In Control...ในปกครอง (Yaoi)(END)

ตอนที่ 24 : Chapter 22 : Fortune Teller

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24,908
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 496 ครั้ง
    30 ธ.ค. 60

Chapter 22 Fortune Teller

                ปิดเทอมของผมค่อนข้างว่าง เจิ้นยุ่งจนแทบไม่มีเวลาให้แม้แต่วันหยุด พ่อก็ไปจีนกับคุณปู่ เวลาคุณปู่กลับจีนพ่อก็จะกลับไปด้วยทุกที ผมแวะไปกินข้าวกับแม่มาหนึ่งครั้งเพราะกลัวแม่เหงา แต่แม่ก็บอกว่าจะกลับไปหาตากับยายผมก็เลยเปื่อยอยู่ช่อฟ้าคนเดียว

                ช่วงปู่ไปจีนผมไม่ต้องไปนอนค้างที่บ้านใหญ่เพราะไม่มีใครอยู่ ผมอยู่บ้านนั้นบ้านนี่จนเริ่มชิน ก่อนปิดเทอมก็ได้ไปนอนบ้านพ่อกับแม่เจิ้นมาหนึ่งครั้ง ผมรู้สึกตัวเองเหมือนดาราดังไปเยี่ยมแฟนคลับที่นั่นทีที่นี่ที

                ผมเริ่มนัดเจอเพื่อนเก่า แต่ละคนก็ว่างไม่ตรงกันเลยทำให้ผมต้องนัดเจอคนละวัน ผมออกจากบ้านบ่อยจนเจิ้นแซวว่าเป็นเทศกาลมูนนี่พบประชาชน ก่อนนอนผมก็เล่าเรื่องเพื่อนคนนั้นคนนี้ให้เจิ้นฟังเขาจำชื่อเพื่อนผมได้หมด จำได้กระทั่งเรื่องที่ผมเคยเล่าให้ฟังไว้นานมากแล้ว

                “ก็พี่ใส่ใจจันทร์...อะไรที่สำคัญกับจันทร์พี่จำได้หมด”

                เจิ้นมักจะมีรอยยิ้มที่ทำให้ผมใจเต้นแบบไร้สาเหตุ ตั้งแต่กลับมาอยู่ช่อฟ้าเราก็จูบกันทุกวันก่อนนอนด้วย อีกรอบก็ตอนเช้าที่เรามอนิ่งแคร์ การจูบกลายเป็น....มากกว่ารางวัลเด็กดีของเจิ้น

                ผมชอบจูบกับเจิ้น

            ชอบจนอยากให้เขาจูบบ่อยๆแต่ผมกลัวเจิ้นจะรู้สึกว่าผมเอาแต่ใจก็เลยพยายามเก็บไว้ ถ้าจูบบ่อยๆเจิ้นอาจจะคิดว่าผมเริ่มจะเอาเปรียบเจิ้นก็ได้

                ก็เอาเปรียบนั่นแหละ...การเป็นคนขี้โกงทำให้ผมมีความสุข

                เราไนท์แคร์กันบ้างในวันเสาร์... วันอื่นผมต้องไปข้างนอก เจิ้นก็ทำงาน....แล้วตอนนี้ไนท์แคร์ของเจิ้นมันก็ค่อนข้างจะอัพเลเวลให้ผมหน้าร้อนผ่าวกว่าเดิม

                นิ้วของเจิ้นที่เข้ามาในตัวผม...มันร้ายกาจ...แต่เขาบอกมันเป็นแค่การซ้อม...ทำไมเจิ้นซ้อมล่วงหน้าไวจังอีกตั้งสองปีกว่าผมจะอายุยี่สิบ ไม่สิ...อีกปีนิดๆเองเพราะผมจะอายุสิบเก้าแล้ว ส่วนเจิ้นก็ยี่สิบเก้า

                อีกสองอาทิตย์ก็วันเกิดเราทั้งคู่ ปู่กับพ่อก็มีกำหนดกลับจากจีนหลังจากไปอยู่มาสองเดือนกว่า แม่ก็จะกลับจากต่างจังหวัด เราจะปาร์ตี้กันที่บ้านใหญ่เหมือนทุกปี

                “คุณจันทร์ทำมื้อเที่ยงกันค่ะ”

                ผมกลับมาประจำตำแหน่งพ่อครัวของเจิ้นเหมือนเดิม ผมว่าผมค้นพบแล้วว่าตัวเองชอบทำกับข้าวกับคุณป้าแม่บ้านมากๆเลย ผมเริ่มทำได้หลายอย่างมากขึ้น ได้ลองอบขนมด้วยเพราะผมอยากทำตามหนังสือเห็นมันสวยดี คุณป้าแม่บ้านกับผมเลยช่วยกันทำครัวซองเนยสดให้เจิ้นกินกับกาแฟตอนเช้า เจิ้นชมว่าอร่อยผมเลยพยายามจะทำเมนูใหม่ๆ

                “คุณจันทร์ปั้นข้าวสวยเชียว”

                ตอนนี้ผมปั้นข้าวเป็นสามเหลี่ยมสวยๆได้แล้วหลังจากพยายามมาหลายครั้ง

                “เจิ้นจะต้องแปลกใจแน่ๆเลย”

                ถึงเวลาผมก็หิ้วห่อข้าวลงลิฟต์ไปห้องทำงานเจิ้น พี่ๆเลขาสี่คนของเจิ้นนั่งกันครบรีบเปิดประตูให้ผมเข้าไปในห้อง เจิ้นเงยหน้าจากกองเอกสารมายิ้มให้ผม เขาผายมือขึ้นเหมือนทุกครั้งให้ผมวางกล่องข้าวบนชุดโซฟาแล้วเดินไปกอดกัน

                “ทำอะไรให้พี่วันนี้?”

                “อาหารญี่ปุ่น”

                “หืม มาบ่อยจัง?”

                “อื้ออ จันทร์หัดทำข้าวปั้น เจิ้นเบื่อแล้วหรอ”

                จริงๆผมก็แอบกังวลว่าเจิ้นจะเบื่อเพราะผมทำแทบจะอาทิตย์ละครั้งเลย

                “เปล่า...จันทร์ทำอะไรมาก็กินหมดแหละ ทักเฉยๆ ป่ะกินข้าวกัน”

                ผมได้รับคำชมจากเจิ้นเรื่องข้าวปั้นสามเหลี่ยมจนหัวใจพองโต ผมรีบนำเสนอทาร์ตผลไม้ที่ผมหัดทำหลังจากเจิ้นกินข้าวเสร็จ ช่วงนี้หน้าร้อนผลไม้เปรี้ยวๆตัดกับครีมหวานๆช่วยให้สดชื่นขึ้น

                “เดี๋ยวนี้มูนนี่ของพี่ทำอาหารเก่งจังเลย...พี่ใกล้จะอ้วนแล้ว”

                “เอาให้อ้วนเลยย อ้วนๆกอดอุ่น”

                “งั้นตอนนี้พี่กอดไม่อุ่น?”

                “อุ่นน แต่อ้วนก็อุ่นกว่าเดิม”

                เรานั่งคุยกันจนเกือบบ่ายผมก็กลับไปข้างบนเหมือนเดิม กิจกรรมวันว่างๆของผมก็จะเป็นแบบนี้ เดี๋ยวนี้ตอนบ่ายสามก็ต้องชงชาให้เจิ้นด้วยเพราะพี่เลขากระซิบบอกว่าเจิ้นชอบให้เปลี่ยนชาตอนบ่ายสาม ผมก็ยึดหน้าที่นี้มาทำแทน ซึ่งมันดีมากเพราะบางวันผมก็ได้จูบเจิ้นด้วย มีความสุขจัง

 

                ตอนนี้ผมเป็นแฟนคลับซูเปอร์ที่เทอมินอลไปอีกคน ในมือถือลิสต์วัตถุดิบทำขนมที่จดมาเพื่อซื้อของ คุณป้าแม่บ้านเริ่มลองให้ผมมาช็อปปิ้งเอง แต่ผมก็ยังต้องโทรไปถามเรื่อยๆเพราะไม่แน่ใจว่าที่จดมากับที่เจอมันตรงกันไหม หลังจากได้ของครบผมก็เข็นรถเข็นเดินเล่นในห้างต่อเพราะกลับบ้านไปก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี

                “คุณจันทร์หรือเปล่าคะ?”

                “อ้ะ ครับ?”

                ตาผมมันคงจะเบิกกว้างเพราะผมเจอแพร พิมพิลา ถึงเขาจะมีแว่นกันแดดอันใหญ่มากบังหน้าอยู่ก็ตาม อาจเพราะวันนี้มันวันธรรมดาคนเลยไม่เยอะเท่าไหร่ทำให้ไม่ค่อยมีใครจะสังเกตเห็นแพร พิมพิลาก็ได้

                “บังเอิญจังเลยค่ะ...จำกันได้ไหมคะ แพรค่ะ แพรพิมพิลา”

                “อ่า...ครับ จำได้ครับ”

                มือผมกำรถเข็นแน่นจนนิ้วเกร็ง ใบหน้าน่ารักยิ้มแย้มให้ผมแล้วชวนไปกินไอติม ผมจะส่ายหน้าปฏิเสธแต่ก็มัวแต่ตกใจอ้ำอึ้งให้เธอได้ช่วยเข็นรถเข็นไปกินไอติม

                “คุณจันทร์ทานไอติมรสอะไรดีคะ? ช็อคโกแลตไหม เห็นเป็นเมนูแนะนำ”

                “เอ่อ...สตอเบอร์รี่ครับ คือ...ผมแพ้ช็อคโกแลต”

                “อ้าวหรอคะ ขอโทษค่ะ งั้นสตอเบอร์รี่นะคะ”

                ผมตื่นเต้นปนตกใจที่อยู่ดีๆก็ได้มากินไอติมกับแพร พิมพิลา คนที่หลุดหายไปจากความคิดผมมาพักใหญ่เพราะเจิ้นไม่เคยแสดงท่าทีสนใจแพร พิมพิลาอีก แล้วผมก็ไม่ได้สนใจด้วยเพราะเจิ้นยืนยันแล้วว่าไม่ได้ชอบเธอ

                “ตกใจใช่ไหมคะ แหะๆ คือว่าแพร...อยากสนิทสนมกับคุณจันทร์นะคะ แพรจะเข้าไปถ่ายโฆษณาที่ช่อฟ้าค่ะ เลยคิดว่าอาจจะได้เจอคุณจันทร์ด้วย”

                “เอ๋ โฆษณาหรอครับ?”

                “ใช่ค่ะ แพรได้เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาตัวใหม่ของช่อฟ้าค่ะ”

                ข่าวสารใหม่ทำให้ผมตกใจเหมือนกัน เจิ้นไม่เคยบอกเรื่องนี้แต่ผมก็คิดว่าเจิ้นอาจจะไม่ได้ยุ่งกับเรื่องนี้หรือเปล่า? เพราะเจิ้นไม่เห็นเคยสนใจโฆษณาธนาคารตัวเองเลย หรือสน? หรือเป็นผมที่ไม่รู้เอง?

                “อ๋อ ดีใจด้วยนะครับ ไม่รู้เลย...”

                “แพรฝากตัวด้วยนะคะ...ถ้าขอเข้าไปทำความคุ้นเคยที่ช่อฟ้าบ้าง...จะรบกวนคุณจันทร์หรือเปล่าคะ? แพรอยากเป็นเพื่อนกับคุณจันทร์จังเลย”

                “ผมไม่ได้....ง่า คือ....”

                “น้องจันทร์ สวัสดีครับ”

            คนมาใหม่ทำให้ผมหันขวับไปมอง ผู้ชายในชุดสูทที่ก้าวเข้ามาทักคือเพื่อนเจิ้น เพื่อนเจิ้นที่ผมไม่ได้เจอมานานมากเพราะเจิ้นไม่พาเพื่อนมากินข้าวที่ช่อฟ้าหลายปีแล้ว แต่ก็ยังมีรูปหมู่ของกลุ่มเจิ้นที่บ้านอยู่

                “อ้ะ....สวัสดีครับ”

                “น้องจันทร์มากินไอติมกับเพื่อนหรอ พี่กำลังจะไปช่อฟ้าพอดีแต่รถเสียเลยแวะมาหาไอติมกินเล่น ขอติดรถน้องจันทร์ไปช่อฟ้าด้วยได้ไหม? พี่มีธุระกับเจิ้นน่ะครับ ด่วนมากๆเลย”

                “ครับ ได้ครับ”

                ผมรู้สึกเหมือนมีคนยื่นมือมาช่วยชีวิต รีบพยักหน้ารับปากก่อนจะหันมาขอตัวกับแพร พิมพิลา ...ผมไม่ได้เกลียดเขาแต่มันเป็นความรู้สึกที่ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกันมากกว่า โดยเฉพาะผมกับเจิ้นไม่ได้ชอบเขากันทั้งคู่

                คุณลุงคนขับรถรีบเดินมาช่วยผมเข็นรถทันทีที่โทรตาม รถเราจอดอยู่ในโซนวีไอพีทำให้หารถเจอไม่ยาก ผมนั่งเกร็งไปตลอดทางเพราะยังตกใจไม่หายอยากจะเจอเจิ้นไวๆแต่รถมันก็ติด

                “สนิทกับแพร พิมพิลาหรอครับน้องจันทร์?”

                “มะ ไม่ครับ คือ...เขาบอกว่าอยากเป็นเพื่อน จันทร์ก็งงๆนิดหน่อย”

                “พี่เคยจ้างเขามาเดินแบบนาฬิกาคอลเลคชั่นใหม่อยู่เหมือนกัน ดูเขาจะสนใจเจิ้นแต่คงไม่มีโอกาสเลยมาเข้าทางน้องจันทร์แทน”

                “สนใจหรอครับ?”

                “อืม...ประมาณว่าอยากรู้จัก อยากคุยด้วย อยากเป็นแฟนกับเจิ้น”

                “มะ ไม่ได้นะ!!

                ทำไมแพร พิมพิลานิสัยแบบพี่ธามเลยล่ะ ไม่รู้จักกันก็มาอยากเป็นแฟน เจิ้นบอกเองนี่ว่าไม่มีใครจะอยากอยู่กับคนที่เพิ่งรู้จักกันครั้งแรกหรอก มันผิดปกติ

                “ครับ?”

                “จันทร์ว่าเขาแปลกๆแน่เลย...อยากเป็นแฟนกับเจิ้นหรอ แปลกจัง...ไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนแบบนี้”

                “หืม...ครับ มั้งครับ”

                ผมรีบพาเพื่อนเจิ้นไปลิฟต์ส่วนตัวที่ขึ้นไปถึงชั้นทำงานเจิ้นกับบ้านเราได้ เจิ้นดูแปลกใจที่ผมมากับเพื่อนเขาแต่ผมก็รีบบอกเจิ้นก่อนให้เจิ้นระวังตัว

                “แล้วแพร พิมพิลาเขาก็ต้องอยากเป็นแฟนเจิ้นนะ เขาแปลกมากเลย เจิ้นระวังตัวนะ เจิ้นไม่สนิทกับเขาสักหน่อยเขาจะอยากเป็นแฟนเจิ้นทำไม เจิ้นต้องทำแบบที่เจิ้นบอกจันทร์นะ ถ้าชวนกินข้าว ไปเที่ยวอะไรก็ห้ามไป ไว้ใจไม่ได้เลย จันทร์จะไปบอกพี่ๆบอดี้การ์ดให้ระวังเรื่องนี้ด้วย ฮึ่ยย ทำไมนางเอกชื่อดังเป็นคนแปลกๆล่ะ”

                “อุ้บส์ คิก... ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เจิ้นมึงทำอะไรไว้วะเพื่อน”

                เจิ้นทำหน้ายุ่งยากใจแต่เขาก็เอ่ยปากรับคำผมทุกอย่างแล้วบอกว่าจะจัดการเรื่องนี้กับพี่บอดี้การ์ดเองให้ผมไปจัดของที่บ้านก่อนดีกว่า

                ผมฟุ้งซ่านไปทั้งบ่าย เจิ้นขึ้นมาหาตอนสี่โมงเย็นเพื่อถามผมอีกทีว่าเจอกับแพร พิมพิลาได้ยังไง ผมเริ่มใจเย็นขึ้นนิดหน่อยก็เลยเล่าตั้งแต่แรกแบบละเอียดยิบ

                “หลุมดำกัดจันทร์อีกไหม?”

                “ไม่ แต่...จันทร์เป็นห่วงเจิ้นแทนอ่ะ เขาแปลกแล้วอ่ะ เจิ้นต้องระวังตัวนะ”

                “อืม...จริงๆเพื่อนพี่ไม่ได้รถเสีย แต่พี่ให้เพื่อนช่วยกันแพรออกไป เขาเดินเจอจันทร์พอดีเลยพาจันทร์ออกมาจากแพร...พี่ให้เพื่อนช่วยดูว่างานไหนแพรไป พี่อาจจะเลี่ยง พี่ไม่อยากให้จันทร์ไม่สบายใจ”

                เจิ้นดึงผมไปกอดแล้วผมก็กอดเจิ้นแน่น ผมไม่รู้มาก่อนว่าเจิ้นจะระวังตัวเองเพื่อผมขนาดนี้ มันรู้สึกดีมากเลยแต่ก็รู้สึกไม่ดีนิดหน่อยเพราะมันอาจจะกระทบกับงานเจิ้น

                “ไม่เป็นไร...คนละสายงานกันอยู่ดี”

                “แต่เขาจะมาถ่ายโฆษณาที่นี่...เจิ้นรู้มาก่อนหรือเปล่า?”

                “พวกที่เกี่ยวข้องเขาเลือก พี่ไม่ได้สนใจ...ถึงมาถ่ายก็ด้านล่างไม่ได้ขึ้นมาหาพี่ ไม่เจอพี่กับจันทร์หรอกไม่ต้องกังวลนะครับ ไม่ตกใจแล้วนะ?”

                “อื้อ...จันทร์ตกใจมากเลยแต่หายแล้ว”

                เจิ้นปลอบผมอีกสักพักก็ลงไปทำงานต่อ แต่ชวนผมไปนั่งเล่นที่ห้องทำงานด้วยผมเลยหยิบหนังสือทำอาหารลงไปนอนอ่านเล่นที่โซฟาด้วย อยู่กับเจิ้นถึงจะไม่ได้คุยกันแต่ก็ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย

                ผมคิดว่าเจิ้นเป็น Safe Zone ของผม...ไม่ว่าจะกลัว จะตกใจ หรือมีเรื่องอะไรถ้าผมอยู่กับเจิ้นทุกอย่างมันโอเคขึ้นมากๆเลยแหละ

                ตอนเย็นคุณป้าแม่บ้านทำหม้อไฟให้กิน มีเนื้อแพะที่ผมเลือกเองด้วย คุณป้าแม่บ้านเอ่ยชมผมว่าเลือกเก่งแต่จริงๆแล้วก็คือผมโทรถามบ่อยด้วย

                “เป็นเชฟมูนนี่เข้าไปทุกวัน เก่งจัง”

                “เจิ้นกินเยอะๆนะ อันนี้จันทร์ก็เลือกเอง”

                ผมอารมณ์ดีมากๆถึงจะไม่ได้ทำน้ำซุปหรือน้ำจิ้มเองก็เถอะ แต่เพราะทั้งคุณป้าแม่บ้านทั้งเจิ้นชมผมก็เลยบ้ายอตามไปด้วย หลังกินอิ่มเจิ้นก็จูงมือผมเดินเล่นด้านนอกไปให้อาหารนกแล้วก็ไปนั่งเล่นกันที่ริมสระ หน้าร้อนแบบนี้ลมเย็นๆริมสระน้ำก็ทำให้สบายตัวจนเรามานั่งแช่ขากันบ่อยๆ

                “วันเกิดปีนี้อยากได้อะไร?”

                “จันทร์...ไม่รู้ เจิ้นล่ะ?”

                “อยากให้จันทร์รักพี่เยอะๆ”

                “นี่เยอะแล้วนะ”

                “เยอะกว่านี้อีก ได้ไหม?”

                “โหยยย นี่ก็เป็นโลกทั้งใบของจันทร์แล้วอ่ะ”

                “หึหึ...พี่อยากเป็นจักรวาลของจันทร์ โลกมันเล็กไป”

                “โลภมากลาภหายนะ”

                “ลาภหายได้ แต่จันทร์หายไม่ได้ ไม่ให้หาย”

                ผมหัวเราะกับคำพูดเจิ้น นานๆทีเขาจะชอบมีมุกแบบนี้มาคุยกับผม เรานั่งเล่นกันอยู่สักพักก็ไปอาบน้ำนอน คุณป้าแม่บ้านถือนมเข้ามาให้รอจนผมกินหมดก็บอกฝันดีแล้วก็ออกไป ส่วนผมก็จมไปกับอ้อมกอดเจิ้น

               

                “ไอ้เจิ้นมันหลอกเด็กไว้ น้องจันทร์โคตรตกใจตอนกูบอกแพรอยากเป็นแฟนเจิ้น หน้าน้องนี่แบบเหมือนใครอยากเป็นแฟนเจิ้นต้องเป็นโรคจิต ฮ่าๆๆๆ”

                คนโดนนินทาขมวดคิ้วยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม ปล่อยให้เพื่อนเผาตัวเองต่ออย่างเมามันส์

                “แล้วมึงไปเสือกเรื่องครอบครัวไอ้เจิ้นได้ไงวะ”

                “ก็หลังจากไอ้เจิ้นบอกว่าให้พวกเราช่วยกันแพรออกใช่มะ กูก็เดินห้างกะจะไปสั่งเค้กไอติม ดันเจอแพรนั่งคุยกับน้อง น้องทำหน้าจะร้องไห้แล้วกูเลยเข้าไปช่วยไง พระเอกถูกที่ถูกเวลาสุดๆ”

                “ฮ่าๆๆ แพรก็พยายามว่ะ แต่เขาก็ไม่รู้นี่หว่าว่าโดนดีดไปอยู่โซนอันตรายไปทำว่าที่เมียเด็กของเจิ้นตกใจวิ่งหนีกลับบ้าน”

                “คงบังเอิญเดินเจอน้องพอดีเลยรีบไปทัก น้องก็จะไปสู้อะไรแพรได้ อย่างกับกระต่ายถูกลากไปทำสัญญาปิศาจ”

                “พวกมึงก็เว่อไป แพรเขาก็ดี แต่โชคไม่ดีมาติดใจเจิ้น จริงๆเขาก็น่าจะทำการบ้านมาก่อนว่าเจิ้นมันโนสนโนแคร์สาวๆในวงการ นางเอกเบอร์ไหนก็ไม่เอา”

                “มันก็โนสนทั้งโลกนั่นแหละนอกจากเด็กในปกครองตัวเอง”

                “เลิกพูดได้แล้ว”

                คนโดนนินทาระยะเผาขนเกินความจำเป็นโคลงหัวเบาๆ แต่เพื่อนก็ยังทับถมกันต่อ เสียงเพลงในเล้าจ์หรูเปลี่ยนเป็นทำนองสนุกขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก

                วันนี้เจิ้นโดนลากให้มาดื่มหลังจากเพื่อนสนิทที่ไปช่วยจันทร์ไว้คันปากอยากนินทาเลยต้องมารวมกลุ่มกันในคืนวันศุกร์ แต่เพราะเป็นนักธุรกิจชั่วโมงเต็มกันทั้งกลุ่มจะให้ไปนั่งผับดัง เพลงมันส์ก็ไม่ใช่สไตล์ เล้าจ์หรูในโรงแรมที่เป็นสมาชิกจึงเป็นสถานที่รวมกลุ่มกันมากกว่า

                บางคนก็แต่งงานแล้วและยังมีประเภทเกรงใจแฟน รวมถึงไม่อยากยุ่งกับใครแบบเจิ้น การมีพื้นที่ส่วนตัวก็เป็นทางเลือกที่ดี

                บทสนทนาปรับเปลี่ยนไปในเรื่องงานการลงทุนตามประสาคนสนใจเรื่องเงินและเศรษฐกิจ และพอบทสนทนาเข้าไปสู่เรื่องเงินเจิ้นก็มีความเห็นร่วมกับเพื่อมากขึ้น

                “แหม...เรื่องเงินล่ะพูดมาก เรื่องหัวใจล่ะโง่”

                “ไอ้เหี้ย”

                เสียงหัวเราะดังทั้งโต๊ะ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบห้าทุ่มกว่า เครื่องดื่มหลากชนิดเริ่มล้นโต๊ะ เสียงหัวเราะมากขึ้นกว่าทุกทีเหมือนสติที่เริ่มไปตามน้ำเมา

                มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่น เจิ้นเอ่ยขอตัวเพื่อนออกไปด้านนอก เบอร์ที่นึกว่าเจ้าของอาจจะหลับไปแล้วเพราะไม่ใช่เวลานอนปกติของเจ้าตัว

                “มูนนี่ยังไม่นอนอีก?”

                “เจิ้น...จันทร์ฝันร้าย ฮึก... เจิ้นอยู่ไหนหรอ ใกล้กลับยัง จันทร์กลัว”

                น้ำเสียงอ้อนเหมือนทุกครั้งที่พาให้ใจอ่อนปนกับเสียงร้องไห้เล็กๆ มันช่างน่าเอ็นดูแล้วก็เป็นห่วงจนต้องเอ่ยปากว่ากำลังกลับ

                “เปิดไฟไว้นะ ไม่มีอะไรหรอก สินเชื่ออยู่ด้วยไหม? เดี๋ยวพี่รีบกลับ”

                “กอดสินเชื่ออยู่....เจิ้นไม่วางสายได้ไหม จันทร์...ไม่กล้าอยู่คนเดียว”

                “ครับ ไม่วางเนอะ เดี๋ยวเสียงดังหน่อยนะพี่จะเข้าไปบอกเพื่อนว่าจะกลับแล้ว”

                ขายาวพาตัวเองเข้าไปลาเพื่อน โดนประท้วงนิดหน่อยแต่พอยกโทรศัพท์ที่มีรูปเด็กผู้ชายที่ทุกคนรู้จักเลยยอมปล่อยกลับ คำประท้วงกลายเป็นคำแซวว่าต้องกลับไปกกเด็ก เจิ้นส่ายหัวกับความกวนประสาทของเพื่อนแล้วเดินออกมา

                เสียงเล็กๆหงอยๆยังชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ เจิ้นพยายามตอบกลับเท่าที่ทำได้ โชคดีที่โรงแรมไม่ได้อยู่ไกลจากช่อฟ้านักและถนนสุขุมวิทตอนเกือบเที่ยงคืนก็รถไม่ติดแล้ว ไม่ถึงห้านาทีก็มาถึงช่อฟ้า กระต่ายตาบวมรีบวางมือถือแล้ววิ่งมากอดทันทีที่เจิ้นเปิดประตูห้องนอน

                “ฮึก....”

                “ไม่เป็นไรแล้วนะ พี่อยู่นี่”

                “จันทร์ฝันร้ายมากเลย ฮืออ”

                “ชู่ว...แค่ฝันนะครับ นอนต่อนะ เดี๋ยวพี่อาบน้ำก่อน”

                “ไม่เอา... จันทร์...เข้าไปด้วยได้ไหม? ไปรอเจิ้นในห้องน้ำ”

                รอยยิ้มจางแตะมุมปากก่อนจะอุ้มคนงอแงเข้าไปในห้องน้ำด้วยกัน แขนแกร่งวางคนตัวเล็กให้นั่งบนขอบอ่านล่างหน้า ก่อนจะค่อยๆถอดเสื้อผ้าตัวเองออก ตาแดงที่ฉ่ำน้ำด้วยความกลัวเบิกกว้างก่อนจะก้มหน้าหงุด ริ้วแดงที่แก้มขาวทำให้อารมณ์ที่กรึ่มๆชักทวีความรุนแรงจนต้องก้มหน้าเข้าไปใกล้ใบหูเล็ก

                “เขินหรอ?”

                “ฮื่อออ รีบไปอาบน้ำเลยนะ”

                มือเล็กพยายามดันแผ่นอกเปล่าเปลือยของคนเจ้าเล่ห์ออกจากตัว เจิ้นแกล้งคนเขินจนพอใจก็รีบเข้าไปอาบน้ำแม้ใจจริงอยากจะทำมากกว่านี้แต่มันดึกแล้ว

               

                เจิ้นมีกลิ่นเหล้าอยู่รอบตัวแม้เขาจะอาบน้ำแปรงฟันแล้ว แต่ตอนจูบก็ยังมีรสเหล้าขมๆติดปลายลิ้นอยู่อ่ะ... ผมฝันร้าย ในฝันมันน่ากลัว...มีผู้หญิงที่ผมเห็นหน้าไม่ชัดดึงผมออกจากเจิ้น เจิ้นวิ่งตามมาแต่ผู้หญิงคนนั้นก็เดินเร็วจนเจิ้นตามไม่ทัน ผมร้องไห้แต่แรงจะขืนตัวเองกลับไปก็มีไม่พอ สุดท้ายเจิ้นก็หายไปจากสายตา

                “ไม่มีวันที่จะได้อยู่กับเจิ้นหรอก ฉันไม่ยอม”

            เสียงแหลมสูงเหมือนแม่มดดังขึ้น ผมร้องไห้จนสะดุ้งตื่นรีบโทรหาเจิ้น ฝันแบบนี้มันน่ากลัวมาก มันเหมือนจริงเกินไปเพราะผมจำได้ทุกฉากทุกตอนต่างจากฝันอื่นๆที่มันค่อนข้างจะเลือนลางเวลาตื่น

                “ไม่มีใครแยกพี่จากจันทร์ได้หรอก...แค่ฝันนะ สงสัยตกใจเรื่องแพรใช่ไหม?”

                ผมก็คิดแบบนั้น ผมน่าจะตกใจเรื่องแพร พิมพิลาจนฝันร้าย เจิ้นกอดผมแน่นมือหนาลูบแผ่นหลังผมจนผมเริ่มเคลิ้มหลับ เจิ้นจูบผมไปทั่วหน้า กลิ่นเหล้าผสมกลิ่นสบู่และยาสีฟันปะปนจนผมมึนงงแต่ก็รู้สึกดี

                แต่ความกังวลไร้สาเหตุมันก็ยังตกค้างอยู่ในอก ผมรู้สึกว่าฝันร้ายของผมมันเกาะกินความสุขของผมอย่างน่าประหลาด มันเหมือนจริงเกินไป...ผมไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร อาจจะเป็นแพร พิมพิลาก็ได้ที่ผมจินตนาการใส่ความฝันไปเอง

                “ไปดูดวงไหม?”

                เพื่อนในกลุ่มเสนอขึ้นมา ทุกคนก็พากันตื่นเต้นจนนัดวันพาผมไปดูดวง ผมก็งงๆว่าทำไมทุกคนจริงจังเรื่องจะดูดวงก็เลยขอเจิ้นไปเที่ยวกับเพื่อน

                คนที่มาดูให้ไม่เหมือนหมอดูในหนังเลยแต่เป็นเด็กวัยรุ่นในกลุ่มเพื่อนคณะของเพื่อนผมอีกที เพื่อนบอกว่าคนนี้มีจิตสัมผัสแล้วก็ไม่รับดูง่ายๆ มันคงจะตลกหน่อยๆที่ผู้ชายเจ็ดคนนั่งล้อมผู้ชายท่าทางสุภาพหนึ่งคนอย่างตั้งใจ ตอนแรกผมก็ไม่อิน แต่พอทุกคนอินก็เลยอินด้วยแอบลุ้นไปอีกคน

                “นารีเป็นภัย... ผู้หญิงในฝันแทนที่อุปสรรคในชีวิต เจ้าจันทร์เป็นคนดวงดีมาก ผู้ใหญ่อุปถัมภ์ดูแล แต่ดาวศัตรูตกที่ผู้หญิง....นารีเป็นภัย”

                “จันทร์อยู่กับใครหรอ? คนที่อยู่กับจันทร์ที่ดูแลจันทร์อยู่น่ะ...ไม่ธรรมดาเลยนะ ถ้าได้วันเกิดมาอาจจะเห็นชัดขึ้นแต่เขาดูแลจันทร์อยู่ ดูแลมานานแล้วด้วย อยู่กับเขาก็ช่วยดึงให้จันทร์โชคดี ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก แต่อย่างที่บอกชีวิตก็ต้องมีอุปสรรคกันบ้าง....ฝันที่ชัดแบบนั้นของจันทร์น่าจะเป็นฝันบอกเหตุ แล้วน่าจะเป็นผู้หญิงที่เคยพูดคุยกัน เราไม่เห็นชัดๆ เซนซิทีฟ ต้องระวังตัวเองดีๆ หมดแล้วล่ะ”

                “เหี้ยขนลุกว่ะ”

                เพื่อนพากันตื่นเต้นซึ่งผมก็ตื่นเต้นไปด้วย...มันแม่นตรงที่ว่าผมอยู่กับเจิ้นแต่คนนอกไม่รู้หรอกว่าบ้านเราแบ่งบ้านกันอยู่ยังไง แล้วเจิ้นก็ดวงชะตาจักรพรรดิแบบที่ซินแสชื่อดังทำนายไว้หลายคน ผมกังวลกับเรื่องนารีเป็นภัยมากกว่า ผู้หญิงที่ผมรู้จักก็มีหลายคน มันไม่ชัดเจนเพราะเขาบอกแค่เคยคุยกัน ก็คุยเยอะนะ....ทั้งเพื่อนในคณะ รุ่นพี่ ใครกันนะ?

                “อย่าคิดมากเลยนะ ถึงจะบอกว่านารีเป็นภัยแต่ก็สู้ดาวจักรพรรดิไม่ได้หรอก แค่อยากให้จันทร์ระวังตัวไว้เฉยๆ เทพเจ้านี่รักจันทร์น่าดู อุปสรรคในชีวิตแทบไม่มีเลย

                ผมกลับไปเล่าเรื่องดูดวงให้เจิ้นฟัง เจิ้นถามนิดหน่อยก่อนจะบอกให้ฟังหูไว้หูเพราะหมอดูก็มาคู่กับหมอเดา แต่เจิ้นรับปากจะเชิญซินแสมาดูดวงให้อีกทีเพราะเจิ้นก็เริ่มกังวลตามผมไปอีกคน

                “ไม่ผิด...นารีเป็นภัย คนใกล้ตัว สนิทสนม....ดวงนารีตกที่ความทรยศ ปิดบัง คนๆนี้หลอกลวงแต่ไม่ได้ทำอันตราย ไม่คาบเกี่ยวกันมากนัก แต่เขาอาจจะนำความเดือดร้อนมาให้ ไม่สบายกายไม่สบายใจ แต่เจิ้นดวงแข็งกว่า หนูต้องอยู่กับเจิ้นไว้เพราะดวงเราน่ะอ่อน เป็นลูกแก้วมังกรก็จริงแต่แก้วมันก็แตกง่าย เจิ้นต้องดูแลดีๆ ขี้แยด้วยนะเรา โดนทั้งบ้านโอ๋ใช่ไหม”

                ผมหัวเราะแหะๆ เจิ้นก็ขำไปกับคำพูดซินแสด้วยอีกคน หลังจากผมกังวลใส่เจิ้นไม่เลิก พูดแล้วพูดอีก เจิ้นก็รีบให้คนเชิญซินแสมาก่อนผมจะสติแตกตายก่อน ซินแสคนนี้เป็นคนสนิทของคุณปู่ เป็นคนแรกๆที่ทำนายดวงชะตาจักรพรรดิของเจิ้นและของผมด้วย

                “ชีวิตสุขสบาย อยู่ช่อฟ้านี่ดีนะ ฮวงจุ้ยดี ไม่ต้องย้ายไปไหนล่ะ เพราะเจิ้นก็อยู่ต่ำกว่านี้ไม่ดี ดวงแข็งแบบนี้อยู่ข้างบนดีแล้วจะได้ไม่กระทบกระทั่งเรียกศัตรู ส่วนเจิ้นช่วงนี้งานหนักแต่เทพการเงินเข้าหาอีกแล้ว กำไรช่อฟ้าสิ้นปีนี้ยังไงก็ขึ้นเป็นเท่าตัว รวยไม่รู้เรื่อง”

                “แล้วผมรวยด้วยไหมอ่ะ...”

                “ดวงเราน่ะไม่ได้หาเงินหรอก มีแต่ใช้เงิน เนี่ยเส้นชะตามันบอกเลยว่าไม่ได้ทำงาน ทำไปก็ไม่รอด อยู่ในบ้านดีกว่า เรียนก็ไม่ค่อยเก่ง อ้อนเก่งอย่างเดียว แต่ดวงดีนำทรัพย์นำโชคให้กับคนในบ้าน เป็นแมวกวัก ฮ่าๆ”

                หน้าผมคงมุ่ยไปแล้วเพราะก็เรียนไม่ค่อยเก่งจริงๆด้วยแต่ผมมีความฝันอยากจะทำงานกับเจิ้นนี่! ไม่งั้นจะเรียนการเงินทำไมเล่า แล้วผมก็ไม่อยากเป็นแมวกวักด้วย อยากทำงานเท่ๆ แบบในหนังที่ยืนพูดเยอะๆในห้องประชุมอ้ะ

                “งอนแล้วครับ...ปากเป็ดเชียว”

                “ฮ่าๆ บอกแล้วว่าขี้งอน ทำตัวดีๆหน่อยอย่าให้เจิ้นเขาหนักใจเยอะนะ อ้อ... พระอาทิตย์ใกล้จะมาหาแล้วนะ เรานี่ถูกโฉลกกับพระอาทิตย์เหมือนกัน แต่พระอาทิตย์มันก็พาความร้อนมาด้วย ไม่โดนเราตรงๆหรอกน่าจะญาติรอบข้างมากกว่าเพราะดวงเจิ้นค้ำจุนอยู่ พระอาทิตย์กับจักรพรรดิก็เกื้อกูลกัน ทำธุรกิจด้วยกันก็เหมาะนะเจิ้น”

                “หยาง? รึเปล่าครับ”

                “ไม่รู้สิ ฉันไม่เคยติดต่อกับตระกูลหยาง เขามีซินแสของเขา แต่ตระกูลหยางก็ตรงตัว แปลว่าพระอาทิตย์ คนละงานคนละเงินแต่เกื้อกูลกัน พระอาทิตย์พระจันทร์ เหมาะสมใช่ได้”

                ผมเคยได้ยินชื่อตระกูลหยางมาบ้าง แต่มันแนวจีนๆไปหน่อยเพราะเป็นตระกูลทางฝั่งแผ่นดินใหญ่ที่คุณปู่กับพ่อเคยเอ่ยถึง เจิ้นก็คงรู้จัก

“เอาล่ะ เจ้าหนูพระจันทร์เป็นเด็กดีอย่าซนให้เจิ้นปวดหัวล่ะ ...ส่วนเจิ้นฤกษ์ที่ดีที่สุดที่ปู่เราถามไว้น่ะ...อีกสองปีกว่า นอกนั้นก็ฤกษ์สะดวก แต่อยากให้รอก่อนเพราะมันวันท้องฟ้าเปิด เหมาะที่สุด”

                “ครับ...ไม่รีบครับ ช่วงนั้นก็พอดีจันทร์อายุยี่สิบเอ็ดเหมือนกัน”

                ผมกับเจิ้นไปส่งซินแสกลับบ้านแล้วขึ้นมากินข้าวกัน พอซินแสพูดย้ำผมก็สบายใจขึ้นหน่อย ถึงจะงอนที่เขาหาว่าผมงอแงเหลาะแหละก็เถอะ แต่เจิ้นก็ขำๆไม่งอนแล้วก็ได้

                “ฤกษ์อะไรหรอเจิ้น เจิ้นจะทำอะไรหรอ”

                “ย้ายชื่อจันทร์เข้าช่อฟ้า มาอยู่กับพี่นะ...ที่นี่ แบบเป็นทางการ

                “จันทร์จะได้เป็นเจ้าของช่อฟ้าแล้วด้วยหรอ ไม่ต้องทำป้ายชื่อเองแล้วใช่ไหม?”

                ผมนึกถึงตอนตัวเองทำป้ายชื่อไปจองห้องสามเหลี่ยมดูดาวของตัวเองแล้วก็หงุดหงิดทุกที หลงคิดว่ามันจะเป็นของผมแต่ไม่ใช่...เจ้าของเขาดูกันที่ชื่อบนโฉนดที่เป็นชื่อเจิ้นต่างหาก

                “....ของจันทร์ตั้งแต่เสาเข็มยันยอดหลังคาเลย แถมพี่ไปด้วย

                “โห....ไม่เอาของแถมได้ไหม โอ๋ ล้อเล่นนะไม่ขมวดคิ้วน้า”

                รู้สึกดีจัง...ผมจะได้มีชื่อในช่อฟ้าแล้ว ถึงจะไม่ใช่เจ้าของโฉนดที่ดินแต่ก็มาอยู่เต็มตัวแล้วนะ ไม่ได้อยู่นนทบุรีแล้วแหละ ผมโทรหาแม่เล่าเรื่องกำหนดการนี้ให้ฟัง แม่ตกใจนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมเล่าอีกรอบให้พ่อฟังพ่อหัวเราะแล้วก็หาว่าผมเห่อเพราะมันอีกตั้งสองปีกว่า ผมก็อายุยี่สิบเอ็ดโน่น

                “ยิ้มอะไร นอนได้แล้ว”

                “มีความสุขอ้ะ จะได้มาอยู่ช่อฟ้าของเจิ้นแบบ official แล้ว จะยึดให้หมดเลย”

                “เฮ้อ...พี่โดนยึดแล้วหรอ?”

                “อื้อออ ยึดหมดเลยยย ของเจิ้นเป็นของจันทร์หมดเลย จะเคี้ยวๆๆแล้วก็กลืนไปอยู่ในพุงให้หมด”

                ผมลูบพุงกลมๆของตัวเองให้เจิ้นดู ตอนนี้ผมเริ่มอ้วนขึ้นมานิดหน่อยแล้วแม้เจิ้นจะบอกว่ายังผอมไปก็เถอะ กินข้าวกับเจิ้นทุกวันทำให้ผมกินเยอะมากกว่าเดิม

                “งั้น... ก่อนพี่จะโดนกิน พี่ขอกินจันทร์ก่อนแล้วกัน ไว้ประกอบการตัดสินใจว่าของแถมอย่างพี่มีคุณภาพพอไหม

                แล้วผมก็โดนเจิ้นกิน....กินจนหมดแรง จมน้ำ แล้วก็หายใจไม่ออก แล้วก็ล่องลอย เจิ้นตั้งใจกินจนผมหมดแรง ไม่รู้เจิ้นเอาแรงมาจากไหนถึงกินแล้วกินอีก กิน-ทั้ง-คืน!!!!


=================


ตอนนี้ยาวอีกแล้ว แหะๆ ช่วงต่อของเรื่องไปช่วงหลังนะคะ อิอิ ผ่านพ้นครึ่งเรื่องไปแว้ววว เราว่ามีคนเดาถูกแน่เลยว่าใครเป็นนารีเป็นภัย ทำเป็นไม่รู้เรื่องก่อนนะ 555+ เรื่องนี้ปมบางๆอ่านไม่ยาก เดาง่ายๆ จุ๊ๆ

 

ใครเดาได้บ้างว่าฤกษ์ที่เจิ้นถามเป็นฤกษ์อะไรรรรร ใบ้สุดอะไรสุด 5555555555+

 

เจอกันอีกทีปีใหม่เลยนะคะ ไปเที่ยวที่ไหนระวังการเดินทางด้วยนะจ๊ะ มีความสุขมากๆ ขอให้สิ่งดีๆเข้ามาในปีหน้าเยอะๆ ร่ำรวยเงินทอง สมหวังดังปรารถนาทุกประการค่า 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 496 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,205 ความคิดเห็น

  1. #13121 fuxxy (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 23:37
    แง ลุ้นๆ (อ่านแล้วก้ยังลุ้น)
    #13,121
    0
  2. #12934 K.white wine (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 22:01
    เรื่องแต่งานใช่ไหมล่าา รู้หนาาาาาา
    #12,934
    0
  3. #12822 «PhuengAugust» (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:41
    นารีนี่ไม่มั่นใจอ่ะ.ยังไม่ฟันธงแล่วกัน แต่ดวงเค้าอยู่คู่กันอ่ะ
    #12,822
    0
  4. #12659 SUNelf213 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:46
    นารีคือแม่สินะ!!! แพรดูเป็นผู้หญิงธรรมดาแอบชอบคนๆนึงเองอะ แต่ปู่ซันจะมาแว้ววว
    #12,659
    0
  5. #12627 Miki_milky (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:05
    เจิ้นระวังตัวด้วย
    #12,627
    0
  6. #12601 sayamondear (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 22 มกราคม 2562 / 14:45
    นารี ก็แพรนั้นแหละ
    #12,601
    0
  7. #12248 pcy921 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 12:27
    นารีไหนคะ????
    #12,248
    0
  8. #12196 galaxysecret🌈🌈 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 20:45
    นารีนี่ใครอ่ะ แอบคิดว่าเป็นแม่จันทร์ หรือจะเป็นแทนใจ หรือจะแพรวะ โอ้ยย ต้องมีสักคนแหละ555
    #12,196
    0
  9. #12032 ojay2 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2561 / 10:32
    อื้อหือออ เจิ้นนน หิวทั้งวันทั้งคืนจริงนะ
    #12,032
    0
  10. #11998 pan254707 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2561 / 11:26
    ตระกูลหยาง...พี่ซันจะมาแล้วววว
    รักพี่ซันที่สุดแต่ก็น้อยกว่าน้องจันทร์น้ะะ
    #11,998
    0
  11. #11987 jjtk (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 06:57
    โอ๊ยยยเจิ้นคะ หิวตลอดดดด กินอะไรเยอะแยะขนาดนั้นนน สงน้อง55555
    #11,987
    0
  12. #11944 Sky High (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 15:03
    เอาแล้วววว นารีเป็นภัยนาจา ในขณะที่เจิ้นก็จะตบแต่งน้องเขาอย่างจริงจังแล้วว
    #11,944
    0
  13. #11758 Aunchiree (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2561 / 17:49
    อะไรจะกินขนาดนั้น หิวอะไรขนาดนั้นคะ
    #11,758
    0
  14. #11711 Clairey (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 10:28
    แต่งเลยค่ะมูนนี่ อยากให้มีเจิ้นน้อยจังง อิ__อิ
    #11,711
    0
  15. #11656 tawan-sunshine (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 20:50
    ผู้หญิงที่ว่านี่ แม่รึเปล่าแม่เป็นคนเดียวเลยที่พยายามจะดึงจันทร์ออกจากเจิ้น
    พิมไม่น่าใช่ถ้าพิมน้องต้องฝันว่าดึงเจิ้นไปไม่ใช่ดึงตัวเอง
    #11,656
    0
  16. #11628 AlberoTree (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 01:29
    แมวกวัก 555555555
    #11,628
    0
  17. #11261 mon9228 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2561 / 00:06
    ก็มีความดูดวงกันไป แต่ก็อาจจะจริง เพราะเริ่มจะเข้ามาป้วนเปี้ยนละ
    #11,261
    0
  18. #8898 thifu:') (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 16 เมษายน 2561 / 18:44
    ฮือออออออออออออออออออออออออออออออ โลกน้องแตกสลายจริงๆ โลกความจริงมันโหดร้ายมากอย่างที่เจิ้นพูดไว้ตอนต้นมากอ่ะ เป็นเราๆช็อคไปเลยนะ คือมันอาจจะยอมรับได้แต่หลังจากนั้นมันไว่วางใจเท่าเดิมไม่ได้แล้วอ่ะ โห้ ล่ะนี่คือมูนนี่ด้วย มูนนี่คนนั้นที่เปราะบางเหมือนลูกแก้วอ่ะ แม่งคิดมุมน้องแล้วมันแย่มากเลยนะ น้องเซนซิทีฟมาก
    #8,898
    0
  19. #8648 nam-tao-hu (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 19:01
    นั่นนน เห็นมั้ย เราตงิดตอนที่แม่คุยกับจันทร์ตอนนั้นแล้วอะ //ตอนไหนวะ555//
    #8,648
    0
  20. #8424 gnawkezi~* (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 07:21
    มีความน่ารักที่เห่อจะได้อยู่ช่อฟ้าแบบ official มูนนี่เอ๊ยยยยย
    #8,424
    0
  21. #6977 อาโอฮิเมะ ซึนเดระ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 09:16
    มีความแม่บ้านแม่เรือน><
    นารีเป็นภัยนี่เราว่ารวมทั้งพี่แทนใจกับยัยดารานั่นเลยอ่ะ ดีไม่ดีหยางยัดเยียดสาวมาให้เจิ้นทำให้จันทร์ลำบากใจอีกต่างหาก

    ปล.มโนล้วนๆ ไปๆไปอ่านต่อ
    #6,977
    0
  22. #6748 Tatangts 🐋 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 23:00
    กินทั้งคืนนน แหมเจิ้นแหม!
    #6,748
    0
  23. #6316 birumu (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 มีนาคม 2561 / 17:52
    เริกนี่เริกแต่งงานใช่ป้ะ อิอิ
    #6,316
    0
  24. #6123 Husky 'Baby (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 09:49
    นารีเป็นภัยนี่แทนใจรึเปล่า ถึงจะตงิดๆ แม่ แต่แม่ก็ไม่น่าจะทนเห็นจันทร์เสียใจได้ หวังว่าตระกูลหยางจะไม่ข้องเกี่ยวกับพิมนะ เห้ออ เอานางไปไกลๆ ทีเห้อะ
    #6,123
    0
  25. #5786 callmeyoon (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:50
    นารีเปนภัย แทนใจไม๊ แต่ซินแสสุดยอดอ่ะ 555555
    #5,786
    0