In Control...ในปกครอง (Yaoi)(END)

ตอนที่ 43 : Chapter 38 : Moreover

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,472
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 547 ครั้ง
    11 ก.พ. 61

ประกาศก่อนเริ่มตอนอ่านหน่อยจ้า


ขออนุญาตแบ่งในปกครองออกเป็นหลายภาค โดยเนื้อหาทั้งหมดตอนนี้จะยังอยู่ในส่วนของภาคแรก (ชื่อภาคจะประกาศอีกทีนะคะ)

เนื่องจากเนื้อหาเยอะมากและจะใส่ไปอีกเยอะมากกกกก ขนาดที่ว่าน่าจะพิมพ์ได้ถึงสี่เล่ม ดังนั้นจะขอตัดพิมพ์ในส่วนแรกก่อน เพราะในภาคต่อไปมูนนี่จะโตขึ้นแล้ว เราเชื่อว่าหลายๆคนก็ยังอยากดูน้องโตไปเรื่อยๆยังไม่อยากให้ตัดจบตอนนี้

ยังอยากเขียนตอนน้องฝึกงาน ตอนเริ่มทำงาน ตอนหัดทำงานบ้าน ตอนน้องโตขึ้นเรื่อยๆทีละนิดๆ แล้วยิ่งกลับไปอ่านตอนพิเศษที่เจ้าจันทร์อายุสามสิบคือ...เห้ย เราจะไม่เขียนต่อได้จริงๆหรอ ฮือออ มันอยากมากเลยค่ะ ดังนั้นขออนุญาตแบ่งภาคนะคะ

 

การแบ่งภาคก็คำนึงถึงการพิมพ์เล่มด้วยค่ะ เพราะเราตกลงกับสำนักพิมพ์ไปแล้ว และทาง บก. ก็เข้าใจความอยากแต่งของเรามากเลยยินยอมให้ทำ เพราะทาง สนพ. ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงในกรณีเราแต่งไม่จบ(?)เหมือนกัน

ข้อดีของการแบ่งพิมพ์คือมีเวลาพักช่วงเก็บเงินค่ะสำหรับคนรอเล่ม ซึ่งแบมก็เห็นใจในส่วนนี้เพราะเป็นแบมมาสี่เล่มที่เดียวก็ขายไตไม่หวาดไม่ไหวแน่ๆ แงแง แล้วยังต้องไปเปย์นักเขียนท่านอื่นอีกเนาะ ส่วนใครที่ไม่ได้อยากเก็บเล่มก็สามารถอ่านต่อได้ชิวๆ ไม่กระทบอะไรอยู่แล้ว

 

ข้อดีของการเก็บเล่มในส่วนที่จะตัดเป็นภาคแรกคือ.... ตอนพิเศษจะเกี่ยวกับมูนนี่สมัยเด็กตอนมาอยู่กับเจิ้นแรกๆ เธอเอ้ยยย เธอลองคิดดูวววว ขนาดโตแล้วยังน่ารักกก ตอนเด็กๆจะน่ารักขนาดไหน แล้วยังเวอร์ชั่นเจิ้นเป็นคนก้าวร้าวกร้าวใจมาก่อน จะยอมพลาดจริงหรออออ (โฆษณาชวนเชื่อ) ก็จะพยายามใส่ไปเยอะๆนะคะ ถ้าหน้าเกินก็จะไปแบ่งใส่ภาคสอง 555+ ส่วนนี้จะไม่มีอัพในเว็บค่ะ เพราะไม่เกี่ยวกับโครงเรื่องหลัง สมนาคุณเฉพาะคนเก็บเล่ม

ขอแจ้งมาตามนี้นะคะ

 

ถ้าจบภาคเมื่อไหร่แบมจะวงเล็บไว้ด้านล่างว่าจบ แต่ในเว็บก็จะอัพต่อไม่ได้เปิดเรื่องใหม่แต่อย่างใด การแบ่งภาคทำเพื่อการแบ่งพิมพ์เป็นหลักเท่านั้นค่ะ ขอบคุณค่ะ

 

 

 

Chapter 38 Moreover


                ตีสี่ของสิงคโปร์สว่างไสวไปด้วยไฟนีออนจากตึกระฟ้าต่างๆ ปะปนกับแสงจันทร์ของคืนวันพระจันทร์เต็มดวงทำให้แสงที่ส่องผ่านหน้าต่างบานกว้างของห้องพักบนมาริน่าเบย์แซนด์ไม่มืดมิดเกินไปนัก

                ชุดโซฟาที่หันหน้าเข้ากระจกถูกจับจองด้วยร่างสูงในชุดคลุมผ้าแพรสีดำเลื่อมปักลวดลายมังกรสีทอง ขายาวยกขึ้นนั่งไขว่ห้าง มือขวาถือแก้วไวน์ที่ถูกลิ้มชิมรสครั้งแล้วครั้งเล่า

                ร่างกายยังคงร้อนรุ่มจากการสัมผัสความนุ่มนิ่มของเรือนร่างที่หอมนมไปซะทั้งตัว...อารมณ์ที่ยังไม่มอดสนิทดีทำให้นอนไม่หลับจนต้องสั่งไวน์ขวดใหม่ขึ้นมา

                การพาตัวเองมานั่งด้านนอกทั้งๆที่อยากกอดคนด้านในใจจะขาดก็เพราะข้างในมันคละคลุ้งไปด้วยความเย้ายวนที่เกิดจากการร่วมรักจนกลัวจะหักห้ามใจไม่ไหว

                ตาคมทอดมองไปที่ไกลๆไม่ได้จับจ้องอะไรเป็นพิเศษเพราะความสนใจยังคงเวียนวนอยู่กับเจ้าจันทร์...เจ้าจันทร์ที่กลายเป็นของเขาทั้งตัว ความอยากแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมันล้นอยู่ข้างใน มันมากกว่าตลอดสิบสี่ปีที่ได้อยู่ด้วยกัน หวง...หวงจนเหมือนเป็นบ้า

                แม้แต่แสงจันทร์ที่แตะต้องผิวขาวเนียนเขาก็ไม่พอใจ

 

                เจิ้นวางแก้วไวน์ลงก่อนจะยกมือขึ้นนวดขมับตัวเอง ความฟุ้งซ่านทำให้หัวสมองตื้อไปชั่วขณะ อาจจะเพราะฤทธิ์ไวน์ที่เพิ่มเข้ามา ศศิมณฑลหมดแรงสลบไปตอนครั้งสุดท้ายที่ริมกระจก ตอนที่แสงจันทร์จากด้านนอกส่องเข้ามาให้เห็นภาพแสนเย้ายวนได้ชัดที่สุด

                เงาสะท้อนการร่วมรักที่ได้มองผ่านกระจก...สีหน้าแดงระเรื่อและเสียงครางยังวงเวียนอยู่ในหัวจนรำคาญตัวเองที่คล้ายคนหมกมุ่น หมกมุ่นกับเจ้าจันทร์....พระจันทร์กลิ่นนมที่สวยกว่าวิวสิงคโปร์ทั้งประเทศ

                สามอาทิตย์ที่แยกจากกันมันทำเขานอนไม่หลับ...ทั้งกังวลและเป็นห่วง แต่ติดต่อไปเจ้าจันทร์จะไม่มีสมาธิกับการเรียนและเขาก็คงจะทิ้งงานเลยทำได้แค่อดทน ความคิดถึงกัดกินจนเหวอะหวะ

                เรื่องราวที่เลขาส่งมารายงานเรื่อยๆ ทั้งรูปเจ้าจันทร์ตอนทำกับข้าว ทำงานบ้าน หรือเดินในซูเปอร์ ...ทำให้เบาใจว่าเจ้าจันทร์เข้มแข็งกว่าที่คิด เอ่ยถามเลขาไม่กี่ครั้งกับเรื่องของเขา แต่เจิ้นรู้ดีว่าจริงๆแล้วมันก็แค่การแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง

            ศศิมณฑลไม่ใช่คนเปิดใจให้คนรอบข้างได้ง่ายนัก ไม่มีเพื่อนที่สนิทที่สุดที่จะปรึกษาได้ทุกเรื่องเพราะโลกทั้งใบของเจ้าจันทร์ถูกเขาครอบไว้มาตลอด ถึงตอนนี้เขาจะยอมปล่อยบ้างแต่เจ้าจันทร์ก็ยังมีเขาเป็นคนที่ไว้ใจที่สุด

                ไม่อย่างนั้นคงไม่ร้องไห้โวยวายทันทีที่เจอกัน ทั้งๆที่เลขารายงานว่าไม่เคยร้องไห้เลย...นั่นเพราะเจ้าจันทร์คงไม่อยากแสดงด้านอ่อนแอ หรืองอแงกับคนอื่นที่ไม่ใช่เขา

                ...คงเป็นความเข้มแข็งที่ถูกซ่อนอยู่ในความนุ่มนิ่ม...มูนนี่คนเก่งของพี่

                จวบจนพระอาทิตย์ใกล้แตะขอบฟ้า เจิ้นถึงลุกขึ้นจากโซฟาและกลับเข้าไปในห้องนอนด้านใน...กลิ่นหยาดอารมณ์ยังคงคละคลุ้งผสมไปกับกลิ่นนมเฉพาะตัวของเจ้าจันทร์ คนโดนรังแกนอนหลับสนิทอยู่ใต้ผ้าห่มผืนใหญ่มีเจ้าหูยาวอยู่ในอ้อมแขน

                มือหนายกขึ้นแตะหน้าผากเนียนของคนที่ยังหลับสนิท...อุณหภูมิร่างกายที่อุ่นขึ้นกว่าเดิมบ่งบอกว่าเจ้าจันทร์คงมีไข้อ่อนๆ ก็ไม่แปลกใจเพราะถูกเขาเอาแต่ใจมากมายขนาดนั้น

                คราบบนกระจกถูกทำความสะอาดไปแล้วเพราะกลัวคนหลับสนิทตื่นมาจะตกใจ แค่ร่องรอยที่ถูกตีตราบนตัวก็คงทำเจ้าตัวตาโต มุมปากยกยิ้มติดจะขำ นึกถึงคราวก่อนที่เจ้าจันทร์โวยวายหาว่าตัวเองมารังแกเขา

                เพราะความไม่รู้มันก็เลยแสดงออกมาน่ารัก...จนอยากจะรักอีกหลายครั้งหลายคราแต่คนตัวเล็กคงจะรับไม่ไหว เจิ้นโคลงหัวตัวเองที่เอาแต่คิดเรื่องจะกอดน้องอย่างเดียว

                มือยกผ้าห่มขึ้นเพื่อสอดตัวเข้าไปกอดร่างนุ่มนิ่มที่โดนจับใส่ชุดนอนมิดชิด...ป้องกันแมลงร้ายที่อยากจะดอมดมกลิ่นนมอยู่ร่ำไป...

                และแมลงตัวนั้นก็คือเขาเอง

               

                “ฮึก...ฮือออ”

                เสียงร้องไห้เล็กๆดังตั้งแต่เจ้าจันทร์ตื่นมา เจิ้นทั้งเป็นห่วงทั้งเอ็นดู เจ้าจันทร์ตื่นมาก็โวยวายเพราะคิดว่าตัวเองตายแล้ว

                “จันทร์ปวดมากกก ฮึกกก เจ็บบบ ทำไมเจ็บแบบนี้ จันทร์ชวนเจิ้นเต้นแอโรบิกหรอเมื่อคืน”

                เจิ้นยิ้มขำคนงอแงในอ้อมแขน หน้าผากอุ่นซุกอยู่กับซอกคอของเขา มือหนาลูบแผ่นหลังบางผ่านความเรียบลื่นของชุดนอนผ้าแพร

                “เมื่อคืนเรา Make Love กัน”

                “หา....ไนท์แคร์หรอ แล้ว แล้วจันทร์รังแกเจิ้นอีกแล้วหรอ จันทร์จำได้รางๆแต่ ฮึก...จันทร์ปวดหัวมากเลย”

                “เปล่า....พี่รังแกจันทร์เอง”

                เลือกที่จะบอกความจริงเพราะเจ้าจันทร์เข้าใจผิดมานานและเขาไม่อยากหลอกน้องอีกแล้ว คนงอแงชะงักเงยหน้าใช้ตาโตๆที่แดงก่ำจ้องมองกันจนรู้สึกผิด

                “ฮือออออ เจิ้นใจร้ายยยยยย รังแกจันทร์ทำไม ฮึก ปวดดด จันทร์เหมือนไปรบมา ฮือออ ทำไมเมคเลิฟต้องรุนแรงแบบนี้ด้วย จันทร์ไม่โอเคเลย ฮือ”

                อยากจะขำแต่กลัวคนงอแงยิ่งร้องไห้หนัก แค่กำปั้นน้อยๆที่ทุบลงมาก็ราวกับคับแค้นใจนักหนาก็นึกเอ็นดูจนไม่รู้จะทำยังไง พอตาโตๆเห็นเขายิ้มก็ยิ่งงอน

                “ไม่รักเจิ้นแล้ว ฮึก...จันทร์จะกลับบ้าน ไม่อยู่สิงคโปร์แล้ว ไม่อยู่กับเจิ้นแล้ว ฮือออ”

               

                เจิ้นขำ ขำอะไรก็ไม่รู้ทั้งๆที่ขาผมขยับไม่ได้เลย มันปวดมาก ปวดไปหมด แล้วก็เจ็บ...แถมตามตัวก็มีแต่รอยช้ำเหมือนที่ผมรังแกเจิ้นคราวก่อน แต่คราวนี้เป็นเจิ้นรังแกผม

                “มูนนี่...ดีกันนะ”

                “ไม่มูนนี่แล้ว”

                “เจ้าจันทร์”

                “ไม่เจ้าจันทร์ด้วย ไม่ศศิมณฑลด้วย จันทร์จะเปลี่ยนชื่อแล้ว ฮึก...ไม่ต้องมาเรียกกันเลยนะ กลับไปกรุงเทพจันทร์จะลาออกจากเยว่แล้ว ฮืออ เจิ้นบ้า”

                “แล้วจะเปลี่ยนเป็นอะไร หืม?”

                “ฮืออ จะชื่อนูนู่”

                “นั่นชื่อลูกของจันทร์ไม่ใช่หรอ?”

                “ไม่ขำนะ โกรธอยู่นะ ห้ามขำ ฮือออ ใจร้าย”

                “โอ๋...นูนู่”

                ผมง้องแง้งอีกเยอะอ่ะเพราะมันเจ็บมากกกก แต่เจิ้นก็ยิ่งขำ เจิ้นพยายามโอ๋ผมแต่ก็ขำไปด้วยผมก็ยังไม่พอใจ ผมจำได้แบบไม่ชัดเจนนักว่าเมื่อคืนผมกับเจิ้นไนท์แคร์กัน...แต่มันไม่เคยเจ็บขนาดนี้อ่ะ

                “เพราะพี่เข้าไปในตัวจันทร์”

                เจิ้นยิ้ม...ยิ้มที่ไปถึงนัยน์ตา และผมก็พอจะนึกออกว่าเมื่อคืนเจิ้นไนท์แคร์ผมไปทั่วห้อง! ทำไมการเข้ามาในตัวผมมันถึงขั้นตอนเยอะแบบนี้ แล้วก็ต้องหลายสถานที่ด้วย

                “เพราะเจิ้นเข้ามาหรอ...จันทร์เลยเจ็บ”

                “อืม...เพราะมันเป็นครั้งแรกของจันทร์...และของพี่ และมันจะเป็นแบบนี้ไปตลอด พี่จะเข้าไปในตัวจันทร์แค่คนเดียว จันทร์ก็ให้พี่เข้าไปได้แค่คนเดียวได้ไหม?”

                “หา ยังจะเข้ามาอีกหรอ ทำไมเข้าอีกอ่ะ จันทร์ก็จะเจ็บอีกหรอ ไม่เอานะ ไม่ให้เข้าแล้ว จันทร์เข้าไปในตัวเจิ้นเองได้ไหม? แบบว่าเราสลับกัน”

                “จันทร์ไม่ชอบให้พี่เข้าไป?”

                มันก็ไม่ได้ไม่ชอบ...ผมก็จำได้ว่าเมื่อคืนมันมีความสุขมากกก แบบมากกว่าที่เจิ้นกัด มากกว่าที่มีแค่นิ้ว แล้ว...แล้วผมก็เรียกร้องกับเจิ้นเยอะแยะแต่...มันเจ็บ...

                ทำบ่อยๆก็ไม่เจ็บแล้ว    

                “ต้องบ่อยแค่ไหนหรอ”

                เท่าๆกับที่เราไนท์แคร์กันปกติ

                อะไรนะ? หลังๆมานี่เราไนท์แคร์กันแทบจะวันเว้นวัน แล้วผมจะต้องโดนเจิ้นเข้ามาแบบนี้วันเว้นวันหรอ? โอ้ยยยไม่ต้องเดินกันแล้ว ตัดขาผมไปเลยนะ

                “เจิ้นห้ามยุบยิบกับจันทร์ 1 เดือน! ห้ามจุ๊บ ห้ามกอด ห้ามแตะ ห้าม ห้าม ห้าม!!! อื้ออออ..”

                ทำไมเจิ้นเป็นคนไม่ฟังอะไรแบบนี้ ก็บอกอยู่ว่าห้ามจูบ แล้วมาจูบทันทีเนี่ยนะ แล้วมาดึงตัวผมไปกอด รู้ไหมว่ามันเจ็บก้นอยู่ ฮืออออ การที่เจิ้นเข้ามาในตัวมันไม่โอเคเลย คราวหลังจะไม่ยอมแล้ว!

               

                ผมใช้เวลาทั้งวันอยู่ในห้องกับเจิ้นเพราะขาผมหมดแรง ตอนกินข้าวก็ต้องให้เจิ้นอุ้มออกมา เจิ้นให้ผมนั่งกินข้าวบนตักเขาเพราะเขาบอกว่าเก้าอี้อาจจะแข็งไป...แต่เจิ้นก็ยังยุบยิบไม่เลิกมาจุ้บไหล่ผมอยู่นั่นแหละ บ่นก็ไม่สนใจก็เลยต้องปล่อย แล้วมือเจิ้นก็ยุบยิบๆไม่ต่างกัน ลูบขาผมไม่เลิก ก่อกวนตลอดมื้ออาหาร

                เจิ้นยุบยับเป็นแมงยุบยิบ เหนื่อยใจจนต้องปล่อยเลยตามเลย ยังดีที่เจิ้นไม่ไนท์แคร์อีกหรือจะเข้ามาอีกเพราะผมยังไม่พร้อมจริงๆ แถมยังปวดหัวด้วย เจิ้นบอกว่าผมไข้ขึ้น ก็แหงล่ะเสียงผมแหบเหมือนเพิ่งเชียร์กีฬาสีมาหมาดๆ พี่เลขาเอายาขึ้นมาให้ กินยาเสร็จผมก็นอนยาว ตื่นมาก็กินข้าว กินยาแล้วก็นอนต่อ

                หมดแรง หมดพลัง และเหมือนร่างกายโดนผ่าครึ่ง...คราวหลังผมจะเป็นคนรังแกเจิ้นเอง ไม่ให้เจิ้นรังแกแล้ว ครั้งนี้เพราะว่าเมาทำให้พลาดไป คราวหน้าคอยดูนะต้องเป็นเจิ้นบ้างล่ะที่ลุกไม่ขึ้น!

                วันต่อมาขาผมเริ่มมีแรง...แต่มันก็ยังเดินขัดๆ เจิ้นเลยไม่ได้พาผมออกไปเดินเล่นแต่พาไปดูวิวด้านบนของมาริน่าเบย์แทน ผมถูกเจิ้นจับใส่ชุดจีนคอตั้งแขนยาวขายาว อากาศก็อบอ้าวแต่เพราะร่องรอยบนตัวผมทำให้ต้องใส่ชุดมิดชิด มันช้ำมากจนน่ากลัว แต่แผ่นหลังเจิ้นก็เต็มไปด้วยรอยเล็บผมไม่ต่างกัน

                หรือว่าไม่ใช่แค่เจิ้นรังแกผม ผมก็รังแกเจิ้นด้วย? เราอาจจะผลัดกันรังแกก็เลยบาดเจ็บกันทั้งคู่ เจิ้นสั่งไอติมให้ผมทดแทนเมื่อวานที่ละลายไปหมดเพราะผมมัวแต่ห่วงจิบไวน์

                มื้อเย็นเจิ้นพาผมไปกินข้าวที่ภัตตาคารอะไรสักอย่าง พี่ๆเลขากับพี่บอดี้การ์ดก็มา มันเป็นอาหารฝรั่งเพราะเจิ้นไม่ค่อยสนใจอาหารพื้นเมืองของที่นี่นัก มันก็คล้ายๆอาหารไทยแต่จัดไม่เท่า ผมไม่แตะต้องไวน์ที่เจิ้นสั่งสักหยดเดียว คืนนี้ผมจะไม่เมาอีก เพราะเมาแล้วโดนเอาเปรียบบบบบ แล้วก็เจ็บ ฮึ่ยยยคิดแล้วหงุดหงิดเป็นบ้า เจิ้นก็เหมือนจะรู้แหละว่าผมหงุดหงิดเขาก็พยายามเอาใจ แต่ความเคืองของผมมันมากมายมหาศาลแม้แต่ไอติมที่เจิ้นสั่งมาให้ก็ง้อไม่ได้หรอก...ก็แบบพักยกเฉยๆ ขอกินก่อน กินเสร็จแล้วงอนใหม่อะไรอย่างนั้น

                ไฟลท์บินของเราคือช่วงเที่ยงของวันต่อมา ผมกับเจิ้นไม่ได้อยากซื้ออะไรเป็นพิเศษ แต่พี่ๆเลขาแยกไปช็อปพวกของแบรนด์เนม เจิ้นกับผมไม่ได้เป็นแฟนคลับยี่ห้อไหนเลยเลือกนั่งรอที่สตาร์บัค เจิ้นอ่านข่าวในไอแพดส่วนผมก็นั่งพิงเจิ้นแชทไลน์กับเพื่อนๆ

                อาทิตย์หน้าจะเปิดเทอมแล้วผมกำลังจะกลายเป็นพี่ปีสาม ช่วงนี้คิวไปเที่ยวกาญจนบุรีกับครอบครัว ผมนึกถึงตอนที่เจิ้นจะพาไปนอนแพแต่ผมกลัว คิวบ่นว่าผมขี้กลัวไปเอง นอนแพอ่ะดีจะได้กระโดดน้ำได้เลย

                ผมเถียงกับคิวอยู่ตั้งนานจนเจิ้นดึงหูผมทำให้ต้องหันไปสนใจเขา

                “เจิ้นหึงอะไรหรอ?”

                รอบข้างผมมีแต่คนที่จมอยู่กับมือถือหรือโน๊ตบุ๊ก เจิ้นคงไม่ได้หึงผมกับแก้วกาแฟหรอนะ? หรือว่าเค้ก? หรือว่าแก้วน้ำเปล่า เจิ้นยิ่งมีเรื่องมาหึงเยอะแยะไปหมด

                “คุยกับคนอื่นเยอะ”

                “โหยนี่คิวไงงง ทะเลาะกันอยู่อ้ะ”

                “ไม่ให้คุย”

                จะว่าไปเจิ้นหึงผมเยอะกว่าที่ผมหึงเจิ้นอีก แล้วก็ชอบหึงอะไรแบบที่ไม่เข้าใจเล้ยว่าหึงทำไม แต่พอเจิ้นงอแงแบบนี้ผมก็รู้สึกดีนะ...เพราะมันเหมือนผมถือไพ่เหนือกว่าเลย แม้จะน้อยครั้งมากๆ แบบม้ากกกกมากกกกก

                “โอ๋ ดีกันนะ อ่ะจันทร์แบ่งเค้กให้ อร่อยมากเลย”

                เจิ้นงอนให้ผมง้ออีกสักพักก็ยอมกินเค้ก แต่ก็คำเดียวเลิก เจิ้นไม่ชอบของหวานเท่าไหร่...สักพักใหญ่ๆพวกพี่เลขาก็กลับมาเราก็นั่งรถไปสนามบินกัน มาอยู่สิงคโปร์สามอาทิตย์ผมสนุกมากเลย มีเพื่อนใหม่และประสบการณ์ใหม่ๆเพียบ ผมคิดว่าผมน่าจะโตขึ้น และ...ผมอยากจะขอเจิ้นอยู่หออีกสักครั้ง

                เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าผมเป็นผู้ใหญ่แล้ว...จะได้ไปขอเจิ้นแต่งงานได้อย่างเต็มปากเต็มคำ หวังว่าพ่อกับแม่เจิ้นจะเห็นว่าผมโตพอจะดูแลเจิ้นได้

               

                “อยากออกมาอยู่หอ? หอในมหาลัยอะนะ?”

                “อื้อ”

                ผมกับคิวนัดกันมาดูหนังก่อนเปิดเทอม ปีนี้เราไม่ต้องไปเตรียมตัวรับน้องแล้วเพราะเป็นหน้าที่ของปีสอง คิวคล้ำขึ้นจากการตากแดด จะว่าไปเหมือนจะตัวใหญ่ขึ้นด้วย เห็นว่ากำลังติดใจการออกกำลังกาย...และคิวยังคงทำสีผมแสบตาเหมือนเดิม คราวนี้มันเป็นสีดำแต่ปลายผมเป็นสีน้ำเงิน

                กลับมาที่เรื่องทรงผมของผมที่คราวก่อนเจิ้นโมโหไปหมด ผมก็เลยไม่กล้าทำสีอีกเลย ปล่อยให้มันดำไปแล้วก็ตัดสั้นเรียบร้อยปกติ แต่ตอนนี้ก็ชักยาวอีกละเพราะตั้งแต่ปิดเทอมยังไม่ได้ตัดผมเลย

                อยากทำสีผมอีกอ่ะ...แบบคิวมันดูเท่อ่ะ ของผมมันดูเนิร์ดๆยังไงไม่รู้ หรือให้พ่อพาไปทำดี? ถ้าพ่อพาไปเจิ้นอาจจะไม่โมโหว่าผมทำโดยพละการ

                “อยู่หอมหาลัยก็ดี สะดวก ทางบ้านจะยอมไหมล่ะ?”

                “ก็ต้องลองดู ตอนนี้ทำงานบ้านได้เองแล้ว คงไหว”

                “ว้าว หัวหน้ากลุ่มของเราโตขึ้นแฮะ”

                คิวยังคงไม่เลิกแซวผมเรื่องการเป็นหัวหน้ากลุ่ม หลังจากดูหนังผมก็ปรึกษาคิวเรื่องทรงผมที่จะตัดครั้งต่อไป คิวบอกว่าผมเป็นเด็กดีเกินไป เรื่องผมนี่วัยรุ่นต้องมีสิทธิ์จัดการด้วยตัวเองอยู่แล้ว

                “แต่เจิ้นชอบให้เป็นเด็กดีนี่”

                “วัยรุ่นมันต้องทำอะไรให้มันสุดๆดิ”

                ผมส่ายหน้ารัวๆจนคิวบ่น ไม่ได้หรอกเรื่องนี้เรื่องใหญ่มากเพราะคราวก่อนเจิ้นโกรธจริงๆ และผมไม่ควรทำให้เจิ้นต้องเป็นห่วง ถึงเส้นผมที่โดนย้อมคราวก่อนจะไม่ร่วง ก็ไม่ได้หมายความว่ารอบนี้จะรอดปลอดภัย แล้วมันยิ่งเคยร่วงเพราะความเครียด อันที่งอกใหม่นี่อาจจะยังไม่ค่อยแข็งแรงก็ได้นะ

                ถึงตอนนี้ความรู้สึกผมจะฮีลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วแต่ก็หวาดผวากลัวเส้นผมมันจะจากผมไปอีก คิวขำก๊ากเพราะจำได้ว่าต้องพาผมไปหาหมอ คงเพราะเห็นใจหรืออนาถใจคิวเลยไม่ว่าผมอีก

 

                การกลับมาอยู่ไทยผมก็กลับไปทำกิจวัตรเหมือนเดิมคือทำข้าวกล่องให้เจิ้นตอนกลางวัน ถึงมันจะใกล้เปิดเทอมแล้วแต่ผมก็อยากทำให้ การหยุดไปหาผมที่สิงคโปร์ทำให้งานเจิ้นมหาศาลจนต้องกลับบ้านเย็น

                ยิ่งพี่เอ็มยิ่งยุ่งจนหัวหมุนเพราะต้องไปจัดการเรื่องส่วนตัวให้เจิ้น สรุปว่าเจิ้นไม่ได้ไปต่อแถวจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์และค่าอื่นๆแบบที่พี่เอ็มบอก เพราะมันใช้ระบบตัดจ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน...แต่เป็นสมาร์ทโฟนของพี่เอ็ม ซึ่งพี่เอ็มก็ทิ้งไว้ที่ไทยให้พี่เลขาคนอื่นจัดการให้ แต่งานทุกคนก็ยุ่งเพราะปั่นงานเตรียมพร้อมสำหรับวันหยุดให้เจิ้นก็เลยไม่มีใครไปจ่ายให้

                เจิ้นโดนค่าปรับในการจ่ายบัตรเครดิตเกินกำหนดด้วย...หัวหน้าแผนกที่ดูแลเรื่องนี้บอกว่ามีชื่อเจิ้นอยู่ในระบบ เขาขึ้นมาตามตอนที่ผมกำลังจะกินข้าวกลางวันกับเจิ้นพอดี

                ปรากฏว่าเจิ้นจ่ายบัตรเครดิตช้าไปสามใบ...พี่เอ็มถึงกับทำหน้าเหมือนโลกถล่ม พี่เลขาคนอื่นก็ยิ้มเจื่อนๆ ผมไม่กล้าพูดอะไรเลยเพราะไม่กล้าไปยุ่งเรื่องงานของเจิ้น แต่ก็สงสารพี่เอ็มอ่ะ ตอนดูแลผมที่สิงคโปร์พี่เอ็มก็เสียเวลาส่วนตัวไปเยอะ ก็เลยเขยิบไปกอดแขนเจิ้น

                “หิวข้าวแล้วอ่ะ...”

                “...คราวหลังอย่าพลาดอีก”

                พี่ๆเลขารีบพากันออกไป ผมแอบขยิบตาให้พี่เอ็มพี่เขาก็ยิ้มให้ เจิ้นก้มมองผมแบบรู้ทันแต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร พายุอารมณ์ของเจิ้นก็เลยจบลงง่ายๆ... ง่ายก็บ้าแล้ว!!!

                ผมโดนเจิ้นทำโทษที่ไปแทรกแซงระบบการปกครองลูกน้องของเจิ้น แถมแอบขยิบตาให้พี่เอ็มซึ่งเจิ้นบอกว่าเขาหึงมาก ผมพยายามคัดค้านว่าทีเจิ้นให้พี่เอ็มมานอนกับผมตอนอยู่สิงคโปร์ล่ะไม่เห็นจะหึง

                “ก็เลยเข้าข้างเอ็มไม่เข้าข้างพี่? เพราะได้นอนด้วยกันสามอาทิตย์?”

                “มะ ไม่ใช่อย่างงั้น อื้ออออ...”

การลงโทษของเจิ้นคือการต้องยอมให้เจิ้นเข้ามาในตัวผม ตั้งแต่กลับจากสิงคโปร์นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เจิ้นเข้ามา มันเจ็บ...แต่สักพักก็แทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกๆ

                ขาผมถูกยกขึ้นพาดบ่าเจิ้นให้เขาเข้ามา...ลึก...มันลึกมาก....ลึกจนผมร้องไห้เพราะอารมณ์ที่หมุนวนไปหมด แต่เจิ้นก็ไม่ใจดี เขาขยับแรงขึ้นและกัดผม หูผมเจ็บเพราะฟันคม...

                แต่ผมก็ชอบ...มันย้อนแย้ง...มันเจ็บแต่มันไม่พอ...สุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายร้องขอให้เขากัดแรงกว่านี้...อยากให้เจิ้นกัดทั้งตัว มือเจิ้นฟาดลงที่ก้นผม

                “เด็กดื้อต้องโดนตี”

                “ฮึก....เจิ้น....ตีอีก”

                หรือผมจะกลายเป็นคนชอบความรุนแรงไปแล้ว

หลังจากเจิ้นเติมน้ำเข้ามาในตัวผม ผมอธิบายความรู้สึกที่ผมคิดว่าตัวเองกลายเป็นคนหัวรุนแรงให้เจิ้นฟัง แต่เจิ้นบอกว่าไม่ใช่...มันไม่ได้แรงมากขนาดนั้น เราไม่ได้รุนแรงใส่กันมันเป็นแค่อารมณ์ที่เกิดจากการร่วมรัก

เจิ้นไม่ได้พูดคำว่าไนท์แคร์อีก...แต่เขาเปลี่ยนมาใช่คำว่า เมคเลิฟ หรือร่วมรัก...ไนท์แคร์จะเป็นแค่การที่เขาไม่ได้เข้ามาในตัวผม

“แต่จันทร์ชอบให้เจิ้นกัด...แล้วก็ตี...มัน มันไมเป็นไรจริงๆหรอ”

“ไม่...พี่ก็ชอบให้จันทร์กัด...การร่วมรักก็แบบนี้ อยากจะสร้างร่องรอยของความรักไว้บนตัวกันและกัน”

ร่องรอยของความรัก? ฟังดูเพราะจัง.... เจิ้นบอกว่าผมคิดมากไป เรารักกันและไม่ได้มีใครไม่พอใจที่จะมีร่องรอยพวกนี้ มันก็จริง...ผมแฮปปี้ที่มีรอยฟันของผมบนตัวเจิ้นด้วย

“พี่ก็ชอบรอยฟันของจันทร์บนตัวพี่”

“งั้น...จันทร์จะกัดบ่อยๆ”

เจิ้นแกล้งงับคอผมอีกเป็นการเอาคืนที่ผมกัดไหล่เขาอีกครั้ง มันจักจี้ไปหมด แล้วเสียงหัวเราะของผมก็หายไปเพราะเจิ้นจูบ....

แล้วเจิ้นก็ขอเข้ามาในตัวผมอีก...แต่ตัวผมเต็มไปด้วยน้ำแล้วนะ มันจะเข้ามาอีกได้หรอ ยังไม่ทันได้คำตอบเจิ้นก็พิสูจน์ด้วยการกระทำ

จะว่าไป...ผมก็ชักชอบที่เจิ้นเข้ามาในตัวผมหน่อยๆ

 

                ความหึงของเจิ้นนั้นร้ายกาจพอผมเดินไหววันต่อมาก็บังคับให้ไปทำงานกับเขา ความอึมครึมแผ่ไปถึงพี่เอ็มทำให้ผมไม่กล้าคุยกับพี่เอ็มเลย เจิ้นหนีบผมมานั่งในห้องทำงานเพราะบอกว่าไม่อยากให้ผมคลาดสายตา

                โต๊ะทำงานเจิ้นมีเอกสารกองโตอยู่ตลอด แม้ด้านหนึ่งของห้องทำงานจะเป็นกระจกทั้งบานที่เห็นวิวกรุงเทพมหานครชัดแจ๋วแต่เจิ้นก็แทบไม่เงยหน้าจากกองเอกสารเลยด้วยซ้ำ

                ผมอยู่ว่างๆก็เบื่อเลยเดินไปหยิบพวกเอกสารมาดูมั่ง เจิ้นก็ไม่ได้ว่าอะไร... เอกสารของเจิ้นมีแต่ตัวเลขเต็มไปหมด ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับเงิน การลงทุน โปรเจคที่เกี่ยวกับเงิน หรือพวกการดำเนินงานของธนาคาร

                เรื่องที่ผมเรียนในมหาวิทยาลัยดูง่ายเหมือนเป็นวิชาเรียนของเด็กอนุบาลไปเลยเมื่อเทียบกับงานของเจิ้น แบบนี้ล่ะมั้งที่เขาว่ามหาลัยก็แค่สอนทฤษฎี ส่วนการต่อยอดก็ต้องมาในชีวิตการทำงาน

                รุ่นพี่คณะผมส่วนมากจบไปก็มาทำงานเกี่ยวกับสถาบันการเงิน ไฟแนนซ์ หรือเกี่ยวกับหุ้นและการลงทุนต่างๆ บางทีผมก็เริ่มคิดเหมือนกันว่าตัวเองควรจะเลือกไปทางไหน? ถ้าผมอยากทำงานกับเจิ้นผมก็น่าจะต้องเก่งทุกอย่างไม่อย่างนั้นคงมาช่วยเจิ้นไม่ได้

                ในตู้เอกสารของเจิ้นมีเรซูเม่ของพี่ๆเลขาอยู่ด้วย รวมถึงผู้บริหารและหัวหน้าแผนกต่างๆ ส่วนพนักงานระดับอื่นๆไม่ได้ถูกเก็บไว้ อาจจะเพราะเจิ้นดูแลในระดับบริหารอย่างเดียว

                แค่ประวัติพี่ๆเลขาก็ทำผมท้อใจ...เกียรตินิยมอันดับหนึ่งกันทั้งสี่เงิน พี่เอ็มก็จบมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ แล้วยังมีปริญญาโทอีก คะแนนโทเฟลของพี่เอ็มก็สูงจนไม่น่าต้องไปเรียนที่สิงคโปร์กับผมแล้ว

                คงเพราะต้องไปดูแลผม...พี่เอ็มคงเบื่อแน่ๆที่ต้องไปลงเรียนอะไรที่ตัวเองก็ถนัดอยู่แล้ว แต่พี่เอ็มคงขัดไม่ได้ถ้าเจิ้นสั่ง ผมเลยทำพี่เอ็มลำบากแล้วก็เสียงานจนเกือบโดนเจิ้นดุ

                ผู้บริหารคนอื่นๆก็โปรไฟล์ดีเยี่ยม คุณพ่อของเจิ้นก็จบปริญญาเอกสาขาการเงินแม้จะเป็นมหาวิทยาลัยในไทย พอมาเปรียบเทียบกับผมที่เกรดสองนิดๆ...ผมจะเข้ามามีบทบาทในช่อฟ้าได้ยังไงกัน

                ผมไม่ใช่คนเก่ง... เจิ้นเสียค่าเทอมแต่ละเทอมให้ผมแพงมากซึ่งผมก็ไม่ได้เรียนคุ้มกับเงินที่เจิ้นจ่ายสักบาท ไม่มีทางที่ผมจะสมัครตำแหน่งเลขาเจิ้นได้เลย หัวหน้าแผนกก็ไม่ได้....พนักงานธนาคารก็อาจจะต้องคิดแล้วคิดอีก ขนาดนับเลขผมยังนับผิดๆถูกๆแล้วถ้าไปนับเงินลูกค้าผิดขึ้นมา...ความเสียหายที่เกิดขึ้นผมจะแบกรับมันไหวได้ยังไง

                หรือว่าผมอาจจะต้องพยายามเยอะหน่อย เอาให้พอสมัครเป็นพนักงานแบงค์ได้ก่อน อยู่ตรงเคาน์เตอร์ก่อนก็ได้ หลายๆคนก็เริ่มจากตรงนั้น ทำไปเรื่อยๆก็คงได้เลื่อนตำแหน่ง ผมอาจจะได้เป็นหัวหน้าสาขาในอีกหลายๆปีต่อมา

                แต่หัวหน้าสาขาก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้อยู่ที่ช่อฟ้ากับเจิ้น...ผมไม่มีทางเก่งกว่าอีกหลายๆคนที่จะได้ดูสาขาหลักอย่างที่นี่ ผมคงต้องดูแลสาขาเล็กๆที่ลูกค้าน้อยๆ

                แต่ถ้าผมไม่เป็นหัวหน้าแต่เป็นหนักงานตัวเล็กๆอยู่ประจำสาขาช่อฟ้าไปตลอดล่ะ? ผมก็จะดูเหมือนภาระของเจิ้นไปตลอด เป็นเด็กฝากที่ไปไหนไม่รอด ไม่มีวันพัฒนาในสายตาคนอื่น แล้วมันก็เสียไปถึงเจิ้น

                ทำไมเพิ่งมาคิดได้นะ...ว่าผมเหมือนพวกต้นไม้เล็กๆที่ต้องเกาะต้นไม้ใหญ่ๆอย่างเจิ้นไปตลอด ใช้ชีวิตด้วยตัวเองไม่ค่อยได้ต้องพึ่งพาคนอื่น...กาฝากใช่ไหม?

                ไม่อยากจะว่าตัวเองแบบนั้นแต่...ผมก็พึ่งพาเจิ้นฝ่ายเดียวจริงๆ ตลอดเวลาผมมีเรื่องปรึกษาเจิ้นเป็นร้อยๆอย่าง แต่เจิ้นปรึกษาผมไม่ได้สักอย่าง เจิ้นไม่เคยพูดเรื่องเครียดๆของงานให้ฟัง ไม่เคยเล่าว่ามันเหนื่อยแค่ไหน

                เจิ้นอาจจะไม่อยากให้ผมเครียดตาม...แต่มันบ่งบอกว่าผมไม่ใช่ที่พึ่งของเจิ้น วันๆมีแต่หาเรื่องมาให้เจิ้นปวดหัวด้วยซ้ำ เดี๋ยวก็ไม่สบาย เดี๋ยวก็งอแงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ค่ายาผมคงเป็นล้านไปแล้ว แต่ละปีป่วยกี่สิบรอบก็ไม่รู้ แถมยังกินเยอะจนพุงป่อง กินก็ยาก ค่าของกินผมแพงหูดับแน่ๆอ่ะ

                อีกเรื่องก็คือทุกวันนี้ยังต้องให้เจิ้นไปส่งที่มหาวิทยาลัยตอนเช้าเหมือนเด็ก ไม่เคยคิดว่าเจิ้นต้องตื่นแต่เช้าทั้งๆที่ไม่จำเป็น เจิ้นควรจะได้นอนเต็มอิ่ม...ผมเป็นเด็กไม่ยอมโตจริงๆ...ต่างจากคนคนอื่นก็ขับรถไปเอง หรือมากันเอง แต่ผมก็ขับรถไม่เป็นและไม่คิดจะเรียน ผมไม่มีความคิดจะพึ่งพาตัวเองเลยสักนิด แค่คิดว่าจะอยู่กับเจิ้น มีความสุขไปวันๆ มันเป็นความคิดของคนเห็นแก่ตัว

                เจิ้นอาจจะไม่คิดมากเพราะเรารักกัน แต่การรักกันมันก็ต้องเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับไม่ใช่หรอ? ทำไมผมเป็นฝ่ายรับอย่างเดียวเลยล่ะ นอกจากการบอกรักเจิ้นผมทำอะไรให้เจิ้นได้บ้าง?

                ก็ใช่...อาจจะพอทำกับข้าวได้ แต่คุณป้าแม่บ้านก็ทำได้เหมือนกัน มันไม่มีอะไรที่แบบว่า ต้องเป็นผมเท่านั้นที่ให้เจิ้นได้ในทางกลับกัน มันมีหลายอย่างมากๆที่ เป็นเจิ้นเท่านั้นที่ให้ผมได้

                ปีกไม่ใช่ของผม...แต่เป็นของเจิ้น...ผมมันก็แค่คนที่ถูกเจิ้นอุ้มไว้ทำให้หลงนึกไปว่าตัวเองมีปีกไม่ต่างกัน ถ้าวันหนึ่งเจิ้นบาดเจ็บ...ผมก็ไม่มีความสามารถจะประคับประคองเจิ้นได้เลย

                หรือถ้าวันหนึ่งเจิ้นเบื่อจะโอบอุ้มผมไว้แล้ว และเขารู้สึกเหนื่อยล้าจนอยากปล่อยมือ...ผมก็คงร่วงหล่นลงมาจากหอคอยช่อฟ้า...

                ถ้าผมจะอยากมีปีกเป็นของตัวเองบ้าง

            แค่ปีกเล็กๆก็ได้ ไม่ต้องใหญ่เหมือนเจิ้นก็ได้...แค่ผมสามารถบินกับเจิ้นได้ เป็นคนที่ช่วยเหลือเจิ้นได้บ้างไม่ใช่เป็นภาระอย่างเดียว...

                ผมอยากเป็นทุกอย่างของเจิ้น...เหมือนที่เจิ้นเป็นทุกอย่างของผม

                ...จะเป็นไปได้ไหม

=========

ให้กำลังใจการเติบโตของเจ้าจันทร์ด้วยนะคะทุกคน

 

ส่วนเจิ้นก็ยุบยิบกับน้องจังโว้ย มายุบยิบกับเรานี่ เราพร้อม!!! น้องไม่พร้อมก็ให้น้องพักค่ะ!!!!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 547 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,205 ความคิดเห็น

  1. #13134 fuxxy (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2562 / 17:07
    มูนนี่โตแล้ว ฮือออออออ
    #13,134
    0
  2. #13093 fayfai2302 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 / 23:49
    นู๋ก็เป็นทุกอย่างของเจิ่นนะลูก
    #13,093
    0
  3. #12948 K.white wine (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 19:44
    น้องสู้ๆน้า งื้ออออออออออ หนูลูกกกกกกก
    #12,948
    0
  4. #12846 «PhuengAugust» (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:20
    กงงน้องกำลังโต ไปจ้า สู้ๆ
    #12,846
    0
  5. #12641 Miki_milky (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:34
    สู้ๆๆน้องจันทร์
    #12,641
    0
  6. #12583 HaeMay (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 15:49
    รอเห็นน้องสร้างปีกของตัวเองนะ สู้ๆ
    #12,583
    0
  7. #12265 pcy921 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 18:38
    การได้ไปซัมเม้อสิงคโปรนี่เหมือนเปิดโลกให้น้องเลยนะคะ ดีๆ
    #12,265
    0
  8. #12254 MaiNatkamon (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 14:59
    น้องงงง เริ่มโตขึ้นแล้วสินะTT TT
    #12,254
    0
  9. #12048 ojay2 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2561 / 18:10
    น้องโตขึ้นแล้ว
    #12,048
    0
  10. #11916 Aunchiree (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 18:24
    ต้องผ่านไปให้ได้น่าาา
    #11,916
    0
  11. #11724 Clairey (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 00:24
    มันเป็นเรื่องยากแต่มูนนี่ทำได้อยู่แล้ว!
    #11,724
    0
  12. #11652 AlberoTree (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 00:10
    ชอบมากๆ ชอบที่น้องพยายามโตขึ้น ชอบที่น้องพยายามจะยืนได้ด้วยตัวเอง
    #11,652
    0
  13. #11643 JaoJean (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 15:10
    หว่าาา จันทร์ หาเส้นทางของตัวเองให้ได้นะ
    #11,643
    0
  14. #11562 mon9228 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 13:22
    ดีมาก ในที่สุดน้องก็คิดได้ด้วยตัวเองซักที ต่อไปก็พยายามพัฒนาตัวเองเข้านะ
    #11,562
    0
  15. #10542 DreamingDreamer (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 14:39
    น้องเริ่มโตขึ้นแล้ว มูนนี่
    #10,542
    0
  16. #8974 Xialyu (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 18:35
    เริ่มโตแล้วน๊าลูกสาว
    #8,974
    0
  17. #8938 kindlyjh (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 11:02
    สู้ๆนะน้องจันทร์ น้องกำลังจะโตขึ้นแล้ว ฮึบๆ
    #8,938
    0
  18. #8919 thifu:') (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 เมษายน 2561 / 22:37
    มูนนี่ ฮือออ เก่งมาก อยากจะชมอยากจะให้รางวัล ค่อยๆก้าวไปทีละก้าวนะ หนูก็เป็นแค่เพียงคนเดียวที่ทำให้เจิ้นมีความสุข
    #8,919
    0
  19. #8646 gnawkezi~* (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 17:28
    ค่อยๆโตนะลูก
    #8,646
    0
  20. #7526 บี.เหลือง (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 20:35
    น้องโตขึ้นแล้วว ดีใจอ่ะ เหมือนเห็นลูกเติบโตขึ้นมาาา งื้อ
    #7,526
    0
  21. #6980 mook2328 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 15 มีนาคม 2561 / 12:39
    ตอนแรกเห็นชื่อเรื่องก็คิดว่าไม่น่าอ่านแต่พอรองเข้ามาอ่านวางไม่ลงเลยชอบความขี้มโนของจันทร์อ่ะอมยิ้มตลอดเวลามูนนี่มโนงื้ออออน่ารักอ่ะไหนจะแต่ละแผนที่คิดอยู่ในหัวอีกอ่ะโง้ยยยย น่ารักที่สุดดดดด(มีความธามคิวไปอีก)
    #6,980
    0
  22. #6581 bugkeaw (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 17:37
    ดีใจจจจ มูนนี่โตเเล้วววววว ฮืออ หยั่งกะเเม่มองลูกเลยฟีลนี้ เจิ้นต้องภูมิใจมากเเน่ๆ ชอบประโยคที่บอกว่าต้องเป็นทั้งผู้รับเเละให้อะ น่ารักจังงงงง 
    #6,581
    0
  23. #6225 natchafern (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:24
    มูนนี่โตแล้วววว สู้ ๆ นะลูก
    #6,225
    0
  24. #6152 Prangky13 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:34
    มูนนี่เด็กดีของมี๊โตขึ้นอีกแล้ววววฝว
    #6,152
    0
  25. #6105 Karoronoii (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:35
    เจ้าจันทร์จะโตแล้วงื้อออ เราว่าจริงๆแล้วอะไม่ใช่เจ้าจันทร์คนเดียวที่จะต้องปรับตัว เรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวแล้วก็โตขึ้น แต่เป็นตัวเจิ้นก็ด้วยที่จะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวบ้าง ห่างน้องบ้างมันก็ไม่เป็นไร สู้ๆนะเจ้ามูน กับเจ้าเจิ้น (อุ๊บบบส์ เผลอทำตัวสนิทกับเจิ้น 55555)
    #6,105
    0