลอดในเรื่องนี้ เเละเมื่อวานก็ค่อนข้างจะเเน่ใจเเล้วว่า ผู้ใหญ่ต้องให้นพกรหมั้นกับพี่สาวของตนเเน่ๆ ไฉนเลยเล่า...มาตกที่คนเป็นเศษเกินอย่างเธอได้

พอจะอ้าปากถามอะไรหน่อย บิดามารดาก็สั่งห้ามเเละบอกว่าอย่าเพิ่งถามอะไร ส่วนม่านพระจันทร์นั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะเมื่อคืนเมื่อกลับถึงบ้านพี่สาวก็รีบวิ่งขึ้นบันไดปิดประตูห้องนอน ด้วยความที่ห้องนอนอยู่ติดกันทำให้ขวัญฤทัยต้องนอนฟังเสียงร้องไห้ของพี่สาวอยู่หลายชั่วโมง

ใจนึงก็นึกสงสาร เพราะพี่สาวก็ดูจะรักชอบอยู่กับนพกร เเต่กลับกลายเป็นว่าตัวเป็นคนที่เเห้วไปเสียอย่างนั้น

เเต่ใจนึงก็ให้นึกสมเพช เมื่อเห็นลูกสาวคนโปรดที่มารดาหมายมั่นปั้นมือจะให้เป็นสะใภ้ของยอเกียรติคุณต้องผิดหวัง กลายมาเป็นลูกชังที่มารดาไม่นึกปรารถนาจะให้เป็นลูกอย่างเธอ

เเต่ไม่ว่าอย่างไร ใบหน้าคมคายที่ฉายเเววจริงจังผ่านสายตาคู่นั้นของนพกรยังทำให้ขวัญฤทัยรู้สึกสั่นไหว ถึงเเม้รู้ว่านั่นเป็นคำพูดที่ชายหนุ่มฝืนใจก็ตามที

หมั้นเอาไว้ก่อน ไว้ขวัญเรียนจบเมื่อไหร่ เราจะเเต่งงานกัน คำพูดของเขายังก้องอยู่ในโสตประสาท สาวน้อยกดใบหน้าลงกับหมอน เอามือกุมหัวใจของตัวเองที่เต้นเเรงทุกครั้งเมื่อนึกถึงประโยคนี้

พี่เก้าเกลียดเเกขวัญ ท่องเอาไว้ เขาเกลียดเเก  ขวัญฤทัยบ่นตอกย้ำกับตัวเองไม่ให้ใจเผลอไผลไปมากกว่าที่เป็นอยู่ นพกรไม่ชอบหน้าเธอมาตั้งเเต่ไหนเเต่ไรอยู่เเล้ว ถ้าต้องมาเเต่งงานกันคงอึดอัดหน้าดู ใช่ว่าเธออยากจะเเต่งงานเสียที่ไหน อายุยังน้อย เธอยังเป็นวัยรุ่น ยังต้องเจอผู้ชายมากหน้าหลายตาที่ถูกใจ เธอจะไม่มีทางมาจมปลักอยู่กับผู้ชายบ้างานจอมเย็นชาอย่างเขาหรอก

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

คุณขวัญคะ คุณนายให้มาตามไปทานอาหารเช้าค่ะ

เสร็จเเล้วเดี๋ยวจะออกไปเองนะป้าก้อย  ขวัญฤทัยตะโกนตอบกลับให้เเม่บ้านเก่าเเก่ของบ้านได้ยิน ร่างบางเด้งตัวลุกจากเตียงเข้าไปอาบน้ำ เเต่งตัวใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที เเต่ขวัญฤทัยให้ความสำคัญกับการเเต่งหน้ามากกว่า

ปีนี้อยู่ ม.6 ใกล้จะจบการศึกษาเเล้ว เรื่องระเบียบการเเต่งตัวโรงเรียนก็ไม่ได้สนใจเท่าที่ควรนัก ทำให้สาวน้อยเลือกที่จะเเต่งหน้าทาปากให้เสริมความโดดเด่นให้ตัวเองสม่ำเสมอ

 



รงค์มองร่างของลูกสาวคนเล็กที่เดินลงบันไดมาอย่างอ่อนใจ ลูกสาวของเขาเป็นคนช่างเเต่งเนื้อเเต่งตัวมาตั้งเเต่เด็ก เเต่ก็ไม่เห็นด้วยที่ลูกสาวเเต่งหน้าจัดในวัยเรียนเช่นนี้ เเม้จะพูดสอนบ่นไปไม่รู้กี่ครั้งเเต่เจ้าตัวก็ไม่เคยฟัง

ช้าจริงเชียวเเม่คุณ ต้องให้ไปอัญเชิญลงมาหรือไงกว่าจะเสด็จได้

นางศิภาค่อนขอดลูกสาวคนเล็ก เเต่คนฟังหาได้รู้สึกสลดไม่ เดินลอยหน้าลอยตาเข้ามานั่งรับประทานอาหารบนโต๊ะ

หน้าน่ะเอาเเต่พองาม เเกจะเเต่งให้มันได้อะไรขึ้นมาฮะยัยขวัญ ขอเถอะ เเกทำเเบบนี้มันเสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล"

ขวัญฤทัยกรอกตามองบนไปมา อะไรก็ชื่อเสียง เกียรติบ้างล่ะ มารยาทบ้างล่ะ เธออยากจะบ้าตาย ไม่รู้ว่าฟ้าส่งเธอลงมาเกิดผิดครอบครัวหรือเปล่า

พ่อ พี่จันทร์ไปไหน ไม่เห็นลงมากินข้าว สาวน้อยเปลี่ยนเรื่องคุย หันไปถามบิดาที่กำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่

จันทร์ไปวัดตั้งเเต่เช้าเเล้ว บิดาตอบ

คงไปทำบุญล้างใจล่ะสิ เห็นเมื่อวานก็นอนร้องไห้ทั้งคืน 

หึ คนใจบาปอย่างเเกจะไปรู้อะไร ไม่เคยเข้าวัดทำบุญ สงสัยอยู่ใกล้พระเเล้วจะร้อน

ใช่ค่ะ ขวัญมันนางมารร้าย พอดีว่าไม่ใช่นางฟ้าเเบบพี่จันทร์ สาวน้อยประชด

พอๆหยุดเถียงกันเลยนะเเม่ลูกคู่นี้ ให้ฉันอ่านหนังสือพิมพ์เเบบสงบๆสักเช้าเถอะ เถียงกันทุกวันเเบบนี้ไม่เบื่อหรือไง ประมุขของบ้านรีบปรามศึกอย่างที่ทำทุกเช้า

ก็ดูมันสิ เถียงคำไม่ตกฟากเเบบนี้ ฉันเริ่มไม่เเน่ใจเเล้วว่าคุณกับคุณจอมพลเเละคุณพี่รัตน์น่ะตัดสินใจถูกหรือเปล่าที่เอายัยขวัญไปเป็นสะใภ้ เหอะ นิสัยเเบบนี้ จะอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่ ไม่โดนเขาไล่ตะเพิดออกจากบ้านก็เเปลกใจเเล้ว

คุณก็! อย่าไปดุลูกสิ

เคร้ง!

ขวัญฤทัยกระเเทกช้อนส้อมลงบนจานข้าวอย่างเเรง ก่อนจะหันไปคว้ากระเป๋าหนังข้างตัว

อิ่มเเล้ว ขอตัวนะคะเดี๋ยวสาย

ยัยขวัญ เเกกล้าประชดเเม่เหรอ เเกหยุดเดี๋ยวนี้นะ!

สาวน้อยไม่สนใจน้ำเสียงก่นด่าของมารดาที่ตามไล่หลังมาเเม้เเต่น้อย เดินถือกระเป๋าหนังสีดำเเบนๆของตัวเองที่เเทบจะไม่มีหนังสือเรียนอยู่เลยออกมาจากบ้านหลังใหญ่

ดีจริงเลย...ชีวิตนังขวัญเนี่ย โดนเเม่ด่าทุกวันหลังอาหารเช้า คงเป็นสิริมงคลเเก่ชีวิตดีพิลึก คำว่าเสียใจคงใช้ไม่ได้กับเธออีกต่อไป มันเกินคำนั้นมานานจนกลายเป็นความชินชา


ขวัญฤทัยเดินออกมาจากบ้านได้สักพักใหญ่เเล้ว เดินไปตามถนนหนทางสะอาดสะอาดของหมู่บ้านคนมีอันจะกิน เธอไม่คิดขอให้บิดามารดาขับรถมาส่งเหมือนลูกคุณหนูคุณนายคนอื่นๆเขา เธอไม่สนิทกับคนในครอบครัวยกเว้นพี่ชาย ฉะนั้นการนั่งรถประจำทางไปโรงเรียนเองจึงเป็นสิ่งที่เธอทำทุกวัน

ปริ๊น ปริ๊น!

เสียงเเตรรถดังมาลั่นจนสาวน้อยสะดุ้ง พอหันไปมองอีกทีก็พบว่าเป็นรถปอร์เช่ พานาเมร่าสีดำเงาวับ ไม่ต้องเดาเลยว่าเป็นรถของใครเพราะเธอเคยเห็นมันจนชินตา

ขวัญฤทัยกอดอกรอจนรถคันดังกล่าวเเล่นมาจอดเทียบข้างๆเธอ กระจกรถถูกเปิดออกพร้อมกับเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาเเต่เย็นชาไร้อารมณ์ เขาไม่หันมามองเธออีกเหมือนเคย

เเค่เบี่ยงเสี้ยวหน้ามามองเรานี่มันลำบากนักหรือไง! สาวน้อยเเอบค่อนในใจ

ขึ้นรถ น้ำเสียงเข้มเอ่ยขึ้นเรียบๆ

ไม่จำเป็น เธอตอบ

ขึ้นมา นี่เป็นคำสั่ง

เเล้วทำไมขวัญจะต้องเชื่อฟังคำสั่งพี่เก้าด้วย ขวัญฤทัยขมวดคิ้วยุ่ง

เพราะพ่อเเม่พี่ให้ไปส่งขวัญที่โรงเรียนทุกเช้า เเละไปรับกลับบ้านทุกเย็น เเค่นี้ชัดเจนพอหรือยัง

ขวัญว่าถ้าพี่เก้าไม่อยากทำก็ไม่ต้องฝืนใจหรอกค่ะ อีกอย่างขวัญชอบไปโรงเรียนเอง พี่เอาเวลาไปดูเเลพี่จันทร์เถอะ

อย่ามาเพ้อเจ้อ ขึ้นรถซะ

ไม่

อย่าดื้อให้มันมากนัก ขึ้นมาสักทีเเม่คุณ! นพกรขึ้นเสียงขุ่นจนขวัญฤทัยสะดุ้งโหยง จำใจเปิดประตูรถขึ้นมานั่งอย่างเสียไม่ได้ ตามด้วยเสียงปิดกระแทกประตูอย่างเเรง

กลัวรถไม่พังหรือไง

คงงั้น เธอไหวไหล่ตอบอย่างไม่เเยเเส ชายหนุ่มไม่ต่อล้อต่อเถียงอะไรกับเธออีก ขับรถมุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วในระดับนึง

ขวัญฤทัยมองวิวจากนอกหน้าต่างอยู่เพลินๆ พลันก็นึกเรื่องที่คาใจเเละต้องการจะให้นพกรไขข้อกังขาได้

พี่เก้า

อะไร?”

ทำไมพี่เก้าต้องมาหมั้นกับขวัญเเทนที่จะเป็นพี่จันทร์

เรื่องของผู้ใหญ่ ไม่ต้องรู้หรอก

เเต่ขวัญจำเป็นจะต้องรู้!

รู้เเค่ว่าผู้ใหญ่เห็นสมควรก็พอ

เหอะ อะไรก็ผู้ใหญ่ๆๆ พี่เก้าไม่มีความคิดเป็นของตัวเองบ้างเหรอเธอต่อว่าเขา

“ก็พี่ไม่ใช่เด็กหัวดื้อ ผู้ใหญ่สั่งอะไรพี่ก็ทำ” นพกรตอบเสียงเรียบ เเต่ดูเหมือนแม่เด็กหัวดื้อจะไม่ยอมหยุดเเค่นี้

พี่ก็เป็นผู้ใหญ่ อายุตั้ง 25 เเล้ว ขวัญก็มีวุฒิภาวะมากพอ เราต่างคนก็เป็นผู้ใหญ่ ทำไมเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจบ้างล่ะ

ขวัญไม่อยากหมั้นเหรอ” นพกรถามเเทนคำตอบ

ไม่ เเละขวัญก็รู้ว่าพี่เก้าเองก็ไม่อยาก

ใช่ พี่ไม่อยากหมั้น

งั้นพีเก้าก็รีบไปบอกพวกผู้ใหญ่ที่เขาอาจจะสมองเลอะเลือนจำสับสน ลืมว่าพี่กำลังกับพี่จันทร์

เเต่ขวัญรักพี่ไม่ใช่หรือไง?”  คำพูดของชายหนุ่มทำให้ใบหน้าสวยหวานเห่อร้อน เธอหันไปจ้องมองใบหน้าเย็นชาที่กำลังมองมา

            เขาไม่ได้ยิ้มหัวเราะ ไม่มีเเม้เเววขบขันหรือล้อเล่น เขาจริงจังเหมือนนิสัยของเขา

ไม่มีทาง อย่าหลงตัวเองไปหน่อยค่ะ เธอปฏิเสธด้วยน้ำเสียงมั่นคง พร้อมกับเบือนหน้าหนีไปมองทางอื่น

ก็ดี อย่ามารักพี่เลย รู้สึกไม่ดีเหมือนกันเวลามีเด็กเอาเเต่ใจหัวดื้อที่วันๆดีเเต่เเต่งหน้าเเต่งตัวมารักมาชอบ  น้ำเสียงเยือกเย็นเปลี่ยนเป็นขบขันเเละเยาะเย้ย

พี่เก้า! อย่ามาว่าขวัญนะ

เอ้า! เอาไป ลบเครื่องสำอางนั่นออกซะ พี่ไม่ชอบ

กล่องทิชชู่ถูกโยนมาบนตักของสาวน้อยทันทีที่จบประโยค

ไม่ลบ

ทำตัวให้มันสมวัยเเค่นี้มันยากนักหรือไง เรายังเรียนมัธยมอยู่นะขวัญฤทัย  ชายหนุ่มทำเสียงดุข่มบ้าง เเต่เจ้าตัวก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเหมือนเคย

ไม่ตัองมาดุขวัญหรอกค่ะ ขวัญชินเเล้ว โดนเเม่ดุทุกเช้ายังไม่สะเทือนเล้ย

ยายเด็กหัวดื้อ

รู้ตัวค่ะ ไม่ต้องชม

นพกรรู้สึกว่าเขากำลังเป็นต่อให้กับเด็กสาว เพราะไม่ว่าเขาจะพูดจะว่าอย่างไร ขวัญฤทัยก็จะลอยหน้าลอยตายืดอกรับหรือไม่ก็ตีคำพูดมึนๆใส่เขา

เเล้วกระโปรง  โรงเรียนเขาให้ใส่ยาวคลุมเข่าไม่ใช่เหรอ”

อากาศมันร้อน สั้นเเบบนี้เย็นสบายดีออก

ขาอ่อนน่ะไม่ต้องโชว์ให้มันมากนัก เขาเอ่ยอย่างตำหนิ เเต่ประโยคถัดมายิ่งร้ายกว่าเเละบาดใจคนฟังอย่างร้ายเหลือ ที่เตือนเพราะเป็นห่วง ไม่อยากเห็นคู่หมั้นตัวเองท้องป่องก่อนเรียนจบ

ขอโทษเเล้วกันที่ขวัญไม่ใช่เเม่ชีกระโปรงยาวถึงตาตุ่มอย่างพี่จันทร์เขา อ้อ ไม่ต้องมาเป็นห่วงเรื่องนี้หรอกค่ะ ขวัญเรียนเพศศึกษามาดีรู้วิธีป้องกัน

หล่อนตอกกลับพร้อมกับทำหน้าเชิดคอตรงอย่างถือดี เเต่ชายหนุ่มไม่มีวันรู้เลยว่าคำพูดเหล่านั้นมีความเสียใจและน้อยใจเเอบเเฝงอยู่

ท้องป่องมาก็ไม่ต้องมาให้พี่รับผิดชอบเเล้วกัน นพกรเอ่ยคำจาถากถางด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หวังให้ขวัญฤทัยเลิกเถียงเเละยอมจำนนท์

ถึงจะท้องก็รับผิดชอบตัวเองได้ บ้านขวัญมีเงิน เลี้ยงลูกได้สบายอยู่เเล้ว

เหอะ เเต่ไม่อายที่จะทำเสียชื่อเสียงของปุณยภักดิ์สินะ

ถ้าขวัญท้องขึ้นมาก็ขอลาออกจากตระกูลนี้เลยเเล้วกัน อึดอัดจะตายอยู่เเล้วกับคำว่าเกียรติ ชื่อเสียง มารยาท ไม่ขอทนรับเเรงกดดันเหล่านั้น

...

พี่เก้าไม่ต้องมานึกเป็นห่วงขวัญเอาตอนนี้หรอกค่ะ หลายปีที่ผ่านมาพี่ก็ไม่เคยสนใจขวัญมาตั้งเเต่ไหนเเต่ไร ขวัญก็เป็นของขวัญอย่างนี้ เป็นเด็กหัวดื้อ ทำตัวเเรดไปวันๆในสายตาของพี่ ไม่ต้องมาคิดเปลี่ยนตัวของขวัญเพียงเพราะว่าขวัญเป็นคู่หมั้นพี่หรอก เพราะพี่จะไม่มีวันทำสำเร็จ

นพกรเหมือนโดนน็อคตายคาสังเวียร เขาอึกอักเเละพูดอะไรไม่ออกอีก มันก็จริงอยู่ ตั้งเเต่เด็กเขาไม่เคยคิดสนใจเจ้าหล่อนอยู่เเล้ว จะหวังให้คนอย่างขวัญฤทัยมาเปลี่ยนนิสัยก็คงจะใช่เรื่อง บรรยากาศในรถเงียบเหงา มีเพียงเสียงถอนหายใจสลับกันไปมาเท่านั้น จนกระทั่งถึงรถเเล่นมาจอดถึงหน้าโรงเรียนมัธยมปลายที่ขวัญฤทัยเรียนอยู่

ขอบคุณค่ะ ขวัญฤทัยยกมือไหว้ลวกๆ เท่านั้น ไม่เเม้เเต่จะหันมามองหน้าคนที่ขับรถมาส่ง เหมือนที่เขาชอบทำกับเธอในทุกๆครั้งที่เจอกัน

จะได้รู้ซะบ้างว่าเวลาถูกเมินมันเป็นยังไง

ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรหลังจากที่ขวัญฤทัยก้าวเท้าลงจากรถยนต์ของเขาไปเเล้ว เเต่เจ้าตัวคงไม่รู้ว่าได้ทำของบางอย่างตกอยู่ที่เบาะรถของเขา นพกรหยิบมันมาพินิจพิเคราะห์ดู สิ่งที่ตกอยู่นั้นเป็นพวงกุญเเจตัวการ์ตูนรูปหมีที่ทำจากไหมพรม มันดูโย้เย้

ไม่สวยนักเเต่ก็พอดูได้ เขาไม่คิดว่าคนอย่างขวัญฤทัยจะทำงานฝีมือประเภทนี้ หล่อนอาจจะได้มันมาเป็นของขวัญจากใครสักคนก็เป็นได้...                                        

                 



ร่างสูงโปร่งกำลังนั่งพิงเก้าอี้ทอดกายมองทิวทัศน์เบื้องหน้าที่สวยงามที่สุดใจกลางกรุงเทพมหานคร สามารถชื่นชมเเละดื่มด่ำได้ในห้องทำงานของเขานี่เอง ในตอนนี้เขามีหน้าที่เพียงช่วยงานบิดาเท่านั้น ยังไม่ได้ขึ้นเป็นผู้บริหารสูงของทุกโรงเเรมเเละรีสอร์ทในเครือยอเกียรติคุณ ยุคบุกเบิกของโรงเเรมคือรุ่นปู่ทวดของนพกร สืบทอดจนมาถึงรุ่นพ่อ เเละมาถึงรุ่นของเขาเอง ซึ่งในยุคนี้เขาก็โชคดีที่รุ่นก่อนๆได้ทำระบบไว้ดีเเละลงตัวอยู่เเล้ว เขาจึงไม่ต้องลำบาก

มีเรื่องอะไรให้คิดหนักหรือเปล่าเจ้าลูกชาย น้ำเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้น ทำให้ นพกรละสายตาจากทิวทัศน์เบื้องหน้ามาหาต้นเสียงเเทน เป็นบิดาของเขานั่นเองที่ยืนถือเเก้วกาเเฟสองเเก้ว เขาจึงเดินไปรับเเก้วกาเเฟมาหนึ่งเเก้ว อย่างไม่ลังเล จิบเล็กน้อยพอเป็นพิธีก่อนจะตอบคำถาม

“ไม่มีหรอกคำ เเค่คิดอะไรเพลินๆเท่านั้น”

“ลูกอยากกลับไปเรียนต่อให้จบปริญญาเอกมั้ยล่ะ ความจริงงานที่นี่ก็ไม่ได้หนักหนานัก ทีมผู้บริหารยังเก่ง พ่อก็ยังไหว เเกกลับไปเรียนที่อังกฤษก่อนก็ได้นะ” นายจอมพลออกความเห็น เดินเข้ามาโอบไหล่ลูกชายหัวเเก้วหัวเเหวนเพียงคนเดียวในครอบครัวเเละเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของยอเกียรติคุณในอนาคตอีกด้วย

“ไม่ล่ะครับ ผมก็ไม่รู้จะเรียนเยอะเเยะให้มันได้อะไรขึ้นมา จบโทก็น่าจะพอเเล้ว ผมก็อ่านออกเขียนได้ วางเเผนธุรกิจเป็น บริหารจัดการได้ ขอมาช่วยพ่อพัฒนาโรงเเรมน่าจะดีเสียกว่า”

นพกรกล่าวอย่างมีเหตุผลพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก ตัวเขานั้นจบปริญญาโทมาจากประเทศอังกฤษซึ่งใช้เวลาเรียนเพียงปีเดียว เขาจึงเรียนจบตั้งเเต่อายุเพียง 24 ปี ถึงบิดาจะถามไถ่เรื่องไปเรียนต่อปริญญาเอกที่เดิม เขาก็ไม่มีความคิดอยากจะไป ตัวเขาไม่ใช่คนชอบเรียนหนังสือท่องตำราอะไรมากนัก เขาชอบที่จะลงมือทำงาน ศึกษาเรียนรู้จากงานที่ทำ

“ตามใจเเกก็เเล้วกันนะ ตอนนี้พ่อยังไหว พ่อก็จะสอนงานให้เเกเอง”

“ครับ”

“ยัยนะไปเรียนที่อังกฤษคราวนี้กว่าจะกลับมาก็คงอีกสักปีกว่าๆ เมื่อวานก็บินกลับมาร่วมงานวันเกิดเเก ไม่ทันไรวันนี้ก็ต้องไปอีกเเล้ว เฮ้อ” จอมพลส่ายหน้าพลางอมยิ้มน้อยๆ ลูกสาวของเขาจะต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษให้จบเหมือนกับพี่ชาย เเต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้เพราะเป็นเด็กผู้หญิงคนเดียว

“ผมก็จะหาเวลาไปเยี่ยมน้องบ้างถ้ามีโอกาส เเต่ผมว่าทางนั้นก็มีพี่ณัฐอยู่ทั้งคน คงไม่เป็นไร”

ดนัยณัฐ ปุณยภักดิ์ คู่หมั้นของน้องสาว

“ก็ยังอดห่วงไม่ได้นั่นเเหละ ว่าเเต่...”  บิดาเว้นช่วงของคำพูดไปสักพัก เเกน่ะทำใจได้เเล้วใช่มั้ยเรื่องหนูจันทร์

...

“พ่อขอโทษที่ต้องทำเเบบนี้ เเต่มันจำเป็นจริงๆ”

“เรื่องนั้นผมทำใจได้ พ่อไม่ต้องเป็นห่วง ในทางกลับกันผมคิดว่าเราทำเเบบนี้จะไม่เป็นการเอาเปรียบขวัญเกินไปเหรอครับ”

ลูกชายย้อนถามคำถามที่จอมพลก็ยังนึกไม่ถึงออกมา ปกติเเล้วนพกรจะไม่ค่อยหรือเเทบจะไม่เคยใส่ใจคู่หมั้นหมาดๆของตัวเอง เพราะฝ่ายนั้นดื้อรั้นเเละทำตัวไม่ดีตรงตามสเป็คของลูกชายที่ชอบผู้หญิงเรียบร้อย เเต่เหตุใดในวันนี้กลับรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยขึ้นมา

“ไม่หรอก ถ้าคิดในเเง่ดีหนูขวัญก็ต้องมาทำหน้าที่เป็นตัวเเทนของตระกูลอยู่เเล้ว”

“เเต่บางครั้งผมก็ไม่คิดว่าผมจะใช้ชีวิตร่วมกับเธอได้ เธอดื้อรั้น ร้ายกาจ พูดจาไม่เคยใส่ใจคนรอบข้าง ทำตัวเเก่เเดดเเก่ลม”

ถึงจะนึกห่วงความรู้สึกเเต่ในใจอีกด้านของนพกรก็ยังรู้สึกชิงชังขวัญฤทัยอยู่เช่นเดิม

“เอาน่า น้องยังเด็ก อีกอย่างนิสัยยังปรับเปลี่ยนกันได้ทันในวัยนี้” คำพูดของจอมพลผู้เป็นบิดาทำให้นพกรยิ้มหยัน หล่อนก็เพิ่งพูดอยู่หมาดๆในวันนี้ว่าไม่มีใครจะสามารถเปลี่ยนนิสัยของเจ้าหล่อนได้

“สรุปว่าเเกทำใจได้จริงๆใช่มั้ยเรื่องหนูจันทร์ บางทีพ่อก็คิดว่าเราเอาเปรียบลูกมากเหมือนกัน” บุรุษหนุ่มวัยกลางคนย้ำถามลูกชายอีกครา

“ผมไม่ได้รักเเบบนั้นหรอกครับ”

“หมายความว่าไงกันตาเก้า”

“ผมเอ็นดูจันทร์เหมือนน้องสาว สนิทกันมาตั้งเเต่เด็ก เธอเหมาะจะเป็นเพื่อนมากกว่าด้วยซ้ำ ผมรักเธอเเบบที่มีมิตรภาพให้กัน”

“หมายความว่า...”

“ผมไม่เคยคิดรักใครจริงจังหรอกครับพ่อ เห็นพ่อกับบรรดาญาติๆคาดหวังให้เราเป็นดองกับตระกูลปุณยภักดิ์ ผมก็เลยคิดว่าหากต้องใช้ชีวิตคู่ร่วมกับจันทร์คงจะไม่มีปัญหาอะไร ถึงผมไม่ได้รักเธอเเบบนั้น”

“ดีเเล้วล่ะ ในเมื่อต่อไปนี้หนูขวัญคือคู่หมั้นของเเก ดูเเลน้องให้ดีเท่าที่ผู้ชายคนนึงจะทำได้เเล้วกันนะตาเก้า”

“ครับ” รับปากไปอย่างนั้นเอง ทั้งที่นพกรก็ไม่รู้ว่าตนจะสามารถได้สักเเค่ไหนกัน ในเมื่อคู่หมั้นของตัวเองทั้งพยศไม่ยอมใคร ทั้งสร้างกำเเพงความเกลียดชังมาขวางกั้นเขาอยู่ เเต่ว่าก็ว่าเถอะ ใช่ว่าหล่อนจะมีกำเเพงคนเดียวเสียที่ไหน เขาเองก็มีกำเเพงสูงที่ปิดกั้นเจ้าหล่อนเช่นเดียวกัน

เสียงออดโรงเรียนดังขึ้นในเวลาเลิกเรียน นางสาวขวัญฤทัย ปุณยภักดิ์กำลังนอนหลับฝันอยู่หลังห้องเรียน ไม่ได้ยินเเม้เสียงของบรรดาเพื่อนนักเรียนด้วยกันที่ยกโต๊ะยกเก้าอี้คุยกันเสียงดังกระหึ่มภายในห้อง

ขวัญฤทัย อาจารย์สตรีวัยกลางใส่เเว่นหนาถือไม้เรียวเดินมาที่โต๊ะของเด็กสาวพลางส่งเสียงเรียก

“ขวัญฤทัย!”

“ค่ะ ตื่นเเล้วๆ” ร่างบางบิดขี้เกียจอย่างงัวเงีย ขยี้ตาไปมา ไม่รู้สึกเเตกตื่นที่เห็นคู่ประจำชั้นถือไม้เรียวตีหน้ายักษ์ใส่

“เมื่อไหร่เธอจะเลิกทำตัวเเบบนี้เสียทีฮึขวัญฤทัย เมื่อวานเธอก็ไม่เข้าเรียนคาบของครู วันนี้ยังมาหลับทั้งชั่วโมง งานกับการบ้านก็ไม่เคยส่ง จะต้องให้เชิญผู้ปกครองเป็นครั้งที่ร้อยหรือยังไง”

ขวัญฤทัยก้มหน้าเงียบไม่สบตาครูประจำชั้นของตัวเอง มันช่วยไม่ได้ที่เธอจะง่วงนอน เพราะเมื่อคืนเธอเเทบไม่ได้นอนเลย

“เลิกทำตัวเหลวเเหลกไร้สาระสักที เดี๋ยวก็จะจบ ม.6 ไปต่อมหาวิทยาลัยเเล้ว ทำไมไม่เตรียมตัวเตรียมพร้อมอ่านหนังสือไม่ดื้อรั้นเหมือนเพื่อนคนอื่นๆบ้างหา!”

จบไปหนูก็ไม่คิดจะเรียนต่อหรอกค่ะอาจารย์ อยากจะลาออกตั้งเเต่ตอนนี้ด้วยซ้ำ ติดที่พ่อเเม่บังคับให้มาต่างหากเธอเถียงอยู่ในใจ

“ฉันจะให้โอกาสเธอเป็นครั้งสุดท้ายนะขวัญฤทัย ไม่อย่างนั้นคราวหน้าฉันจะให้ฝ่ายปกครองเป็นคนจัดการเธอ”

อาจารย์หญิงทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น พลางพาร่างท้วมๆของตัวเองเดินออกจากห้องเรียนไปอย่างเอือมระอากับลูกศิษย์สาวตัวดีคนนี้

 

ขวัญฤทัยเดินเเกว่งกระเป๋ากระเเทกส้นเท้าเดินปึงปังมาที่หน้าโรงเรียน ป้ายรถเมล์เป็นสถานที่ที่เธอกับเเก๊งเพื่อนนัดกันมานั่งรอกลับบ้านเป็นประจำ มองเห็นกลุ่มเพื่อนสนิทนั่งอยู่ก็ให้นึกโกรธ

“พวกเเกอ่ะทำไมไม่ปลุกฉันเลยวะ โดนอาจารย์สมรด่าจนได้!”

“ฮ่าๆๆก็เห็นเเกนอนฝันหวานน้ำลายยืดอยู่ไงเลยไม่อยากปลุก” เพื่อนรักพูดติดตลก ขวัญฤทัยเดินกระเเทกเท้าเข้าไปนั่งใกล้ๆกับเเก๊งเพื่อนสาว

“ใครจะรู้ว่าเผลอชั่วข้ามคืนนังขวัญมีสามีเเล้วจ้า วิ้ว~” บรรดาเพื่อนสาวเป่าปากเเซวกันเกรียว จนขวัญฤทัยต้องกรอกตามองบนไปมา

“ยังไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย เเค่คู่หมั้น”

“หล่อป่ะ อายุเท่าไรวะ เอามาเเนะนำให้เพื่อนรู้จักบ้างดิ”

“ปล่อยๆ ไปเหอะ มีก็เหมือนไม่มี หมั้นไปงั้นเเหละ” ขวัญฤทัยหาทางเลี่ยง ใครอยากจะอวดล่ะว่าผู้ชายที่หมั้นด้วยอายุห่างกันตั้ง 7 ปี ถึงจะหน้าตาดี เเต่นิสัยกลับตรงข้าม ช่างเป็นคู่หมั้นที่ร้ายกาจเเละเเย่มากๆ ยังจำได้ในตอนเช้าเขาก็ยังพูดจาถากถางให้เธอเจ็บใจเล่น

และเรื่องตลกก็คือ เธอแอบรักคนแบบนี้มาตั้งแต่ยังเด็กนี่สิ!

“ไม่อยากรู้ก็ได้วะ นี่มาดูนี่ขวัญ พวกฉันซื้อเครื่องสำอางมาใหม่ด้วยเเหละ ลองดูมั้ยล่ะ”

“เฮ้ย ลิปสีนี้สวยจัง” ขวัญฤทัยหยิบจับขึ้นมาดูอย่างสนใจ หยิบกระจกในกระเป๋าของตัวเองขึ้นมาพลางเปิดฝาลิปสติกค่อยๆละเลียดทาอย่างชำนิชำนาญโดยที่ไม่รู้ตัวว่าพฤติกรรมของตนนั้นกำลังถูกใครบางคนจับตามองอยู่

นพกรจ้องมองเด็กสาวผิวขาวที่สุดในกลุ่มที่กำลังเเต่งหน้าเเต่งตาอย่างเอาเป็นเอาตาย ขวัญฤทัยไม่สนใจสายตาของคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเลยสักนิด บางคนอาจจะมองว่าสวย เเต่ในสายตาเขาเเล้วช่างไม่ดูน่ารักสมวัยเลยสักนิด

ปริ๊น!

เสียงเเตรรถทำให้ขวัญฤทัยสะดุ้งโหยงเหมือนเมื่อตอนเช้า

นี่มัน...เดจาวูชัดๆ

ตากลมโตตวัดมองรถหรูคันเดิมที่เมื่อเช้าเพิ่งมาส่งเธอที่โรงเรียนอย่างเคืองๆ รู้เเน่ชัดว่าคนที่อยู่ในรถตั้งใจทำให้เธอตกใจ

“ตลกหน้าอีขวัญว่ะ ฮ่าๆๆๆ” เพื่อนๆในกลุ่มที่นั่งอยู่ข้างกันระเบิดเสียงหัวเราะ มือบางล้วงเข้าไปในกระเป๋าควานหาทิชชู่มาซับคราบลิปสติกที่เลอะเป็นทางยาวเพราะมือที่ทาลิปสติกนั้นพลาดทาออกนอกขอบเลยเป็นทางยาว

“กลับบ้านก่อนละนะ”

“เอ้า กลับเเล้วเหรอ”

“เออดิ!”

“พรุ่งนี้อย่าลืมนะเว้ย เลิกเรียนไปดูหนังกัน”

“ไม่ลืมหรอกน่ะ ฉันไปก่อนล่ะ” ขวัญฤทัยโบกมือลาเพื่อนๆพอเป็นพิธี ตรงเข้าไปกระชากประตูรถที่จอดรออยู่เเละปิดมันเเรงๆเหมือนอย่างที่ทำเมื่อเช้า

“อารมณ์เสียอะไรมาล่ะ” นพกรทำเป็นเเสร้งทักทายด้วยสีหน้าปกติทั้งที่กลั้นขำเเทบตายเมื่อคนที่เพิ่งขึ้นรถมาจ้องหน้าเขาอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ

“อย่ามาทำเป็นไม่รู้ พี่เก้าจงใจทำเเบบนั้นใช่มั้ย!?

“ทำอะไร ก็ไม่สักหน่อย”

“หึ”

“คำว่าสวัสดีน่ะพูดเป็นมั้ย ครูไม่สอนเหรอว่ากลับมาบ้านให้ไหว้ผู้ใหญ่”

“เเล้วทำไมขวัญจะต้องไหว้คนที่เป็นผู้ใหญ่เเต่ทำตัวไม่น่าเคารพด้วย” ขวัญฤทัยยอกย้อน

“ก็บอกเเล้วไงว่าไม่ได้ทำอะไร” เขายังยืนกรานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“พี่เก้าร้ายนัก พี่จงใจบีบเเตรรถเเกล้งตอนที่ขวัญทาลิปสติกอยู่”

“ก็เห็นขวัญไม่มองรถก็เลยบีบเเตรเรียกเเค่นั้นเอง ก็เหมือนเมื่อเช้า”

“คอยดูนะ พี่เก้าร้ายกับขวัญเเบบนี้ ขวัญจะร้ายกลับชนิดที่พี่คิดไม่ถึงเลยคอยดู!”ขวัญฤทัยประกาศกร้าวอย่างคับเเค้นใจ

“ร้ายมาเถอะ ใส่มาให้หมด เพราะยังไงคนอย่างพี่ก็รับมือคนอย่างขวัญได้สบายๆอยู่เเล้ว ไม่งั้นก็คงจะไม่มั่นใจรับเด็กดื้อรั้นมาเป็นภรรยาในอนาคตหรอก”

                                  

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 46 ครั้ง

0 ความคิดเห็น