In Control...ในปกครอง (Yaoi)(END)

ตอนที่ 55 : Chapter X : Party Boy

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,054
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 659 ครั้ง
    22 มี.ค. 61

Chapter X Party Boy

                “...”

                ผมยืนนิ่งต่อหน้าเจิ้นหลังจากทำใจไว้แล้วว่าเจิ้นอาจจะตกใจกับทรงผมใหม่ของผม และเขาก็อึ้งจริงๆ เขาจ้องผมกลับสักพักก่อนจะกวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วลุกจากโซฟาเดินเข้ามาใกล้ๆ

                “อิคคิวซัง”

                “อ๊ะ...ครับผม!

                เราสองคนหลุดหัวเราะออกมา ปฏิกิริยาเจิ้นไม่ได้แย่นักเขาก็ยิ้มๆ ต่างจากลุงหยางที่ทำท่าเหมือนอยากเขย่าหัวพ่อแต่พอลุงหันมาสบตาผมลุงก็ถอนหายใจ

                กลายเป็นลูกชิ้นกระต่ายกันไปหมด เออดี

                พ่อหันมาขยิบตาให้ก่อนจะเดินตามไปง้อลุงหยางที่เดินหนีไปชั้นบน เสียงโวยวายภาษาจีนทำผมฟังไม่ออกแต่คิดว่าคงเรื่องพ่อตัดผมนี่แหละ สักพักใหญ่ๆก็ลงมากัน

                “ถ้าพี่ซันไม่ชอบ งั้นตองไปอยู่กับลูกก่อน พอผมยาวค่อยกลับมา”

                ลุงถลึงตาใส่พ่อ แล้วก็ถลึงตาใส่ผมอีกทีด้วยเป็นอันจบ ลุงดูเรียกร้องอะไรไม่ได้มากอาจจะเพราะลุงก็ยังอยู่ในช่วงอาจจะถูกพ่อทิ้งได้ทุกเมื่อก็เลยต้องยอมพ่อไปก่อน

                ตัดภาพมาที่เจิ้นเขาออกจะโอเคกับทรงผมใหม่ เจิ้นลูบหัวผมเบาๆ แต่พอมันกลายเป็นผมสั้นติดหนังหัวแล้วก็จักจี้อ่ะ เจิ้นบอกว่ามันเหมือนเครื่องนวดมือด้วย ลูบไปลูบมามันเพลินดี

“อิคคิวซัง”

                “คร้าบบบบผม”

                ผมตบมุกเจิ้นทันทีอีกรอบ เขาก็ยิ้มๆแล้วบอกว่าตัดแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ผมจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องผมร่วงอีก ผมไม่ได้บอกเจิ้นว่าผมเครียดเรื่องเขาแต่ผมบอกแค่ผมเครียดเรื่องสอบ

                แชมพูกลิ่นนมช่วงนี้ก็เปลี่ยนเป็นแชมพูยารักษารากผม แล้วพอหัวเกรียนๆแบบนี้เวลาเจิ้นสระผมให้มันสบายมากเลย มันจะหนุบหนับๆนวดไปนวดมา

                คุณป้าแม่บ้านบอกว่าหัวผมทุยๆตัดทรงนี้ก็เห็นรูปหัวชัดดี ผมเลยแกล้งพูดว่าอยากจะไปสักลายมังกรบนหัวบ้าง แกบ่นผมเลยทีนี้ ช่วงก่อนผมจะไปอเมริกาแบบนี้คุณป้าแม่บ้านก็ดูแลผมดีมาก อยากกินอะไรก็ได้กิน คุณป้าแม่บ้านบอกไม่อยากให้ผมไปไกลๆจากแก ไปอยู่หอก็ยังไม่อยากเลยเพราะแกเป็นห่วง

                ผมเพิ่งรู้ว่าช่วงที่ผมไม่อยู่เป็นพี่เอ็มมากินข้าวเช้ากับเจิ้นแทนผม คุยไปคุยมามื้อเที่ยงบางทีก็มีพี่เอ็ม แล้วมื้อเย็นก็ยังมีพี่เอ็มอีก

                ตอนนั้นผมก็คิดว่า...พี่เอ็มอาจจะเป็นแฟนเจิ้นหรือเปล่า? แต่ผมไม่กล้าถามเจิ้นก็เลยไปถามพี่เอ็มตอนพี่เขาเดินขึ้นเอาเอกสารมาให้เจิ้น พี่เอ็มถึงกับทำหน้าเหมือนเห็นผีใส่ผม

                “อย่าให้พี่กระโดดตึกตายเลยครับ”

                สรุปว่าไม่ใช่พี่เอ็ม บุคคลคนนั้นยังคงเป็นปริศนา และผมก็ยังหวาดระแวง แต่มันคงไม่ใช่นิสัยของผมแบบเป็นนิสัยประจำตัวอ่ะ ผมหวาดระแวงเจิ้นได้สิบกว่าวันผมก็เบื่อเพราะเจิ้นไม่คุยกับใครเลย

                หรือเขาไม่เป็นแฟนกันแล้ว? ก็อาจจะเป็นไปได้ ผมก็เลยสบายใจขึ้นนิดหน่อย จนกระทั่งวันจัดกระเป๋า วันที่ต้องเตรียมตัวผมก็เริ่มงอแง กังวลไปอีกว่าเจิ้นอาจจะมีแฟนใหม่ช่วงนี้ก็ได้

                ขอให้เจิ้นไม่มีแฟนไปหนึ่งปีทีเถอะ...

 

                การจากเจิ้นไปจริงๆมันทรมานมาก ผมกอดเจิ้นแล้วก็ร้องไห้ตลอดทางที่มาสนามบิน ความตั้งใจจะไปในตอนแรกมันลดฮวบลงไปหมด แต่เปลี่ยนใจก็คงไม่ทันแล้วเพราะทุกอย่างถูกเตรียมไว้หมด

                “ไปอยู่ที่นั่นจันทร์ต้องใส่เสื้อผ้าหนาๆ ถ้าวันไหนหนาวมากก็อย่าฝืน ถุงมือก็ต้องใส่ ผ้าพันคอด้วย พกติดตัวไว้ตลอดนะเข้าใจไหม”

                “อื้อ..”

                เสียงเจิ้นกระซิบอยู่ข้างหูยิ่งทำให้ผมอยากจะเปลี่ยนใจกลับบ้านกับเจิ้นเหลือเกิน

                “ฝรั่งชอบปาร์ตี้ สารเสพติดบางตัวก็ถูกกฎหมายไม่เหมือนบ้านเรา จันทร์ต้องระวังตัวเอง อย่าให้พี่เป็นห่วง”

                “เจิ้น..ฮือ จันทร์ไม่ไปแล้วได้ไหม”

                “ไม่ได้หรอก...จันทร์เลือกแล้ว จันทร์ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่จันทร์เลือก จันทร์บอกพี่เองว่าปีเดียว....”

                “เจิ้นไม่คิดถึงจันทร์แล้วหรอ”

                “คิดถึง...แต่ยังไงจันทร์ก็ต้องไป เพราะจันทร์เลือกเอง”

                เจิ้นย้ำว่าเพราะผมเลือกเองหลายครั้ง ใช่...ผมเลือกเอง เหมือนกับที่ผมเคยเลือกจะไม่ให้เจิ้นเป็นห่วง แล้วหัวใจผมก็แห้งเป็นต้นไม้ขาดน้ำ คราวนี้ก็เหมือนกัน การเลือกเองของผม การดึงดันของผมทำให้ผมต้องไปจากเจิ้น

                “คราวหลัง...ก็อย่ารีบตัดสินใจ ทำอะไรก็คิดดีๆ”

                ผมดันตัวเองออกจากตักเขา เจิ้นมองผมยิ้มๆ แวบหนึ่งผมเห็นแววตาสะใจของเขา มันทำผมยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม แล้วก็หงุดหงิดด้วย ผมเสียใจนะแต่เจิ้นกลับเอาเรื่องที่ผมไม่บอกเขาก่อนมาประชดผมอ่ะ

                “จันทร์เกลียดเจิ้นแล้ว ฮืออออ”

                “จันทร์รักพี่”

                เจิ้นหัวเราะเบาๆแล้วรวบเอวผมเข้าไปกอดแน่นเหมือนเดิม ผมเหมือนคนเป็นไบโพล่าทั้งโกรธ โมโห เสียใจอยู่บนตักเจิ้นไปจนถึงสนามบิน

                พ่อกับลุงหยางมารอก่อนแล้ว ลุงก็มีบินไปจีนเหมือนกัน ส่วนพ่อจะบินไปอยู่เป็นเพื่อนผมก่อนสองอาทิตย์ เพราะคลาสเรียนยังไม่เริ่ม รอผมเริ่มปรับตัวได้ก็จะเหลือผมคนเดียว แล้วพ่อก็จะมาอีกทีตอนครบหกเดือน แล้วครบปีเป็นรอบที่สาม

                ลุงหยางบอกว่าให้ทิ้งช่วงแบบนี้จะดีกว่า เพราะถ้าไปหาบ่อยๆทุกเดือนผมก็โฮมซิก จะติดพ่อได้ แล้วพ่อก็จะติดผมด้วย

                “พวกแก๊งกระต่ายหัวลูกชิ้นก็ชอบงอแง”

                ใช่...เรากลายเป็นกระต่ายหัวลูกชิ้นจากการตัดสกินเฮดคู่กัน

                ลุงบอกน่าจับไปทำลูกชิ้นกระต่ายให้หมดอย่างกับจะไปเกณฑ์ทหารกันทั้งคู่ จะว่าไปผมก็ทำเรื่องผ่อนผันการเกณฑ์ทหารอยู่ เดี๋ยวคงต้องกลับมาจับใบดำใบแดง

                พ่อบอกว่าเป็นทหารก็ดี สมัยพ่อพ่อเรียน รด. ก็เลยได้รับการยกเว้น แต่ถ้าผมได้เป็นทหารผมก็จะได้ฝึกแล้วก็ตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แต่ลุงบอกว่าอย่างผมคงอยู่ไม่รอด ค่ายทหารไม่มีนมอุ่นๆให้กิน ไม่มีไอติมชิดลม ไม่มีสารพัดของกินออแกนิกของผม ปวดท้องตั้งแต่วันแรก อาบน้ำก็ช้าเขาต้องอาบตามนกหวีดเป่า

                “คงไปเป็นภาระทหารทั้งค่ายเปล่าๆ”

                ฮึ่ยย ลุงหยางดูถูกอ่ะ ถ้าผมไปเป็นทหารผมอาจจะฉายแววการเป็นนักรบของกองทัพไทย อาจจะไต่เต้าจนได้เป็นพลเอก แล้วก็เป็น ผู้บัญชาการทหารบก แล้วก็เป็นนายก...ง่ะ ไม่คุยเรื่องนี้ดีกว่า

                ลุงบอกว่าเพ้อเจ้อ อย่างผมเป็นได้แค่ยามเฝ้ากระต่ายนั่นล่ะ

 

                “สินเชื่อป้าผูกไว้ตรงนี้แล้วนะคะคุณจันทร์”

                คุณป้าแม่บ้านตาแดงก่ำ แกย้ำว่าเอาสินเชื่อเกี่ยวไว้กับหูกระเป๋าเป้ผมแล้ว ที่ต้องผูกเพราะกลัวผมลืมวางทิ้งไว้มันจะได้อยู่ติดกระเป๋าไปเลย สินเชื่อจะเดินทางไปอเมริกาพร้อมกับผมด้วย แต่สินเชื่อไม่ได้มีเชือกมาตั้งแต่แรก มันเลยเป็นเชือกฟางผูกของมัดคอสินเชื่อกับกระเป๋า เห็นตอนแรกผมก็ขำเพราะคุณป้าแม่บ้านผูกสินเชื่อตรงคอ เลยเหมือนมันจะหายใจไม่ออกนะถ้าสินเชื่อมีชีวิต

                เราจะบินแบบเฟิร์สคลาสกันเพราะลุงหยางบอกว่าพ่อแก่แล้วไปนั่งชั้นประหยัดก็คงหลังหักไปก่อน บิซิเนสก็อาจจะหลังยอก ให้พ่อนั่งเฟิร์สคลาสแล้วกันอาจจะแค่เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว

                การไปเรียนภาษาของผมเป็นปัญหาของพ่อ ลุงหยาง แล้วก็เจิ้นมาก เพราะพอทุกคนตกลงกันได้ว่าผมจะไปก็มาทะเลาะกันเรื่องค่าใช้จ่าย คือตอนแรกผมจะให้ลุงหยางเป็นสปอนเซอร์แต่พ่อบอกว่าผมเป็นลูกพ่อทำไมจะต้องขอเงินลุง เจิ้นก็บอกเขามีหน้าที่ดูแลผมเขาจะจ่ายเอง

                คุยกันไปคุยกันมาผมเลยเสนอให้แบ่งกันจ่าย โดยที่ลำดับตามความสำคัญและตามความสนิทสนมกับผม ลุงหยางเลยได้จ่ายอันที่ถูกสุดอย่างตั๋วเครื่องบิน แต่เฟิร์สคลาสไปอเมริกานี่เป็นแสนเลยอ่ะ

                ส่วนเจิ้นกับพ่อก็ทะเลาะกันว่าใครควรจะจ่ายเยอะสุดเพราะพ่อบอกว่าพ่อสนิทกับผมที่สุดก็ควรจะได้จ่ายเยอะสุด เจิ้นคัดค้านเป็นจริงเป็นจังว่าเขาเลี้ยงผมมา ผมอยู่กับเขายี่สิบสี่ชั่วโมง

                “แต่อาผลิตจันทร์มาด้วยฝีมืออาเอง”

                ลุงหยางถึงกับโวยวายใส่พ่อว่าขุดเรื่องเก่ามาพูดอะไรก็ไม่รู้ อยากจะมีลูกอีกคนใช่ไหมต้องอวดขนาดนี้ ส่วนเจิ้นหลุดขำเพราะเห็นลุงหยางฟิวส์ขาด

                “แต่พ่อต้องเก่งที่สุดสิ เพราะพ่อมีลูก แต่เจิ้นกับลุงยังไม่มีเลยอ่ะ”

                ผมคิดว่าการทะเลาะของเขาสามคนมันก็...เหมือนไม่มีไรทำอ่ะเลยหาเรื่องคุยกัน สรุปว่าพ่อก็ชนะไป เจินเลยได้รับผิดชอบจ่ายค่าคอร์สเรียน หนังสือ และค่ากินของผมทั้งหมด ส่วนพ่อภูมิใจมากที่ได้จ่ายค่าที่พักให้ผม มันเป็นคอนโดหนึ่งห้องนอน แต่กั้นออกมาเป็นโซนรับแขก และครัวเล็กๆ ห้องมันก็เท่าๆกับคอนโดคิวเลยแต่แพงกว่ามากและไม่มีระเบียง ค่าที่หักแพงมากเพราะบอสตันเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญเมืองหนึ่ง และทำเลก็ค่อนข้างดี

                ผมอยู่ในที่พักใกล้ๆกับ Boston Public Garden ที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญแห่งหนึ่งของบอสตัน เจิ้นเคยอยู่ที่นี่มาก่อน แต่ผมจำไม่เห็นได้ว่าเจิ้นเคยมาเรียนที่อเมริกา

                “จะต่อโท แต่ไม่ได้ต่อ”

                “แล้วทำไมไม่ต่ออ่ะ”

                “จันทร์โทรหาพี่ทุกวัน”

                “ง่ะ จันทร์ทำงั้นจริงอ่ะ”

                “จันทร์หาว่าพี่ไม่พามาเที่ยวด้วย จะให้พี่กลับไปรับ พี่ก็เลยอยู่แค่อาทิตย์เดียว....พี่ไม่ประสบความสำเร็จในการอยู่ห่างจันทร์ จันทร์อาจจะทำได้ดีกว่าพี่ในเรื่องนี้”

                เจิ้นตัดพ้อผมอีกแล้ว เลยต้องขยับไปกอดเอวเขาแน่น เราจะไม่ได้กอดกันอีกตั้งหนึ่งปี เมื่อคืนผมขอให้เจิ้นเข้ามา...ผมอยากจะจดจำความอบอุ่นของเขาไว้ แต่เจิ้นปฏิเสธ เราแค่ไนท์แคร์กันเฉยๆ เจิ้นบอกถ้าเขาทำผมอาจจะไม่สะดวกเวลาเดินทาง เพราะแค่ต้องอยู่บนเครื่องบินนานๆมันก็เมื่อยพอแล้ว

                เราเช็คอินกันเร็วมากเพราะมีช่องเฟิร์สคลาส มีโซฟารับรองและพนักงานมารอช่วยถือของด้วยแต่ผมกับพ่อยังไม่เข้าไปเพราะยังอยากอยู่กับเจิ้นก่อน ส่วนลุงหยางดูไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย

                “พี่ซันไปกี่โมงนะ”

                “หลังตองบินสักพัก”

                ลุงหยางไม่ได้ถือกระเป๋าเดินทางอะไรมาด้วย แต่วันนี้ลุงใส่สูทเหมือนตัวร้ายในหนังเลย สูทคอแบะๆกระดุมข้างในก็ติดไม่ครบ

                “มองอะไรลูกกระต่ายหัวลูกชิ้น”

                “ลุงไม่เหมือนคนจะไปเมืองนอกเลย”

                “บ้านอยู่จีน เผื่อลืม”

                ลุงชอบกัดผมตลอดเลยอ่ะ แต่ผมไม่สนใจหรอกคนแก่วัยทองก็แบบนี้แหละ ผมอ้อยอิ่งจนกระทั่งพ่อบอกว่าต้องไปข้างในได้แล้ว ถึงมันจะเหลือเวลาอีกประมาณสี่สิบนาทีแต่เราก็ควรต้องไปเตรียมตัวเหมือนกัน ผมเริ่มร้องไห้อีกครั้งเพราะคุณป้าแม่บ้านร้องไห้อีกแล้ว มันเศร้าอ่ะ

                “เดินทางปลอดภัยนะคะคุณจันทร์ อยู่ไม่ไหวก็กลับมาบ้านเรานะคะ”

                “อื้อ ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ ผมจะโทรหาบ่อยๆนะ”

                ผมผละจากอ้อมกอดคุณป้าแม่บ้านไปกอดเจิ้น พอจะไปแล้วมันก็เหมือนทุกคำพูดหายไปในอากาศ ผมแค่อยากจะกอดเจิ้นไว้เฉยๆ เขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรแค่ลูบหัวผมเบาๆ จนกระทั่งมันถึงเวลาที่ต้องไปจริงๆ

                “รักตัวเองให้มากๆ...ทดแทนส่วนที่พี่รักจันทร์ด้วย”

                “อื้อ”

                “เรียนเสร็จแล้วกลับมาหาพี่นะ มาบ้านเรา”

                “ฮึก ...ฮืออ”

                เจิ้นกระซิบให้ผมหยุดร้องไห้ได้แล้ว เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้ ก่อนจะจูบแก้มผมเบาๆ ขยับมาที่มุมปากและหยุดลงแค่นั้น

                “กลับมา...ค่อยจูบกัน”

                “อะแฮ่ม ไปได้แล้วลูก”

                ผมจำต้องยอมปล่อยมือจากเจิ้นไปจับมือพ่อแทน พนักงานรอจนเราพร้อมก็มาช่วยถือกระเป๋าที่จะถือขึ้นเครื่อง ของผมกับพ่อมีเป้คนละใบเราเลือกจะถือเอง ผมก็อยากสะพายเอง

                จังหวะที่จะเดินออกมาแรงดึงจากคนข้างๆทำให้ผมต้องหันไปมอง พ่อโดนลุงหยางเกี่ยวคอเข้าไปจูบ จูบที่เป็นจูบ!! พอลุงหยางปล่อยพ่อก็โวยลั่นหน้าแดงก่ำแต่ลุงกลับหัวเราะเหมือนตัวร้ายแล้วหันไปยักคิ้วใส่เจิ้น

                พ่อเดินดุ่มๆลากผมตามพนักงานเข้าไปข้างในทันที ผมรีบหันไปโบกมือให้เจิ้นมองเขาจนบันไดเลื่อนพาเราลงไปด้านล่าง มันมีการตรวจร่างกายสัมภาระแบบไพรเวทเฉพาะเฟิร์สคลาสด้วย และมีรถรอรับเราไปที่เลาจ์

                พนักงานส่งไอแพดให้เราเลือกอาหารและเครื่องดื่มแต่ผมยังกินไม่ลง พนักงานเลยเอามาเสิร์ฟแค่นมอุ่น ผมงงๆว่าพนักงานรู้ได้ไงแต่พ่อแจ้งเขามาแต่แรกแล้วว่าผมกินอะไรได้ไม่ได้ ตลอดการบินตรงไปอเมริกาผมเลยจะมีนมร้อนยี่ห้อประจำของผมตลอดทาง

                “พ่อ นั่นจูบแรกของพ่อกับลุงหยางหรอ”

                ผมตกใจที่พ่อสำลักน้ำผลไม้ ผมรีบหยิบทิชชู่ให้พ่อซับปาก พอหน้าแดงก่ำไปถึงหู ผมถามอะไรผิดอ้ะ ก็คราวก่อนพ่อบอกพ่อยังไม่เคยจูบกับลุงหยางเลย แต่เมื่อกี๊ลุงหยางมาดึงพ่อไปจูบเฉย

                “อะ...อื้อ พ่อไม่ได้เต็มใจนะ”

                “อื้อ! ลุงหยางแย่มาก คนเยอะแยะทำอะไรก็ไม่รู้

                ผมบ่นพ่ออีกสักพักจนขนมมาเสิร์ฟ ตอนแรกกินไม่ลงแต่ขนมของเลาจ์น่ากินมากแล้วพอกินคำแรกก็ต้องสั่งเพิ่มอีกหลายๆอย่างทันที การเป็นเฟิร์สคลาสมันก็ดีแบบนี้นี่เอง เพราะของกินอร่อยและเมนูแนะนำก็มีแต่ของที่เราชอบ กินสักพักก็มีพนักงานเรียกขึ้นเครื่อง มันเป็นครั้งแรกที่ผมได้บินไกลๆแบบนี้ ที่นั่งของเราเป็นสองที่ติดกันแต่มีฉากเตี้ยๆกั้นระหว่างกัน เบาะค่อนข้างนั่งสบาย และมีจอทีวีจอใหญ่               

                “คุณศศิมณฑล คุณกันติชา สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับสู่สายการบินเราค่ะ ดิฉันชื่อ..... welcome drink คุณกันติชารับไวน์ปี....นะคะ คุณศศิมณฑลรับนมร้อนนะคะ”

                พ่อยิ้มกับท่าทางตื่นเต้นของผม พนักงานดูแลดีมากกกกกกก พ่อบอกว่าเขาเสิร์ฟกุ้งมังกรด้วย แล้วก็มีโจ๊กเป๋าฮื้อของผมที่พ่อเลือกไว้ ยังจะขนม ไอติมที่เจิ้นจัดการเพิ่มมาให้อีก ตลอดไฟลท์คือของกินของผมรู้สึกจะ....เยอะเกินความจำเป็นมากเลยอ่ะ แต่อร่อยทุกอย่างเลย เจ้าพุงกลมๆก็เลยป่องกว่าเดิมอีกนิดนึง

                นั่งอยู่บนเครื่องบินก็ไม่มีอะไรทำนอกจากการดูแต่การ์ตูนไปตลอดทาง สักพักก็กลับ แล้วพ่อก็ปลุกมากิน กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กินแล้วเราก็มาถึงสนามบินนานาชาติโลแกน ประจำเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์

                มีคนมารอรับเราจากสนามบินไปที่พักของผม ยกกระเป๋าให้เรียบร้อย มาถึงผมก็นอนต่ออีกรอบจนพ่อปลุกให้ไปกินข้าวข้างนอก อากาศเวลานี้ของบอสตันค่อนข้างเย็นสบาย พอผมหายง่วงก็รีบโทรหาเจิ้นก่อนเลย

                ระหว่างที่พ่ออยู่กับผม พ่อพาผมไปเที่ยวรอบๆบอสตัน หลงบ้าง ไปถูกบ้างเพราะเป็นครั้งแรกของพ่อเหมือนกัน เรานั่งรถไปนิวยอร์กกันด้วย ลุงหยางโทรมาก็บ่นว่าผมกับพ่อเป็นแก๊งกระต่ายลูกชิ้นหนีเที่ยว

                ผมหัดนั่งรถบัสไปสถาบันสอนภาษาด้วยตัวเอง แล้วก็รู้จักซูเปอร์มาเก็ตแล้ว พ่อบอกว่าที่อเมริกาบรรลุนิติภาวะที่อายุ 21 ดังนั้นใครชวนกินเหล้าเข้าผับผมต้องปฏิเสธเพราะผมยัง 20 อยู่ ตอนคุยกับเจิ้น เขาก็บอกว่าผมจะได้เอาไว้อ้างเวลาใครชวนไปเที่ยวในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย

                สองอาทิตย์แห่งความสุขหมดไปทันทีที่พ่อกลับ...มันถูกแทนที่ด้วยอาการที่เรียกว่า โฮมซิก...

 

                ผมอยู่อเมริกามาสามเดือนกว่าจะหายโฮมซิกเลิกร้องไห้โทรหาพ่อ โทรหาเจิ้นได้ก็ตอนที่แอดไวเซอร์ให้โปรเจคเล็กๆมาทำ คอร์สที่ผมลงเรียนเป็นแอนด์วานซ์อิงลิชที่เน้นไปทางธุรกิจกับพวกการนำเสนอโปรเจคและงานวิจัย เพราะพื้นฐานภาษาผมดีอยู่แล้ว มันก็ไม่เชิงธุรกิจเต็มตัว แต่เหมือนให้หัดเขียนจดหมาย บันทึกการประชุม แล้วก็ให้หัดการพรีเซ็นต์งาน โต้วาที ไปจนถึงรีเสิร์ชขนาดเล็ก ซึ่งการวิจัยเป็นอะไรที่ผมถนัดมาก

                ที่ปรึกษาชมว่าผมมีความอดทนในการรวบรวมข้อมูล เพราะผมสัมภาษณ์คนได้ถึงหกสิบคน ทั้งๆที่คนอื่นไม่มีใครเกินยี่สิบต้นๆ ผมเลือกทำเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เงินสด

                เพราะอเมริกาแทบจะเป็นสังคมไร้เงินสด แม้แต่เพนนีเดียว (1 cent) ก็สามารถรูดบัตรได้ วิจัยผมก็ง่ายๆไม่ได้ยากอะไร แต่มันก็ทำเอายุ่งเหมือนกันเพราะเราต้องมีเหตุผลซัพพอร์ต ทฤษฎีต่างๆมาประกอบให้งานวิจัยเราน่าเชื่อถือ

                คนที่มาเรียนคอร์สเดียวกับผมส่วนมากเรียนจบกันหมดแล้ว แต่มาเรียนภาษาเพื่อต่อโทที่อเมริกา กลุ่มเพื่อนเลยมักจะเป็นผู้ใหญ่กว่ากันหมด

                เรื่องที่เปิดหูเปิดตาผมมากที่สุดคือเรื่องการ Free Sex เจิ้นเคยบอกว่าระหว่างผมกับเจิ้นเป็นการ เมคเลิฟ เพราะเราทำด้วยความรัก แต่ถ้าเป็น sex ก็อาจจะเป็นเพราะความสนุกสนาน

                เพื่อนในคลาสที่เป็นคนยุโรปคนหนึ่งเปิดกว้างเรื่องนี้มาก เขาแทบจะเปลี่ยนแฟนอาทิตย์ละคร เขาบอกว่าเขาไม่พร้อมจะหยุดอยู่ที่ใคร ถ้าสุดท้ายเขาจะมีคนรักที่จริงจังเขาก็จะเลิกพฤติกรรมแบบนี้

                ผมชักสับสนกับเรื่องของตัวเอง งั้นถ้าผมกับเจิ้นเกิดจากความรัก แสดงว่าเจิ้นจริงจังกับผมหรอ? งั้นเจิ้นก็ไม่ได้มีแฟนน่ะสิ แต่เจิ้นก็บอกเองว่าไม่เหมือนกัน เจิ้นก็อาจจะมีแฟน

                ปัญหานี้ทำให้ผมนักถกเถียงกับเพื่อนคนนี้นานมาก เขาบอกความคิดผมแปลกๆ ถ้าเจิ้นจริงจังกับผมเขาก็ไม่มีอีกคนหรอกผมอาจจะเข้าใจผิดไปเอง หรือไม่เจิ้นก็อาจจะหลอกผมเพื่อฟันแล้วทิ้ง

                “แต่เขาไม่ได้ทิ้งนี่ ก็คุยกันตลอดอ่ะ รักกันเหมือนเดิม”

                “งั้น....นายก็คิดไปเอง”

                ผมยังคงไม่เชื่อ เขาเลยบอกว่างั้นถ้ามั่นใจมากว่าเจิ้นมีคนอื่นนอกจากผมด้วย ผมก็ควรจะมีบ้างเป็นการเอาคืน แต่ผมไม่อยากทำแบบนั้นนี่ เขาบอกว่าให้ลองเพราะเจิ้นไม่ได้อยู่ที่นี่สักหน่อย

                สุดท้ายเพื่อนในคลาสที่สนิทกับเขาเลยช่วยกันหว่านล้อมผมให้ไปปาร์ตี้ ขนาดผมงัดข้ออ้างยังไม่อายุยี่สิบเอ็ดออกมาเขาก็ไม่สนใจ บอกว่านี่มันไพรเวทปาร์ตี้ ไม่ใช่สถานที่อโคจรที่ตรวจบัตร

                เรามีปาร์ตี้กันในบ้านของคู่ควงคนล่าสุดของเขา แล้วมันก็เป็นอย่างที่เพื่อนๆพากันไซโคผมไลน์เลยว่าปาร์ตี้ฝรั่งมันส์มาก ทั้งจูบทั้งการมี sex มันเป็นปาร์ตี้แบบที่ผมเปิดหูเปิดตามาก

                ผมโดนลากไปเต้นแบบงงๆ ผมเลยงัดท่าเต้นสมัยเป็นสันทนาการคณะ อย่างพวกท่าเขย่ามดลูกออกมาจนหมด ท่ามัดหมี่ขูดมะพร้าวเอย ฮิปโปเอย สารพัดสารเพ จนเพื่อนฝรั่งขำกันใหญ่

                “นายตลกจัง”

                “เง้อออออ”

                ผู้หญิงคนหนึ่งเมาแล้วมาจูบผม แต่ผมตกใจหันหนีเลยกลายเป็นผมถูกจูบแก้ม ผมตกใจแต่เพื่อนฝรั่งดันขำ การจูบ หอมแก้ม อะไรพวกนี้เป็นเรื่องธรรมดาของฝรั่งมาก

                เพื่อนที่ชวนผมมาดึงผมเข้าในบ้านแล้วชี้ให้ผมดูชายหญิงที่กำลังนั่งอยู่ที่โซฟาในห้องๆหนึ่ง แต่เขาไม่ได้ปิดประตู ผู้หญิงนั่งตักหันหน้าเข้าหาผู้ชายเหมือนที่ผมทำแบบนั้นกับเจิ้นมาก่อน....และฝ่ายชายก็กัดคอฝ่ายหญิงเหมือนที่ผมก็เคยเอียงคอให้เจิ้นกัด

                “นี่ล่ะ sex

                “แล้ว Make Love ล่ะ?”

                Same but different ความเหมือนที่แตกต่างไง ถ้าเมคเลิฟก็ต้องรักดิ Sex ไม่ต้องก็ได้ ไม่เชื่อลองมามี sex กันไหม?”

                “หา เดี๋ยวก่อน ไม่ขำนะ”

                “ก็ไม่ขำ ถ้าเรามี Sex พรุ่งนี้เราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ Sex friend ไง”

                ผมส่ายหัวสุดชีวิตจนเพื่อนขำ เขาพาผมออกไปปาร์ตี้ข้างนอกต่อตอนที่เสียงคนข้างในเริ่มดังออกมา ผมไม่ได้กินเหล้าเลยเพราะว่ากลัวตัวเองเมาแบบคนในงานบางคนที่เมาหัวทิ่มหัวตำแล้วก็จูบคนนั้นทีคนนี้ที

                เขาตลกกันแต่ผมคงเป็นคนไทยแท้ๆที่ยังไม่ได้โอเพ่นเท่าพวกเขา ผมคิดว่ามันไม่ค่อยปลอดภัยกับตัวเอง แล้วถ้าผมไปไล่จูบสาวๆในงานขึ้นมา ผู้หญิงเขาก็เสียหายอ่ะ ผมไม่อยากทำแบบนั้น

                หลังจากปาร์ตี้วันนั้นผมก็ยังโดนชวนไปอีกหลายครั้งๆในวันศุกร์ ผมกลายเป็นหนุ่มปาร์ตี้ไปเลยทั้งๆที่ผมไม่ได้กินเหล้า พ่อบอกว่าผมสนุกได้แต่ต้องระวังตัว ต้องมีสติ

                ช่วงผมติดปาร์ตี้มันตรงกับช่วงที่เจิ้นงานเยอะมาก ยิ่งเวลาเราไม่ตรงกันมากขนาดนี้มันยิ่งคุยกันยาก ผมได้คุยกับเจิ้นแค่วันละนิดวันละหน่อย ตอนแรกก็คิดถึงมาก แต่พอมันชินก็กลายเป็นว่าบางทีเราก็ไม่ได้คุยกันหลายวัน แม้จะไลน์คุยกัน แต่เจิ้นกับผมไม่ได้ติดไลน์กันทั้งคู่ มันเลยไม่ค่อยจะต่อเนื่องการแชทเท่าไหร่

                เจิ้นออกงานเยอะมากช่วงนี้ แล้วยังมีพวกงานแถลงข่าวโครงการใหม่ๆของธนาคารอีก การเล่าเรื่องชีวิตของกันและกันเลยน้อยลงและเป็นการให้กำลังใจกันมากกว่า

                แต่มันก็มีจังหวะที่ผมน้อยใจก็เลยระบายด้วยการไปเต้นในปาร์ตี้นี่แหละ ตอนนี้ท่าเขย่ามดลูกของผมกลายเป็นคาแรคเตอร์ประจำตัวจนคิวขำก๊าก

                กับคิวนี่ก็ไม่ค่อยได้คุยกันบ่อยนักเพราะคิวไปฝึกงาน คิวเลือกฝึกงานที่ตลาดหลักทรัพย์เพราะเขาสนใจเรื่องหุ้น แล้วคิวก็จะส่งรูปภาพน้องนุ่มกับหลานๆมาให้เรื่อยๆ ผมไปตะแง้วให้คิวสมัครชมรมวิจัยกระต่ายแทนผม

                หลังจากผมมาเรียนได้สี่เดือนมันเป็นช่วงใกล้จบปีสี่ของรุ่นพี่ในชมรม ชมรมเราสมาชิกก็น้อยอยู่แล้วยังไม่มีคนมาสมัครเพิ่มอีกเลยแจกกระต่ายกันเองไปเลี้ยงต่อ คิวบอกว่าพี่เอ็มมารับไปเลี้ยงที่ช่อฟ้าแทน

                แล้วเรื่องมันก็ต่อเนื่องอีกเพราะผมไลน์ถามพี่เอ็ม พี่เอ็มก็บอกเจิ้นเอาเลี้ยงเองแล้ว...น้องนุ่ม ศรราม และลูกๆเลยตกเป็นสมบัติของเจิ้น และที่สำคัญน้องนุ่มท้องอีกแล้ว!!!!!!

                พี่เอ็มบอกว่าเจิ้นโทรมาให้ตามหมอไปดูน้องนุ่ม เพราะมันอ้วนผิดปกติแล้วเจิ้นก็ดูไม่เป็นว่ากระต่ายมันท้องหรือมันอ้วน ศรรามยุบยิบกับน้องนุ่มในช่อฟ้า!!! ผมล่ะโมโหหหหห

                เหมือนถูกหยาม เหมือนถูกเยาะเย้ย ศรรามมายุบยิบลูกสาวผมในถิ่นผม ถึงผมจะไม่อยู่แต่ก็ต้องมีความเกรงใจกันบ้าง ผมยังไม่ทันโมโหได้นานก็มัวยุ่งกับซ้อมพรีเซ้นต์งานและปาร์ตี้ มาอีกทีก็ตอนเจิ้นส่งรูปหลานๆเซ็ตใหม่มาให้ดู

                คราวนี้มาถึงสี่ตัว! แล้วเจิ้นก็เป็นคนช่วยน้องนุ่มทำคลอดด้วยเพราะสัตวแพทย์มาไม่ทัน ถนนหน้าช่อฟ้ารถติดมาก เจิ้นบอกว่าหัวใจจะวาย

                ดีที่พี่เอ็มเตรียมพร้อมทุกขั้นตอนการเลี้ยงกระต่ายไว้หมด เลยจับแยกศรรามไปอยู่คนละกรง หลานๆกรุ๊แรกที่โตก็เช่นกันเพื่อให้เด็กๆกรุ๊ปใหม่หัดอยู่กับแม่

                น้องนุ่มมีอาการหงุดหงิดมากกว่าคลอดลูกรอบแรก แต่น้องนุ่มก็ยอมเลี้ยงลูกเหมือนเดิม เจิ้นบอกว่าตอนทำคลอดกลัวบีบลูกกระต่ายตายมากเพราะเด็กๆตัวจิ๋วหลิวนิดเดียวเอง

                ตอนนี้แฟมิลี่กระต่ายเลยมีสมาชิกเพิ่มเป็นศรราม น้องนุ่ม และลูกๆเก้าตัว ตอนนี้ผมไม่ใช่ตาจันทร์หลานห้าแล้ว เป็นตาจันทร์หลานเก้า!!

                ผมโทรไปโม้กับพ่อกับลุงหยาง ตอนนี้ลุงหยางพาพ่อไปอยู่จีนด้วย ลุงมาแอบขโมยพ่อตอนผมไม่อยู่แต่ผมอารมณ์ดีก็พอจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็ได้

                “หลานเธอ แต่เจิ้นเลี้ยง เจิ้นควรมาอวดไหม หลานตัวเองแท้ๆ ยกให้เป็นหลานเจิ้นไป”

                ง่ะ...มันก็จริงอ่ะ อยู่ดีๆกระต่ายผมก็กลายไปอยู่ในการดูแลของเจิ้น งั้น...ผมเป็นตาจันทร์หลานห้า แล้วเจิ้นเป็นปู่เจิ้นหลานสี่แล้วกัน...เผื่อเจิ้นจะอยากได้เครดิตเป็นคุณปู่จากการเป็นแดดดี้ศรรามเหมือนกัน

                ฮึ่ยยยยย มีความสุข ไปปาร์ตี้ดีกว่า! บางที...ถ้าผมอาจจะลองหัดดื่มบ้างแต่ไม่บอกพ่อ บอกเจิ้นจะได้ไหมนะ ยังไงก็ไม่มีใครรู้สักหน่อย เนอะ...

 

 

===

น้องติดปาร์ตี้ไปแล้ว กำลังจะซนแล้วทุกคนนนนน 555555555555+

 

ส่วนกระต่ายสุดท้ายก็ไม่พ้นเจิ้นเลี้ยง

 

ขอบคุณทุกคอมเม้นจ้า แบมไปงานหนังสือวันที่สามสิบช่วงบ่ายๆเย็นนะคะ ใครสะดวกมาเจอกันนบูทเฮอมิทค่ะ จะไปช่วยขาย กับดักพระจันทร์จ้า

               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 659 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,205 ความคิดเห็น

  1. #13198 เขาเรียกฉันว่าเต่า (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 14:17
    น้องจันทร์หลานห้า555555
    #13,198
    0
  2. #13142 fuxxy (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 10:57
    เจ้าจันทร์อินอเมริกาาาาาา
    #13,142
    0
  3. #12956 K.white wine (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 15:40
    ทำไมน้องซนแบบนี้เนี้ย เจิ้นน้องดื้อมาก!!!!!
    #12,956
    0
  4. #12649 Miki_milky (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:20
    หนูจันทร์เก่งมาก
    #12,649
    0
  5. #12362 YisTheBEST (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2561 / 01:32
    นุ้งจันทร์กำลังจะโตเป็นหนุ่มจริงๆแล้วววว
    #12,362
    0
  6. #12339 Kamobee (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 15:48
    อุ๊ยยยย แอบ bad เหรอจ้าหนูจันทร์ 555
    #12,339
    0
  7. #12277 pcy921 (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 22:34
    เอาาาล่ะค่ะ เจิ้นรู้นี่เจิ้นโกดนะรูกกก
    #12,277
    0
  8. #12060 ojay2 (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2561 / 09:25
    น้องติดปาร์ตี้แล้ว
    #12,060
    0
  9. #11967 Aunchiree (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 13:39
    ดื้อเเล้ว เจิ้นตีเลย
    #11,967
    0
  10. #11526 exoxoxo1122 (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2561 / 02:32
    พีครอบสองเจิ้นเลี้ยงกระต่าย 45555555555
    #11,526
    0
  11. #9509 love bb lava (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 23:31
    น้องงง555555 เจิ้นก็เลี้ยวกระต่ายแทนมูนนี่ไปก่อนนะ
    #9,509
    0
  12. #8665 gnawkezi~* (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 11 เมษายน 2561 / 19:39
    เด็กติดปาร์ตี้ 55555
    #8,665
    0
  13. #8387 Cream_2546 (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 18:21
    ท่าเขย่ามดลูก5555555 เอ็นดู
    #8,387
    0
  14. #8200 ฮ่อยจ๊อ (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 13:42
    ถ้ารวมเล่มอยากให้มีตอนของพี่เอ็มด้วย
    #8,200
    0
  15. #7790 han--jiab (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 07:33
    ความปาร์ตี้ เขย่ามดลูกของจันทร์55555555 และพอมาถึงตรงนี้น้องดูโตขึ้นน่ะ แบบเข้าใจอะไรมากขึ้นเรื่อยๆ
    #7,790
    0
  16. #7685 16062535 (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 23:01
    ท่าเขย่ามดลูกของหนูจันทร์น่าจะตลกมากๆแน่เลย5555เอ็นดูน้องอะ
    #7,685
    0
  17. #7680 Karoronoii (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 21:59
    เจ้าจัน ถ้าเมาจะเกิดไรขึ้นเนี่ยยยย
    #7,680
    0
  18. #7665 บี.เหลือง (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 09:52
    เป็นห่วงน้องง เริ่มแสบขึ้นแล้วนะ ต้องระวังตัวดีๆเลย
    #7,665
    1
    • #7665-1 baby_girl(จากตอนที่ 55)
      23 มีนาคม 2561 / 23:46
      เจ้าจันทร์เริ่มซนละ 555555 นี่ชอบมากเวลาน้องมโน คือคิดไปเองว่าจะเป็นนั่นนี่ คนอะไรความคิดน่าเอ็นดูละเกินลูกเอ๊ย หนูจะโตแล้วใช่มั้ยลูกกกก นี่รู้สึกเหมือนเลี้ยงมาเองกับมืออะ รอดูลูกโตขึ้นเรื่อยๆ
      #7665-1
  19. #7657 Tatangts 🐋 (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 08:46
    คือหนูแสบแล้วนะจันทร์. ห่วงแทนเจิ้นน
    #7,657
    0
  20. #7577 fredfefe (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 21:53
    กลายเป็นเด็กแสบๆซนๆไปแล้วววระวังตัวเองด้วยน้องหนู
    #7,577
    0
  21. #7519 ViewWhale (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 20:30
    จะเกิดอะไรขึ้นไหมน้าาา
    #7,519
    0
  22. #7509 bluexus (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 20:26
    ชอบลุงหยางอะ
    #7,509
    0
  23. #7482 aumm- (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 19:58
    น้องเกณฑ์ทหารไม่ได้หรอก ส่วนสูงไม่ถึง 😂😂😂😂😂
    #7,482
    0
  24. #7481 honey_lovejung (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 19:57
    เป็นห่วงมูนนี่อ่ะ น้องยิ่งไม่ทันคนอยู่ด้วย กลัวโดนหลอก
    #7,481
    0
  25. #7479 SalivaBastard (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 18:56
    ลุงหยางนี่กวนประสาทอะ 555555555555
    #7,479
    0