[Fic The Avengers] Little Steve Rogers!

ตอนที่ 7 : Chapter 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 143
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    25 มิ.ย. 62

โทนี่โยนประแจเบอร์สิบสองให้แขนกลที่อยู่อีกฟากหนึ่งของห้องแล็บ ดัมมี่หมุนตัวกลับมารับประแจนั่นได้อย่างแม่นยำ ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม

" เยี่ยมมากลูกพ่อ เอาหล่ะ เรามาลองอะไรที่มันเล็กลงอย่าง....ไขควงอันนี้เป็นไง? "

ยอมรับว่าตอนนี้เขา เบื่อมาก มากพอสมควรเลยหล่ะ งานเอกสารไร้สาระของบริษัทก็โยนให้เพพเพอร์เอาไปจัดการต่อแล้ว ชุดเกราะไอร่อนแมนก็อัพเดตระบบหมดแล้ว ไม่มีงานภารกิจอะไรจากชีลต์ ไม่มีเอเลี่ยนตัวม่วงพร้อมกองทัพบุกโลก เป็นวันธรรมดาๆวันหนึ่งที่หาได้ยากยิ่งนักในชีวิตซุปเปอร์ฮีโร่ของเขา ที่จริงมันจัดว่าเป็นเรื่องดีนะ แบบฮีโร่ไม่มีงานทำนั่นหมายความว่าโลกกำลังสงบสุข จะว่าไปที่นี่มันก็สงบสุขเกินไปจริงๆนั่นแหละ แปลกๆแฮะ....

" ฟรายเดย์ ทำไมเช้านี้มันเงียบๆจัง คนอื่นไปไหนกันหมด? "

" ธอร์ออกไปเยี่ยมเพื่อนของเขาที่เม็กซิโกคาดว่าสองสามวันจะกลับมา ดร.แบนเนอร์ออกไปข้างนอกเมื่อครู่ ส่วนเจ้าหน้าที่บาร์ตันกับเจ้าหน้าที่โรมานอฟต์พาสตีฟไปหาแซม วิลสันที่วอชิงตันดีซีตั้งแต่เช้าแล้วค่ะเจ้านาย "


เสียงสังเคราะห์ของAIสาวเอ่ยตอบทันทีทันใด โทนี่เลิกคิ้วแปลกใจ ไม่ใช่เรื่องที่ธอร์มีเพื่อนชาวมิดการ์ดแต่เป็นเรื่องที่สองสายลับพากัปตันจิ๋วไปต่างเมืองโดยไม่ได้แจ้งเอาไว้ต่างหากหล่ะ เจ้าของตึกเอ่ยขอพิกัจของสามคนนั้นจากฟรายเดย์ ไม่นานสถานะของพวกเขาก็ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอ...สวนสาธารณะเนชั่นแนล มอลล์

" หนีหายไปเที่ยวกันหมด ปล่อยให้ฉันนั่งเฝ้าบ้านเนี่ยนะ!? เยี่ยม "

กล่าวจบเขาก็ดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ล้อเลื่อนที่ตนนั่งอยู่เมื่อครู่ ไหนๆคนอื่นๆก็ไปเที่ยวกันหมดแล้ว ทำไมเขาจะไปบ้างไม่ได้หล่ะ ไม่ได้มีกฎห้ามโทนี่ สตาร์คออกไปขับรถกินลมชมวิวริมชายหาดหรูหรือซื้อที่ดินเก็บเข้ากรุเอาไว้เล่นๆสักสามสี่แปลงนี่หน่า ไปดำน้ำดูประการังที่เกาะทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวนะ เกาะบาหลี หรือ หมู่เกาะพีพีก็น่าสนใจ แล้วถ่ายเซลฟี่เอามาอวดเจ้าพวกนั้นโทษฐานทิ้งเขาไว้คนเดียวยิ่งเข้าท่า

" ฟรายเดย์เลื่อนงานประชุมและงานการกุศลทั้งหมดที่ผมต้องไปออกไปอีกสักอาทิตย์ ไม่สิ สองอาทิตย์ไปเลย แล้วก็ติดต่อนักบินให้ด้วย ฉันจะไป.... "

" ขออนุญาตขัดเวลาส่วนตัวสักครู่ได้ไหมคุณสตาร์ค? "

เสียงเรียบๆที่ดังขึ้นจากทางด้านหลังไม่ใช่เสียงของฟรายเดย์หรือเสียงของคนที่เขารู้จัก โทนี่ค่อยๆหันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงในชุดสีน้ำเงินเข้มแปลกตาพร้อมผ้าคลุมเลือดหมูที่ทอดยาวอยู่ทางด้านหลัง สร้อยคอทรงแปลกตาสีทองเป็นประกายแวววาวอยู่บนอกของเขา แม้จะมีรอยร้าวน่าเกลียดขนาดใหญ่พอสมควรอยู่แต่มันก็ไม่ได้ลดทอนความงามของมันลงไปได้เลย เจ้าของห้องขมวดคิ้ว

" ฟรายเดย์... "

ชื่อของAIสาวประจำตัวถูกเรียกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

" ต้องให้บอกสักกี่หนว่าอย่าเปิดประตูให้พวกเสนอขายประกันหรือโฆษณามายากลในชุดย้อนยุคอะไรก็แล้วแต่ขึ้นมาด้านบนนี้! ให้รออยู่ตรงเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ข้างล่างก็พอไม่ก็ส่งให้ไปคุยกับเพพเพอร์ "

" เจ้านายคะ...เขาไม่ได้เข้ามาทางประตูค่ะ ดิฉันไม่มั่นใจว่าจะห้ามไม่ให้เขาเข้ามาได้อย่างไร "

เพราะคำพูดของฟรายเดย์ ดวงตาสีเปลือกไม้เหลือบมองไปทางประตูของห้องแล็บที่ยังคงปิดสนิท...ก่อนจะเลื่อนกลับมาจ้องแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ โทนี่เพิ่งจะตระหนักได้ว่าด้านหลังของชายแปลกหน้าคนนี้คือวงกลมประกายไฟสีส้มขนาดใหญ่มากพอที่จะให้คนตัวสูงๆขนาดธอร์เดินผ่านได้สบายๆ แต่ด้านในวงกลมนั้นกลับไม่ใช่อีกฝั่งหนึ่งของแล็บแบบที่ควรจะเป็นแต่กลับกลายเป็นห้องๆหนึ่งที่มีบรรยากาศไม่คุ้น ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับคำว่าพิพิธภัณฑ์มากกว่าบ้านพักอาศัย

" ผมไม่ใช่นักมายากลหรือคนขายประกันหรอกนะคุณสตาร์ค ผมดร.สเตรจ์ สตีเฟ่น สเตรจ์ เรามีเรื่องต้องคุยกัน "

โทนี่จำได้ คนตรงหน้าคือคนที่นิค ฟิวรี่เอ่ยถึงเมื่อวันก่อน จอมขมังเวทย์ของโลกผู้มีหน้าที่ดูแลอัญมณีแห่งเวลาที่ถูกขโมยไปโดยฝีมือของดร.ดูม

" คุณควรจะติดต่อทีมของผมก่อนนะ พวกเขาออกไปข้างนอกกัน.... "

ไม่ทันจะได้เอ่ยจบประโยค วงเวทสีส้มก็เคลื่อนโถมเข้าใส่ตัวของเขา รู้ตัวอีกที ภาพห้องแล็บก็ถูกแทนที่ด้วยสถานที่อีกที่หนึ่ง โทนี่อ้าปากค้าง ว้าว...เรื่องนี้ต้องมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์สิ เมื่อหายตกใจแล้ว มหาเศรษฐีก็กวาดตามองไปรอบๆห้อง คลิ้นท์กับนาตาชาในชุดออกกำลังกายนั่งอยู่บนโซฟาสีเลือดหมูฝั่งตรงข้ามกับเขา หญิงสาวโบกมือให้เป็นเชิงทักทาย เจ้าชายแอสการ์ดนั่งอยู่ถัดไปพร้อมแก้วเบียร์ในมือ สาบานต่อเตาปฏิกรณ์อาร์ค โทนี่เห็นว่าของเหลวสีเหลืองในแก้วนั่นเพิ่มปริมาณของมันเองทุกๆครั้งที่ธอร์ดื่มเข้าไป ดร.แบรนเนอร์ยังดูตื่นๆตกใจกับบรรยากาศรอบตัวอยู่ เขายืนกอดอกนิ่งควบคุมสติอยู่แถวๆชั้นวางหนังสือที่แทบจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับผนังของห้อง สมาชิกหลักของทีมอเวนเจอร์อยู่กันพร้อมหน้าเว้นไว้เพียงคนหนึ่ง...

" คุณสองคนไม่ได้พาสตีฟไปที่เนชั่นนอล มอลล์หรอกหรอ? แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน!? สตีฟหล่ะ!? "

" ใจเย็นหน่าโทนี่ ดร.สเตรนจ์พาเรามาที่นี่ก่อนคุณเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วหล่ะ สตีฟปลอดภัยดี เขาอยู่กับแซม เราไว้ใจเขาได้ "

นาตาชาเปรมให้บุรุษเกราะเหล็กเลิกโวยวายตีโพยตีพาย แค่เรื่องที่พวกเขากำลังประสบกับการร่วงลงมาจากวงเวทก็น่าปวดหัวมากพอแล้ว เธอยังไม่อยากเจอความวุ่นวายอะไรเพิ่มเติมเข้ามาอีก

" ต้องขอโทษด้วยที่พาพวกคุณมาโดยพลการณ์ จริงๆเราควรจะเจอกันให้เร็วกว่านี้แต่...จากการปะทะกันกับดร.ดูมคราวก่อน ทำให้พลังเวทของผมอ่อนลงไปมากทำให้ต้องใช้เวลาสักพักในการรักษาตัว "

เจ้าของบ้านกลับมาอีกครั้งหลังจากที่หายไปเตรียมน้ำชามาเพื่อต้อนรับแขก แก้วชาใบน้อยลอยตรงไปหาผู้มาเยือนคนใหม่ด้วยตัวของมัน...อันที่จริงคือ พลังเวทมนตร์ แน่นอนว่าหากเป็นเวลาปกติ โทนี่คงไม่รับไว้แน่ เขาไม่ชอบรับของจากมือ(?)ใคร ใครๆก็รู้เรื่องนี้ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ นักประดิษฐ์หนุ่มคว้าถ้วยนั้นเอาไว้ก่อนจะเอามือปัดผ่านด้านบนและด้านล่างของถ้วย หากลไกการทำงานของมัน บางทีอาจจะมีถาดล่องหนอยู่ด้านใต้ ไม่ก็ใช้แรงแม่เหล็กโลกช่วยให้มันลอยได้หล่ะมั้ง

" แล้วก็ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้พวกคุณต้องมาเกี่ยวข้องกับเรื่องวุ่นวายนี้... ผมกับดร.ดูมเป็นศัตรูกันมานานหลายปีแล้วจากทัศคติที่ไม่ตรงกันของเราทั้งคู่ ดูมกระหายในพลังอำนาจมากเกินไป ผมติดตามข่าวคราวของเขาช่วงระยะหนึ่งทำให้พอจะเดาแผนการร้ายของเขาออกอยู่บ้าง.... "

จอมขมังเวทย์เว้นจังหวะ ดวงตาสีฟ้าผสมเขียวเหลือบมองไปทางอดีตสายลับรัซเซียเล็กน้อย

" จากการที่เขาบุกมาขโมยมณีเวลาไปจากผมและสิ่งที่เกิดขึ้นกับกัปตันโรเจอร์ นั่นทำให้การคาดเดาของผมแม่นยำมากขึ้นไปอีก "

" เดี๋ยวๆ ขอขัดอะไรหน่อยนะ...แบบว่าเขาชื่อดร.ดูม สะกดยังไงนะ? Dooms หรอ? เขาคงไม่คิดจะวางแผนทำdoomsday(วันสิ้นโลกตามหลักศาสนาคริตส์) หรอกใช่ไหม? "

โทนี่เอ่ยขัดพร้อมน้ำเสียงทีเล่นทีจริงอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา เห้ๆ อย่ามองกันแบบนั้น บรรยากาศในนี้มันชักจะเครียดมากเกินไปแล้ว ผ่อนคลายลงหน่อยไม่ตายหรอกหน่า!  สีหน้าของคนอื่นๆในห้องนั้น ผิดไปจากที่โทนี่คาดเอาไว้มาก พวกเขาดูตื่นตกใจ? กับสิ่งที่เพิ่งได้ยินเมื่อครู่ หรือว่า....ไม่เอาหน่า...ไม่จริงใช่ไหมเนี่ย....

" ถูกแล้วหล่ะคุณสตาร์ค ดร.ดูมคิดจะล้างบางโลกใบนี้ "

-----------------------------------------------------------------------------------------

" แซม "

" มีอะไรหรอสตีฟ? "

ฟอลคอนเงยหน้าขึ้นมามองเพื่อนสนิทย้อนวัยของตนที่เดินออกมาจากโซนสนามเด็กเล่นมาหยุดอยู่บริเวณปลายเท้าของเขา ใบหน้าและเรือนผมมอมแมมเล็กน้อย สองมือยังคงถือชุดอุปกรณ์ตักทรายพลาสติกอยู่ เด็กชายมองซ้ายขวาก่อนจะถามต่อ

" ทาชากับคลิ้นท์ยังไม่กลับมากันอีกหรอครับ? ซุ้มขายไอศครีมก็ไม่ได้ไกลขนาดนั้นสักหน่อย "

ผู้ถูกถามชะงักไป จริงสิ ตั้งแต่สองคนนั้นอาสาไปซื้อขนมเขาก็มัวแต่นั่งอ่านหนังสือปรัญชาจนไม่ทันสังเกตว่าพวกเขายังไม่กลับกันมาเลยด้วยซ้ำ ชายผิวดำคว้าสมาร์ทโฟนของตนขึ้นมาดู...ไร้ซึ่งข้อความหรือสายมิสคอลใดๆ 
น่าแปลก...อาจจะเป็นไปได้ว่าพวกเขาคงจะมีภารกิจด่วนเข้าแต่มันรีบเร่งมากถึงขนาดไม่ได้ทันบอกกันเลยงั้นหรอ?ถ้าจะให้สันนิษฐานว่าโดนคนร้ายลักพาตัวไป ก็คงเป็นไปได้ยากมาก...นั่นหน่ะสายลับตัวท็อปของชีลต์เชียวนะ คงต้องยกมาทั้งกองทัพเลยมั้งถ้าคิดจะลอบทำร้ายพวกเขา นั่นยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงเขาเองก็ต้องรู้สึกตัวถึงสิ่งผิดปกติบ้างเหมือนกัน

" นั่นสินะ...สองคนนั้นไปซื้อไอศครีมถึงไหนกันนะ? สงสัยคงซื้อตั๋วเครื่องบินไปรีดนมวัวมาทำไอศครีมที่เนเธอร์แลนด์อยู่หล่ะมั้ง55555 "

แซมเอ่ยตอบด้วยมุกตลกพร้อมหัวเราะไปพร้อมๆกับร่างเล็ก แต่ในใจก็แอบกังวลอยู่ไม่น้อยว่าคลิ้นท์กับนาตาชาหายไปไหนกันแน่...คงไม่ได้แอบหนีไปสวีตกันสองต่อสองอยู่หรอกนะ!!!!

สตีฟกลับเข้าไปในโซนสนามเด็กเล่นเพื่อหาพลั่วพลาสติกสีแดงที่เขาน่าจะลืมทิ้งเอาไว้ในกระบะทรายหลังจากที่นั่งคุยเล่นกับแซมไปสักพักแล้วถึงจะรู้สึกตัว ร่างเล็กก้มๆเงยๆอยู่ด้านหลังโดมขนาดใหญ่บริเวณตรงกลางของกระบะทรายที่เขาเข้ามาเล่นข้างในนี้ แต่ไม่มีวี่แววของสิ่งที่ตามหาอยู่เลย สตีฟถอนหายใจ นั่นเป็นของเล่นที่โทนี่ซื้อให้ด้วยสิ ถึงแซมจะบอกตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วก็เถอะว่าหากหาไม่เจอก็ไม่มีปัญหาอะไร โทนี่มีเงินเหลือเฟือมากพอที่จะซื้อพลั่วของเล่นอันใหม่ให้อีกสิบยี่สิบอัน เผลอๆอาจจะซื้อโรงงานผลิตของเล่นให้ได้เลยด้วยซ้ำไป... แต่ถึงอย่างนั้นเด็กชายก็รู้สึกผิดอยู่ดี เขาปาดเหงื่อที่เริ่มไหลลงมาตามสีข้างก่อนจะก้มลงควานหาของหายในกองทรายต่อ

" มีอะไรให้ช่วยไหม? ฉันเห็นนายก้มๆเงยๆหาอะไรสักอย่างมาสักพักแล้วนะ "

เสียงใสดังขึ้นจากทางด้านหน้า บริเวณตรงนั้นคือเด็กหญิงในชุดเสื้อแขนยาวลายทางกับกางเกงขาสามส่วน ผมสีน้ำตาลเข้มเฉดเดียวกับดวงตาของเธอถูกปล่อยสยายอยู่บนไหล่ เธอกำลังส่งยิ้มหวานมาให้ สตีฟชะงัก...เขาไม่ค่อยจะมีเพื่อนสักเท่าไหร่ในบรูคลินเพราะไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนกับไอ้ขี้ก้างอย่างเขา การที่จู่ๆก็มีเด็กผู้หญิงเข้ามาคุยด้วยแบบนี้เป็นอะไรที่แปลกมาก มันทำให้สตีฟหวั่นใจและประหม่าไม่น้อย นี่เป็นการรวมหัวแกล้งเขาของเด็กหัวโจกแถวๆนี้หรือเปล่านะ? แต่รอยยิ้มของคนข้างหน้าดูซื่อตรงเกินกว่าจะเป็นการแกล้ง คุณปู่หวานเย็นร่างเด็กเลยตอบตกลง

" ครับ ผมกำลังหาพลั่วสีแดงอันประมาณเท่านี้หน่ะครับ.... "

เด็กชายกะขนาดของของเล่นให้คนตัวสูงกว่าดู เธอพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเดินแยกไปอีกทางหนึ่งแล้วทิ้งตัวนั่งยองๆ สองมือปัดเนินทรายแถวๆนั้นออกเพื่อตามหาพลั่ว สตีฟเห็นดังนั้นแล้วจึงกลับไปให้ความสนใจกับบริเวณที่ตัวเองกำลังขุดอยู่เมื่อครู่ สตีฟเจอตุ๊กตาทหารจิ๋วสีเขียวแบบที่เขามีอยู่ที่บ้านสองสามตัว กับเศษส้อมพลาสติกอีกหนึ่งคันใต้กองทรายแต่ไม่มีอะไรที่ดูคล้ายพลั่วที่เขากำลังหาอยู่เลย ทันใดนั้นเองเด็กผู้หญิงคนเมื่อครู่ก็วิ่งกลับมา ท่าทางกระหืดกระหอบชอบกล

" เจอแล้วอันหนึ่งที่ดูคล้ายของนาย แต่ว่ามัน.... "

----------------------------------------------------------------------------------------------------

พลั่วสีแดงสดอันนั้นเป็นของสตีฟแน่นอน เอาหัวเป็นประกันได้เลย สตีฟจำได้แม่น เอาหล่ะตอนนี้พวกเขาเจอมันแล้วแต่ปัญหาก็คือ...

เด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกับเขาแต่ตัวใหญ่กว่าเยอะ กำลังโบกพลั่วที่ว่านั่นอยู่บนปราสาทไม้ตรงบริเวณมุมหนึ่งของสนามเด็กเล่น มีเด็กชายอีกสองคนยืนขนาบข้างตามสูตรของแก๊งค์เด็กหัวโจก เด็กหญิงยังไม่ทันจะพูดอะไรสตีฟก็ตรงเข้าไปหาเจ้าพวกนั้นทันที

" ขอพลั่วนั่นคืนได้ไหมครับ? ผมคิดว่ามันเป็นของผมนะ "

คนตัวโตกว่าทำเพียงแค่เหลือบมองลงมา ก่อนจะเชิดหน้าหนีไม่สนใจและเล่นบทบาทสมมติเป็นพระราชาของตนต่อกับลูกสมุนสองคนของคนของตนเอง สตีฟขมวดคิ้ว เด็กชายผมทองเอ่ยปากขอพลั่วคืนอีกรอบหนึ่งนั่นแหละถึงจะเรียกความสนใจจากคู่กรณีได้

" ไม่! ฉันเป็นคนที่เจอมันตกอยู่เพราะฉะนั้นพลั่วนี่ก็ต้องเป็นของฉัน! "

เด็กชายอีกสองคนส่งเสียงรับเป็นลูกคู่คอยสนับสนุนความคิดตรรกะแบบเด็กเอาแต่ใจนั่นอยู่บริเวณโคนเสาของปราสาท

" แต่มันเป็นของผมนะ! ผมลืมเอาไว้ ขโมยของคนอื่นแบบนี้เขาเรียกว่าขี้ขโมย! "

เมื่อโดนว่าแบบนั้นแล้ว เด็กชายตัวโตก็กระโดดลงมาจากจุดที่ตนเคยนั่งเล่นอยู่ พอมายืนเผชิญหน้ากันแบบนี้ยิ่งทำให้เห็นถึงความแตกต่างของขนาดตัวอย่างเห็นได้ชัดเจนแต่สตีฟไม่กลัวหรอก เขาจะไม่ยอมให้ใครมาทำตัวนิสัยเสียใส่แบบนี้อย่างแน่นอน ไม่ทันที่จะได้เอ่ยขอพลั่วคืนอีกหน ร่างหนาก็ผลักเด็กชายผมบลอนด์ล้มลงไปกองที่พื้น แซมนั่งอยู่ไกลเกินไปแถมยังกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือทำให้เขาไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เด็กหญิงเข้าไปช่วยประคองให้สตีฟลุกขึ้นยืน เขาปัดทรายออกจากเสื้อก่อนจะพุ่งเข้าหาคนตัวโตกว่าอีกรอบ

" เอาคืนมานะ!! "

สตีฟพุ่งเข้าไปหมายจะคว้าพลั่วของตนเองคืนและถูกผลักล้มซ้ำไปซ้ำมาอยู่เกือบสิบครั้ง แน่นอนว่าเด็กชายยังคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ กลุ่มเด็กนิสัยไม่ได้หัวเราะเยาะเย้ยให้กับท่าทีของสตีฟที่ยังไงก็ไม่มีทางเอาชนะพวกเขาได้ จนสุดท้ายเด็กหญิงที่ยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นทนไม่ไหวตะโกนออกไปก่อนที่สตีฟจะถูกผลักล้มอีกรอบ

" คืนพลั่วให้เขาไปนะ!!! พ่อบุญธรรมของฉันเป็นตำรวจ! ฉันจะให้เขาจับพวกนายข้อหาลักขโมยและทำร้ายร่างกายคนอื่น! "

นั่นแหละเจ้าพวกเด็กเกเรถึงจะยอมแพ้ คนที่เป็นหัวโจกโยนพลั่วทิ้งลงบนพื้นก่อนจะรีบวิ่งหนีเตลิดจากตรงนั้นไปให้ไกลที่สุด เด็กหญิงกอดอกยกยิ้มอย่างผู้ที่มีชัยก่อนจะหยิบของเล่นพลาสติกสีแดงขึ้นมาปัดเศษทรายออกจากมันจนมั่นใจว่าสะอาดดีแล้วจึงส่งคืนให้สตีฟ

" อ่ะ ของนาย ทั้งๆที่รู้อยู่ว่ายังไงก็สู้แรงเจ้านั่นไม่ได้แต่ก็ยังพยายาม ฉันชักชอบนายแล้วสิ! "

สตีฟหน้าแดง มีใครจะไม่หน้าแดงเวลาโดนเด็กผู้หญิงอายุมากกว่าเอ่ยชมกันบ้างหล่ะ ไว้กลับไปบรูคลินเมื่อไหร่ เขาจะรีบเอาเรื่องนี้ไปอวดบัคกี้ก่อนเป็นเรื่องแรกเลยคอยดูสิ! 

" ขะ...ขอบใจนะ...ที่ช่วย เออ...ผมสตีฟ สตีฟ โรเจอร์ "

" ฉันชื่อเคตธี แลงค์ ยินดีที่ได้รู้จักนะสตีฟ! ชื่อนายฟังดูคุ้นๆจังแต่ช่างมันเถอะ สนใจไปเล่นชิงช้าด้วยกันไหมหล่ะ? "

" อื้ม! เอาสิ "


----------------------------------------------------------------------------------------------------

" ....ถ้าผมคิดไม่ผิด ปืนใหญ่และอัญมณีแห่งเวลา หากดร.ดูมสามารถแก้ไขสมการพลังงานที่จะขยายอาณาเขตพลังของมณีได้ครอบคลุมทั่วทั้งโลก เขาก็จะทำการย้อนเวลาโลกใบนี้กลับไปสู่ยุคแรกเริ่มของมนุษย์ นั่นจะทำให้เขากลายเป็นพระเจ้าที่อยู่เหนือสรรพชีวิตของโลกใบนี้ได้ไม่ยาก "

" โววววว นั่นมันหายนะครั้งใหญ่หลวงชัดๆ ประวัติศาสตร์  อารยธรรมของมิดการ์ดเดี้ยนจะผิดเพี้ยนไปจนหมด เราจะยอมให้ดูมทำแบบนั้นไม่ได้นะ เราต้องหยุดเขา "

ธอร์ออกความเห็นทันทีที่ดร.สเตรนจ์เอ่ยจบ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ นี่มันเป็นปัญหาใหญ่มากๆ สมดุลของจักรวาลจะต้องผิดเพี้ยนหากพวกเขายับยั้งแผนการนี้ไม่ได้ และไม่แน่ดร.ดูมอาจจะไม่ได้หยุดแค่ครองโลก ไม่อยากจะคิด ถ้าหากจอมขมังเวทย์วายร้ายนั่นย้อนเวลาจักรวาลนี้ด้วยแล้วหล่ะก็...แอสการ์ด โลกอื่นๆ กาแล็กซี่อื่นๆเองก็กำลังจะตกอยู่ในอันตราย

" แต่เราจะหยุดเขายังไงหล่ะ? "

คลิ้นท์ถามต่อ 

" ฉันยืนยันให้เรายึดแผนเดิมของชีลต์ ชิงมณีคืนมา ถ้าไม่มีมันปืนนั่นก็จะทำงานไม่ได้ แผนของดูมก็จะล่ม "

" แล้วเราจะหามณีนั่นได้ยังไงหล่ะจ๊ะ ที่รัก? "

เกิดความเงียบขึ้นไปสักพัก สิ่งที่โทนี่ถามคือปัญหาหลักที่พวกเขาเจอมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว จะหาตัวดร.ดูมได้อย่างไร? อีกฝ่ายเป็นถึงจอมเวทย์มากความสามารถที่วาร์ปไปวาร์ปมาอยู่บนโลกพร้อมปืนใหญ่และอัญมณีอินฟินิตี้สโตนที่มีพลังมหาศาล แต่พอมาคิดๆดูแล้ว ดร.แบรนเนอร์รู้สึกว่าเหมือนเขาเจอเดจาวูอะไรบางอย่าง

จอมเวทย์เสื้อคลุมเขียวๆ...

วาร์ปไปก็วาร์ปมา...

มีอินฟินิตี้สโตนอยู่กับตัวด้วยอีกต่างหาก...

ภาพน้องชายตัวดีของธอร์พร้อมหมวกเกราะเขาโค้งสีทองของเขาและสงครามครั้งแรกของธีมอเวนเจอร์ปรากฏขึ้นมาอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนในความคิดของอัจฉริยะฟิสิกส์

" ธอร์...เป็นไปได้ไหมว่าไทม์สโตนจะปล่อยรังสีแกรมม่าอ่อนๆออกมาเหมือนกับเทรดเซอร์แรค? "

เทพเจ้าแห่งสายฟ้าพยักหน้ารับ มันเป็นอินฟินิตี้สโตนเหมือนๆกัน นอกจากพลังของมันที่แตกต่าง โครงสร้างอย่างอื่นย่อมน่าจะคล้ายคลึงกัน

" ในเมื่อมันเป็นมณีแบบเดียวกัน ทำไมเราถึงไม่ใช้วิธีเดียวกันกับที่เคยใช้ตามหาโลกิหล่ะ? โปรแกรมสแกนรังสีแกรมม่าที่ผมกับโทนี่เคยประดิษฐ์ด้วยกันไง! เราสามารถใช้มันตามตัวดร.ดูมได้เหมือนกัน เชื่อผมสิดร.ดูมไม่ทิ้งมณีไว้ห่างจากตัวเขาหรอก "

แม้ว่าตัวโปรแกรมที่เคยทำเอาไว้นั้นจะพังลงไปพร้อมกับเฮริแคร์รี่เออร์ลำเก่าเรียบร้อยแล้ว แต่โทนี่เชื่อว่าเขากับบรูซสามารถกู้โปรแกรมคืนมาได้อย่างแน่นอนภายในไม่กี่ชั่วโมง ถ้าไม่มีปัญหาอะไรมาขัดขวาง

" อาจจะช้ากว่าหน่อยเพราะดร.ดูมเองก็เป็นอัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์  บางทีเขาอาจจะมีวิธีป้องกันการแผ่ของรังสีแกรมม่า แต่ไม่ลองไม่รู้หรอก! "

โทนี่เอ่ย แผนของบรูซมีเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จสูงมากพอที่จะลอง เมื่อตกลงหน้าที่กันเสร็จเรียบร้อยแล้ว จอมขมังเวทย์หนุ่มก็ส่งสมาชิกทีมอเวนเจอร์กลับไปยังจุดเดิมที่เอาตัวพวกเขามาแต่ครั้งนี้หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มขอเป็นแบบที่ไม่ต้องร่วงลงไปในวงเวทอีก นาตาชาไม่ชอบความรู้สึกของการไร้สัมผัสใต้สองเท้าเอาเสียเลยและการร่วงแบบนั้นทำให้เธอต้องเสียไอศครีมไปฟรีๆถึงสี่โคน

----------------------------------------------------------------------------------------------

แฮ่! มาอัพแล้วแหละ ห๊ะ? อะไรนะมาอัพก่อนเวลาปกติมีแผนอะไรหรือเปล่า-- ใช่ คือที่ไรท์มาอัพทิ้งไว้ก่อนเลยเพราะเสาร์-อาทิตย์นี้ไรท์ติดธุระอาจจะไม่ได้อัพเลยมาทิ้งไว้ก่อนล่วงหน้าแต่เนินๆเลย55555+ อ่อ อีกเรื่อง อย่าลืมกดใจ&คอมเม้นต์ทิ้งเอาไว้ให้เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะ คอมเม้นต์น้อยเหลือเกิน ฮือๆๆๆๆ;;0;;



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

31 ความคิดเห็น

  1. #12 เสี่ยวยาหลี (@chaleehigh) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 11:21
    ชอบมากเลยค่ะ ติดตามนะคะ
    #12
    0
  2. #10 Tangmo2501 (@Tangmo2501) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 14:21
    สู้ๆคะเป็นกำลังใจให้
    #10
    0