มือปราบเจ้าหัวใจ

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,233
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    19 ก.ค. 60

สำหรับคอE-book โหลดได้แล้ววันนี้!

มือปราบเจ้าหัวใจ
อัคนี
www.mebmarket.com
ร้อยตำรวจเอกคณินทร์ เวโรจน์นายตำรวจหนุ่มหล่อจากหน่วยป.ป.ส.ผู้มีฝีมือแฮกเกอร์ระดับโลกได้รับมอบหมายให้แฝงตัวเข้าไปสืบหาคนร้ายในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งงานในหน้าที่เขาไม่เคยหวั่นแต่จะทำอย่างไรดีกับมินตรา...สาวแว่นจอมโก๊ะที่ดันสะกิดสะเกาหัวใจเขาให้อยากได้ตัวเธอขึ้นมาตงิด ๆคณินทร์คงจะไม่คิดหนัก ถ้ามินตราไม่เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเมื่อต้องเลือกระหว่างภารกิจหลักกับภารกิจรัก เขาจะเลือกสิ่งไหนมันจะเป็นไปได้หรือไม่หากภารกิจทั้งสองจะเดินหน้าไปพร้อมกัน



เสียงสัญญาณเหนือประตูกระจกอัตโนมัติดังขึ้นเป็นจังหวะสั้น ๆ พร้อมกับเลื่อนเปิดต้อนรับร่างสูงของคณินทร์ที่เดินเนือย ๆ เข้าสู่เขตเซ็นเซอร์ รองเท้าแตะหูหนีบยี่ห้อดึกดำบรรพ์ กางเกงยีนส์สีซีดจัดมีโซ่คล้องโยงระหว่างหูเข็มขัดกับกระเป๋ากางเกงและเสื้อกล้ามสีดำลายหัวกะโหลกประดับอยู่บนร่างกายเต็มมัดกล้าม เขาไม่ได้ยินเสียงใสเอ่ยต้อนรับด้วยคำพูดเหมือนเมื่อวันก่อนปีก่อนหรือวันไหน ๆ ราวกับเสียงนั้นเป็นเสียงจากเครื่องบันทึกเสียงเพราะหูทั้งสองข้างถูกอุดด้วยหูฟังส่งเสียงเพลงร็อคสนั่นชนิดคนยืนข้าง ๆ ยังได้ยินว่าเป็นเพลงอะไร

                ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศพลุ่งกระทบตัวทำให้ชายหนุ่มค่อยคลายจากความร้อนเนื่องจากวิ่งออกกำลังระหว่างทาง เขาตรงไปยังตู้น้ำอัดลมหยิบออกมาสองกระป๋องโยนลงตะกร้าพลาสติกที่ทางร้านเตรียมไว้ตามด้วยขนมขบเคี้ยว แซนวิช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และลูกอมรสมินต์อีกหนึ่งกล่องนำมาวางบนเคาน์เตอร์ชำระเงิน

                “รับน้ำซาลาเปาเพิ่มมั้ยคะ”

                แน่นอนว่าประโยคนี้ชายหนุ่มก็ไม่ได้ยินอีกแต่โบกมือปฏิเสธได้โดยอัตโนมัติเพราะฟังมาแล้วเป็นร้อยเป็นพันหน จ่ายเงินเสร็จก็หิ้วถุงติดมือเดินกลับมาตามทางเท้าใต้แสงรำไรยามค่ำคืน เสาไฟริมถนนบางดวงนั้นหลอดขาดไม่ได้รับการเปลี่ยนมาเป็นเดือนชายหนุ่มเหลือบตามองด้วยความหงุดหงิดว่าผู้รับผิดชอบควรใส่ใจกับมันมากกว่านี้เพื่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของผู้ผ่านไปมาโดยเฉพาะหญิงสาว

                จากทางเท้าริมถนนใหญ่ชายหนุ่มเลี้ยวเข้าซอยผ่านเพิงพักสำหรับวินมอเตอร์ไซค์ประจำซอยเดินลึกเข้ามาไม่เท่าไหร่ก็ถึงตึกสูงสามชั้นสภาพกลางเก่ากลางใหม่แต่สะอาดใช้ได้ ที่พักของเขา...ในระยะนี้

 

                ห้องพักของเขาอยู่ชั้นสองสุดทางเดินใกล้บันไดหนีไฟ ซี่บันไดเล็กกว่าข้อมือเกาะแน่นอยู่ข้างตึกนั้นเห็นทีไรไม่เคยให้ความมั่นใจได้เลยว่าถ้าเกิดไฟไหม้ขึ้นจริงควรจะปีนป่ายลงไปตามทางนั้นหรือไม่

                ในห้องพักสว่างขึ้นหลังจากเจ้าของกดเปิดสวิตช์ให้ดวงไฟกลางห้องทำงาน นอกจากตู้เสื้อผ้ากับเตียงไม้เนื้อหยาบแล้วมีเพียงโต๊ะทำงานทรงครึ่งวงกลมขนาดพอเหมาะ ของน้อยชิ้นในห้องถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเพื่อความสบายตาอย่างหนึ่งยังเพื่อสังเกตความผิดปกติด้วยอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเพียงมีใครเคลื่อนย้ายสิ่งของจากที่เดิมแม้แต่เซ็นฯ เดียว...เขาจะต้องรู้

                คณินทร์วางถุงในมือที่โต๊ะสี่เหลี่ยมบริเวณระเบียงด้านหลัง จัดการแซนวิชหนึ่งชิ้นระหว่างรอบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต้มสุก กลิ่นหอมของมันเริ่มโชยเมื่อน้ำเดือดและถูกเติมน้ำมันเจียวกับเครื่องปรุงอื่นตามลงไป หลังจากปรุงเสร็จไม่นานบะหมี่หอมยั่วพยาธิก็หมดชามตามไปอีกอย่าง ตบท้ายด้วยน้ำอัดลมซ่าสะใจอีกนิดชีวิตหนุ่มโสดก็เป็นสุข กินเอาอิ่มจะเอาอะไรมาก จะว่าไปก็นึกขำ ใครมาเห็นการใช้ชีวิตของเขาคงคิดดูถูกได้ง่าย ๆ ว่าจนกรอบทั้งที่ของเล่นสารพัดชนิดกับฝีมือด้านไอทีทำเงินให้มหาศาล คำตอบง่าย ๆ ของเรื่องนี้มีแค่...ทำตัวเรียบเข้าไว้จะได้ไม่เป็นจุดเด่น

                หลังจากชามใส่บะหมี่ถูกล้างคว่ำเรียบร้อย คณินทร์เดินกลับมานั่งยังมุมประจำหน้าแลปท็อปคู่ชีพ ดูภายนอกมันเป็นเพียงแลปท็อปไม่ใหม่นัก เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีก้าวไปอย่างรวดเร็วผู้ผลิตต่างแข่งขันผลิตรุ่นใหม่ออกมาจนล้นตลาด เขาเปิดเครื่องใส่รหัสเข้าใช้งานที่มีการเปลี่ยนทุกสองสัปดาห์ ความเร็วกับศักยภาพของมันล้ำสภาพภายนอกอย่างสิ้นเชิง เจ้าของมันรู้ดีว่าบอดี้ภายนอกนั่นก็เพียงแค่เปลือกหุ้มความสุดยอดภายในที่เขาปรับแต่งไว้อย่างดีนั่นเอง

                เสร็จจากภารกิจก่อนเขายังไม่ได้รับมอบหมายงานใหม่ในช่วงนี้ มีเวลาพอทำกิจกรรมส่วนตัวที่ชอบอย่างคิดประดิษฐ์ของเล่นใหม่ ๆ ที่มักได้ใช้ประโยชน์ในยามฉุกเฉิน ไปค่ายมวยรุ่นพี่ที่รู้จักกันบ้างเพื่อขึ้นสังเวียนเล่น ๆ สักยกสองยก หรือแม้แต่ขลุกอยู่ในโลกไซเบอร์เพื่อเจาะระบบองค์กรไหนสักแห่งที่ขึ้นชื่อว่าหินแสนหิน

                ชายหนุ่มเปิดเช็กอีเมล์ก่อนอื่น ช่องทางนี้แทบเป็นช่องทางเดียวที่บุคคลภายนอกติดต่อเขาได้แต่ก็ไม่ทันท่วงทีนักหากเขาไม่มีเวลามากพอ ไม่มีข้อความใหม่ แสดงว่าเจ้าเพื่อนสนิททั้งหลายคงกำลังวุ่นวายกับเรื่องของตัวเองไม่น้อยไม่เช่นนั้นคงส่งคำทักทายพร้อมบอกเล่าความเป็นไปมาให้รู้บ้าง รอยยิ้มเปิดขึ้นอย่างอารมณ์ดีเมื่อนึกถึงเพื่อนสนิทสมัยเรียนโรงเรียนเตรียมทหารสามคน รูปถ่ายร่วมกันทั้งสี่คนนอนนิ่งรวมอยู่กับสมบัติชิ้นอื่น ๆ ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้า ถึงไม่ต้องหยิบออกมาดูเขาก็จำรายละเอียดภาพนั้นได้ดี มันเป็นรูปพวกเขาทั้งสี่ในชุดนักเรียนเตรียมทหารยืนเรียงกันไล่ตั้งแต่ภูริช จิรวัติ กรัณย์และเขาทางท้ายแถว สามเสือยืนยิ้มแต้ขาดแต่เจ้ากรัณย์เสือยิ้มยากคนเดียวไม่เข้าพวก ใครจะนึกเล่าว่าหลังจบจากโรงเรียนเตรียมทหารแล้วพวกเขาทั้งสี่จะแยกกันคนละเหล่าครบทีเดียวทั้งทัพบก ทัพเรือ ตำรวจ และทหารอากาศไล่ตามลำดับการยืน นึกแล้วก็อยากโทร.หาสักหน่อย แต่เหลือบมองเวลาแล้วคงดึกเกินไปเลยปัดเป็นวันหลัง

                กำลังจะหาอะไรทำฆ่าเวลาต่อตามประสาติดนิสัยนอนดึกก็พอดีโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เบอร์นี้นอกจากมีแต่คนใกล้ชิดรู้แล้วยังเป็นเบอร์ที่นานทีจะติดต่อได้เพราะเปิดใช้ต่อเมื่ออยู่ในยามปลอดจริง ๆ

                “ไอ้นินอยู่ไหนวะเนี่ยตามตัวยากฉิบเป๋ง” เสียงคุณากร...พี่ชายสุดที่รักถามเหมือนหาเรื่องตั้งแต่เริ่มรับสาย

                “ที่ไหนสักแห่งในประเทศไทยนี่แหละ”

                “กวน ๆ” คุณากรทำเสียงเข่นเขี้ยว คงอยากจะโผล่จากปลายสายมาจัดการเขาน่าดู คณินทร์หัวเราะขำ

                “มีอะไรให้รับใช้ล่ะครับพี่ชาย บอกมาเลย” ปัจจุบันคุณากรเป็นเจ้าของบริษัทผลิตซอฟต์แวร์สำเร็จรูป มีบ้างเหมือนกันที่ถูกจ้างให้เขียนโปรแกรมเฉพาะขึ้นซึ่งกว่าครึ่งของงานพวกนั้นเป็นฝีมือเขา

                “มาเจอกันหน่อยสิ ฉันขี้เกียจคุยกับแกทางโทรศัพท์ ไม่เจอจนจะลืมหน้าน้องตัวเองอยู่รอมร่อแล้ว” พอเห็นคณินทร์เงียบฝ่ายนั้นจึงสำทับมาอีก “ฉันไม่กลัวอะไรหรอกวะ โสดทั้งแท่งไม่มีลูกเมียให้ห่วง มากินข้าวกันนาน ๆ ทีจะเป็นไร”

                ในครอบครัวซึ่งมีเพียงสามคนแม่ลูก พี่ชายเท่านั้นที่พอรู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับงานของเขา พวกพ่อค้ายารายใหญ่จำนวนไม่น้อยถูกจัดการโดยมีคณินทร์เป็นหัวหน้าทีมยังอยู่ในคุกแต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่าพวกของมันจะไม่หมายหัวเขากับครอบครัวทำให้ต้องระวังกันเป็นพิเศษ แต่นานทีปีหน...

                “ก็โอเค ที่ไหนดี”

                พี่ชายบอกสถานที่นัดหมาย คณินทร์ตอบตกลง

 

                “มินต์เอ๊ยตื่นหรือยังลูก”

                เสียงจันทราลอยจากชั้นล่างขึ้นมาชั้นบน มินตรากลิ้งตัวไปมาบนที่นอนอย่างเกียจคร้านก่อนจะลุกขึ้นนั่งหัวฟูตะโกนตอบเสียงงัวเงีย “ตื่นแล้วค่า”

                “ป้าจะไปธุระล่ะนะ กับข้าวทำไว้ให้แล้ว อุ่นเรียบร้อยจะกินเมื่อไหร่ก็ลงไปค้นกินเอา” จันทราเปิดประตูห้องหลานสาวชะโงกหน้าเข้ามาสั่งความ ส่ายหน้ายิ้ม ๆ กับสภาพหัวยุ่งหน้ายับของคนบนเตียง รอยฟกช้ำบนใบหน้าและตามเนื้อตัวจางลงมากแล้วค่อยมองสบายตาสบายใจขึ้นกว่าวันก่อน ๆ “นอนดึกอีกสิ ทำอะไรอยู่ล่ะฮึ”

                มินตราหัวเราะแก้เก้อนิดหนึ่งที่ถูกรู้ทัน นิสัยถึงวันหยุดทีไรต้องนอนดึก ๆ ดื่น ๆ นี่แก้ไม่หายสักที มันเหมือนว่าหล่อนกระหายเวลาว่าง มีจังหวะนั้นเมื่อไหร่เป็นต้องใช้ให้คุ้มเพื่อ... “อ่านนิยายค่ะ เรื่องนี้สนุ้กสนุกล่ะป้า พระเอกนี่อย่างเท่ตัวตายไม่ว่าขอปกป้องนางเอกไว้ก่อน”

                จันทราหัวเราะ คงจะขำท่าทางเพ้อกู่ไม่กลับของหล่อน มินตราพอรู้แต่ห้ามตัวเองไม่ไหวจริง ๆ อ่านนิยายทีไรเป็นยังงี้ทุกที

                “เออฝันเข้า แล้วอย่านึกว่าผู้ชายจริง ๆ มันจะมีแบบนั้นล่ะ ดูอย่าง...”

                คำพูดต่อจากนั้นขาดหายกะทันหัน มินตรารู้ว่าป้าจะยกพ่อเป็นตัวอย่าง คงนึกได้ว่าอาจทำให้หลานสาวสุดที่รักสะเทือนใจถึงรีบหยุด หล่อนไม่อยากให้ป้าคิดแบบนั้นบ่อย ๆ เลยเป็นฝ่ายต่อประโยคซะเอง ไม่เห็นเป็นไรในเมื่อทั้งพ่อและแม่ในความรู้สึกนั้นจางเต็มที หากนึกถึงก็มีแต่สำนึกบุญคุณที่ให้หล่อนเกิดมาเจอป้าที่ดีแสนดีเท่านั้น

                “พ่อน่ะเหรอ หนูรู้ ๆ”

                คนฟังทำหน้าไม่ค่อยถูก รีบเปลี่ยนเรื่อง “มาบอกเท่านี้แหละ ป้าไปล่ะ”

                “เดี๋ยวค่ะป้า บ่ายนี้หนูว่าจะไปเดินเล่นห้างหาซื้อหนังสือใหม่หน่อย ป้าจะฝากซื้ออะไรมั้ย”

                “นิยายอีกล่ะสิ” จันทราดักคอ “ไม่ล่ะ รีบไปรีบกลับล่ะอย่าให้มืดดึก”

                “ค่า”

 

                เพราะถูกทำร้ายในคืนนั้น หลังหมออนุญาตให้กลับบ้านได้มินตราไปทำงานตามปกติ ทันทีที่เจ้านายเห็นหน้า หล่อนก็ถูกซักถามเป็นการใหญ่ พอทราบเรื่องราวเลยถูกไล่กลับบ้านพร้อมสำทับ

                “พักให้หายดีก่อนค่อยมา”

                คุณวิญญูเจ้านายวัยห้าสิบปลายใจดีกับเลขานุการอย่างหล่อนเสมอ นอกจากเป็นคนทำงานเก่งใจดีแล้วยังใจบุญ มีเหตุการณ์ภัยพิบัติที วิญญูมักเป็นผู้บริจาครายใหญ่แทบทุกครั้ง

                “แต่...”

                “ผมบอกให้พักก็พักสิ หน้าตาเขียวช้ำขนาดนี้ยังจะฝืน”

                จึงเป็นเหตุให้หล่อนได้หยุดพักงานติดต่อกันหลายวัน มินตราลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวกินข้าวเรียบร้อยค่อยออกจากบ้านไม้สองชั้นที่อยู่มาแต่เกิดตรงไปยังห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน ซอยบ้านลึกจากถนนไม่เท่าไหร่พอเดินได้ยังไม่ทันเมื่อยมินตราเดินเรื่อย ๆ ไม่รีบร้อนอะไร ป้ายรถเมล์อยู่เยื้องปากซอยนี่เอง คนยืนรอรถเมล์บางตา มินตรายืนรอจนขาแข็งรถก็ยังไม่มาแถมฟ้าครึ้มฝนทำท่าจะตก นึกกลัวไม่ทันไรฝนเม็ดใหญ่ก็ทิ้งตัวลงกระทบหลังคาป้ายรถเมล์ ไม่นานฟ้าทั้งฟ้าก็เต็มไปด้วยหยดน้ำพรมลงเป็นสาย ไม่ทันคิดถึงเรื่องฟ้าฝน ร่มสักคันไม่ได้เตรียมเสียด้วย ทางเดียวคือต้องยืนหลบ รถสัญจรผ่านไปมาแทนที่เห็นฝนตกน้ำเริ่มขังจะขับเบากลับไม่เกรงใจขับเร็วซะจนน้ำสาดให้คนริมถนนกระโดดหลบกันเป็นแถว ทีนี้ทั้งคนเดินถนนคนเพิ่งลงจากรถเมล์พากันเข้าสู่กำบังใต้ชายคาป้ายรถเมล์

                มินตราถูกเบียดจนตัวลีบหน้าม่อย บ่นพึมพำโทษตัวเอง “ทำไมไม่พกร่มน้อเรา”

                อยู่ใต้ฟ้าจะกลัวอะไรกับฝน แต่ตกห่าใหญ่ขนาดนี้ขืนลุยก็มีแต่เปียกกับเปียก ถ้าติดร่มมาสักคันคงไม่ต้องยืนติดแหงก

                “อุ๊ย! ร่ม” มัวแต่นึกเพลิน พอเห็นร่มคันใหญ่ยื่นมาตรงหน้าเหมือนฟ้าประทานมินตราเผลออุทานด้วยความดีใจยื่นมือจะคว้า กระทั่งฉุกคิดว่าจะมีด้วยหรือคิดปุ๊บได้ปั๊บราวกับเสก รีบมองไล่จากปลายร่มถึงมือหนา มองต่อขึ้นไปถึงใบหน้าที่ถูกแว่นกันแดดสีชาปกปิดไว้ทำให้เห็นชัดแต่จมูกโด่งกับริมฝีปากหยัก ความสูงของเขาต่างกับหล่อนไม่น้อย วัดได้จากอาการที่ต้องแหงนคอมอง

                ร่มคันเดิมถูกยื่นซ้ำเหมือนย้ำว่าเจ้าของตั้งใจให้ มินตราโบกไม้โบกมือส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เป็นไรค่ะขอบคุณมาก ๆ คุณเองก็ต้องใช้เหมือนกัน”

                ฝนยังคงตกกระหน่ำ ถ้าเอาร่มให้หล่อนแล้วเขาเองจะใช้อะไรล่ะ มีทางเลือกแค่สองทาง ยืนรอฝนที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะหยุดตกต่อไปหรือวิ่งฝ่าสายฝนซึ่งต้องเปียกไปทั้งตัวแน่นอน ถ้ารับน้ำใจแล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อนไม่เอาดีกว่า

                รอยยิ้มเผยออกนิด ๆ ทำให้ใบหน้าคมคายหลังแว่นกันแดดชวนมองขึ้นไปอีก หนนี้ชายหนุ่มไม่ยื่นร่มเปล่ากลับดึงมือขาวผ่อง มินตราร้องอุทาน เกือบชักมือกลับ

                “อ๊ะ!

                เพียงคำเดียวเพราะความระแวงหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นชัดถึงเจตนา ร่มคันนั้นถูกยัดใส่มือ ชายหนุ่มร่างสูงเหลือบมองรถเมล์ที่กำลังวิ่งเข้าจอดเทียบนิดหนึ่งแล้วตวัดฮูดขึ้นคลุมศีรษะ บอกกับหล่อน “ผมให้”

                เอ่ยเพียงแค่นั้นก่อนวิ่งขึ้นรถเมล์ มินตรากำร่มแน่นใจเต้นระรัว กะพริบตาเชื่องช้าเหมือนตกอยู่ในความฝัน เสียงเมื่อกี้...

                “คุณคะ” กว่าจะได้สติวิ่งตาม รถเมล์คันนั้นก็แล่นออกจากป้ายเสียแล้ว ดวงตาคู่สวยมองฝ่าสายฝนด้วยแววไหวระริกบอกกับตัวเองว่าโลกนี้มีคนเสียงเหมือนกันเยอะแยะ ที่คิดว่าชายหนุ่มเมื่อครู่เป็นคนเดียวกับผู้มีพระคุณอาจไม่ใช่ก็ได้

                แต่ถ้าใช่ล่ะ...มินตราถอนใจเฮือกอยากหยิกตัวเองซะจริงที่เป็นคนคิดช้าไม่เข้าเรื่อง ถ้าบังเอิญใช่เขาจริง ก็เป็นอีกครั้งแล้วสิที่ไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำว่าขอบคุณ

               

                “สภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำ” คุณากรออกปากวิจารณ์ทันทีที่เห็นคณินทร์เดินตรงเข้ามาในร้านอาหารสไตล์ฟิวชันแห่งหนึ่ง ฝนด้านนอกซาเม็ดลงมากแล้วจากเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน คณินทร์โทร. บอกก่อนล่วงหน้าว่าจะมาช้าเพราะติดฝน นึกว่าจะหลบรอสักหน่อยค่อยมา แต่จากสภาพที่เห็นกลับตรงข้ามแถมคนตัวเปียกตั้งแต่หัวจรดเท้าดูไม่เดือดร้อนซ้ำยังยิ้มอารมณ์ดีอย่างไรชอบกล “เป็นไรของแก ดีใจได้เล่นน้ำฝนหรือไง”

ดูหน้าคนตัวสูงยิ่งกว่าพี่ชายแช่มชื่น ถอดเสื้อแจ็คเก็ตออกสะบัดระหว่างนั่งลง ไม่แซวสักหน่อยเห็นจะแปลก         

“ความบังเอิญนี่บางครั้งก็ดีเหมือนกันพี่ว่ามั้ย” คำพูดคณินทร์ทำคุณากรงุนงงไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร

“ตากฝนจนเพี้ยนเหรอไอ้ขอมดำดิน”

คณินทร์ไม่ตอบ นึกถึงเหตุการณ์ระหว่างเดินทางมาตามนัดกับพี่ชาย เห็นว่าสถานที่นัดหมายไม่ไกลเกินไปนักจึงตัดสินใจใช้บริการขนส่งมวลชน ง่ายสะดวกไม่ต้องเสียเวลาหาที่จอดรถให้เมื่อย ถึงกลางทางระหว่างลงรถเพื่อต่ออีกทอดนี่สิฝนดันตกไม่ลืมหูลืมตาดีหน่อยก่อนออกจากบ้านเห็นฟ้ามืดครึ้มฝนทำท่าเลยคว้าร่มติดมือมาด้วย ตอนนั้นเองระหว่างรอรถคันใหม่ ฝนตกทำให้คนวิ่งหาที่หลบให้วุ่นวายเขาถูกเบียดจนถอยหลังเข่าติดที่นั่งป้ายรถเมล์ ผู้หญิงคนหนึ่งยืนตัวสั่นเป็นลูกนก ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหลังแว่นแหงนขึ้นมองสายฝน แวบหนึ่งเขามองซ้ำคิดว่าผิดคนครู่หนึ่งถึงมั่นใจว่าใช่แน่ อาชีพอย่างเขาความจำอันแม่นยำมีความจำเป็นมาก แล้วกับคนที่เป็นลมอยู่ในอ้อมแขนทั้งเขายังอุ้มส่งขึ้นรถพยาบาลมีหรือจะจำไม่ได้

การได้เห็นหล่อนอีกครั้งวันนี้แตกต่างจากคราวก่อนลิบลับ ถึงจะทำหน้าเมื่อยเพราะติดฝนไปไหนไม่ได้แต่ท่าทางยังสดใสร่าเริงมีแอบบ่นตัวเองเบา ๆ เสียอีก...อย่างน้อยก็ทำให้เขาแน่ใจว่าหล่อนปลอดภัยดีทั้งกายใจ

“เรื่องของผมน่ะอย่าสนใจเลย พี่เป็นไงมั่ง”

“สบายตัวแต่ไม่สบายหู” คุณากรตอบ

“นี่ถ้าแต่งงานแล้วตอบแบบนี้ผมเดาได้เลยนะว่าถูกเมียบ่น” คณินทร์ทำหน้าสงสัยก่อนแซวยิ้ม ๆ แล้วเอียงตัวหลบวูบพ้นกำปั้นใหญ่เหวี่ยงตรงมากลางแสกหน้าเฉียดฉิว

คุณากรทำหน้าเข่นเขี้ยว ผู้ชายอย่างเขาหน้าตาธรรมดาจีบผู้หญิงไม่เป็นแถมวัน ๆ มัวทำแต่งานถ้าไม่ทำตัวเป็นสมภารกินไก่วัดชาตินี้ท่าทางได้ครองความโสดตลอดชีวิต ไม่เหมือนน้องชาย หนอยเกิดทีหลังดันได้แต่ส่วนดีของพ่อแม่มารวมกันหน้าตาหล่อเหลาสาวเหลียวหลัง หนุ่มหล่อในเครื่องแบบ ถ้าไม่บ้างาน(ยิ่งกว่าเขา)ซะอย่างป่านนี้มีเมียเป็นโหล

“อย่าพูดเรื่องมีเมียให้แสลงหู ฉันไม่หล่อเลือกได้อย่างแกบ้างก็แล้วไป”

อาหารถูกยกมาเสิร์ฟคั่นจังหวะ คณินทร์ชะโงกมองอาหารหลายอย่างถูกลำเลียงมาจนเต็มโต๊ะแล้วน้ำลายสอ ไม่นึกสนใจคำชมกึ่งเหน็บแนม ตั้งแต่รับราชการเป็นตำรวจเคยมีแฟนคนหนึ่ง คบกันไม่ถึงปีก็มีอันจบเห่ จนเดี๋ยวนี้ตัวเองยังสงสัยว่าเพราะเขามันบ้างานเกินไปไม่มีเวลาให้คนรักหรือรักหล่อนไม่มากพอ

“แล้วมันเรื่องอะไร” ถามพลางตักน้ำต้มยำกุ้งซด รสเปรี้ยวเค็มเผ็ดกับความหอมเครื่องเทศอวลอยู่ในโพรงจมูก

เมื่อคนถูกถามเงียบ คณินทร์เงยหน้าขึ้นนิดหนึ่งก็เห็นสีหน้าเหม็นเบื่อของพี่ชายพร้อมกับคำตอบเดิม ๆ

“แม่บ่นถึงแต่ลูกชายสุดที่รักน่ะสิ”

“ฝากหอมแก้มแม่ด้วย”

“เออ”

คุณากรรับปาก รีบตักอาหารใส่จานตัวเองบ้างก่อนไดโวร่างสูงจะสวาปามซะหมดก่อน คณินทร์กินพลางคุยกับพี่ชายด้วยเรื่องต่าง ๆ ตามประสาพี่น้อง คณินทร์พอมองออก พี่ชายเป็นห่วงเขาไม่น้อย แต่ละคดีในความรับผิดชอบเรียกว่าอันตรายถึงชีวิตทั้งนั้นแต่ก็มีเพียงคำพูดแสดงความห่วงใยสั้น ๆ ตามเคย

“ระวังตัวด้วย”

ดวงหน้าคมคายพยักนิด ๆ รับคำในคอ รอเช็กบิลแล้วลุกขึ้นเดินออกจากร้าน ลานจอดรถหน้าร้านอันเป็นพื้นที่น้อยนิดมีรถจอดอยู่เต็ม คุณากรบอกกับน้องชายว่าจอดไว้ในห้างตรงหัวถนนให้ไปด้วยกันเดี๋ยวไปส่ง

 

สองหนุ่มเดินเข้าห้างสรรพสินค้าตรงทะลุจากด้านหน้าตรงไปยังประตูหลังเพื่อไปลานจอดรถ คณินทร์ล้วงบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต เป็นกล่องพลาสติกใสปิดมิดชิดบรรจุวัตถุทรงสี่เหลี่ยมสีดำขนาดเท่าฝ่ามือ

“ฝากให้แม่” ชายหนุ่มเห็นคุณากรรับไปพลิกหน้าพลิกหลังดูด้วยความสงสัยรีบอธิบายต่อ “มันก็เหมือนเครื่องเล่นดีวีดีนั่นแหละ ผมใส่ข้อมูลไว้ กดปุ่มเขียวนั่นมันจะเพลย์ ใช้ไม่ยากแต่มีข้อแม้”

“ว่า” คุณากรคิ้วขมวด

“รอให้แม่ว่างก่อนค่อยดู เพราะพอเพลย์เสร็จไอ้เครื่องนี่มันจะทำลายตัวเองทันที”

สีหน้าทึ่งเกิดขึ้นหลังฟังจบ ความสามารถของคณินทร์ด้านไอทีอาจมีใครเทียบเท่าได้ แต่เรื่องพลิกแพลงนี่ไม่มีใครกินลง

“ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมแกต้องทำตัวหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตลอด ไอ้พวกโจรมันคงแค้นน่ะสิที่เจอตำรวจเคี่ยวลากดินอย่างแกเข้า”

“จะถือว่าเป็นคำชม อ้อ โปรแกรมใหม่ที่จะให้ช่วยคิดไม่รีบใช่หรือเปล่า ถ้ารีบผมขอบาย” ถึงจะเป็นช่วงพักแต่คงเป็นระยะสั้น ๆ ในวงการยาเสพติด กำจัดพวกหนึ่งอีกพวกหนึ่งก็ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ถึงจะหลงใหลไอทีมากแค่ไหนหน้าที่และหัวใจของเขาก็อยู่ที่การปราบปรามยาเสพติด

“เออรู้ว่ายุ่ง ไม่รีบหรอก”

 

บ้านเวโรจน์เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งเพิ่งซื้อใหม่หลังจากคุณากรทำกิจการจนมีเงินมากพอสำหรับบ้านหลังนี้ ชายหนุ่มขับรถเข้าจอดในโรงรถเรียบร้อย คว้าของฝากจากคณินทร์ถึงมารดาก้าวลงจากรถพลางส่ายศีรษะเมื่อนึกถึงความดื้อแพ่งของน้องชายที่ไม่ยอมให้ส่งถึงที่พักจนเขาจำต้องยอมปล่อยลงกลางทาง เจ้าตัวบอกว่าไปอีกหน่อยก็ถึง กะจะขับตามดูเสียหน่อยว่ากินอยู่ยังไงสบายอย่างปากพูดหรือเปล่าเจ้าตัวดันรู้ทันอาศัยทักษะความเป็นตำรวจสายสืบหลบหลีกหายเข้ากลีบเมฆ

เมื่อเข้าถึงในบ้านสิ่งแรกที่สัมผัสได้คือกลิ่นหอมของน้ำพริกแกงลอยมาจากในครัว คุณากรเดินตามกลิ่นจนถึงส่วนหลังของบ้าน นึกออกว่าถ้าเป็นน้องชายตัวดีคงส่งเสียงนำไปก่อนเป็นเชิงออดอ้อนทำนองว่าแม่ทำอะไรอยู่ครับฮ้อมหอมแล้วมารดาเขาคงยิ้มหน้าบานรออยู่แล้ว

แต่เมื่อเป็นเขาที่ใช้แต่จมูกสูดกลิ่น โผล่หน้าเข้าไปมารดาเพียงแต่หันมาส่งยิ้มอ่อน

“กลับมาแล้วเหรอลูก” กุลชาถาม หันกลับมาผัดน้ำพริกแกงในกระทะต่อ

“แม่ทำพยาธิในท้องผมดิ้นใหญ่” ยิ่งมองน้ำพริกแกงสีแดงในกระทะมาพร้อมกับกลิ่นหอมฉุนทำเอาจามติดกันหลายหนยิ่งหิวทั้งที่กินมาพร้อมน้องชายก็มาก “ผัดพริกถั่วฝักยาวเหรอครับ”

“ใช่ลูก เพิ่งกลับมาไปอาบน้ำซะก่อนไปค่อยลงมากินพร้อมกัน”

คุณากรกระชับของฝากในมือเกือบบอกมารดาแต่เปลี่ยนใจยอมเดินขึ้นห้อง ขืนบอกตอนนี้มารดากำลังยุ่งกับการทำกับข้าว ยังไม่ทันตั้งใจดูของเล่นเจ้าคณินทร์คงทำลายตัวก่อนแน่

 

กุลชาทำกับข้าวตั้งโต๊ะเสร็จไม่ทันไรคุณากรก็ลงจากชั้นบนมานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม หล่อนรู้สึกว่าวันนี้ลูกชายดูมีลับลมคมในมารู้ว่าคิดไม่ผิดเมื่อรับประทานอาหารมื้อนั้นเสร็จ

“แม่มานี่นั่งก่อนครับ”

                ร่างสูงร้อยห้าสิบเศษผิวขาวท้วมนิดหน่อยเดินตามแรงจูงมายังโซฟาหน้าทีวี ตรงนี้ถ้าคณินทร์อยู่โซฟาตัวยาวจะถูกจับจองนอนพาดขาเลยทำให้คนอื่นต้องระเห็จนั่งโซฟาเดี่ยวอีกสองตัวแทน หล่อนนั่งลงเรียบร้อยก็เห็นคุณากรนำของสิ่งหนึ่งวางลงกลางฝ่ามือ

                “ของฝากจากลูกชายสุดที่รักครับ”

                กุลชาเบิกตากว้าง คำว่าลูกชายสุดที่รักนี้คุณากรใช้เป็นสรรพนามแทนตัวคณินทร์มาแต่ไหนแต่ไร

                “ไปเจอนินมาเหรอลูก”

                “แป๊บเดียวล่ะครับ แม่ก็รู้ว่ามันน่ะงานยุ่ง”

                ยุ่งมากน้อยแค่ไหนกุลชาไม่แน่ใจนักทราบเพียงแต่งานของคณินทร์คง ไม่ธรรมดา ลูกชายคนเล็กจึงไม่ค่อยยอมกลับบ้าน หล่อนมีสามีเป็นตำรวจ พอถึงลูกชายที่ไม่ค่อยยอมบอกอะไรคงกลัวหล่อนเป็นห่วงก็พอเดาได้ว่าคงรับผิดชอบงานสำคัญ...และอันตราย กุลชาเพียงแต่พยักหน้ารับรู้ พลิกของในมือดู

                “นี่อะไรหน้าตาไม่เคยเห็น”

                “ของเล่นใหม่มั้งครับ มาผมเปิดให้ดีกว่า แม่ไม่ต้องนั่งใกล้มากเห็นนินมันว่าดูเสร็จแล้วเครื่องจะทำลายตัวเองผมก็ลืมถามว่าทำลายแบบไหน”

                กุลชาไม่แปลกใจเลยกับสิ่งประดิษฐ์นี้ นิสัยคณินทร์ชอบรื้ออะไรต่อมิอะไรในบ้านออกมาทำลายไม่รู้จักกิ่ชิ้น พอถูกดุกลับบอกว่าต้องการดูว่าประกอบจากอะไรบ้างนึกว่าโตขึ้นจะเป็นนักประดิษฐ์หรือโปรแกรมเมอร์กลับเป็นตำรวจเสียอย่างนั้น แต่หล่อนก็เข้าใจถึงเหตุผลในการตัดสินใจเข้ารับราชการตำรวจดี

                รอไม่นาน หลังจากคุณากรนำวัตถุสี่เหลี่ยมออกจากกล่องกันน้ำ กดปุ่มเปิดภาพของคณินทร์หน้าตาสดชื่นดูสบายดีก็ปรากฎให้เห็น ภาพวีดีโอไม่มีอะไรมากไปกว่าคำทักทาย บอกว่าตัวเองสบายดีพร้อมกับส่งความคิดถึงขอให้ผู้เป็นมารดารักษาสุขภาพ กุลชาดูแล้วน้ำตาซึมด้วยความปลื้มใจก่อนจะหัวเราะความพิเรนทร์ของคณินทร์คนประดิษฐ์ให้เครื่องส่งความคิดถึงดังกล่าวดับวูบทันทีที่ทำงานสำเร็จ มีเสียงเหมือนไฟฟ้าลัดวงจรดังขึ้นนิดหนึ่งก่อนควันสีขาวพวยพุ่งออกจากเครื่องไม่กี่วินาที

                “ดูมัน” คุณากรหัวเราะในลำคอขำไอเดียคนระวังตัวไม่ยอมทิ้งหลักฐาน

 

                คณินทร์ไม่ค่อยเหยียบย่างเข้ามาที่หน่วยป้องกันและปราบปรามยาเสพติดบ่อยนักยกเว้นมีคำสั่งพิเศษหรือคำสั่งด่วน ผู้กองหนุ่มมาถึงก่อนเวลาถึงยี่สิบนาที ในนั้นนายตำรวจใหม่บางคนไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำหรือแม้แต่นายตำรวจเก่าบางคนก็ด้วย ไหน ๆ มาทั้งทีชายหนุ่มจึงแวะทักทายเพื่อนฝูง หลายคนเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจ

                ชายหนุ่มผิวขาวสูงเกือบเท่าเขาก้าวออกจากห้องผู้บังคับบัญชาพอดีกับคณินทร์เพิ่งผละจากเพื่อนคนหนึ่ง ฝ่ายนั้นชะงักไปนิดเมื่อหันมาเห็นก่อนยิ้มนิด ๆ เอ่ยทัก “มาได้ไงวะเพื่อน”

                ร.ต.อ.ปรมัตถ์เป็นเพื่อนนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นเดียวกันกับคณินทร์ หน้าตาสะอาดเกลี้ยงเกลาอย่างหนุ่มเชื้อสายจีน กล้ามเป็นมัดจากการออกกำลังกาย

คณินทร์พยักหน้าทักทาย ตอบกวน ๆ “ก็เดินมาตามทาง”

“ไม่เปลี่ยน” ปรมัตถ์ว่า เดินกลับมาที่โต๊ะไม่ไกลจากห้องผู้บังคับบัญชา ถามคณินทร์ไปพลาง “ได้ข่าวว่างานก่อนไปได้สวย”

“กว่าจะได้ก็เสียเวลานานอยู่ นายล่ะ”

ปรมัตถ์ทำงานรูปแบบเดียวกับเขาเพียงแต่เป็นคนละทีม ถามถึงตรงนี้ผู้กองเชื้อสายจีนสีหน้านิ่งไปนิด “ยังปิดไม่ได้ ผู้ใหญ่เพิ่งเร่งลงมาอีก”

ถ้าแบบนี้ท่าจะเป็นคดีดัง คณินทร์ตบบ่าเพื่อน ให้กำลังใจ “ต้อนมันเข้าไปเดี๋ยวก็ได้ มีอะไรพอให้ช่วยได้ก็บอก ฉันไปก่อนจะได้เวลาแล้ว”

ปรมัตถ์พยักหน้า มองตามแผ่นหลังร่างสูง แววตาเป็นมิตรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว พึมพำลอดไรฟัน “อย่างมึงก็แค่นักมายากล ใช้ไม่ได้ตลอดหรอกวะ”

 

การถูกเรียกตัววันนี้คณินทร์เพิ่งทราบว่านอกจากเพื่อรับฟังคำชมเชยจากเบื้องบนผ่านผู้บังคับบัญชาลงมาเกี่ยวคดีล่าสุดยังเพื่อรับมอบหมายภารกิจใหม่ ในห้องประชุมพ.ต.ต.เจษฎากำลังอธิบายเป้าหมายของภารกิจเพิ่มเติมจากเอกสารที่แจก ในแฟ้มมีทั้งรูปและประวัติขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ กิจการในมือรวมถึงข้อมูลประกอบอื่น ทั้งหมดนี้ถูกรวบรวมมาด้วยความยากลำบาก ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นหัวหน้าขบวนการคือหนึ่งในผู้บริหารกิจการค้าอาหารแช่แข็ง

“คนกลุ่มนี้เคลื่อนไหวท้ากฎหมายมานานแต่เราหาพยานหลักฐานเอาผิดไม่ได้ สายของเราที่ส่งไปทั้งหมดหายสาบสูญ” สายตาเจษฎาแปรมายังผู้กองหนุ่มหล่อ “คุณคงเข้าใจนะว่าพวกมันโหดแค่ไหน ขอให้ระวังตัวมาก ๆ”

คณินทร์รับคำหนักแน่น การหายตัวของสายคนแล้วคนเล่าย่อมหมายชีวิตที่เสียไป

“คนอื่นคอยเป็นทีมสนับสนุน ส่วนผู้กอง...โชคดีเป็นของเรา ผมคิดว่าคุณจะได้เข้าไปเป็นหนึ่งในบริษัทนั้นแน่นอน”

ฟังถึงตรงนี้ผู้กองหนุ่มย่อมเข้าใจความหมายว่าให้แอบแฝงเข้าไปโดยไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง เขาพลิกแฟ้มข้อมูลคดีมาจนเกือบถึงหน้าสุดท้ายเป็นส่วนข้อมูลผู้เกี่ยวข้องรอบตัวผู้ต้องสงสัย กลุ่มนี้ทางการไม่ทราบว่ารู้เห็นเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดหรือไม่

หญิงสาวตากลมโตสวมแว่นกรอบหนาสีขาวหันหน้านิด ๆ อย่างคนกำลังเผลอท่ามกลางแสงแดดยามเช้าทำให้เห็นผิวแก้มละเอียดใส ดึงความสนใจทั้งหมดของคณินทร์ไว้ได้...มินตรา อนันตราช

หัวคิ้วคณินทร์กดลึกกับความบังเอิญครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

นี่มัน...ผู้หญิงคนนั้น!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

571 ความคิดเห็น

  1. #77 mangosteen (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2554 / 22:47
    แหม ผู้ร้ายค่อยโผล่มาทีละตัว....

    คาดว่าคุณวิญญูคงเป็นบุคคลน่าสงสัยแน่นอน 
    #77
    0
  2. #76 ooiidd4 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2554 / 04:52
    ฟ้าฝนเป็นใจ
    พี่นินให้ร่มหนูมินตราด้วย>o<
    #76
    0
  3. #75 sally (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 / 01:43
    น่าติดตามค่ะ
    #75
    0
  4. #74 Pooma (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2554 / 14:09
    ตามมาเชียร์ค่าาา ^^
    #74
    0
  5. #73 โมจิ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2554 / 19:01
    ซีรีย์ทหารเหมือนสำนักพิมพ์กรีนมายด์เลย ทำไมถึงทำคล้ายกันจัง เพิ่งจะจองไปแท้ๆ แล้วชุดนี้จะออกเมื่อไหร่หรือคะ
    #73
    0
  6. Columnist
    #72 Black_Eyes (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2554 / 14:33
    ว้ายยย จะเจอกันแล้ว ตื่นเต้น>< 
    #72
    0
  7. #71 rod_usawadee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2554 / 15:57
    โชคชะตา บุพเพของอัคนีกำลังอาละวาดให้คนสองคนมาเจอกัน
    แล้วเจ้านายที่แสนดีของมินตรา จะเป็นผู้ร้ายเหรอคะเนี่ย อิอิ
    #71
    0
  8. #70 pacemaker (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2554 / 14:30
    สวัสดีครับไรต์เตอร์  แอดไว้ พึ่งจะได้มาอ่าน
    สนุกมากเลยครับ

    มาอัพต่อเร็วๆน่ะ ^ ^
    #70
    0
  9. #69 alittlevanda (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2554 / 01:15
    อยากอ่านต่อมากมาย
    #69
    0
  10. #68 มิล (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2554 / 17:47
    น่าติดตามมากเลยค่ะ^^
    #68
    0
  11. #67 meemories (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2554 / 06:51
    wait na ka writer^^fighting ka
    #67
    0
  12. #66 n4927 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2554 / 01:50


     


     จะใช่มั้ยน้าาาา ขอเดาว่าใช่พระเอกใช่มั้ยค้าาาาา

    เจอทีไรก็ต้องมีเหตุให้ช่วยหนูมิ้นต์ตลอด

     
    #66
    0
  13. #65 alittlevanda (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2554 / 23:52
    อ้ายยยย ลุ้นมากมาย
    #65
    0
  14. #64 mhooh (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2554 / 22:51
    ลุ้นมากๆค่ะ ^^
    #64
    0
  15. Columnist
    #63 Black_Eyes (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2554 / 17:05
    ลุ้นๆๆค่า รอนะ 
    #63
    0
  16. #62 germaffm (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2554 / 03:44
    กำลังสนุกค่ะ มาอัพต่อนะค่ะ
    #62
    0