<เรียงราวชาวประชา, 4> - Caravain ระวังหนอนดุ

ตอนที่ 2 : ตอนที่๑ นักโทษประหาร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 พ.ย. 60

ชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดเก่าขาดสีหม่นแล้วถูกนำตัวออกไป 

เสียงดังครืด... ครืด... ดังมาเป็นระยะ

เสียงนี้ไม่ได้มาจากไหน มันมาจากโซ่ตรวนที่รัดเท้าของเขา โซ่ที่รัดและกดลงไปยังเท้าที่ม่วงคล้ำและดำสกปรกราวกับไม่ได้อาบน้ำมาแรมปี มือของเขาเองก็ถูกพันธนาการไว้ข้างหลังอย่างแน่นหนา ผู้คุมประมาณสิบคนเดินตามอย่างคุมเข้มบ่งบอกว่านักโทษที่กำลังเดินอยู่อันตรายเพียงใด

นักโทษผู้นี้คืออาคัง

อาคังเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาวัยกลางคน เขาเป็นนักโทษประหารที่จะถูกนำไปตัดหัวในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า น่าขันนักที่เขายังคงฮัมเพลงพร้อมรอยยิ้มแห่งความสุข

“มันคงบ้าไปแล้วมั้ง”

ใครคนหนึ่งพูดขึ้นเพราะเห็นท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวผิดวิสัยของนักโทษดังกล่าว ผู้คุมอีกคนเองก็มองพิจารณาด้วยสายตาดูถูกหยามหยัน 

“น่าสมเพชจริงๆ คิดจะก่อกบฏแต่สุดท้ายโดนจับตัว ต้องเสียสติเป็นบ้าน่าอนาถ”

“ขอเขกหัวมันหน่อยเถอะ หมั่นไส้มานานแล้ว” พูดพลางใช้นิ้วจิ้มลงไปยังศีรษะแรงๆ อาคังหัวแทบคะมำ แต่พอเงยขึ้นมาได้ก็ยังไม่หยุดร้องเพลง

“ข้ามฝั่งไปเป็นเมืองธารา ตะวันจันทรางามสดใส ดินแดนแห่งเสรีชนงามพิไล ข้าจะไปเป็นหนึ่งในชาวประชา” อาคังร้องเพลงปลุกใจของคณะปฏิวัติด้วยสีหน้าที่ไม่ยินดียินร้ายใดๆ ผู้คุมดึงตัวเดินออกจากคุก ข้ามบันไดไปทีละขั้น จนถึงลานประหารที่รายล้อมด้วยผู้คน

ตามปกติงานประหารมักเป็นคนชั่วร้าย ชาวบ้านที่มามักจะรุมสาปแช่งและเร่งให้จัดการให้ตาย

แต่วันนี้หาเป็นเช่นนั้นไม่

ผู้คนพันกว่าชีวิตยืนมุงกันจนแทบไม่มีอากาศหายใจ เจ้าหน้าที่หลักร้อยต้องถืออาวุธคุมเชิงป้องกันเพราะรู้ว่านักโทษคนนี้ร้ายแรงกว่าคดีไหนๆ

“อย่าประหารอาคังเลย”

“ฮือ... ไม่นะ”

“อาคัง ท่านอย่าทอดทิ้งพวกเรา”

บรรดาคนที่มามุงดูพากันร้องห่มร้องไห้ไห้น้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ที่คนที่ตนเคารพรักกำลังจะตายจากไป บางคนพยายามต่อสู้กับเจ้าหน้าที่แต่ก็ไม่เป็นผล หญิงสาวงดงามดวงตาโศกซึ้งคนหนึ่งอุ้มเด็กน้อยไว้แนบอกและมองขึ้นไปยังลานประหารด้วยความเศร้าโศก

“หุบปาก! อยากตายหรือไง!?” ผู้คุมตะคอกถามตาเขม็งแต่ก็ไม่สามารถทำให้เสียงคร่ำครวญลดน้อยลงไปได้ สักพักคนของทางการก็เดินขึ้นมาและพูดด้วยเสียงดังกึกก้อง

“นักโทษคนนี้คืออาคัง หัวหน้าคณะปฏิวัติมังกรทอง ผู้คิดกบฏต่อจักรพรรดินีคิลออล กอรี่โมสต์ ใฝ่ต่ำไปคบค้ากับชาวไฮโดรเมด้า โทษของมันคือประหารชีวิต!!

“โทษของมันคือประหารชีวิต!!”

“จับมันนั่งคุกเข่า ตอกมือมันไว้ แล้วทุบขามันให้กระดูกแตกละเอียด”

“ครับ”

ว่าพลางใช้ตะปูตัวใหญ่ตอกลงไปกลางหลังมือทั้งสองข้าง เลือดทะลักออกมาจนย้อมไม้ให้เป็นสีแดงฉาน อาคังกัดฟันกรอดแต่ก็ยังไม่วายร้องเพลงต่อเนื่องเป็นจังหวะ ครั้นมันใช้ไม้ทุบลงมาที่ขาเขากัดฟันเล็กน้อยแล้วกลับมาเป็นปกติ แน่นอนว่าเสียงของเขาก็ยังไม่หยุด

“ข้ามฝั่งไปเป็นเมืองธารา ตะวันจันทรางามสดใส...”

“...ดินแดนแห่งเสรีชนงามพิไล ข้าจะไปเป็นหนึ่งในชาวประชา”

คราวนี้ผู้คนที่มาพยายามร้องเพลงตามอย่างยากลำบาก ริมฝีปากของพวกเขาสั่นระริก ต่างจากอาคังที่ไม่แสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็น เสียงร้องของเขาไพเพราะกังวานจับใจ

หญิงสาวที่อุ้มเด็กเองก็ไม่มีน้ำตาให้ใครเห็นเช่นกัน

บัดนี้กระดูกขาทั้งสองข้างของอาคังแหลกละเอียด อาคังใช้มือยั้งไว้แล้วเชิดหน้าอย่างกล้าหาญ ผู้คุมเองยังแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าคนที่โดนทารุณแบบนี้จะยังคงยืนหยัดอยู่ได้ แม้แต่เขาเองอย่าว่าแต่ตีจนกระดูกเป็นผงเลย แค่ตอกมือลงไปก็คงร้องลั่นแล้ว

“มีอะไรจะสั่งเสียไหม?”

ชายหนุ่มพยักหน้า

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงอย่าทอดทิ้งความหวัง หาเพื่อนดีๆ สักหลายคน เดินทางตามหาเสรีภาพ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกๆ วัน”

พูดได้เท่านั้นผู้คนก็ปล่อยโฮออกมา ลานประหารเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ที่ออกมาจากหัวใจ หญิงสาวกอดเด็กไว้แนบอก ปรบมือแผ่วเบาให้กับนักโทษที่อยู่ด้านบน

อาคังหันมายิ้มให้นางแวบหนึ่ง แล้วจึงหันไปหาคนนับพันที่ยืนมองตัวเอง

“อย่าร้องไห้สิ... ข้าไม่ชอบเห็นใครร้องไห้รู้ไหม?” ดวงตาของอาคังสดใส ไม่มอมแมมเหมือนหน้าตา “หัวเราะซะ หัวเราะออกมาดังๆ ข้าอยากได้ยิน”

“ฮ่าๆๆๆๆ”

คนมากมายฝืนหัวเราะทั้งน้ำตา อาคังเองก็หัวเราะออกมาแล้วหันไปทางผู้คุม

“เอ้า ประหารซะ ตัดหัวข้าให้กระเด็นไปเลย”

“ประหาร!

ผู้คุมส่งสัญญาณ ใบมีดที่ออกแบบมาคล้ายรูปเท้าถูกยกขึ้นสูง แล้วจึงฟันฉับลงมายังลำคอจนขาด เลือดสาดกระจายออกมาพร้อมกับเสียงกรีดร้องของประชาชนที่เห็นภาพโหดร้ายสยดสยองตรงหน้า ศีรษะของอาคังกระเด็นกลิ้งหลุนๆ ลงไปกับพื้นจนมาหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว

แน่นอนว่าใบหน้านั้นก็ยังเปื้อนรอยยิ้ม...

แม้จะถูกทรมานอย่างไร อาคังก็ยังมีแต่รอยยิ้ม ไม่มีน้ำตาออกมาให้ใครเห็นแม้แต่หยดเดียว!!

......................................................................................................................................................

“เห้อ น่าสงสารจริงๆ”

หย่งฮั่น องค์ชายเพียงหนึ่งเดียวของหย่งหมินส่ายศีรษะไปมาระหว่างนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องบรรทม ตอนนี้บ้านเมืองของเขากำลังวุ่นวายอย่างหนักเพราะหย่งหมินเพิ่งตายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน และเมื่อเกิดการผลัดแผ่นดินก็มักเป็นช่วงวุ่นวายที่อาจถูกโจมตีได้ง่ายเสมอ

“ฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ!”

ทหารคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาชนิดไม่รอนางกำนัลหน้าห้องเข้าไปถามหย่งฮั่นให้อนุญาตก่อน แต่หย่งฮั่นเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องเยอะถือตัวหรือใส่ใจธรรมเนียมนักจึงไม่ได้ว่าอะไร

“มีอะไรเหรอ?”

“พวกลู่อี้เตรียมบุกมาชิงบัลลังก์ขึ้นนะฝ่าบาท”

“ว่าแล้วเชียว...”

“นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะมาบอกว่าแล้วเชียวแล้วนั่งเฉยๆ นะพะยะค่ะ!!

“ใครบอกข้านั่งเฉยๆ ข้าอ่านหนังสืออยู่”

“นี่ก็ไม่ใช่เวลามาอ่านหนังสือเหมือนกันพะยะค่ะ!!”

ท่าทีเดือดร้อนของทหารคนนั้นไม่ได้ทำให้หย่งฮั่นโกรธ แต่กลับทำให้หย่งฮั่นหัวเราะออกมาเบาๆ เขามองทหารที่จงรักภักดีต่อพ่อและเขามาตลอดชีวิตด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย

“แล้วท่านจะให้ข้าทำอย่างไร?”

“วางแผนรบ ไม่ก็สั่งการ หรือเขียนจดหมาย หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ลอยไปลอยมา เดี๋ยวพวกลู่อี้มันก็มายึดเมืองคืนหรอก ฝ่าบาทไม่กลัวหรือไง?”

“เจ้ากลัวเหรอ?”

“กลัวสิพะยะค่ะ กลัวแทนในส่วนของฝ่าบาทด้วย”

“ขอบใจที่เป็นห่วง แต่เจ้าไปพักก่อนเถอะ ข้าเองก็อยากพักเหมือนกัน”

“ฝ่าบาทพักมายี่สิบปีเท่าอายุแล้วพะยะค่ะ”

พูดเท่านั้นน้ำชาในปากของหย่งฮั่นก็พุ่งออกมาจนเต็มหน้าทหารคนสนิทที่ยืนอึ้งอยู่ จริงดังว่า บัดนี้เขาเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบปี ผิวขาว รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อสะอาดและดูใจดี คิ้วหนาเด่นเป็นเส้นตรง จมูกโด่ง ปากบาง แต่แทนที่เขาจะสนใจการบริหารบ้านเมืองอย่างองค์ชายทั่วไปเขากลับไม่เคยสนใจเลย

“แหะๆ”

หย่งฮั่นทำหน้าแหยที่ทำน้ำพุ่งเต็มหน้าอีกฝ่าย นายทหารหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดแล้วข่มอารมณ์ให้ปกติ

“ฝ่าบาท ข้าก็แค่อยากเตือน”

“ข้าเข้าใจในความเป็นห่วงของเจ้า เอาเป็นว่าข้าขอเวลาคิดบ้าง”

“ข้าให้เวลาฝ่าบาทสามสิบนาทีแล้วข้าจะมาเอาคำตอบว่าฝ่าบาทจะทำยังไง” ทหารพูดเสร็จก็ถวายความเคารพอย่างเสียไม่ได้และกระแทกเท้าใส่หลายที องค์ชายบ่นอุบกับตัวเอง

“สั่งซะข้าเป็นลูกเลี้ยง”

บ่นพลางวางหนังสือลงกับโต๊ะพลางเปิดตู้เสื้อผ้าดู

ในตู้เสื้อผ้าขององค์ชายหย่งฮั่นมีเสื้อกันหนาวสีชมพูแขวนอยู่ หย่งฮั่นยิ้มเล็กน้อยและหยิบมันออกมาสวมไว้ สายตาของเขาอ่อนโยน ชายหนุ่มกอดตัวเองไว้นิ่งอย่างรู้ดีแล้วว่าตัวเองจะทำอย่างไร  

ราตรีสวรรค์มาเปิดเรื่องใหม่แล้วนะคะ เซ็ทนี้เป็นเซ็ทนิทานพื้นบ้านของอาณาจักรต่างๆ เรื่องที่หนึ่งคือ Ugly and the Beast โฉมทรามกับเจ้าชายอสูร (นิทานยูโธเปีย) เรื่องที่สองคือ จ้าวดวงใจนายกุมภัณฑ์ (นิยายไฮโดรเมด้า) เรื่องที่สามคือ Ashen Life เถ้าชีวิต (นิยายเลอนา) เรื่องที่สี่คือ Caravian ระวังหนอนดุ (นิยายกอรี่กอรี่) ซึ่งเรื่องปิดท้ายจะเขียนหลังจากสามเรื่องด้านบนจบ อันนี้แต่งมาให้ดูก่อน ฝากไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของผู้อ่านทุกท่านด้วยค่ะ 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น