มือปราบเจ้าหัวใจ

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,703
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    13 ก.ค. 60

สำหรับคอE-book โหลดได้แล้ววันนี้!

มือปราบเจ้าหัวใจ
อัคนี
www.mebmarket.com
ร้อยตำรวจเอกคณินทร์ เวโรจน์นายตำรวจหนุ่มหล่อจากหน่วยป.ป.ส.ผู้มีฝีมือแฮกเกอร์ระดับโลกได้รับมอบหมายให้แฝงตัวเข้าไปสืบหาคนร้ายในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งงานในหน้าที่เขาไม่เคยหวั่นแต่จะทำอย่างไรดีกับมินตรา...สาวแว่นจอมโก๊ะที่ดันสะกิดสะเกาหัวใจเขาให้อยากได้ตัวเธอขึ้นมาตงิด ๆคณินทร์คงจะไม่คิดหนัก ถ้ามินตราไม่เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเมื่อต้องเลือกระหว่างภารกิจหลักกับภารกิจรัก เขาจะเลือกสิ่งไหนมันจะเป็นไปได้หรือไม่หากภารกิจทั้งสองจะเดินหน้าไปพร้อมกัน



                เสียงพูดคุยใกล้หูดังบ้างเบาบ้างเกิดขึ้นตลอดเวลาแต่ มินตรา ไม่อาจจับความได้ว่าพวกเขาพูดว่าอย่างไร รู้สึกเพียงแต่ว่าร่างกายเจ็บระบมถูกยกขึ้นวางบนพื้นที่เรียบค่อนข้างนิ่ม ภายในนั้นหนาวจัดจนอยากยกมือขึ้นกอดอกแต่ไม่มีแรงพอ

                “ฝากด้วยนะครับ”

                เสียงห้าวทุ้มของใครคนหนึ่งคล้าย ๆ เหมือนเคยได้ยิน มินตราพยายามนึกด้วยสติกึ่งหลับกึ่งตื่นทั้งยังฝืนจะลืมตาให้ได้หากก็ไร้ผลอีกเหมือนเดิม

                “ไม่ต้องห่วงครับเดี๋ยวทางเราจะเร่งติดต่อญาติ”

                จากคำตอบนี้มินตราคิดว่าใครคนนั้นคงวางใจพอจะจากไปจึงไม่มีเสียงตอบกระทั่งหล่อนรู้สึกถึงสัมผัสอ่อนโยนบนหลังมือ กับเสียงกระซิบมั่นคง

                “ก็แค่ฝันร้าย ไม่ต้องห่วงอะไร ขอให้ตื่นมาอย่างสดใสนะครับ”

                เขาจะไปแล้วหรือ...มินตราอยากคว้ามือเขาไว้ ลุกขึ้นมองหน้าให้ชัดอีกหน่อยหลังจากเริ่มจำได้ว่าเสียงนี้เป็นเสียงเดียวกับชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตไว้ ถ้าได้ขอบคุณสักครั้งคงดี

มืออบอุ่นละจาก ความมืดโรยตัวลงกดทับมากกว่าเดิม มินตราไม่ได้ยินเสียงใดอีก มีเพียงความเงียบเย็นห้อมล้อมตัว

 

กลิ่นยา...มินตรารู้สึกตัวอย่างสะลึมสะลือพร้อมกับจมูกได้กลิ่นฉุนที่ตนเกลียดแสนเกลียด พอลืมตาได้สัมผัสก็ต้องรีบหลับลงใหม่เมื่อถูกแสงสีขาวจัดจ้าแยงตา ครู่หนึ่งหญิงสาวจึงทำสำเร็จ สิ่งที่ปรากฎแก่สายตาคือเพดานสูงสีขาวสะอาด มินตราเอียงหน้านิดหนึ่งไปตามทิศทางเสียงกุกกักใกล้ตัว เห็นพยาบาลสาวท่าทางใจดีกำลังส่งยิ้มปลอบโยน

“คุณอยู่โรงพยาบาลค่ะ ไม่ต้องตกใจนะคะ แค่ฟกช้ำและตกใจมากจนหมดสติเท่านั้น”

ตกใจมาก? มินตราทวนคำพยาบาลสาวในใจแล้วนึกย้อนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อย่างช้า ๆ หล่อนทำงานเกินเวลาแทบทุกวัน บางวันค่อนข้างดึกแต่ไม่เคยมีเหตุการณ์ใดชวนหวาดผวาเหมือนเมื่อคืน ออกจากออฟฟิซหล่อนเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง คนขับเป็นตาลุงอัธยาศัยดีชวนคุยได้ไม่หยุด แต่เพราะทำงานหนักติด ๆ มาหลายวัน ต้องตื่นเช้านอนดึกตลอดทำให้ทนความง่วงไม่ไหวเผลอหลับ มารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนรถแท็กซี่เลี้ยวเข้าซอยเปลี่ยว ตอนนั้นตกใจสุดขีดจำได้ว่าร้องถามออกไปเสียงสั่น

“มาผิดทางหรือเปล่าคะลุง”

คนขับเงยขึ้นส่งยิ้มใส่กระจกมองหลัง “ไม่ผิดหรอกหนู นี่มันทางลัด”

“ทางลัด?” ไม่ใช่ร่ำรวยมาจากไหน แต่ถ้าไปตามทางปกติหล่อนก็มีจ่าย ไม่เห็นต้องพาเข้าทางลัดเปลี่ยว ๆ อย่างนี้เลย ขณะกำลังงงกึ่งระแวงลุงคนขับเอ่ยด้วยเสียงชวนผวา

“ทางลัดไปสวรรค์ไงหนู”

เสียงหัวเราะต่อจากประโยคนั้นท่ามกลางสายฝนกระหน่ำภายนอกรถชวนให้นึกถึงหนังฆาตกรรม ใจหล่นร่วงลงไปอยู่ตาตุ่มแต่พยายามใจดีสู้เสือ

“แหมลุงมุขเยอะจังค่ะ อีกไกลมั้ยคะกว่าจะถึง” ปากถามตามองหาทางหนีทีไล่แล้วหน้าเสีย นอกจากสายฝนกับความมืดก็เห็นแต่หญ้ารกสูงท่วมหัว ไม่เห็นบ้านคนสักหลัง...นะโมตัสสะ ป้าจันขาช่วยมินต์ด้วย!

คนขับแท็กซี่ตอบคำถามด้วยการจอดรถแถมปีนข้ามจากเบาะคนขับมาด้านหลัง นาทีนั้นมินตราสวดมนต์ไม่จบบท เบิกนัยน์ตาหลังแว่นกว้างปากคอสั่น กระโจนหนีชายวัยกลางคนจนหลังติดประตู

“จะไปไหนเล่า สวรรค์อยู่นี่แล้วเดี๋ยวพี่พาไปนะน้องนะ”

“ลุงปล่อยหนูไปเถอะ หนูไม่มีเงินให้หรอก” ใจจริงอยากด่าซะให้แสบแต่นาทีนี้หลังจากคำนวณผลได้ผลเสียในเวลาอันจำกัดมินตราคิดว่าลองใช้ไม้อ่อนดูก่อนไม่น่าเสียหาย...แต่ก็ไม่ได้ผล

คนขับหื่นกามเลียปากแผล็บ ลากขาหล่อนเข้าหาตัว “เงินไม่เอาหรอก อยากได้น้องต่างหาก”

กรี๊ด!!!

จากนั้นมินตราไม่รู้แล้วว่าเหวี่ยงมือเท้าถูกส่วนใดของคนใจทรามบ้าง ความต้องการมีแค่หลุดพ้นจากมันให้ได้ แต่เรี่ยวแรงน้อยนิดเทียบไม่ได้เลยกับผู้ชายร่างกำยำ พอหล่อนสู้ไม่ยอมง่าย ๆ ตาลุงคนขับจึงทั้งตบทั้งต่อยทึ้งผมเมื่อหล่อนตะเกียกตะกายหนี ความเจ็บปวดแล่นทั่วร่างกายยังไม่เท่าตกใจสุดขีดเพราะเสียงเสื้อขาดด้วยน้ำมือหยาบ

เป็นหลานป้าต้องสู้คน จำไว้นะ...ป้าจันสอนเสมอตั้งแต่จำความได้ มินตรากัดฟันแน่นข่มความเจ็บปวด ฮึดเฮือกสุดท้ายถีบมันเต็มแรงแล้วเปิดประตูพุ่งตัวออกมา จังหวะนั้นเองที่ผู้ชายคนหนึ่งตรงเข้าจัดการกับคนขับ หล่อนไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง รู้แต่ว่าพอหลุดออกจากรถ แทนที่จะวิ่งหนีกลับขาสั่นนั่งซุกหน้านิ่งอยู่ตรงนั้น จนเสียงหนึ่งดังขึ้น

“คุณปลอดภัยแล้ว”

 

“ใครพาฉันมาส่งโรงพยาบาลคะ” มินตราเอ่ยถามนางพยาบาลคนเดิม

“ดิฉันเพิ่งเข้าเวรเมื่อเช้า ไม่ทราบจริง ๆ ค่ะ”

“งั้นเหรอคะ” พึมพำเสียดาย “ไม่เป็นไรค่ะขอบคุณมาก”

นางพยาบาลคงเห็นหล่อนทำท่าจะถามอีกจึงตัดบทว่า “ถึงอาการไม่สาหัสแต่คุณบาดเจ็บไม่น้อยเลยนะคะ พักผ่อนเถอะค่ะ ทางโรงพยาบาลแจ้งให้ทางบ้านคุณทราบแล้ว ป่านนี้คงกำลังมา”

 

                รถกระบะสี่ประตูแล่นเลี้ยวเข้าจอดหน้าประตูทางเข้าโรงพยาบาลด้วยความเร่งร้อน เสียงล้อเบียดถนนดังสนั่นทำให้ผู้คนบริเวณนั้นมองด้วยสายตาตำหนิแต่ดูเหมือนคนในรถดังกล่าวไม่สนใจมากนัก ประตูสามด้านเปิดผางออก หญิงวัยกลางคนอ้วนหนึ่งผอมหนึ่งกับเด็กชายท่าทางคล่องก้าวพรวดลงมา

                “จอดตรงนี้ไม่ได้นะครับ” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยวิ่งมาเตือนสีหน้าก้ำกึ่งระหว่างตำหนิกับเกรงใจ

                “รู้แล้วน่า” จันทรา หญิงวัยกลางคนเจ้าของร่างผอมตอบเสียงดัง ชะโงกหน้ากลับเข้ามาสั่งคนขับ “หาที่จอดแล้วตามมานะโว้ย ข้าไปก่อนล่ะ”

                ร่างผอมเดินอาด ๆ ไม่รอใคร ใจลอยละลิ่วไปหาหลานสาวตั้งแต่ได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาล มันน่าแค้นใจอยู่นิดเดียวตรงที่เหตุเกิดวันที่หล่อนไปงานขึ้นบ้านใหม่ของเพื่อนที่กาญจนบุรี

                “รอข้าด้วยสิโว้ยนังจัน” เนียมพาร่างตุ้มตุ้ยเดินตามเพื่อนแทบไม่ทันไม่เหมือนเด็กชายวัย 7 ขวบที่วิ่งปรูดนำหน้าไปก่อน ไวอย่างกับปรอท

                “เร็วเข้าสิ ข้าใจร้อน ป่านนี้หลานข้าเสียขวัญถึงไหนแล้วไม่รู้”

                ในชีวิตจันทรา เรื่องความรักไม่เคยกรายใกล้ ในสมองมีแต่งานกับเงิน คำนวณกำไรขาดทุนจนเป็นสาวเทื้อคาบ้านแต่เจ้าตัวไม่เดือดร้อน มีน้องสาวคนหนึ่งเป็นสาวสวยอ่อนหวานแตกต่างกับหล่อนอย่างสิ้นเชิง ด้วยความสวยน่ารักนี้เองทำให้มีหนุ่ม ๆ คอยขายขนมจีบและแต่งงานไปตั้งแต่อายุยี่สิบสาม แต่ความรักหวานชื่นกลับไม่จีรัง อยู่กันแค่ปีเดียวไอ้เจ้าน้องเขยตัวดีเริ่มออกลายเจ้าชู้ต้องเลิกรากันในที่สุดทั้ง ๆ ตอนนั้นน้องสาวหล่อนกำลังตั้งท้องอ่อน ๆ

                “ช่างหัวมัน ไม่มีพ่อแต่ลูกเอ็งก็มีป้านะโว้ย” จันทราประกาศตัวพร้อมดูแลน้องสาวอย่างดีกระทั่งถึงวันคลอด ทันทีที่ได้สบตาหลานตัวน้อยหล่อนก็หลงรักเข้าเต็มเปา วันนั้นเองเป็นวันเดียวกับที่ต้องสูญเสียน้องสาวไปตลอดกาล

                “ห้องไหนเหรอยาย” ลูกเต๋าหันมาร้องถามด้วยความเป็นห่วงพี่มินต์อยากเยี่ยมเร็ว ๆ

                “1102 นั่นไง” จันทราตอบตามที่ได้สอบถามพยาบาลไว้ก่อนหน้านี้ แค่เห็นป้ายหมายเลขห้องทั้งสามดูเหมือนจะมีแรงเดินมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า ลูกเต๋าไวกว่าเพื่อนวิ่งนำไปก่อน จัดแจงเปิดประตูให้ยาย ๆ ทั้งสอง

                ภายในห้องพักพิเศษเงียบสงบ จันทราปราดเข้ายืนชิดเตียงและเพียงแค่เห็นรอยช้ำบวมบนใบหน้าหลานรักน้ำตาก็ปริ่มด้วยความสงสาร

                “อย่าร้องไห้ซีวะเดี๋ยวหลานมันตื่นมาเห็นใจเสียหมด” เนียมเตือนเพื่อนแถมขึงตาใส่หลานไม่ให้ปลุกคนบนเตียง

                จันทรารีบปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะยิ้มกว้างรับขวัญหลานสาวที่ลืมตาขึ้น “มินต์”

                “ป้า ป้าเนียม” มินตราโผกอดจันทรา ส่งยิ้มให้เนียมทำเหมือนไม่เห็นคนตัวเล็กอีกคนจนโดนประท้วง

                “หนูก็มานะพี่มินต์” ลูกเต๋าเขย่งเกงกอย ยิ้มอวดฟันหลอ

                “มาเยี่ยมพี่เหรอ”

                “ใช่ หนูจะมาอัดไอ้คนที่ทำพี่มินต์เจ็บ”

                ท่าทางชกลมแบบเอาเป็นเอาตายด้วยกำปั้นเล็ก ๆ ดูยังไงก็ไม่น่าทำให้คนถูกชกเจ็บได้ แต่มินตราเห็นแล้วซึ้งใจ “ขอบใจนะ”

                เหตุเพิ่งเกิดหมาด ๆ เมื่อคืน การพูดพาดพิงถึงทำให้ดวงตาสุกใสหม่นลงนิดหนึ่ง จันทราสบตาเนียมอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก ขืนปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปหลานสาวแสนสดใสคนเดิมอาจจะหายไป ผู้เป็นป้าแท้ ๆ โยกศีรษะหลานสาว พูดเสียงดัง

                “ทำหน้าให้มันดี ๆ ซิวะ เป็นหลานป้ามันต้องถึก ๆ ไหนดูซิ” จันทราเชยคางมินตราสำรวจร่องรอยถูกทำร้าย ในใจอยากแล่นไปจัดการกับคนทำซะเดี๋ยวนี้ แต่เพื่อปลุกปลอบกำลังใจ จำต้องทำทีเหมือนเรื่องร้ายแรงนี้ไม่มีอะไร...ต่อหน้าหลาน “โฮ้ยสบายมาก หน้ายังสวยเช้ง เนื้อตัวไม่บุบสลาย ไม่เป็นไรแล้วอีกประเดี๋ยวก็เดินปร๋อกลับบ้านได้”

“จริงจ้ะ หนูคองเซิม”

“คอนเฟินโว้ยริจะพูดเสือกพูดไม่ถูกอีกไอ้เต๋านี่” เนียมเขกกะโหลกหลานชายดังโป๊ก

คนกำลังเสียขวัญได้ยินยายหลานเถียงกันแล้วหัวเราะคิก “ป้าเนียม คอนเฟิร์มต่างหากล่ะ”

“อ้าวเหรอ เออ ๆ นั่นแหละ”

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน ปัดเป่าบรรยากาศสีหม่นหายเป็นปลิดทิ้ง

               

หลังรอผลตรวจร่างกายอย่างละเอียด จันทราได้รับรายงานจากแพทย์เจ้าของไข้ว่ามินตราปกติดีทุกอย่างหล่อนค่อยสบายใจ มินตรารีบเปลี่ยนชุด อยากกลับบ้านใจจะขาด โรงพยาบาลต่อให้สะดวกสบายแค่ไหนก็ไม่ใช่สถานที่น่านอนเลยสักนิด แต่งตัวเสร็จ ถ้าไม่นับรอยบวมช้ำบนใบหน้าและแขนขา สีหน้าหญิงสาวยังคงสดใสประดับด้วยรอยยิ้มสว่าง ด้วยกำลังใจที่ได้รับจากคนใกล้ชิด มินตราลุกขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว หล่อนไม่ยอมเก็บฝันร้ายเมื่อคืนมาทำให้ตัวเองเสียกำลังใจง่าย ๆ เสียแต่ว่าจากนี้คงเข็ดขยาดแท็กซี่ไปตลอดเท่านั้นเอง

“เสร็จละค่ะ”

“อืม งั้นไปกันเลย เดี๋ยววันนี้ป้าจะทำของอร่อยให้กิน”

“ป้าด้วย” เนียมอาสา ลูกเต๋าพยักหน้าหงึก ๆ เป็นลูกคู่

“ขอบคุณค่ะ งั้นมินต์จะกินให้พุงกางเลย อ้าวลุงเสือมาด้วยเหรอคะ” กระพุ่มไหว้ผู้มาใหม่

“มาสิวะ มารับคนแถวนี้กลับบ้านไงล่ะ” เสือผัวยายเนียมรับไหว้ ตอบกลั้วหัวเราะ

“งั้นก็ไปกันเลย” จันทราว่า จูงมือมินตราออกจากห้อง

ชักขบวนผ่านมาถึงเคาน์เตอร์ด้านหน้ามินตราทำท่าเหมือนนึกบางอย่างได้ “เดี๋ยวค่ะป้า”

“มีอะไรเรอะ”

“หนูมีเรื่องอยากถามคุณพยาบาลหน่อย ป้ารอแป๊บนะ” แต่ความอยากรู้ จันทราจึงตามหลานสาวแจทำให้ได้ยินคำถามเต็มสองหู “ขอโทษนะคะ ช่วยเช็กได้มั้ยว่าเมื่อคืนใครพาดิฉันมาส่งโรงพยาบาล”

มินตราถามพร้อมแจ้งชื่อนามสกุล พยาบาลตรวจสอบอยู่ครู่ก็ได้คำตอบว่า “ทราบแต่เป็นพลเมืองดีค่ะ ไม่ได้แจ้งชื่อไว้ มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“เปล่าค่ะ ขอบคุณมาก”

เสียดายจัง...แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามยังไม่รู้แล้วจะขอบคุณเขาได้ที่ไหน มินตรานึก ยังดีที่ท่ามกลางความมืดและสายฝนหล่อนยังจดจำเขาไว้ได้ทั้งน้ำเสียงและหน้าตา...

 

เสียงเคาะขวดเหล้าว่างเหล่าประสานกับร้องเพลงถูกบ้างไม่ถูกบ้างของชายหนุ่มกลุ่มใหญ่ดังลั่นซอย คนเดินผ่านไปมาหลายคนเบ้หน้าให้เหล่าขาเมา บางคนอดรนทนไม่ไหวถึงกับนินทาระยะเผาขน

“คนเดี๋ยวนี้แย่นะวัน ๆ กินแต่เหล้างานการไม่ทำ ดูซิกลางวันแสก ๆ เมาเละซะแล้ว”

“เบา ๆ สิเธอ” เพื่อนสาวเอ่ยเตือนรีบฉุดแขนคนช่างนินทาเดินห่างวงเหล้าหน้าร้านขายของชำให้เร็วที่สุด ใคร ๆ เขาก็ว่าอย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมา แล้วยิ่งเกิดคนเมาอาละวาด ร้อยละร้อยหาคนช่วยไม่ค่อยได้

ประโยคด่าลอยลมเมื่อครู่ดังพอให้ขาเมานั่งใกล้ทางเดินที่สุดได้ยิน เขายิ้มสมคะเน...แสดงว่าละครฉากนี้เนียนพอ

“คุณได้ความว่าไงบ้าง” ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ผิวเข้ม แต่งกายด้วยเสื้อยืดคอกลมลายยี่ห้อเครื่องดื่มชูกำลังทับในกางเกงยีนสีมอเอ่ยถามชายหนุ่มนั่งชิดกันทางด้านซ้ายทั้ง ๆ ริมฝีปากประดับรอยยิ้ม นัยน์ตาเยิ้มฉ่ำอย่างคนเมา

“จะมีการนัดส่งของกันวันนี้แน่นอนครับท่าน”

“ของคุณล่ะ”

คำถามนี้จำเพาะให้คณินทร์ตอบ ในอ้อมแขนชายหนุ่มกอดถังพลาสติกใส่น้ำแข็งว่างเปล่าจับมันคว่ำลงใช้ต่างกลอง มือยังเคาะตามจังหวะเพลงร้องลั่น ๆ ชวนหนวกหูแต่ปากตอบเป็นงานเป็นการ

“เหมือนกันครับ”

“แน่ใจหรือว่าไม่ใช่ข่าวลวง” ชายขี้เมาอายุมากสุดในกลุ่มหรือแท้จริงก็คือพันตำรวจตรีเจษฎาเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ

เกมตำรวจจับผู้ร้ายในโลกคอมพิวเตอร์ไม่ยากเกินพิชิต แต่ในโลกความเป็นจริงซับซ้อนกว่ามาก เหล่าผู้ร้ายมืออาชีพขยันหาวิธีพลิกแพลงรับมือกับทางการไม่เคยซ้ำ ในสายงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดก็เช่นกัน การปล่อยข่าวลวงถูกใช้มาตลอดทำให้การสืบหาตัวต้นตอเป็นไปอย่างยากเย็น สายสืบจำนวนไม่น้อยถูกจัดการ ทำร้ายร่างกายไปจนถึงฆ่าทิ้ง สายตาเจษฎาหยุดอยู่ที่ลูกน้องมือดี คณินทร์ เวโรจน์ เป็นหนึ่งในกลุ่มถูกพวกพ่อค้ายาหมายหัว ทุกวันนี้เจ้าตัวถึงต้องทำตัวประหนึ่งขอมดำดิน

“ผมแน่ใจ” คณินทร์ตอบ

ทำให้แววตาหนุ่มขี้เมาทั้งวงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นวูบหนึ่ง ได้ยินเช่นนั้นเจษฎาจึงพยักหน้า สั่งการดังพอให้ได้ยินเฉพาะกลุ่ม

“งั้นก็ลุย ลงมือตามแผน”

 

เย็นวันเดียวกันชายหนุ่มกลุ่มดังกล่าวมาพร้อมกันยังจุดนัดหมายได้แก่โรงงานน้ำแข็งแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร หลังจากสืบรวบรวมข้อมูลมาเป็นแรมเดือนถึงได้ความว่าพ่อค้ายารายนี้ปล่อยข่าวลวงให้ตำรวจหัวหมุนและทำการซื้อขายยาสำเร็จอยู่หลายครั้ง นำมาซึ่งความเจ็บใจฝ่ายตำรวจ

หน้าโรงงานน้ำแข็งค่อนข้างพลุกพล่านทั้งจากรถขับผ่านไปมา พ่อค้าแม่ขาย คณินทร์ในฐานะหัวหน้าทีมพยักหน้าให้กับนายตำรวจคนอื่น ๆ ที่ต่างอยู่นอกเครื่องแบบ กลุ่มหนึ่งแต่งตัวเหมือนจิ๊กโก๋ท้ายซอยยึดเอาลานโล่งหน้าโรงงานเป็นสนามฟุตบอล

“ไข่ปิ้งครับไข่ปิ้ง” เสียงร้องขายของดังแทรกความจอแจพร้อมกับคณินทร์ในชุดม่อฮ่อมเก่า ๆ หาบไข่ปิ้งกับข้าวเหนียวย่างมาหยุดอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงงาน

“ขายยังไงน้อง” คนงานโรงน้ำแข็งสวมแต่กางเกงตัวเดียวเพื่อความสะดวกในการทำงานเร่เข้ามาทันทีที่เห็นของกินปะทังความหิว

“สามใบยี่สิบ ข้าวเหนียวห่อละสิบ รับอย่างไหนดีลูกพี่” คณินทร์ถามเสียงกวน

ลูกค้าหันไปตะโกนถามพรรคพวกก่อนหันมาสั่ง “ไข่ปิ้งยี่สิบขอซอสเยอะ ๆ ล่ะ”

“ครับ ๆ”

ระหว่างก้ม ๆ เงย ๆ หยิบไข่ใส่ถุงคณินทร์ไม่หยุดมือสักนิดเมื่อลูกค้าขี้สงสัยถามขึ้นว่า “เพิ่งมาขายแถวนี้เหรอไม่เคยเห็นหน้า”

“อ่อครับ อยู่บ้านนอกอดแห้งอดแล้งมาหาบไข่ปิ้งขายดีกว่าเยอะ”

เหมือนคำตอบจะกระทบใจคนถาม ฝ่ายนั้นพยักหน้าท่าทางเห็นอกเห็นใจ รับถุงไข่ปิ้งแล้วยื่นแบงก์ยี่สิบให้ “เออ ๆ ขอให้ขายดี ๆ รวยเมื่อไหร่อย่าลืมเอาตังค์ไปทำหน้าล่ะ เห็นใกล้ ๆ แล้วตกใจว่ะ”

คณินทร์รีบยกมือขึ้นปิดรอยบากลึกบนแก้มขวาเหมือนอับอายพลางเอ่ยขอบคุณลูกค้าคนแรก ฝ่ายนั้นไม่ได้รู้เลยว่านอกจากหน้าแท้จริงจะไม่มีรอยแผลใด ๆ แล้วตัวเขายังไม่ใช่ดำเป็นถ่านเหมือนที่เห็นอยู่ตอนนี้เสียด้วย

เวลาผ่านไปกว่าชั่วโมงรถแวนสองคันถึงแล่นตรงมา คณินทร์มองเขม็งยังรถเป้าหมายจนแน่ใจ ก้มหน้าต่ำเหมือนจัดของกระซิบสั่งเป็นรหัสผ่านวิทยุสื่อสารเครื่องจิ๋ว

“น้ำมาปลากินมด”

รถแวนสองคันบีบแตรดังสนั่นแหวกผู้คนในซอยแคบ ๆ เข้ามา กลุ่มที่ได้รับรหัสสัญญาณวิ่งเลี้ยงบอลไม่สนใจว่าจะถูกรถชน หมายมั่นแต่จะเตะเข้าประตูฝ่ายตรงข้ามจนได้เรื่อง...

-เอี๊ยด-

รถคันหน้าเบรกกะทันหัน คนรถเปิดประตูลงมาสีหน้าถมึงทึง สบถลั่น “ไอ้เวรเอ๊ย ตรงนี้ไม่ใช่สนามบอลนะโว้ย”

“โทษครับพี่ ๆ” กลุ่มนักฟุตบอลผงกหัวขอโทษขอโพย

คนขับมองตาขวาง สายตานั้นส่งเลยไปยังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าโรงงาน “ทำไมไม่ดูแล ปล่อยให้ไอ้พวกนี้มาป้วนเปี้ยนเต็มไปหมด”

เท่านั้นเองที่ชายร่างผอมในชุดเสื้อสีฟ้าอ่อนกางเกงสีดำขยับกุลีกุจอเดินกึ่งวิ่งพร้อมกับเป่านกหวีโบกมือไล่สิ่งกีดขวางหน้าโรงงานแตกกระเจิง พ่อค้าแม่ค้าเข็ญรถบ้างหาบบ้างหนีเป็นการใหญ่ ไม่ใช่กลัวยามจอมขี้เกียจแต่เป็นคนขับหน้าดุต่างหาก

“โอ๊ย ๆ พี่เดี๋ยว เพื่อนผมมันยังเก็บบอลอยู่ใต้ท้องรถ”

เสียงร้องตกใจสุดขีดตอนคนขับกระโดดกลับขึ้นรถเตรียมเหยียบคันเร่งนั่นเองทำให้หน้าดุนั้นเขียวสลับแดงด้วยความโกรธเข้าไปอีก ชะโงกหน้าออกจากหน้าต่างตะโกน “รีบเลยนะมึง แบนติดถนนไม่รับประกัน”

“ขอบคุณครับ ๆ” ลูกบอลพลาสติกถูกหยิบออกจากใต้ท้องรถจนได้ รถแวนสองคันขับผ่านไปอย่างรวดเร็ว หน้าโรงงานไม่เหลือใครอยู่อีก...แม้แต่พ่อค้าขายไข่ปิ้ง

 

หลังจากโดนไล่ตะเพิด พ่อค้าแม่ค้าต่างแตกฮือพ้นมาจากหน้าโรงงานน้ำแข็ง เสียงบ่นพึมพำดังให้ได้ยินเป็นระยะ คณินทร์หาบกระจาดไข่ปิ้งวิ่งรวมกลุ่มมาติด ๆ จนถึงมุมตึกไม่ไกลจากนั้น เขาวางหาบลงทำท่าปลดกางเกงเหมือนจะปลดทุกข์เบา รอกระทั่งคนอื่น ๆ ผ่านไปจนหมดจึงผลุบหายเข้าไปในซอยเดินสวนกับชายหนุ่มอีกคนที่สวมชุดเหมือนกันราวกับแกะตรงเข้าหาบกระจาดไข่ปิ้งแทน

เกือบสุดซอยมีแยกเล็ก ๆ คณินทร์เดินกึ่งวิ่งทะลุออกมาอีกซอยหนึ่งแทบพร้อมกับรถตู้ติดสติ๊กเกอร์ยี่ห้อลูกอมหลากสีจอดรับ

คณินทร์กระโดดผลุงเข้ารถที่ขจรรีบปิดประตูตามหลัง ขยับเข้านั่งประจำตำแหน่งหน้าจอมอนิเตอร์ต่อสายพ่วงระโยงระยาง พรมนิ้วบนแป้นคีย์บอร์ดป้อนคำสั่งที่มีแต่คนสร้างมันขึ้นมารู้ เพียงสามวินาทีบนหน้าจอก็ปรากฎภาพจากกล้องจิ๋วที่จิ๊กโก๋จอมปลอมลอบติดใต้ท้องรถในตอนแกล้งมุดเข้าไปเก็บบอล

“ชัดแจ๋วเลยผู้กอง” ขจรออกปากชม อดตื่นเต้นกับ ของเล่น ของหัวหน้าไม่ได้สักที

ผู้กองหนุ่มแห่งหน่วยป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกระชากยางเหนียวทำเป็นรอยบากบนหน้าออกด้วยความรำคาญ อีกมือหนึ่งคว้าจอยสติ๊กแบบเดียวกับที่ใช้เล่นเกมเมื่อยังเด็ก

“ยังหรอกจ่ามันต้องดูหลังจากนี้” คณินทร์เอ่ยยิ้ม ๆ ขยับมือบังคับจอยสติ๊กส่งเจ้าของเล่นหน้าตาเหมือนแมลงสาบวิ่งจู๊ดจากใต้ท้องรถที่จอดสนิทพล่านตามคันบังคับไม่ต่างจากกำลังเล่นเกม กล้องประสิทธิภาพสูงเล็กจิ๋วที่ประดิษฐ์อยู่นานมีทั้งที่ตาทั้งสองข้างเพื่อมองมุมด้านหน้ากับยอดสุดของหนวดสองเส้นเพื่อมองรอบทิศทาง

แมลงสาบอิเล็กทรอนิกส์วิ่งไปไม่เท่าไหร่ก็เก็บภาพชายเป้าหมายได้ คณินทร์กดปุ่มEnterเพื่อบันทึกภาพนิ่งโดยที่ระหว่างนั้นบันทึกวีดีโอไปพร้อมกัน

ขจรสังเกตการณ์อยู่ใกล้ชิดดูภาพอย่างตั้งใจสลับกับมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาของผู้กองหนุ่ม “ผมว่าถ้าผู้กองไม่เอาดีทางตำรวจ ไปเป็นอัจฉริยะทางคอมพ์ได้สบายมาก”

แวววูบไหวผ่านนัยน์ตาคมแวบหนึ่ง คำตอบเรียบไม่บอกความรู้สึก “นั่นล่ะจ่าความฝันผมตอนเด็ก ๆ ล่ะ”

ความฝันของเด็กชายคณินทร์ เวโรจน์กับพี่ชายผู้บ้าเกมคอมพิวเตอร์เป็นชีวิตจิตใจคือการได้เปิดบริษัทผลิตเกมด้วยกันในวันหนึ่ง เด็กชายทั้งสองนอกจากตะลุยเล่นเกมเป็นบ้าเป็นหลังแล้วยังชอบศึกษาหาความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ความฝันที่ถูกตั้งมั่นมาตั้งแต่จำความได้คงเป็นรูปร่างถ้าไม่เกิดจุดหักเหสำคัญ

คณินทร์หรี่ตาเมื่ออดีตบางช่วงตอนกลับเข้ามาในสมอง พวกค้ายาเสพติดทั้งโลกเป็นศัตรูของเขารวมทั้งพวกมันในจอนี่ด้วย!

                ขณะผู้กองหนุ่มคิดถึงอดีต ขจรกลับสะดุดอยู่ที่คำว่าเด็ก เขาลูบกระเป๋าสตางค์ในกางเกงด้านหลังที่ในนั้นบรรจุรูปลูกและเมียสุดที่รัก เอ่ยพึมพำ

“วันนี้วันเกิดลูกผม ป่านนี้แกคงชะเง้อรอพ่อให้ไปเป่าเค้กพร้อมหน้า”

มือที่บังคับจอยสติ๊กชะงัก ดวงหน้าหล่อเหลาหันมาสบตาคู่หูด้วยความเข้าใจ ภารกิจตรงหน้าต่อให้จบได้ในวันนี้คงไม่สามารถแยกย้ายได้ทันที ยังมีเรื่องต้องสะสางอีกมากทีเดียว

"ถ้าลูกรู้ว่าจ่ากำลังทำอะไรเขาจะต้องภูมิใจ"

แววตาขจรฉายรอยภาคภูมิในหน้าที่ของตน เอ่ยติดตลกกึ่งโล่งอก "ยังดีที่เมียผมไม่ใช่คนงี่เง่า"

ถ้าบอกว่ามาทำงานฝ่ายนั้นไม่เคยโทร.จิกสักครั้งเดียว

"พวกเขาไม่รู้ใช่ไหม"

ขจรยิ้มให้กับคำถามนี้ "ผมเป็นแค่จ่าแก่ ๆ ทำหน้าที่เสมียนเท่านั้นล่ะ"

เมียจ่าแก่ ๆ รู้แค่นั้น ขจรนึกภาพออกว่าถ้าปล่อยให้เมียรู้ความจริงคงนอนไม่หลับทุกครั้งที่เขาออกจากบ้านมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับพวกพ่อค้ายาเสพติด คณินทร์ตบบ่าคู่หูโดยไม่เอ่ยบอกสักคำว่าวันนี้ก็เป็นวันเกิดมารดาเขาเช่นกัน

“งั้นก็ทำให้มันจบ” ภาพเคลื่อนไหวจากกล้องจิ๋วเก็บภาพระหว่างการซื้อขายได้สำเร็จ คณินทร์สั่งการ “ปลากินเบ็ดแล้วจับไปขายได้เลย!

 

ในที่สุดขบวนการค้ายาที่เฝ้าติดตามมานานก็ถูกรวบจับได้พร้อมหลักฐาน คณินทร์เก็บของเล่นใส่กระเป๋ากางเกง สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความปลอดโปร่ง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาวกะพริบราวกับจะแสดงความยินดี ชายหนุ่มโบกมือให้ขจรที่รับกลับบ้านทันทีหลังงานเสร็จ หยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าต่อสายหาคนที่ไม่ได้กลับไปหามาเป็นปีเพราะไม่อยากให้คนที่หมายหัวเขาทำอันตรายคนรอบข้าง

“นิน อยู่ไหนน่ะลูก”

“แฮปปี้เบิร์ธเดย์ ผมรักแม่นะครับ”

เสียงตอบจากมารดาเจือสะอื้น แต่ถึงคุยโดยไม่เห็นหน้าชายหนุ่มยังรู้สึกได้ว่าเป็นน้ำตาแห่งความดีใจ มีเรื่องราวคุยกันมากมาย เมื่อวางสายความคิดถึงที่เคยมีอยู่ยังเท่าเดิม แต่มีความอิ่มเอมเพิ่มเติมเข้ามา

ชายหนุ่มเดินตรงมายังรถเก๋งคันเก่ง  เสียงไซเรนแว่วผ่านไปทำให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน เขาต่อสายถึงโรงพยาบาลทันทีเพื่อสอบถามอาการหญิงสาวโชคร้ายผู้นั้น

“ออกจากโรงพยาบาลแล้วเหรอครับ อ๋อครับ อาการเธอเป็นยังไงบ้าง”

“ทีแรกยังซึม ๆ ค่ะ แต่พอญาติมาก็ร่าเริงเหมือนไม่เป็นไร” นางพยาบาลตอบหลังจากถามจากเพื่อนที่อยู่เวรช่วงเช้าเรียบร้อย

คณินทร์เอ่ยขอบคุณสำหรับข้อมูล กดตัดโทรศัพท์แล้วระบายยิ้ม “ร่าเริงงั้นเหรอ เป็นผู้หญิงที่แปลกดีจริง ๆ”



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

571 ความคิดเห็น

  1. #61 พี่หริ (@mangosteen) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2554 / 22:24
    พวกแท๊กซี่ในชีวิตจริงๆ ก็มีเยอะที่เป็นแบบนี้.....

    ขำตำรวจชุดนี้ พูดถึงแล้วอยากกินไข่ปิ้ง......

    ตอนนี้ก็สนุกเหมือนเดิมจ้ะ
    #61
    0
  2. #60 ooiidd4 (@ooiidd4) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2554 / 22:24
    โชคดีที่ผู้กองมาช่วยมินตราไว้ทัน
    #60
    0
  3. #59 Hello_Brownie (@sweetie-momo) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2554 / 16:50
    คณินทร์เท่จัง *o* หลงรักเลย ฮ่าๆ
    จะติดตามต่อไปนะคะ :)
    #59
    0
  4. #58 SWEETY RIOT (@rochana1987) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 / 16:21
     แอร๊ยยยยยยยย คณินทร์ตำรวจ เกลียดคนในเครื่องแบบ โน้ววววววววววววววววววววว
    เพราะมันทำให้ใจดวงน้อยๆ สั่นไหว  โอ้ววววว
    รักอัคนีค่า
    #58
    0
  5. #57 lovely_friend (@lovely_friend) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2554 / 20:09
     พระเอกเก่งจริงอะไรจริง
    #57
    0
  6. #56 Chlee (@chlee) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2554 / 02:13

    พี่นินเข้มมากคะ

    #56
    0
  7. #55 pretty-p (@rod_usawadee) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2554 / 09:37
    แหม รักแม่ แล้วรัก (เมีย) เอ๊ย ผู้หญิงคนนั้นเหรอ
    เพิ่งเจอเองนะ โทรหาแม่แล้วก็เป็นห่วงใช่ไหมล่ะ ผู้กองนิน มินตรา เอ๊ะ ชื่อคล้องอย่างไม่น่าเชื่อ
    ตั้งใจป่ะเนี่ย อัคนี อิอิ
    #55
    0
  8. #54 เสาร์5 (@onsurang) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2554 / 21:02

    ชอบค่ะ

    #54
    0
  9. #53 panon (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2554 / 14:28
    รอตอนต่อไปค่ะ
    #53
    0
  10. #52 : )) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2554 / 13:40
    น่าติดตามมากเลยค่ะ ^^
    #52
    0