มือปราบเจ้าหัวใจ

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,990
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    27 ก.ค. 60



สำหรับคอE-book โหลดได้แล้ววันนี้!

มือปราบเจ้าหัวใจ
อัคนี
www.mebmarket.com
ร้อยตำรวจเอกคณินทร์ เวโรจน์นายตำรวจหนุ่มหล่อจากหน่วยป.ป.ส.ผู้มีฝีมือแฮกเกอร์ระดับโลกได้รับมอบหมายให้แฝงตัวเข้าไปสืบหาคนร้ายในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งงานในหน้าที่เขาไม่เคยหวั่นแต่จะทำอย่างไรดีกับมินตรา...สาวแว่นจอมโก๊ะที่ดันสะกิดสะเกาหัวใจเขาให้อยากได้ตัวเธอขึ้นมาตงิด ๆคณินทร์คงจะไม่คิดหนัก ถ้ามินตราไม่เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเมื่อต้องเลือกระหว่างภารกิจหลักกับภารกิจรัก เขาจะเลือกสิ่งไหนมันจะเป็นไปได้หรือไม่หากภารกิจทั้งสองจะเดินหน้าไปพร้อมกัน


            

มินตราไม่เคยอายจนอยากเอาหน้ามุดดินเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต ร้านรวงในตลาดนัดคนทำงานช่วงเช้าวันนี้คึกคักเป็นพิเศษทำให้เผลอเดินเล่นเพลิน ดูนาฬิกาอีกครั้งก็ใกล้ได้เวลาเข้าทำงาน หล่อนทั้งเดินทั้งวิ่งกลับมาที่ตึกเพื่อขึ้นให้ถึงชั้นสำนักงานของตัวเองโดยเร็วที่สุดจนไม่ทันดูสิ่งกีดขวางข้างหน้า

หล่อนชนผู้ชายคนหนึ่งแถมทำกาแฟในมือหกรดเขาจนไม่เหลือดีซ้ำร้ายไปกว่านั้นในเวลาติด ๆ กันยังทำขายหน้าดึงเขากลิ้งไม่เป็นท่าลงมาทับต่อหน้าคนนับสิบ สุดท้าย...จูบ(แก้ม)แรกที่เสียไปนั้นมันไม่โรแมนติกสักนิดมีแต่อายกับอายล้วน ๆ!!!

“ฉัน...” นึกไม่ออกจริง ๆ ว่ามีคำไหนเหมาะสมไปกว่าขอโทษแต่พูดไม่ออกเพราะอายจนอยากร้องไห้มากกว่า ดูจากสภาพชายหนุ่มแล้วเขาคงโกรธหล่อนน่าดู

เนคไทสีเข้มที่ถูกหล่อนใช้เป็นหลักยึดเมื่อครู่หย่อนยานบิดเบี้ยว เสื้อเชิ้ตใหม่เอี่ยมเมื่อหลายนาทีก่อนเปื้อนกาแฟเย็นเป็นทางเรื่อยลงมาถึงเป้ากางเกงแถมวิปปิงครีมยังไหลย้อยลงมาหยุดอยู่ที่จุดเดียวกัน มินตราหน้าแดงรีบเมินสายตาออกจากจุดสุดท้ายที่วิปปิงครีมเปื้อนอยู่ ได้ยินเสียงห้าวร้องดังพร้อมเจ้าของเสียงเอามือตะครุบปิดของหวง

“เฮ้ย! เขาตะกายลุกพรวดหน้าแดงก่ำแต่ยังอุตส่าห์มีความเป็นสุภาพบุรุษยื่นมือรับ แต่คำพูดต่อจากนั้นห้วนนิด ๆ หน้ามุ่ยอีกต่างหาก “จะขอโทษใช่ไหม ไม่ต้อง”

สมองคนเราเป็นหน่วยความจำชั้นเลิศของร่างกาย มินตราลุกขึ้นยืนต่อหน้าชายหนุ่มร่างสูงด้วยความรู้สึกเต็มตื้นอย่างบอกไม่ถูก ดวงตากลมโตจ้องมองภาพตรงหน้าซ้ำไปซ้ำมาในใจก็เฝ้าตะโกนว่าคนนี้แหละใช่แน่ ๆ ถึงหล่อนจะซุ่มซ่ามมากแค่ไหนแต่ความสามารถในด้านการจดจำก็อยู่ในขั้นเยี่ยมยอด...ผู้มีพระคุณทั้งคนใครจะลืมได้

“คุณไม่เป็นไรใช่มั้ย”

“ฉัน เอ่อ”

“ลุกขึ้นมาก็เอาแต่เงียบหรือว่าเมื่อกี้หัวคุณกระแทก”

เขายิงคำถามไม่ยั้งจนมินตราแปลกใจตัวเองว่าในสถานการณ์ตรงหน้าทำไมหล่อนจึงเป็นคนตอบสนองช้าได้ขนาดนี้ มันเหมือนว่าการพบเขาอีกครั้งได้แช่แข็งการทำงานของร่างกายลงชั่วคราว ต้องรวบรวมสติอยู่อีกครู่ถึงเอ่ยตอบได้

“ไม่ค่ะไม่ คุณต่างหากคงเจ็บมือแย่อุตส่าห์ช่วยรับแรงกระแทกไว้แทน” นอกจากทำเปิ่นจนเลอะเทอะทั้งสองฝ่ายยังเผลอทำเขาเจ็บตัวอีกด้วย...บ้าจริงเลยยายมินต์เอ๊ย

คณินทร์แบสองมือออกทำท่ากำสลับแบเหมือนแสดงให้ดูว่าไม่เป็นไรแล้วย้ำ “แค่นี้ไม่เท่าไหร่ เอาล่ะคุณสบายดีก็ดีแล้วผมกำลังรีบ ขอตัว”

ร่างสูงหมุนตัวกลับไป ก้มลงหยิบซองสีน้ำตาลที่กระเด็นตกอยู่บนพื้นขึ้นมาปัด ๆ เป่าลมออกจากปากโล่งอกที่เห็นว่ามันรอดพ้นจากความเปรอะเปื้อน ไทมุงสลายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อไม่เห็นความน่าสนใจต่อจากนั้น มินตรายืนขาแข็งอยากผวาเข้าหาแล้วถามให้รู้เรื่องว่าเขาใช่คนเดียวกับผู้ชายในคืนนั้นตามความเข้าใจหรือเปล่า อยากขอบคุณ อยากพูด อยากทำความรู้จัก แต่กลัวความเบ๊อะของตัวเองจะทำให้เป็นเรื่อง หล่อนมองเขาเดินจากไปตาปริบ ๆ กระทั่งเสียงแหลม ๆ ดังขึ้น

“จะยืนขวางทางอีกนานมั้ยคะคุณ เหนื่อยใจจริง ๆ เลย โอ๊ย เช้านี้อะไรกัน”

เสียงป้าแม่บ้านคนเดิมนั่นเอง มินตราได้แต่ส่งยิ้มฝืด ๆ ให้หนึ่งทีแล้วจรลีด้วยท่าโขยกเขยกบนรองเท้าส้นสูงสภาพดีข้างส้นหักข้าง สายตายังคงมองตามชายหนุ่มมาดเข้มตรงไปหยุดถามบางอย่างจากพนักงานประชาสัมพันธ์ ลิฟต์อยู่ตรงหน้าห่างออกไปไม่กี่ก้าว ถ้าเพียงหล่อนขึ้นลิฟต์ไปทำงานตามปกติเหตุการณ์เมื่อครู่คงเป็นเพียงแค่ความทรงจำแล้วเขาคนนั้นจะเดินหายไปอีกครั้ง

ไม่ อย่ายอมนะ...มินตราบอกตัวเอง หันเหเดินกระย่องกระแย่งมาขวางหน้าชายหนุ่มที่มองหล่อนด้วยสายตากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งแบบมองเด็กซุกซนคนหนึ่ง

“ว่าไงครับ ผมเปื้อนไปหมดทั้งตัวแล้วจะเอาอะไรกับผมอีก” คณินทร์กระพือเสื้อโชว์

คำพูดจงใจเอ่ยกระเซ้ามากกว่ากล่าวโทษทำมินตราหน้าแดงอีกคำรบ นึกปลื้มในความใจดีของเขา “ฉันอยากรับผิดชอบค่ะ”

“ฮึ?

“คุณคงรู้แล้วนะคะว่าห้องน้ำอยู่ทางไหน เข้าไปทำความสะอาดก่อนแล้วรออยู่แถวนั้นเดี๋ยวฉันลงมา”

สีหน้าคนฟังแสดงอาการงุนงงอย่างเห็นได้ชัด “คุณจะทำอะไร แต่ไม่เป็นไร ผมกำลังรีบ แค่คุณรู้สึกผิดก็พอแล้วผมไม่โกรธหรอก”

นั่นแหละยิ่งทำให้รู้สึกแย่ ถ้าเขาโกรธกันสักนิดมันยังทำให้รู้สึกผิดน้อยกว่า

“ไม่ได้หรอกค่ะ คุณมาติดต่องานเหรอคะ สภาพแบบนี้ท่าทางจะไม่เหมาะแน่ ๆ”

มีเสียงหัวเราะกึ่งปลงดังขึ้น “มันแย่กว่านั้นอีก ผมมาสมัครงาน”

ตาย...มินตราไม่รู้จะลงโทษตัวเองยังไงดี แววตาหล่อนมุ่งมั่นขึ้นอีก เอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “นัดไว้กี่โมงคะ”

“เก้าโมง”

หญิงสาวดูนาฬิกา ยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมง เอาล่ะยังทัน “ถมเถค่ะ ขอร้องนะคะคุณรอฉันเดี๋ยวฉันรีบกลับลงมา อย่าไปไหนนะคะ”

ทันทีที่ชายหนุ่มตอบรับว่าครับร่างบางก้มลงถอดรองเท้าเพื่อเดินได้เร็วขึ้นตรงไปยังลิฟต์ โอกาสแก้ตัวมีไม่มาก ขอให้ได้ทำอะไรเพื่อเขาบ้างเถอะ

 

“มินตรา นั่นคุณไปทำอะไรมา” วิญญูร้องทักเลขานุการส่วนตัวทันทีที่เห็นร่างนั้นเดินกึ่งวิ่งมาถึงหน้าโต๊ะหลังจากได้รับอนุญาตให้เข้ามาในห้องทำงาน เช้า ๆ อย่างนี้พนักงานหญิงส่วนใหญ่ยังหน้านวลใสเสื้อผ้าเนียนเรียบเว้นแต่เข้าช่วงบ่ายนั่นแหละ บางคนที่ไม่ค่อยสนใจตัวเองมากนักถึงจะหน้ามันย่องแทบทอดไข่ได้ แต่สภาพเลขาสาวนี่...ผมยุ่งเหยิง เลนส์แว่นเปื้อนเป็นดวง เสื้อกระโปรงแบบเรียบเปื้อนคราบสีน้ำตาลขาวเป็นทาง เห็นแล้วต้องส่ายหน้าสถานเดียว

“เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยค่ะบอส มินต์มาขอตัวไปจัดการทำความสะอาด...”

มินตรายังพูดไม่ทันจบ วิญญูรีบโบกมือไล่ ไม่มีงานเร่งด่วนอะไรถึงมีเขาคงไม่ใจร้ายให้ลูกน้องนั่งทำงานทั้ง ๆ เสื้อผ้าเปื้อนไปทั้งตัว “ไปเถอะผมเข้าใจ”

“ขอบคุณมากค่ะ มินต์จะรีบไปรีบกลับนะคะ” หญิงสาวยิ้มกว้าง รีบเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าแตะกลับลงมาชั้นล่าง

 

แยกกับมินตรา คณินทร์ตรงเข้าห้องน้ำวักน้ำทำความสะอาดเสื้อผ้าเท่าที่จะทำได้ เห็นคราบสกปรกแล้วแทนที่จะโกรธกลับนึกขำตัวต้นเหตุ ยิ่งตอนล้มคว่ำลงบนพื้นด้วยกันฝ่ายนั้นหน้าแดงราวกับมะเขือเทศสุก ดูไร้เดียงสาจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องกับพวกค้ายาเสพติด หล่อนจะรู้เห็นด้วยหรือเปล่าข้อนี้เขานึกสงสัยและคงต้องเฝ้าสังเกตต่อไป

เสร็จธุระในห้องน้ำเดินกลับออกมา พอดีกับมินตราลงมาถึง หญิงสาววิ่งกระหืดกระหอบท่าทางเร่งรีบจนน่าสงสาร

“ดีใจจังค่ะที่คุณยังรอ”

“ก็ไม่เชิง” ตอบตามตรง ที่ยังอยู่เพราะเพิ่งจัดการคราบสกปรกเท่าที่ทำได้สำเร็จเท่านั้น “สรุปว่าคุณจะรับผิดชอบผมยังไง”

คณินทร์แกล้งถามด้วยคำถามเหมือนรอให้ฝ่ายหญิงสาวมาขอแต่งงาน ผิวแก้มเนียนละเอียดจับสีระเรื่อขึ้นนิดหนึ่ง ดวงตาหลังแว่นเบือนหลบ

“หาซื้อเสื้อผ้าค่ะ ใกล้ ๆ นี้มีตลาดนัด เสื้อผ้าคนทำงานเต็มเลยของผู้ชายก็มี ไปค่ะฉันซื้อให้คุณเอง”

เมื่อได้พูดมากขึ้นคณินทร์สังเกตเห็นความมั่นใจหญิงสาวพอกพูนขึ้นด้วย วิธีแก้ไขที่ว่าเข้าท่ามากทีเดียว เขาพยักหน้ารีบเดินตามเจ้าถิ่นออกจากตึกเข้าซอยด้านข้างเพื่อวกไปยังตลาดนัดด้านหลัง

“คุณ...” มินตราเอ่ยขึ้น เว้นวรรคที่เหลือไว้ให้คณินทร์เติมคำ

“นิน”

หญิงสาวเผยยิ้มทำให้นัยน์ตากลมสวยเป็นประกาย ท่าทางดูดีใจนักหนาที่ได้รู้ชื่อเสียงเรียงนามของเขา เสียงใส ๆ ดังถาม “นินอะไรคะ ฉันมินตราค่ะ เรียกสั้น ๆ ว่ามินต์”

“นินนินนิน”  คณินทร์ทำเสียงสูงต่ำคล้าย ๆ เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน เขากลั้นยิ้มรอดูว่าหญิงสาวจะนึกออกไหมแล้วหล่อนก็นอกออก หัวเราะคิก

“นินจาฮัตโตริเหรอคะ”

คณินทร์หัวเราะไม่ตอบ ชีวิตเขาไม่ใช่ก็ใกล้เคียงนินจาต้องทั้งหลบทั้งซ่อน ฝึกวิชาลับไว้รอบตัวเพื่อต่อสู้กับศัตรู เขามองดวงหน้าหวานประดับรอยยิ้มตรงหน้าก็นึกชอบใจความสดใสของหญิงสาว ถ้าเพียงแต่มินตราเป็นใครสักคนนอกวงจรเหล่าค้ายาเสพติดคงดียิ่งกว่านี้

“คณินทร์ครับ คณินทร์ ใจธรรม” ไม่ใช่ คณินทร์ เวโรจน์ตามความเป็นจริง

 

ตลาดนัดที่ว่าเนื่องจากมีกลุ่มเป้าหมายเป็นพนักงานออฟฟิซหัวทันสมัยกลางเมืองสินค้าที่เลือกมาขายจึงแปลกตากว่าในความคิดแรกของคณินทร์ค่อนข้างมาก สินค้าประเภทเครื่องแต่งกายมีขายมากที่สุดในจำนวนร้านทั้งหมดและเกินกว่าครึ่งเป็นเสื้อผ้าผู้หญิง มีหลงมาเพียงสองสามร้านเท่านั้นที่เป็นของผู้ชาย

เมื่อถึงตลาด ลูกค้าค่อนข้างบางตาข้อนี้คณินทร์ได้ฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากมินตราที่ส่งเสียงใสเล่าไม่หยุดระหว่างเดินนำเขาไปหยุดยืนอยู่หน้าร้าน ๆ หนึ่ง

“เมื่อเช้าคนเยอะเชียวค่ะ ของใหม่ ๆ มีมากกว่าอาทิตย์ก่อน ฉันก็เลยมัวเดินเพลิน” ท้ายประโยคแผ่วลงแบบคนสำนึกผิดกับเหตุการณ์ต่อเนื่องหลังจากนั้น

“มาเดินบ่อยเหรอครับ” คณินทร์ชวนคุย ตามองกางเกงสแล็กส์สีดำที่แขวนอยู่หน้า

“คนมันชอบนี่คะ ขอดูตัวนี้หน่อยค่ะ” มินตราตอบก่อนบอกกับแม่ค้าสาวหน้าแฉล้มที่กำลังทิ้งสายตาให้คณินทร์อย่างหยดย้อยจนน่าหมั่นไส้

“เท่าไหร่ครับ” นาทีนี้ไม่อยากเสียเวลาเลือกมาก ขอแค่เปลี่ยนเป็นตัวใหม่เป็นใช้ได้

แม่ค้าส่งยิ้มยั่วให้ลูกค้าหนุ่มโดยไม่สนว่าเขามากับหญิงสาวหน้าตาน่ารักทั้งคนแถมยังถามทีเล่นทีจริงเสียอีก “แฟนเหรอคะ”

ชุดคำถามคำตอบระหว่างเขากับแม่ค้าที่ดูไม่เข้ากัน คณินทร์อยากขำแต่ขำไม่ออกด้วยอารมณ์กำลังรีบกึ่งกังวลจึงตอบให้ผ่าน ๆ ไปโดยไม่ทันสังเกตสีหน้าคนข้างตัวว่าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดลงเพียงใด

“ไม่ใช่หรอกครับเราเพิ่งรู้จักกัน ตกลงเท่าไหร่ ราคาตามป้ายนี้ใช่มั้ยแม่ค้า”

“แหม ใจร้อน” แม่ค้าช่างยั่วหัวเราะพลิ้ว “เอา ๆ เห็นแก่ว่าวันนี้ขายดีฉันลดให้ร้อยนึงเลย”

“คุณนินไม่ต้องค่ะฉันเอง” ถึงสติจะหลุดจากตัวไปครู่หนึ่งแต่มินตราก็รีบกอบกลับเข้าตัวได้ไวใช้ได้ ยกมือกั้นไม่ให้คณินทร์จ่ายเงิน

แต่คณินทร์ไม่ยอม จับมือบางไว้แน่น แย่งจ่ายเงินเองพร้อมกับลากข้อมือคนจะแย่งจ่ายให้ได้เดินตามมาอีกร้าน เสื้อเชิ้ตหลากสีทั้งแบบเรียบแบบลายแขวนเต็มรวมถึงเนคไท คณินทร์ชี้เลือกแบบเรียบสีอ่อนเข้มตัดกันระหว่างเสื้อกับเนคไท จัดแจงจ่ายเงินโดยมินตราไม่มีสิทธิ์ทำตามใจเพราะมือยังถูกเกาะกุมทำให้เกิดเสียงประท้วงขึ้นอ่อย ๆ

“คุณนินใจร้าย”

เสียงนั้นดึงสายตาคณินทร์ให้มองดวงหน้าหวาน มินตราย่นจมูกนิดหนึ่งพร้อมกับส่งค้อน ชายหนุ่มรีบปล่อยมือตีความรหัสท่าทางนั้นไปว่าถูกโกรธที่เขาเผลอถือวิสาสะจับมือถือแขนทั้งที่เพิ่งรู้จักกัน แต่ก็เปล่า เรื่องของเรื่องมันอยู่ที่...

“ฉันบอกแล้วไงคะว่าจะซื้อให้เพื่อไถ่โทษ คุณยังโกรธฉันอยู่ใช่หรือเปล่า”

“ผมจะโกรธคุณทำไม” แม้แวบแรกโกรธจริง นาทีต่อจากนั้นเขาก็โกรธไม่ลงและเชื่อว่าเป็นใครเจอนัยน์ตาเคลือบละอองน้ำตาทั้งเศร้าทั้งหวานแถมดูอ้อน ๆ อย่างตอนนั้นไม่มีทางโกรธลง

“แต่คุณ...”

“คุณนี่คิดมากไม่ใช่เล่น” คณินทร์ดุ “เอางี้ ถ้าอยากไถ่โทษ ทำอย่างอื่นให้ผมแล้วกัน คุณจะยอมหรือเปล่า”

เขาถาม ก้มหน้าลงเกือบชิดใบหน้าหวานสีระเรื่อประดับด้วยแววตาตื่นตระหนกเพื่อรอคำตอบ

“ย...อย่างอื่น”

ด้วยความเป็นสาวกนิยายพาฝันตัวยงในสมองมินตราเริ่มเข้าสู่กระบวนการจินตนาการไปไกลโพ้น เสียงหล่อนตะกุกตะกักเมื่อคิดเป็นตุเป็นตะว่าคณินทร์จะยื่นข้อเสนอแปลก ๆ เหมือนพระเอกในนิยายชอบทำกับนางเอก

แต่คณินทร์ตามความคิดนั้นไม่ทัน สีหน้าชายหนุ่มยังคงเดิมแต่ความระแวงฝังอยู่ในสายเลือดตามอาชีพทำให้แคลงใจไม่น้อย...หรือมินตราจะมีส่วนรู้เห็น

“คุณจะยอมหรือเปล่า” เขาย้ำถาม

มินตราทำท่าเหมือนจะเป็นลม เบนหน้าหนีหน้าหล่อ ๆ ของผู้กองหนุ่มจนตัวแทบทรุดลงกองกับพื้น ตอบเสียงเบาหวิว “ก...ก็ได้ค่ะ ว่ามาเลย”

อาการตอบเสียงสั่น หน้าแดง หลับตาปี๋แบบคนเตรียมตัวรับโทษสะกิดใจคณินทร์ เขายืดตัวขึ้นตรง เอ่ยสั่ง “คุณมินตรามองหน้าผม”

แล้วท่าที่คนถูกสั่งหรี่ตาขึ้นทีละหน่อยเพื่อสบตาเขาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ด้วยแววตาไหวระริกก็ทำให้เขาหนักใจไม่น้อย จะจัดการยังไงถ้าหญิงสาวเจ้าของแววตาขี้อ้อนเป็นหนึ่งในพวกคนร้าย คงเป็นงานยากที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

“คุณคิดว่าผมจะขออะไร”

“...”

หน้าหญิงสาวแดงแล้วแดงอีกทั้งเจ้าตัวยังเดินหนีเอาดื้อ ๆ เมื่อไม่กล้าโพล่งตอบคำตอบที่แท้จริงออกไป คณินทร์สาวเท้าตามมาดักหน้า จับสังเกตทุกกิริยา “บอกผม”

“มินต์...ฉันกำลังคิดว่าคุณจะให้ไถ่โทษด้วยการ...”

“อะไร”

“เป็นทาสคุณหนึ่งเดือน”

โลกใต้ฝ่าเท้าคณินทร์หยุดนิ่ง สีหน้าไม่แสดงออกถึงความรู้สึกใด ๆ อยู่หลายวินาทีก่อนกล้ามเนื้อใบหน้าจะขยับ หน้าแดงน้ำตาปริ่มนิด ๆ แล้วระเบิดหัวเราะลั่น พูดแทบไม่เป็นคำ

“ค...คุณไปเอามาจากไหนเนี่ย ผมจะทำแบบนั้นทำไม”

ปลายเท้ากลายเป็นจุดหมายเดียวของสายตามินตรา หญิงสาวก้มหน้างุด แต่คณินทร์เห็นชัดว่าผิวแก้มถึงใบหูหล่อนแดงเถือก ต้องกลั้นหัวเราะอยู่นานกว่าจะสำเร็จ เอ่ยเสียงเรียบที่สุดไม่ให้อีกฝ่ายเขินมากไปกว่าเดิมกับจินตนาการอันกว้างไกลสุดกู่

“มานี่สิ” เอ่ยชวน เดินนำมายังร้านขายเดรสสีอ่อนหวาน พูดกับคนขายดังพอให้มินตราได้ยิน หล่อนเงยหน้ามองเขาแบบงง ๆ “ขอชุดที่สวยที่สุดในร้านนี้สักชุดสิครับ”

แม่ค้าวัยกลางคนอมยิ้มกับคำพูดชายหนุ่ม ชำเลืองมองมินตรานิดหนึ่งด้วยแววตาเอ็นดู “ชุดนี้เป็นไงคะ ใส่ทำงานได้ออกงานก็ไหว”

ชุดดังกล่าวเป็นเดรสผ้าเนื้อนิ่มสีชมพูหวานแขนตุ๊กตา  คณินทร์สังเกตเห็นว่าพนักงานในบริษัทพงศ์พลฟู้ดส์ไม่มียูนิฟอร์ประจำ คิดว่าชุดสวยน่ารักสมตัวคนใส่นี้ไม่น่ามีปัญหาหากจะใช้ชั่วคราวแทนชุดเดิมที่เลอะเทอะไม่แพ้ของเขา

“สวยไหม” คณินทร์ถามด้วยคำถามกลาง ๆ ไม่บอกมากไปกว่านั้น

“ค่ะ สวย”

“งั้นเอาชุดนี้ครับ” บอกแม่ค้าพร้อมส่งเงินให้ รับถุงมาแล้วยื่นถุงนั้นต่อมาตรงหน้ามินตรา “ผมให้”

“คะ? สีหน้ามินตราแสดงชัดว่างงเต็มที่ หล่อนก้มมองดูตัวเองเหมือนเพิ่งนึกได้ว่านอกจากชายหนุ่มแล้วตัวเองก็เละตุ้มเป๊ะควรเปลี่ยนชุดเช่นกัน

“คุณมอมแมมไปทั้งตัว ถือซะว่าเราแลกเปลี่ยนกัน ผมซื้อชุดให้คุณแลกกับข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ โอเคมั้ยครับ”

“ข้อมูลอะไรเหรอคะ” มินตราพึมพำขอบคุณ ระหว่างนั้นอาศัยว่าหมายตารองเท้าร้านข้าง ๆ ร้านขายเดรสไว้ตั้งแต่เมื่อเช้าหยิบรองเท้าคู่หนึ่งส่งให้แม่ค้า

“คุณไม่ต้องไถ่โทษผมเพราะผมไม่เคยโกรธคุณ” คณินทร์รีบอธิบายกันไม่ให้คนช่างสำนึกผิดวกกลับมาเรื่องเดิม เห็นหล่อนซื้อของครบแล้วเอ่ยชวน “รีบกลับเถอะผมกลัวไม่ทัน”

“แล้วเรื่องข้อมูล”

“เดินไปคุยไปก็ได้” คณินทร์ตอบ แย่งถุงพะรุงพะรังในมือหญิงสาวมาช่วยถือ

มินตราดูนาฬิกา ดวงตาหล่อนเบิกกว้างรีบจ้ำราวกับเป็นคนเข้าสมัครงานเสียเอง “โอ๊ะเหลืออีกแค่สิบกว่านาที รีบเข้าเถอะค่ะ”

ทำให้คณินทร์ต้องรีบดึงแขนไว้ เกรงว่าปล่อยไปคนรีบไม่ดูตาม้าตาเรือจะก่อเหตุเข้าอีก “ทันน่า ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บเดียว เข้าเรื่องดีกว่า”

“ค่ะ”

“คุณรู้แล้วว่าผมมาสมัครงาน เรื่องอื่นผมเตรียมตัวมาพอสมควร แต่อยากรู้อีกนิดหน่อยเกี่ยวกับนิสัยใจคอผู้บริหารที่นี่ คุณพอบอกผมได้มั้ย”

“เชื่อแล้วค่ะว่าเตรียมตัวดี ใครบอกคุณคะว่าผู้บริหารจะเป็นคนสัมภาษณ์”

“พี่ที่โทร.ไปแจ้งผลรอบแรกน่ะครับ”

“ใช่เลยค่ะ ที่นี่เจ้านายเราดูแลทั่วถึง แม้ว่าฝ่ายบุคคลสัมภาษณ์แล้วเจ้านายท่านใดท่านท่านหนึ่งก็ยังต้องสัมภาษณ์อีกรอบ ส่วนใหญ่หน้าที่นี้เป็นของคุณวัศยาค่ะ เธอค่อนข้างดุเจ้าระเบียบใครทำอะไรผิดนี่ถ้าเตือนไม่ฟังยังทำซ้ำมีโดนทัณฑ์บนแน่ะค่ะ แต่ฉันเองคงชินมั้งคะเพราะอยู่ใกล้นาย ๆ คุณวัศยาเธอเถรตรงค่ะ ทำถูกต้องตามระเบียบไว้ก็จบ”

เป็นอันรู้ข้อมูลเบื้องต้นแล้วคนหนึ่ง คณินทร์ตั้งใจฟังเต็มที่แต่ยังสามารถปั้นสีหน้าตื่นเต้นพอให้มินตรารู้ว่าเกร็งกับการสัมภาษณ์ที่จะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้

“ต่อมาก็คุณวิญญู ถ้าเจอคนนี้สบายมากเลยค่ะบอสฉันเอง คุณวิญญูใจดีค่ะไม่เรื่องมากไม่แก่จับผิด แต่ถ้าเจอคุณวาทิศ คนนี้ใจดีเหมือนกันค่ะ คุณจำไว้อย่างเดียวว่าจงเป็นผู้ฟังที่ดีพอ เพราะท่านชอบเป็นฝ่ายพูดมากกว่าฟัง”

ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น แต่คณินทร์เอ่ยขอบอกขอบใจมินตราเป็นการใหญ่ ทั้งคู่กลับมาหยุดอยู่หน้าห้องน้ำแล้วต่างฝ่ายต่างรีบแจ้นเข้าเปลี่ยนเสื้อผ้า

 

“ส่งตรงนี้นะคะ ขอให้คุณโชคดี” มินตราหยุดยืนส่งคณินทร์หน้าห้อง ๆ หนึ่งบนชั้นสาม ล่างจากชั้นทำงานหล่อนหนึ่งชั้น

“ขอบคุณสำหรับคำอวยพร”

“เอ่อ คุณนินคะ”

คณินทร์ชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวไปนั่งต่อแถวชายหนุ่มอีกสามคน หันกลับมา “ครับ”

“ถ้าเสร็จธุระแล้วขอเวลาสักครู่ได้มั้ยคะ ฉันมีเรื่องจะรบกวนถาม”

เรื่องอะไรหนอ...คณินทร์สงสัย “ด้วยความยินดี เที่ยงเป็นไงครับ”

ยามนัยน์ตาคู่สวยทอประกายระยับด้วยความยินดีเป็นเวลาน่ามองที่สุด กลีบปากสีกลีบกุหลาบแย้มนิด ๆ “ค่ะ เจอกันมื้อเที่ยง”

 

                หลังจากนัดแนะกันแล้วคณินทร์นั่งรออยู่ไม่นานก็ได้เริ่มสอบข้อเขียน มีทั้งการคำนวณ ทดสอบด้านภาษาอังกฤษ โปรแกรม และคำถามจิตวิทยาซึ่งทุกหมวดคณินทร์ทำได้ผ่านฉลุย ด่านวัดใจอยู่ที่การสัมภาษณ์ต่างหาก

                เมื่อทำข้อเขียนเสร็จ พนักงานฝ่ายบุคคลเชื้อเชิญผู้เข้าสมัครงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายไอทีทั้งหมดมานั่งรอหน้าห้องอีกห้องหนึ่ง คณินทร์เป็นรายสุดท้ายที่เข้าสัมภาษณ์ ในห้องนั้นชายหนุ่มพบหญิงวัยกลางคนท่าทางไว้ตัวนั่งรออยู่แล้ว หล่อนนั่งไขว่ห้างอยู่หัวโต๊ะหันหลังให้ไวท์บอร์ดขนาดใหญ่ แว่นสายตาดูแล้วน่าจะเป็นแว่นสายตายาวเล็กเรียวตกลงเกือบถึงปลายจมูก สายตามองลอดแว่นเพ่งพินิจเขาราวกับสแกนดูคล้ายครูจอมเฮี้ยบตรวจระเบียบไม่มีผิด...นี่น่ะหรือวัศยา พงศ์พลหนึ่งในสามพี่น้องผู้บริหารตระกูลพงศ์พล วิญญู วัศยา และวาทิศ

“เชิญนั่ง”

เสียงพลิกกระดาษใบสมัครดังขึ้นในความเงียบ คณินทร์นั่งสงบ ใช้เพียงสองตาที่มีเก็บรายละเอียดตรงหน้าไว้ในลิ้นชักสมอง งานของเขากำลังเริ่มต้น ข้อมูลยังคลุมเครือ หนึ่งในสามพี่น้องนี้เขาต้องหาให้เจอว่าใครกันแน่เป็นผู้ร้ายตัวจริงและมีใครรู้เห็นด้วยอีกบ้าง

“คุณทำคะแนนคำนวณกับภาษาอังกฤษแย่กว่าคนอื่นอยู่หลายคะแนน” วัศยาเอ่ยยาว ๆ เป็นประโยคแรกด้วยน้ำเสียงตำหนิ แต่ลูบหลังด้วยคำชมต่อจากนั้น “แต่ที่เหลือคะแนนเต็มทุกชุดฉันคิดว่าถ้าตั้งใจอีกสักหน่อยคุณน่าจะได้คะแนนเต็มทั้งหมด เพราะเรื่องเมื่อเช้างั้นเหรอ”

ข่าวซุบซิบในที่ทำงานเป็นเรื่องสนุก ความวุ่นวายเมื่อเช้าก่อนเข้าสัมภาษณ์จะถึงหูวัศยาก็ไม่แปลก

“ไม่หรอกครับ คนละเรื่องกัน ผมคิดว่าถ้าให้ทำใหม่คะแนนคงไม่ต่างจากเดิมมาก” อันดับหนึ่งไม่ใช่ตำแหน่งของเขามาแต่ไหนแต่ไร พ่อแม่เองก็ไม่เคยเคี่ยวเข็ญให้เขากับพี่ชายเรียนเป็นเลิศได้ท็อปทุกวิชา ขอแค่ตั้งใจเรียนเป็นใช้ได้ ดังนั้นตั้งแต่อนุบาลยันปริญญาตรีเขาจึงมักตั้งใจแต่ไม่มุ่งหวังการเป็นอันดับหนึ่งเน้นความเข้าใจมากกว่า...ไม่เหมือนไอ้กล้าได้กล้าเสีย แวบหนึ่งคณินทร์นึกถึงเพื่อนสนิทสมัยเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร นายจิรวัติ ต้นกล้า หรือไอ้กล้าได้กล้าเสียของเพื่อน ๆ เป็นตัวกวาดตำแหน่งพวกนั้นเสียส่วนมาก ป่านนี้ไม่รู้ผู้การจอมกะล่อนเป็นอย่างไรบ้าง ช่วงนี้เขามัวแต่ยุ่งจนห่างการติดต่อไปสักหน่อย

“คุณคิดว่าใครจะได้งาน”

ภวังค์ความคิดคณินทร์หวนกลับมายังการสัมภาษณ์ เอ่ยตอบ “คนที่คุณมองเห็นว่ามีความมุ่งมั่นพอจะทำงานให้พงศ์พลฟู้ดส์ได้เต็มกำลังความสามารถครับ”

“หืม” วัศยาขยับแว่น รอยยิ้มประดับมุมปากนิดหนึ่ง “ไม่ใช่คนทำคะแนนได้สูงสุดหรอกเหรอ”

“การเป็นอันดับหนึ่งไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างนี่ครับ ตอบข้อเขียนได้ร้อยเต็มหมดทุกชุดใช่ว่าเวลาทำงานจะเต็มร้อยเสมอไป”

“ฉลาดจริงนะ” วัศยาเอ่ยชม “คุณตอบเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองนี่นา”

บังเอิญเป็นเช่นนั้นต่างหากเล่า ในชีวิตจริงมีให้เห็นออกเยอะแยะพวกความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ผลการเรียนเป็นแค่ใบเบิกทางขั้นต้นแต่สนามจริงมันวัดกันตอนลงมือทำงานจริงต่างหาก

 

การสัมภาษณ์กินเวลานานกว่าครึ่งชั่วโมงเสร็จสิ้นลง คณินทร์ก้าวออกจากห้องไม่วอกแวก หน้าที่วันนี้จบแล้วเหลือแต่การรอผลเท่านั้น ชายหนุ่มดูเวลาเหลืออีกไม่กี่นาทีจะเที่ยง เขานึกถึงมินตรา ไม่รู้หล่อนมีธุระอะไรจะคุยด้วยท่าทางสำคัญนัก เขาลงลิฟต์มารออยู่ชั้นล่างตรงชุดโซฟาที่นั่งเมื่อเช้าแต่รอแล้วรอเล่ากระทั่งบ่ายสองก็ไม่เห็นแม้เงา

ร่างสูงหยัดตัวขึ้นตรง มองไปยังลิฟต์นิดหนึ่งแล้วหมุนตัวเดินออก คลาดกับมินตราไม่ถึงห้านาที

 

มินตราวิ่งกระหืดกระหอบออกจากลิฟต์มาหยุดยืนคว้างกลางฟลอร์ชั้นล่าง มองไปรอบ ๆ ไม่เห็นแม้แต่เงาของคณินทร์ก็ตัดสินใจยืนรออยู่อีกครู่ใหญ่จนแน่ใจว่าเขาคงกลับไปแล้ว หญิงสาวเม้มปากแน่น บ้าจริงทั้งที่ได้เจอแล้วแท้ ๆ แค่อยากจะเช็กความแน่ใจให้ชัวร์สักครั้งว่าเขาเป็นคนเดียวกับในความเข้าใจของหล่อน แต่กลับมีงานด่วนเข้ามาจนปลีกตัวไม่ได้

หรือชีวิตจริงจะไม่เหมือนในนิยาย โลกไม่กลมเสมอไปและคนที่เราอยากเจอที่สุดก็ไม่มาให้เราพบเจอได้บ่อย ๆ กันนะ...



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

571 ความคิดเห็น

  1. #110 ooiidd4 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2554 / 05:38
    หนูมินต์เกือบได้เช็คความแน่ใจแล้วเชียว เฮ้อ..
    พี่นินน่าจะรออีกนิด
    #110
    0
  2. #109 rochana1987 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 / 16:29
     wording ดีมากกกกกกกกกกกกกกกกก
    #109
    0
  3. #108 tjaree (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 / 14:10
    ยิ่งอ่านยิ่งอยากติดตามไปเรื่อยๆ รีบอัพนะค่ะจะคอยอ่าน
    #108
    0
  4. #107 pacemaker (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2554 / 16:11
    น่ารักๆๆๆ ^ ^
    #107
    0
  5. #106 rod_usawadee (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2554 / 10:55
    ชอบอ่ะ
    - คุณไม่ต้องไถ่โทษผม เพราะผมไม่เคยโกรธคุณ
    - เอ ถ้าคนอ่านนิยายเป็นประจำ แล้วคิดเหมือนมินตรานี่ สงสัยพีจะแย่เน้อ เจอปู้ชายที่หนาย ชนแล้วเขาจะให้เราไถ่โทษ ไม่เหมือนผู้กองนินจาฮาโตริ พีเก๊าะแย่สินะ อิอิ
    รักนะเด็กโง่และไม่โง่ทั้งหลาย ฮาอ่ะ ชอบอ่ะ เอาไป 100 คะแนนเลยยยยยยยยย
    #106
    0
  6. #105 geniegirl (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2554 / 00:42
     นางเอกน่ารักมาก  เพ้อฝันได้อีกนะคะ

    ชอบ  เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #105
    0
  7. Columnist
    #104 Black_Eyes (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2554 / 22:29
    ว้าวววววๆๆๆ เชียร์ค่า
    นางเอกของเราน่ารักมากกก แต่ก็ซุ่มซ่ามมากดหมือนกันนน 55
    #104
    0
  8. #103 pon1963 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2554 / 21:03
    ชอบค่ะ น่ารักดีทั้งพระ ทั้งนางจะรอตอนต่อไปนะคะ
    บ้านไรเตอร์น้ำท่วมป่าว สู้ๆๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #103
    0
  9. #102 deekra (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2554 / 19:33
    มันมาแล้วอ่ะ อ่ะ อ่ะ สุดค่ะคุณผู้เขียน^___^
    #102
    0
  10. #101 broken--heart (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2554 / 12:54
     พี่นินจาของเราได้งานแล้ว> #101
    0
  11. #100 taiyim1 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2554 / 08:00
     ชอบมาก..ค่ะ ตามอ่านได้ตลอด..ชอบแนวนี้ค่ะ...ไม่ต้องมีการแก้แค้นกันไปมา  ไรเตอร์เขียนได้น่ารักและเข้าใจดีรู้เรื่องง่่ายๆ  และน่าติดตามว่าจะเกิดอะไรขึ้น  นางเอกไ่ม่ขี้อายจนน่าเบื่อ พระเอกก็เป็นชายอบอุ่น(คิดเอาเองเพราะชอบ...)สรุป น่ารักน่าติดตาม...
    #100
    0
  12. #99 boonso (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2554 / 06:02
    น่ารักดี
    #99
    0
  13. #98 germaffm (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2554 / 05:32
    มาเป็นกำลังใจและรออัพค่า
    #98
    0
  14. #97 not-mean (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2554 / 20:58
    นินจา ฮัตโตริ
    #97
    0