มือปราบเจ้าหัวใจ

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,754
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    14 ส.ค. 60



E-book

มือปราบเจ้าหัวใจ
อัคนี
www.mebmarket.com
ร้อยตำรวจเอกคณินทร์ เวโรจน์นายตำรวจหนุ่มหล่อจากหน่วยป.ป.ส.ผู้มีฝีมือแฮกเกอร์ระดับโลกได้รับมอบหมายให้แฝงตัวเข้าไปสืบหาคนร้ายในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งงานในหน้าที่เขาไม่เคยหวั่นแต่จะทำอย่างไรดีกับมินตรา...สาวแว่นจอมโก๊ะที่ดันสะกิดสะเกาหัวใจเขาให้อยากได้ตัวเธอขึ้นมาตงิด ๆคณินทร์คงจะไม่คิดหนัก ถ้ามินตราไม่เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเมื่อต้องเลือกระหว่างภารกิจหลักกับภารกิจรัก เขาจะเลือกสิ่งไหนมันจะเป็นไปได้หรือไม่หากภารกิจทั้งสองจะเดินหน้าไปพร้อมกัน






            อุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่านไปอีกครั้งหนึ่งโดยฝ่ายผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแต่อย่างใด โชคดีเป็นน้ำเปล่า พอถูกซับออกเสื้อเชิ้ตค่อยแห้งหมาดใส่สบายตัวขึ้น ผู้กองหนุ่มถามมินตราจนได้ความว่าหล่อนเข้ามาเคลียร์งานนิดหน่อยกำลังกลับ ดูเวลาแล้วจะว่าค่ำก็ใช่ดึกก็ไม่เชิง ผู้หญิงตัวคนเดียวกลับบ้านมืด ๆ ค่ำ ๆ เขาเองเคยเห็นกับตาด้วยซ้ำว่ามินตราต้องพบเจอเหตุการณ์ใดมาก่อนรีบขันอาสาขับรถไปส่งบ้าน อึกอักอยู่สักพักหญิงสาวก็ตอบตกลง

“งานคุณต้องทำถึงดึกดื่นบ่อยหรือ” คณินทร์ถามระหว่างเดินเคียงมินตราตรงมายังลิฟต์

“บ้างบางครั้งค่ะ”

“บางครั้งหรือบ่อยครั้งครับ” คณินทร์ดักคอ ยื่นมือกดปุ่มหน้าลิฟต์ พูดต่อไปเรื่อย ๆ “คุณเป็นผู้หญิงอย่าไว้ใจทางมากนัก มันอันตราย”

เสียงแหลมสั้นพร้อมไฟสว่างวาบเหนือประตูลิฟต์เป็นสัญญาณก่อนประตูเปิด คณินทร์เบี่ยงตัวรอมินตราก้าวเข้าไปก่อนจึงก้าวตาม ในด้านความห่วงใยนั้นมินตราได้รับจากคนรอบข้างอยู่เสมอทั้งจากป้าจันทรา ป้าเนียม ลุงเสือ อุมา สุจิตรา หรือแม้แต่วิญญูบอสโดยตรง คนเหล่านั้นบางคนห่วงเพราะเห็นหล่อนเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ บางคนรู้สึกว่าหล่อนซุ่มซ่ามไว้ใจคนง่าย แต่เหตุผลใหญ่กว่านั้นเพราะทุกคนรักและหวังดี

มินตราเอียงหน้ามองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาของเพื่อนร่วมงานใหม่นิดหนึ่งแล้วเผลอยกมือขึ้นกดหน้าอกซ้าย ความรู้สึกมันแปลกประหลาดนักกับความห่วงใยที่ได้รับจาก...คนแปลกหน้า

“ไม่สบายหรือเปล่า” หันมาเห็นหญิงสาวหน้าซีดสลับแดงมือกุมหน้าอก คณินทร์เอ่ยถามแล้วคลายยิ้มเมื่อฝ่ายนั้นส่ายหน้าเสียจนปอยผมหลุดลงระข้างแก้มไหวไปมาน่าจับทัดหูให้เสียนัก

“เรื่องอันตรายน่ะมินต์ไม่ห่วงหรอกค่ะ มินต์ซะอย่าง พกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋า” หล่อนเปลี่ยนเรื่องฉับไว กลัวชักช้าจะถูกถามจี้ใจว่าเหตุใดจึงมีท่าทางแปลก ๆ อย่างเมื่อครู่ มือเรียวตบกระเป๋าสะพายอวด เห็นคณินทร์เลิกคิ้วมองตามด้วยสีหน้าสงสัย

คำแทนตัวของหญิงสาวเปลี่ยนไป จะด้วยความตั้งใจหรือเผลอก็ตาม คณินทร์ชอบมากกว่าเวลาหล่อนแทนตัวเองว่าฉันเป็นไหน ๆ

“อย่าบอกว่าพกอาวุธพวกมีดหรือปืนนะครับ” คาดเดาพร้อมกับภาวนาขอให้ไม่ใช่ ท่าทางอย่างมินตราอย่าว่าแต่พกอาวุธเพื่อทำร้ายใครเลยแค่ป้องกันตัวยังไม่รู้จะรอดไหม พอดีพอร้ายประเดี๋ยวจะกลายเป็นนางโมราที่หลับหูหลับตายื่นดาบให้โจรเสียฉิบนอกจากไม่ช่วยยังทำให้เรื่องไปกันใหญ่

ได้ยินชื่ออาวุธร้ายแรงทั้งสองอย่างมินตราทำหน้าเหย “ของแบบนั้นมินต์ไม่กล้าพกหรอกค่ะ”

“ค่อยยังชั่ว นู่นครับ รถผมจอดอยู่ทางนู้น” บริเวณนอกตัวอาคารส่วนหนึ่งจัดไว้สำหรับจอดรถ แบ่งแยกชัดเจนระหว่างที่จอดรถลูกค้ากับพนักงาน คณินทร์เดินนำหญิงสาวมาที่รถ ปลดล็อก เปิดประตูเชื้อเชิญ เอ่ยสำทับยามเห็นท่าทางลังเลวูบหนึ่งจากมินตรา “สัญญาด้วยเกียรติหัวหน้าฝ่ายไอทีคนใหม่ว่าจะขับนิ่ม ๆ ส่งถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ เชิญครับ”

น้ำเสียงชายหนุ่มห้าวทุ้ม มินตรากัดริมฝีปากนิดหนึ่งเพื่อปลอบเตือนตัวเองให้เลิกสั่นเป็นเจ้าเข้าอันเป็นสาเหตุเบื้องต้นในการทำเปิ่นต่อหน้าชายหนุ่มนับครั้งไม่ถ้วน สอดตัวเข้านั่งข้างตำแหน่งคนขับ คณินทร์ค้อมศีรษะให้นิด ๆ โปรยยิ้มมุมปากอีกหน่อยด้วยมาดสุภาพบุรุษระหว่างปิดประตูแล้วเดินอ้อมมาทางฝั่งขวา ทุกวินาทีสายตาหญิงสาวจับอยู่ที่เขาเพียงจุดเดียว

ผู้ชายกับรถยนต์เหมือนเกิดมาคู่กันบนโลกใบนี้ มินตราเฝ้ามองคณินทร์เสียบกุญแจ สตาร์ทรถ ยื่นมือมาปรับแอร์เพลินกระทั่งได้ยินเขาเอ่ยเตือน

“คาดเข็มขัดด้วยครับไม่งั้นเราอาจเจอคุณจ่าเล่นงานโทษฐานทำผิดกฎจราจร”

รอยยิ้มค้างบนใบหน้าหล่อเหลาระหว่างเตือนเบา ๆ นั้นเหมือนว่าเขาจะรู้ว่าถูกมองไม่วางตา มินตราหน้าแดง กลอกตาเปลี่ยนทิศแทบไม่ทัน เอี้ยวตัวมาดึงสายเข็มขัดนิรภัยแก้เขินแต่คงกระตุกแรงเกินไปจึงดึงไม่ออก แทนที่จะค่อยผ่อนกำลังหญิงสาวกลับเพิ่มแรงเข้าไปอีกทำให้เกิดเสียงกึกกักอยู่ในความเงียบของห้องโดยสาร

คณินทร์กำลังออกรถ เสียงกุกกักและท่าทางพยายามดึงเข็มขัดนิรภัยอย่างทุลักทุเลที่เห็นทางหางตาทำให้เขาตัดสินใจโน้มตัวมาชิดมินตรา ยื่นแขนข้ามหล่อนเพื่อดึงเข็มขัดเจ้าปัญหาให้

เสียงเข็มขัดกดลงล็อกดังกริ๊กหลังจากไออุ่นของคนตัวสูงผละกลับไปยังตำแหน่งของตนเพียงเสี้ยววินาที เมื่อครู่แขนคณินทร์ไม่ถูกเนื้อต้องตัวหล่อนด้วยซ้ำแต่ไออุ่นจากเขาแผ่มาเล่นงานจนมินตรารู้สึกว่าหน้าร้อนฉ่า ตัวเกร็งกลั้นลมหายใจแทบขาดใจ แล้วพอเขาถอยห่าง อาการเหล่านั้นค่อย ๆ ลดลงแต่ก็เหมือนอากาศรอบกายเย็นชืดลงกะทันหัน...เป็นอะไรไปนะมินต์ บ้าจัง!

“ถ้าไม่บอกทาง สงสัยคืนนี้เราต้องนอนกันข้างถนน” ต้องพูดอย่างนี้เพราะเอ่ยถามทางอยู่ถึงสามรอบแต่ไม่มีเสียงตอบ นัยน์ตาสีเทาเข้มลอบชำเลืองมองเสี้ยวหน้ามินตรานิดหนึ่งก็เห็นหล่อนยิ้มแหย ๆ มาให้ก่อนอ้อมแอ้มบอกทางกลับบ้านซึ่งไม่ไกลจากออฟฟิซนัก

“ยังไม่เห็นบอกผมว่าพกอะไรติดตัวถึงดูมั่นใจนัก” อาจเป็นเพราะอาชีพ สัญชาตญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่คอยนึกถึงสุขทุกข์ของประชาชนกระมัง ความปลอดภัยของมินตราจึงอยู่ในความใส่ใจเป็นพิเศษ...คณินทร์หาเหตุผลให้ตัวเองจนได้

อีกสองแยกจะถึงบ้าน หลังจากนั่งเงียบเพื่อปรับอารมณ์พิลึกอยู่นานมินตราค่อยเข้าสู่ภาวะปกติ หล่อนขยับกระเป๋าสะพายบนตัก เปิดซิบแล้วหยิบของข้างในออกอวดมีทั้งสเปรย์พริกไทยและเครื่องช็อตไฟฟ้าพกพาขนาดเหมาะมือ “นี่ไงคะยันต์กันภัยมินต์พกติดตัวตลอดเลย”

คณินทร์ตวัดสายตามองเครื่องป้องกันตัวยอดนิยมสำหรับสุภาพสตรีในมือมินตรานิดหนึ่ง ในเมืองใหญ่ไม่ใช่เฉพาะแต่กรุงเทพมหานคร ทุกที่ในโลกมีมิจฉาชีพอยู่เต็มไปหมด ผู้หญิงเป็นเป้าหมายอันดับต้น ๆ ของพวกมันเพราะใจอ่อนเชื่อคนง่ายกว่าผู้ชายอย่างหนึ่งเรี่ยวแรงต่อสู้น้อยนิดอีกอย่างหนึ่ง พกของพวกนี้ไว้ก็ดี ทว่า...

“ให้ดีอย่ากลับบ้านมืดจะดีกว่า หรือถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็ควรมีเพื่อนไปด้วย” เตือนน้ำเสียงจริงจัง “ซอยหน้าใช่ไหมครับ”

ถ้ามินตราเคยน้ำหนักสักสี่สิบห้าสิบกิโลฯ ตอนนี้มันคงเหลือสักประมาณครึ่งหนึ่งของที่มีเพราะคำแสดงความห่วงใยอย่างจริงจังจากเพื่อนใหม่ “ค่ะมินต์จะระวัง ซอยนั้นล่ะค่ะเลี้ยวได้เลย”

มินตราชี้นิ้วประกอบคำยืนยัน คณินทร์เลี้ยวรถเข้ามไฟแดงตรงเข้าซอยเล็กตามคำบอก ไม่นานก็เห็นบ้านไม้สองชั้นเปิดไฟสว่างทั้งบนล่าง ภายในร่มครึ้มด้วยต้นไม้ใหญ่ทั้งประเภทไม้ดอกและไม้ผล เปิดไฟไว้อย่างนี้ท่าทางคงมีคนอยู่ ชายหนุ่มมองผ่านประตูรั้วเข้าไปด้านในแต่ไม่เห็นใคร

“บ้านคุณท่าทางน่าอยู่”

“ค่ะ” มินตราเห็นด้วย ในสายตาหล่อนบ้านหลังนี้เป็นมากกว่าที่ซุกหัวนอนแต่เป็นสถานที่แห่งความรักความอบอุ่นหล่อหลอมหล่อนให้เป็นอย่างทุกวันนี้ “อุตส่าห์มาส่งถึงนี่ ขอบคุณนะคะ”

พูดอย่างนี้แสดงว่าจะไม่เชิญเข้าบ้าน คณินทร์ที่ตั้งใจจะเข้าไปกราบทักทายสมาชิกในบ้านมินตราแต่แรกเลยเปลี่ยนใจไม่อยากให้หญิงสาวอึดอัด...ถ้าหล่อนมีเหตุผลจำเป็นบางประการ

“อย่าเกรงใจ เข้าบ้านเถอะครับ พรุ่งนี้พบกัน”

 

จันทราถอดแว่นสายตายาววางบนโต๊ะกระจกตัวเตี้ยกลางชุดรับแขกหน้าทีวี รวบใบตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลหลายงวดรวมเป็นกองเดียว หันมองหลานสาวเดินอมยิ้มเข้าบ้านมาด้วยแววตาเอ็นดูแกมสงสัย

“อารมณ์ดีอะไรนักหนา”

พอถูกทัก คนอารมณ์ดีรีบกลบเกลื่อนรอยยิ้มถลาเข้ากอดหอมป้าผู้เปรียบเสมือนมารดา “ยังไม่นอนอีกเหรอคะ หรือว่ารอมินต์”

ที่จริงก็รู้อยู่แก่ใจ ถ้าหล่อนยังกลับไม่ถึงบ้านจันทราเป็นต้องนั่งนอนรออยู่อย่างนั้น ความรักทำให้คนอ่อนโยน ที่มีนิสัยมองโลกแง่ดีชนิดอยากมองร้ายบ้างยังนึกไม่ออกมินตราคิดว่าเป็นผลจากความรักของจันทรานี่เอง

ถูกอ้อนเข้าหน่อยจันทราก็ลืมสนิทว่าตัวเองถามแล้วยังไม่ได้คำตอบ “เก็งหวยอยู่ พรุ่งนี้รวย ป้าไม่อยากพลาด”

“ไม่พลาดหรอกค่ะ ป้าจันของมินต์เป็นนักสถิตินี่นา”

เงินในบัญชีธนาคารของจันทรา นอกจากได้มาด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน การทำงานอย่างหนักมาตั้งแต่รุ่นสาวยังรวมถึงเงินจากการเสี่ยงโชค จันทรามีดวงทางโชคลาภค่อนข้างมาก เล่นหวยสิบครั้งถูกเสียหก มินตรายังจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ มีเจ้ามือบางรายมาบอกศาลาจันทราถึงบ้านว่าไม่รับแทงอีกเด็ดขาด

“แซวเรอะ นี่แน่ะ” จิ้มหน้าผากเกลี้ยงอย่างหมั่นไส้ คนเลี้ยงดูกันมาแต่อ้อนแต่ออกมองลึกเข้าไปในดวงตาหลานสาวแล้วรู้สึกถึงความผิดปกติ มันดูเปล่งประกายความสุขมากเป็นพิเศษ “ได้ขึ้นเงินเดือนหรือไงเรา หน้างี้บานเป็นจานดาวเทียม”

“ใหญ่ไปค่ะ”

“งั้นก็กระด้ง”

“แหม” ย่นจมูก “ก็ไม่มีอะไรนี่คะ ยังไม่ถึงต้นปีสักหน่อยจะได้ขึ้นเงินเดือนได้ไง”

“หืม งั้นบอกมาสิ เอ๊ะเมื่อกี้ป้าว่าป้าได้ยินเสียงรถ นั่งแท็กซี่มาอีกแล้วเหรอ” สีหน้าจันทราเปลี่ยนไปทันที จับบ่าสองข้าง ส่งสายตาสำรวจทั่วตัวก็ให้โล่งอกที่ไม่เห็นร่องรอยถูกทำร้าย แน่นอนว่าคนถูกทำร้ายคงไม่เดินยิ้มแต้เข้าบ้านมาอย่างเมื่อครู่

มินตราไม่ชอบโกหก หล่อนเสลุกขึ้นบิดขี้เกียจแล้วปิดปากหาว “เพื่อนมาส่งค่ะ ง่วงจังเมื่อยด้วยวันนี้นั่งพิมพ์งานทั้งวันเลย มินต์ขึ้นบ้านอาบน้ำนอนก่อนนะคะ”

ว่าแล้วรีบจ้ำอ้าวหนีขึ้นห้อง ทิ้งเสียงตะโกนถามไว้ด้านหลัง ไม่ให้คณินทร์เข้าบ้านน่ะดีแล้ว นิสัยจันทราถ้าเห็นหลานพาเพื่อนชายเข้าบ้านคงซักฟอกเสียจนอีกฝ่ายหูดับ เผลอเดี๋ยวถามคำถามแปลก ๆ ว่าเป็นแฟนกันหรือเปล่าหล่อนได้เอาหน้ามุดดินพอดี แค่นี้ก็ทำเรื่องน่าอายเยอะพออยู่แล้ว ป้องกันอัตราเสี่ยงสักหน่อยน่ะดีแล้ว

เพราะต้องการหนีการซักไซ้ มินตราอาบน้ำเปลี่ยนชุดเป็นชุดนอนเสร็จมานั่งกอดตุ๊กตาขนนุ่มอยู่บนเตียงก็เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่มีมื้อเย็นตกถึงท้อง แต่แปลก...ไม่หิว หล่อนทิ้งตัวลงนอน กอดตุ๊กตาพลางกลิ้งไปมา ใบหน้าเกลื่อนรอยยิ้ม

“บ้า ยิ้มทำไม ยิ้มคนเดียวนี่มันคนบ้านะยายมินต์” หล่อนดุตัวเองแต่ทำยังไงก็ไม่สามารถหุบยิ้มได้สักที

 

ณ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

รถมอเตอร์ไซค์คู่ชีพจ.ส.ต.ขจรจอดสนิท เจ้าของรถถอดหมวกกันน็อคแบบเต็มใบแขวนไว้ เดินตรงเข้าอาคารที่ยังมีคนบางตาในช่วงเช้าตรู่ไปยังชั้นบนส่วนห้องทำงานของพ.ต.ต.เจษฎาผู้บังคับบัญชาของเขากับผู้กองคณินทร์

“อ้าวจ่าจ้อน มาแต่เช้า” นายตำรวจยศร้อยตรีเอ่ยทักทักทาย

“สวัสดีครับหมวด ผมเร็วแต่ยังช้ากว่าหมวดอยู่ดี”

“ขี้เกียจฝ่ารถติด ออกสายหน่อยติดแหง็กเหมือนเอารถมาจอดกันกลางถนน จ่าว่ามั้ย”

“ครับ”

คุยทักทายพอหอมปากหอมคออีกสักครู่จ่าขจรค่อยเดินมานั่งปุหน้าเครื่องคอมพ์ส่วนกลาง เมื่อเห็นสีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังคู่สนทนาจึงหันไปทำงานของตนบ้างไม่ทักถามอีก

คอมพ์ส่วนกลางมีไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีโต๊ะทำงานประจำในหน่วย สามารถเข้ามาใช้งานได้ทุกเมื่อโดยกรอกรหัสส่วนตัวเพื่อผ่านระบบ จ่าขจรกรอกรหัสเสร็จเรียบร้อย เขาเสียบแฟลชไดรฟ์เข้ากับเครื่องคอมพ์ ทำการถ่ายโอนภาพถ่ายทั้งภาพนิ่งและคลิปวีดีโอไว้ในส่วนข้อมูลคดีล่าสุด

 

“ได้ความคืบหน้าบ้างไหม” พ.ต.ต.เจษฎาเอ่ยถามผู้ใต้บังคับบัญชาหลังจากฝ่ายนั้นเข้ามารายงานตัวถึงในห้อง

“ยังครับท่าน ทางผมเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของโรงงานพงศ์พลฟู้ดที่สมุทรสาครทุกอย่างยังเงียบ ทางผู้กองเองก็เหมือนกัน แต่เราถ่ายภาพภายนอกและภายในเท่าที่ทำได้เก็บไว้ทั้งหมด ระยะนี้ผู้กองกับผมคาดว่ามันคงยังไม่เคลื่อนไหวเพราะก่อนผู้กองเข้าทำงานมันเพิ่งส่งยาล็อตใหญ่”

ใช่...ก่อนหน้านั้นไม่นานอีกเช่นกันที่สายคนหนึ่งของทางการหายสาบสูญ ทำให้คณินทร์ได้รับมอบหมายงานนี้

เจษฎายกมือประสานกันไว้บนโต๊ะ นิ่งฟัง งานเพิ่งอยู่ในขั้นเริ่มต้น เขาเข้าใจดีในเรื่องจังหวะเวลาแต่ไม่วายกำชับ “พวกมันลอยนวลเย้ยปลายจมูกทางการมานาน หวังว่าคราวนี้พวกคุณจะโชว์ฝีมือให้ผมเห็นสำเร็จ”

ขาดก็แต่หลักฐาน ถ้าได้สิ่งนี้หน่วยป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจะทลายแก๊งค้ายารายใหญ่ได้อีกพวกหนึ่ง

 

ขจรออกจากห้องเจษฎาด้วยสีหน้าครุ่นคิด ในใจหมายจะทลายแก๊งนี้โดยเร็ว นอกจากเวลาและจังหวะ หรือพวกเขาจะต้องพึ่งดวงอีกอย่างหนึ่ง วันไหนพวกมันพลาดอาจเผลอปล่อยหลักฐานดี ๆ ให้ทางการคว้าไว้มัดตัวพวกมันบ้าง

มัวคิดเพลินจึงไม่ทันสนใจคนอื่นแทบชนกับใครคนหนึ่งที่เดินสวนมา เสียงเคร่งอย่างไว้ตัวดังขึ้นตรงหน้าขจรถึงรู้สึกตัวรีบหยุดฝีเท้าฉับพลัน

“ผมว่าคุณดูทางสักนิดก็ดี”

“ผู้กอง...” ขจรพึมพำ รีบทำความเคารพ ร.ต.อ.ปรมัตถ์

“มาคนเดียวหรือ หัวหน้าจ่าล่ะ” มองหาคณินทร์ ถึงนายตำรวจทั้งสองไม่ใช่ปาท่องโก๋ แต่ส่วนใหญ่แล้วเห็นคณินทร์ที่ไหนมักเห็นขจรที่นั่น ภารกิจล่าสุดได้ข่าวว่าหินไม่ใช่เล่น หรือเกิดเหตุกับคณินทร์เหมือนสายคนอื่น ๆ...ปรมัตถ์พยายามคาดเดา

“ผู้กองไม่มาหรอกครับ”

คำตอบสั้นราวกับเจ้าตัวไม่ต้องการอธิบายแต่ปรมัตถ์กลับเข้าใจ อย่างน้อยก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ร่วมทุกข์สุขกันมาพอรู้นิสัยกัน เขาเหยียดยิ้มนิดหนึ่ง “ยังขี้ระแวงเหมือนเดิมสินะ หัวหน้าจ่าน่ะ”

มันเป็นความเคยชินของคณินทร์เสียแล้วที่จะติดต่อหน่วยงานน้อยที่สุดระหว่างแฝงตัวอยู่ในหมู่คนร้าย ไม่ปรากฎตัวแสดงความเกี่ยวข้อง ไม่แม้แต่ส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้วันนี้ขจรเป็นฝ่ายทำหน้าที่นำข้อมูลของตนกับที่ได้รับจากมือคณินทร์เก็บไว้ในระบบของป.ป.ส. ด้วยตัวเอง

“พวกมันโหดไม่ใช่เล่น วางใจก็ตายเท่านั้น” ขจรอธิบาย ท่าทางถึงจะเคารพเกรงใจปรมัตถ์แต่ไร้ความนับถือเช่นที่มีต่อคณินทร์ “ผมขอตัวนะครับ”

“เชิญ”

ราวกับขจรรอคำนี้อยู่นาน ฝ่ายนั้นเอ่ยจบเขารีบผละจาก บอกไม่ถูกว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่าที่ประโยคสุดท้ายนั้นกระแทกกระทั้นราวกับปรมัตถ์กรุ่นโกรธ

 

ในที่สุดคณินทร์ก็มีโอกาสทำความรู้จักผู้บริหารที่เหลืออีกสองคนของพงศ์พลฟู้ด ชายหนุ่มถูกเชิญให้เข้าพบวาทิศตอนเก้าโมงเช้า เมื่อก้าวเข้าไปในห้องทำงานผู้บริหารคนสุดท้องในสามพี่น้องตระกูลพงศ์พลมันให้ความรู้สึกแตกต่างกับห้องของวัศยาอย่างสิ้นเชิง นอกจากห่างไกลความเคร่งขรึมอย่างห้องทำงานชายแล้วมันยังเป็นห้องโทนขาวติดวอลเปเปอร์ลายกุหลาบอ่อนหวาน บนโต๊ะรับแขกและโต๊ะทำงานประดับแจกันกุหลาบสดกลีบแข็งดอกใหญ่ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ จนถ้าหญิงสาวสักคนเข้ามาตอนกลางคืน เปิดไฟสลัวคลอเพลงเบา ๆ อีกนิดคงเคลิ้มไปในบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก

“เชิญ ๆ คุณนี่เองที่พี่สาวผมพูดถึงว่าท่าทางไม่ใช่เล่น เห็นพูดยังงั้นคงชอบคุณอยู่หรอกไม่งั้นคงไม่ให้ผ่านเข้ามาทำงาน” วาทิศลุกขึ้นเชื้อเชิญหัวหน้าฝ่ายไอทีคนใหม่ด้วยท่าทางเป็นกันเองยิ่งกว่าต้อนรับเครือญาติ

คณินทร์นั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานสีขาวสะอาด กลิ่นหอมอ่อนของกุหลาบกรุ่นอยู่ใกล้จมูก กลีบสีแดงสดตัดกันกับโทนสีหลักของห้องเป็นอย่างดี เขายกมือไหว้ ยังไม่ทันเอ่ยอะไรต่อก็ถูกอีกฝ่ายยึดช่องสนทนาไว้แต่ผู้เดียว

“ยังหนุ่มอยู่มากเลยนะ ผมนึกว่าอายุมากกว่านี้ตั้งหลายปี แต่อย่างว่าล่ะหนุ่ม ๆ สาว ๆ สมัยนี้เก่งเรื่องคอมพ์ ผมนี่ไม่เอาเรื่องเอาราวเลยกว่าจะใช้เป็นงมอยู่ตั้งนาน ลูก ๆ ซะอีกเก่งกว่า ไปถามให้ช่วยสอนก็รำคาญ คนแก่นี่ไม่มีอะไรดีเลยว่าไหม”

“ยิ่งอายุมากประสบการณ์ยิ่งมากต่างหากครับ” คณินทร์ตอบกลาง ๆ ทว่าคงทำให้คนฟังถูกใจอยู่มาก วาทิศตบมือฉาดลงบนพื้นโต๊ะ หัวเราะก้อง

“คมคายน่าดู มิน่า ๆ ผมชักชอบคุณซะแล้วสิคุณคณินทร์ จะว่าไปนะไอ้ลูกน้องในบริษัทผมแต่ละคนนี่เวลาเข้าพบแต่ละทีตอบกันแต่ค่ะ ๆ ครับ ๆ ฟังแล้วเหมือนอัดเทปยังไงยังงั้น ผมชอบนะคนหนุ่มที่ดูมั่นใจในตัวเอง คราวนี้ได้คุณมาทำงานให้เราฝ่ายไอทีคงมีผลงานใหม่ ๆ ให้ได้เห็น”

คณินทร์ฟังเงียบเพราะท่าทางประโยคเมื่อครู่จะมีจุดประสงค์ให้ฟังเพียงประการเดียว วาทิศเองก็ไม่เดือดร้อนเอ่ยต่อโดยไม่สะดุด คงเห็นสายตาคณินทร์มองสไตล์การจัดห้องทำงานตอนเดินเข้ามาถึงจึงวกกลับมาว่า

“บางคนเขาว่าแต๋ว แต่ผมว่าไม่จำเป็นที่ห้องผู้ชายต้องเป็นสีเข้ม สีขาวสว่างสบายตาดี ดอกไม้นี่เมียผมเขาชอบ มีกุหลาบไว้ใกล้ตัวก็เหมือนมีเมียอยู่ด้วย ขอโทษ คุณมีเมียหรือยัง”

ไม่ทันนึกว่าคำถามจะวกเข้าตัว คณินทร์แทบตั้งรับไม่ทันดีแต่ว่าปากไวพอทันตอบ

“ไม่มีครับ”

“อ้าวเรอะ เป็นไปได้ยังไงหน้าตาแบบนี้ แฟนล่ะ อ้อขอโทษ ๆ อาจจะละลาบละล้วงไปหน่อย ไม่มีอะไรหรอก ที่นี่เราอยู่กันอย่างพี่ ๆ น้อง ๆ พนักงานใหม่เข้ามาถึงต้องทำความรู้จักกันทั้งหมดตั้งแต่เพื่อนร่วมงานถึงผู้บริหาร คุณคงไม่รำคาญหรอกใช่ไหม”

“ผมว่าดูอบอุ่นดี” อบอุ่นจนร้อน โดยเฉพาะวาทิศนี่ท่าจะเกินอยู่มากเพราะกว่าการทำความรู้จักจะเสร็จสิ้นชายหนุ่มมองนาฬิกาแล้วเห็นว่ามันผ่านไปตั้งเกือบชั่วโมงครึ่ง

คนสุดท้ายถัดมาคณินทร์ได้เข้าพบวิญญู ผู้บริหารพี่ใหญ่สุด บุคลิกของวิญญูที่รูปร่างสูงใหญ่ ผมสีเทาขึ้นแซมให้เห็นโดยเจ้าตัวไม่คิดย้อมให้ดำเสมอกันทั้งศีรษะ ทำนองพูดไม่ช้าเร็วแต่ทอดเสียงเนิบ ๆ ดูแล้วเหมือนคุณลุงใจดีสักคนหนึ่ง

หลังจากแนะนำตัวถามไถ่ประมาณสิบกว่านาทีคณินทร์จึงได้เดินออกจากห้องทำงานวิญญูพร้อมข้อมูลเต็มสมองเกี่ยวกับบุคลิกท่าทางของแต่ละคนรวมถึงความสงสัยบางประการ ในห้องทำงานของทั้งสามต่างมีเครื่องคอมพ์สองเครื่องทั้งสิ้น!

เครื่องหนึ่งอยู่บนโต๊ะ อีกเครื่องตั้งแยกเป็นส่วนตัว จากการสังเกตด้วยสายตาชำนาญทว่าเวลาจำกัดความแตกต่างอยู่ที่เครื่องบนโต๊ะทำงานถูกเชื่อมสายระโยงระยางเต็มอัตราแต่เครื่องเอกเทศถูกเชื่อมสายน้อยมากซึ่งหนึ่งในจำนวนสายเหล่านั้นไม่น่ามีสายแลนเพื่อเชื่อมต่อข้อมูลในเครื่องเข้ากับระบบอินทราเน็ต...ระบบเครือข่ายภายในองค์กร หรือนี่จะเป็นสาเหตุทำให้เขาไม่เคยได้อะไรจากการเจาะระบบพงศ์พลฟู้ด!

 

“คุณมินต์” ร่างโย่งของนครินทร์หยุดยืนหน้าโต๊ะทำงานมินตรา เท้าแขนพลางชะโงกตัวน้อย ๆ ส่งเสียงเรียกโฮกฮากเป็นการเย้าแหย่คุณเลขา

มินตราไม่ใช่คนขี้ตกใจ แต่วันนี้หล่อนสะดุ้งสุดตัว ตะปบมือพลิกแฟ้มหนาตรงหน้าปิดดังปัง ใบหน้าแสดงอาการตกตะลึงที่หันมาไม่ได้มองนครินทร์ตัวต้นเหตุแต่เป็นข้าง ๆ กันนั้นที่คณินทร์ยืนล้วงกระเป๋ามองอยู่ พอสบตากันหญิงสาวรีบหลุบตาต่ำทำให้ชายหนุ่มหรี่ตามองท่าทางหล่อนอยู่อึดใจสลับกับแฟ้มปริศนา

“ไปกินข้าวกันครับ วันนี้พี่นินเลี้ยง” นครินทร์ชักชวนเสียงกลั้วหัวเราะ ถูกอกถูกใจที่แกล้งเลขาแสนน่ารักได้สำเร็จ

“จริงเหรอคะ” เสียงลอยลมแทรกขึ้นมาเป็นของอุมา ส่วนสุจริตราเดินเคียงกันนั้นเพียงแต่ยิ้มบางรอฟัง

ทั้งหมดได้รับการแนะนำให้รู้จักคณินทร์ตั้งแต่แรกเริ่มเข้าทำงาน ทางด้านอุมากับสุจริตราพลอยสนิทสนมกับชายหนุ่มเพิ่มขึ้นผ่านทางมินตราโดยรู้เหตุผลการสนิทสนมระหว่างคุณเลขานุการสาวกับหัวหน้าฝ่ายไอทีเพียงว่าเพราะทำงานจนค่ำพอกันบ่อย ๆ แถมยังอยู่ชั้นเดียวกันทำให้ได้พูดคุยบ่อยครั้ง

“ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ครับ เจ้ารินมันโฆษณาว่าร้านนี้อร่อยเลยจะลองดู พวกคุณสนใจไหม”

“ถ้าเลี้ยงก็แน่นอนล่ะค่ะ” อุมาตอบทีเล่นทีจริง ทำเมินสายตาปรามอย่างเกรงใจฝ่ายเจ้ามือของสุจริตราเสียเฉย ๆ

“มินต์ล่ะครับ อยากกินหรือเปล่า”

คำถามเฉพาะตัวทำให้มินตราไม่อาจหลบตาคนถามได้อีก ซ้ำน้ำเสียงถามยังอาทรใส่ใจนักทำเอาใจเต้นไม่เป็นส่ำ สบตาเขานิดก่อนพยักหน้า “ไปสิคะ”

ร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ตามคำคุยของนครินทร์เต็มแน่นไปด้วยลูกค้าชาวหนุ่มสาวออฟฟิซ เสียงร้องตะโกนสั่งออเดอร์ดังลั่น ๆ ผสมกับเสียงพูดคุยของลูกค้า กลิ่นหอมของเมนูเด่นอย่างก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่อวลฟุ้ง แรกเห็นสุจริตราทำท่าจะถอยทัพเป็นคนแรก

“ท่าจะนานนะคะเดี๋ยวกลับเข้างานไม่ทัน”

แต่นครินทร์ก็ออกตัวรับประกันให้เสร็จสรรพราวกับเป็นทายาทรุ่นต่อไปของร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ “เขาทำเร็วครับ นั่งยังไม่ทันเมื่อยเดี๋ยวได้กิน นู่นครับมีคนลุก เร็วเถอะครับเดี๋ยวเสียบไม่ทัน”

ประโยคเร่งเร้าของนครินทร์ได้ผลชะงัดนักแม้แต่สุจริตราที่ลังเลในตอนแรกยังเร่งฝีเท้าตามเพื่อนไปจับจองเก้าอี้ได้อย่างรวดเร็ว สั่งไม่นานก๋วยเตี๋ยวกลิ่นหอมก็ถูกยกมาเสิร์ฟ ระหว่างกินนครินทร์คุยเก่งกว่าเพื่อนรองมาคืออุมา แต่ที่เงียบผิดกว่าเคยมีแต่มินตรา

“ไม่อร่อยหรือ” คณินทร์ถาม สังเกตหลายหนแล้วว่าหล่อนลอบมองตอนเขาเผลอแทบทุกครั้งพอถูกมองกลับบ้างก็รีบหลบตา

“อร่อยค่ะ รู้งี้มากินตั้งนานแล้ว”

คำตอบฟังดูก็ร่าเริงดี แต่รอยยิ้มต่างหากที่ฝืนพิกล ท่าทางขยับตัวยุกยิก อาการตกใจสุดขีดรีบปิดแฟ้มรบกวนจิตใจคณินทร์จนแทบไม่รู้สึกถึงรสชาติอาหาร

 

มีบางอย่างผิดปกติขึ้นแล้ว...คณินทร์บอกตัวเองอย่างแน่ใจที่สุด สิ่งที่ว่าเกิดขึ้นโดยมินตราล้วน ๆ หล่อนจับจ้องเขาแทบทุกฝีก้าว ไม่ว่าตอนไปกินข้าวกลางวัน ตอนเขาเดินผ่านโต๊ะ หรือกลับบ้านพร้อมกันบางครั้งในยามค่ำหลังพนักงานส่วนใหญ่กลับถึงบ้านแล้ว

ผู้กองหนุ่มแห่งหน่วยป้องกันและปราบปรามยาเสพติดผ่อนลมหายใจด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ความจริงประการหนึ่งที่เขาไม่อาจละเลยได้คือมินตรา อนันตราช มีรายชื่อรวมอยู่ในแฟ้มข้อมูลคดีผู้ผลิตและค้ายาเสพติด

มันจะเป็นไปได้ไหมว่าตัวหัวหน้าคอยระแวงผู้คนแวดล้อมจึงสั่งให้มินตราเป็นคนคอยสอดส่อง เขาเป็นพนักงานคนล่าสุดของพงศ์พลฟู้ดอยู่ในข่ายยังไม่น่าไว้ใจ จะว่าไปเรื่องระหว่างเขากับมินตราก็ดูบังเอิญนัก ตั้งแต่แรกพบจนครั้งอื่น ๆ ต่อจากนั้น ทุกอย่างประจวบเหมาะจนเหมือนใครสักคนวางแผนให้เกิดขึ้น หรือบางทีอาจไม่มีอะไรเลย...เขาคิดไปเอง

เป็นไปได้ทั้งสิ้น...ภาระหนักของตำรวจสืบสวนที่คนภายนอกอาจไม่เข้าใจนักคือการต้องสงสัยแม้แต่ญาติพี่น้องตัวเอง...ถ้าคนพวกนั้นอยู่ในข่ายต้องสงสัยและทำตัวส่อพิรุธในการทำผิดกฎหมาย

ร่างสูงเหยียดลุกขึ้นยืน วันนี้พนักงานจอมขยันของฝ่ายไอทีทยอยกลับเร็วเป็นพิเศษจนเหลือเขาเพียงคนเดียว อาจเพราะสุดสัปดาห์นี้เป็นวันหยุดยาวต่อกับวันหยุดนักขัตฤกษ์หนุ่ม ๆ ในแผนกคงมีโปรแกรมส่วนตัวพากันจรลีชนิดไม่มีใครรอใคร ผู้กองหนุ่มก้าวออกจากห้อง ยังคิดไม่ออกว่าจะกลับบ้านหรือแกร่วอยู่ต่ออีกสักพัก เดินมาถึงประตูกระจกสีขุ่นสายตาคมเฉียบก็ทันเห็นเงาดำเคลื่อนไหวแล้วหลบวูบเมื่อผลักเปิด

ไม่มีใครอยู่หน้าประตู คณินทร์ไม่คิดหันมองหา เพียงแต่ขมวดคิ้วหงุดหงิดอย่างจำได้ดีว่ากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่กรุ่นอยู่ในบรรยากาศนี้เป็นกลิ่นเดียวกับมินตรา ถ้าไม่ใช่กลิ่นยาสระผมคงเป็นกลิ่นแป้ง มองไปอีกฝั่งหนึ่งของชั้นยังเห็นไฟบางดวงเปิดอยู่แสดงว่ามินตรายังไม่กลับจริง ๆ

ชายหนุ่มทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เดินเข้าห้องแพนทรี นึกเดาว่าคนคอยตามคงเว้นระยะห่างแล้วก็จริง รีบอาศัยจังหวะนั้นหลบระหว่างซอกระหว่างเคาน์เตอร์ครัวกับตู้เย็นสูงเกือบเท่าศีรษะทำให้ต้องย่อเข่าเล็กน้อย จากนั้นคือการรอเหมือนสิงโตนักล่าจ้องรอจับเหยื่อ

“หายไปไหนแล้วนะ”

เสียงบ่นพึมพำดังขึ้นหลังจากนั้นไม่กี่นาที...เป็นเสียงของมินตรา คณินทร์แทบสบถคำอย่างหัวเสียเมื่อเป็นหล่อนดังคาด เสียงฝีเท้าย่ำวนไปมา เจ้าตัวคงสงสัยที่เห็นเขาเดินเข้ามาแต่กลับไม่อยู่เลยเดินสำรวจมาจนถึงจุดที่เขาหลบ มันเป็นช่องว่างขนาดสองคนยืนซ้ำยังมืดสลัวเมื่อทั้งคนเดินนำและลอบตามไม่คิดจะเปิดไฟ

จังหวะย่ำเท้าใกล้เข้ามาอีก กลิ่นหอมติดตัวมินตราก็เช่นกัน มันเป็นสัญญาณบอกให้ผู้กองหนุ่มผู้ซุ่มรอรู้ตัว ครู่เดียวหญิงสาวสวมชุดทำงานเรียบร้อยจนแทบเรียกได้ว่าเชยก็มาหยุดยืนหันรีหันขวางอยู่ตรงหน้า คณินทร์กะจังหวะเหมาะเจาะดึงข้อมือเรียวเล็ก ออกแรงนิดเดียวคนไม่ทันตั้งตัวที่ตกใจร้องเสียงหลงก็ตัวปลิวมาตามมือ

“ว้าย! นัยน์ตามินตราเบิ่งกว้าง เผลอยกมือขึ้นขยุ้มอกเสื้อชายหนุ่มที่หมุนตัวพร้อมกับผลักร่างหล่อนจนแผ่นหลังสัมผัสกับความเยียบเย็นของกำแพง “คุณนิน...”

มินตราพึมพำน้ำเสียงเหมือนคนใกล้เป็นลม มือไม้อ่อนตกห้อยลงข้างตัว ความสว่างน้อยนิดทำให้คณินทร์มองสีหน้าหล่อนไม่ชัดนักจับได้แต่ความรู้สึกตื่นกลัวที่สื่อออกมาด้วยเสียงพึมพำสั่น ๆ สองแขนผู้กองหนุ่มกางคร่อมร่างบอบบางทาบมือลงบนกำแพง ซอกเล็ก ๆ ทั้งยังวงแขนแข็งแกร่งกักขังมินตราไว้อย่างดิ้นไม่หลุด

“คุณยังไม่เลิกงานหรอกหรือ” คณินทร์เอ่ยถามหลังจากปล่อยให้ห้องทั้งห้องถูกครอบครองด้วยอิทธิพลของความเงียบและเสียงลมหายใจแผ่วเบา จ้องหน้าหญิงสาวในวงแขนอย่างค้นคว้า 

ฟังเผิน ๆ เหมือนชวนคุยแต่น้ำเสียงกดต่ำอย่างคาดคั้นกับดวงตาวามวาวส่งความรู้สึกกดดันให้มินตราตัวสั่น ย่อตัวจะมุดวงแขนหนีแต่ถูกรู้ทันวงแขนที่เพียงแต่ทาบกำแพงคร่อมร่างไว้ขยับเปลี่ยนมาเป็นกระชับบ่ายึดไว้แน่น...แน่นจนต้องร้องอุทธรณ์

“โอ๊ย มินต์เจ็บนะคะ”

คณินทร์รีบคลายน้ำหนักมือ สีหน้าสำนึกผิดแต่ไม่ยอมปล่อยจำเลยง่าย ๆ เขาต้องรู้ให้ได้ ทำไมมินตราต้องคอยตามดูเขาแล้วยังปฏิกิริยาแปลก ๆ หลายต่อหลายครั้งอีก

“ผมขอโทษ ดึกป่านนี้ทำไมคุณยังไม่กลับ”

“มินต์...คือ ทำงานเพิ่งเสร็จค่ะ”

มินตราโกหก! คณินทร์โมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง หงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูกที่หญิงสาวตอบออกมาเช่นนี้ ทว่าคำถามยังคงสุภาพ

“งั้นหรือครับ”

“ล...แล้วคุณนินล่ะคะ ไม่รีบกลับเหรอพรุ่งนี้วันหยุดยาวแท้ ๆ”

“ไม่หรอกผมรอคุณอยู่”

ความใกล้ชิดในสภาพล่อแหลมเขย่าหัวใจมินตราจนโยกคลอน ใบหน้าผะผ่าวยามรู้สึกถึงลมหายใจร้อน ๆ เป่ารดหน้าผาก มือไม้เย็นเฉียบไปหมดเมื่อรู้ว่าเขาอยู่รอ “รอเหรอคะ”

“ใช่ ทีนี้บอกผมได้หรือยัง คุณคอยตามดูผมทำไม”

สิ้นสุดคำถามมินตราผงะอย่างคนมีชนักปักหลัง หากว่าคณินทร์เคยชอบความสดใสของหญิงสาวมากเท่าไหร่เขาก็เกลียดใบหน้าซีดเผือดในยามนี้ของหล่อนมากเท่านั้น...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

571 ความคิดเห็น

  1. #170 บัณฑิตหน้าใส (@tjaree) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2554 / 12:58
    เฮ้อ! เว้นช่วงไปนานต้องรื้อความจำใหม่หน่อยแล้ว แต่สนุกเหมือนเดิมค่ะ สู้ๆ
    #170
    0
  2. #169 พี่หริ (@mangosteen) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2554 / 20:35
    น้องมินต์เอ๋ย เจอพี่นินทีไรสั่นเป็นเจ้าเข้าทุกครั้ง....
    #169
    0
  3. #168 ooiidd4 (@ooiidd4) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2554 / 16:09
    ที่ทำไปทั้งหมดก็หนูมินต์ตกหลุมรักผู้กองไง

    เอ..หรือว่าถูกส่งตัวมาให้เป็นสายลับ คู่หู ของผู้กอง ด้วย อิอิ
    #168
    0
  4. #167 n0k_pun (@nokpun) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2554 / 15:26
    รออ่านนะค่ะ
    #167
    0
  5. #166 ศศิลักษณ์ (@sasiluk) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 / 17:15
    รอตั้งตารอ ^__^ และให้กำลังใจให้มีผลงานดี ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ
    #166
    0
  6. #165 n0k_pun (@nokpun) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 / 18:35
    สนุกมากเลย อ่านรวดเดียว รอนะค่ะ
    #165
    0
  7. #164 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 / 19:58
     ลุ้นๆกันต่อไป ว่าเต่ไม่รู้ใครวิตกจริตกว่ากัน กันแน่ระหว่างพระนางของเรา
    #164
    0
  8. #163 ม่านเมฆา (@geniegirl) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 / 02:14
     ชอบก็เลยเผลอทำไปไม่รู้ตัวรึเปล่า พี่นินคิดมากไปนะคะ

    ตอบไรเตอร์ คนอ่านเพ้อจริงค่ะแต่เพ้อกับพระเอกนิยายไปเรื่อย

    เพราะชีวิตจริง สงสัยเนื้อคู่ยังไม่เกิค่ะ
    #163
    0
  9. #162 - pearl - (@jaopear) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 / 23:05

    เธอต้องรู้แน่เลยว่าคุณนินเป็นตำรวจ *0*!!

    ปล. สู้ๆคะไรเตอร์ เป็นกำลังใจให้ >_

    #162
    0
  10. #161 pepper_mint_chili (@pepper_mint) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 / 15:14
    เอ...เพราะอะไรน้า??
    #161
    0
  11. #160 SWEETY RIOT (@rochana1987) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 / 13:52
     I love akanee Yo!
    #160
    0
  12. #159 memo-mm-II (@broken--heart) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 / 12:58
     ถ้าทายคงจะเป็นเพราะหนูมิ้นแกชอบ เลยมองตามอยู่บ่อยๆส่วนที่รอจนดึกคงกะจะให้ไปส่งอีกละมั้ง
    #159
    0
  13. #158 Go_kang (@Go_kang) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 / 10:54
     อิอิ  เอาแล้ว จะเกิดไรต่อนิ ลุ้นๆๆๆ
    #158
    0
  14. #157 pretty-p (@rod_usawadee) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 / 09:20
    โธ่เอ๊ย ยัยมินตรา เธอชอบคุณน่ะสิ ก๊าก ผู้กองขี้ระแวง
    555+ ถ้ารู้ความจริงแล้ว ผู้กอง เอ๊ย ผู้หมวด เค้าจะทำหน้าตายังไงน้า
    จากที่ว่าห่วง กลับบ้านช้า น่าสงสาร
    ตอนนี้กลายเป็นระแวง เอ แต่ทำไมต้องถึงเนื้อถึงตัว ล่ะ
    หรือ เวลาที่ต้องหาหลักฐาน มันต้องใช้วิชานี้ อิอิ
    กลับไปหัวเราะต่อดีกว่า 555+
    #157
    0
  15. #156 P1081009 (@sodafire) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 / 09:08
    รออย่างใจจดใจจ่อคะ กรี๊ดดดดด
    #156
    0
  16. #155 ติ๊กจ้า (@pon1963) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 / 06:58
    หนูมิ้นต์ตามดูหรือหลงเสน่ห์หนุ่มกันแน่นะ เค้าเป็นคนช่วย!!!! หรือคนที่ใช่!!!!!
    #155
    0
  17. #154 gemarco (@germaffm) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 / 04:30
    มาเป็นกำลังใจให้แล้วค่ะ หนูมินต์เป็นนักสืบให้ใครกัน รอติดตามค่ะ
    #154
    0
  18. #153 Chlee (@chlee) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 / 04:27
    คนอ่านทายไม่ถูกคะ รออ่านตอนต่อไปดีกว่านะคะ
    #153
    0