มือปราบเจ้าหัวใจ

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,679
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    17 ส.ค. 60

ฝากฉบับE-bookด้วยนะฮะ

มือปราบเจ้าหัวใจ
อัคนี
www.mebmarket.com
ร้อยตำรวจเอกคณินทร์ เวโรจน์นายตำรวจหนุ่มหล่อจากหน่วยป.ป.ส.ผู้มีฝีมือแฮกเกอร์ระดับโลกได้รับมอบหมายให้แฝงตัวเข้าไปสืบหาคนร้ายในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งงานในหน้าที่เขาไม่เคยหวั่นแต่จะทำอย่างไรดีกับมินตรา...สาวแว่นจอมโก๊ะที่ดันสะกิดสะเกาหัวใจเขาให้อยากได้ตัวเธอขึ้นมาตงิด ๆคณินทร์คงจะไม่คิดหนัก ถ้ามินตราไม่เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเมื่อต้องเลือกระหว่างภารกิจหลักกับภารกิจรัก เขาจะเลือกสิ่งไหนมันจะเป็นไปได้หรือไม่หากภารกิจทั้งสองจะเดินหน้าไปพร้อมกัน







      วันหยุดยาวสำหรับมินตราเริ่มต้นวันแรกด้วยการตื่นขึ้นใส่บาตรพร้อมจันทรา เสื้อยืดกางเกงขาสั้นตัวใหม่หลังจากอาบน้ำเรียบร้อยกับใบหน้านวลหอมไปด้วยแป้งเด็กดูอย่างไรก็ยังกะโปโลในสายตาคนเป็นป้าถ้าไม่เห็นสายตาหลานสาวเมื่อคืนนี้จันทราคงนึกไม่ออกว่ามินตราจะแสดงท่าทีอย่างไรเมื่อรู้สึกพิเศษกับใครเข้า

      “มินต์ล้างหน้าไม่เรี่ยมเหรอคะ” มินตราขยี้หัวตารีเช็กความเรียบร้อย

      “อะไรของเรา”

      “ก็เห็นป้ามองมินต์เหมือนขี้ตายังติดอยู่งั้นแหละค่ะ” ยิ้มทะเล้น

“ป้ามองหลานสาวต่างหาก”

“อ้าว” ทำหน้างง “แล้วมินต์ไม่ใช่...”

“ใช่ซิ หลานป้า...ตอนเป็นสาว ถึงจะคล้าย ๆ ตอนเด็กแต่ก็มีส่วนต่างอยู่”

แค่เริ่มหัวข้อสนทนามินตราก็นึกรู้ว่าจันทราชักเข้าเรื่องไหน รีบทำเป็นจัดถุงกับข้าวกับกำดอกไม้เตรียมไว้ใส่บาตรทั้ง ๆ ไม่มีความจำเป็น ชะแง้มองหลายทีก็แล้วยังไม่เห็นพระสักรูป

เมื่อไหร่จะมาสักที จะได้ชิ่ง...มินตรานึกไม่กล้าหันสบตาป้าแต่มิวายยังถูกถาม

“คนเมื่อคืนน่ะชื่ออะไรนะ พ่อนินใช่มั้ย” น้ำเสียงขณะทบทวนชื่อไม่ห้วนกระด้างอย่างมินตรานึกกลัว ทำให้ค่อยใจชื้น “เป็นเพื่อนหรือแฟน”

“ป..ป้า!” เจอคำถามยิงตรงเป้าเผงมินตราถึงกับร้องลั่น หน้าแดงซ่านจรดใบหู “เพื่อนสิคะมินต์บอกแล้วนี่นา”

“แล้วทำไม...”

“พระมานู่นละค่ะ” พระภิกษุสองรูปเดินสำรวมเข้ามาใกล้ มินตราได้ช่องเอ่ยขัด

จันทรารู้ทันแต่ไม่ได้ว่าอะไร ประนมมือไหว้พระพร้อมหลาน ตักข้าว นำอาหารคาวหวานน้ำและดอกไม้ถวายก่อนยอบตัวลงนั่งยองรับศีลรับพร เมื่อใส่บาตรเสร็จแล้วนั่นล่ะคนคิดหนีการตอบคำถามจัดแจงคว้าถาดพับโต๊ะเก็บทำท่ารีบยกเข้าบ้านก็เห็นจันทราเดินตามมาเงียบ ๆ นึกว่ารอด ที่ไหนได้

“คนที่เคยมาส่งบ้านมีคนอื่นอีกไหม”

มินตราหยุดเดินกะทันหัน ขาพันกันแทบสะดุดล้มเมื่อหมุนตัวกลับมาหาป้า ทำหน้าม่อย “ไม่มีหรอกค่ะ ป้าโกรธเหรอคะ ถ้าไม่ชอบวันหลังมินต์ไม่เอาแล้ว กลับเองสบายใจ”

จันทราเลี้ยงหลานอย่างค่อนข้างตามใจหากก็ไม่ละเลยอบรมให้รู้ถูกผิด มินตราเองก็เป็นหลานที่เชื่อฟังคำสั่งสอนดี สิ่งไหนป้าว่าไม่ดีหล่อนมักพยายามหลีกเลี่ยงไม่ดื้อรั้นทำตามใจ หล่อนเชื่อว่าถ้าป้าโกรธในเรื่องนี้คงมีเหตุผลของท่านอยู่ แต่จันทราก็ส่ายหน้า ดึงถาดออกจากมือหล่อนวางบนโต๊ะที่หิ้วมานั่นเองแล้วจับจูงให้เดินมานั่งเคียงกัน

“มินต์ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนี่ลูก ป้าไม่ห้ามหนูตะพืดตะพือหรอก ไม่ได้โกรธเรื่องนี้ด้วย ถามเพราะอยากแน่ใจบางอย่างเท่านั้นเอง”

“อะไรคะ”

      มองหน้ามินตรานิ่งอยู่ครู่ “ตอบมาก่อนพ่อคณินทร์ ใจธรรม คนที่พ่อแม่ตายหมดแล้วคนนี้เป็นแค่เพื่อนหรือเป็นแฟน”

      รอยยิ้มจางเกลื่อนเต็มบนใบหน้าจันทรา หลานพาเพื่อนชายคนแรกเข้ามาแนะนำทั้งทีหล่อนเลยเก๊กมาดดุนำไว้ก่อน เอ่ยทักอย่างไว้ตัวพร้อมกับถามว่าชื่ออะไรหรือคุณเป็นลูกเต้าเหล่าใครรู้จักกับมินต์หลานฉันได้ยังไง ชายหนุ่มหน้าตาคมคายก็แนะนำตัวเสียฉาดฉาน...ผมชื่อคณินทร์นามสกุลใจธรรมครับ ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนพ่อแม่เสียไปนานแล้ว ตอนนี้ทำงานอยู่ที่เดียวกับมินต์

      “เพื่อนค่ะ”

      มินตราตอบสุ้มเสียงมั่นใจแต่ดวงตาคนฟังมีแววครุ่นคิด “งั้นเหรอ”

      “ใช่แน่นอนค่ะป้า” ย้ำคำตอบแต่หน้าแดง

      “อืม ป้าไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเรามาก่อนคงถึงเวลาแล้ว”

      “รีบบอกเถอะค่ะ มินต์อยากรู้” เช้านี้ป้าพูดแปลก ๆ ทำให้มินตรางงแล้วงงอีก

      ท่าทางอยากรู้อยากเห็นทำให้จันทราหัวเราะ เมื่อเอ่ยต่อนั่นล่ะน้ำเสียงจึงเป็นงานเป็นการอีกครั้ง “เรื่องการเลือกคนน่ะลูก ผู้หญิงกับผู้ชายอยู่ใกล้กันวันนี้วันหน้าอาจมีความเปลี่ยนแปลง ป้าอยากให้มินต์ดูคนที่นิสัยให้มาก ๆ อย่าเอารูปร่างหน้าตาเป็นที่ตั้ง”

      อย่างพ่อหนุ่มคณินทร์นั่นก็คนรูปร่างหน้าตาเข้าตำราศัพท์สมัยใหม่อย่างหล่อเลือกได้ เพิ่งคุยกันหนเดียวคงยังฟันธงไม่ได้ถึงนิสัยใจคอ มินตราไม่เคยโกหก ถ้าบอกเป็นเพื่อน ณ ตอนนี้สถานะก็ต้องยังเป็นเพื่อนกัน เตือนเสียแต่เนิ่น ๆ ล่ะดีที่สุด

      “ป้าคงไม่ได้หมายถึง...”

“ก็ทั้งนั้นละ” ตอบกว้าง ๆ “ป้าเตือนไว้เพราะอยากให้สติ จะได้ไม่เสียใจจนตายเหมือนแม่เขา”

“ป้า...” ป้าไม่เคยพูดเรื่องแม่ในทำนองนี้สักครั้งให้หล่อนต้องสะเทือนใจ บาดแผลในอดีตทำให้ชีวิตน้องสาวพังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำท่าน วันนี้ท่านจึงเอ่ยเตือนอย่างจริงจัง มินตราขยับเข้านั่งชิด กอดรอบเอวจันทรา “ขอบคุณค่ะ มินต์จะระวังจะดูให้ดี ๆ อย่างป้าสอน แต่คุณนินน่ะเพื่อนมินต์จริง ๆ นะคะ” ประโยคท้ายเบาแผ่ว

ซุ่มซ่ามเซ่อซ่าหาแต่เรื่องให้ปวดหัวอย่างมินต์ คุณนินเขาไม่สนใจหรอกค่ะป้า...มินตราต่อประโยคแผ่วเบานั้นในใจ

 

ช่วงฤดูหนาวลักษณะท้องฟ้าโปร่งไร้เมฆเห็นเป็นสีฟ้าจัดชายหาดยาวเหยียดร่มรื่นใต้เงาสนทะเลยืนตระหง่าน ชายหาดชะอำช่วงวันหยุดยาวคึกคักด้วยนักท่องเที่ยวทั้งแบบคู่รัก กลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวใหญ่ที่มีตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่าไล่ลงมาถึงหลานเหลนพากันจับจองเก้าอี้ชายหาดหันหน้าออกสู่ท้องทะเลกว้าง

เมื่อคนเยอะการจราจรจึงหนาแน่นเป็นธรรมดา คณินทร์หันมองด้านหน้านิดหนึ่งก่อนจะหันกลับออกมองนอกกระจกรถที่เปิดไว้ทุกด้านรับลมเย็นตามธรรมชาติผสมมากับกลิ่นไอท้องทะเล สกุตเตอร์หลายลำกำลังแล่นฉวัดเฉวียนตวัดเอาบานานาโบ้ทพลิกคว่ำเป็นที่สนุกสนานแก่คนนั่ง นักท่องเที่ยวบางส่วนว่ายน้ำพร้อมกับเล่นลูกบอลเป่าลม บนชายหาดเองค่อนข้างหนาแน่นด้วยเด็ก ๆ มากกว่าวัยอื่น ผืนทรายละเอียดถูกขัดเป็นหลุมลึกนำมาก่อปราสาทประดับเปลือกหอยบ้าง นำมาโปะบนตัวคนบ้าง บรรยากาศเหล่านี้นานแล้วไม่ได้สัมผัสเพราะงานรัดตัว

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ชายหนุ่มกดรับ หันกลับมาสนใจการจราจรตรงหน้าต่อไป

“ผู้กองถึงไหนแล้วครับ” ขจรถามมาตามสาย

“ถึงหาด รถติดกว่าจะคลานไปถึงคงนานหน่อย”

“อ่อครับ ๆ ว่าแต่ผู้กองกินข้าวมาหรือยังผมจะได้สั่งไว้รอ”

พอถูกถาม ท้องว่าง ๆ ก็ออกอาการแสบประท้วงเจ้าของที่ไม่สนใจมื้อเช้าพะวงแต่จะขับรถมาให้ถึงชะอำโดยเร็ว

“พูดขึ้นมาก็หิวเลย ขอบใจจ่า สั่งไว้เดี๋ยวผมไปจัดการ”

“ครับผม”

นอกจากการจราจรติดขัดบนถนนริมหาดยังจอแจด้วยผู้คนรวมถึงจักรยานทั้งแบบเดี่ยวแบบตอน กว่าคณินทร์จะขับรถคืบคลานมาจนถึงจุดนัดหมายได้ก็อีกกว่าครึ่งชั่วโมงต่อมา

นายตำรวจแห่งหน่วยป้องกันและปราบปรามยาเสพติดทั้งสองทักทายกันตรงเก้าอี้ริมหาดนั่นเอง ขจรแต่งกายสบาย ๆ ด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้นลายดอกกับกางเกงขาสั้น คล้ายกับคณินทร์ที่สวมกางเกงขาสั้นสีเข้ากันกับเสื้อโปโล จ่าคู่หูสั่งอาหารรอไว้เต็มโต๊ะก็เหมือนไม่ได้สั่งเพราะเพียงพริบตาเดียวคนหิวจนตาลายก็จัดการหมดเกลี้ยง

หมดจากปัญหาปากท้องบทสนทนาเรื่องภารกิจถูกหยิบยกขึ้นมาเล่าสู่ต่อกัน เริ่มจากคณินทร์ เพื่อให้คู่หูเห็นภาพรวมไปพร้อมกันเขาเล่าให้ฟังถึงความเป็นไปในบริษัทพงศ์พลฟู้ด ถึงความผิดปกติที่สังเกตเห็นแต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีพิรุธมากไปกว่าเดิม

“ผู้กองเอ่ยชื่อคุณมินตรามาห้าครั้งแล้วนะครับรู้ตัวหรือเปล่า” จ.ส.ต.ขจรกล้าแซวยิ้ม ๆ เพราะสนิทอย่างหนึ่งและหัวหน้าไม่ถือตัวอีกอย่างหนึ่ง สีหน้าแววตาขจรบอกให้คู่สนทนารับรู้ว่าคิดไปไกลถึงไหนต่อไหน

“ก็ห้องทำงานผมอยู่ชั้นเดียวกับเขาแถมเขายังเป็นเลขาฯ หนึ่งในผู้ต้องสงสัยก็ต้องพูดถึงบ่อยเป็นธรรมดา” ตอบพลางยกแก้วน้ำอัดลมบนโต๊ะไม้เตี้ยตรงหน้าขึ้นซดอั้ก ๆ ใบหูแดงไม่รู้จากความรู้สึกบางอย่างหรือแสงแดดที่เริ่มจัดจ้า “เอาล่ะผมอัพเดทข่าวฝั่งผมเรียบหมดแล้วตาจ่าบ้าง”

เสียงสั่งการเข้มจัดแทบทำให้ขจรกลั้นยิ้มไม่อยู่แต่ก็ต้องทำเพราะกลัวว่าหาไม่จะถูกหัวหน้าลุกขึ้นมาเตะแก้เขินเข้าสักป้าบสองป้าบ กระดาษแผ่นหนึ่งถูกหยิบออกจากกระเป๋ากางเกงส่งให้ผู้กองหนุ่ม เมื่อคณินทร์คลี่กางออกจึงเห็นว่าเป็นแผนผังสถานที่วาดขึ้นง่าย ๆ ด้วยมือ

“นี่เป็นผังโดยรอบโรงงานของมันที่สมุทรสาครครับ จากการเฝ้าสังเกตยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวแปลก ๆ ตัวผู้บริหารที่ไปมีแค่สองคนคือนายวิญญูกับนายวาทิศ”

“อืม แสดงว่าที่ผมรู้มาเป็นความจริงไม่ใช่บอกว่าไปโรงงานแต่ไปโผล่อยู่ที่อื่น” ความจริงมันก็ดีแต่ยิ่งทำให้งานเขายากขึ้นในเมื่อทุกอย่างมันปกติจนเกินไป

ขจรเก็บแผนที่สีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่ก่อนตัดสินใจพูด “ผู้กองจะว่ายังไงถ้าผมอยากเข้าไปทำงานในโรงงานนั่น”

“ไม่ได้” ห้ามเสียงแข็ง “อันตรายเกินไป”

“ก็เหมือนกัน ผมรู้สึกไม่ดีที่ให้ผู้กองเข้าดงเสืออยู่คนเดียว”

คณินทร์เหยียดยิ้ม “ก็ผมชอบเป็นฝ่ายบู๊นี่จ่า จ่าก็เป็นบุ๋นไปแล้วกัน”

“แต่ผมอยาก...”

“ผมไม่อนุมัติ” สั่งเสียงเฉียบ “คิดดูว่าถ้าจ่าพลาด ผมพลาด ใครจะเป็นแนวหลังให้แก่กัน เรายึดแผนเดิมไว้ถ้าผมเกิดถูกจับได้ยังมีจ่าเคลื่อนไหวอยู่ เลิกคิดเรื่องนั้นไปได้เลย”

มันก็จริงอย่างผู้กองหนุ่มว่า กับเหตุผลที่ยกขึ้นมาทำให้ขจรยอมรับโดยดุษณี

“แล้วเป้าหมายเราตอนนี้อยู่ไหน” คณินทร์เอ่ยถามพลางมองหาวิญญู ข่าวว่าวันนี้จะยกครอบครัวมาพักผ่อนในช่วงวันหยุด ขจรคอยตามประกบนำมาก่อน

“นั่งอยู่ทางนู้นแน่ะครับ” ขจรพยักพเยิดไปทางด้านหลังคณินทร์ ครอบครัววิญญูประกอบด้วยตัวเขาภรรยาและลูกสาวอายุราวสิบขวบนั่งอยู่ห่างออกไปแต่อยู่ในระยะมองเห็นได้

“นอกจากเมียกับลูก มีใครอีกไหม”

“ไม่ครับ ผมนั่งจ้องอยู่ตั้งแต่เช้ายังไม่เห็น”

หรือการเฝ้าสังเกตวันนี้จะเหลวอีกเหมือนเดิม แต่ก็ช่าง ถึงอย่างไรก็ต้องตามดูกันต่อไป คณินทร์ลุกขึ้นสลับมานั่งอีกฝั่งในมุมมองเห็นครอบครัววิญญูได้อย่างสบาย ๆ หยิบปากกาด้ามใหญ่สีดำคาดทองออกตรวจเช็กแล้วเสียบกลับเข้าเหน็บไว้ตรงกระเป๋าเสื้อตามเดิม กดปุ่มเล็ก ๆ เหนือด้ามปากกา ไฟสีส้มวาบขึ้นแล้วเปลี่ยนสถานะเป็นสีน้ำเงินเป็นสัญญาณว่ากล้องขนาดจิ๋วซ่อนอยู่ในตัวปากกาเริ่มทำงาน

 

“สวัสดีวันใช้แรงงานจ้ะ” เสียงใส ๆ ของอุมาดังนำมาก่อนเจ้าตัว ขาเรียวพ้นกระโปรงสั้นก้าวฉับ ๆ เข้ามาถึงโต๊ะทำงานมินตราพร้อมความสดใส วางถุงลงบนโต๊ะถุงหนึ่ง อีกถุงส่งให้สุจิตรา ความที่สามสาวมาทำงานเช้ามาก ๆ เป็นประจำ ช่วงเช้ากลายเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งในการเมาท์แตก

“อะไรน่ะ” สุจิตราถามเสียงอ่อน เปิดถุงออกดูมินตราก็เช่นกัน

“ผ้าคลุม จะห่มไหล่ใช้เป็นผ้าพันคอหรือคาดทับชุดว่ายน้ำก็เก๋อยู่นะ” อุมาตอบแล้วเริ่มอวดโดยการยื่นแขนสีน้ำผึ้งมาตรงกลางวง “ไปภูเก็ตคราวนี้เล่นน้ำซะฉ่ำใจ ดูสิผิวแทนขึ้นตั้งเยอะเห็นมะ”

“แต่ก่อนอุ๋ยกลัวดำนี่” สุจิตราท้วงซึ่งก็เป็นความจริง ระดับความกลัวของอุมาจัดอยู่ในข่ายสูงมาก เห็นแดดเมื่อไหร่จะคอยหลบหาอุปกรณ์อย่างร่มอย่างหมวกป้องกันสุดฤทธิ์

“จริงด้วย” มินตราเห็นด้วย

“แต่มันเปลี่ยนไปแล้วจ้ะเพื่อน ๆ อุ๋ยค้นพบแล้วว่าผิวขาวน่ะมันดูซีดขาดเสน่ห์”

มินตราสบตาสุจิตรา รู้สึกว่าเพื่อนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คงมีสาเหตุซึ่งสาเหตุนั้นไม่น่าพ้นคู่ควงผมทองคนล่าสุด

“อย่าบอกนะว่าอุ๋ยไปอาบแดดมา” มินตราทำหน้าสยองขวัญ เพียงแค่คิดถึงการนั่งหรือนอนนิ่ง ๆ กลางแดดร้อนแรงที่คงจะแผดเผาผิวหนังชั้นนอกจนไหม้เกรียม หล่อนไม่กลัวดำแต่กลัวเวลาผิวหนังร่อนออกมาเป็นแผ่น ๆ มากกว่า

แต่อุมากลับพยักหน้ารับอย่างภาคภูมิ “ใช่เลย วิลเขายังชมว่าผิวเข้มแล้วดูสวยขึ้นเป็นกอง”

“แหมไม่น่าเลย” สุจิตราบ่นงึมงำ เสียดายผิวขาว ๆ สวย ๆ ของเพื่อนสนิท วันนี้ยังสีแทนสวยอีกไม่กี่วันเถอะคงเกรียมดูไม่ได้

เหมือนว่าอุมาจะเข้าใจความคิดเพื่อน ๆ หล่อนทำหน้าง้ำ สะบัดเสียงงอน ๆ “ทำหน้ากันแบบนี้เสียเซลฟ์หมด”

“ก็...” ถึงเป็นคนพูดน้อยแต่สุจิตราเป็นคนพูดตรง หล่อนกำลังจะบอกทีเดียวว่าไม่เห็นด้วยอย่างไร มินตราดูสถานการณ์แล้วกลัวเรื่องงอนเล็กน้อยจะเลยเถิดรีบเอ่ยแทรก

“โอ๋ ๆ อุ๋ยอย่างอนพวกเรานะ เอางี้ไว้มื้อกลางวันมินต์เลี้ยงไถ่โทษเลย ตกลงนะ ๆ”

ความจริงไม่ได้โกรธอะไรนักหนา แค่เพื่อนง้อนิดหน่อยอุมายิ้มออก ชี้หน้าคนให้สัญญิงสัญญา “แน่รึเปล่า”

“แน่จ้ะ เลี้ยง ๆ เที่ยงเจอกันนะ”

 

สถานที่เลี้ยงมื้อกลางวันตามคำสัญญาเป็นร้านอาหารตามสั่งใกล้ออฟฟิซ สามสาวคิดว่ามาเร็วกว่ากลุ่มอื่นแต่ก็เปล่า เพียงก้าวเข้าไปเสียง ๆ หนึ่งดังขึ้นทักทาย เจ้าของเสียงโบกมือหยอย ๆ ยิ้มร่า

“คุณมินต์คุณอุ๋ยคุณสุ ทางนี้คร้าบ”

นครินทร์นั่นเอง ชายหนุ่มนั่งยิ้มหน้าแป้นอยู่ในกลุ่มพนักงานฝ่ายไอทีทั้งหมด ในจำนวนนั้นมินตราไม่เห็นใครเด่นเกินกว่าคณินทร์ เขาส่งยิ้มทักทายชี้เก้าอี้ว่างที่เพิ่งลากมาไว้ข้างตัวเป็นการชักชวน สายตาหวาน ๆ ของชายหนุ่มส่งถึงเพื่อนรักไม่รอดพ้นความสังเกตสังกาของอุมากับสุจิตรา ทั้งคู่ลากมินตราไปตามคำเชิญโดยไม่อิดออด ทว่า...

“คุณนิน” เสียงแหลมเป็นเอกลักษณ์ดังมาจากหน้าร้าน หากพริบตาเดียวร่างเจ้าของเสียงกลับเดินแหวกทางรวมถึงสามสาวเพื่อนสนิทมานั่งปุลงข้างตัวชายหนุ่ม แถมยังกอดแขนเขาหน้าตาเฉย “ใจเดียวกันเลยค่ะ คุณนินชอบร้านนี้เหมือนกันเหรอคะ”

มินตราหน้าเสียมองท่าทางสนิทสนมได้ครู่เดียวก็เดินเฉไปยังโต๊ะข้าง ๆ ไม่สนใจเสียงเรียกร้องของหนุ่ม ๆ ให้นั่งร่วมโต๊ะ “หิวจังเลยอ่ะ อุ๋ยกับสุกินไรดี คนเยอะแบบนี้เรารีบสั่งดีกว่า หรือว่าเปลี่ยนร้านดี”

“เปลี่ยนตอนนี้ไม่มีประโยชน์หรอกมินต์ คงเต็มหมดแล้ว” สุจิตราออกความเห็น สบตาอุมาเป็นเชิงให้ช่วยกันแก้สถานการณ์

“นั่นสิ ร้านนี้แหละ พวกเราทั้งนั้นคึกคักดี”

“ตามใจ” ปลายเสียงมินตราสะบัดงอน ๆ บังคับสายตาเต็มที่ให้มองแต่เมนูอาหารซึ่งก็ทำได้สำเร็จแต่หูเจ้ากรรมยังอุตส่าห์ได้ยินเสียงหวานแหลมดังจ้อไม่หยุดได้อย่างชัดเจน

“ทำไมวันนี้หนุ่มไอทีมากันพร้อมหน้าเชียวล่ะคะ หรือว่าหัวหน้าเลี้ยง”

นอกจากนิยายมินตรายังชอบดูละคร เสียงเอวิตาเหมือนนางร้ายตอนฉอเลาะพระเอกไม่มีผิด สุดท้ายก็ห้ามตัวเองไม่อยู่แอบมองโต๊ะข้าง ๆ จนได้ เห็นคณินทร์กำลังพยายามแกะมือเอวิตาเป็นการใหญ่ทั้งยังขยับเก้าอี้ออกห่างแต่ก็ทำได้ไม่มากเพราะพื้นที่จำกัด ปฏิกิริยาเล็ก ๆ น้อย ๆนี้ดูจะช่วยให้รู้สึกดีได้โดยไม่รู้ตัว คงมองนานเกินไปทำให้ชายหนุ่มรู้สึกตัวหันมาสบตากันเข้าพอดี แปลกที่หล่อนรู้สึกว่าแววตาเขาเจือร่องรอยไม่สบายใจแถมยังทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง คำพูดนั้นยังไม่ทันดังขึ้นก็มีอีกเสียงหนึ่งแทรก คราวนี้ดังอยู่ใกล้ตัวหล่อนนี่เอง

“มินต์”

      มินตราเงยหน้ามองเจ้าของเสียงในจังหวะที่เพื่อนสาวทั้งสองอุทานชื่อขึ้นพร้อมกัน

      “มาโนช”

      ชายหนุ่มเจ้าของชื่อมาโนชยิ้มเผล่แต่รอยยิ้มนั้นไม่สามารถทำให้หน้าจืด ๆ หลังกรอบแว่นหนาสีดำดูดีขึ้นกว่าเดิม..เขาเป็นหนุ่มผิวสองสี รูปร่างไม่อ้วนไม่ผอม ชอบสวมเชิ้ตสีอ่อนผูกเนกไทเรียบร้อยชายเสื้อทับในกางเกงคาดด้วยเข็มขัดหนัง ทั้งเสื้อกางเกงรีดเสียกลีบโง้งคมกริบแทบบาดใครต่อใครได้ รองเท้าหนังขัดไว้เงาวับ ทุกกระเบียดในตัวเป็นระเบียบอย่างยิ่ง

“มาได้ยังไงคะ หายแล้วเหรอ” ความแปลกใจดึงสายตามินตราออกจากคณินทร์ มองเพื่อนหนุ่มตาโต

การมาของมาโนชกลายเป็นจุดสนใจอย่างดีแม้แต่กับหนุ่ม ๆ ฝ่ายไอที หลายเสียงร้องทักทาย มีแต่คณินทร์เขม้นมองนิ่ง เขาไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ ตั้งแต่เข้าทำงานมาเพิ่งได้เห็นหน้าอยากรู้เหลือเกินว่าเป็นใคร

“เขาชื่อมาโนชค่ะ” เหยี่ยวข่าวเอวิตาบอกให้อย่างฉอเลาะเมื่อเห็นสายตาอยากรู้ “เป็นเซลส์หนุ่มไฟแรงของบริษัทเรา คุณนินคงไม่เคยเจอใช่มั้ยคะ”

“ครับ เขาไม่ได้ทำงานอยู่ในตึกนี้หรือ” คณินทร์ตอบพลางจ้องมองมาโนชลากเก้าอี้มานั่งเสียชิดมินตราจนแขนกับแขนแนบกันตาขุ่น

“ทำค่ะทำ นี่สงสัยเพิ่งหายป่วยเลยมาทำงานได้” ว่าแล้วหัวเราะคิกคัก “แบบว่าเขาเป็นอีสุกอีใสน่ะค่ะ เอมี่รู้ตอนแรกยังเสียวไส้แทนเลยนะคะ มาเป็นเอาป่านนี้แผลท่าจะหายยาก แต่ดู ๆ สงสัยจะรักษาดี เนียนเชียว”

คนถูกนินทาไม่ได้ยินบทสนทนาใด ๆ ที่โต๊ะใกล้เคียง เขาสนใจแต่ดวงหน้าเนียนใสของหญิงสาวข้างตัวที่แอบเฝ้ามอง ตามใกล้ชิดมานานแสนนานตั้งแต่เข้าทำงานวันแรกพร้อมกัน

“หายแล้วครับ มีของมาฝากมินต์ด้วย”

มินตรามัวแต่แปลกใจไม่ทันสังเกตเลยว่าในมือชายหนุ่มถือของบางอย่างจนเขายื่นส่งให้ท่ามกลางเสียงกรี๊ดกร๊าดอิจฉาตาร้อนของเพื่อน ๆ หล่อนหยิบมันออกจากถุง ความตั้งใจเปิดออกดูเพื่อรักษาน้ำใจคนให้กลายเป็นความตื่นเต้นดีใจอย่างเห็นได้ชัด คลี่ยิ้มกว้าง นัยน์ตาเป็นประกาย มือลูบคลำปกหนังสือด้วยกิริยาทะนุถนอม สำหรับมินตราของขวัญไหนเล่าจะมีค่าไปกว่าหนังสือนิยายสักเล่มยิ่งเป็นของนักเขียนคนโปรดด้วยแล้วยิ่งมีค่ามากขึ้นไปอีก

“มาโนช นี่คุณจำได้ด้วยเหรอคะ” น้ำเสียงถามตื่นเต้นซึ้งใจ ปลายนิ้วไล้ชื่อเรื่องทำเป็นตัวหนังสือนูนตรงหน้าปก มองนิยายชื่อรักสุดท้ายของคุณชายไฮโซ แต่งโดย แพรวพรรณ แล้วยิ้มไม่หุบ ตอนหนังสือเพิ่งออกหล่อนมัวแต่ติดงานจนไม่มีเวลาหาซื้อ พอว่างก็หาซื้อยากลำบาก นิสัยชอบเลือกซื้อด้วยตัวเองทำให้ไม่อยากสั่งทางอินเทอร์เน็ต ทำให้ความอยากได้นวนิยายที่พระเอกนางเอกเป็นไฮโซทั้งคู่ท่าทางจะมีเรื่องวุ่นวายน่าสนุกค้างคาอยู่จนบัดนี้

“จำได้สิครับ เรื่องของคุณผมไม่เคยลืม” มาโนชตอบพร้อมกับส่งตาหวานไม่เกรงใจชายหนุ่มโต๊ะข้าง ๆ ที่มองอยู่ตลอดเกิดอาการลิ้นไม่รับรสอาหารจนรู้สึกว่าทุกอย่างจืดไปหมดขึ้นมากะทันหัน

“อ้าวพี่นินอิ่มแล้วเหรอ” นครินทร์ถาม มองคณินทร์ที่ทำหน้าบึ้ง ๆ เขี่ยข้าวไปมาหน้าเหวอ

“นั่นสิคะ กินไปนิดเดียวเองไม่อร่อยเหรอคะ” เอวิตาถามน้ำเสียงเป็นทุกข์เป็นร้อน ทำเนียนเอาตัวเบียดชิดแขนชายหนุ่มหวังยั่วยวน

กิริยานั้นคณินทร์ไม่ทันรู้สึกอย่างมัวแต่ทุ่มความสนใจไปยังอีกโต๊ะแต่มันกลับบาดตาบาดใจมินตราที่หันมามองเข้าพอดี

“ตกลงผมซื้อถูกเล่มใช่ไหมครับ” มาโนชถามอย่างเอาใจ ชายหนุ่มกลัวซื้อผิดแต่หญิงสาวรักษาน้ำใจทำเป็นดีใจไปยังงั้น

“ถูกสิคะ มินต์กำลังอยากได้อยู่เชียว ขอบคุณมาโนชมากนะคะ” หันกลับมาตอบ รู้สึกว่าเพราะมีมาโนชคอยเซ้าซี้เอาใจอยู่ข้าง ๆ ทำให้อาการเจ็บจี๊ด ๆ ในใจเวลาเห็นเอวิตากับคณินทร์เบาลง...นิดหน่อย

มินตราหันกลับไปอีก คณินทร์เองก็อยากหันกลับมาเฮฮากับเพื่อนบ้างแต่ร่างกายไม่ทำตามคำสั่งสมองมันเอาแต่จ้องไปยังโต๊ะข้าง ๆ จนนึกหงุดหงิดตัวเองขึ้นมาครามครัน

 

มื้อกลางวันผ่านไปอย่างจืดชืด คณินทร์ทิ้งร่างบนเก้าอี้เหมือนคนหมดแรง สีหน้าเซ็งจัด ทั้งยังเผลอขมวดคิ้วแน่นจนปวดหัว อารมณ์ขุ่นมัวเป็นไปตลอดบ่ายจนก่อนเลิกงานงานค่อนข้างยุ่งทำให้ลืมชั่วขณะ

“เกิดอะไรขึ้น” วัศยาตามมาเล่นงานฝ่ายไอทีถึงที่ทันทีที่ได้รับรายงานว่าระบบข้อมูลล่มเพราะถูกไวรัส

ท่าทางวัศยายืนเป็นสง่าหน้าเคร่งอยู่กลางแผนกไอทีดุอย่างกับนางเสือ ไม่มีใครกล้าสบตาสักคน คณินทร์นึกขำท่าทางเพื่อนร่วมแผนกไม่น้อยที่ถึงข่าวออกรบลูกน้องต่างพร้อมใจก้าวถอยหลังปล่อยเขาไว้เป็นแนวหน้าเพียงคนเดียวไว้ต่อกรกับผู้บริหารเจ้าระเบียบ

เมื่ออยู่ในบทบาทหัวหน้าฝ่ายไอทีคณินทร์ถึงรู้ว่านายตำรวจอย่างเขาก็ต้องใช้ความเด็ดขาดไม่แพ้เวลาปฏิบัติภารกิจ งานนี้เหตุเกิดเพราะพนักงานคนหนึ่งเปิดช่องทางผ่านระบบปิดออกไปโหลดหนังโป๊ทำให้ไวรัสวิ่งวุ่นเข้ามาทำลายข้อมูลภายใน เขาจำเป็นต้องรายงานตามความเป็นจริงแม้จะรู้สึกไม่สบายใจในเรื่องที่ว่าพนักงานคนดังกล่าวอาจถูกเรียกตัวพบและลงโทษ และวัศยาก็ทำอย่างนึกไว้จริง ๆ พนักงานชายคนนั้นถูกเรียกเข้าพบทันที กว่าความวุ่นวายจะผ่านพ้นเวลาก็ปาเข้าไปห้าโมงเย็น

 

“หนุ่ม ๆ สาว ๆ เดี๋ยวนี้เก่งคอมพ์กันมากกว่าแต่ก่อน ถ้าเป็นรุ่นผมนี่แค่พิมพ์ดีดสัมผัสได้ถือว่าเก่งแล้ว ผมนี่กว่าจะหัดใช้คอมพ์เป็นตั้งนาน” วาทิศเหมาพูดคนเดียวตั้งแต่คณินทร์ซึ่งรับผิดชอบตรวจเช็กเครื่องผู้บริหารหลังจากแก้ไขปัญหาเรียบร้อยเข้ามาในห้อง “เป็นไงคุณคณินทร์เรียบร้อยดีไหม”

“ครับ” ตอบแล้วทำท่าจะย้ายมาดูอีกครั้งทางด้านหลังแยกต่างหากกับเครื่องคอมพ์บนโต๊ะ

“เครื่องนั้นไม่ต้องหรอกคุณ ผมตั้งไว้เท่ห์ ๆ ยังงั้นเอง แต่ก่อนลูกยังเล็กมาทีไรก็จองเล่นเกมเครื่องนั้นล่ะ” วาทิศพูดไปหัวเราะไปท่าทางเขินกับสิ่งที่เล่าให้ลูกน้องฟัง คณินทร์ชำเลืองมองคอมพ์ต้องสงสัยด้วยความเสียดาย สักวันเขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าไอ้เครื่องตั้งไว้เท่ห์ ๆ นี้ใส่ข้อมูลอะไรไว้บ้าง

 

ผู้กองหนุ่มเดินคิ้วขมวดออกจากห้องวัศยามาถึงหน้าห้องทำงานวิญญู ผู้บริหารทั้งสองคนก่อนหน้านี้ออกปากห้ามเหมือนกันไม่มีผิดนั่นคือห้ามยุ่งเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แยกต่างหากอีกเครื่องหนึ่งในห้อง เขาหวังว่าคนสุดท้ายจะไม่เหมือนกันแต่แล้วกลับเหมือนกันไม่มีผิด

“ขอบใจนะ”

คณินทร์ลอบมองหน้าคนพูด นึกถึงเมื่อวันหยุดเป็นอันว่าการเฝ้าตามดูวิญญูเมื่อวันหยุดคว้าน้ำเหลว เขาเพียงแต่พาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อนตามปกติเท่านั้น การทำภารกิจแต่ละครั้งจะผลีผลามไม่ได้เลยบางงานเขาต้องทำตัวกลมกลืนเป็นพวกมันร่วมปีงานนี้ไม่รู้ต้องกินเวลาอีกเท่าไหร่ จังหวะไหนพอมีช่องทางให้ได้ความจริงเร็วที่สุดเขาก็ทำเหมือนอย่างเมื่อครู่ วิญญูต่างกับผู้บริหารสองคนก่อนหน้านี้ตรงที่เขาพยักหน้าอนุญาตให้ตรวจเช็กเครื่องได้แล้วแยกไปนั่งรอตรงมุมหนึ่งไม่ค่อยจ้องดูอย่างใกล้ชิดเหมือนวัศยา หรือชวนคุยอยู่ไม่ห่างจากวาทิศ และนี่เองเป็นโอกาสให้เจ้าแมลงสาบอิเล็กทรอนิกส์ได้ออกอาละวาดอีกครั้ง

 

นาฬิกาดิจิตอลตรงมุมขวาล่างของจอคอมพิวเตอร์บอกเวลาหนึ่งทุ่มสิบสองนาทีแต่มินตรายังก้มหน้าก้มตาแปลเอกสารไม่หยุดเพื่อให้เสร็จภายในวันนี้ จำนวนสามหน้ากระดาษไม่มากเลยที่จะแปลให้เสร็จภายในห้าโมงเย็นแต่เพราะเรื่องกวนใจตั้งแต่ตอนกลางวันทีเดียวทำให้สมาธิแตก ประโยคหนึ่งต้องอ่านทวนซ้ำอยู่หลายรอบกว่าจะรู้เรื่อง

หญิงสาวใช้นิ้วชี้ดันแว่นตกลงมาเกือบถึงปลายจมูกกลับขึ้นไป พยายามทำงานต่อโดยตัดความฟุ้งซ่านทิ้งแล้วถอนหายใจใหญ่

“บ้าจังเลย”

สมองหล่อนมีแต่ภาพเอวิตานั่งเบียดกระแซะคณินทร์ ตัวหนังสือภาษาจีนลอยมากระจุกรวมกันเป็นภาพเมื่อกลางวันได้อย่างน่าปวดหัวที่สุด มันเป็นเรื่องแย่ ๆ ไม่น่าจดจำ ไม่ควรนึกถึงเขาด้วยซ้ำ ดูอย่างเขาสิตั้งแต่กลับเข้ามายังไม่ยอมคุยด้วยสักคำ มาดูคอมพ์ให้ก็ถามแต่เรื่องงานไม่มองหน้าไม่ส่งยิ้มเหมือนทุกทีแถมทำหน้าเครียดเสียอีก คิดไปคิดมารู้สึกจะหาคำตอบไม่ได้ ทำไมจึงต้องเป็นแบบนี้

 

โอกาสทองของคณินทร์ลอยลงมาบนตักตอนนาฬิกาบอกเวลาทุ่มครึ่ง เขาอยู่รอจนเพื่อนร่วมฝ่ายทยอยกลับไปจนหมดแล้วก็สมใจ รีบหยิบอุปกรณ์หน้าตาเหมือนตัวบังคับของวีดีโอเกมสมัยเก่าออกจากกระเป๋า เปิดเครื่องจนจอขนาดจิ๋วปรากฎภาพที่ส่งสัญญาณมาจากกล้องในตัวแมลงสาบอิเล็กทรอนิกส์

คันบังคับถูกโยกไปมาเหมือนกำลังเล่นรถบังคับเพื่อให้แมลงสาบตัวร้ายเก็บภาพทุกซอกมุมในห้องทำงานวิญญูจนครบถ้วน มันดูไม่ต่างจากห้องทำงานทั่วไป การจะรู้ข้อมูลมากกว่านี้คงเหลือวิธีเดียวคือทิ้งแมลงสาบสอดแนมไว้ในห้อง รอเวลาเช้าให้วิญญูมาทำงานตามปกติ ตอนนั้นเขาหวังจะได้เห็นวิญญูพูดคุยกับใครที่เป็นพิรุธ ใส่รหัสเข้ารหัสคอมพ์เอกเทศ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้งานจะคืบหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง

ระหว่างบังคับแมลงสาบพลางคิดวางแผน หาซอกมุมเหมาะ ๆ สำหรับให้มันซ่อนตัวกล้องก็จับภาพแขกไม่ได้รับเชิญเข้าเต็มจอ

“มินตรา”

หล่อนหอบแฟ้มเอกสารเข้ามาในห้องผู้บริหารทั้ง ๆ ในเวลาแบบนี้ไม่ควรมีใครเข้ามาได้ นี่แสดงว่าวิญญูไว้ใจมินตรามากถึงขั้นบอกรหัสเข้าออกห้องไว้ด้วย

การเห็นหน้าหล่อนผ่านกล้องทำให้ไม่ต้องเก็บอาการใด ๆ คณินทร์มองมินตราอย่างที่อยากมอง อยากลุกออกไปถามไถ่เมื่อเห็นสีหน้าเจือรอยเหงาซึม มันเพราะอะไรถึงทำให้คนร่าเริงอย่างมินตรามีสีหน้าเช่นนี้ได้...หวังว่าคงไม่ใช่เพราะทะเลาะกับมาโนช เดาแล้วผู้กองหนุ่มกลับเป็นฝ่ายตีหน้ายุ่งเสียเอง

แม้ใจเผลอคิดนอกเรื่องไปบ้างแต่มือคณินทร์ยังบังคับทิศทางได้ไม่มีพลาดหากทึ่นึกไม่ถึงคือมินตราจะก้มลงสังเกตเห็นสายลับตัวจิ๋วที่กำลังเคลื่อนที่เข้าแอบตรงซอกหลืบของโต๊ะทำงานตัวใหญ่ หน้าตาหญิงสาวดูแตกตื่นอย่างที่คณินทร์เห็นแล้วรู้ทันทีว่าปัญหาเฉพาะหน้ากำลังเกิด รีบบังคับแมลงสาบวิ่งหนีกะจะเข้าใต้โต๊ะแล้วโผล่ออกไปอีกทางหนึ่งแต่ข้างใต้กลับเป็นทางตัน

“ฉิบหายละ”

คณินทร์สบถแล้วไม่รู้ตัวเลยว่าวิ่งด้วยความเร็วเท่าไหร่เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของมินตราดังลอดเข้ามาจากด้านนอก

“อ๊าย แมลงสาบ ๆ ๆ”

ภาพแรกที่ชายหนุ่มเห็นในตอนถลันเข้ามาถึงในห้องทำงานวิญญูซึ่งเปิดประตูค้างไว้คือมินตรากำลังซอยเท้ากรีดร้องหลับหูหลับตาใช้แฟ้มปกแข็งฟาดแมลงสาบใต้โต๊ะวิญญูแบบไม่เลี้ยง

“มินต์”

“คุณนิน” เสียงเรียกของคณินทร์เหมือนสวรรค์มาโปรด มินตราลืมตา กระโดดมาเกาะแขนชายหนุ่มทั้ง ๆ หน้าซีด ดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่แม้เมื่อตอนกลางวันบรรยากาศระหว่างกันดูมึนตึงแต่พอหล่อนเดือดร้อน เขาคอยช่วยเหลือเป็นคนคนแรกเสมอ “ม...แมลงสาบค่ะ มาได้ไงไม่รู้ ที่นี่ไม่เคยมีด้วยซ้ำ”

ขืนปล่อยสัตว์ประหลาดเข้ามาเพ่นพ่านถึงในห้องผู้บริหารระดับสูงมีหวังแม่บ้านได้ถูกไล่ออก แน่นอนว่ามันต้องไม่เคยมี ตัวนี้เป็นตัวแรก คณินทร์กุมมือมินตรา เอ่ยปลอบ

“มันตัวเล็กนิดเดียว ไม่ต้องกลัว ไหนผมดูซิ”

“อย่าค่ะ!” ร้องห้าม ดึงแขนชายหนุ่มไว้แน่น

คณินทร์ยิ้มปลอบ ปลดมือ “ผมไม่กลัวมันหรอกน่า ถ้าไงจะได้เอาออกไปทิ้ง สงสารป้าแม่บ้านเดี๋ยวคุณวิญญูรู้เข้าจะถูกดุเอาเปล่า ๆ”

แล้วสาวเท้ามาถึงหลังโต๊ะ มุดลงข้างใต้อย่างไม่ยอมฟังเสียง เห็นแฟ้มปกแข็งเค้เก้อยู่ใกล้เก้าอี้ ใกล้ ๆ กันนั้นเองที่ซากแมลงสาบอิเล็กทรอนิกส์ถูกฟาดหักเป็นเสี่ยงหนวดหักกระเด็นไปคนละทางสองทางลำตัวหักพังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแอ้งแม้งอยู่ จากสภาพที่เห็นคำนวณได้เลยว่ามินตราตกใจจนเผลอเรียกพลังมหาศาลออกมาใช้พิฆาต ต่อให้อยากกู้ข้อมูลกลับแค่ไหนคงไม่มีหวัง คณินทร์กอบเอาเศษซากเล็ก ๆ ใส่กระเป๋าเสื้อ ยกมือขึ้นนวดขมับ เป็นอันว่าแผนพังไม่เป็นท่าต้องรอใหม่โอกาสหน้า...เยี่ยม!

+++++++++++++++
ลงให้อ่านเป็นตอนสุดท้ายละนะฮะ
รักชอบกันอย่าลืมอุดหนุนฉบับรูปเล่มหรืออีบุ๊คด้วยน้า จุ๊บๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

571 ความคิดเห็น

  1. #207 mangosteen (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2554 / 21:08
    เรี่ยมจ้ะ....มิใช่เลี่ยม.....อิอิ

    พี่นินแอบหึงน้องมินต์โดยไม่รู้ตัวแล้ว แถมมีแอบเขินเวลาถูกลูกน้องแซวอีก

    น่ารักจ้ะ ยิ่งอ่านยิ่งน่ารัก
    #207
    0
  2. #206 PeekaBoo (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2554 / 01:47
    หลังจบชั่วนิจนิรันดร์ ก็เพิ่งได้อ่านนิยายของคุณอัคนีเรื่องนี้แหละค่ะ

    อยากบอกว่า ... คิดถึงมากกกกกกก >O<



    อ่านตั้งแต่ต้น รวดเดียวจนถึงตอนนี้



    รอติดตาม แล้วก็เป็นกำลังใจให้สำหรับเรื่องนี้และเรื่องต่อๆไปนะคะ :))
    #206
    0
  3. #205 ooiidd4 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2554 / 06:39
    พี่นินจะรู้มั๊ยเนี่ยว่าทำให้น้องมินต์หึงงง
    #205
    0
  4. #204 yuechan (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2554 / 22:50
     แหมพี ไม่เอายุงงั้นจิ้งจกมะ หรือตุ๊กแกดี 5555+
    #204
    0
  5. #203 keepwalkinggirl (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2554 / 01:24
    เหนือฟ้ายังมีฟ้านะจ๊ะป๋านิน คิดว่าน้องแมลงแสบเอ้ยแมลงสาปเจ๋งแล้วใช่ม่ะ เจอฤทธิ์หนูมินต์หน่อยเป็นไง ไม่ได้เจตนาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่นะค่ะ แต่มันเป็นไปตามสัญชาตญาณ(โหด) จริงๆ อันนี้ผู้เกรงใจแมลงสาปทั้งหลายคงทราบดี
    #203
    0
  6. #202 kredkaew (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2554 / 14:27
    นิยายคุณอัคนี่ มันส์สสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    อ่านแล้วติดตลอดเลยอ่ะ  จะรอตอนต่อๆ ไปนะ  ถึงจะมาแบบเต่าคลานก็เถอะ  หุ หุ
    #202
    0
  7. #201 prateria (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2554 / 16:50
    เป็นกำลังใจให้ไรเตอร์จ้า
    #201
    0
  8. #200 rod_usawadee (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2554 / 10:33
    ยุงมันตัวเล็กไปนะ Yuechan แต่ว่าน่าจะเอาตัวอะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่แมลงสาบนะ เพราะแม่บ้านเค้าจะเดือดร้อนน่ะ อิอิ
    สองคนนี่น่ารักนะ จิตใจว้าวุ่นพอๆกันเลย เป็นเพื่อนร่วมงานกันเจง เจง เหรอ
    แล้วรู้ตัวไหมว่า เพื่อนร่วมใจน่ะ เป็นยังไง ฮ่าฮ่าฮ่า
    #200
    0
  9. #199 yuechan (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2554 / 22:10
     555555555 ทีหลังก็ทำอะไรให้มนัน่ารักกว่านี้หน่อยสิ อย่างยุงงี้ 
    #199
    0
  10. #198 froggy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2554 / 21:40
    >.<

    ไม่รู้จะบอกอะไรนอกจาก...

    รู้ไหมคะไรเตอร์ ว่าไรเตอร์เป็นคนเดียวที่ทำให้ยังอ่านนิยายเด็กดี

    >.
    #198
    0
  11. #197 broken--heart (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2554 / 20:53
     ก๊ากกก  ฮ่า ฮ่า ฮ่า หนูมินต์เล่นเอางานพี่นินชะงักเลย 555
    #197
    0
  12. #196 padeedee (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2554 / 16:10
    แอบดูสาวผ่านแมลงสาป แต่สาวเจ้าตาดี ฟาดซะแหลกคาแฟ้ม 555....
    #196
    0
  13. #195 orm041 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2554 / 15:39
    555 นางเอกทุบแมลงสาบแบบไม่ยั้งเลย สนุกคะ จะรออ่านต่อนะคะ

    พี่อัคนีคะ ได้อ่านนิยายเรื่องแรก คมเสน่ห์หา แบบว่าโดนมากๆ หลังจากนั้นก็ติดตามผลงานของพี่อัคเรื่อยมา

    เมื่อวานไปซื้อชั่วนิจนิรันดร์มาเป็นของตัวเองแล้วนะคะ อุดหนุนไรเตอร์ อิอิ

    พยายามเดินหาอยู่หลายร้าน อยากอ่านเรื่อง เจ้าชายในฝัน หาไม่ได้เลย

    สั่งซื้อได้ที่ไหนคะ คงจะหวานซึ้งมากๆเลยใช่มั๊ยคะ
    #195
    0
  14. #194 fsn (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2554 / 13:25
    555555555 เสียดายแมลงสาบ
    #194
    0
  15. #193 lovelovehero (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2554 / 11:18
    ไรเตอร์ขอขนาดนี้เลยเม้นก่อนอ่านเลย555

    ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกัน พูดไม่ค่อยเก่งอะค่ะ 555

    แต่ขอให้ไรเตอร์รู้ว่า

    ถ้ายังคงมีไรเตอร์ผู้น่ารักแสนดี(555)คนนี้อยู่ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็จะมีรีดเดอร์คนนี้ตามคอยให้กําลังใจอยู่เสมอนะคะ ^^



    รักไรเตอร์นะคะ
    #193
    0
  16. #192 sweetie-momo (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2554 / 11:12
    ฮ่าๆ คุณแมลงสาบถูกหนูมิ้นต์จัดการซะแล้ว
    #192
    0
  17. #191 chlee (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2554 / 03:53

    เฮ้อ  หมดกัน  พี่นิน แมลงสาบหมดรูปเสียแล้วจะทำอย่างไงต่อไปคะ

    #191
    0