In Control...ในปกครอง (Yaoi)(END)

ตอนที่ 21 : Chapter 20 : Grandpapa

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,856
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 620 ครั้ง
    22 ธ.ค. 60

Chapter 20 Grandpapa

                เจิ้นจะออกจากโรงพยาบาลวันนี้แล้วหลังจากแอดมิดมาห้าวันเต็มๆ แต่คุณหมอก็ขอว่าอย่าเพิ่งทำงานให้กลับไปนอนต่อที่บ้านอีกสักสองสามวัน ผมนั่งมองคนจากบ้านใหญ่ช่วยกันหอบของเยี่ยมออกไป ไม่น่าเชื่อว่าแค่ห้าวันของเยี่ยมที่ถูกส่งมาจะล้นห้องจนห้องกว้างๆอย่างกับซูเปอร์มาเก็ต โดยเฉพาะกระเช้ารังนกนี่เยอะมาก ขนมหลายอย่างพวกคุกกี้ธัญพืชก็ถูกผมแกะกินแล้ว

                ส่วนเจิ้นเขาไม่ค่อยกินอะไรนอกจากอาหารจากบ้านใหญ่ที่คุณป้าแม่บ้านจัดมามากกว่า รังนกก็มีแต่ก็เป็นที่ครัวที่บ้านตุ๋นเอง ผมกับเจิ้นไม่ค่อยชอบกินรังนกขวดๆ เห็นว่าคุณปู่สั่งให้เอาไปมอบให้บ้านพักคนชราต่อเป็นการทำบุญอีกทอดให้เจิ้นหายไวๆ

                ผมกับเจิ้นยังมีระยะห่างกันอย่างชัดเจนเพราะผมถูกสั่งห้ามเข้าใกล้เจิ้น ถึงจะมานั่งคุยกับเจิ้นทุกวันก็ต้องนั่งที่โซฟา เจิ้นก็ไม่เรียกผมเข้าไปใกล้เพราะว่ากลัวผมติดหวัด ผมจะได้เข้าใกล้เจิ้นวันละสองรอบคือตอนมาหาที่คุณปู่อนุญาตให้กอดเจิ้นหนึ่งทีกับตอนกลับให้กอดอีกหนึ่งที

                ผมรำคาญแมสปิดปากปิดจมูกมากๆแต่เจิ้นก็ใส่เหมือนกัน เราต้องคุยกันผ่านแมส สินเชื่อนอนเป็นเพื่อนเจิ้นทุกคืนจนผมชักจะอิจฉา เพราะสินเชื่อเป็นตุ๊กตาก็เลยไม่ต้องกลัวติดหวัด ไม่ต้องใส่แมส แถมเจิ้นก็ชอบกอดสินเชื่อด้วยเวลาคุยกับผม

                ก็ตอนนี้กอดจันทร์ไม่ได้ พี่ก็ขอกอดสินเชื่อแทนก่อน

                ผมล่ะไม่ชอบสายตาวิบๆวับๆของเจิ้นเลย มันทำให้ผมรู้สึกหน้าร้อน

                “จันทร์มาเดินกับปู่มา ให้เจิ้นเดินตามมาทีหลัง”

                ขนาดวันกลับผมยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใกล้เจิ้น เจิ้นเปลี่ยนมาใส่ชุดจีนแล้วแต่ก็ยังมีแมสปิดหน้า พี่บอดี้การ์ดกับพี่เลขาเดินตามเจิ้นก็เป็นกลุ่มใหญ่เหมือนมาเฟียยังไงไม่รู้เพราะทุกคนใส่ชุดสีดำหมดเลย ต่างจากผมที่ใส่ชุดสีขาว

                “เดินดีๆ อย่าหันมาบ่อยเดี๋ยวสะดุด”

                เจิ้นบ่นเพราะผมชอบหันไปหาเจิ้นอยู่เรื่อย ทำไมทุกคนต้องจริงจังกับการกลัวผมติดหวัดด้วยก็ไม่รู้ ผมก็อยากเดินกับเจิ้นนี่นา

                เรากลับมาที่บ้านใหญ่กันเพราะปู่ไม่อยากให้เจิ้นอยู่ช่อฟ้าเดี๋ยวจะแอบไปทำงาน ส่วนงานก็ให้พี่เลขาเอามาทำที่นี้อย่างน้อยก็ควบคุมเวลาพักผ่อนได้

                พ่อผมไม่ได้ไปที่โรงบาลด้วยแต่มารออยู่นี่พร้อมพ่อแม่เจิ้นแล้วก็แม่ผม วันนี้ทุกคนกินข้าวกลางวันพร้อมกันในห้องอาหารห้องเล็ก ไม่รู้คนป่วยเป็นเจิ้นหรือผมเพราะผมโดนป้อนข้าวอยู่คนเดียวอีกแล้ว

                “ลูกจันทร์กินนี่อีกหน่อยค่ะ หนูชอบไม่ใช่หรอลูก”

                แม่ผมกับคุณแม่เจิ้นหัวเราะคิกคักที่ผมเคี้ยวแก้มตุ่ย

                “แก้มตุ่ยเป็นกระต่ายเลยค่ะคุณจันทร์ รับชาเพิ่มนะคะคุณผู้หญิง”

                คุณป้าแม่บ้านเดินมารินชาเพิ่มให้ ผมชักเขินเพราะเจิ้นยังหันมายิ้มที่ผมเคี้ยวจนแก้มตุ่ย หลังจากกินข้าวเสร็จผู้ใหญ่ไม่ได้ไปนั่งเล่นไพ่นกกระจอกเหมือนทุกครั้งแต่เราไปรวมกันที่ห้องนั่งเล่นของบ้าน

                ผมนั่งอยู่ข้างแม่ทั้งสองคน ส่วนคนอื่นๆนั่งกับคุณปู่อีกฝั่ง ก่อนที่พ่อผมจะกระแอมขึ้นมาเบาๆ

                “เอาล่ะ เรื่องของเจิ้นกับจันทร์ พวกผู้ใหญ่คุยกันแล้วนะ ทั้งคุณปู่ คุณผู้ชาย คุณผู้หญิง พ่อ แล้วก็แม่ ตกลงกันแล้วว่าจะเอายังไงต่อ”

                ผมงงว่ามันเกิดอะไรขึ้น คุณแม่เจิ้นยังมีรอยยิ้มใจดี คุณปู่ทำหน้าขัดใจนิดหน่อย คุณแม่ผมแทบจะเม้มปาก ส่วนคุณพ่อเจิ้นก็ท่าทางสบายๆ ทุกคนต่างมีสีหน้าแตกต่างกัน ส่วนเจิ้น...ขมวดคิ้ว

                “จันทร์กับเจิ้นอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ผู้ใหญ่ไม่เคยไปยุ่งเพราะคิดว่าเจิ้นโตแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ช่วงนี้จันทร์ก็ร้องไห้กลับบ้านถูกไหมลูก? แล้วเจิ้นก็กินเหล้าจนป่วยแล้วก็เข้าโรงพยาบาล พวกผู้ใหญ่เห็นตรงกันว่าการแก้ปัญหาแบบนี้ของจันทร์กับเจิ้นไม่ถูกต้อง”

                ผมคงตื่นตกใจเพราะพ่อทำหน้าจริงจังมากคุณแม่เจิ้นเลยดึงผมไปกอด ส่วนเจิ้นทิ้งตัวพิงไปกับโซฟาเงยหน้ามองเพดาน

                “ถ้าทะเลาะกันก็ควรคุยกัน แต่ต่างคนต่างวิ่งหนีกัน ดังนั้นผู้ใหญ่ทุกคนจะทำโทษให้เราสองคนแยกกันอยู่ชั่วคราว จันทร์งดไปอยู่ที่ช่อฟ้าตั้งแต่วันนี้”

                “อะ อะไรนะ มะ ไม่เอา”

                “ชู่วว อย่าเพิ่งตกใจนะคะลูกจันทร์ ฟังคุณพ่อก่อนนะ”

                “การแยกกันอยู่จะได้ทบทวนตัวเองทั้งคู่ว่าปัญหาคืออะไร แล้วยังอยากอยู่ด้วยกันไหม จันทร์เข้ามหาลัยแล้ว พวกเราคิดว่าจันทร์โตแล้วจะวิ่งหนีปัญหากลับบ้านทุกครั้งไม่ได้ เจิ้นก็เหมือนกันทำไมรักษาน้องให้อยู่กับตัวเองไม่ได้ ทะเลาะกันมีปัญหากันก็ปล่อยน้องกลับบ้าน ถือว่าสอบตก”

                คุณพ่อเจิ้นเสริมขึ้นมา ทำให้ผมเริ่มอยากจะร้องไห้ การกลับบ้านครั้งเดียวของผมทำให้ผมจะไม่ได้อยู่กับเจิ้นแล้วหรอ ทำไมความผิดของผมมันร้ายแรงแบบนี้

                “จนกว่าทั้งคู่จะเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันอย่างถูกต้องก็ต้องงดอยู่ด้วยกันสองคนก่อนนะคะ คุณแม่เห็นด้วยว่ากลับมาอยู่บ้านใหญ่ด้วยกันทั้งหมดก่อนดีกว่า ลูกจันทร์ก็มาอยู่กับคุณปู่เหมือนเดิม เจิ้นก็กลับมาที่นี่ด้วย พวกผู้ใหญ่จะช่วยกันประคับประคองจนกว่าพวกลูกจะผ่านปัญหานี้ไปได้นะคะ”

                “ส่วนวันหยุดจะไปเที่ยวข้างนอกกันปู่ก็จะไม่ห้าม แต่ต้องกลับมานอนที่บ้านกัน ตกลงนะ”

                “จันทร์ตกใจหมดแล้วครับ เดี๋ยวผมคุยกับน้องเองดีกว่า”

                เจิ้นลุกมาหาผม คุณแม่เจิ้นก็ยอมปล่อยผม มือใหญ่จับจูงผมออกมานอกห้อง เราเดินไปด้วยกันตามทางเดินของตัวบ้านออกไปที่สวนด้านนอกกัน

                “ตกใจใช่ไหม”

                ผมพยักหน้า มันเหมือนกับว่าเพราะผมร้องไห้งอแงก็เลยทำให้เจิ้นป่วย พอเจิ้นป่วยเราก็เลยไม่ได้อยู่ด้วยกัน เป็นเพราะผมเราทั้งคู่ก็เลยโดนทำโทษ

                “จันทร์... จันทร์ขอโทษ ฮึก...”

                “ชู่วว ไม่มีอะไรร้ายแรงเลยมูนนี่ ไม่ร้องนะเดี๋ยวปวดหัว”

                ผมจมไปกับอ้อมกอดของเจิ้น ร้องไห้งอแงอยู่อย่างนั้น นานกว่าน้ำตามันจะหยุดไหล เจิ้นก็ยังใจเย็นปลอบผม ช่วยเช็ดน้ำตาให้ แมสถูกดึงออกจากหน้าผมให้เขาได้เช็ดน้ำตาได้ถนัด

                “จริงๆมันก็แค่เราย้ายกลับมาอยู่กับคุณปู่กันทั้งหมดเท่านั้นเอง เหมือนที่เราเคยอยู่ก่อนจะย้ายไปช่อฟ้า จนกว่าเจ้าจันทร์จะโตกว่านี้อีกหน่อย ส่วนพี่ก็จะได้ทำงานสะดวกขึ้นไม่ต้องกังวลว่าจันทร์จะไม่มีคนดูแล”

                “มีจันทร์อยู่แล้วเจิ้นทำงานไม่สะดวกหรอ”

                “ไม่ใช่ในความหมายไม่ดีหรอก...แต่พี่ก็จะเป็นห่วงว่าจันทร์จะไม่มีเพื่อนกินข้าว จะเข้านอนดึกเพราะรอพี่ จะเหงา มาอยู่กับคุณปู่อย่างน้อยที่บ้านก็คนเยอะแยะ จันทร์ก็มีเพื่อนคุยด้วย”

                “ตะ แต่ ผู้ใหญ่บอกว่าทำโทษ...”

                “เราก็คง...อาจจะต้องแยกห้องนอน ไม่ได้นอนด้วยกันเหมือนตอนอยู่ช่อฟ้า ซึ่งมันคงทำโทษพี่มากกว่า เพราะพี่อยากกอดจันทร์ทุกวัน”

                “ฮื่อ....จันทร์ก็อยากกอดเจิ้น”

                ผมทำหน้ามุ่งมั่นมากเกินไปมั้งเจิ้นเลยหลุดหัวเราะแล้วบีบแก้มผมเบาๆ

                “รีบโตให้ทันพี่นะมูนนี่...”

                “อื้ออ จันทร์จะกินนมเยอะๆ”

                เจิ้นหัวเราะก่อนจะดึงผมไปกอด จริงๆผมอยากจะถามเจิ้นเรื่องที่ว่าเจิ้นรู้สึกไหมว่าผมรักเจิ้นน้อยไปนิดหน่อยหรือว่ามันมากขึ้นรึเปล่า แต่ผมก็ยังไม่กล้าถามเพราะตอนนี้เราจะได้กอดกันน้อยลงแล้วผมต้องรีบกอดไว้ก่อน สะสมกอดของเจิ้นไว้กับตัวเยอะๆ

                แบบนี้ผมก็อดเอาเปรียบเจิ้นแล้วสิ... แย่จัง

               

                ข้าวของของผมถูกย้ายมาอยู่ที่บ้านใหญ่อีกครั้ง ห้องนอนของผมก็อยู่ตรงข้ามกับห้องเจิ้นคนละปีกตึกกับคุณปู่ ห้องของผมเป็นโทนสีฟ้าสดใส คุณป้าแม่บ้านจัดของให้ผมเรียบร้อย

                พ่อกับแม่มานั่งคุยกับผมอยู่พักใหญ่ว่าถ้าอึดอัดก็กลับไปอยู่บ้านก็ได้ แต่ผมก็เลือกจะอยู่ที่นี่เพราะอยากอยู่กับเจิ้น แม่ย้ำกับผมว่าไม่สบายใจเมื่อไหร่ก็ให้กลับบ้านเรา

                ผู้ใหญ่แยกย้ายกันกลับไปตอนหัวค่ำ ส่วนผมก็มานั่งดูการ์ตูนที่ห้องดูหนังกับสินเชื่อ เจิ้นโดนบังคับให้นอนไปก่อนแล้ว ตอนนี้ห้องนอนเจิ้นมีแต่กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อไม่ต่างจากที่โรงพยาบาลเลย

                “คุณจันทร์ ดื่มนมค่ะ”

                คุณป้าแม่บ้านก็ย้ายกลับมาดูแลผมกับเจิ้นเหมือนกัน แถมมีคุณป้าแม่บ้านประจำบ้านใหญ่อีกคน ผมเลยมีคนดูแลเยอะแยะเลย คุณปู่ขึ้นนอนไปก่อนแล้ว พอดูทีวีนานๆผมก็เบื่อแล้วก็ชักจะง่วง

                ขาผมพาตัวเองมาเดินวนเวียนอยู่หน้าห้องเจิ้น อยากจะเข้าไปแต่ก็กลัวเจิ้นจะหลับแล้วและเจิ้นก็ป่วยอยู่อยากให้นอนพักเยอะๆ ถ้าผมทำเจิ้นตื่นเจิ้นก็ต้องมานั่งคุยกับผมอีก แต่ผมก็อยากพาสินเชื่อไปนอนกับเจิ้นนี่นา

                ประตูห้องนอนเจิ้นเปิดทำเอาผมสะดุ้ง เจิ้นเสยผมยาวปรกหน้าขึ้นมองผม และไม่ทันตั้งตัวผมก็โดนดึงเข้าไปในห้องที่มีแต่กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อนั่น

                แผ่นหลังผมถูกดันชิดประตู ไฟสลัวทำให้ผมเห็นหน้าเจิ้นไม่ค่อยชัด ยังไม่ทันได้พูดอะไรผมก็ถูกเจิ้นจูบ... มือผมขยำสินเชื่อแน่น หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมา จูบของเจิ้นทำผมมึนไปหมด มันทำผมทรงตัวไม่อยู่ถ้าไม่ได้เจิ้นรวบเอวผมไว้

                “จะ..เจิ้น อื้อ...”

                “คิดถึง...”

                เสียงกระซิบพร่าของเจิ้น สิ่งที่เจิ้นรู้สึกมันไม่ได้ต่างอะไรกับความรู้สึกผมเลย สุดท้ายผมก็ปล่อยสินเชื่อแล้วยกแขนขึ้นโอบรอบคอเจิ้น ผมคิดถึงจูบของเจิ้นมาก...มากจนไม่อยากให้เขาผละออกไป

                เจิ้นจูบจนผมหมดแรง จนหายใจไม่ทัน จนตาพร่าไปหมดเขาถึงยอมปล่อยแล้วอุ้มผมไปนั่งตักเขาบนเตียง แผ่นมืออุ่นลูบหลังเบาๆ ก่อนเขาจะเชยคางผมขึ้นจูบอีกครั้ง

                เราจูบกันอยู่นาน อาจจะเป็นชั่วโมง...แต่มันก็แค่จูบ เพราะสุดท้ายเจิ้นก็พาผมไปส่งที่ห้อง ผมเขินตอนที่เจิ้นก้มตัวหิ้วหูสินเชื่อติดมาด้วย ผมจูบกับเจิ้นจนทิ้งสินเชื่อไว้หน้าประตู

                เจิ้นลูบหัวผมจนกระทั่งผมเริ่มง่วง เขาหอมแก้มผมอีกครั้งถึงยอมออกไป ปากผมยังคงชื้นฉ่ำจากการที่เราจูบกัน...อะไรบางอย่างในตัวผมมันบอกว่าไม่พอ ผมไม่พอใจแค่จูบ... ภาพไนท์แคร์ของเราฉายในห้วงความคิด หรือความฝันที่เจิ้นบอกว่ามันคือฝันเปียกผมก็ยังจำได้ชัดเจนราวกับมันเกิดขึ้นจริง

                ร่างกายผมร้อนขึ้นมาเพียงแค่เพราะผมนึกถึงภาพเหล่านั้น...ลมหายใจผมติดขัด ความง่วงปลิดปลิวหายไปจนหมดเหลือเพียงความรู้สึกคล้ายๆ....ความต้องการบางอย่าง

                “เจิ้น... เจิ้น...”

                ขาผมขยับเสียดสีกัน ความร้อนในร่างกายขยับไปกองกันตรงกลางร่างกายอย่างห้ามไม่อยู่ แล้วผมก็ควบคุมความรู้สึกไม่ได้ด้วย

                ผมขยับมือเข้าไปแตะต้องตรงนั้นเหมือนที่เจิ้นเคยทำให้... ขยับมือแบบในจังหวะที่เจิ้นเคยขยับ เสียงครางของตัวผมเองทำให้ผมรีบดึงมือออกมาซ่อนไว้ใต้หมอน มัน... มันทรมานแต่ผมก็กลัว

                อารมณ์กระเจิดกระเจิงทำให้ผมไม่กล้าทำอะไรต่อแต่ผมก็แก้ปัญหาอาการกระสับกระส่ายนี้ไม่ได้เช่นกัน ผมดันตัวเองลุกขึ้นจากเตียง ออกไปเคาะประตูห้องเจิ้นอีกครั้ง

                ร่างกายผมแปลกจนแทบจะยืนทรงตัวไม่อยู่ และก่อนที่ผมจะล้มไปเจิ้นก็เปิดประตูห้องออกมา ร่างกายเจิ้นที่ตอนแรกมีเสื้อนอนติดกระดุมเรียบร้อยตอนนี้มันกลับถูกกลัดออกจากรังดุมจนหมด กางเกงนอนเกาะสะโพกอย่างหมิ่นเหม่

                “จันทร์... จันทร์เปียก... อื้อ...”

                “พี่ก็เปียก....เปียกกว่าจันทร์อีก

                เจิ้นพาผมจมน้ำหลายครั้งแต่ผมก็ยังรู้สึกว่ามันไม่พอ ผมเรียกร้องจนน่าอาย... ดึงรั้งเจิ้นให้ไนท์แคร์ผมครั้งแล้วครั้งเล่า ขอร้องเขาให้กัด ขอให้ฟันคมๆนั่นขูดไปตามตัว....

                “มูนนี่เด็กดี”

                ผมเรียกชื่อเขาอยู่อย่างนั้น...เหมือนที่เขาชอบ...และผมก็ชอบเหมือนกัน

 

                ผมใช้เวลาทั้งวันอยู่กับเจิ้น เราไม่ได้ถูกแยกออกจากกันแล้วแต่ผมก็ยังต้องใส่แมส ถึงเมื่อคืนจะไม่ได้ใส่เลยยันเช้าก็เถอะ ตอนเช้าเจิ้นอุ้มผมกลับไปนอนที่ห้องเพราะคุณแม่บ้านอาจจะเข้ามาฉีดสเปรย์ฆ่าเชื้อให้เจิ้นแล้วเราจะโดนดุที่แอบมานอนด้วยกัน

                ภาพร่องรอยฟันตอนผมยืนส่องตัวเองหน้ากระจกทำเอาผมหน้าแดง...เจิ้นกัดผมเยอะจริงๆนั่นแหละ แล้วผมก็คิดว่าผมก็กัดเจิ้นไปเยอะมากเหมือนกัน

                รอยยิ้มมุมปากทั้งวันของเจิ้นทำให้ผมเขิน ดีนะที่ยังมีแมสปิดหน้าไม่งั้นผมก็ไม่รู้จะกล้าสบตาเขาได้ยังไงทั้งหน้าร้อนผ่าวๆแบบนี้

                กิจกรรมของเราก็คือเล่นหมากล้อม เจิ้นเล่นชนะผมตลอดนั่นแหละแต่เขาก็ให้คำแนะนำด้วยทำให้ผมพอจะไม่แพ้รุดรุ่ยไปบ้างในบางตา เจิ้นกับผมไม่ได้นั่งคนละฝั่งของโต๊ะแต่เจิ้นดึงผมลงมานั่งตัก โถใส่หมากสีขาวดำถูกเลื่อนมาว่างคู่กันตรงหน้าแทนที่จะอยู่คนละฝั่ง

                ผมรู้สึกดีที่ผมกลับมามองหน้าเจิ้นได้เต็มๆอีกครั้ง ความขุ่นมัวลังเลและไม่แน่ใจรวมถึงเจ้าหลุมดำในตัวผมมันสงบอย่างไม่น่าเชื่อว่าเคยกัดกินผมรุนแรงขนาดนั้น

                มื้อเย็นเป็นไปอย่างเงียบๆเพราะเหลือแค่คุณปู่ ผม แล้วก็เจิ้น บทสนทบามักเป็นเรื่องงานที่ผมไม่ค่อยเข้าใจเลยนั่งกินข้าวเงียบๆ แค่กับข้าวที่เจิ้นชอบคีบใส่จานให้ก็เยอะแล้วจนผมกินจะไม่ทัน

                “พาน้องไปทำงานด้วยสิ หัดๆไว้บ้าง คิดเลขเก่งขึ้นยังหือจันทร์?”

                “แหะๆ... พยายามอยู่ครับ”

                คุณปู่หรี่ตาแต่ก็หัวเราะออกมา ผมเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าคุณปู่คาดหวังให้ผมคิดเลขเก่งๆ แต่ก็ล้มเลิกไปเพราะผมไม่กระเตื้องขึ้นเลย

                “ปู่ให้คนไปเอานกมาแล้วนะ เจ้านกแก้มแดงร้องเพลงทั้งวันของจันทร์น่ะ กินข้าวเสร็จไปดูนกกันนะ”

                “เอ้ะ หรอครับ ดีจังเลย มันร้องเพลงเพราะมากๆเลยนะครับคุณปู่”

                กินข้าวเสร็จผมก็เข้ามาในสวนกับคุณปู่และเจิ้น กรงนกค็อกคาเทลของผมถูกย้ายมาที่ศาลาในสวน มันดูชอบที่สวนคุณปู่มีต้นไม้เยอะแยะ แถมยังร้องเพลงประสานเสียงกันด้วยก่อนจะจบลงที่ออมทรัพย์กระโดดไล่หลักทรัพย์อีกแล้ว

               

                “คืนนี้จะมีคนแอบย่องมาหาพี่อีกไหมนะ?”

                “ฮื่อออออ ไม่งับ”

                เรานั่งดูการ์ตูนกันอยู่ในห้องดูหนัง ตัวผมจมไปกับอกเจิ้นเพราะเขาดึงให้ผมมานั่งตัก แล้วเขาก็ชอบดึงมือผมไปงับเล่น ตอนแรกเราก็ไม่ได้นั่งกันแบบนี้จนกระทั่งคุณป้าแม่บ้านเอานมมาให้แล้วออกไปเจิ้นถึงรวบผมมากอด

                การกลับมาอยู่บ้านสักพักทำให้ผมรู้สึกว่าเราค่อนข้างทำตามใจไม่ได้เพราะคนเดินไปเดินมาเยอะ แล้วคุณป้าแม่บ้านกับคุณแม่บ้านคนอื่นๆก็คอยเติมชา เสิร์ฟขนมให้ตลอด ผมก็ไม่กล้าคุยกับเจิ้นเยอะเพราะว่ากลัวคนอื่นจะได้ยิน บางเรื่องผมก็อยากจะคุยกับเจิ้นแค่สองคน

                เจิ้นก็ไม่เดินโอบเอวผมเดินด้วยกันเหมือนตอนเราอยู่ช่อฟ้า จะมีบ้างที่จะจับมือแล้วมันก็ปล่อยลงเวลามีคนเข้ามา ผมไม่รู้ว่าเจิ้นอึดอัดไหมแต่ผมชักรู้สึกกังวลนิดหน่อย

                “พี่ง่วงแล้ว ไปนอนกันนะ”

                ผมยอมปิดการ์ตูน ปล่อยให้เจิ้นจูงไปนอน ประตูห้องนอนสองบานที่หันหน้าเข้าหากันทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบใจ ทั้งๆที่ก็เคยนอนแยกห้องกันมาก่อนแต่ผมก็มักจะไปนอนกับเจิ้น พอต้องกลับมานอนแยกห้องกันอีกผมก็ไม่ชินแล้ว

                “จันทร์นอนกับเจิ้นไม่ได้หรอ...”

                เสียงของผมแผ่วเบาตอนที่เจิ้นละมือออกจากการลูบหัวผมแล้วจะกลับห้องตัวเอง

                “ไม่อยากนอนคนเดียวหรอครับ?”

                “อื้อ... จันทร์ ... จันทร์อยากนอนกับเจิ้น”

                ผมดันตัวจากเตียงเขยิบเข้าไปกอดคอเจิ้น เจิ้นเลยต้องนั่งลงพิงหัวเตียงผมอีกครั้ง เอวผมถูกยกขึ้นไปนั่งตักเจิ้น สองมือเขาโอบเอวผมไว้

                การแยกห้องนอนทำให้หัวใจผมเจ็บปวด ถึงเจิ้นจะไม่พูดแต่ตั้งแต่ที่เขาอุ้มผมมาส่งตั้งแต่เช้ามืดแล้วท่าทีที่พยายามไม่สนิทสนมต่อหน้าคนอื่นมันทำให้ผมเข้าใจ... บทลงโทษของผู้ใหญ่คืออยากให้เราไม่สนิทกันมากเกินไป

                ผมไม่เข้าใจหรอกว่าทำผมเรากอดกันไม่ได้ จูงมือกันไม่ได้ นั่งตักกันไม่ได้ต่อหน้าคนอื่น แต่เพราะเจิ้นแสดงออกแบบนั้นทำให้ผมอึดอัด ผมรู้ว่าเจิ้นไม่ได้เบื่อผมเพราะเขาก็ยังตัวติดผมทั้งวัน แต่...แต่มันเพราะอะไรล่ะ?

                “จันทร์...ไม่ชอบแบบนี้เลย”

                “พี่ก็อยากกอดจันทร์....อยากจูบ...อยากนอนกับจันทร์...”

                “ฮึก....จันทร์ไม่อยากให้...เจิ้นปล่อยมือจันทร์ ฮือ... ทำไมเราจับมือกันไม่ได้”

                “พี่ขอโทษ...พี่ผิดเอง ผิดคนเดียว อดทนก่อนนะพี่จะหาทางออกให้เราสองคนให้ได้”

                “จันทร์กลัว...”

                “พี่จะปกป้องจันทร์เอง ไม่มีอะไรน่ากลัวนะครับ นอนนะมูนนี่เด็กดี”

                เจิ้นนอนเฝ้าผมอยู่จนเกือบเช้า ผมรู้เพราะผมก็นอนไม่หลับได้แค่กุมมือเขาไว้ไม่ยอมปล่อย เจิ้นก็ไม่มีท่าทีจะดึงมือออกแต่ผมก็ยังกลัว กลัวเขาจะอาศัยตอนผมหลับกลับห้องไป ทั้งๆที่ห้องเราก็แค่ตรงข้ามกันแต่ผมรู้ว่าอะไรบางอย่างจะทำให้ผมกับเจิ้นอยู่ด้วยกันไม่ได้ถึงมีประตูสองบานนี่กั้นเราไว้

                บทลงโทษของพวกผู้ใหญ่...ร้ายกาจกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย มันไม่ได้บีบบังคับผมกับเจิ้นตรงๆแต่มันทำให้เรารู้สึกว่าเราทำอะไรไม่ได้หลายอย่าง

                ท่าทีง่วงงุนของเจิ้นในตอนเช้าทำให้ผมรู้ว่าการดึงรั้งเจิ้นไว้กับตัวทั้งวันทั้งคืนทำให้เจิ้นพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ใช่แค่เพราะผมเรียกร้อง แต่เพราะเจิ้นก็ยินยอมที่จะนอนน้อยทำให้ผมอยากจะร้องไห้

                ความเอาแต่ใจของเราทำให้เราทำร้ายกันเอง เพราะผมก็ง่วงไปทั้งวันไม่ได้ต่างกันแถมยังปวดหัวเพราะนอนไม่พออีกด้วย ผมไปเรียนอาทิตย์แรกแบบไม่รู้เรื่องเลยเพราะผมง่วงและเบลอจนคิวต้องช่วยจดเลคเชอร์แทน ตอนเช้าเจิ้นก็ต้องฝืนไปส่งผมที่มหาลัย ทั้งๆที่ตอนเช้าเราจะได้นั่งคุยกันแต่ปรากฏว่าเราก็หลับในรถทั้งคู่

                “พักผ่อนให้เพียงพอด้วยเจิ้น ยังไม่หายดี ต้องทำงานอีก”

                คุณปู่ดุนิดหน่อยในเช้าวันหนึ่งทำให้ผมได้แค่กำช้อนในมือแน่น ผมพยายามจะไม่เรียกร้องให้เจิ้นมานอนเฝ้าอีกในคืนต่อๆมา แม้ผมจะต้องนอนร้องไห้แล้วก็นอนไม่หลับ แต่ก็เป็นเจิ้นที่เข้ามาเอง หลายครั้งที่ผมร้องไห้กับเจิ้น มันทรมานไปหมด จับมือก็ไม่ได้ กอดก็ไม่ได้ จูบก็ไม่ได้ อะไรที่ผมเคยทำได้ ผมก็ทำไม่ได้เลย

               

                “ตอง...ไม่สงสารลูกหรอ?”

                อดีตเจ้าบ่านเยว่ที่กำลังตรวจใบชาเอ่ยขึ้นลอยๆ ภาพขอบตาคล้ำกับใบหน้าอิดโรยของหลานชาย และไหนจะตาแดงก่ำกับหน้าตาซีดเซียวของหลานตัวเล็กมันทำให้คนแก่อย่างเขารู้สึกผิด

                ถึงจะไม่ได้ห้ามปรามเป็นกิจจะลักษณะ แต่เจิ้นก็รู้ว่าพวกท่านต้องการอะไรถึงพยายามจะอยู่ในกรอบ แต่หลานคนเล็กที่เยว่นับเข้ามาอยู่ในบ้านนานแล้วนั้นรับมือกับความกดดันอันเงียบงันนี้ได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก ผ่านมาเกือบเดือนเสียงหัวเราะในบ้านก็น้อยลงไปทุกที

                “เพราะสงสาร...ผมถึงต้องทำแบบนี้”

                “เราต่างก็รู้...ว่าทั้งคู่พากันเดินไปถึงไหนแล้ว ไปห้ามเขาก็เหมือนเราจับเขาแยกกัน เจิ้นน่ะยังไหวแต่เจ้าจันทร์บอกตรงๆว่าฉันหวั่นใจ ไม่สบายไปสองรอบแล้วนะ ร้องไห้จนปวดหัว”

                “คงเพราะเจ้าจันทร์ไม่เข้าใจ เจิ้นก็เลยกดดันตามไปด้วยมากกว่าครับท่าน ลูกผม...ถูกหลานชายท่านดูแลยิ่งกว่าไข่ในหิน ผมไม่อยากให้ลูกอยู่บนโลกนี้ด้วยตัวเองไม่ได้ในวันที่ไม่มีเจิ้น”

                “เฮ้อ... ฉันก็เข้าใจนะแล้วก็เป็นห่วงจันทร์เหมือนกัน ถ้าเจิ้นไม่โอ๋ขนาดนี้มาแต่แรกก็คงไม่ต้องมาแก้นิสัยกันตอนโตแบบนี้”

                “หรือจะให้แยกกันอยู่สักพักดีกว่าครับท่าน?”

                “ทนเห็นลูกร้องไห้ได้หรือเปล่าล่ะ บอกตรงๆว่าฉันใจไม่แข็ง ฉันเองก็โอ๋ลูกชายเธอนั่นแหละตอง เจิ้นมันไม่อ้อนเหมือนเจ้าจันทร์ ดูสิขนาดจะบังคับให้ฝึกคิดเลขฉันยังทำไม่ลง เป็นคนของเยว่ดีดลูกคิดไม่ได้ฉันยังยอมปล่อย”

                “ผมอยากให้จันทร์เจอกับความผิดหวังบ้าง เสียใจบ้าง ที่เขาทะเลาะเตลิดกับบ้านเพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเองหึงเจิ้น ผมคิดว่าตัวเองคงจะไม่อยู่ค้ำฟ้ามาปลอบลูกได้ตลอดหรอกครับท่าน”

                “แต่ทำแบบนี้มันก็โหดร้ายเกินไปหรือเปล่าตอง? เราเป็นครอบครัวก็ต้องช่วยกันประคับประคองไม่ใช่ไปฝืนทั้งคู่แบบนี้ ตอนจับเขามาอยู่ด้วยกันเราก็ไม่ได้ถามความสมัครใจ พอจะจับแยกก็ไม่ถามเขาอีก”

                “ท่านครับ ผมเองก็อยากจะทำอะไรสักอย่างให้ลูกได้โตขึ้น จันทร์แทบจะไม่เข้าใจชีวิตเลย ความคิดของจันทร์ง่ายๆ แบนๆ จนผมกลัว กลัวว่าลูกจะอ่อนแอในสังคมที่โหดร้ายขึ้นทุกวัน...เด็กอายุเท่าจันทร์เขารู้เรื่องกันหมดแล้ว แต่ลูกผม....”

                “จริงๆถ้าเรามองอีกมุม... การให้ลูกโตก็ไม่จำเป็นต้องให้เขาแยกกันแบบนี้ ตองเราต่างก็รู้ว่าเจิ้นรู้สึกยังไง แต่เพราะเจิ้นเกรงใจตอง ไม่งั้นเจิ้นจะยอมทำแบบนี้ไหม หลานฉันคงไม่อยากผิดใจกับตองเพราะตองเป็นพ่อเจ้าจันทร์ แต่เจิ้นไม่ใช่คนใจเย็นโดยเฉพาะเรื่องเจ้าจันทร์”

                “ผมก็รู้ครับ...ผมก็คิดว่าตัวเองแย่ที่อาศัยความเป็นพ่อทำแบบนี้”

                “จริงๆฉันกับลูกสาวก็คุยกันไว้ว่ามันพอจะมีอีกวิธี เราเลี้ยงจันทร์แบบเด็กผู้หญิงเลยดีไหม? ให้เขาชอบอยู่บ้าน ทำงานบ้าน หัดเข้าครัว เตรียมตัวแต่งงานเป็นแม่บ้าน ฉันพูดตรงๆนะ ฉันไม่คิดว่าเจ้าจันทร์จะไปทำงานบริษัทหรือแข่งขันกับใครเขาได้หรอก ไปโดนรังแกเสียมากกว่า เราทุกคนโอ๋เขากันหมด อยู่ๆจะให้เขาเข้มแข็งในวันเดียวไม่ได้หรอก จะผิดก็ผิดกันหมดทุกคนนี่ล่ะ”

                “นั่นล่ะครับที่ผมเป็นห่วง...”

                “จะห่วงไปทำไม ดูลูกสาวฉันสิ แล้วก็เมียนายสิตอง เป็นแม่บ้านอยู่กับบ้านก็มีความสุข เรื่องนอกบ้านก็ให้ผู้ชายทำไป เจ้าจันทร์เขาก็มีแม่เจิ้นมีแม่ตัวเองเป็นเพื่อน มีคุณป้าแม่บ้านของเขาอีก... เรารวยมีเงินเป็นพันล้านนะ ทำไมต้องให้เจ้าจันทร์ไปฝืนอะไรที่ไม่ใช่ตัวเขา ต่อให้ช่อฟ้าเปลี่ยนไปอยู่ในมือคนอื่น หุ้นที่ขายได้ก็เป็นร้อยล้าน กิจการร้านชา หรือจะคฤหาสน์หลังนี้ ต่อให้เราตายกันหมดจันทร์ก็เงินติดตัวต่ำๆก็สองร้อยล้าน อสังหาฯอีก”

                “มันสมบัติของเยว่...แต่...”

                “ฉันนับจันทร์เป็นคนของเยว่มาตลอด หรือตองคิดว่าฉันไม่เอ็นดูหลาน?”

                “ท่านครับ...”

                “ให้เจ้าจันทร์เลือกเองดีไหม ถ้าจันทร์อยากจะใช้ชีวิตแบบไหน ถ้าเขาอยากจะออกไปสู้กับงาน สู้กับคนเราต้องอธิบายให้เขาเข้าใจว่าเขาจะต้องเติบโต ต้องไม่ร้องไห้ แต่ถ้าเขาอยากจะเป็นแม่บ้าน แต่งงาน ดูแลบ้านเราก็ต้องให้เขาได้ทำหน้าที่นี้ การเป็นแม่บ้านไม่ได้แย่นะ กำลังใจจากคนในบ้านมันสำคัญ ดูลูกฉันสิ สามีกล้าหือที่ไหน? ห้าโมงครึ่งก็รีบกลับบ้านไปกินข้าวฝีมือเมียแล้ว แล้วเจิ้นติดจันทร์มากี่ปีแล้ว? ไม่กล้าทำจันทร์เสียใจหรอก”

                “เฮ้อ... แต่จันทร์ยังเด็ก”

                “ก็เพราะยังเด็กฉันถึงไม่อยากให้เขาทำหน้าทุกข์ ตาบวมทุกวันแบบนี้ ถึงยังไงก็ต้องแต่งกับเจิ้นอยู่ดี หลานฉันไม่ปล่อยเจ้าจันทร์ไปอยู่กับคนอื่นหรอก กี่ปีๆก็รักของเขาไม่เคยเปลี่ยน หรือตองไม่เชื่อใจเจิ้น?”

                “ที่ผมห่วงคงไม่ใช่เรื่องเงินๆทองๆ ผมรู้ว่าเยว่เอ็นดูลูกผม แต่ในด้านจิตใจ...ถ้าเขาเจ็บปวด...”

                “เขามีความสุขของเขามาตลอด จนเราลงโทษเขานั่นแหละ ให้เขาร้องไห้กลับบ้านจะเป็นไรไป เราก็ครอบครัวเดียวกัน ฉันก็ชวนมาปลูกบ้านรั้วเดียวกันตั้งกี่ครั้งแล้ว ทีนี้จะวิ่งเข้าวิ่งออกบ้านไหนก็ไม่ใช่ปัญหา”

                “ท่านทำผมรู้สึกเป็นพ่อที่ไม่ดี ไม่เข้าใจลูก”

                “เรามีวิธีแสดงความรักต่างกัน ให้เขามีความสุขเถอะตอง อย่างน้อยถ้าจะต้องเสียใจ อย่าให้มันเกิดจากคนในบ้านกันเองเลย”

                “โอเคครับท่าน ผมจะปล่อยให้จันทร์เลือกเอง...แต่ เรื่องอยู่ด้วยกันผมก็ยังไม่ค่อยเห็นด้วย จันทร์ยังไม่บรรลุนิติภาวะเลยด้วยซ้ำ หลานท่านน่ะไวไฟกับลูกผมเกินไป”

                “ฉันก็ไม่ได้เห็นด้วยเท่าไหร่ เอาเถอะเราค่อยตกลงกับเจิ้นตามสมควร ส่วนเรื่องจะแต่งจะตกลงยังไงต่อก็ค่อยไว้หลังเจ้าจันทร์เขาบรรลุนิติภาวะนั่นแหละ ยังไงก็ยังอยู่ในบ้านฉันเจิ้นไม่กล้าทำอะไรไม่เกรงใจฉันหรอก”

                “ครับท่าน”

                อดีตเจ้าบ้านเยว่ลอยยิ้มพอใจที่เลขาคนสนิทยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ท่านไม่ได้อยากยุ่งกับเรื่องนี้แต่แรกเพราะท่านเองก็แต่งงานกับภรรยาตั้งแต่ภรรยาอายุสิบเจ็ด เรื่องอาย้งอายุกับท่านน่ะไม่เป็นปัญหา แต่ก็เกรงใจเลขาคนสนิทที่มีสิทธิ์ในฐานะพ่อ ยังไงก็ต้องอยู่กันไปทั้งชีวิตท่านก็ไม่อยากจะผิดใจเท่าไหร่ ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ของเด็กๆท่านออกจะให้ท้ายเจิ้นด้วยซ้ำ รักใครชอบใครก็ต้องหวงต้องห่วงน่ะเรื่องปกติ จะโอ๋ว่าที่ภรรยามันผิดตรงไหน? ก็โอ๋กันมาหลายปีไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร ใครจะอยากให้คนที่รักต้องเสียใจ เงินทองก็มากมายจนใช้ไม่หวาดไม่ไหวจะไปแคร์อะไรกับสังคมนักหนา เยว่อำนาจล้นฟ้าคนอื่นสิควรเกรงใจ แต่ในเมื่อคนเป็นพ่อเขาห่วงลูกก็ต้องมาเจอกันครึ่งทางบ้าง

                เจ้าจันทร์จะมีพ่อดูแลก็เรื่องของเจ้าจันทร์ แต่ท่านเป็นปู่เจิ้นจะถือหางข้างหลานก็สิทธิ์ของท่านเหมือนกัน 

 

                ใบหน้านิ่งปรากฏรอยยิ้มจางกับบทสนทนาของคุณปู่และเลขาที่มีฐานะเป็นพ่อเจ้าจันทร์ การอดหลับอดนอนมาหลายคืนและต้องอดทนดูเจ้าจันทร์ร้องไห้มาเกือบเดือนทำให้ระยะเวลาลงโทษอันยาวนั้นกำลังถูกตัดให้สั้นลง

                สภาวะจำยอมที่เขา แกล้งทำเป็นยอมรับและปฏิบัติตามก็เพื่อผลลัพธ์ในระยะยาวแบบนี้ เขารู้ว่าปู่ต้องเอ่ยปากไม่ใช่เพราะเห็นแก่เขาแต่เพราะเจ้าจันทร์ที่เป็นคนโปรด คนโปรดยังไงก็เป็นคนโปรด....จะทนเห็นคนโปรดร้องไห้ได้นานแค่ไหนกัน? โอ๋กันมาตั้งแต่ยังตัวนิดเดียว แล้วจะให้มาขัดใจกันตอนนี้....

                ขายาวก้าวเท้าที่ตั้งใจจะมาคุยเรื่องงานเดินกลับไปหาคนที่ซึมจนไข้ขึ้นอีกรอบที่ห้องนอนเล็กแทน หน้าแดงเพราะพิษไข้ซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม ตากลมโตปรืบช้าๆเมื่อเจิ้นขยับตัวนั่งลงข้างเตียง

                “เจิ้น...จันทร์ปวดหัว”

                “นอนอีกหน่อยนะ เดี๋ยวตื่นมากินยา”

                “จันทร์ไม่เห็นเจิ้นเมื่อกี๊ จันทร์กลัว”

                มือเล็กยื่นออกมาจับแขนเสื้อสีดำของเจิ้นแน่น กลัวจะหายไปอีก

                “ไปเข้าห้องน้ำมาครับ พี่นั่งทำงานตรงนี้ไม่ต้องกลัวนะ หายแล้วเราไปกินไอติมกัน”

                “อย่าทิ้งจันทร์นะ....”

                ตาคมทอแสงอ่อนทั้งสงสารทั้งเจ็บปวด การที่เรื่องทุกอย่างมันถูกบีบให้เป็นแบบนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะตัวเขาเองด้วย ทั้งที่การบีบบังคับของผู้ใหญ่ก็ไม่ได้เข้มงวดมากนักแต่เพราะเจ้าจันทร์อ่อนไหวเหลือเกิน การเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆก็ทำให้กลัว กังวลแล้วก็เครียดจนป่วยครั้งที่สองแล้ว

                “คนดีพี่ขอโทษนะครับ มันกำลังจะดีขึ้น...พี่จะทำให้มันดีขึ้น หายป่วยไวๆนะเด็กดี”

                ปลายจมูกแตะเนิ่นนานที่แก้มนิ่ม รอจนคนป่วยหลับสนิทอีกครั้งถึงค่อยๆแกะแขนเสื้อตัวเองจากมือเล็ก หยิบกระต่ายหูยาวมาใส่อ้อมแขนคนป่วยแทนแล้วจึงผละไปนั่งทำงานที่โต๊ะเขียนหนังสือของเจ้าจันทร์

                ถึงจะยังหมั่นไส้กระต่ายหูยาวแต่ก็คงต้องยอมรับว่าตัดมันออกไปจากชีวิตไม่ได้แน่ๆ อย่างน้อยมันก็ทำหน้าที่แทนความรู้สึกหลายอย่าง

                เอาเถอะ...Love me Love my Bunny ก็ได้ถ้าเจ้าจันทร์พอใจ

===========


     เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือพ่อตองก็มีคนปู่ แล้วเหนือปู่ก็ยังมีเจิ้น นี่เข้าทางเจิ้นอีกละ แพ้พ่อตองก็ให้คุณปู่ไปงัดให้ เฮ้อ...ผู้ใหญ่บ้านนี้นี่ไม่ยอมกันเลย แต่ละคนมีแผนใส่กันตลอด สงสารมูนนี่ร้องไห้ไม่สบาย

    สัญญาว่าตอนหน้าจะสดใสกว่าเดิมแล้วน้าทู้กคนนนน โอ๋เอ๋..

ปล. Love me Love my Bunny ล้อมาจากสำนวน Love me Love my dog นะคะ 5555+ สินเชื่ออยู่เฉยๆก็โดนหมั่นไส้ ฝากให้กำลังใจสินเชื่อด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 620 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,205 ความคิดเห็น

  1. #13120 fuxxy (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 21:04
    555555555ขำพ่อตอง ทีตัวเองน้าาาา
    #13,120
    0
  2. #12933 K.white wine (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 20:52
    ทำไมเจิ้นร้ายขนาดนี้!!!!
    #12,933
    0
  3. #12658 SUNelf213 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:03
    น้องอายุ 18 คุณพ่อบอกว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่คุณพ่อมีผัวตั้งแต่ 15 คุณพ่อ!!
    #12,658
    0
  4. #12626 Miki_milky (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 19:53
    คุณปู่พูดถูก
    #12,626
    0
  5. #12588 PPIMMEME (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 19:03
    อ่านอาณาจักรพระอาทิตย์แล้วมาอ่านเรื่องนี้ต่อเลยงงนิดหน่อยว่าสรุปตองมีเมีย? อาณาจักพระอาทิตย์มันคือเรื่องก่อนหน้านี้เลยงง
    #12,588
    1
    • #12588-1 แบมแบมม(จากตอนที่ 21)
      4 มกราคม 2562 / 20:13
      อ่านให้จบก่อนน้าจะเข้าใจค่ะ <3
      #12588-1
  6. #12572 HaeMay (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 22:54
    รักความคิดคุณปู่ ก็บ้านรวยอ่ะจะสนอะไร รอน้องแต่งเข้าบ้านอย่างเดียวเลย ส่วนเจิ้นไปให้สุดข่ะ มีแผนอะไรก็ไปให้สุดเลยยยยย
    #12,572
    0
  7. #12529 Orathaiks (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 21:42
    สิ้นเชื่อมีซีนทุกตอน55555
    #12,529
    0
  8. #12507 Iovely39 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 18:05
    น่าหมั่นไส้สุดก็สินเชื่อละ
    #12,507
    0
  9. #12319 Kamobee (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 15:33
    แผนสูงมากกก!!
    #12,319
    0
  10. #12246 pcy921 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 09:57
    ค่อยๆให้สอนไปให้น้องได้เรียนรู้นะคะ
    #12,246
    0
  11. #12193 galaxysecret🌈🌈 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 20:07
    เจิ้นเจ้าเล่ห์มาก5555556
    #12,193
    0
  12. #12133 ninecdarkness (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 12:09
    ชอบคุณปู่55555555
    #12,133
    0
  13. #12118 Sassa (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 18 กันยายน 2561 / 00:17

    ทำไมความรู้สึกกูไม่เหมือนเดิมวะ ตอนนี้มองน้องน่าขยี้มากถึงแม้จะไม่ถูกจริตนายเอกแบบที่ชอบก็เถอะแต่ตอนแรกน่ารักจริงๆ ตอนนี้คือเหมือนนางเมนส์มา เอะอะร้องๆ ร้องมากว่ากูทั้งชีวิตอีกเนี่ย จิตใจบอบบางอะไรเบอร์นั้น คือเลี้ยงในไข่ของจริง สงสารก็สงสารนะ แต่มันห้ามความลำไยไม่ได้อะ ฮืออออ กูมันคนบาป

    #12,118
    0
  14. #12030 ojay2 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2561 / 09:58
    คุณปู่ เลิฟมีเลิฟบันนี่ 5555555
    #12,030
    0
  15. #11942 Sky High (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 12:40
    คำถามคือสินเชื่อทำอะไรผิดคะเจิ้นนนน555555
    #11,942
    0
  16. #11621 Aunchiree (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2561 / 13:57
    ฮ่าๆ ไม่ดราม่าเเล้วหนา
    #11,621
    0
  17. #11511 malila17 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 18:15
    Love me love my bunny ชอบๆๆ
    #11,511
    0
  18. #11252 mon9228 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 10:06
    มีแต่คนให้ท้ายเด็กๆนะเนี่ย แต่เอาเถอะ น้องก็ร้องไห้จนป่วยซะแล้ว ตัดสินใจยังไงกันกฌทำซักทีเถอะ และสุดท้ายก็เป็นเจิ้นอยู่ดีที่ร้ายกาจที่สุด 5555
    #11,252
    0
  19. #11064 JaoJean (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 01:57
    ปู่คือที่สุด แต่เจิ้นอ่านเกมขาดกว่า
    #11,064
    0
  20. #10910 Lord_Zo (THe KWaN) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 16:09
    อย่างน้อยก้อไม่ต้องกลัวดราม่าคริบครัวไรแหละ ก้อเหลือชะนีนางเดียวที่จะมาโผล่มาอีกไหมมม
    #10,910
    0
  21. #10392 natzer (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2561 / 17:04
    ร้ายกันทั้งบ้านเลยค่ะทุกท่านนนน
    #10,392
    0
  22. #10237 noo_parekapoom (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 20:44
    โอ๋มานานนนอะนะ
    #10,237
    0
  23. #8937 Xialyu (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 10:17
    FC ปู่จ๋า อิอิ
    #8,937
    0
  24. #8876 thifu:') (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 เมษายน 2561 / 12:57
    ปู่เจิ้นนี่เป็นคนนำทัพเลยนะเนี่ย ถถถถ
    #8,876
    0
  25. #8593 MagMa1D (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 14:04
    ร้ายทุกคนเลยโว้ยยยย
    #8,593
    0