รัดเกล้า เงาปีศาจ

ตอนที่ 2 : รอยแผลกับเสียงที่น่ากลัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 มี.ค. 59

               “เมื่อเช้าใครกัน” ใบเตยถาม ทำหน้าหยอกเย้า

            “เด็กใหม่น่ะ ไม่มีอะไร” ฉันตอบ มือพลางจัดอุปกรณ์การเรียนขึ้นมาบนโต๊ะ เขาถามฉันตั้งแต่กลับมาจากการไปเอากุญแจ แต่มันเป็นเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติพอดีฉันเลยไม่มีเวลาอธิบาย แต่เมื่อเข้าห้องเรียน เวลาแค่น้อยนิดก็มีค่าสำหรับความอยากรู้ของเขา

            “เขาหล่อจัง ถ้าเขาชอบเธอฉันก็จะไม่โกรธ” เตยกำลังมองในอากาศเหมือนเห็นภาพในอนาคต

            “ชอบเชิบที่ไหนกันล่ะ เขาก็แค่คนที่ช่วยฉันจากขอบโต๊ะหน่ะ” ฉันใส่ไส้ดินสอกดเพิ่มแม้ว่าในนั้นมันก็มีเยอะอยู่แล้ว

            “หรา...อย่าว่าฉันอย่างโน้นอย่างนี้นะ เธอควรได้พบเจออะไรใหม่ๆ” แล้วเขาก็ยิ้มให้ฉัน ถูกของใบเตยที่ฉันควรได้พบเจออะไรใหม่ๆ แต่ครั้งใดเมื่อฉันปล่อยให้ใครสักคนเข้ามาในชีวิต ครั้งต่อมาเป็นฉันที่ต้องเจ็บปวด และใบเตยก็จะอยู่ข้างๆ แล้วปลอบฉัน

            “ขอบคุณที่แนะนำนะ ฉันจะเก็บไปคิดดูนะ” ฉันยิ้มบานแฉ่งให้ ฉันไม่โกรธใบเตยหรอกที่ยุให้ทำโน้นนี่ เพราะยังไง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็อยู่ข้างฉันอยู่ดี

            เมื่อการสนทนาจบลงอาจารย์ประจำวิชาก็เดินเข้ามาพอดี แต่ท่านไม่ได้เดินเข้ามาคนเดียว มีเด็กหนุ่มที่ฉันเริ่มคุ้นหน้าเป็นอย่างดีเดินตามเข้ามาด้วย ทิวา...

            เสียงเจี๊ยวจ๊าวของนักเรียนภายในห้องเงียบลง เมื่อพบเด็กแปลกหน้าที่พวกเขาไม่รู้จัก แต่ไม่นานนักเรียนหญิงก็หันหน้าเข้าหากัน และเริ่มพูดคุยถึงชายที่มาใหม่ด้วยน้ำเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่ทำได้

            ทิวาแนะนำตัวเองเสร็จ ก็หาที่นั่งของตน เขาเดินตรงไปยังที่เก้าอี้ท้ายห้องไม่ไกลจากรัดเกล้ามากนัก เป็นระยะที่ทั้งสองต่างเห็นกันและกัน

            วิชาภาษาไทยเริ่มขึ้น ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาเรียน เสียงที่ได้ยินมีเพียงเสียงของปากกาเคมีที่ระบายอยู่บนกระดานหน้าห้อง เมื่อครั้งที่อาจารย์หันหน้าเข้ากระดาน ฉันก็พยายามเอี้ยวตัวไปข้างหลังเพื่อมองเขา ทิวา...

            ฉันหันไปได้แวบหนึ่งก็ต้องหันกลับมา ฉันไม่ได้คิดไปเอง เขากำลังมองฉันอยู่ หัวใจฉันเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง ใจหนึ่งก็กลัว แต่อีกใจมันเรียกร้องหาเขา มันเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใครมาก่อน

            ฉันหันไปมองเขาอีกครั้ง พบว่าเขากำลังมองฉันอยู่ เราต่างยิ้มให้กันและกัน รอยยิ้มนั้นบรรเทาความกลัวในใจฉัน ความวิตกกัง หวาดระแวง เหือดหายไป เกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่

            “รัดเกล้า แขนเธอไปโดนอะไรมา” เสียงเตยทำเอาฉันสะดุ้งโหยง เขาเงยขึ้นมาเห็นหลังจากก้มลงหยิบของในกระเป๋าข้างเก้าอี้ ฉันมองตาม มือฉันพยายามบิดต้นแขนขึ้นดู มันเป็นคล้ายดินเหนียวที่แห้งติดอยู่

            “สงสัยมันติดมาตอนก้มหยิบยางลบเมื่อเช้าน่ะ” ฉันพูดพลางนิ้วเกาๆ ออก ทุกครั้งที่ดินแตกและหลุดลอกเผยให้เห็นผิวสีแดงสดเหมือนผิวกำลังสุกที่มาพร้อมกับอาการปวดแสบ ปวดร้อน ราวกับว่าแผ่นดินเหนียวมันกัดกินผิวหนังของฉันด้วยความร้อนจัด

            “เธอเจ็บหรือเปล่าเนี้ย” เตยถามอย่างตกใจ หลังสังเกตเห็นรอยไหม้ และช่วยฉันแกะออก

            เมื่อดินนั้นหลุดลอกออกไปหมดแล้ว ยังทิ้งรอยแดงเดือดไว้ ความแสบร้อนเริ่มทวีคูณขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงเจ็บแสบที่ท้องแขนบริเวณรอยแดง แต่ฉันยังเริ่มได้ยินเสียงกระซิบที่จับใจความไม่ได้รอบด้าน เสียงค่อยๆ ดังขึ้นและพุ่งมาจากทางบานหน้าต่าง ทำให้ฉันต้องหันไปมองเร็วพลัน พบนักเรียนทางด้านนั้นยังคงจดจ้องอยู่ระหว่างหน้ากระดานกับสมุดของตน ดูเหมือนจะไม่มีใครหรืออะไรที่ส่งเสียงนั่นได้ และมันยังคงดังอยู่แบบนั้นรอบทิศทาง ฉันพยายามมองหาต้นเสียงอย่างหวาดหวั่น

            “รัดเกล้า เธอเป็นอะไร” เขาถามอย่างร้อนรน เมื่อเห็นฉันดูกระวนกระวายมองไปรอบห้อง จากนี้มันไม่ใช่แค่เสียงกระซิบ เพราะมันคละด้วยเสียงกรีดร้องที่เจ็บปวดทรมานของหญิงสาว มันดังซ้ำๆ วนไปมาในหัวฉัน ความรู้สึกเวียนหัวเริ่มจู่โจมฉัน หลอดเลือดสูบฉีดอย่างรวดเร็วจนฉันรู้สึกได้ ตอนนี้ฉันรู้เลยว่าฉันกำลังจะเป็นบ้า...

            “รัดเกล้า! รัดเกล้า!!” ใบเตยเริ่มพูดดังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทุกอย่างค่อยๆ ดีขึ้น เสียงของเตยดึงฉันกลับมาได้

            “รัดเกล้า ตรีรชล เล่นอะไรกัน” อาจารย์ประจำวิชาถาม ได้นำพาสายตาของคนในห้องมาที่เรา ภายในแววตาเหล่านั้นสะท้อนถึงความหวาดกลัวที่มีต่อฉันมาช้านาน และมันไม่เคยหายไปแม้แต่วินาทีเดียว ยิ่งเรื่องใบเตยเรียกฉันเสียงดังพร้อมกับฉันที่มีท่าทีลนลาน ยิ่งทำให้คนพวกนั้นกลัวฉันมากขึ้น

            ในขณะเดียวกันที่ทุกคนในห้องเพ่งความสนใจไปที่รัดเกล้า และเตย หนุ่มหน้าใหม่ที่นั่งหลังห้องกำลังมองรัดเกล้าอย่างไม่ละสายตา ในมือขวาที่มีรอยช้ำถือดินสอไม้ลายทางเหลืองดำ เริ่มขีดเขียนลงบนหน้าสมุดจากบนลงล่าง ซ้ายไปขวา วนเวียนไปมาไม่เป็นรูปร่าง ไม่เป็นตัวอักษร เขาลงน้ำหนักมากขึ้นและเร็วขึ้น จนในที่สุดเขาก็หยุด เมื่อพบว่าไส้ดินสอได้หักลงเนื่องจากแรงกดที่มากพอควร เขามองไส้ดินสอที่นอนแน่นิ่งอยู่บนหน้าสมุดที่มืดมน

 

            จากเหตุการณ์นั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น ก่อนหน้านี้พวกเขากลัวฉันและอยู่ห่าง แต่ตอนนี้พวกเขาต้องทำตัวอยู่ห่างในทุกจังหวะที่ทำได้ เดิมโต๊ะเรียนจะตั้งคู่และมีช่องว่างระหว่างโต๊ะไม่ห่างกันนัก พวกเขายกมันขยับถอยออกจากพวกเรา ไม่สิ แค่ฉัน แต่เพราะใบเตยอยู่กับฉันจึงต้องเรียกว่าเรา ใบเตยเลือกได้ว่าจะอยู่ข้างไหนถอยห่างจากฉัน หรือเคียงข้างฉัน

ถึงแม้การเป็นเกย์สาวไม่เป็นที่ยอมรับในโรงเรียนต่างจังหวัดแบบนี้ แต่พวกนั้นบางคนชอบเตย และเมื่อเตยเลือกที่จะอยู่กับฉัน เลยโดนหางเลขไปด้วย

ปกติพวกเรานั่งฝั่งประตูทางออก มันเป็นการดีสำหรับคนพวกนั้นที่ไม่ต้องเบียดเราออกห้องเรียน เมื่อหมดคาบ และคาบที่สองก็เช่นกัน ฉันกำลังจะวางกระเป๋าไว้บนเก้าอี้ที่นั่งเดิมของเรา แต่แล้วฉันก็ต้องหยุดเมื่อมีคนใช้เท้าถีบเก้าอี้หลบฉัน

มันไม่มากไปหน่อยหรอ” ใบเตยเอ่ยถามด้วยอารมณ์ฉุนที่เห็นกิริยาของเพื่อนหญิงที่อยู่ห้องเดียวกับเรา

“ไม่เลย ทางที่ดีพวกเธอควรเข้าไปนั่งริมหน้าต่างนะ” หล่อนพูดพลางถอยห่างทีละนิดอย่างระวัง

“พูดกันดีๆ ก็ได้นี่” คิ้วของเตยเริ่มขมวดเป็นปมหนาขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าที่ดูเหยียดหยาบของเจ้าหล่อนและเพื่อนคนอื่นๆ อีกเป็นกุรุด ใจหนึ่งฉันอยากตอบโต้คนพวกนั้นบ้าง แต่ฉันก็ไม่อาจทำได้ เพราะตอนนี้ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า สิ่งที่คนเหล่านั้นคิดที่ว่าฉันเป็นบ้าอาจจะเป็นเรื่องจริง

ฉันสะพายกระเป๋ากลับและดึงแขนเสื้อใบเตยเบาๆ เขาหันมามองฉัน ด้วยแววตาอ่อนระทวย เป็นแววตาที่แสดงถึงความเห็นใจ ซึ่งเขาจะใช้กับฉันเพียงคนเดียว

เขากลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ก่อนจะถอดหายใจช้า และจูงมือฉันเดินออกมาจากคนพวกนั้นตรงไปยังโต๊ะเรียนด้านหลังห้องฝั่งหน้าต่าง เขาให้ฉันนั่งชิดในส่วนเขานั่งขั้นฉันกับคนอื่นๆ เมื่อพวกเขาเห็นพวกเราได้ที่นั่งก็พากันจับจองที่ที่ใกล้ประตูทางออกมากที่สุด ส่วนคนที่ช้าก็จะได้ที่นั่งใกล้กับเรา แต่ดูเหมือนไม่ใช่ปัญหา เพราะพวกเขาเขยิบโต๊ะไปรวมกันเป็นกระจุก

อาจารย์ผู้หญิงซึ่งเป็นอาจารย์ประจำวิชานี้ เดินเข้ามาและสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของห้องเรียน เธอมองมาที่เราที่เป็นโต๊ะคู่ซึ่งตั้งอยู่เดี่ยวๆ ริมหน้าต่างสลับกับกลุ่มโต๊ะที่ตั้งกันเป็นก้อนใกล้ทางออก แต่เธอก็ไม่กล่าวอะไรซักคำ ทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวและเริ่มก้มหน้าก้มตาเปิดหนังสือเรียน

“อย่าไปสนใจคนพวกนั้นเลย อาจารย์ทับดาวก็ด้วย” ใบเตยบอก แล้วเพยิดหน้าไปทางหญิงสาวอายุราวสามสิบต้น ซึ่งยืนเปิดหนังสืออยู่หน้าห้อง

ฉันได้แต่ยิ้มตอบ โดยเราไม่ได้สังเกตเลยว่ามีคนเดินมายังโต๊ะเรียนด้านหน้าที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวที่ใกล้เรามากที่สุด

ทิวากวาดตามองรอบห้อง ซึ่งยืนใกล้โต๊ะเก้าอี้ชุดนั้น ก่อนจะมาหยุดมองที่เรา เขามองสลับไปมาระหว่างฉันกับเตย และยิ้มให้อย่างอ่อนโยนไร้เดียงสา เขาอาจยังใหม่ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น และควรทำยังไง แต่ลึกๆ ฉันเห็นว่าเขาไม่ใช่คนพรรค์นั้น เขาต่างไปโดยสิ้นเชิง คนส่วนใหญ่จะถือสำนวนที่ว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม แต่เขาไม่ เขาเลือกที่จะไม่รับรู้ นั้นทำให้เขาดึงดูดความต้องการของฉันที่อยากจะรู้จักเขามากขึ้น

เขาหันกลับไปและเตรียมท่าที่จะนั่ง แต่แล้วก็มีนักเรียนชายสามคนมาปรามเขาและช่วยกันยกโต๊ะเก้าอี้ชุดนั้นไปรวมกับพวกพ้อง และพชรหนุ่มหน้าใสที่เป็นที่หมายตาของสาวๆ ซึ่งในปีหน้าจะได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าวงโยธวาทิตของโรงเรียนก็เป็นหนึ่งในนั้น และเป็นหนึ่งในนั้นมาตลอด เขาจะคอยกันคนที่พยายามจะเข้าใกล้ฉันให้อยู่ห่าง และเขาก็ทำสำเร็จทุกครั้งไป...

ฉันเคยแอบชอบเขา เพราะฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีหัวใจ แต่มันจบลงแล้วเมื่อเขาเป็นคนทำลายมัน เราอยู่ห้องเดียวกันมาตลอดตั้งแต่เข้าม.1 ที่นี่ และเมื่อปีก่อนตอนเราอยู่ม.3 มีนักเรียนเข้าใหม่เป็นนักเรียนชายดูเหมือนเขาจะชอบฉัน เขาทำความรู้จักฉัน เราทำความรู้จักซึ่งกันและกัน ทำให้มีสมาชิกเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีอยู่สอง ฉันกับเตย แต่แล้วเมื่อพชรรู้เข้า เขาดึงเพื่อนใหม่ของเราออกไป เขาครอบนักเรียนชายคนนั้นอยู่หมัด โดยการเล่าสิ่งที่ฉันเป็น มันคือสิ่งที่พวกเขาคิดว่าฉันเป็น...เป็นบ้า...

เขาเล่าเรื่องของแม่ฉันที่ขังตัวอยู่ให้ห้องใต้ดิน ซึ่งฉันเชื่อว่าแม่ยังอยู่ในนั้น ห้องที่ฉันไม่เข้าไปดูให้แน่ใจ พวกเขาคิดว่าแม่ฉันกลายเป็นอีบ้าโรคจิต หลังจากที่พ่อของฉันทิ้งเราไป และก็คิดว่าฉันจะเป็นเหมือนแม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนที่รู้จักฉันต่างพากันกลัว แต่ก่อน ฉันโทษคนเหล่านั้นที่กลัวในสิ่งที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ ตอนนี้ไม่แล้ว เพราะฉันมีเพื่อน เพื่อนเพียงคนเดียวที่คอยปลอบโยนฉันในเวลาที่เศร้าใจ

เมื่อเพื่อนใหม่ของเรารู้เข้า เขาตีตัวออกห่างเรา ไม่แยแส ไม่แม้แต่จะสบตาทั้งที่เคยพูดคุยกันอย่างสนิทสนม

เขาคนนั้นเมื่อปีก่อนก็คือ นัน นันทศรัย คนที่กำลังวางเก้าอี้ของทิวาลง และจัดที่นั่งให้ พชรคงทำอย่างเคย ทำในสิ่งที่เขาเคยทำ จริงๆ แล้วมันอาจจะเป็นการดีก็ได้ในตอนนี้ เพราะจากคาบแรกฉันเริ่มสงสัยตัวเองขึ้นมา แม่อาจจะได้ยินเสียงประหลาดนั้นจนทำให้ต้องขังตัวเอง และปิดกั้นไม่ให้ได้ยินเสียงบ้านั่นก็ได้

ทิวาหันมามองฉันอย่างงวนงง ก่อนที่จะหันกลับไปแล้วหย่อนก้นนั่งแต่โดยดี ถ้าฉันคิดถูกเรื่องที่เขาต่างจากคนพวกนั้น เขาจะทำยังไง เมื่อได้ยินเรื่องของฉันจากพชรนะ เป็นคำถามที่ฉันจะรอคำตอบแม้ว่ามันจะเป็นคำตอบเดิมที่ฉันเคยได้รับจากนันทศรัยก็ตาม...

การเรียนคาบสองเริ่มขึ้น โดยฉันไม่ทันรู้ตัวเลยว่าความเจ็บแสบที่เคยมีใต้ท้องแขนซ้ายได้หายเป็นปลิดทิ้ง หลังเตยทักฉัน

“แขนเธอเป็นยังไงบ้าง” ใบเตยกระซิบข้างหูฉัน ก่อนที่จะกลับไปหมกมุ่นกับสมุดของตัวเอง

“เออ หายแสบแล้วหล่ะ” ฉันบอกพลางบิดแขนซ้ายขึ้นดู รอยแดงสดก็หายไปด้วย

“หายแล้วนี่!” เตยกระซิบเสียงหลง แล้วเงยมองหน้าฉันด้วยตาเบิกกว้าง “แล้วเรื่องที่เกิดในห้องนั้นล่ะ” เขาถามต่อคิ้วเริ่มขมวดเป็นปมอย่างสงสัย

“ใบเตย...จำเรื่องที่พูดกับฉันเมื่อเช้าได้มั้ย” ฉันเบี่ยงประเด็น และส่งสายตาอาวรณ์

“เรื่องแม่หมอท้ายซอย 6 หน่ะหรอ” เขาพูดด้วยเสียงที่เรียบและเงียบที่สุด ใบเตยรู้ทันฉันเสมอ เขารู้ว่าฉันไม่ได้ถามเฉยๆ ซึ่งเรื่องมันต้องเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดกับฉัน และก็ใช่ เรื่องเสียงชวนขนลุกนั้น

“อืม” ฉันยักหน้าสองสามครั้ง ปากเรียบเฉียบเป็นเส้นตรง

 

เวลาพักกลางวันมาถึงเร็วกว่าที่คิด เนื่องจากทางโรงเรียนมีประกาศเรียกประชุมครูทุกระดับชั้น นั่นทำให้ช่วงบ่ายงดการเรียนการสอนเช่นกัน เป็นเวลาเหมาะสำหรับการเดินทางไปบ้านร้าง เพราะจะได้ไม่กลับบ้านดึก

นักเรียนทั้งห้องพากันเก็บอุปกรณ์การเรียนของตนอย่างรวดเร็ว และรีบเดินออกนอกห้อง ตาพลางมองที่ฉันอย่างระแวงระวัง ใครเก็บเสร็จก่อนได้ออกก่อน โดยไม่รอครูกล่าวปล่อยชั้นเรียน ไม่นานทั้งห้องว่างเปล่าและเงียบกริบ เหลือเพียงฉันกับเตยเท่านั้น

ตอนที่ทุกคนทยอยออกจากห้องฉันแอบเห็นทิวาเหมือนจะเดินมาทางเรา แต่แล้วพชรได้ใช้แขนกอดคอลากให้ทิวาไปกับพวกเขา ฉันถอนหายใจน้อยๆ ก่อนที่เตยจะพูดบางอย่าง

“เขาดูเหมือนชอบเธอนะ รัดเกล้า”

“ถ้าเธอยังจำเมื่อปีที่แล้วได้ เธอจะพูดแบบนี้อยู่มั้ย” ฉันถามยักคิ้วขึ้น

“อาจจะนะ หรือ...ไม่ดีกว่า” เขาคิดและทำจมูกหมู จากนั้นเราก็หัวเราะด้วยกัน ทุกครั้งที่หัวฉันคอยคิดอะไรต่อมิอะไร เตยจะเป็นคนทำให้ฉันผ่อนคลายโดยที่ฉันไม่รู้ตัว

“ตกลง เธอจะพาฉันไปสำนักนั่นมั้ย” ฉันเข้าเรื่องอย่างไม่รอช้า

“รัดเกล้า ถ้าเธอพร้อมเล่าให้ฉันฟังนะ” เตยพูดเสียงขรึม ดูจริงจัง

             “นั้นถือว่าเป็นคำตอบ ฉันไม่ได้ไปสำนักนั่นคนเดียว” ฉันไม่ได้อยากหลีกเลี่ยงคำถาม แต่บางครั้งมันเกินคำที่ฉันจะอธิบาย ขอโทษนะเตย

0 ความคิดเห็น