-จุมพิตสิเน่หา-

ตอนที่ 9 : บทที่ 6 (1/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 208
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 ก.ย. 59



            เสี่ยเทิดมองตามสองหนุ่มสาววิ่งออกจากห้องเจ็บตัวไม่พอยังเจ็บใจอีกต่างหาก ยกมือสั่นนิด ๆ เช็ดเลือดบริเวณมุมปาก สบถแล้วสูดปาก หน้าตาเหยเกเพราะเจ็บแผล

            “หมูจะหามเสือกเอาคานมาสอด!

            เลือดสีแดงสดติดมากับปลายนิ้วให้เห็นเต็มตา เสี่ยเทิดคำรามในลำคอ ฮึดลุกขึ้นคว้าเสื้อผ้าใส่พลางเริ่มรู้สึกเคล็ดขัดยอกไปทั่วตัว ใส่ไปสมองนึกทบทวนไปพลางว่าคุ้นหน้าชายหนุ่มจอมเสือกเหมือนเคยเห็นที่ไหน

            นึกออกแล้ว! เสี่ยเทิดยิ้มเหี้ยมทันทีที่คิดออก เขาชอบอ่านข่าวกีฬา ทุกเช้าหลังทานอาหารต้องอ่านหนังสือพิมพ์อัพเดทข่าวกีฬาต่าง ๆ ในเมื่ออ่านข่าวที่ต้องการแล้วจึงเลยไปอ่านข่าวอื่น ๆ ด้วย รูปรวมถึงข่าวของเมษราศีปรากฏบ่อยครั้งในคอลัมน์ธุรกิจ บางครั้งในหน้าซุบซิบดารา

            “มันนี่เอง” เมษราศี ลักษมีจิรภัทร!

            “ไอ้เม่นลื้ออยู่ไหน กลับมารับอั๊วเดี๋ยวนี้เลย” โทร.ตามลูกน้อง

            “อ้าวเสร็จแล้วเหรอครับ ผมเพิ่งออกจากโรงแรมไม่กี่นาทีนี่เอง”

            “งั้นเหรอ” สีหน้าครุ่นคิด “มีคนมาเสือกเรื่องของอั๊ว แย่งเอาตัวผู้หญิงไป ลื้อยังอยู่ฝั่งเดียวกับโรงแรมหรือเปล่า”

            “อยู่ครับเสี่ย”

            ต่อให้วิ่งตามไปตอนนี้คงไม่มีทางทันเพราะมัวเสียเวลาแต่งตัวอยู่พัก ป่านนี้อาจพากันออกจากโรงแรมแล้วก็ได้ เสี่ยเทิดไม่เคยถูกใจผู้หญิงคนไหนเท่านี้มาก่อน ยิ่งเมื่อยังไม่ได้ตัวความต้องการอยากได้ยิ่งมากเป็นทวีคูณ

            “งั้นไม่ต้องมารับอั๊วแล้ว คอยดักดูให้ดีว่ารถคันไหนพาผู้หญิงของอั๊วแล้วสะกดรอยตามมันไป”

            “หา!” เม่นร้องโอดครวญ ถ้าออกจากโรงแรมรถทุกคันต้องผ่านเส้นทางเดียวกันก็จริง แต่... “ผมจะมองทันเหรอครับ ยิ่งถ้ารถติดฟิล์มเข้มด้วยไม่มีทางแน่”

            “ตาบอดหรือไงวะ” ตะคอกใส่ “สว่างขนาดนี้จะมองไม่เห็นได้ไง หาให้เจอแล้วโทร.บอกอั๊วด้วย อั๊วจะรีบตามไปเอาผู้หญิงของอั๊วคืน”

 

            “มาพอดีเลยนะ” เสี่ยเทิดทักผู้จัดการโรงแรมที่ยืนละล้าละลังอยู่หน้าประตูพร้อมชายหนุ่มอีกสองคนที่เขาไม่รู้จักว่าเป็นใครแต่เดาว่าคงเป็นหนึ่งในพนักงานโรงแรมซ้ำตำแหน่งคงสูงกว่าผู้จัดการเพราะท่าทางฝ่ายนั้นนอบน้อมเคารพอย่างมาก “โรงแรมคุณต้อนรับแขกแบบนี้น่ะเหรอ มีอย่างที่ไหนให้ใครไม่รู้เข้าไปทำร้ายผมถึงในห้องได้ ผมจะฟ้องเรียกค่าเสียหาย จะกระจายข่าวให้ทั่วเลยคอยดู”

            เสียงเสี่ยเทิดไม่เบาเลย ดีแต่ว่าแขกชั้นเดียวกันวันนี้ไม่มากนัก บางห้องก็ไม่อยู่ในห้อง ส่วนที่เหลือคงยังไม่ทันได้ยินจึงยังเงียบไม่มีใครโผล่หน้าออกมา

            “ใจเย็นแล้วเชิญมาคุยกันทางนี้ก่อนดีกว่าครับ”

            บวรพลพยายามไกลเกลี่ยเสียงเรียบ ผายมือเชิญให้เดินตามไปด้วยกันแต่เสี่ยเทิดไม่ยอม ไหน ๆ ก็อารมณ์เสียไม่ได้ระบายความต้องการแล้วควรต้องมีคนรับผิดชอบ

            “ไม่เย็น ผมไม่ไปด้วย คุณรู้มั้ยผมเป็นใคร”

            “ทราบครับคุณเทิดไท ผมเห็นชื่อคุณแล้วจากข้อมูลการเช็คอิน”

            บวรวิชญ์ตอบสุภาพหากแต่หน้าตาไม่บอกเลยว่าไปในทางเดียวกัน เขาไม่พอใจความมุทะลุของเมษราศีก็จริงแต่โกรธเสี่ยเทิดมากกว่า ท่าทางผู้หญิงคนเมื่อครู่เสียขวัญมาก เขาเห็นน้ำตาหล่อนแม้จะเพียงแวบเดียว ลูกค้าคือบุคคลสำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจก็จริงแต่ใช่ว่าเขาจะทำอะไรก็ได้ในโรงแรมแห่งนี้

            “นี่คุณกวนผมเหรอ” เสี่ยเทิดรู้สึก ยิ่งไม่พอใจหนักข้อหาไม่ได้รับความเกรงใจในฐานะลูกค้า “ผมขอค่าห้องพักคืน รวมทั้งค่าเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย”

            “ก็ได้ครับถ้าศาลระบุลงมาอย่างนั้น”

บวรพลโต้ เสี่ยเทิดหน้าถอดสี

“หมายความว่าไง”

“ก็ตามนั้นล่ะครับ” บวรวิชญ์ตอบ “คุณฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามสะดวก แต่ทางผมคงต้องขอความกระจ่างเรื่องการกระทำบางอย่างของคุณด้วย จากภาพวงจรปิดและสภาพผู้หญิงคนเมื่อครู่คุณจะตอบว่ายังไงครับ”

“เรื่องผัวเมียคุณยุ่งอะไรด้วย”

“แน่ใจเหรอครับ”

ผู้จัดการโรงแรมแทรกขึ้นบ้าง ดูจากรูปการณ์แล้วไม่น่าเป็นไปได้ โดยปกติผัวเมียทะเลาะกันยังไงพอมีคนยื่นมือเข้ายุ่งหน่อย คนสองคนจะหันกลับมาเป็นฝ่ายเดียวกันรุมบุคคลภายนอกทันที แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ หล่อนดูตระหนกมากและวิ่งหนีไปพร้อมเมษราศีชนิดไม่เหลียวหลัง

            “น...แน่ใจสิ”

            เริ่มรู้ตัวว่าเสียท่าแต่ยังยืนกรานไม่เลิก ผู้บริหารสองพี่น้องแทบถอนใจคนผิดไม่รู้จักผิด

            “ก็ได้ครับ งั้นเชิญ”

            ผู้จัดการโรงแรมงัดไม้ตายตามที่เจ้านายไฟเขียวไว้แต่แรก เสี่ยเทิดไหวตัวเลิกลั่ก

            “ไปไหน”

            “สถานีตำรวจครับ ทางเรายินดีรับผิดชอบหากเรื่องเป็นไปตามคำพูดคุณจริง แต่ถ้าไม่ใช่...”

            “เสียเวลา!” เสี่ยเทิดกล่าวขัด แกล้งทำเป็นฉุนเฉียว เอ่ยทิ้งท้ายแล้วรีบสาวเท้าหนี “ผมไม่ฟ้องหรือเรียกร้องอะไรก็ได้ ถือซะว่าดวงซวยที่เลือกโรงแรมผิดแล้วกัน”

            เสี่ยเทิดเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ท่าก้าวยาว ๆ รัวแทบเป็นวิ่ง ผู้จัดการโรงแรมส่ายหน้า ถามผู้บริหารหนุ่มสองพี่น้อง

            “ปล่อยไปงั้นจะดีเหรอครับ”

            “ทำไงได้ล่ะ” บวรพลถอนใจ

            “ได้เท่านี้ล่ะ เรื่องยังไม่ทันถึงที่สุด เอาความไปก็เสียเวลากันเปล่า ๆ ผู้หญิงคนนั้นรอดปากเหยี่ยวปากกา เท่านี้ก็ดีแล้ว” บวรวิชญ์เสริม สบตาน้องชาย นึกอยากรู้ว่าตอนนี้เมษราศีพาผู้หญิงคนนั้นหนีไปถึงไหน

 

            “บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

            เมษราศีพาหญิงสาววิ่งมาจนถึงลานจอดรถ ตลอดทางมุกกลายเป็นจุดสนใจทั้งจากหน้าตาไปจนถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่ ชายหนุ่มปล่อยมือ กดรีโมทเปิดประตูรถก่อนถามไถ่หญิงสาวที่ยังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันด้วยน้ำเสียงห่วงใย

            “ฉัน...”

มุกกำลังหอบ อย่าว่าแต่วิ่งเลย แค่เดินเร็ว ๆ มารดายังคอยเอ็ด

          “แม่มุก เป็นสาวเป็นแส้เดินดี ๆ ซิลูก ห้ามลงส้นหนัก อย่าก้าวยาวนักมันไม่งาม แล้วอย่าวิ่งทะเร่อทะร่าด้วย ไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ อย่างเมื่อก่อนนะจ๊ะ ใครเห็นเข้าคงวิ่งหนีหมดไม่มีคนมาขอ”

            ตอนนั้นหล่อนยังเถียงแกมอ้อนว่า

          “ไม่มีก็ดีซิคะ ลูกอยากออกเรือนเสียเมื่อไหร่ อยู่ให้คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงอย่างนี้ดีออก”

            กระทั่งลมหายใจกระชั้นค่อยผ่อนจาง มุกจึงสบตาเมษราศีครึ่ง ๆ ขยับถอยห่างเขาอีกนิดอย่างเพิ่งรู้ตัวว่าปล่อยให้ผู้ชายใกล้ชิดเกินสมควร

            “ฉันไม่เป็นไรค่ะ” ประนมมือไหว้ ก้มศีรษะต่ำ ทำเอาเมษราศียกมือรับไหว้แทบไม่ทัน “ฉันขอขอบคุณมาก ถ้าไม่ได้คุณช่วยไว้ฉันคงเสียท่าอ้ายคนชั่วนั่นแน่”

            ความกลัวคงทำให้หล่อนเพี้ยนไปการพูดจาจึงแปร่งชอบกล เมษราศีนึกขำระคนเอ็นดู ลอบมองหญิงสาวตลอดร่าง เห็นใกล้อย่างนี้เขารู้สึกเหมือนฝันซ้ำอีกรอบ

            ใช่แล้วนางนี้ในความฝัน

            ผิวพรรณดวงพักตร์มิแผกเพี้ยน

            คือเธอในฝันที่เฝ้าเพียร

            วนเวียนหาคว้าไขว่มาแนบกาย

            โล่งใจกับคำตอบ สายตาชื่นชมยังเพียรสำรวจความบอบช้ำ แล้วก็ได้เห็น...รอยช้ำจางบริเวณต้นแขนข้างหนึ่ง ถ้าไม่ติดหญิงสาวตรงหน้า เมษราศีคงวกกลับไปจัดการกับเสี่ยเทิดอีกรอบ

“ไปเถอะ ถึงผมจะพาคุณหนีออกมาได้ก็ยังไม่ปลอดภัยอยู่ดี”

            “ไปไหนคะ”

            “ไปให้พ้นจากโรงแรมนี่น่ะสิ”

            โรงแรม?

ผู้หญิงส่วนใหญ่ในแดนสยามไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนอ่านเขียน ผู้ใหญ่เชื่อกันว่าผู้หญิงรู้มากไปก็เท่านั้นซ้ำใครอ่านเขียนแตกฉานจะหัวแข็งหรือริทำเรื่องไม่ดีงามเช่นเขียนเพลงยาวตอบโต้กับชาย หน้าที่ของผู้หญิงคือฝึกปรืองานบ้านงานเรือน ฝีมือทำอาหาร ใครมีฐานะก็หัดควบคุมบ่าวไพร่ ต่อไปภายภาคหน้าจะได้เป็นแม่เรือนที่สมบูรณ์

            แต่มุกแผกจากหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันจำนวนมาก พระยาเตหราชรักลูกคนเดียวยิ่งชีวิตไม่ค่อยยอมให้ออกพ้นเรือน ไม่ยอมแม้แต่ส่งลูกเข้าวังเป็นสาวชาววังเจริญรอยตามมารดาเช่นเคยเป็นในอดีตก่อนออกเรือน มุกเป็นเด็กซนเหมือนเด็กผู้ชายไม่มีผิด ชอบห้อยโหนต้นไม้ราวกับลิงค่าง พอเข้ารุ่นสาวก็ช่างสงสัยใคร่รู้ เมื่อบิดายื่นคำขาดให้มุกอยู่ในสายตามารดาและบ่าวไพร่แทบทุกฝีก้าว หญิงสาวเบื่ออย่างมาก และด้วยความอยากรู้อยากเห็นทั้งยังรู้ตัวว่าเป็นลูกรักจึงกล้าขอเรียนหนังสือ มารดาหล่อนนิ่งไปเมื่อได้ยินลูกขอเช่นนั้น ส่วนพระยาเตหราชตอบตกลงทันที แม้จะหวงลูกสาวแค่ไหนเขากลับมีความคิดแตกต่างจากคนทั่วไปว่าการเรียนเขียนอ่านจะช่วยให้ฉลาดรอบรู้มากกว่าจะมีผลร้ายเหมือนอย่างกลัว ๆ กัน

            บิดาติดราชการไม่ค่อยมีเวลามากนัก มารดาจึงรับหน้าที่สอนอ่านเขียนให้หล่อนจนหมดความรู้เท่าที่อดีตสาวชาววังคนหนึ่งเคยได้รับการอบรมมา หลังจากนั้นบิดามักเล่าเรื่องราวแปลก ๆ หรือมีหนังสือติดมือมาให้อ่านเสมอ แต่คำว่าโรงแรมเป็นสิ่งแปลกใหม่ มุกไม่เคยได้ยินมาก่อน

            “ไปเถอะ” เมษราศีรุนหลังหญิงสาวให้เข้าไปนั่งข้างตำแหน่งคนขับ หญิงสาวขยับปากราวกับจะถามไถ่อะไรอีกเขาจึงรีบขัดขึ้นว่า “ออกจากที่นี่ก่อนแล้วค่อยคุย เราคงต้องคุยกันยาวทีเดียวล่ะ”

+++++++++++++++
แม่มุกจะได้ไปอยู่กับพี่เมษแล้ว จะเป็นยังไงต่อไปล่ะทีนี้

โปรดติดตามลุ้นตอนต่อไปนะจ๊ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น