มือปราบเจ้าหัวใจ

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,863
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    29 ก.ค. 60



สำหรับคอE-book โหลดได้แล้ววันนี้!

มือปราบเจ้าหัวใจ
อัคนี
www.mebmarket.com
ร้อยตำรวจเอกคณินทร์ เวโรจน์นายตำรวจหนุ่มหล่อจากหน่วยป.ป.ส.ผู้มีฝีมือแฮกเกอร์ระดับโลกได้รับมอบหมายให้แฝงตัวเข้าไปสืบหาคนร้ายในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งงานในหน้าที่เขาไม่เคยหวั่นแต่จะทำอย่างไรดีกับมินตรา...สาวแว่นจอมโก๊ะที่ดันสะกิดสะเกาหัวใจเขาให้อยากได้ตัวเธอขึ้นมาตงิด ๆคณินทร์คงจะไม่คิดหนัก ถ้ามินตราไม่เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเมื่อต้องเลือกระหว่างภารกิจหลักกับภารกิจรัก เขาจะเลือกสิ่งไหนมันจะเป็นไปได้หรือไม่หากภารกิจทั้งสองจะเดินหน้าไปพร้อมกัน



            

                ภายในบ้านเดี่ยวหลังใหม่ เจ้าของเพิ่งจัดบ้านเสร็จเรียบร้อย ข้าวของต่าง ๆ ที่เคยจัดวางตั้งแต่วันแรกย้ายเข้าหลายชิ้นถูกสับเปลี่ยนตำแหน่ง ชายหนุ่มร่างสูงผู้เป็นเจ้าของถอยหลังมายืนกลางบ้านมองดูผลงานด้วยสายตาพึงพอใจเช่นเดียวกับห้องอื่น ๆ จากนี้ไม่ว่าเขาจะออกไปแล้วกลับมาอีกกี่ครั้งย่อมสังเกตได้หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น

                คณินทร์เดินเข้ามายังห้อง ๆ หนึ่ง นั่งลงตรงหน้า ลูกรัก

                “เล่นอะไรดีล่ะลูกพ่อ” เสียงห้าวทุ้มดังขึ้นโดยไม่มีใครอื่นอยู่ในห้องทำงานใหม่เอี่ยมเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทันสมัย...ก็จะมีใครในเมื่อคุยกับแลปท็อป มันตอบกลับมาด้วยความเงียบฉี่ คณินทร์จึงคว้าลูกดอกใกล้มือบนโต๊ะนั่นเองปาขวับตรงไปยังแผนที่โลกติดบนผนังห้องฝั่งตรงข้าม ลูกดอกนั้นปักลงกึ่งกลางสติ๊กเกอร์วงกลมสีเขียวเขียนข้อความบางอย่างที่แปะอยู่บนแผนที่ประเทศเกาหลีใต้ ชายหนุ่มอ่านข้อความนั้นซึ่งก็คือชื่อยี่รถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง “ก็ดีนี่”

                เสียงเดิมดังขึ้นอย่างพอใจ หันกลับมายังหน้าจอเพื่อเริ่ม เล่น กับระบบเครือข่ายหาทางเจาะเข้าสู่ฐานข้อมูลเป้าหมาย ระบบข้อมูลของบริษัทดังกล่าวค่อนข้างซับซ้อนทีเดียวนับว่าคนออกระแบบระบบมีฝีมือในการรักษาความปลอดภัยอย่างมากทำให้คนพยายามจะลองของต้องปล้ำอยู่กับมันเป็นนาน

แล้วก็ไม่เกินความสามารถ ข้อมูลทั้งลับและไม่ลับปรากฎอยู่บนหน้าจอ หากเป็นแฮ็กเกอร์คนอื่นคงหาเรื่องลองวิชาด้วยการปล่อยของเล่นตัวป่วนลงในระบบแต่คณินทร์ไม่ใช่ เขาต้องการแค่ลับฝีมือกับฝ่ายป้องกันแล้วถอยกลับออกมา ไอ้ของเล่นอย่างไวรัส เขาเอาไว้ใช้กับศัตรูก็ยังไม่สาย

                “เฮ่อ”

            ชายหนุ่มถอนหายใจ ไม่ใช่อะไร เป็นเพราะความอึดอัดจากการรอคอย ปกติเขาจะได้รับมอบหมายงานทีละงาน แต่ละภารกิจกินเวลามากน้อยแตกต่างกันอย่างต่ำประมาณหนึ่งเดือนขึ้นไป ราวกับผู้บังคับบัญชาจงใจโยนคดีหิน ๆ ให้เขาโดยเฉพาะ ภารกิจล่าสุดนี้ก็เช่นกัน จากข้อมูลขั้นต้นทำให้ทางหน่วยตัดสินใจส่งเขาเข้าไปสืบแล้วทางก็เปิดรอเขาอยู่เสียด้วยจึงบังเอิญให้ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายไอทีของพงศ์พลฟู้ดส์ว่างลงในช่วงนี้ เพียงแต่การสมัครผ่านไปแล้วที่ยังเหลือคือคำตอบ

                ...ห้าวันผ่านมาทุกอย่างยังเงียบฉี่...

                “เมื่อไหร่จะตอบมาวะ” คณินทร์บ่นเสียงขุ่น หันมาคว้าแป้นคีย์บอร์ดอีกครั้ง คราวนี้ไม่ต้องปาลูกดอกให้เมื่อยเพราะเป้าหมายของเขาคือระบบข้อมูลบริษัท พงศ์พลฟู้ดส์ จำกัด เทียบกับฐานข้อมูลบริษัทยักษ์ใหญ่ในเกาหลีใต้เมื่อครู่ก่อน ระบบความปลอดภัยของพงศ์พลฟู้ดส์ยังอ่อนกว่ามาก ใช้เวลาไม่เท่าไหร่นายตำรวจหนุ่มผู้มีปริญญาด้านไอทีติดตัวอีกใบหนึ่งก็เจาะได้สำเร็จ

                ข้อมูลต่าง ๆ ตรงหน้าเป็นสิ่งที่คณินทร์เห็นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนแต่ผู้กองหนุ่มก็ยังย้อนทวนดูจนละเอียดยิบเพื่อพบว่าไม่มีจุดไหนผิดสังเกตพอให้รู้สึกว่าคนในบริษัทนี้เกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย

                คณินทร์รามือ ปิดเครื่องคอมพ์พ่นลมหายใจทิ้งตัวพิงพนักสีหน้าเซ็งสุดขีด หากให้คิดถึงความเป็นไปได้ในตอนนี้เขาคงเดาได้เพียงว่าหนึ่งพวกมันป้องกันข้อมูลดีมากจนเขาไม่สามารถผ่านระบบเข้าสู่ส่วนที่ลับสุดยอดได้หรือสองคือสิ่งที่ต้องการไม่ได้ล่องลอยอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์นั่นหมายความว่าการจะได้มันมาต้องแทรกซึมเข้าไปสืบหาด้วยตัวเองเท่านั้น

                “ไอ้โจรโลว์เทคเอ๊ย!” ชายหนุ่มสบถแล้วชะงัก เดินมาด้านนอกมองผ่านกระจกหน้าต่างใสแจ๋วออกไปมองว่าใครเป็นคนกดกริ่ง “จ่าจ้อน”

 

                “ไปไงมาไงน่ะจ่า” คณินทร์เอ่ยทักจ.ส.ต.ขจรที่กำลังง่วนอยู่กับการถอดหมวดกันน็อค หน้าจ่าคู่หูโชกไปด้วยเหงื่อ อากาศร้อนอย่างนี้ขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าการจราจรมาสภาพก็ไม่ต่างไก่ย่างไฟ ผู้กองหนุ่มนึกแล้วแซวยิ้ม ๆ “สุกได้ที่มาเชียว”

                “อะไรครับ” ขจรงงตามมุกไม่ทัน มองตามผู้กองหนุ่มเดินหายเข้าครัวแล้วกลับออกมาอีกครั้งพร้อมแก้วน้ำในมือ

                “เอ้าดื่มซะหน่อย ไม่มีอะไรหรอก จู่ ๆ เห็นมาก็ถามดู”

                “ผมทนรอไม่ไหวน่ะสิผู้กอง ทำไมป่านนี้ยังไม่มีคำตอบอีก ฝีมืออย่างผู้กองผมไม่อยากเชื่อว่าจะคว้าไอ้ตำแหน่งหัวหน้าไอทงไอทีอะไรนั่นไม่ได้” จ่าจ้อนจิบน้ำพลางพูดเป็นชุด

                “ผมไม่คิดถึงขนาดนั้นหรอก” นั่งลงบนโซฟาตรงข้ามคู่หู “ยังไงผมก็เป็นตำรวจนะจ่า บังเอิญหรอกที่เรียนด้านนี้มาถึงพอรู้บ้าง”

                สีหน้ากับท่ากลืนน้ำลายของขจรแสดงว่าคิดค้านเต็มที่ “ผู้กองพูดอะไร พอรู้ นั่นน่ะเหรอครับเรียกพอรู้”

                “ไม่งั้นป่านนี้ผมคงได้รับข่าวดีแล้วสิ”

                “เอ แต่ของพวกนี้มันต้องพิจารณากันนานอยู่นี่ครับ”

                คำค้านแทบทุกประโยคเรียกเสียงหัวเราะจากคณินทร์ “เอ้าจ่า สรุปว่าใจร้อนหรือใจเย็นแน่ แต่ยังไงก็ช่าง ผมไม่รอแล้ว ภายในอาทิตย์นี้ถ้ายังไร้คำตอบเราเริ่มลงมือเลยดีกว่า แผนสำรองเรายังมี เอาตามนั้นล่ะ”

                ขจรฟังแล้วนิ่งไปเหมือนว่าตัวเองไม่เห็นทางอื่นดีกว่านี้

                “แล้วจะทำอะไรกันดี รออยู่แบบนี้ผมจะบ้าตาย”

                “อย่าแย่งผมพูดสิ” ความหงุดหงิดของการรอคอยมันอัดแน่นอยู่ในอก หากได้เข้าทำงานในบริษัทแห่งนั้นจะเป็นวิธีดีที่สุดแนบเนียนที่สุด หวังว่าแผนสำรองที่เตรียมไว้จะไม่ต้องใช้ “งั้นก็หาเรื่องทำให้ตัวเองยุ่ง ไปสนามกีฬากันเถอะจ่า”

               

                สองตำรวจคู่หูขับตามกันมา ทีแรกคณินทร์ชักชวนให้ขจรนั่งรถมาด้วยแต่เจ้าตัวปฏิเสธว่ายุ่งยาก ขี่รถตัวเองขากลับจะได้ตรงกลับบ้านทันที ฟังน้ำเสียงก็รู้ว่ามีช่วงพักงานทั้งทีจ่าคู่หูคงอยากใช้เวลากับครอบครัวให้มากเป็นพิเศษ มาหาเขาวันนี้เป็นเพราะกระสับกระส่ายเรื่องคำตอบรับการสมัครงานนั่นเอง

สนามกีฬาเยาวชนจุดมุ่งหมายของทั้งคู่ใช้เวลาขับรถจากบ้านคณินทร์ประมาณสามสิบกว่านาที แต่ถ้าช่วงเวลารถติดก็บวกไปอีกเกือบสองเท่า รถมอเตอร์ไซค์ของขจรขับแซงหน้ารถยนต์ผู้กองหนุ่มผ่านถนนสายเล็กภายในสนามกีฬาเยาวชนที่ปกคลุมบริเวณโดยรอบด้วยต้นไม้ครึ้มเป็นปอดแห่งหนึ่งของเมืองกรุง

พูดถึงสถานที่ออกกำลังกายและสังสรรค์ ทางกรมตำรวจมีสโมสรตำรวจ ใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกายและจัดเลี้ยงในโอกาสต่าง ๆ แต่เป็นอันรู้กันในหมู่ตำรวจหน่วยสืบสวนว่าจะไม่โผล่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานที่แสดงอาชีพบ่อยนัก ที่นี่จึงเป็นเหมือนสถานที่ทดแทน ไม่น่าแปลกใจอะไรเมื่อผู้กองหนุ่มเดินเข้ามายังอาคารด้านในสนามกีฬาส่วนที่จัดพื้นที่ไว้สำหรับกีฬาในร่มจะมีเสียงทักทายดังขึ้น

“เฮ่ คณินทร์”

“มาเหมือนกันเหรอวะ” คณินทร์พยักหน้าทักทายปรมัตถ์ ขจรผงกศีรษะให้นิด ๆ ฝืนตัวเองไว้ไม่ยกสันมือมือขึ้นแตะหน้าผากทำความเคารพตามความเคยชิน

                “เออ” ปรมัตถ์เอ่ยตอบ ใช้ผ้าขนหนูผืนยาวซับเหงื่อออกจากใบหน้าตี๋ ๆ “ก็สักพัก นายล่ะ ว่างเหรอ”

                ผู้กองหนุ่มพยักหน้า เหล่มองคู่หูนิดหนึ่งเห็นยืนเกร็ง เขาสังเกตเห็นหลายหนแล้วว่ากับนายตำรวจยศต่ำกว่าปรมัตถ์มักไม่ให้ความสนิทสนมด้วย

                “เห็นคู่ซี้พี่จ้อนแวบ ๆ บนสังเวียนนู่นไม่ไปเชียร์เรอะ” ถึงจะมีตำรวจเดินสวนกันไปมาเต็มไปหมดแต่ที่นี่ยังมีประชาชนทั่วไปใช้บริการด้วย การพูดคุยกันจึงละเว้นยศไว้ทั้งหมด

                ขจรสีหน้าดีขึ้นเมื่อผู้กองช่วยหาทางออกละมุนละม่อมให้ มองไปทางสังเวียนชกมวยเห็นคู่ชกกำลังปล่อยหมัดใส่กันอุตลุด เสียงเชียร์ด้านล่างดังสนั่นอย่างเมามัน ชายร่างสันทัดกำยำมุมแดงท่าทางเสียเปรียบอยู่ไม่น้อยเมื่อเทียบกับคู่ชกมุมน้ำเงินที่ทั้งหนุ่มทั้งสูงใหญ่กว่า

                “ตาไวจริง ผมเพิ่งเห็น งั้นผมไปเกาะขอบสนามก่อนนะครับ” ถ้าไม่อยู่ในสถานการณ์บังคับแล้ว ขจรทำได้อย่างมากคือแทนตัวคุณผมกับคณินทร์

            “ไปเถอะเดี๋ยวผมตามไป เสียงเชียร์เร้าใจดีจริง ๆ เลยนะนั่น”

                “นึกว่ายุ่งอยู่กับงานใหม่” ปรมัตถ์เอ่ยถามด้วยคำถามเหมือนรู้ความเคลื่อนไหวเพื่อนร่วมรุ่นดี ข้อนี้คณินทร์ไม่แปลกใจนัก ในหน่วยงานเดียวกันย่อมรู้เรื่องพวกนี้ไม่ยาก

                “พอกันมั้ง นึกว่านายยุ่งกับงานที่ทำอยู่เหมือนกัน” คณินทร์ตอบกวนไปงั้นเองเป็นการดับอารมณ์หงุดหงิดจากการรอคอยในใจโดยไม่ทันสนใจสังเกตว่าคนฟังมีสีหน้าผิดปกติอย่างไร...วูบหนึ่ง

                “ใกล้จะปิดได้ คาดว่าเร็ว ๆ นี้ มาออกกำลังหรือนัดใคร” เรื่องพูดคุยถูกเปลี่ยนหัวข้ออย่างรวดเร็ว

                “มาหาเรื่องทำตัวให้ยุ่ง ๆ จะกลับหรือยังว่ายน้ำกันหน่อยมั้ย” ในรุ่นเดียวกันปรมัตถ์เป็นผู้มีสถิติว่ายน้ำเร็วและอึดที่สุด คณินทร์ไม่นึกว่าชวนเรื่องนี้จะถูกปฏิเสธ

                “ไม่ล่ะวันนี้ขี้เกียจ นู่นดีกว่า” ปรมัตถ์พยักพเยิดไปทางเวทีมวย เสียงระฆังหมดยกดังขึ้นพอดี “ไม่ได้เห็นฝีมือนายมานาน ชกกันหน่อยเป็นไร”

                ชวนกันอย่างนี้ก็เหมือนได้ยินคำชวนให้กลับมาเยือนถิ่น สังเวียนกับเขาแทบเป็นของคู่กันสมัยเรียนนักเรียนนายร้อยตำรวจ คณินทร์ยกมุมปาก

                “ดีเหมือนกัน จะมีอะไรสะใจเท่าได้ตะบันหน้าคนล่ะ จริงมั้ยวะ”

            คำท้าทายกันเล่น ๆ นี่เองทำให้ไม่กี่นาทีต่อมารอบสังเวียนดังสนั่นไปด้วยเสียงเชียร์ยิ่งกว่าคู่ก่อนเป็นเท่าตัว ด้วยรูปร่างแล้วสูสีทั้งสองฝ่าย คณินทร์ด้านมุมแดงเริ่มชกอย่างดูท่าทีผิดกับปรมัตถ์ทางมุมน้ำเงินเดินหน้าบุกเพื่อนร่วมรุ่นอย่างเอาเป็นเอาตายขนาดระฆังดังหมดยกฝ่ายนั้นยังปล่อยหมัดเข้าเสยปลายคางนักชกมุมแดงที่หยุดมือทันทีเข้าเต็มหมัด

                “ไหวมั้ยครับ” ขจรวิ่งมาเกาะชิดเวทีมุมแดง ส่งขวดน้ำให้ผู้กองคู่หู สายตาที่มองกลับไปยังฝั่งมุมน้ำเงินขุ่นจัดอย่างไม่ชอบรู้สึกเหมือนปรมัตถ์ตั้งใจนอกกติกามากกว่าชกติดพัน แต่จะพูดคงไม่ถนัดเพราะคนถูกชกยังยิ้มระรื่น

                “ไหว ๆ เพิ่งเห็นดาวแค่ไม่กี่ดวงเท่านั้นล่ะ”

                “โธ่ผู้กอง” ขจรโอดเสียงแผ่ว หงุดหงิดจนแทบจะกระโดดขึ้นชกแทน “อย่ามัวหัวเราะสิครับ เดี๋ยวแพ้แล้วเสียชื่อแชมป์เก่าผมไม่รู้ด้วยนา”

                “ชกขำ ๆ น่า” ตอบแล้วลุกขึ้นเดินไปกลางเวที และตั้งแต่วินาทีนั้นคนพูดว่าชกขำ ๆ กลับเป็นฝ่ายพลิกสถานการณ์กระทั่งระฆังหมดยกสุดท้ายดัง

                “หินเหมือนเดิม” ปรมัตถ์ถอดนวมจับมือคู่ชกหลังจากกรรมการชูมือทั้งคู่ขึ้นเป็นการแสดงว่าเสมอกัน

                “เหมือนเรอะ ไม่ได้ซ้อมนานแล้วว่ะ นายสิท่าจะฟิตหมัดหนักขึ้นเยอะ”

                คู่ชกเดินลงจากสังเวียน เพื่อน ๆ แต่ละฝ่ายเข้ามาพูดคุยกันเฮ ๆ คณินทร์อยู่ต่ออีกไม่นานเห็นขจรแอบหลบมุมไปคุยโทรศัพท์ก็พอรู้ว่าที่บ้านคงโทร.หาเลยคิดจะกลับพร้อมกัน เดินมาเอ่ยลาปรมัตถ์

                “ขอบใจที่ช่วยเป็นคู่ซ้อม ฉันกลับล่ะ”

                “เฮ่ยอะไร ไม่อยู่คุยกันก่อน”

                “กลับดีกว่า ไปนะเพื่อน” คณินทร์ยื่นหมัดชนกับเพื่อน แยกตัวไปเปลี่ยนชุดเพื่อกลับพร้อมขจร

                คล้อยหลังผู้กองหนุ่ม ปรมัตถ์ที่ยืนกอดอกมองตามเหยียดยิ้ม สมัยเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ คะแนนวิชาการเขาเป็นอันดับต้นเสมอ แต่ไม่ว่าแข่งขันอะไรนอกเหนือจากว่ายน้ำเขาจะแพ้คณินทร์ตลอด พอเรียนจบเริ่มรับราชการเต็มตัวผลงานนักเรียนยอดเยี่ยมอย่างเขากลับน้อยกว่าไอ้บ้าดีเดือด ทำให้เกิดความรู้สึกแข่งขันลึก ๆ วันนี้ได้กลับมาสู้กันตรง ๆ อีกครั้งผลออกมาเสมอเหมือนเป็นสัญญาณบอกว่ากาลเวลาสามารถทำให้หลายสิ่งเปลี่ยนแปลง...สักวันเถอะเขาคนนี้จะทำให้คณินทร์แพ้ราบคาบในทุกด้าน

 

                ขจรแยกกลับบ้านไปก่อนแล้วเพราะลูกสาวสุดที่รักโทร.มาออดอ้อนว่าอยากกินไอศกรีม คุณพ่อดีเด่นเลยรีบแจ้นกลับบ้านพาลูกไปตามคำร้องขอ เหลือแต่คณินทร์นั่งนิ่งอยู่ในรถเหมือนไม่รู้จะทำอะไร ความเงียบภายในห้องโดยสารมากพอให้ได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาข้อมือเดิน...อย่างเชื่องช้า

                เวลาอย่างนี้ทำให้นึกถึงเพื่อนสนิท ในชีวิตคนเรา ว่ากันว่าเพื่อนสนิทที่สุดมักเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ กลุ่มเพื่อนที่เขานึกถึงจึงเป็นสามทหารเสือ กรัณย์ จิรวัติ และภูริช เพื่อนสมัยเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร แต่ด้วยเวลาอันจำกัดจะถ่อไปหาผู้การจิรวัติจอมกะล่อนถึงสัตหีบคงไม่ไหว ส่วนเจ้าภูริชทหารบกสังกัดกองกำลังพิเศษป่านนี้อาจจะตะลุยทำงานอยู่ในป่านั้นหมดสิทธิ์ เหลือก็แต่...

 

                ฟ้ามืดลงแล้วเมื่อคณินทร์เลี้ยวรถเข้าซอย ๆ หนึ่งย่านดอนเมืองมาเกือบถึงสุดซอยถึงเห็นบ้านไม้สองชั้นท่ามกลางอาณาบริเวณอันร่มครึ้ม เวลาพลบค่ำอย่างนี้ร่มไม้ใบบังเหล่านั้นยิ่งดูเหมือนแผ่คลุมพื้นที่ไว้มากกว่าปกติ ผู้กองหนุ่มจอดรถชิดรั้ว มองเข้าไปเห็นทั้งชั้นบนล่างเปิดไฟสว่างก็ให้ใจชื้นว่าการมาโดยไม่นัดล่วงหน้าไม่เสียเปล่า ที่หน้าบ้านใต้ต้นมะม่วงเห็นร่างคุ้นตากำลังกวาดพื้นและคงเป็นรถของเขานี่เองที่จอดขวางหน้าบ้านท่าทางไม่ขยับไปไหนฝ่ายนั้นจึงหยุดชะงักเงยหน้าขึ้นมอง

                “อ้าวนินมายังไงน่ะลูก” เสียงทักอ่อนโยนแฝงไว้ด้วยความดีใจดังขึ้นทันทีที่คณินทร์ก้าวลงจากรถมายืนชิดประตูรั้วโปร่ง ยกมือไหว้ผู้อาวุโส

                “ตั้งใจมาเยี่ยมแม่ครับ” แม่เพื่อนก็เหมือนแม่ตัวเอง ชายหนุ่มเรียกพ่อแม่เพื่อนสนิทว่าพ่อและแม่จนติดปาก คำพูดตรง ๆ บวกกับรอยยิ้มกระจ่างอย่างคนเปิดเผยดูถูกอกถูกใจคนรับไหว้นัก

                “มา ๆ เข้ามาก่อน หายไปตั้งนานถามตารัณย์ทีไรก็บอกไม่รู้ ๆ แม่ยังนึกเลยเป็นเพื่อนกันยังไงใช้ไม่ได้” นวลนิตย์ลูบหลังลูบไหล่เพื่อนสนิทบุตรชาย

                “งานผมมันไม่แน่นอนครับ นี่ว่างปุ๊บก็รีบมาเลย ไม่ทันซื้อก๋วยจั๊บเจ้าโปรดมาฝาก” ทำไมเขาไม่นึกให้เร็วกว่านี้ทั้งที่เป็นทางผ่านแท้ ๆ คณินทร์แอบด่าตัวเองในใจ มาหาผู้ใหญ่ทั้งทีไม่มีของติดมือมาสักอย่าง

                นวลนิตย์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พาเพื่อนลูกชายมานั่งที่ม้าหินใต้ต้นมะม่วง กุลีกุจอเข้าไปหยิบขวดน้ำเย็นพร้อมแก้วมาบริการ “ถ้าตารัณย์เป็นอย่างนินก็คงดี”

                “ครับ?

                “ลูกชายแม่น่ะสิจะพูดแต่ละทีเหมือนพิกุลจะร่วง ไม่น่ารักช่างประจบเหมือนพ่อนิน”

                คณินทร์เกือบสำลักน้ำ ถ้าคิดแง่ดีคือผู้ใหญ่ชมแต่ในทางตรงข้ามหรือท่านจะหมายความว่าเขาพูดมากกันแน่ “นี่แม่ทำอะไรอยู่ครับ ผมช่วย”

                “อุ๊ยไม่ต้องลูก นั่งเล่นไปเถอะตารัณย์อาบน้ำเดี๋ยวแม่ไปตามให้ ไม่ได้นัดกันล่ะสิไม่เห็นบอกเลยว่านินจะมา ดูซิเลยไม่ทันเตรียมกับข้าวไว้”

                ผู้กองหนุ่มรีบโบกไม้โบกมือเกรงผู้ใหญ่จะวุ่นวาย “ผมเรียบร้อยมาละครับ แม่สบายดีนะครับ”

                “จ้ะ ก็ตามประสาล่ะนะ ทำอะไรก็อก ๆ แก๊ก ๆ ไป งานบ้านน่ะมีให้ทำไม่รู้จักหมดหรอก บางทีเพื่อน ๆ เขาก็ชวนไปวัดฟังเทศน์ฟังธรรมถือศีลบ้าง อุ๊ยดูซิเรานี่มัวแต่ชวนคนแก่คุย เดี๋ยวแม่ไปตามตารัณย์ให้นะลูกนะ” ถึงปากจะว่าอย่างนั้นแต่สีหน้านวลนิตย์ดูแช่มชื่นเป็นพิเศษที่ได้เพื่อนคุย ท่านลุกกระฉับกระเฉงอย่างคนสุขภาพดีหายขึ้นชั้นบนได้ยินเสียงเรียกกรัณย์แว่ว ๆ สักพักเดียวเท่านั้นก็เหมือนบ้านจะถล่มเมื่อมีเสียงฝีเท้าเดินแกมวิ่งลงมา

                คนเพิ่งโผล่หน้ามาเป็นหนุ่มร่างสูงหน้าตาคมคาย ผมเปียกชื้นแนบติดศีรษะ เสื้อยืดคอกลมสีขาวกับกางเกงนอนขายาวทำให้เจ้าตัวดูผ่อนคลายผิดกับยามสวมเครื่องแบบที่ดูขึงขังน่าเกรงขาม บวกกับหน้านิ่ง ๆ เป็นนิจด้วยแล้วใครไม่รู้จะนึกกลัวไอ้เจ้านี่ได้ไม่ยาก

“ไอ้นิน! มึงยังมีชีวิตอยู่เหรอเนี่ย”

ถ้าไม่ติดว่านวลนิตย์อยู่ในบ้านและพื้นที่แค่นี้คงได้ยินบทสนทนาไม่ออมเสียงของเพื่อนสนิทอย่างเขากับกรัณย์ล่ะก็...สวย

“นี่คือคำทักทายเพื่อนของมึงเหรอ ไอ้นี่”

นายทหารหนุ่มทัพฟ้าหัวเราะแต่ก็เป็นอะไรที่มีให้เห็นวูบเดียวเร็วยิ่งกว่ากะพริบตาราวกับกลัวว่าถ้าหัวเราะนาน ๆ แล้วจะเสียตำแหน่งเสือยิ้มยาก หลังจากทักทายด้วยประโยคชวนประทับใจร่างสูงไล่เลี่ยกับเขานั่งลงบนม้าหินฝั่งตรงข้ามเปลี่ยนมาจ้องหน้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย คณินทร์พอเดาความคิดอีกฝ่ายออกคงเพราะความสนิทกันนี่เอง งานของเขาทำให้บางช่วงเหมือนตัดขาดจากเพื่อนจะถูกมองเหมือนไม่อยากเชื่อสายตาก็เป็นธรรมดา

“เอา จะมองให้เขางอกจากหัวกูเลยหรือไง”

“มึงมาทำไม”

“มาขอมึงแต่งงานมั้ง” ถ้ามีใครสักคนทำให้กรัณย์ยิ้มได้หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อคณินทร์รวมอยู่ด้วย ชายหนุ่มทำสำเร็จอีกครั้ง ครั้งนี้กรัณย์ยิ้มทั้งปากทั้งตา ขัดอย่างแรงกับเสียงหนัก ๆ ต่อจากนั้น

“อ้วก อย่ามาพูดเรื่องสยอง”

“เออพูดเองก็สยองเอง ว่างว่ะ เซ็ง ๆ ด้วย มาชวนดริ๊งก์”

“พรุ่งนี้กูทำงาน”

“แต่นี่มันนอกเวลาราชการ อย่ามาทำเป็นคนดีนะมึง ใครเขาจะให้กินหัวทิ่มบ่อ รอเดี๋ยว” คงจะเซ็งมากไป ก๋วยจั๊บเจ้าโปรดนวลนิตย์ดันลืมแต่เหล้าตรงท้ายรถนี่ไม่ลืม คณินทร์เดินกลับมาที่รถหยิบของที่ต้องการได้นำมาวางปั้กตรงหน้ากรัณย์ “เหล้าพร้อมแล้วไปเอาน้ำแข็งมา”

ปากบอกว่าไม่แต่พอรีเควสเท่านั้นกรัณย์ก็รีบลุกเดินกลับเข้าไปในบ้าน คว้าแก้วสองใบน้ำแข็งใส่มาเต็มถังขนาดเล็กแล้วยังมีกับแกล้มอภินันทนาการจากนวลนิตย์อีกต่างหาก

“สบายดีเหรอวะ” กรัณย์เริ่มถาม จิบเหล้านิดหน่อยสมกับพูดไว้แต่แรกว่าพรุ่งนี้ทำงานไม่อยากดื่มหนัก

“ก็อย่างที่เห็น มีชีวิตรอดมาได้ไม่โดนโจทก์คนไหนตามเจอ มึงล่ะ” ระหว่างต่างคนต่างติดงาน การกลับมาเจอกันอีกครั้งต้องมีการอัพเดทชีวิตให้ฟังกันบ้าง

“ไม่มีอะไร”

“อะไรวะสั้นฉิบ เมียล่ะหาได้ยัง”

กรัณย์เงียบ เสยกแก้วขึ้นจิบ คณินทร์เห็นท่าก็รู้ว่าคำตอบคืออะไร “แม่มึงอยากอุ้มหลานมาหลายปีแล้วนี่หว่าทำไมไม่รีบหา”

“รอมึงไง คุยเรื่องนี้ก็นึกถึงที่ไอ้กล้ามันเคยพูดไว้”

ไอ้กล้าเคยพูดไว้ จะเป็นเรื่องไหนไปได้ นอกจาก...คณินทร์นึกถึงอดีตวัยคะนองด้วยสีหน้าแววตาขบขัน จำได้ว่าวันหนึ่ง หลังจากเรียนจบจากโรงเรียนเหล่าแล้ว พวกเขาไม่มีทีท่าว่าจะมีแฟนเป็นเรื่องเป็นราว ระหว่างนั่งคุยกันในงานแต่งของเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนเตรียมทหารคนหนึ่ง จิรวัติก็ประกาศเปรี้ยงลงมากลางวงว่า

“พวกมึงจะอยากมีแฟนหรือไม่อยากมีแฟนให้ยุ่งยากกับงาน แต่ว่า สามสิบไปแล้วกูไม่ยอมให้พวกมึงอยู่เป็นโสดนะโว้ย”

กูจะอยู่เป็นโสดแล้วมันหนักส่วนไหนของมึง” ภูริชขัดตาทัพคนแรก กรัณย์กับเขาได้แต่นั่งอมยิ้มรอคำตอบ

“ไม่หนักหรอก แต่กูไม่อยากได้ยินคำครหาว่าเพื่อนรักของกูเป็นเกย์

แล้วถ้าพวกกูเป็นเกย์มึงจะไม่คบพวกกู?” ภูริชต่อปากต่อคำ และตอนนั้นเขาก็นึกสนุกแสร้งขยับเก้าอี้มาจนชิดกับเก้าอี้ภูริชพร้อมกับเอามือโอบไปที่พนักเก้าอี้ตัวที่มันนั่ง ส่วนไอ้กรัณย์มันก็ทำหน้าแปลก ๆ จะยิ้มก็ไม่ใช่ จะแหยก็ไม่เชิง

ถ้าพวกมึงเป็นกูก็จะได้เป็นด้วย ว่าแล้วจิรวัติก็ขยับแขนมาโอบด้านหลังของภูริชบ้าง ฝ่ายนั้นรับมุกทำเป็นปัดป้อง...แล้วจิรวัติก็สรุปแกมบังคับว่า

ไม่รู้แหละ อายุแตะเลข 3 เมื่อไหร่ พวกมึงต้องพาแฟนมาเปิดตัว หรือถ้าจีบหญิงกันไม่เป็น กูจะเปิดหลักสูตรพิเศษให้

คณินทร์จำแม่นทีเดียวว่าตัวเองอมยิ้มดวงตาเป็นประกายขบขันแค่ไหนเมื่อฟังคำเพื่อนจบและนึกถึงหลักสูตรพิเศษที่จิรวัติจะเปิดให้ เพราะนอกจากต้องการให้เพื่อน ๆ มีแฟน แต่งงานในเวลาไล่เลี่ยกันแล้ว จิรวัติยังปรารถนาให้ลูก ๆ ของพวกเขามาเป็นเพื่อนกันอีกด้วย

“นึกถึงเรื่องนั้นล่ะสิ” กรัณย์ดักคอ

“เออ”

“ทำมาถามกู มึงล่ะไม่หาวะหรือยังอกหักไม่หาย”

“ไม่ใช่ว่ะแต่ไม่มีเวลาดูแล ยังไม่อยากหาเหาใส่หัว ห่วงงานแล้วยังห่วงเขาด้วย” รอยยิ้มกรัณย์แปลก ๆ เหมือนคิดอะไร คณินทร์รีบพูดดัก “หยุดเลยมึง ไม่ต้องเดา กูยังไม่มีใคร”

“มึงไม่มีใครแต่ใครเขามีมึงหรือเปล่า”

“สำนวน...ติดไอ้กล้ามาหรือไง”

นั่งดื่มเหล้าพลางอัพเดทชีวิตถามสารทุกข์สุกดิบกันไปจนเวลาปาเข้าไปสี่ทุ่ม ที่จริงจะอยู่ต่อก็ได้แต่คณินทร์เห็นแก่ว่าเพื่อนต้องตื่นทำงานแต่เช้ารีบขอตัวกลับ ไม่ลืมไหว้ลานวลนิตย์ที่กำชับแล้วกำชับอีกให้แวะมาบ่อย ๆ อย่าหายไปนานเหมือนหนก่อน

คณินทร์ขับรถออกจากซอย มองนาฬิกา ฆ่าเวลาตายไปได้อีกหนึ่งวัน การรอคอยที่เหลือหวังว่าคงเป็นเวลาของคำตอบรับไม่ใช่ปฏิเสธ

 

หญิงสาวในชุดพนักงานออฟฟิซกลุ่มหนึ่งเดินคุยพลางหัวเราะคิกคักระหว่างเดินตรงเข้ามาในอาคารสำนักงาน บริษัท พงศ์พลฟู้ดส์ จำกัด หนึ่งในนั้นเป็นหญิงสาวผิวขาวเนียนละเอียด ผมยาวสลวยเกล้ามวยไว้อย่างเรียบร้อยตรงท้ายทอย เสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกระโปรงสอบยาวคลุมเข่า รองเท้าหุ้มส้นสีน้ำตาลอ่อนรวมถึงแว่นตาอันใหญ่ล้วนแล้วแต่ทำให้หล่อนดูเชยกว่าเพื่อนฝูงจนได้รับฉายาแม่แก่

“มินต์ล่ะก็หายกลัวได้แล้ว” สาวสวยสวมชุดทำงานเน้นทรวดทรง ทำผมแต่งหน้าทันสมัยดูเปรี้ยวเฉี่ยวเป็นที่สะดุดตาหนุ่ม ๆ ดุเพื่อนเบา ๆ

มินตรารู้ว่าเพื่อนเป็นห่วงถึงได้ทำเสียงดุให้หล่อนฮึดสู้ แต่ทำไงได้ล่ะตั้งแต่ถูกแท็กซี่ล่อลวงพาไปยังที่เปลี่ยวเพื่อทำมิดีมิร้ายแล้วอาการกลัวแท็กซี่ขึ้นสมองก็ไม่ยอมหายง่าย ๆ หล่อนไม่ยอมขึ้นแท็กซี่เด็ดขาดไม่ว่าดึกดื่นแค่ไหน ยอมโหนรถเมล์หลาย ๆ ต่อดีกว่าเสี่ยงกับคดีไม่คาดฝันแถมในกระเป๋ายังเต็มไปด้วยอุปกรณ์ป้องกันตัวอย่างสเปรย์พริกไทยและเครื่องช็อตไฟฟ้ากะว่าถ้าดวงตกเจอซ้ำอีกหนคราวนี้คงได้ตอบโต้กลับไปบ้าง

“แล้วอุ๋ยจะดุมินต์ทำไมล่ะ”

เสียงอ่อน ๆ ของสุจิตราหรือสุผู้เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ดังขึ้นข้างตัวมินตรา หญิงสาวหันมาส่งยิ้มให้เพื่อนรักเหมือนจะขอบคุณที่กระโดดเข้าช่วยต่อกรกับสาวมั่นอย่างอุมา แล้วรอยยิ้มแห่งความหวังก็ค่อย ๆ จางลงเพราะเสียงขึ้นจมูกจากอีกฝั่ง

“ไม่ได้ดุ แค่อยากให้มินต์หายเพี้ยน เธอไม่รู้สึกอะไรเหรอสุกับการที่เพื่อนขยาดรถแท็กซี่ขั้นโคม่า จะขึ้นทีทำเหมือนเตรียมไปรบ อาวุธพร้อมมืออย่างนี้น่ะ” ปรายตาไปยังกระเป๋าสะพายใบใหญ่คล้องอยู่กับไหล่มินตราเชิงบอกกับสุจิรตราว่า...ดูซิดู

“คนเขากลัวนี่นา ถ้าอุ๋ยเจอแบบนั้นบ้างคงขวัญเสียเหมือนกันล่ะเชื่อสุเถอะ” สีหน้าบอกว่าถ้าเป็นตัวเองบ้างคงกลัวไม่ต่างจากมินตราหรือมากกว่าด้วยซ้ำ

“ฮึ ถ้าเป็นเราเหรอจะถีบมันให้กระเด็นหล่นรถเลยแถมข่วนหน้าให้ด้วยแล้วค่อยเตะผ่าหมาก” เสียงดังอย่างมั่นอกมั่นใจประกอบท่าทางปล่อยหมัดยกเข่านิด ๆ ของคนพูดก่อเสียงหัวเราะดังเป็นระลอกรวมทั้งสองสาวเพื่อนสนิท อุมาค้อนเพื่อนตาขุ่น “ขำอีกนะ”

“ก็...”

“น่า ๆ ขอบใจทั้งสองคนนะอย่าเถียงกันเลย อายเขามั่ง” มินตราหย่าศึกเพื่อไม่ให้ศึกนี้ยืดเยื้อไปถึงในลิฟต์ที่มีเพื่อนร่วมบริษัทโดยสารอยู่เต็ม สาเหตุหัวข้อสนทนานี้เป็นเพราะมื้อกลางวันของสามสาวพิเศษกว่าวันอื่น อุมาเป็นต้นคิดให้หาร้านอร่อยไกลจากที่ทำงานสักหน่อยทั้งหมดจึงต้องเรียกแท็กซี่ มินตรายังระแวงไม่หายดีแต่ว่ามีเพื่อนร่วมทางด้วยไม่เช่นนั้นหัวเด็ดตีนขาดแถมเงินอีกกองหล่อนจะไม่ยอมก้าวขึ้นยานพาหนะชนิดนั้นแน่นอน

ถึงชั้นบนสามสาวสามแผนกยังแวะอีกนิดที่ห้องน้ำ ทำธุระเสร็จระหว่างยืนสำรวจตัวเองอยู่หน้ากระจกสุจิตราเป็นคนทักขึ้นว่า “มินต์เป็นอะไรหรือเปล่า หลายวันนี้ดูเหม่อ ๆ ยังไงไม่รู้”

อุมาออกจากห้องน้ำทันได้ยินพอดี หันมาสังเกตสีหน้าเพื่อนบ้างก็เห็นด้วย “นั่นสิ บางทีเห็นนั่งถอนใจ เป็นอะไร”

มินตราสบตาเพื่อนสนิทอยู่อึดใจ นึกอยู่ว่าควรตอบอย่างไรดีก่อนหลุดมาแค่สั้น ๆ “เปล่า”

ก็ให้ตอบตรง ๆ ได้ยังไงล่ะว่าสาเหตุเพราะผู้ชายคนหนึ่งคนที่ป่านนี้ไม่รู้อยู่ไหน ยังจำหล่อนได้หรือเปล่า นึกถึงกันบ้างมั้ย คำภาวนาเดียวในเวลานี้มีเพียงขอให้คุณนินจาฮัตโตริได้งาน มินตราไม่นึกเลยว่าความสงสัยนั้นจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่นาทีถัดมา หลังแยกกับเพื่อน ๆ หล่อนกลับมาที่โต๊ะทำงานเจอกับหัวหน้าฝ่ายบุคคล

“ฝากให้บอสเซ็นทีนะมินต์”

“อะไรคะ” มินตรารับแฟ้มเสนอเซ็นวางไว้บนโต๊ะ เอกสารทุกอย่างที่ผ่านมือหล่อนต้องรู้ว่าเกี่ยวกับงานไหนจะได้รายงานเจ้านายถูก

“รายชื่อพนักงานใหม่น่ะ เซ็นเสร็จแล้วโทร.บอกก็ได้นะไม่ต้องเอาไปให้หรอก เดี๋ยวพี่ให้เด็กมาเอา”

รายชื่อพนักงานใหม่...มินตรารับคำพร้อมกับเก็บอาการตื่นเต้นไว้แทบไม่อยู่ รอกระทั่งหัวหน้าฝ่ายบุคคลเดินกลับไปแล้วจึงค่อยเปิดแฟ้มเพื่อดูรายชื่อ ใจเต้นตึกตักรัวไม่หยุด ปากท่องพึมพำชื่อนามสกุลของชายหนุ่ม...คณินทร์ ใจธรรม ด้วยความหวังว่าจะเห็นชื่อนั้นปรากฎอยู่ในลิสต์





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

571 ความคิดเห็น

  1. #121 ooiidd4 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2554 / 05:59
    นิยายสนุกค่ะ
    #121
    0
  2. #120 n4927 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 / 17:31
     


     Woow....ตอนหน้าจะได้เจอกันแล้ว(หรือเปล่าคะ) อิอิอิ

    ลุ้นค่ะลุ้น เจอกันอีกหนูมินต์คงไม่ซุ่มซ่ามทำคุณนินเจ็บตัวอีกนะคะ ^^

     





    #120
    0
  3. Columnist
    #119 Black_Eyes (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 / 11:10
    ว้าววววววๆๆๆ รอค่า
    #119
    0
  4. #118 sasiluk (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 / 20:55
    มาให้กำลังใจ วู้ ๆ รออ่านตั้งหน้าตั้งตารอ ^__^ ยิ้มหวานให้ด้วย
    #118
    0
  5. #117 numnan (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 / 18:07
    ลุ้นๆๆๆๆๆ รายชื่อพนักงานใหม่ คือ.....................



    รอคนเขียนมาอัพ ค่าๆๆๆๆ รีบๆๆนะค่ะ คนอ่านอยากรู้ๆๆๆๆ
    #117
    0
  6. #116 lovelovehero (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 / 17:52
    ตื่นเต้นๆๆ ลุ้นตลอดเลย
    #116
    0
  7. #115 germaffm (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 / 16:48

    กำลังน่าติดตามเลยค่ะ หนูมินต์จะได้เจอผู้กองหนุ่มเสียที

    #115
    0
  8. #114 pacemaker (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 / 13:56
    มินต์จ๋าาาาา ไม่ค่อยจะสนใจเค้าเลยน่ะตัวเอง ออกหน้าเกินไปป่าวว 5555
    #114
    0
  9. #113 rod_usawadee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 / 09:27
    ผู้กองขา ขา ขา ขา นึกได้แต่เพื่อน ไม่นึกถึงแม่บังเกิดเกล้าบ้างเหรอคะ
    แม่รอ ร๊อ รอ เป็นสายบัว เก้อ แล้ว เก้อ อีก
    ผู้กองเห็นใจแม่ บ้าง ไหม หนออออออออ
    #113
    0
  10. #112 fsn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 / 07:14
    ชอบมากคะ เรื่องสี่สหายนี้ คุณอัคนีเขียนได้น่าอ่าน น่าติดตาม
    #112
    0
  11. #111 germaffm (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 / 02:41
    มารออ่านอยู่นะค่ะ
    #111
    0