รัดเกล้า เงาปีศาจ

ตอนที่ 4 : ใบหน้าที่เปลี่ยนไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 มี.ค. 59

      “จะรีบกลับไปไหนล่ะ สาวน้อย” เสียงผู้หญิงแหบแห้งดังมาจากด้านในลึกเข้าไปของบ้าน ทำให้ฉันและเตยต่างกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ “เข้ามาก่อนสิ เดินตามแสงเทียนมา” ฉันก้าวออกมาจากหลังเตยและมองแสงเทียนที่ตั้งทอดออกไปเป็นระยะๆ

            ฉันตั้งสติ และข่มความกลัวที่มี

            “มันต้องมีทางอื่นที่เราจะออกไปจากที่นี่สิ” เห็นจากด้านนอกมีรอยผุ พวกเราอาจจะออกทางนั้นก็ได้

            “เดี๋ยวก่อน เธอลืมไปแล้วหรอว่ามาที่นี่ทำไม” เขาจับมือฉัน ก่อนที่จะเดินหาทางออก มันเป็นประโยคที่ทำให้ฉันหวนคิดถึงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับฉัน “ถ้าลูกบิดแม่หมอเป็นคนทำ บางทีแม่หมออาจช่วยหาคำตอบให้เธอได้นะ”

            ฉันหยุดคิดก่อนที่จะตัดสินใจเดินตามแสงเทียนนำทาง ใบเตยไม่คิดว่าฉันเป็นบ้า เขาไม่เคยถอยห่างเมื่อฉันเกิดปัญหา

          พวกเราหยุดยืนข้างเทียนเล่มสุดท้ายก่อนแสงของมันจะค่อยๆ ดับลง แต่แล้วก็มีแสงเทียนดวงใหม่สว่างขึ้น ซึ่งที่ตั้งของมันอยู่บนหัวกะโหลก...

            จากแสงหนึ่งดวง เพิ่มเป็นสอง เป็นสี่ จนในเวลาไม่กี่นาที เทียนที่เราไม่ได้สังเกตเห็นรอบห้องได้ส่องสว่างทุกเล่ม เผยให้เห็นเบื้องหน้าที่เป็นหญิงใส่ชุดขาว นั่งก้มหน้าขัดสมาธิอยู่

 

            เธอเงยหน้าขึ้นมองผู้รับคำเชิญ แวบแรกทำเอารัดเกล้าตลึงงัน เมื่อเธอเห็นใบหน้าของแม่หมอเหี่ยวย่น ดวงตาเป็นต้อขาวสนิททั้งสองข้าง

            ฉันกระพริบตาถี่เพื่อมองให้ชัดเจนอีกครั้ง ถึงรู้ว่าฉันอาจตาฝาดไปเอง

            “แม่หนู เข้ามานั่งข้างหน้าฉัน” เสียงแหบแห้งชักชวนฉัน มันเกิดขึ้นไวกว่าที่ฉันคิด ฉันก้าวเข้าไปคุกเข่านั่งพับเพียบอย่างที่แม่หมอบอก โดยเตยตามมานั่งข้างๆ ฉัน

            “เธอได้ยินเสียงแปลกๆ ใช่ไหม” แม่หมอทัก ทำให้เตยจับจ้องมาที่ฉันเพื่อรอคำตอบ

            “ค่ะ” ฉันตอบ และหันไปสบตาเตย ก่อนที่จะมองแม่หมออีกครั้ง แววตาของเตยเต็มไปด้วยความห่วงใยและสงสัย

            “เพราะมีบางอย่างตามเธอมาด้วย” ฉันขนลุกซู่กับน้ำเสียงที่แหบ ตาเหลือก และอีกร่างกายเธอสั่นราวเจ้ากำลังประทับร่าง “มันรอเธออยู่หน้าบ้าน” จากเสียววาบที่หลัง บัดนี้มันล่ามขึ้นหน้า

            “มันรอเธออยู่ตรงมุมถนนนั้น!!” เธอหยุดสั่น จ้องตาฉัน และพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ทำเอาฉันสะดุ้ง

            แม่หมอพูดเหมือนรู้ทุกอย่าง และสิ่งที่เธอทักมันคือเรื่องจริง ก่อนที่ฉันจะเข้าบ้านหลังนี้ ฉันสังเกตเห็นตรงมุมถนนนั้นเหมือนมีใครบางคนกำลังแอบจ้องมองฉันอยู่
              “มันตามบางอย่างมา บางอย่างที่ติดตัวเธอ” เธอเหมือนคนตาบอดที่มองเห็นภาพในอากาศ ศีรษะเธอกระตุกไปมา และไล่มองฉันตั้งแต่บนลงล่าง เพื่อสังเกตบางอย่างที่ว่านั่น แล้วเธอก็สะดุดสร้อยข้อมือที่ทำด้วยรากไม้เก่าของที่แม่ฉันให้ไว้ก่อนหายไป

            มันจะเป็นไปได้หรือที่มันตามสิ่งนี้มา เสียงประหลาดฉันก็พึ่งได้ยินไม่นาน จริงๆ แล้ว มันพึ่งเริ่มคาบเรียนแรกด้วยซ้ำ แล้วถ้ามันเป็นอย่างที่แม่หมอว่า แม่ให้ฉันเพื่อทำร้ายฉันงั้นหรือ

            “แม่หนู เธอได้มันมายังไง” แม่หมอถาม พลางคลำเม็ดหินสีฟ้าอย่างพินิจพิเคราะห์

            “ตั้งแต่เด็กแล้ว และมันหรือเสียงอะไรก็ตามต้องไม่ได้ตามสิ่งนี่แน่” ฉันหันไปมองหน้าเตยที่ตอบแทนฉัน และกำลังจับมือฉันออกจากแม่หมอ ฉันกลับไปมองแม่หมอก็ถึงกับสะดุ้ง เมื่อเธอมองตาขวางใส่เตย

            “หนูได้รับมาตอนหนูอายุ 4 ขวบ และเสียงประหลาดน่ากลัวมันพึ่งจะเกิดขึ้นค่ะ” ฉันดึงความสนใจของแม่หมอได้อีกครั้ง เตยกำลังสูดหายใจเข้าเก็บอารมณ์ ขอโทษนะ ถึงเตยคิดว่าจะไม่เกี่ยวกับเสียงนั้น แต่มันอาจจะเกี่ยวกับแม่

            “ฉันคิดว่าควรจะถอดมันออก เพื่อฉันจะได้แน่ใจว่ามันตามอะไรมากันแน่” เสียงแหบแห้งชักชวนฉัน ทำให้ใบเตยเบือนหน้าหนี มันอาจจะถึงเวลาที่ต้องเอามันออกซักที ตั้งแต่ที่ได้รับมาฉันไม่เคยถอดมันออกเลย ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่คิดนะ แต่เพราะมันไม่มีตะขอเกี่ยว วิธีเดียวที่ทำได้คือแกะปมออก

            แม่หมอเลื่อนรากไม้ไปรอบๆ ข้อมือฉันเพื่อหาปมเชือก และก็หาเจอมันถูกผูกไว้อย่างแน่น ทำให้ฉันคิดว่าถ้าพยายามแกะมันต้องหักออกจากกันแน่ ลองนึกถึงกิ่งไม้แห้งที่เราเหยียบ

            “ตัดออกก็ได้ค่ะ” ฉันคิดว่ามันอาจง่ายขึ้น ถ้าต้องการนำมาต่อเข้ากันใหม่ และดูเหมือนแม่หมอไม่รอช้า เธอคว้ามีดปลอกหมากบนพานทองเล็กๆ ที่วางข้างตัวได้ ก็สอดมันเข้ามาบนข้อมือฉัน มืออีกข้างของเธอรั้งรากไม้ไว้และปาดมันขึ้น ทันใดเองที่สร้อยข้อมือของฉันร่วงตกลงพื้น

            ฉันเริ่มรู้สึกเหมือนใบหน้าและดวงตาฉันอุ่นขึ้น มันเหมือนเลือดพึ่งฉีดเข้ามาอย่างแรง อีกทั้งภาพต่างๆ ปรากฏขึ้นมาในหัว มันเป็นภาพที่ฉันจำไม่ได้ เป็นภาพที่ดูเหมือนมีคนแปลกหน้าสองคนกำลังอุ้มฉัน และมองฉันด้วยความสุขใจ เหมือนกับว่าฉันเป็นเด็กทารก นั้นอีกภาพ ภาพที่ฉันคลุกของเหลวสีแดง และข้างกายฉันเป็นชายที่มองฉันเมื่อครู่จมกองไส้เขาที่ทะลักออกมา และอีกหลายภาพ หลายเหตุการณ์กำลังจู่โจมเข้ามาในหัวฉัน...

 

            ขณะเดียวกันที่สร้อยข้อมือของรัดเกล้าร่วงตกลงพื้น เตยมองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง รัดเกล้าหายใจเร็วขึ้น และแม่หมออุทานแปลกประหลาด

            “นี่แหละที่มันเรียกหา” เตยหันไปมองแม่หมอที่ใช้มือเปล่าป้องปากอยู่ ตาของเธอเบิกกว้าง ทำให้ใบเตยหันกลับมามองหน้าเพื่อนที่ตัวสั่นและหอบอยู่ข้างๆ

            ภาพที่เตยเห็นไม่อาจเชื่อได้ง่าย ใบหน้าของเพื่อนสาวได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างน่าสยดสยอง เส้นเลือดปูดโปนเริ่มคืบคลานบนรอยเหี่ยวย่นรอบดวงตาที่มีเหมือนเลือดคลั่งอยู่รอบนัยน์ตาสีดำ มันน่ากลัวจนไม่สามารถอธิบายได้ เป็นภาพของผีร้ายที่เตยไม่เคยเห็นมาก่อน เขาตื่นกลัวไม่นานก็รวบรวมสติได้

            เตยหยิบรากไม้จากพื้นและผูกกลับที่ข้อมือรัดเกล้าอีกครั้ง อย่างทุลักทุเล เขาต้องพยายามกุมมือของรัดเกล้าที่กำลังสั่นให้อยู่นิ่ง และก็ทำสำเร็จ

            “เปล่าประโยชน์ สักวันมันต้องเกิดขึ้น” แม่หมอพูดด้วยรอยยิ้มสยองผิดจากคนเดิม

            “มันจะไม่เกิดอะไรขึ้นทั้งนั้น” เตยหันกลับมามองรัดเกล้าที่มีใบหน้าปกติอีกครั้ง

 

            เตยประคองร่างฉันออกมาจากบ้านร้างหรือที่ตอนนี้เป็นสำนักแม่หมอ ฉันว่าฉันเกือบจะจำอะไรบางอย่างได้ แต่มันก็หายวับไป เหมือนมันถูกกลืนดูดลงไปในวังน้ำวน มันคืออะไรกันแน่

            เราถึงหน้าประตูรั้วที่ยังพอได้ยินเสียงแหบพร่าของแม่หมอดังตามมา

            “อย่างน้อยก็เลือกถูกที่!!

            “อย่าไปฟังเลย” เตยบอก

            “ฉันเดินไหวแล้ว ขอฉันเดินเองเถอะนะ” เตยฟังฉันโดยดี เขาปล่อยมือออกจากฉันเบาๆ ดูท่าที่ฉันพอจะเดินไหว แล้วเขาก็เดินเร็วไปยังรถ ฉันอยากถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงต้องพยุงฉันออกมา และอีกคำพูดที่แม่หมอทิ้งท้ายไว้ แต่ฉันไม่กล้า เพราะคำตอบที่ได้ก็คงเพราะฉันเป็นห่วงเธอ เป็นประโยคที่เตยมักใช้ตอบฉันเวลาที่ไม่อยากตอบคำถาม ยังไงฉันก็ต้องรู้ให้ได้

            จังหวะที่ฉันก้มมองสร้อยข้อมือที่รอยตัดขาดถูกผูกเชื่อมด้วยสายสิญจน์ที่เตยใส่ประจำ ฉันก็เห็นเท้าของใครบางคนที่สวมรองเท้าป๊อปทีนถุงเท้าพับลงเรียบร้อย หางตาฉันเห็นอีกคนในชุดนักเรียนหญิงม.ปลายเดินผ่านฉันไป ฉันเงยหน้าขึ้นมอง

            อ๊ายยย!!!  เสียงกรีดร้องแสบแก้วหูดังขึ้นเมื่อมิ้วพบว่าเป็นฉันที่กำลังสบตาเธอ

            “กรี๊ดทำไม” หญิงสาวที่อยู่ด้านหลังฉันพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์

            “อีโรคจิตนี่มันจะทำร้ายฉัน” สำเนียงหยาบกระด้างว่าพลางเดินเบียดซ้าย เหวี่ยงกระเป๋าสะพายข้างขึ้นมาป้องหน้า

            ฉันใช้มือบัง เพราะดูจากจังหวะแล้วมิ้วตั้งใจให้โดนหน้าฉัน แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นสร้อยข้อมือฉันไปติดกับซิปกระเป๋าของมิ้วเข้า เมื่อเธอรู้ว่ากระเป๋ามันไม่ไปกับเธอ เธอก็โวยวาย

            “ช่วยด้วย! มันจะขโมยกระเป๋าฉัน! พัดชาดูมันสิ” มิ้วกระตุกกระเป๋าอย่างแรง หลายต่อหลายครั้งจนฉันรู้สึกเจ็บแสบจากแรงเสียดสีของสร้อยข้อมือที่ยังคงรั้งฉันไว้

            และในที่สุดรากไม้เก่าๆ ก็ทนแรงกระชากไม่ไหวมันเปราะและแตกออกจากข้อมือฉัน เผยให้เห็นรอยแดงรอบข้อมือ ภาพต่างๆ เริ่มเข้ามาในหัวฉัน โดยฉันไม่อาจให้ความสนใจได้ว่าคนที่มาเป็นเพื่อนมิ้วก็คือพัดชา

            ฉันเห็นภาพในมุมมองของฉัน กำลังวิ่งขึ้นบันได เข้าห้องและปิดประตูอย่างแรง และดูเหมือนฉันกำลังหอบหนัก และอีกภาพก็ปรากฏขึ้นเป็นภาพที่หญิงสาวคนที่เคยอุ้มฉันกับชายที่มองดูฉันด้วยความดีใจ ตอนนี้เธอถือไม้หน้าสามจะมาตีฉัน ภาพของเด็กสาวที่ถูกทรมาน ปนกับภาพของชายหญิงที่จูบลาลูกน้อย สลับไปมาจนฉันเวียนหัว มีทั้งหน้ากลัวและมีความสุข เศร้าโศก น่าสงสาร ถาโถมเข้าจนฉันไม่ได้สังเกตว่าเตยมายืนบังฉันไว้จากมิ้วและพัดชา

            “ไปได้แล้ว! ไปสิ!” เขากำลังไล่สองคนนั้น และหันมาหาฉันด้วยคิ้วที่ขมวดเป็นปมราวกับตื่นกลัว เขาจ้องมองตาฉันสลับไปมา เพื่อสำรวจหาบางอย่าง

           

            “อีบ้านั่นมันเป็นปีศาจ เธอเห็นไหม”  เสียงสั่นเครือ และใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยเหงื่อที่กำลังแทรกขึ้นมาของมิ้วเห็นชัดขณะที่กำลังสบตาเพื่อนสาว

            “เธอพูดว่าอะไรนะ” คำพูดนั้นจากที่เธอตื่นกลัวเริ่มสงสัย พัดชาพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “อีโรคจิตนั่นไง” มิ้วเพยินหน้าไปทางรัดเกล้าที่ซ้อนรถเตย ซึ่งกำลังออกไปจากหน้ารั้ว

            “เธอตาฝาดมิ้ว” พัดชาเบี่ยงหน้าเดินไปยังประตูทางเข้า ทำให้มิ้วต้องตกตะลึงงันกับการกระทำของเพื่อนสาว

            “หน้ามันเป็นผีร้ายนะ!!” มิ้วกรีดร้องใส่หลังพัดชา ทำให้เธอหันมาและกัดฟันพูดอย่างช้าๆ

            “ถ้า เธอ ยัง พูด เรื่อง นั้น อีก ฉัน จะ กลับ และ เชิญ อยู่ กับ หมอ ผี คน เดียว” ทำเอามิ้วกัดฟันกรอดอย่างเจ็บใจ แต่ก็ต้องทำตาม

 

            ตลอดทางที่เตยมาส่งฉันเราต่างคนต่างเงียบ ไม่มีบทสนทนาใด ดูเหมือนเขากำลังสับสน แต่มันก็เป็นการดีที่ฉันจะได้ทบทวนภาพต่างๆ ที่ฉันเห็น ฉันพยายามลำดับเหตุการณ์ขณะที่ฉันลงจากรถ เปิดประตูบ้านโดยมีเตยรอที่รถเพื่อให้แน่ใจว่าฉันเข้าบ้านอย่างปลอดภัยซึ่งก็เริ่มมืดแล้ว ฉันพยายามประติดประต่อเรื่องขณะที่วางกระเป๋า หยิบผ้าขนหนูเตรียมตัวเพื่อจะอาบน้ำ ฉันคิดถึงภาพต่างๆ ย้อนกลับไปตอนที่ฉันอยู่กับแม่หมอ ภาพตั้งแต่ฉันลืมตาเห็นชายหญิงสองคนที่ผู้เป็นชายนอนจมกองเลือด ผู้ที่เป็นหญิงถือไม้หน้าสามกำลังจะหวดฉัน ฉันคิดพลางทำการบ้าน พักสายตามองไปนอกหน้าต่างที่ต้นไม้ถูกปกคลุมด้วยเงาจันทร์ ฉันหยิบหินสีฟ้าเม็ดหนึ่งขึ้นมากลิ้งดูรอบๆ ทำให้ฉันนึกกลับไปตอนที่เตยช่วยฉันก้มเก็บมันตรงหน้าประรั้ว และคิดถึงภาพที่พุ่งเข้ามาในหัวฉันอีกครั้ง ฉันค่อยๆ เอนตัวลงบนที่นอนและหลับตาลงอย่างช้า เผื่อจะเห็นภาพชัดขึ้น และมันเป็นอย่างที่คิดทุกอย่างกลับเข้ามาอีกครั้งย้อนไปตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันนั้นคือตอนนี้ ฉันจำได้แล้ว ฉันจำทุกอย่างได้แล้ว ความฝันซ้ำซากที่เคยเกิดขึ้นมันคือเรื่องจริง ภาพต่างๆ ที่ฉันเห็นมันเป็นเรื่องจริง ฉันคือเด็กคนนั้น คนที่ล้วงไส้ของชายคนนั้น และวิ่งหนีการไล่ล่าของผู้หญิงคนนั้น มันเป็นความทรงจำของฉันที่ฉันไม่เคยจำได้ ฉันลืมตาตื่นแล้วพบว่าใบหน้าและดวงตาของฉันอุ่นขึ้นเหมือนเลือดพึ่งฉีดเข้ามาอย่างเร็ว และความมืดก็เข้าปกคลุมฉันอย่างไม่ทันตั้งตัว

ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ
โปรดติดตามตอนต่อไปนะ (เร็วๆนี้)

0 ความคิดเห็น