รัดเกล้า เงาปีศาจ

ตอนที่ 1 : รักแรกพบจริงหรือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 มี.ค. 59

           ฉันยืนมองประตูห้องใต้ดินที่ปิดเงียบ มือพรางคลำนับหินที่สร้อยข้อมือขวาทีละเม็ด ทำไมฉันไม่คิดที่จะเปิดประตูบานนั้นในก่อนหน้านี้ ฉันเฝ้าถามตัวเองและสงสัยอยู่นานก่อนที่ฉันจะตัดสินใจเดินตรงไปยังประตูเจ้าปัญหา แต่แล้วก็ต้องหยุดการกระทำนั้น เมื่อมีคนมาเคาะประตูหน้าบ้าน

            ฉันเดินไปเปิดประตูหน้าบ้าน และพบกับเตยเพื่อนสาวในร่างผู้ชาย

            “รอนานไหม” เขาถามฉัน ก่อนที่ฉันจะเดินแทรกประตูออกมา มือกดล็อคลูกบิดและปิดประตูเบาๆ

            “ไม่นานเลย” ฉันไม่รีรอที่จะเดินไปยังรถมอร์เตอร์ไซต์อีป๊อปสีเขียวเก่าๆ การไปเรียนในเช้าวันนี้เป็นข้ออ้างที่จะไม่เปิดประตูบานนั้น หรือเพราะฉันกลัวคำตอบของมันกันแน่

 

            เตยกับฉันเดินทางไปโรงเรียนด้วยมอร์เตอร์ไซต์คันนี้เกือบทุกวัน ถ้าแม่ของเตยมีกิจที่จะใช้รถ เขาก็จะปั่นจักรยานมารับฉันที่บ้านแทน

จากบ้านฉันมาถึงโรงเรียนใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที และบ้านฉันก็เป็นทางผ่านของเตยด้วย จึงทำให้เตยมารับฉันบ่อยๆ เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่พวกเรายังตัวเล็กๆ จะว่าไปเขาเป็นคนเดียวที่เล่นขายของกับฉันในตอนนั้น เราสนิทกันมาก ยามเขาชี้นกบอกว่าเป็นไม้ฉันก็เชื่อ มันเป็นความเชื่อใจเล็กๆ เมื่อมีความผูกพันกับใครมากๆ เรารู้จักกันและกันเหมือนเป็นคนคนเดียว หากขาดเขาชีวิตฉันคงไร้ความหมาย มันเป็นถึงขนาดนั้นเลย ฉันคิดว่าฉันไม่ต้องการเพื่อนอีกแล้วชีวิตนี้ ฉันยิ้มกับตัวเองมือพลางลูบคลำหน้าท้องที่แน่นเป็นลอนของเพื่อนสาว เพื่อหาไขมันส่วนเกินที่มีเพียงน้อยนิด อยากถามเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่

            “เป็นอะไรกับท้องฉันมากไหม” เตยเบนหน้ามาเล็กน้อย ตามองถนน ปากพูดกับฉัน

            “ทำไมหุ่นดีจัง” แล้วความสงสัยก็มาซึ่งข้อคำถาม

            “ถึงแม้ว่าฉันจะมีจิตใจเป็นหญิง ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องเป็นผู้หญิงนี่ ฉันต้องแข็งแรงเพื่อปกป้องเธอไง” พูดจบเขาก็ยิ้ม ฉันไม่เห็นใบหน้าเขาหรอก แต่ฟังจากน้ำเสียงและมุมปากก็รู้ว่าเขาพูดออกมาด้วยใจจริง

            อบคุณนะเตยเป็นคำพูดฉันที่อยู่ในลำคอ

            “ต่อไปนี้เรียกฉันว่าใบเตยนะ เตยมันดูกึ่งๆ อะ”

            “ใบเตย...ก็ได้” แล้วฉันก็โอบเอวเขา ใบหน้าแนบกับแผ่นหลังอุ่น เขาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนที่เอามือมาลูบแขนฉันเบาๆ

 

            รถของเราเข้าจอดที่โรงรถหน้าโรงเรียนได้ไม่นาน ก็มีเสียงถากถางที่ฟังคุ้นหูดังขึ้น

            “ฉันเริ่มเดาไม่ออกและว่าสังคมสมัยนี้จะยังไง ผู้หญิงชอบกับตุ๊ดเนี้ยนะ แหวะ!” มิ้วพูดกับเพื่อนสาวของเธอระหว่างที่เดินผ่านโรงจอดรถมอเตอร์ไซด์ ถึงพวกนั้นจะไม่ได้มองเราก็เถอะ พวกเราก็พอรู้เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้ยิน มิ้วเป็นคนหน้าตาน่ารักอีกทั้งเธอยังแต่งกายชุดนักเรียนมัธยมปลายเรียบร้อย มัดผมรวบตึงถูกระเบียบของโรงเรียนเสมอ แต่เสียอย่างเดียวปากเธอร้ายไปหน่อย ฉันไม่ได้ตั้งใจจะว่าเธอนะ ฉันเข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมมิ้วถึงพูดกับเราแบบนั้น คนข้างนอกเห็นก็คงคิดแบบเดียวกันกับเธอ แต่เรามักเป็นที่พูดลับหลังกับเพื่อนเธอที่เดินข้างกันมาเรียนในวันนี้ ฉันได้ยินบ่อยตอนฉันเข้าห้องน้ำโดยไม่มีใครรู้ เข้าใจง่ายๆ ก็ฉันแอบฟังนั้นแหละ

            “เธอไม่เป็นไรนะ” เตยถามฉันขณะที่ช่วยฉันถอดหมวกกันน็อค

            “ไม่นิ ฉันชินกับคำพูดพวกนั้นแล้วล่ะ”

            “นึกว่าฉันจะเป็นคนเดียวที่ชินซะอีก” แล้วยิ้มให้กันเป็นนัยน์ว่าใครสนว่าคนอื่นจะพูดยังไง จากนั้นเราก็พากันเดินออกจากโรงรถมุ่งไปยังม้าหินอ่อนที่อยู่ใต้ร่มไม้ไม่ไกลจากสนามบอลมันเป็นที่ประจำช่วงรอเคารพธงชาติ หาเรื่องคุยไปเรื่อยระหว่างทาง แล้วเตยก็มีความคิดประหลาด

            “รัดเกล้า ฉันว่าเลิกเรียนเราทำอะไรสนุกๆ กันมะ” เขาพูดพร้อมใบหน้าเปล่งประกาย

            “อะไรที่ว่าสนุก” ฉันถามด้วยความสงสัย เตยเป็นคนที่ชอบหาอะไรทำ นั้นจึงเป็นอีกเหตุผลที่ปราศจากคำว่าน่าเบื่อ

            “ก็บ้านร้างท้ายซอย 6 ไง ได้ยินมาว่ามีแม่หมอ พ่อปู่หรืออะไรซักอย่างมาอยู่แล้วนะ” นั่นคือความคิดประหลาดของเตย อย่างที่รู้กันกว่าจะเป็นบ้านร้างได้จะต้องมีประวัติ หมู่บ้านเราไม่ค่อยมีคนเข้าและออกกันบ่อยนัก เพราะล้วนแล้วแต่เป็นบ้านของบรรพบุรุษที่มีลูกๆ หลานๆ อาศัยต่อ มันเป็นแบบนั้นมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ย้ายเข้าเช่นกัน ตอนนั้นอายุราว 4 ขวบ และบ้านที่ฉันอยู่ก็เป็นบ้านเก่าของแม่ฉัน

            “อย่าบอกนะว่าเธอจะไปขอคาถาเพื่อจะเป็นแม่หมอด้วย” ฉันพูดจบก็ขำใหญ่ เขาทำเหวอเล็กน้อย ที่พูดไปแบบนั้นเพราะหวังว่ามันจะเป็นแค่ความคิดติดตลก

            “ยัยบ้า อาชีพฉันในอนาคตไม่มีแม่หมออยู่ในรายการจ้ะ” แล้วเตยก็เงยหน้าขึ้นมองความฝันของตัวเองในอากาศได้สักพักก็หันมาทางฉันแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เขามาอยู่ได้นั้นหมายความว่าต้องมีอะไรซักอย่างแน่ๆ” ดูท่าแล้วเตยคงต้องการจริงๆ

            “ไหน เธอลองบอกฉันสิว่า เธอกำลังจะทำอะไร” ฉันถาม

            “ก็ให้เขาดูหมอให้ไง เรื่องฝันซ้ำๆ ของเธอน่ะ จะว่าไปเธอยังฝันแบบเดิมอยู่หรือเปล่า” เหตุผลของเตยฟังขึ้นนะ ใช่ฉันเคยฝันซ้ำๆ ในทุกๆ คืน เห็นแต่ภาพเดิมๆ ซึ่งฉันไม่อาจแน่ใจว่ามันคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในวัยเด็ก ฉันฝันเห็นมือทั้งสองข้างของฉันอาบไปด้วยเลือด เห็นศพของชายที่ไม่รู้จักจบกองไส้ที่ทะลักออกมาเกลื่อนไปหมด ตามพื้นเปื้อนไปด้วยของเหลวสีแดง ในความฝันฉันคิดว่าฉันเป็นคนคว้านท้องเขา นั้นเป็นสิ่งที่ฉันเล่าให้เตยฟังอยู่บ่อยครั้ง

            “ไม่แล้วนี่” ฉันไม่ได้ฝันแบบนั้นแล้ว เมื่อฉันพยายามปล่อยวาง และมันช่วยได้

            “แต่เธอก็ยังเคย” เตยพูดพลางหย่อนก้นลงบนม้าหินอ่อน ฉันก็เช่นกันและพูดต่อ

            “ใบเตย ฉันจำได้ว่าเธอไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาตินี่” ฉันไม่เชื่อแต่ก็ไม่ได้ลบลู่นะ ส่วนใบเตยน่ะไม่เชื่อเลยแหละ เรื่องพรรค์นั้น

            “ลองดูนะ เขาจะแม่นจริงหรือเปล่า หรือบางทีถ้าเขารู้จริงอาจจะบอกได้ว่าแม่เธออยู่ไหน” เขาไล่ระดับเสียงลงเรื่อยๆ จนเบาที่สุดในท้ายประโยค มันเป็นอะไรที่ย้ำฉันได้ดีเลยว่าฉันควรจะเปิดห้องใต้ดินนั้นสักที ใบเตยรู้ว่าฉันคิดว่าแม่ฉันอยู่ห้องใต้ดินนั้น แต่ฉันไม่เคยเล่าว่าฉันเปิดมันดูหรือยัง เขาถามอยู่เหมือนกัน แต่ฉันจะเบนประเด็นทุกที “รัดเกล้า ฉันขอโทษ” เขาพูดเมื่อฉันก้มลงคิดอะไรบางอย่าง

            “ไม่ ไม่ ฉันรู้หน่า” ฉันเงยมองเขาพร้อมรอยยิ้มที่เข้าใจ

            “โอเค ฉันว่าเลิกล้มโปรแกรมเย็นนี้” เขาพูดและยิ้มให้ฉัน มือพลางเปิดกระเป๋าหาของบางอย่างจากมองเข้าไปในกระเป๋า เริ่มเอามือล้วงเข้า จากอาการใบหน้ายิ้มแฉ่ง เริ่มหุบคิ้วขมวดเป็นปม

            “หาอะไรเหรอ ฉันช่วยไหม” ฉันถาม ขณะที่มือของเขาย้ายมาคลำกระเป๋ากางเกงของตนเอง

            “กุญแจรถน่ะ ลืมที่รถแน่เลย” มือเขาเลื่อนขึ้นมาคลำกระเป๋าเสื้อ

            “ไปดูที่รถกัน” ฉันชวน

            “เดี๋ยวฉันมา ส่วนเธอรอที่นี่ ห้ามเข้าแถวก่อนฉันมานะ” แล้วเขาก็ลุกขึ้น ที่เขาต้องไปดูกุญแจไม่ใช่เพราะกลัวรถหายหรอก แต่ถ้าคนอื่นรู้เรื่องนี้ไม่มีทางที่จะอยู่เฉยๆ พวกนั้นพร้อมที่จะเรียนรู้วิธีใหม่ๆ เพื่อแกล้งเราเสมอ

            เตยเดินออกไปไม่นานฉันก็ลองเปิดกระเป๋าหาดูเช่นกัน เผื่อหลงมาอยู่ในกระเป๋าฉัน เมื่อฉันรู้ว่ามันไม่มี จึงนำมือออกมาจังหวะนั้นเองทำให้เกี่ยวยางลบออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว มันกลิ้งตกลงบนพื้นใต้โต๊ะ ฉันก้มลงเก็บยางลบ และก่อนที่หัวฉันจะออกมาจากใต้โต๊ะ มันได้กระแทกกับอะไรบางอย่างคล้ายมือ ฉันเอื้อมขึ้นจับข้อมือและใช่ เป็นมือของเตยแน่เลย ทำให้ฉันออกจากใต้โต๊ะอย่างระวังมากขึ้น

            “ไปเร็วจัง หากุญแจเจอแล้วหรอ...” ฉันต้องชะงัก เมื่อคนที่อยู่ตรงหน้าฉัน ซึ่งกำลังมองดูหลังมือตัวเองอยู่ไม่ใช่เตย

            “เออ.. คือ..” เขาได้ยินเสียงอ่ำอึ้งของฉัน ก็เงยหน้าขึ้นมอง ทำให้ฉันได้เห็นหน้าเขาชัดเจน เขาเป็นผู้ชายหน้าตาดีทีเดียวคมเข้มคล้ายคนใต้ ผิวสีแทนเนียน ซึ่งอยู่ในชุดนักเรียนหน้าอกปักชื่อย่อโรงเรียนเรา แววตาที่กำลังมองฉันนั้นมันเย้ายวนชวนหลงไหล บางอย่างในใจฉันบอกว่าฉันเคยพบเขามาก่อน แต่ในความเป็นจริงความคล้ายกันพบได้ทุกแห่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งของใช้ที่ทำออกมาอย่างถอดพิมพ์เดียวกัน

            เขายิ้มให้ฉันเพียงมุมปาก แฝงความลึกล้ำที่ไม่อาจล้วงรู้ แต่ทำไมฉันกับมองเขาราวกับต้องมนต์สะกด ฉันกำลังตกอยู่ในภวังค์ซึ่งฉันไม่สามารถนำพาตัวเองออกมาได้ ร่างกายไร้การตอบสนองใดๆ ฉันได้แต่ยืนมองเขาอยู่อย่างนั้น ก่อนที่เขาจะพยายามเรียกฉัน

            “เธอ เธอยังอยู่ไหม” ทำให้ฉันกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับความเขินอาย

            “ขอดูมือหน่อยได้ไหม” ฉันแก้เขินโดยเบี่ยงประเด็น เอื้อมมือออกไปจะจับมือเขา แล้วฉันก็หยุดเพื่อดูพฤติกรรม และเขาก็ไม่แสดงท่าทีกลัว รังเกียจ หรืออะไรประมาณนั้น ทำให้ฉันสงสัยว่าเขาจะเป็นนักเรียนใหม่

            เขาเห็นฉันหยุด จึงยื่นมือออกมาวางไว้บนฝ่ามือฉัน ฉันรับมือเขาไว้ มือของเขาดูใหญ่และเย็นด้วย

            “นายเป็นนักเรียนใหม่ใช่ไหม” ฉันถามพลางดูมือเขา

            “สังเกตง่ายแบบนั้นเลยหรอ” ถูกต้อง เพราะถ้าเป็นนักเรียนเก่าแค่ฉันเอื้อมมือออกไป ก็มโนได้แล้วว่าฉันจะทำร้าย ไม่ยื่นมือกลับมาแบบนี้หรอก แย่ละ..หลังมือของเขาถลอกเล็กหน่อย แต่รอยช้ำนี่สิ มันออกสีเขียวๆ ม่วงๆ เป็นแนว บ่งบอกว่ากระแทกแรงมากๆ ซึ่งฉันไม่คิดว่าฉันจะหัวโขกโต๊ะแรงขนาดนั้น

            “เจ็บหรือเปล่า” ฉันลองกดลงตรงรอยช้ำ และลองคลำรอบๆ ว่าเขาจะเจ็บตรงอื่นอีกไหม ไม่นานเขาก็ดึงมือกลับไป

            “นิดหน่อย แค่นี้เอง เดี๋ยวก็หาย” เขาตอบฉันและยิ้มให้ราวกับว่าเรื่องเล็กจริงๆ แต่ถ้าเขาบอกปวดฉันก็จะเชื่อ เพราะรอยช้ำนั้นมันชัดมากแบบกระดูกหักได้เลยมั่ง

            “ขอโทษและขอบคุณนะ ฉันไม่คิดว่ามันจะแรงขนาดนั้น” ฉันยิ้มเจื่อนๆ ให้

            “อืม ว่าแต่ทำไมถึงรู้ว่าผมเป็นนักเรียนใหม่ล่ะ” เขาถาม เขาเป็นนักเรียนใหม่จริงด้วย ถึงฉันจะคุ้นหน้าก็เถอะ

            “ก็...ถ้านายเป็นนักเรียนเก่า นายก็จะทำแบบนั้น” ฉันหันไปมองคนที่อยู่รอบตัวเรา พวกเขาพากันมองและซุบซิบกัน เขามองตามแต่กลับขำในลำคอ

            “นินทาเธอน่ะหรือ” เขาดูไร้เดียงสาและอ่อนโยน แบบนี้แหละที่ฉันกลัว

            “ไม่ใช่หรอก คนพวกนั้นกำลังคิดแผนตั้งรับอยู่ต่างหาก” ฉันบอก เขากลับมามองฉันอีกครั้ง เหมือนเขากำลังปลอบปะโลมฉันด้วยแววตา ฉันตื่นเขินเล็กน้อยและเบี่ยงหนีทำให้เห็นใบเตยที่กำลังเดินควงกุญแจรถกลับมา

            “เพื่อนฉันมาแล้วล่ะ ฉันต้องเก็บของก่อน” ฉันพูดอย่างเร็ว จริงๆ แล้วฉันอยากรู้จักเขาให้มากกว่านี้ แต่มันไม่สามารถที่จะเป็นไปได้ ใจฉันคิดว่าเขาต่างออกไป ไม่สนใจคนรอบข้างที่จะพูดถึงเขายังไง แต่นี่เพียงแค่เริ่มต้น เราไม่อาจตัดสินคนเพียงชั่วแวบเดียว

            “เดี๋ยว ฉันยังไม่รู้จักชื่อเธอเลย” เขาคว้าต้นแขนฉันจังหวะที่ฉันหันหลังกลับไปที่โต๊ะ มันเป็นสัมผัสที่แผ่วเบาเย็นเยือก ทำให้ฉันหันกลับไปหาเขา

            “ไม่รู้จักกันนั้นแหละดีแล้ว”

            “รัดเกล้า!!” เตยตะโกนเรียกฉัน พร้อมโชว์พวงกุญแจให้ฉันดู

          “รัดเกล้า...” เขาพูดย้ำชื่อฉัน เหมือนทำให้ฉันรู้ว่าเขารู้แล้ว และเขาก็พูดต่อ “ผมชื่อทิวา” พร้อมกับรอยยิ้มที่เป็นมิตร นั่นทำให้จิตใจฉันหวั่นไหว มันเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ อีกเดี๋ยวเดียวทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมรัดเกล้า ฉันปลอบตัวเอง

             เขาค่อยๆ ปล่อยแขนฉันลง และพูดว่า “เพื่อนเธอใกล้ถึงแล้ว” ฉันหันกลับไปหาเตยอีกครั้ง เป็นอย่างที่เขาพูด และเมื่อครั้งที่ฉันหันกลับไป ก็พบเพียงแผ่นหลังกว้างๆ ของเขา

0 ความคิดเห็น