ซ่อนรักไว้ใต้วิวาห์ (ซีรีส์วิวาห์ซ่อนรัก) ฉบับรีไรท์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 486,624 Views

  • 1,577 Comments

  • 3,861 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    453

    Overall
    486,624

ตอนที่ 11 : บทที่ 10 อุ่นรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18503
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    26 ก.พ. 62

                                      10

                              อุ่นรัก


วันเวลาล่วงเลยมาถึงเดือนธันวาคม เมื่อลมหนาวมาเยือน ปีนี้อุณหภูมิลดต่ำลงมากกว่าปีไหนๆ นพกรยืนชมทิวทัศน์ของโรงเเรมในยามเย็นอย่างที่เคยทำเป็นประจำ มือข้างหนึ่งถือเเก้วกาเเฟหอมกรุ่นไปทั่วทั้งห้องทำงาน ไอร้อนๆของมัน พอจะทำให้เขารู้สึกอุ่นขึ้นบ้าง ชายหนุ่มยกมันจิบเบาๆอย่างใจเย็น

เเม้จะผ่านไปนานนับเดือน ความสัมพันธ์ของเขาเเละขวัญฤทัยก็ยังคงเดิม ทะเลาะถกเถียงกันบ่อยในทุกๆเช้าที่เขาไปรับเจ้าหล่อนที่บ้าน ช่วงเย็นก็เช่นกัน

จนกลายเป็นความเคยชินของนพกร ด้วยความที่มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้นเกือบทุกๆวัน เขาสังเกตุเห็นความเปลี่ยนเเปลงในตัวแม่จอมดื้อจนเเทบจะกลายไปเป็นคนละคน จากเด็กสาวผู้ชื่นชอบเเต่งหน้าก็เริ่มมีสีสันลดลง อาการติดโทรศัพท์ก็น้อยตามลงไปด้วย เเต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยคือความดื้อรั้น

ร่างสูงเปลี่ยนอิริยาบถจากการยืนชมวิวอยู่ตรงหน้าต่าง หมุนตัวก้าวเดินมานั่งที่โต๊ะทำงาน ใช้มือขยับเปิดลิ้นชักออกมา ข้างในเป็นสมุด กระดาษ ปากกา กรอบรูปของเขาที่วางเรียนกันอยู่เป็นระเบียบเรียบร้อย สิ่งที่อยู่ข้างในอีกอย่างนั้นดูโดดเด่นกว่าอะไรทั้งหมด นั่นก็คือเจ้าตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลขี้ริ้วขี้เหร่ที่มีเด็กสาวจอมเกเรคนนึงถักทอมันขึ้นมา ไม่รู้ว่าทำด้วยความตั้งใจหรือทำส่งๆกันเเน่ เพราะหน้าตาของเจ้าหมีบูดเบี้ยว ไหมพรมบางเส้นก็หลุดออกมาจนเขาต้องมัดเป็นปมเเก้เอาไว้ให้ คิดเเล้วเขาก็หัวเราะน้อยๆในลำคอ ก็ยังดีที่ยังพอทำได้เป็นรูปเป็นร่าง คนที่ทำเจ้าหมีนี่ก็คงคิดว่ามันไปอยู่ในถังขยะเเล้วหลังจากที่ขทิ้งมันลงไปอย่างไม่ใยดีเพราะความประชดน้อยใจต่างๆนาๆ หารู้ไม่ว่าลับตาเขาก็เก็บมันขึ้นมาใส่ลิ้นชักเอาไว้อย่างดี

“ทำอะไรอยู่น่ะลูก” ประตูบานหน้าถูกเปิดออกตามด้วยเสียงทักทายของบิดาเฉกเช่นทุกเช้า นพกรเก็บเจ้าหมีเอาไว้ที่เดิมเรียบร้อย

“เปล่าหรอกครับพ่อ ผมเคลียงานเสร็จทุกอย่างแล้ว”

“น้องกลับมาถึงเเล้วนะ เเม่เเกเพิ่งไปรับที่สนามบินมา กลับกันเถอะ จะได้ไปกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน” ใบหน้าของคนหัวหน้าครอบครัวนั้นแสนจะมีความสุขเหลือล้น

ยายนะกลับมาคนเดียวเหรอครับพ่อ พี่ณัฐเขากลับมาด้วยหรือเปล่า...”

“กลับมาพร้อมกันเลย ตาณัฐก็คงเข้าบ้านไปเเล้วเเหละ กินข้าวเสร็จเเล้วค่อยไปหาก็ได้ ไม่ได้เจอกันนานเลยนี่นา”

ใช่ ไม่ได้เจอกันนานเกือบปี ดนัยณัฐคือคนที่อายุมากที่สุดในบรรดารุ่นลูกทุกคน เป็นพี่ชายของม่านพระจันทร์เเละขวัญฤทัย หากเป็นตอนเด็กๆเขาก็จะสนิทกับดนัยณัฐมากที่สุดและตอนที่ไปเรียนอยู่อังกฤษ เพียงเเต่ช่วงหลังๆมาไม่ได้เเม้เเต่จะโทรศัพท์คุยกัน

“ก็ดีนะครับพ่อ เรากลับกันเถอะ” ร่างสูงเอ่ยตัดบท ลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานพร้อมกับผู้เป็นบิดา เพื่อกลับบ้านไปพบกับน้องสาว พร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครอบครัวยอเกียรติคุณอีกครั้ง

 

ขวัญฤทัยกำลังใช้เวลาในช่วงวันหยุดเเละฤดูหนาวนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโต๊ะในห้องนอนอย่างเพลิดเพลิน โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเริ่มจะซึมซับนิสัยกลายเป็นคนรักการอ่านหนังสือ เวลาเกือบเดือนที่ผ่านมาเด็กสาวพอจะเห็นพัฒนาการตัวเอง ถึงเเม้จะยังไม่ดีเลิศเเต่ก็ดีกว่าที่เคยเป็น

บิดามารดาของเธอต่างก็ประหลาดใจเเละไม่เชื่อว่าขวัญฤทัยจะไปเรียนพิเศษจริงๆ ทั้งเรียนพิเศษ อ่านหนังสือเตรียมพร้อมสอบมิดเทอมในเดือนมกราคมนี้

ไม่ใช่เเค่คนในครอบครัวหรอกที่ประหลาดใจ คนรอบข้างทั้งเพื่อน อาจารย์ก็ยังไม่เชื่อว่าเธอส่งงานครบถ้วนและตั้งใจเรียนมากขึ้น ถึงเเม้จะเริ่มเปลี่ยนเเปลงตัวเองยังไง ขวัญฤทัยก็ไม่เคยทิ้งนิสัยรักสวยรักงาม เเม้ว่าพักหลังๆเเทบจะไม่มีเวลาเลยก็ตาม

ดวงตากลมโตมองดูเเหวนทองคำขาวเกลี้ยงเกลาบนนิ้วนางข้างซ้าย ขณะที่กำลังจะปิดหน้าหนังสือลง ทุกๆวันขวัญฤทัยก็ยังใช้ทุกช่วงเวลาอย่างเป็นประโยชน์ ในการรบเร้าให้นพกรยอมถอนหมั้น เเละก็อย่างที่ทุกคนรู้ เขาก็ตอบเหมือนเดิม

ไม่ถอน

ให้ตายเถอะ ทั้งที่บ้างทีเขาก็ยังพูดกระเเซะเธอเรื่องกระโปรง เรื่องเเต่งหน้า เรื่องผู้ชายบ้าง เธอไม่เคยดีในสายตาของเขาเลยสักครั้ง

เเม้ปากจะบอกให้ถอนหมั้น ไม่อยากเเต่งงาน เเต่ขวัญฤทัยกลับถอดเจ้าเเหวนนี่ไม่ลงกครั้ง เธอสวมมันตลอดเวลาจนเพื่อนเเซว

ขณะนั้นเอง ดนัยณัฐก็เดินทางมาถึงบ้านเป็นที่เรียบร้อย เพิ่งจะเป็นขวัญใจของทุกคนไปหมาดๆ สิ่งที่เขาคิดทำเป็นอันดับเเรกก็คือไปหาน้องสาวหัวเเก้วหัวเเหวนตัวดี

ร่างสูงใหญ่หยุดอยู่หน้าห้องนอนของขวัญฤทัย ค่อยหมุนลูกบิดอย่างเบามือ ก็เห็นร่างผอมบางของน้องสาวนั่งอ่านนั่งสืออยู่บนโต๊ะ ก็ให้รู้สึกทึ่งในเวลาเดียวกันก็รู้สึกขบขันอย่างบอกไม่ถูก เขาย่องเข้าไปหาอย่างช้าๆ

“ไง ไอ้ตัวเเสบ!”

กรี๊ด!” ขวัญฤทัยกรีดร้องด้วยความตกใจ ใช้หนังสือในมือฟาดไปที่ร่างของพี่ชายไม่ยั้ง

“โอ๊ย! มันเจ็บ หยุดๆ พอๆ” ชายหนุ่มใช้สองมือชูขึ้นเป็นเชิงยอมเเพ้ พอได้เห็นตัวต้นเหตุเท่านั้น ขวัญฤทัยก็เอาหนังสือฟาดส่งท้ายไปอีกทีด้วยความโมโห

“ขวัญอ่อนจริงนะเเม่คุณ พี่ชายกลับมาทั้งที เเทนที่จะลงไปหาบ้างไม่มี”

“ก็ขวัญไม่รู้ว่าพี่ณัฐมาถึงเเล้ว รู้เเค่ว่าจะมา”

ฮ่ะๆ ตลกดีเหมือนกัน พี่เดินเข้ามาเห็นเเกนั่งอ่านหนังสือ ทั้งที่ภาพในหัวพี่จินตนาการเห็นเเกนั่งเเต่งหน้าทาเล็บ หรือไม่ก็ทำเรื่องไร้สาระ พอเปิดประตูมานี่หักมุมยิ่งกว่าหนังสยองขวัญ เเกผันตัวไปเป็นเด็กเนิร์ดตั้งเเต่เมื่อไหร่กัน”

ดนัยณัฐเอ่ยเเซวด้วยรอยยิ้มปนเสียงหัวเราะจนคนถูกเเซวเบ้หน้า

“อย่ามาเรียกขวัญว่าเป็นเด็กเนิร์ดเหอะขอร้อง ขนลุก” ขวัญฤทัยลูบเนื้อตัวพลางส่ายหน้าไปมา “ขวัญเเค่เปลี่ยนไปตั้งใจเรียนนิดหน่อยเอง”

“หือ...” คิ้วหนาเลิกขึ้นสูง “ไม่นิดเเล้วมั้ง ได้ข่าวว่าเเกไปเรียนพิเศษมาด้วยหนิใช่มั้ย อะไรเข้าฝันให้เเกตั้งใจเรียนล่ะ”

ใครมันจะมาเข้าฝันล่ะ มีเเต่น้องชายสุดที่รักของพี่นั่นเเหละที่มาเคี่ยวเข็ญให้ขวัญทำเพื่ออนาคตอยู่ทุกวี่ทุกวี่ขวัญฤทัยเเอบโต้เถียงในใจ

“ก็น้องจะตั้งใจเรียนบ้างไม่ได้เลยหรือไง”

“ก็ดีเเล้ว ตั้งใจให้ตลอดเเล้วกัน”

 

สองพี่น้องเดินลงมาจากโถงบันไดมาที่โต๊ะอาหาร วันนี้มารดาลงครัวด้วยตัวเอง สารพัดอาหารไทยเเละขนมของโปรดของดนัยณัฐถูกจัดสรรค์วางบนโต๊ะ ดูน่ารับประทาน

“มากินข้าวกันเร็ว เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมดเสียก่อน” นายณรงค์กวักมือเรียกลูกๆทั้งสองคน ในที่สุดสมาชิกห้าคนก็นั่งลงบนโต๊ะอาหารเรียบร้อย

 “ณัฐเรียนเป็นไงบ้างล่ะลูก เเล้วจะกลับมาอยู่ที่นี่อีกกี่วันฮึ” นางศิภาเอ่ยถามขณะที่ตักอาหารให้ลูกชาย

“ใกล้จบเเล้วครับ ไม่เกินปีหน้านี้”

“ดีๆ จะได้มาช่วยงานที่โรงงานเรา” จอมพลออกความเห็นสนับสนุน

“โห พ่อ พี่ณัฐไปเรียนถึงเมืองนอก จบมาก็มาช่วยงานที่โรงงานเเค่เนี้ยอ่ะนะ” ขวัญฤทัยส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าพี่ชายของตนควรได้ทำงานที่ดีกว่านี้

“เเล้วจะให้ไปทำอะไร กิจการที่บ้านก็กำลังเติบโต ที่ส่งให้ไปเรียนเพราะจบมาจะได้มาช่วยกันทำมาหากิน ถ้าเเกไม่รู้อะไรก็ช่วยเงียบๆไป” หล่อนต่อว่าเมื่อลูกสาวสุดที่รักพูดจาไม่เข้าหู เเม้ระยะหลังนางจะระวังคำพูดคำจา เเละทะเลาะกับลูกสาวคนเล็กน้อยลง เเต่ก็มีบ้างที่มีเรื่องกระทบกระเทียบ

“จันทร์ว่าเราอย่าทะเลาะกันเลยค่ะ พี่ณัฐอุตส่าห์กลับมาทั้งที” เมื่อเห็นเค้าลางของพายุฝนลูกใหญ่ ม่านพระจันทร์ผู้เป็นคนกลางจึงรีบห้ามปรามศึก ถือโอกาสสอบถามถึงบุคคลที่คิดถึงด้วยไปในตัว

“น้องนะเป็นไงบ้างคะพี่ณัฐ อยู่ที่นั่นเป็นไงบ้าง”

“ยัยหมูก็ยังเหมือนเดิม ทำตัวน่ารำคาญ” เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก

“เอ๊ะ ทำไมไปว่าน้องอย่างนั้นล่ะ น้องเป็นคู่หมั้นเเกนะณัฐ” คราวนี้นางหันมาต่อว่าลูกชายคนโตบ้าง

“คู่หมั้นเเล้วยังไงครับ ผมไม่ได้รักไม่ได้ชอบเสียหน่อย ทุกคนจัดการกันเองทั้งนั้น ผมจะไม่ยอมให้ประเพณีคลุมถุงชนคร่ำครึมาปิดกั้นโอกาสการเจอคนดีๆเเน่”

คำพูดของพี่ชายทำให้ขวัญฤทัยหยุดชะงักช้อนที่กำลังจะนำเข้าปาก ถ้าหากจะมีใครสักคนต่อต้านการคลุมถุงชนครั้งนี้ก็คงต้องมีพี่ชายของตนเป็นเเกนนำน่าจะดีที่สุด เธอก็จะได้หลุดพ้นจากบ่วงนี้ไปด้วย

เเต่พอมาคิดๆดูอีกทีก็น่าสงสารนภิตาเหมือนกัน พอจะรู้ว่าฝ่ายนั้นรักพี่ชายของตนมาก ตามตื้อเเละพยายามทำทุกอย่าง ออกจะน่ารักนิสัยดีมีรูปร่วงอวบอิ่มสมบูรณ์ ซึ่งก็ไม่ใช่สเป็คของพี่ชายผู้ที่นิยมสาวหุ่นนาฬิกาทรายแบบสวยเซ็กซี่เสียอย่างนั้น...



ภายในบ้านหลังใหญ่สไตล์โมเดิร์นที่หรูหราเเละทันสมัย เสียงหัวเราะของคนในครอบครัวดังก้องไปทั่วบริเวณห้องโถงกว้างเมื่อสมาชิกในบ้านมารวมตัวกันที่โซฟากว้างหน้าทีวี ครอบครัวยอเกียรติคุณได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างเเท้จริง

“นะอ่ะคิดถึ๊ง คิดถึงพี่เก้าที่สุดในโลกเลย” นภิตาผู้เป็นน้องสาวเข้ามาออดอ้อนราวกับเด็กน้อย เอาหน้ามาซบที่ไหล่ เขาจึงยีผมสีน้ำตาลอ่อนของน้องสาวด้วยความเอ็นดู

“คิดถึงก็รีบตั้งใจเรียนให้มันจบๆ กินให้น้อยลงด้วย อ้วนเป็นหมูเเล้ว”

 “นี่เก้า ลูกอย่าไปว่าน้อง ไม่เห็นจะอ้วนตรงไหนเลยลูกสาวเเม่น่ารักจะตาย” นางนพรัตน์เเก้ต่างเมื่อเห็นลูกสาวหน้าหงอลงไปถนัด กางสองเเขนรับร่างท้วมเข้ามาในอ้อมกอด

“โห่ พี่เก้าอ่ะ นะหนักเเค่ 56 เอง เเบบนี้เขาเรียกอ้วนที่ไหน เรียกมีน้ำมีนวล” นภิตาทำปากยื่น

เขาไม่คิดจะเถียงกับน้องสาวตัวดีอีก เพราะนภิตาก็ไม่ได้จัดว่าอ้วนจริงๆ หล่อนเป็นสาวเจ้าเนื้อ น้ำหนัก 56 เเต่ก็สูงเเค่ 160 เซนติเมตร ไม่มีท่าทีว่าจะสูงขึ้นด้วย นภิตาเป็นคนมีใบหน้ากลม ดวงตากลมโตชั้นเดียว มีผิวขาวจัดจึงทำให้มีเลือดฝาดบนหน้า ซึ่งก็ดูดีไม่น้อยเลยทีเดียว เพียงเเต่น้องสาวของเขาเเต่งตัวไม่เป็นเเละไม่รู้จักกับคำว่าเเฟชั่น หรือเครื่องสำอางต่างๆนาๆ เสื้อผ้าอย่างดีที่ใส่อยู่บ้านก็คือกระโปรงเทนนิสเเละเสื้อแขนยาวตัวโคร่ง

“โอเคๆ ไม่อ้วนก็ไม่อ้วน”

“อยู่ที่นั่นมีอะไรขาดเหลือหรือเปล่า จะได้เตรียมจากที่นี่ไปเลย” จอมพลไถ่ถามลูกสาวบ้าง

“ไม่มีอะไรขาดเหลือเลยค่ะ ทุกอย่างครบ ขาดก็เเต่พวกมาม่า.. เเม่ขา” นภิตาส่งสายตาออดอ้อนไปทางมารดา เเต่ก็ถูกดุกลับมาอย่างรู้เท่าทัน

“ไม่ได้เด็ดขาด”

“เเม่อ่ะ” สาวน้อยทำกระเง้ากระงอด

“ไม่ต้องมาขอเเม่ซื้อมาม่าไปตุนที่หอเลยนะ ครั้งที่เเล้วซื้อให้เป็นลัง สองอาทิตย์ก็หมดเเล้ว เเม่ว่านะกินมาม่าเยอะเกินไป ติดกินเเบบนี้เดี๋ยวก็ขาดสารอาหาร ผงชูรสเอยอะไรเอย ถ้านะอยากจะขอเงินเพิ่มเพื่อไปซื้ออาหารดีๆมีประโยชน์ล่ะก็เเม่ก็จะให้ เเต่ไม่ใช่มาม่าหรืออาหารกึ่งสำเร็จรูป”

เมื่อมารดายื่นคำขาดเขาก็กลั้นหัวเราะเเทบไม่อยู่ นพกรรู้ว่าอาหารโปรดของน้องสาวก็คือมาม่า เเม้จะมีความสามารถในการทำอาหารไทยที่ตกทอดมาจากมารดา เเต่ความขี้เกียจก็คงจะครอบงำ มารดาของเขานั้นเข้มงวดมากในเรื่องของอาหารการกิน ไม่ยอมให้ทุกคนกินอะไรที่ไม่มีประโยชน์เลยเเม้กระทั่งขนม ถ้าไม่ทำเอง เเม่ก็จะสั่งพวกผลไม้เเห้งจากโรงงานของครอบครัวขวัญฤทัยมาไว้กิน เป็นการอุดหนุนเพื่อนสนิทไปในตัว

“เเล้วตาณัฐล่ะ เขาเป็นอย่างไรบ้าง?

“พี่ณัฐก็ยังหล่อเหมือนเดิม เอ๊ย! ตั้งใจเรียนเหมือนเดิมค่ะ ขยัน ใจดี มีเมตตา มีงานอะไรที่ไม่เข้าใจ พี่ณัฐก็เต็มใจสอนสุดๆ”

ประโยคหลังตั้งเเต่คำว่า ใจดีไปจนถึง เต็มใจสอนสุดๆล้วนเเล้วเเต่โกหกทั้งสิ้นพร้อมกับรอยยิ้มเเห้งๆให้กับบิดา ความเป็นจริงเเล้วมันตรงข้ามทุกประการ ดนัยณัฐไม่เคยใจดีกับเธอ ไม่ต้อนรับเมื่อเธอไปเยือนห้องของเขา ทั้งที่พักอยู่โรงเเรมเดียวกันเเท้ๆ

“เเม่อยากเจอหน้าตาณัฐจริงๆ พรุ่งนี้เราไปเที่ยวหาเขาที่บ้านไหมล่ะคุณ ไปหาพี่ณรงค์กับคุณศิด้วย”

“เกรงว่าผมจะไม่ว่างน่ะสิพรุ่งนี้ ต้องต้อนรับท่านรัฐมนตรีที่มาจากต่างประเทศ ตาเก้าก็เหมือนกัน”

“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าพ่อกับพี่เก้าไม่ว่าง เราไปกันสองคนก็ได้นะคะเเม่”

น้องสาวของเขากระตือรือร้นอย่างออกหน้าออกตา นพกรก็พอจะรู้ว่าเหตุใดน้องสาวจึงอยากไปบ้านครอบครัวปุณยภักดิ์นักหนา เพื่อไปหาคู่หมั้นที่เพิ่งเเยกกันลงเครื่องมาไม่กี่ชั่วโมง น้องสาวของเขาก็ออกอาการกระวนกระวายใจจนหน้าหมั่นไส้

เเต่ไม่ทันทีใครจะได้พูดอะไรต่อ เเสงไฟส่องสว่างจ้าจากด้านนอกพร้อมกับเสียงรถยนต์มาจอดอยู่ที่หน้าบ้านหลังใหญ่

“นงไปดูหน่อยซิว่าใครมา” นางนพรัตน์สั่งสาวใช้

“ค่ะ” อนงค์รับคำสั่งจากเจ้านาย แล้วจึงเดินออกจากห้องโถงไปดูที่ชานหน้าบ้าน ครู่ใหญ่ก็กลับเข้ามา เเต่ไม่ได้กลับมามือเปล่า หอบหิ้วลังกระดาษใหญ่ตามด้วยสาวใช้อีกคนก็ช่วยกันหอบมามากมาย

ตราโลโก้บนลังทำให้นพกรรู้ว่าสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในคืออะไร

“นี่เขาให้คนงานมาส่งถึงบ้านเลยหรอ” นพกรพึมพำกับสาวใช้

“ไม่ใช่คนงานที่ไหนหรอกค่ะ อ๊ะ นั่นไง มากันเเล้ว”

ร่างสูงใหญ่ดูสง่างามในชุดเสื้อโปโลสบายๆปรากฎขึ้นที่หน้าประตูห้องโถงด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ ตามมาด้วยสาวน้อยที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี

“อ้าว ! ตาณัฐเหรอนั่น กำลังถามหาอยู่พอดีเลยจ้ะ” นางนพรัตน์เอ่ยทักทายด้วยความรู้สึกเซอร์ไพรส์ สั่งการให้สาวใช้ไปนำน้ำผลไม้กับขนมมาต้อนรับเเขกผู้มาเยือน

“สวัสดีครับอาจอม สวัสดีครับอารัตน์” ดนัยณัฐยกมือไหว้ผู้ใหญ่อย่างนอบน้อมก่อนจะหันไปทักทายนพกรอีกคนที่เปรียบเสมือนน้องชายคนนึง “ไงเก้า สบายดีไหม?

“สบายดีครับพี่ณัฐ กลับมาคราวนี้เปลี่ยนไปเยอะเลยนะ” น้องชายต่างสายเลือดหยอกเย้ากลับมาด้วยท่าทีสนิทสนมเช่นเคย

“เเล้วนี่เรากับขวัญเอาขนมมาส่งให้อาเองเลยเหรอหืม...” จอมพลถามว่าที่ลูกเขยในอนาคตอันใกล้

“ครับ พ่อกับเเม่บอกให้ผมมาเยี่ยมคุณอา ก็เลยถือโอกาสให้ผมเอาขนมมาให้ด้วย ไม่ได้เจอกันนานคุณอาจอมกับอารัตน์ยังดูไม่เเก่เลยนะครับ”

ขวัญฤทัยเเทบอยากจะปรบมือมอบรางวัลนักเเสดงชายโกหกยอดเยี่ยมให้กับดนัยณัฐเหลือเกิน พี่ชายของเธอไม่ได้อยากจะมาที่นี่เเต่ถูกบังคับเคี่ยวเข็ญให้มาพร้อมกับเธอ

สาวน้อยหยุดความคิดที่จะทักทายนภิตาบ้าง เพราะดูอีกฝ่ายจะมีสมาธิจดจ่ออยู่กับพี่ชายของตน ไม่มีตาไปมองที่อื่นอีก จึงได้เเต่นั่งอยู่เงียบๆข้างๆกับพี่ชาย รู้สึกได้ว่ามีใครคนนึงจ้องมองเธออย่างไม่วางตาเช่นกัน สายตาคู่นั้นไม่ใช่ใครอื่นเเต่เป็นนพกรนั่นเอง

มองอะไรกันนักหนาขวัญฤทัยก่นว่าในใจ ทำหงุดหงิดอารมณ์เสียทั้งที่หัวใจเเทบจะหลุดกระเด็นออกมาด้วยอัตราการเต้นที่เร็วมากกว่าปกติ

“เอ่อ...ผมมีเรื่องนึง จะคุยกับคุณอากับอารัตน์เป็นการส่วนตัวน่ะครับ”

สาวน้อยเงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย คิ้วเรียวขมวดมุ่น มีเรื่องอะไรกันที่ต้องคุยเป็นการส่วนตัว ทั้งที่ก็ไม่ได้นัดกันมาจากที่บ้านเสียหน่อย

“อะ..อ๋อ ได้จ้ะ งั้นตาเก้าพาขวัญออกไปเดินเล่นที่สวนก่อนก็ได้ป่ะ ส่วนนะก็...”

“ไม่ค่ะ นะจะอยู่ฟังด้วย” นภิตายืนกรานเสียงเเข็ง

“อย่าทำตัวงี่เง่าสิลูก ผู้ใหญ่มีธุระจะคุยกัน ลูกขึ้นไปบนห้องนอนก่อนเถอะ”

“โธ่...ไปก็ได้ค่ะ”

ขวัญฤทัยลอบถอนหายใจเล็กน้อย เเต่ก็จำใจเดินออกมาจากห้องโถงเเต่โดยดีมีนพกรเดินนำไปที่สวนกว้างสวยงาม ประดับประดาด้วยหลอดไฟดวงเล็กๆอร่ามตา สาวน้อยเคยมาที่บ้านยอเกียรติคุณในยามค่ำคืนเช่นนี้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ก็จะมีปาร์ตี้บาร์บีคิวเล็กๆที่จัดขึ้นโดยเชิญครอบครัวของเธอที่สนิทชิดเชื้อกันมาร่วมด้วย

“พรุ่งนี้ตอนเช้าพี่คงไม่ได้ไปรับ” นพกรเอ่ยขึ้นเรียบๆ ขณะที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่หน้าน้ำตกจำลองในสวน เมื่อเห็นขวัญฤทัยนั่งลงบนเปลเก้าอี้ไม้หวายเรียบร้อยเเล้ว

“ทำไมล่ะ?ขวัญฤทัยถามกลับ

“พี่ต้องต้อนรับท่านรัฐมนตรีที่มาจากต่างประเทศตั้งเเต่เช้า”

“อ่าฮะ...” สาวน้อยพยักหน้ารับ “ก็ดี ความจริงพี่เก้าไม่ต้องมารับขวัญทุกวันหรอก ขวัญไปเองได้ เบื่อหน้าพี่จะเเย่ ต้องมาทะเลาะกันก่อนไปโรงเรียนเเละหลังเลิกเรียนทุกวี่ทุกวัน”

“มันเป็นหน้าที่”

“หน้าที่!? หน้าที่อีกเเล้ว พี่เก้าเลิกพูดคำนี้สักที” ขวัญฤทัยกระแทกเสียง ชักไม่สบอารมณ์นัก

ร่างสูงโปร่งขยับกายหันมาทางสาวน้อย ใบหน้าหล่อเหลาไม่เเสดงอาการใดๆออกมา

“ได้ข่าวว่าช่วงนี้ตั้งใจเรียนขึ้น เเต่ยังควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เหมือนเดิม เเต่พี่ก็ดีใจที่ขวัญยังฟังพี่บ้าง”

“ขวัญไม่ได้ฟังพี่เก้า คิดได้เองต่างหาก” เธอปฏิเสธหน้าตาย

สายลมหนาวพาพัดมาให้ต้นไม้ใบหญ้าสั่นไหวไปตามๆกัน ขนอ่อนบนร่างกายกายของขวัญฤทัยลุกตั้งชันด้วยความหนาวเหน็บ คิดโทษตัวเองในใจที่ไม่ยอมใส่เสื้อกันหนาวมาด้วย จึงทำได้เพียงใช้ฝ่ามือลูบไปมาบนเเขนทั้งสองข้างเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น

ฉับพลัน ลมหนาวที่พัดเข้ามาปะทะผิวกายเป็นระยะก็ดับลง มีวัตถุบางอย่างห่อหุ้มตัวของเธอเอาไว้ ขวัญฤทัยก้มลงมองดูก็พบว่าเป็นเสื้อกันหนาวของนพกร จึงเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม

“ใส่เสีย มันหนาว เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”

“ขวัญไม่ได้หนาวขนาดนั้น พี่เก้าเอาคืนไปเถอะ”

ขวัญฤทัยปฏิเสธทั้งที่ร่างกายหนาวสะท้าน ส่งเสื้อกันหนาวคืนให้กับนพกรด้วยไม่ต้องการรับน้ำใจใดๆจากชายหนุ่มทั้งสิ้น

“เอาไปใส่เถอะ พี่มีเสื้อสเวตเตอร์อีกตัวนึง ไปเอามาใส่ก็ได้” นพกรตอบง่ายๆ โดยไม่รับเสื้อกันหนาวที่ขวัญฤทัยส่งคืนให้ ทำไมเขาจะมองไม่ออกว่าจอมดื้อรั้นหนาวสั่นเพราะเเรงลมไปทั้งตัว

“โอเค ถ้าขวัญเอาไปทำผ้าขี้ริ้วก็อย่ามาว่าเเล้วกัน”

“เชิญเถอะ เอาที่สบายใจ พี่มีเสื้อกันหนาวตั้งหลายตัว ยกให้เธอไปตัวนึงขนหน้าเเข้งก็ไม่ร่วง”

“หนึ่งในนั้นก็มีเสื้อของพี่จันทร์ด้วย เห็นพี่เก้ารักนักรักหนา ถึงขนาดถ่ายรูปส่งไปให้ดูในไลน์” ขวัญฤทัยตั้งใจเเซะอีกฝ่ายด้วยคำพูด คนถูกเเซะไม่เเสดงออกถึงอาการใดๆ นอกจากวางตัวเรียบเฉยราวกับพระอิฐพระปูน คิ้วเข้มข้างขวากระดกขึ้น

“หึง..?

“สำคัญตัวเองผิดไปหรือเปล่า” ทั้งที่เธอเเอบหึง...มาเนิ่นนานหลายปีเเล้ว เเม้จะไม่เเสดงออกมากนักเเต่ก็ค่อนขอดทุกครั้งที่มีโอกาส

เขารักกับพี่สาวเธอ...ไปรับไปส่ง ไปกินข้าว ดูสนิทสนมกันเป็นที่สุด ถึงเขาจะบอกว่าเป็นเพื่อนกัน เธอก็ไม่มีทาง

“ถึงขวัญจะพูดยังไง พี่ก็รู้อยู่ว่าขวัญคิดอะไรกับพี่ คิดมานานเเค่ไหนพี่ก็พอจะดูออก”

“เเล้วไงคะ ถ้าขวัญคิดจริง สักวันนึงขวัญก็เลิกคิดได้ ผู้ชายเข้ามาในชีวิตขวัญเยอะเเยะ กระดิกนิ้วทีก็มาเรียงให้เลือกเป็นเเถว”

 “เราหมั้นกันเเล้วนะ การหมั้นครั้งนี้ เเหวนวงที่ขวัญใส่อยู่ นั่นคือเครื่องยืนยันว่าเราจะเเต่งงานกันภายในอนาคตอันใกล้ จะทำอะไรก็คิดหน้าคิดหลังให้มันดี”

เป็นครั้งเเรกที่นพกรกล้าทวงสิทธิ์จากเธอ

ขวัญฤทัยได้เเต่อ้าปากค้างพะงาบๆ เตรียมจะเถียง เเต่เขาก็พูดขัดขึ้นก่อน

“ไม่ต้องพูดหรอกว่าไม่มีทางเเต่ง เพราะพี่เชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้นขวัญไม่มีทางเลือก ยังไงก็ต้องเเต่งจนได้” นพกรวางฝ่ามือลงบนเรือนผมนุ่มอย่างเอ็นดู ประหนึ่งพี่ชายที่เอ็นดูน้องสาว...

ถึงเเม้ว่าสัมผัสของเขาจะทำให้ขวัญฤทัยอบอุ่นหัวใจ เเต่เธอกลับไม่ชอบมันอย่างประหลาดจนต้องเอนเอียงศรีษะหนีจากอุ้งมือหนา

เธอไม่ชอบความรู้สึกนี้เอาเสียเลย ความรู้สึกที่นพกรทำตัวเป็นผู้ชายเเละ พี่ชายที่เเสนดี ความคิดในหัวสมองบอกกับเธอว่า เธอก็เป็นได้เเค่นั้น เป็นเเค่น้องสาว ไม่มีทางที่จะได้เลื่อนไปเป็นอย่างอื่นเเม้จะหมั้นหมายหรือเเต่งงาน

สู้เกลียดกันไปเลยเหมือนเเต่ก่อนไม่ดีกว่าหรือ เขาเริ่มทำดีกับเธอตั้งเเต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้สึกตัวจนมาถึงวันนี้ ก่อนหน้านั้นมีเรื่องให้ปะทะคารมณ์กันเเทบทุกวี่ทุกวัน เเต่มาบัดนี้เริ่มทะเลาะกันเรื่องไร้สาระ เเละเขาก็สั่งสอน ปฏิบัติกับเธออย่างพี่ชายดูเเลน้องสาวคนนึง ยิ่งทำให้เจ็บปวดทรมานหัวใจเข้าไปใหญ่...

“ยัยขวัญ !”เสียงเรียกคุ้นหูทำให้ขวัญฤทัยลุกขึ้นยืน กระชับเสื้อกันหนาวของชายหนุ่มเข้ากับร่างกายอย่างลืมตัวทั้งที่ก่อนหน้านั้นปฏิเสธไม่รับมัน ก้าวขายาวๆไปหาพี่ชาย

“กลับบ้านกันเถอะ” ดนัยณัฐเอ่ยบอกเมื่อเสร็จกิจธุระ เห็นน้องสาวเดินออกมาจากสวนกว้างตามมาด้วยนพกร

“สวัสดีครับพี่ณัฐ ไว้เจอกันใหม่” ชายหนุ่มล่ำลา

“พี่ว่าจะอยู่เมืองไทยต่ออีกสักหน่อย ถ้าวันไหนว่างก็นัดมากินกาเเฟกันเเล้วกัน”

ขวัญฤทัยฟังบุคคลทั้งสองสนทนากันอยู่สักครู่ใหญ่ ส่วนมากก็มีไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันตามประสาคนที่สนิทกัน

“กลับไปคราวนี้ก็ฝากดูเเลยัยนะด้วยนะพี่ อย่าให้น้องผมไปจีบผู้ชายที่ไหนล่ะ” นพกรเเกล้งเย้าเพื่อนรุ่นพี่ รู้ดีว่านภิตาน้องสาวของเขา ยึดมั่นถือมั่นจะเป็นว่าที่ศรีภรรยาของดนัยณัฐสักเเค่ไหน

“ยัยคนนั้นไม่เท่าไหร่หรอก ก็มีติดเล่นกับเพื่อนบ้าง” ความจริงเเล้วนภิตาเเทบจะไม่เคยไปเที่ยวไหนกับเพื่อนหรือไปเดตกับหนุ่มๆ ทั้งที่เขาภาวนาเเทบเป็นเเทบตายให้มันเกิดขึ้นจริงๆสักวัน เเต่ก็ไม่เป็นผล เพราะเจ้าหล่อนมักจะมาขลุกอยู่ที่ห้องของเขาพร้อมกระดานวาดภาพกับสีน้ำ

“เเล้วยายคนนี้ล่ะ” ดนัยณัฐบุ้ยปากมาทางน้องสาวของตัวเอง “เเผลงฤทธิ์เดชอะไรให้ว่าที่น้องเขยของพี่ปวดหัวหรือเปล่า”

ขวัญฤทัยหันขวับมาจ้องพี่ชายตาเขียว นพกรมองภาพนั้นอย่างปลงๆ เพราะไม่รู้จะหาวีรกรรมมากมายของเธอไปฟ้องให้มันได้อะไรขึ้นมา

“ไม่หรอกครับ ออกจะเป็นเด็กดี หึหึ”

“ก็ดี โตเเล้ว หัดมีความคิดบ้าง เลิกดื้อเลิกเอาเเต่ใจ”

"ไม่ต้องมาเทศนาขวัญอีกคนเลยพี่ณัฐ น่ารำคาญ ไปขึ้นรถก่อนล่ะ” ร่างบางกระเเทกเท้าปึงปังเดินจากไป

“ทนเอานิดนึงเเล้วกันเก้า เเกทำดีเเล้ว พี่ฝากน้องสาวพี่ด้วย ตั้งเเต่เเกหมั้นกับยัยขวัญ คอยดูเเล คอยคุม มันก็ดีขึ้นตามลำดับ เเละพี่ดีใจที่เเกจะทำให้ชีวิตของยัยขวัญเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนะ”

นพกรยิ้มรับคำชมอยู่ได้ไม่นาน สักพักใบหน้าหล่อเหลาก็เเปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกเศร้าที่ฉายออกมาทางเเววตาอยู่ลึกๆ

“ผมไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น 100% น่ะสิ พี่รู้เหตุผลเเล้วใช่ไหม..ว่าทำไมผมกับขวัญต้องหมั้นกัน ทั้งที่คู่ของเราเเทบไม่มีทางเป็นไปได้เลยก่อนหน้านี้ ผู้ใหญ่จับคู่ให้ผมกับจันทร์ตลอด”

“พี่รู้เหตุผลทุกอย่างเเล้วล่ะ การหมั้นครั้งนี้ดูจะเป็นการเอาเปรียบยัยขวัญพี่รู้...”

“ครับ ผมเสียใจ...”

“เเต่พี่ก็เชื่อว่าไม่มีผู้ชายคนไหนเอายัยขวัญอยู่เท่าเเกเเล้ว อีกอย่างทุกคนก็รู้...ว่ายัยขวัญคิดอย่างไรกับเเกเก้า มีเเต่ยัยขวัญคนเดียวนั่นเเหละที่คิดว่าคนรอบข้างดูไม่ออก”

           

 

เป็นเวลาดึกสงัดหลังจากที่กลับจากบ้านยอเกียรติคุณเมื่อชั่วโมงก่อน สายลมหนาวเคล้าคลอเสียงจิ้งหรีดเรไรในยามค่ำคืนทำให้จิตใจของขวัญฤทัยสงบรมรื่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

ทั้งที่เมื่อก่อน เธอเกลียดความเงียบนัก เกลียดความสงบไร้เเสงสีที่ตื่นเต้นเร้าใจ มาบัดนี้ขวัญฤทัยกลับถวิลหาที่เงียบสงบกับธรรมชาติมากขึ้น เเต่ก็ไม่สิ้นลายความเปรี้ยวซ่าลึกๆ ยังต้องการสิ่งเร้าที่น่าตื่นเต้นเร้าใจเเละสนุกสนาน มือบางวางหนังสือลงบนโต๊ะ เพราะรู้สึกถึงความง่วงที่เข้าโจมตีหนังตาทั้งสองข้างเเทบปิด พอเปิดโทรศัพท์ก็พบว่าเป็นเวลาห้าทุ่มตรง

ร่างบางลุกไปปิดหน้าต่างห้องที่เปิดไว้เมื่อหลายชั่วโมงก่อนทันทีที่กลับมาถึงบ้าน ล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้างเเละดับไฟให้ความมืดปกคลุมไปทั่วทั้งห้องนอน

ขวัญฤทัยยังสวมเสื้อกันหนาวของใครบางคนอยู่ ทั้งที่ปากบอกกับเจ้าของเสื้อว่าจะเอาไปทำผ้าขี้ริ้ว

เปลือกตาของสาวน้อยปิดลง สูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆจากเสื้อ ริมฝีปากบางยกยิ้มพริ้มเพราในความมืด จนในที่สุดก็เคลิ้มไปเข้าสู่ห้วงนิทราโดยไม่รู้สึกเหน็บหนาว เพราะอุ่นไอของความรู้สึกสิเน่หาที่ก่อตัวขึ้นช้าๆ จากเสื้อกันหนาวห่อหุ้มหัวใจน้ำเเข็งดวงน้อยที่ยังเต้นอยู่ในอก

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #1569 4786_1303 (@4786_1303) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:08

    ไรท์คะยังใส่ประโยคผิดนะ​
    'สำคัญ​ตัวเอง​คะผิดไปหรือเปล่า' ต้องเป็​น"สำคัญ​ตัสเองผิดไปหรือเปล่าคะ" ใช่ไหมคะ
    #1569
    1
  2. #14 C-Rose (@C-Rose) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2561 / 23:27
    ความทรงจำอะไรหว่าา รอน้าค้าา สู้ๆนะไรท์
    #14
    1