In Control...ในปกครอง (Yaoi)(END)

ตอนที่ 7 : Chapter 6 : Utopia

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34,699
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 940 ครั้ง
    25 ต.ค. 60

Chapter 6

                ผมพยายามเป็นเด็กดีของเจิ้น ในสภาวะไม่มั่นคงของชีวิตเช่นนี้ผมไม่กล้าทำให้เจิ้นโกรธอีก รอยกัดของเขายังประทับอยู่บนตัวผม แม้ว่าเจิ้นจะเป็นคนทายาให้

                มันไม่ได้เลือดออก แค่เป็นรอยแดงๆ และจริงๆมันไม่ได้เจ็บ มันไม่มีรอยฟันด้วยซ้ำแต่ทำไมมันถึงทิ้งสีจางๆไว้ผมก็ไม่แน่ใจ

                มันเหมือนรอยยุงกัดแต่ว่าเจิ้นเป็นคนกัด เจิ้นอาจจะมีวิธีกัดผมที่ทำให้ไม่มีรอยฟัน ผมนอนหมดแรงให้เจิ้นทายาไปทั้งตัว เจิ้นยิ้มติดมุมปากที่ได้ทายาให้ผม

                นิ้วเขาสัมผัสแผ่วเบาไปทั่ว ผมหลุดครางตอนเขาแตะผ่านหน้าอก...มันแปลกๆ มันทำผมตาพร่า และเขาก็จูบผม เขาจูบสลับกับทายาจนผมเบลอ

                แต่พอผมเรียกเจิ้น เรียกซ้ำๆ เจิ้นกลับพอใจ ผมเห็นความสุขใจบางอย่างในดวงตาเขา ดวงตาที่สะท้อนภาพใบหน้าผมในนั้น ความสุขคงส่งต่อให้คนรอบข้างได้ใช่ไหม ผมเลยยิ้มตามเจิ้น...และโน้มคอเขาลงมาจูบบ้าง

                เราคลอเคลียกันเช่นนั้นไปทั้งวัน ทายาเสร็จก็ไปกินข้าวเช้า คุณแม่บ้านไม่มายืนรอเหมือนทุกที มีแค่ผมกับเจิ้นสองคนและผมก็ได้นั่งตักเจิ้น ปล่อยให้เจิ้นเอาใจ

                คางเจิ้นวางที่ไหล่ผม มือเขาคีบนั่นคีบนี่ให้ผมกิน มืออีกข้างเขาวางอยู่ที่ต้นขาของผม... วันนี้ผมไม่ได้ใส่ชุดจีนสีขาวแต่เป็นเสื้อยืดคอย้วยตัวเก่าและกางเกงขาสั้นมาก เจิ้นบอกว่าให้ใส่แบบนี้จะได้เห็นชัดๆว่าผมเจ็บตรงไหนอีกไหม เขาเป็นห่วง

                เจิ้นถือสิทธิ์ความเป็นห่วงในตัวผมเสมอและผมก็ชอบให้เจิ้นเป็นห่วง ผมปล่อยให้เขาป้อนข้าวและลูบขาผมไปพลางๆ มันก็สบายดี และผมก็ได้ป้อนข้าวเจิ้นด้วย

                กินเสร็จเขาก็อุ้มผมขึ้น วันนี้เจิ้นแทบจะไม่ให้เท้าผมแตะพื้น ผมคิดว่าเขาคงรู้สึกผิดที่ทำผมเหมือนโดนยุงทั้งฝูงกัดมา เราไปนั่งเล่นกันที่เก๋งด้านนอก หลักทรัพย์กับออมทรัพย์ร้องเพลงตะแง้วๆไปเรื่อย ลมดาดฟ้าเย็นนิดหน่อยเจิ้นถึงโอบกอดผมไว้

                ผมคุยงุ้งงิ้งกับเจิ้นแทบทุกเรื่อง เขาอารมณ์ดีมากจนผมกล้าพอจะเอ่ยปากเรื่องคิว เจิ้นชะงักเล็กน้อยแต่ก็ยอมฟังผมอธิบายว่าคิวไม่ได้เป็นคนร้ายจับผมไป เขาเป็นเพื่อนที่เหมือนเพื่อนมัธยมปลายของผม

                “เราดีกันนะ”

                “พี่ไม่เคยโกรธจันทร์”

                “แต่เจิ้นโมโห”

                “พี่เป็นห่วงจันทร์ ข้างนอกนั้นพี่ไม่มีทางรู้เลยว่าใครหวังดีกับจันทร์บ้าง จันทร์ต้องระวังตัวเข้าใจไหม? อย่าดื้อ อย่ามีความลับกับพี่ อย่าทำให้พี่เป็นห่วง อย่าไปในที่ๆพี่จะไม่เห็นจันทร์”

                “ไม่ไป จันทร์จะอยู่กับเจิ้น เจิ้นก็อย่าไปในที่ๆจันทร์จะไม่เห็นเจิ้น จันทร์ขอโทษ จันทร์จะไม่นอนเยอะเกินไปอีก จริงๆแล้ววันนั้นจันทร์ร้องไห้”

                ความลังเลและความอึดอัดกับเสียงทุ้มๆของเจิ้นทำให้ผมคิดว่าผมน่าจะบอกว่าผมรู้สึกยังไง เราไม่ควรมีความลับต่อกันจริงๆใช่ไหม ถ้าผมบอกไปเจิ้นจะมองผมเป็นเด็กไม่ดีหรือเปล่า

                “ร้องไห้? ร้องไห้ทำไม หืม?”

                “จันทร์... จันทร์กลัวเจิ้นทิ้ง กลัวเจิ้นไม่ให้อยู่ด้วย วันหนึ่งเจิ้นต้องเบื่อจันทร์ใช่ไหม แล้วจันทร์ก็ต้องออกไปอยู่ที่อื่น และเราก็จะไม่ได้อยู่ด้วยกันอีก แค่คิดตรงนี้ก็เจ็บ”

                ผมยกมือทาบตรงหัวใจตัวเอง มันหน่วง อึดอัด น้ำตาผมรื้นอีกครั้ง ผมร้องไห้ง่ายเสมอถ้าเป็นเรื่องของเจิ้น เป็นเด็กงอแงและงี่เง่า

                “จันทร์เจ็บใช่ไหม..พี่ก็เจ็บเหมือนกัน”

                เจิ้นดึงมือผมที่ทาบกับหัวใจไปแตะหน้าอกข้างซ้ายของเขา ก้อนเนื้อในอกของเจิ้นเต้นแรงไม่ต่างจากของผม ผมไม่ได้กังวลไปคนเดียวใช่ไหม?

                “ถ้าวันหนึ่งจันทร์ไม่อยู่กับพี่แล้ว ตรงนี้พี่ก็เจ็บ จันทร์กลัวพี่ไม่ให้อยู่ด้วย พี่ก็กลัวจันทร์ไม่อยากอยู่กับพี่ กลัวจะไม่ได้กอดจันทร์ กินข้าวกับจันทร์”

                “เจิ้น...”

                “ขอพี่อยู่ด้วยได้ไหม? อย่าทิ้งพี่ไปนะ”

                “ฮึก...ไม่ไป จันทร์อยู่ด้วย เราอยู่ด้วยกันนะ จันทร์ให้เจิ้นกอดบ่อยๆ กอดกันนะ ฮืออ”

                “มูนนี่...เด็กดีของพี่”

                ผมร้องไห้มากมายเพราะมันดีใจปนโล่งใจ ผมกอดเจิ้นไว้แน่นจนเขาดึงผมไปนั่งคร่อมอยู่บนตัก มือหนาของเจิ้นเช็ดน้ำตาของผม ปลอบจนผมหายงอแง

                “หน้ามู่ทู่หมดแล้ว”

                “หล่อจะตาย จันทร์หล่อ”.

                “คนหล่อทำไมงอแง?”

                “ก็คนหล่อเสียใจก็ต้องงอแง”

                “ตอนนี้หายเสียใจยังหืม?”

                “หายก็ได้”

                “งั้น...พี่ขอรางวัลได้ไหม? ที่ทำให้คนหล่อหายเสียใจแล้ว”

                แววตาของเจิ้นกลับมือที่ไล้ไปมาบนแก้มผม ทำผมหน้าร้อนผ่าว...แต่ผมก็พยักหน้า ไม่มีเหตุผลอะไรต้องปฏิเสธ ความกังวลของผมหายไปจริงๆ และผมก็ชอบ...ที่เราจูบกัน

                เราจูบกันหลายครั้ง ผมปล่อยให้เจิ้นจูงมือเดินไปรอบๆ น้ำตกจำลอง สระว่ายน้ำ ไปจนถึงห้องดูดาว เจิ้นเล่าเรื่องงานให้ฟังบ้าง สลับกับเลขาที่ทำตัวตลกๆบ้าง ผมหัวเราะตามกับเรื่องตลกของเขา

                โอนอ่อนในตอนที่เจิ้นโอบรั้งไปกอด เขย่งเท้ายามที่เจิ้นโน้มตัวลงมาจูบ และเอนตัวลงกับที่นอนยามเรามาถึงห้องดูดาว ให้เจิ้นได้สำรวจ...ว่ารอยกัดบนตัวผมจางลงหรือยัง

                ผมเปลือยเปล่า...และพร่าเบลอ เสียงครางต่ำของเจิ้นดังอยู่ข้างหู และผมทำได้แค่เรียกชื่อเจิ้น

 

                วันจันทร์ดูสดใสกว่าทุกทีคงเพราะผมชาร์จแบตกับเจิ้นมาเต็มขั้น คุณแม่บ้านกลับมายืนดูแลผมกับเจิ้นกินข้าว เจิ้นอ่านหนังสือพิมพ์ส่วนผมก็กินข้าวต้มกุ้งของตัวเอง

                วันนี้เจิ้นไม่ได้ใส่ชุดทำงานแต่เป็นเสื้อโปโลสีขาวและกางเกงกีฬาขายาว เจิ้นจะไปตีกอล์ฟกับลูกค้า เจิ้นไม่ได้ชอบตีกอล์ฟแต่ต้องไปเพื่อเข้าสังคม ผมก็ได้เรียนกอล์ฟเหมือนกันตอนมัธยม ส่วนมากกีฬาที่เรียนมักจะเป็นกีฬาเชิงสมาคม ลีลาส เทนนิส สนุกเกอร์ บิลเลียด กอล์ฟอะไรทำนองนี้

                เจิ้นนั่งรถไปส่งผมที่มหาวิทยาลัยหลังจากบังคับให้ผมกินยาเรียบร้อยแล้ว ผมหายปวดท้องแล้วเพราะกลับมากินอะไรที่เคยชิน ข้าวกล่องคุณแม่บ้านมันก็อร่อยแต่ไม่สะดวกหลายๆอย่างก็เลยงดไป

                วันนี้เป็นอีกวันที่ผมต้องเข้ากิจกรรมรับน้อง เพื่อนๆพากันเป็นห่วงที่ผมเข้าฐานไม่ครบเมื่อวันเสาร์เพราะผมไม่สบาย คิวเดินเข้ามาในห้องตอนเกือบจะเริ่มเรียนแล้ว มันคิ้วขมวดและมานั่งข้างผม

                “จันทร์ พี่ชายว่าไงมั่ง? ตัวจริงโคตรดุเลยว่ะ”

                “เป็นห่วงเฉยๆน่ะ ไม่มีอะไรหรอก เจิ้นเข้าใจแล้วเรื่องคิว คราวหลังต้องบอกเจิ้นก่อนว่าจะไปไหนเขาก็ไม่ว่าแล้วแหละ”

                “ไอ้ลูกแหง่เอ้ย แล้วตกลงร้องไห้อะไร?”

                “แหะๆ เข้าใจผิดกับพี่นิดหน่อย”

                คิวชะงักแต่ก็พยักหน้าแล้วก็ยีหัวผมแรงๆเหมือนที่ชอบทำ ผมโวยวายนิดหน่อยก่อนจะหันไปสนใจบทเรียน ผมตั้งใจเรียนมากเพราะผมโง่เลข ถึงมันจะยังไม่มีคำนวนแต่ผมต้องไม่ชะล่าใจ

ส่วนคิว...มันแนบหน้ากับโต๊ะแล้วก็หันมองผม ทำปากขมุบขมิบแซวผมแถมทำหน้าล้อเลียน จะหันไปด่าก็ไม่ได้เพราะตอนนี้ห้องเงียบมาก

                ผมเลยหยิบปากกาขึ้นมาวาดหนวดบนเหนือปากคิว คราวนี้ผมหัวเราะบ้างเพราะคิวหน้าเหวอ ก่อนจะแย่งปากกามาวาดแขนผมคืน สุดท้ายผมก็เลิกสนใจเรียนมาวาดแขนกันไปมาแทน เราเดินออกจากห้องเรียนพร้อมแขนลายพร้อย แต่คิวมีหนวดด้วย

                เพื่อนพากันขำและมองว่าความจริงจังในการแก้แค้นของผมเป็นเรื่องตลกซึ่งพอมาดูแขนลายๆของผมกับมัน เออก็ปัญญาอ่อนจริงๆนั่นแหละ

                แต่ความตลกร้ายคือปากกาเมจิกที่ผมใช้มันล้างออกยากมาก แขนเรากลายเป็นปื้นๆ และคิวก็มีหนวดตลกไปทั้งวัน มันชัดขนาดโดนแซวในช่วงรับน้องจนผมรู้สึกผิด

                “เลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อเลย”

                ดีลเราจบลงตรงนั้น และผมก็โอเคแต่ขอกลับไปขอเจิ้นก่อนแล้วจะมาบอกอีกทีว่าไปวันไหน ผมโดนมันแซวต่อว่าเป็นลูกแหง่ติดพี่ ผมก็ติดจริงๆแต่ก็หน้าบึ้งไม่พอใจอยู่ดี

                เราทะเลาะกันแบบปัญญาอ่อนๆอีกรอบ ก็ไม่รู้ทำไมมันถึงปัญญาอ่อนขนาดนี้แต่ผมก็จริงจังกับการต่อสู้เหลือเกิน เลยชนะแบบปัญญาอ่อนๆนี่แหละ

                ก่อนเลิกกิจกรรมรุ่นพี่ก็เรียกไปเอาของจากพี่รหัสที่เราก็ยังไม่รู้ว่าใคร แต่โค้ดจะถูกประกาศให้ลุกไปเอา ชื่อสายยอยักษ์เยอะแยะของคิวก็ทำเอาพี่คนอ่านลิ้นเปลี้ยเหมือนกัน

                คิวได้ไม้ตบยุงติดริบบิ้นสีแดง พอถึงตาผมผมก็ได้ขนมกล่องใหญ่ใสๆข้างในเป็นลูกกลมๆห่อฟรอยด์สีทอง ferrero rocher เพื่อนหลายคนว้าวแต่ผมกลับขมวดคิ้ว

                ผมแพ้ช็อคโกแลต

                เจิ้นบอกว่าห้ามกิน เพราะกินแล้วจะมีผื่นขึ้นแดงๆทั้งตัวและจะหายใจไม่ออก ผมเคยเผลอกินตอนเด็กๆแล้วเข้าโรงพยาบาล

                ผมอยากจะบอกพี่รหัสว่าผมกินไม่ได้แต่ก็ไม่รู้ต้องบอกใคร เพื่อนๆก็ทำหน้าตื่นเต้นกันหมดจนผมคงรู้สึกผิดถ้าไม่รับไปและทำท่าไม่พอใจ เอาไปให้คุณแม่บ้านดีกว่า

                วันนี้เจิ้นมารับผมที่มหาวิทยาลัยด้วย ผมส่งกล่องเฟอเรโร่ให้เจิ้น เจิ้นขมวดคิ้วทันทีเพราะช็อคโกแลตไม่มีทางได้ปรากฏในบ้านเรา ผมอธิบายว่าพี่รหัสในความลับของผมให้มา ตอนเรามาถึงช่อฟ้าเจิ้นก็สั่งให้คนขับรถเก็บไปเลย จะไปแบ่งคุณแม่บ้านก็ได้

                หลายครั้งที่ช็อคโกแลตลูกค้าถูกส่งต่อให้คนรอบตัวเพราะผมกินไม่ได้ เจิ้นก็ไม่ชอบของหวาน แต่จะปฏิเสธก็เสียน้ำใจกัน รับมาและค่อยให้คนอื่นต่อก็แล้วกัน

                กลายเป็นว่าผมนอยด์เพราะผมไม่ว้าวกับของขวัญและพอคิดว่าได้ก็เหมือนไม่ได้ก็ยิ่งนอยด์ เจิ้นขำกับความงอแงของผม ผมตะแง้วๆบ่นๆๆๆๆ

                “เลิกงอแงก่อน แล้วนี่แขนไปทำอะไรมา ทำไมดำปื้นไปหมด”

                ผมเลยได้โอกาสบ่นว่าคิวมันกวนประสาทผมแล้วเราก็ทะเลาะกันปัญญาก่อนขนาดไหน เจิ้นขมวดคิ้วแต่ก็หลุดยิ้มตอนผมบอกว่าผมวาดหนวดบนหน้าคิวจนตอนนี้มันยังล้างไม่ออก

                บ่นเรื่องคิวจบผมก็เซ็งช็อคโกแลตต่ออีกรอบ

                “ป่ะ พี่พาไปกินไอติมชิดลม”

                เจิ้นคงจะปลอบใจผม...แต่ผมก็แฮปปี้มากๆจะได้กินไอติมของโปรด

                ห้างประจำของผมกับเจิ้นอยู่ตรงชิดลม คนไม่เยอะมากและใกล้ช่อฟ้า ร้านไอติมร้านโปรดผมเป็นไอติมผลไม้ ส่วนเจิ้นมักจะสั่งแค่น้ำเปล่า เพราะมาเป็นเพื่อนผมจริงๆ

                ผมโดนควงแขนเจิ้นลงจากตึกไปที่ลานจอดรถ ปกติเจิ้นมักจะมีคนขับรถให้แต่เวลาส่วนตัวเจิ้นก็จะขับเอง การ์ดของเจิ้นขับตามเราไปอีกคัน ส่วนผมก็ยึดตำแหน่งตุ๊กตาหน้ารถ

                เพื่อนๆบอกว่ารถเจิ้นแพงและเป็นทะเบียนประมูล ผมไม่รู้เรื่องพวกนี้เพราะไม่ได้สนใจเรื่องรถ รู้แค่ว่าผมไปหมดถ้าเจิ้นพาไป รถเรามีสองที่นั่งเท่านั้นและหลังคาเปิดได้ ผมอยากจะเปิดหลายครั้งแต่เจิ้นบอกกรุงเทพอากาศไม่ดี

                แล้วเจิ้นซื้อมาทำไมล่ะงั้น?

                ‘อุดหนุนลูกค้าธนาคารบ้าง

                ฟังก์ชั่นเปิดหลังคาจึงกลายเป็นออพชั่นที่ไม่ได้ใช้สักที

                เจิ้นพาผมไปกินข้าวก่อนแล้วค่อยมากินไอติม เขาพาไปร้านอาหารจีนร้านโปรดของเจิ้นและก็ของผมด้วยก็ได้เพราะเจิ้นรู้หมดแหละว่าผมชอบกินอะไร ผู้จัดการร้านออกมาต้อนรับและจัดห้องรับรองส่วนตัวให้เหมือนเคย เจิ้นสั่งปลาหิมะนึ่งซีอิ๊วกับหอยเชลล์ผัดซอสของโปรดผม เมนูอื่นอีกสองจานติ่มซำสองสามอย่าง และสั่งให้รับรองพี่บอดี้การ์ดด้วย

                เรากินกันจนเสร็จผมก็ได้กินไอติมผลไม้หอมชื่นใจชดเชยช็อคโกแลตที่ผมกินไม่ได้ เจิ้นให้ผมกินไอติมได้แค่สองลูก เพราะท้องผมรับของเย็นๆได้ไม่ค่อยดี

                สองทุ่มกว่าผมก็ถูกเจิ้นจับอาบน้ำ...ผมหน้าร้อนผ่าวตอนที่ถูกดึงไปนั่งตรงระหว่างขาของเจิ้น ตัวเราเปล่าเปลือยไม่ต่างกัน....แผ่นหลังผมแนบกับแผ่นอกเจิ้น

                เจิ้นวางคางตรงไหล่ผม เสียงหัวเราะของเจิ้นดังอยู่ข้างหู ผมหน้าแดงแน่ๆเพราะหน้ามันร้อนไปหมดยามที่เขาพยายามจะขัดคลาบหมึกสีดำออกจากแขนผม

                “เลอะเทอะจริงๆ”

                “ก็ไม่รู้ว่ามันจะติดนานขนาดนี้นี่นา”

                “เด็กดื้อ”

                “งื้อออ ไม่ดื้อนะ”

                เจิ้นงับไหล่ผมเบาๆ ฟองสบู่เต็มอ่างทำให้ผมเห็นแค่หัวเข่าของเจิ้นที่ชันเข่าล็อคตัวผมไว้ กลุ่มผมยาวของเจิ้นมัดรวบเป็นมวยกลมๆบนหัวกันเปียกน้ำ

                เราไม่ได้อาบน้ำด้วยกันบ่อยนักเพราะผมโตแล้ว ไม่บ่อยแต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มี เจิ้นชอบกังวลว่าผมจะอาบน้ำไม่สะอาดเวลาผมเล่นซน และเขาพอใจมากกว่าที่จะตรวจดูด้วยตัวเองว่าผมสะอาดสะอ้าน

                เจิ้นบอกว่าให้คุณแม่บ้านอาบให้ไม่ได้เพราะผมเป็นผู้ชายและคุณแม่บ้านก็เป็นผู้หญิงมันไม่เหมาะสม แต่เจิ้นเป็นผู้ชายเหมือนกันไม่เป็นไร

                รอยหมึกสีดำค่อยๆหายไปจากแขนผม แต่ผมชักหงุดหงิดที่เจิ้นไม่หยุดงับหูผมสักที เขาบ่นผมแล้วก็งับ กัด หรือเลีย มันแปลกๆ

                ผมว่าผมหายใจติดขัด อาจจะเพราะน้ำมันร้อนและอากาศในห้องน้ำไม่ค่อยถ่ายเท ผมพยายามขืนตัวออกแต่เจิ้นก็ล็อคผมไว้

                “จันทร์อย่าดื้อ เดี๋ยวไม่สะอาด”

                “เจิ้นนั่นแหละแกล้ง ผมสะอาดแล้วนะ”

                “แขนน่ะสะอาดแล้ว และตรงอื่นล่ะ?”

                “ฮื้ออ สะอาดแล้วจริงๆ”

                “ไหนขอดูหน่อยสะอาดจริงไหม”

                แรงที่ผมสู้สุดตัวก็ยังแพ้แรงของเจิ้น ผมถูกจับช้อนเข่าขึ้นอ้าขาเท้าพาดขอบอ่าง ท่านี้มันดูแปลกๆ ผมพยายามหนีบขาแต่เข่าเจิ้นก็สอดเข้ามาล็อคไว้ทำให้ผมได้แต่นั่งอ้าแบบนั้น

                อ่างน้ำของเราเป็นแบบแคบๆที่เหมาะกับอาบคนเดียว เจิ้นไม่ได้ชอบพวกจากุชชี่กว้างๆและไม่ได้แช่น้ำบ่อยจึงเป็นไซส์นี้ตลอด ผมเริ่มหงุดหงิดที่มันแคบทำให้เจิ้นฉวยโอกาสแกล้งให้ผมทำท่าประหลาด

                “แกล้งจันทร์อ้ะ

                “ให้พี่ดูก่อน ขาจันทร์สะอาดยังหือ?”

                เจิ้นเริ่มแตะขาผม น้ำสบู่ลื่นๆทำให้เขาลูบไล้ผมไปมา ขาผมสั่นเพราะการชันเข่าที่สูงกว่าปกติ มือเจิ้นลูบต่ำลงไปที่ซอกขา ผมสะดุ้งจะเขยิบหนีแต่ก็นั่นแหละ

                เจิ้นล็อคผมไว้แล้ว

                เขาลูบไล้ซอกขาผมอย่างนั้น ผมเริ่มหายใจไม่ออกอีก

                “...จะ..เจิ้น”

                ผมไม่รู้ว่าผมเรียกชื่อเจิ้นทำไม เขาครางต่ำและขยับมือมาสำรวจตรงกลางของผม ผมสะดุ้งแต่เจิ้นก็ไม่ยอมปล่อย เขากอดผมแน่น

                ผมพยายามดึงมือเจิ้นออกไป แต่ไม่รู้เขาทำอะไรผมถึงเหมือนจะยิ่งหมดแรง มันแปลก มัน...บอกไม่ถูก ผมอยากจะร้องไห้อีกแล้ว

                “วางมือตรงนี้”

                เจิ้นจับมือผมไปวางบนเข่าเขาทั้งสองข้าง ผมจิกเล็กแน่ๆ เพราะมันเป็นหลักยึดอย่างเดียวของผม มันน่าอาย น่าอายจนไม่รู้จะทำยังไง ท่าทางผมก็ตลก แถมยังรู้สึกแปลกๆ เจิ้นแกล้งผมใช่ไหม?

                “จันทร์... เด็กดี”

                มือของเจิ้นเลื่อนขึ้นปิดตาผม อีกข้างก็ยังสัมผัส... ผมเรียกเจิ้นอีกแล้ว เรียกอย่างไร้จุดหมาย แค่เรียกชื่อเขาซ้ำๆ กรีดเสียงร้องออกมาเพราะผมใกล้จะจมน้ำทั้งๆที่ผมก็ยังอ้าปากหายใจได้

                เขากัดผม กัดที่หลังคอ ขยับมาที่ไหล่ เสียงลมหายใจเจิ้นดังมาก ก้อนเนื้อในอกเขาเต้นแรงไม่ต่างจากผม แล้วผมก็จมน้ำอย่างสมบูรณ์แบบ

                จมไปกับมัน...จมไปในความเอาแต่ใจของเจิ้น

                ความเอาแต่ใจของเจิ้น...ที่ผมยินยอม...

                ผมสงสัยว่าการกอดให้ความรู้สึกเหมือนกันไหมถ้าคนที่ผมกอดไม่ใช่เจิ้น ผมถามตอนที่ผมนอนหมดแรงอยู่ในอ้อมแขนเขา สินเชื่อโดนโยนไปนอนล่างเตียงอีกแล้ว

                ช่วงนี้เจิ้นไม่ค่อยยอมให้ผมนอนกอดสินเชื่อแต่ชอบให้ผมหันไปซุกเขามากกว่า ซึ่งมันก็รู้สึกดีกว่ากอดสินเชื่อนิดหน่อย แต่ผมก็กลัวสินเชื่อจะน้อยใจก็เลยคิดว่าจะกอดสินเชื่อตอนนั่งรถไปมหาลัยแทน

                “จันทร์อยากกอดคนอื่น?”

                “จันทร์แค่สงสัย”

                “เลิกสงสัยซะ”

                “ก็แค่กอดเอง จันทร์ยังกอดแม่ กอดพ่อ กอดคุณปู่ได้เลย”

                “แล้วเหมือนกอดพี่ไหมล่ะ?”

                ผมว่าเจิ้นหงุดหงิด หางเสียงเขาไม่พอใจชัดเจนซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่ผมคิดว่าเพราะเจิ้นไม่ชอบโดนเปรียบเทียบล่ะมั้ง เขาชอบชนะและชอบเป็นที่หนึ่ง

                “ไม่...ไม่มีใครเหมือนเจิ้นเลย”

                “พี่ก็ไม่อยากเหมือนคนอื่น กับจันทร์พี่ต้องไม่เหมือนคนอื่น เข้าใจไหม?”

                “ก็เจิ้นก็เป็นเจิ้น จะเหมือนคนอื่นได้ยังไงเล่า”

                ผมขำที่เจิ้นดูหงุดหงิดกับเรื่องที่ออกจะ common sense สำหรับผมเจิ้นไม่มีทางเหมือนคนอื่นอยู่แล้ว ไม่แม้แต่นิดเดียว เจิ้นเป็นทุกอย่างของผมแต่คนอื่นไม่ใช่

                ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกันที่ผมคิดว่าเจิ้นเป็นทุกอย่างของผม ทุกครั้งที่ผมมีปัญหาผมจะหันไปหาเจิ้นคนแรก มีความสุขก็เจิ้นคนแรก

                คงเพราะผมห่างเหินกับครอบครัว เรารักกันแต่มันไม่ผูกพันธ์เท่ากับที่ผมรู้สึกกับเจิ้น ถ้าพูดถึงบ้าน บ้านของผมคือช่อฟ้าไม่ใช่บ้านที่พ่อแม่อยู่

                “เจิ้น...เราเป็นครอบครัวกันไหม”

                “ใช่...เราเป็น”

                ความคิดผมล่องลอยไปเรื่อย แอร์เย็นๆกับผ้าห่มและกอดอุ่นๆทำให้ผมเคลิ้ม กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มของคุณแม่บ้านหอมที่สุดในโลกเลย

                “แล้วพ่อแม่ล่ะ คุณปู่ล่ะครอบครัวเดียวกับเราไหม”

                “ไม่..พวกเขาเป็นญาติ”

                “แล้วใครเป็นบ้าง ครอบครัวเรามีใครบ้าง”

                “มีแค่จันทร์กับพี่ เราสองคน”

                ผมคุยโต้ตอบกับเจิ้นแบบไม่มีสติเท่าไหร่เพราะผมง่วงเต็มที ผมไม่ได้เอะใจอะไรกับคำตอบของเจิ้นแล้วก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำถามของตัวเองนัก

                “สินเชื่อด้วยได้ไหม...”

                “ไม่ได้...สินเชื่อก็ไม่ได้ หลักทรัพย์ก็ไม่ได้ ออมทรัพย์ก็ไม่ได้ แค่จันทร์กับพี่”

                “เจิ้นงอแงจัง...ฮ้าวววว...แค่นกกับตุ๊กตาเอง”

                “จะนก จะตุ๊กตา จะหมาจะแมวพี่ก็ไม่ยกจันทร์ให้ใคร จันทร์เป็นของพี่

                “อือ...ของเจิ้น”

 

                ตาคมหลุบมองคนงัวเงียที่หลับไปในที่สุด

“มูนนี่เด็กดี”

กระซิบแม้รู้ว่าอีกคนคงจะไม่ได้ยินแล้ว ปลายจมูกแตะลงที่แก้มเนียนและทิ้งสัมผัสไว้เนิ่นนาน มือลูบแผ่นหลังบางไปเรื่อยๆ

                เจ้าจันทร์คือความสุขและเขาหวังว่าพระจันทร์ดวงนี้ของเขาจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เขากางปีกโอบล้อมดวงจันทร์ของเขาไว้อย่างมั่นคง

                ถ้าเจ้าจันทร์อยากมีความสุขพี่ก็จะทำให้เจ้าจันทร์ทุกอย่างแม้แต่ปีกของพี่

                ถ้าเจ้าจันทร์อยากร้องไห้คนทำให้เจ้าจันทร์ร้องไห้ได้ก็ต้องมีแค่พี่...เพราะสุดท้ายพี่ก็จะเป็นปลอบเจ้าจันทร์

                ทฤษฏีครอบครองอันสมบูรณ์แบบคงมีช่องโหว่ถ้าเขาไม่มีอำนาจในมือ สังคมคัดสรรที่เขา เลือกทุกอย่างให้จะทำให้เจ้าจันทร์ใช้ชีวิตที่ไม่มีเขาไม่ได้เลย

                จะไม่มีใครเข้าใจเจ้าจันทร์ได้เหมือนที่พี่เข้าใจ

                จะไม่มีใครดูแลเจ้าจันทร์ได้เหมือนที่พี่ดูแล

                จะไม่มีใครรักเจ้าจันทร์ได้เหมือนที่พี่รัก

                ช่องโหว่ที่เขาเปิดโอกาสให้เจ้าจันทร์ได้เรียนรู้ มันจะไม่เหมือนยูโทเปียที่เขาสร้างไว้ให้ สุดท้ายเจ้าจันทร์ก็ต้องเดินกลับมาที่นี่

                ปีกน้อยๆจะเรียนรู้ว่าบินได้ไกลแค่ไหน....

                จะต้องใช้ชีวิตบนโลกแห่งความเป็นจริงทำไม ในเมื่อโลกแห่งความฝันมันจับต้องได้

                โลกแห่งความฝัน...ที่มันเสมือนจริง

                อนาคตคงทำนายไม่ได้...แต่เงินสร้างได้

                และเขาก็สร้างให้เจ้าจันทร์เสมอ...

                “ฮื้อออ เจิ้น”

                เสียงละเมอจับใจความไม่ได้นอกจากชื่อตัวเองที่ดังชัด รอยยิ้มที่แต่งแต้มมุมปากเล็กบ่งบอกว่าคงเป็นเรื่องดีๆ รอยยิ้มของพระจันทร์ส่งผ่านไปถึงผู้ครอบครองแสนเอาแต่ใจ

                “อยู่ด้วยกันนะจันทร์...อยู่กับพี่ เพราะถึงจันทร์จะอยากออกไป...ข้างนอกนั่นมันก็ไม่มีพื้นที่ของจันทร์อยู่ดี



=============

ที่น้องดูเด็กๆ ทุกคนพอจะเห็นภาพแล้วใช่ไหมคะว่าพี่เจิ้นร้ายกาจจจจจจจจ 


เรื่องเริ่มจะเข้มข้นขึ้นแล้วเด้อ อิอิ อิ้อิ้ พยายามไม่เทาอย่างเต็มที่ เชื่อใจเรานะ เชื่อสิๆ >____<


ปล. ขอโทษที่อัพ #ในปกครอง #ในเวลางาน นะคะ ใครทำงานก็ขอโทษแง้ แง้ แง้


ปล.2 ยูโทเปียเป็นทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับโลกที่สงบสุขและทุกคนเท่าเทียมนะคะ ลองหาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ค่ะถ้าสนใจน้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 940 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,205 ความคิดเห็น

  1. #13106 fuxxy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 08:59
    เค้าก้รักของเค้าอะเนอะ เจิ้นร้ายๆ
    #13,106
    0
  2. #12919 K.white wine (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 22:42
    สงสารน้องดหมือนกันนะ ทำไมเจิ้นถึงร้ายได้ขนาดนี้ห้ะ!!!!
    #12,919
    0
  3. #12902 Nusry (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 13:29
    ร้่ายมาก
    #12,902
    0
  4. #12855 neaumn_sm (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:55
    เช้ดดดดด สุดจริง คือกักไว้ทุกทางแล้วอ่ะ โครตยึดติด
    #12,855
    0
  5. #12612 Miki_milky (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 23:19
    น้องจันทร์จะตามทันมั้ยเนี่ย
    #12,612
    0
  6. #12594 enimaonom (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 01:20
    ใจร้ายมาก เป็นทั้งคอมมานเดอร์และคอนโทรลเลอร์ น่ากลัวมากสำหรับคนที่โตมาแบบสามัญและชนชั้นกลางอย่างเรา แต่สำหรับน้องมันคงเป็นปรกติ ฮือออ มันน่ากลัวอะ เจิ้นคือคนที่น่ากลัวมาก
    #12,594
    0
  7. #12554 HaeMay (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2561 / 22:27
    คือพี่เค้าวางแผนมาเป็นอย่างดีอ่ะ น้องไปไหนไม่ได้แล้วววว
    #12,554
    0
  8. #12520 Orathaiks (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 18:55
    นกน้อยในกรงทอง
    #12,520
    0
  9. #12505 Iovely39 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 01:31
    เจิ้นมันร้ายค่ะหัวหน้า!!
    #12,505
    0
  10. #12484 Callmeyou (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 / 19:15
    อืมมม เจิ้นนี้วางแผนได้สุดยอดมากอ่ะ
    #12,484
    0
  11. #12230 pcy921 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2561 / 17:29
    คือน้องจันทร์ดูแลตัวเองไม่เป็นแล้วค่ะน้องต้องพึ่งพาเจิ้นไปตลอดชีวิตแล้วค่ะ แผนการช่างล้ำเลิศ
    #12,230
    0
  12. #12178 galaxysecret🌈🌈 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 09:40

    เจิ้นเจ้าเล่ห์จริงๆมีวิธีหลอกล่อให้น้องจันทร์ทำตามที่ตัวเองวางไว้ โดยที่น้องไม่ได้รู้สึกว่าเจิ้นบังคับ ทำให้น้องขาดเจิ้นไม่ได้ สุดท้ายน้องก็จะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเจิ้น ดูก็รู้ว่าเจิ้นรักน้องมากจริงๆ แต่ถ้ากลับกันวันนึงเผื่อเจิ้นไม่อยากเลี้ยงน้องแล้ว น้องจะอยู่ยังไง ไม่อยากเห็นน้องแตกสลายยยย เพราะฉะนั้นอย่าทิ้งน้องนะเจิ้น
    #12,178
    0
  13. #12167 MByymm (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 09:53
    เอาจริงๆคือเจิ้นฉลาดในการเลี้ยงจันทร์มาก มันเป็นเหมือนให้อิสระในพื้นที่ที่เจิ้นกำหนดไว้อะ เจิ้นไม่ได้บังคับให้จันทร์ทำอะไรตามใจตัวเองแต่มีวิธีที่ทำให้จันทร์ไปไหนไม่ได้ ฉลาดแบบเจ้าเล่ห์ของแท้เลย
    #12,167
    0
  14. #12132 D-Sooo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 10:44
    หลอกล่อเก่ง
    #12,132
    0
  15. #12016 ojay2 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2561 / 18:55
    เจิ้นร้ายจริงๆนั่งและ น้องไปไหนไม่รอดแล้ว
    #12,016
    0
  16. #11937 YJMK2H (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2561 / 12:36
    อิพี่เจิ้นนี่ร้ายสุด ทำทุกอย่างให้น้องไปไหนไม่รอด
    #11,937
    0
  17. #11920 PINNITTAYA (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 19:46
    ชอบเจิ้นนะ ชอบจันทร์ด้วยน่ารักกก คิวอ่ะ รู้สิๆๆๆ ว่าเขาไม่ใช่พี่น้องกัน แต่เขาเป็นผัวเมียกัน แค่กๆๆๆๆ
    #11,920
    0
  18. #11889 JeabSupattra (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2561 / 22:28
    โหดร้ายยยยยยย ไม่รุ้ทำไมคำนี้มันร้องในหัว อิอิ
    #11,889
    0
  19. #11773 onkgoon (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2561 / 21:18
    เริ่มร้ายยยยยยยย นึกสภาพถ้ามีคนมาจีบจันทร์ ...
    #11,773
    0
  20. #11747 bombom90 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 18:02
    กระเป๋ามันสั่นตังค์ไม่ค่อยจะมี แต่มันใช่อ่ะ ยอมกินมาม่าเลยช่วงนี้
    #11,747
    0
  21. #11700 Clairey (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2561 / 17:26
    รู้สึกชอบเจิ้นนะ อารมณ์แบบเขาก็รักของเขา 5555
    #11,700
    0
  22. #11604 Aunchiree (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2561 / 07:50
    ชอบเจิ้นเเล้ว
    #11,604
    0
  23. #11382 Nanny_Nannaphat (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2561 / 23:19
    เริ่มเรื่องมาดีแบบนี้ เราละกลัวใจจริงๆ
    #11,382
    0
  24. #11230 kookvante (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 15:07
    แอบกลัวเจิ้นแล้วอ้ะ งือ
    #11,230
    0
  25. #11097 mon9228 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 14:14
    เจิ้นร้ายกาจที่สุด เลี้ยงน้องมาแบบให้ขาดตัวเองไม่ได้ ทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้เลย หมั่นไส้จริงๆ แล้วก็สงสารน้องด้วย เกิดวันหนึ่งที่เจิ้นต้องจากไปก่อนโดยเหตุไม่คาดฝัน น้องจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไง เจิ้นร้ายกาจจจจจ
    #11,097
    0