-จุมพิตสิเน่หา-

ตอนที่ 7 : บทที่ 5 (1/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 211
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    27 ก.ย. 59



            ไม่ยากเย็นอะไรกับแค่อุ้มผู้หญิงตัวบาง ๆ คนเดียว ระหว่างอุ้มมานั้นมีพนักงานบางคนมองอย่างสงสัยกับบางคนเอ่ยปากถามอย่างผิดสังเกต เสี่ยเทิดก็ตอบสีหน้ายิ้ม ๆ ดวงตาเป็นประกายว่า

            “ไม่ต้องตกใจน้องชาย เมียผมเอง เราเล่นอะไรกันนิดหน่อย คงไม่เป็นไรใช่มั้ย”

            พนักงานคนดังกล่าวลอบมองหญิงสาวในอ้อมแขนเม่นนิดหนึ่ง ด้วยเวลาเพียงสั้น ๆ เขาไม่เห็นบาดแผลหรือร่องรอยการต่อสู้ปรากฏบนเรือนร่างนวลเนียน คงเป็นการหยอกล้อระหว่างสามีภรรยาอย่างเสี่ยเทิดว่าจริง อย่างว่า เมียสาวสวยออกขนาดนี้คงต้องพยายามหาอะไรใหม่ ๆ มัดใจไว้เสมอ

            “เชิญตามสบายครับ ผมต้องขอโทษด้วยที่ถามไม่เข้าเรื่อง”

            นั่นสิ เพราะถ้าเป็นพวกคนไม่ดีล่อลวงผู้หญิงจะกล้าทำโจ่งแจ้งกลางวันแสก ๆ เชียวหรือ น่าจะพาไปสถานที่เปลี่ยวลับตาคนมากกว่านี้มากกว่า

            “ไม่เป็นไร ๆ คอยตรวจสอบแขกแบบนี้อั๊วชอบ รู้สึกปลอดภัยดี”

            คล้อยหลังพนักงาน เม่นถอนใจเสียงดัง คนอย่างเสี่ยเทิด ถ้าเกิดเรื่องคงโบ้ยให้เขารับก่อนอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าไม่เพราะเวลาใจดีเสี่ยมักตบรางวัลหนัก ๆ เขาลาออกไปนานแล้ว

            เสี่ยเทิดเปิดประตูห้องพักสั่งเม่นให้ประคองผ่อนร่างหญิงสาวลงบนเตียงกว้าง แสงสว่างภายในห้องเป็นสีโทนอบอุ่นยามจับร่างหลับสนิทเหมือนไม่คิดจะฟื้นตื่นขึ้นมาเสี่ยเทิดรู้สึกราวกับได้ครอบครองนางฟ้า เขาควักเงินจำนวนหนึ่งยัดใส่มือเม่นก่อนสั่ง

            “ลื้อออกไปได้ คอยหลบอย่าให้ใครเห็นล่ะ” หูตาภรรยายิ่งกว่าสัปปะรด เสี่ยเทิดยังจำเหตุการณ์หนก่อนได้ เพราะเพื่อนคุณนายฉมเห็นเม่นเตร่อยู่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่งจึงโทร.ไปฟ้องทำให้ภรรยาเขาตามมาได้อย่างถูกต้อง เสี่ยเทิดนึกย้อนแล้วชักหวั่น เปลี่ยนคำสั่งใหม่ “ไปที่อื่นก่อน ที่ไหนก็เรื่องของลื้อ ไว้อั๊วจะกลับแล้วค่อยโทร.หา”

            “ครับเสี่ย”

            เม่นออกจากห้องอย่างรวดเร็ว มือหนึ่งสะบัดเงินค่าปิดปากไปมาระหว่างนึกว่าจะเอาไปถลุงที่ไหนดี บางทีขณะเสี่ยเสพสุขอยู่กับผู้หญิงแปลกหน้าเขาอาจไปหาความสำราญแบบเดียวกันบ้าง เขาพอรู้จักหลายแห่งที่ต้อนรับแขกตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ส่วนใหญ่สถานที่เหล่านั้นฉากหน้าคือบ้านแต่ภายในคือซ่องดี ๆ นี่เอง

            เสี่ยเทิดเดินไล่หลังลูกน้อง ตรวจสอบจนแน่ใจว่าประตูปิดแน่นสนิทค่อยเดินกลับมายังเตียงนอนเห็นสาวสวยในชุดไทยยังไม่ได้สติก็ถือโอกาสนั่งลงข้างตัวลูบไล้ใบหน้างาม มือสากสัมผัสได้ถึงผิวเนื้อเนียนนุ่มใต้ฝ่ามือ ใจพานเต้นระรัวคึกคักอยากทำอย่างใจคิดโดยเร็ว

            “หนู” เขย่าต้นแขนเบา ๆ “หนูจ๊ะ”

            เสียงเรียกพร้อมแรงเขย่าไม่ส่งผลใด ๆ ต่อหญิงสาว หล่อนหลับแน่จริงจนเสี่ยเทิดชะงักมือ ขมวดคิ้วเกิดความไม่แน่ใจขึ้นมา ยื่นมือรองใต้จมูกเพื่อดูว่ายังมีลมหายใจอยู่หรือไม่

            “ก็ยังไม่ตายนี่หว่า” เสี่ยบ่น “แล้วทำไมไม่ฟื้นสักที”

            มันไม่สนุกเลยถ้าคนสวยของเขายังนอนแน่นิ่ง อารมณ์เสี่ยเทิดยากจะปะทุถ้าขาดอาการดิ้นรนกับเสียงกรีดร้อง สิ่งเหล่านั้นยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็เหมือนเชื้อไฟโยนลงมาบนน้ำมันในตัวเขาให้ลุกโพลงมากเท่านั้น เมื่อยังไม่ได้ดั่งใจ เสี่ยเทิดก็ได้แต่ลูบคลำนิด ๆ หน่อย ๆ แบบเซ็งในอารมณ์หากก็ไม่วายชื่นชมหญิงสาวนักหนา ผู้หญิงมากหน้าที่เคยเห็น คนไหนว่าสวยแล้วยังสวยสู้หล่อนไม่ได้ ผู้หญิงส่วนใหญ่สวยเพราะแต่งแต้มกับรู้จักแต่งตัว ผิดกับผู้หญิงคนนี้ ดวงหน้านวลเนียนปราศจากเครื่องสำอาง ปากหล่อนแดงตามธรรมชาติทั้งยังอิ่มเต็มน่าจูบเป็นที่สุด เสี่ยเทิดลากมือจากข้างแก้มลงมาถึงต้นคอแล้วกอบเรือนผมดกดำขึ้นสูดดมได้กลิ่นหอมอ่อน ตามองสำรวจเนื้อตัวโผล่พ้นชุดล้าสมัยที่ไม่ว่าตรงไหนก็เป็นผิวขาวเหลืองเสมอกันราวกับผ่านการขัดตัว

            เอาไงดี...เสี่ยเทิดถามตัวเอง ภายในใจงุ่นง่านอยากให้หญิงสาวตื่นขึ้นมาเสียที

            “ไอ้เม่น”

            สบถเรียกชื่อลูกน้องอย่างคาดโทษ หรือสาเหตุเป็นเพราะตอนเอาตัวมาเม่นทำรุนแรงจนหญิงสาวสลบ ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ เสี่ยเทิดสรุป คนหลับธรรมดาไม่คงนอนขี้เซาขนาดนี้

            “งั้นนอนให้สบาย เดี๋ยวเสี่ยออกมานะจ๊ะหนู”

            เสี่ยเทิดบอกกับคนหลับสุ้มเสียงกรุ้มกริ่ม แอบขโมยหอมแก้มนุ่มเสียทีหนึ่งแล้วลุกขึ้นปลดเสื้อกางเกง ตอนหนีเมียออกจากบ้านลุ้นจนเหงื่อแตก กว่าจะพาหญิงแปลกหน้ามาถึงห้องนี้ได้เนื้อตัวก็ชุ่มเหงื่อไปหมดอย่างคนอ้วนเหงื่อออกง่าย เขาเดินเข้าห้องน้ำ นึกในใจว่าคราวนี้ถ้าอาบน้ำเสร็จหล่อนยังไม่ตื่น เขาจะขอมีอะไรกับคนหลับดูสักที ถึงจะไม่ชอบแต่ถือเป็นค่ามัดจำไว้ก่อน ผู้หญิงถ้ารู้ว่าเสียความบริสุทธิ์แล้วเสี่ยเห็นพูดง่ายขึ้นทุกราย ไอ้ที่ปัดป้องทีแรกก็แค่ทำพอเป็นพิธีเท่านั้นเอง

 

สพฺพเทวตา      อธิฏฺฐิโต มยฺหํ

สพฺพ เปมํ         ปณโย สพฺพโต

อยฺย ภนฺเต       ธรติ ปิยํ

สพฺพเทวตา      อธิฏฺฐิโต อุปกปฺปติ

            เสียงบริกรรมคาถาดังเท่าเสียงกระซิบแว่วมาจากที่ไกล ๆ แล้วค่อยใกล้ขึ้นดังขึ้นพอให้หญิงสาวบนเตียงได้ยิน ร่างนั้นค่อย ๆ ขยับตั้งแต่ปลายนิ้ว ทีละน้อยทีละข้างมาถึงเปลือกตาขยับยุกยิกอย่างกำลังรู้สึกตัวตื่นกระทั่งบทสวดจบสิ้นลง กลิ่นหอมจางอวลฟุ้งรอบร่าง ดวงตาคู่สวยจึงลืมขึ้นทีละนิดเหมือนยังงัวเงียหรือสู้แสงไม่ค่อยได้

            หล่อนยกมือขึ้นป้องตาแทบทันทีที่ตื่นเต็มที่ ลุกขึ้นนั่งเท้าแขนมองรอบตัวด้วยสีหน้างุนงง

            “คุณแม่ คุณแม่เจ้าขา ยายพวง”

ร้องเรียกหาตามความเคยชิน แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากบุคคลเหล่านั้น หนาว...หญิงสาวกอดตัวเอง ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับสไบจีบสีม่วงอ่อนผืนโปรดก็ให้นึกสงสัย หล่อนอยู่ที่ไหน กำลังจะไปไหนหรือถึงห่มสไบอันเป็นสิ่งที่จะทำต่อเมื่อออกจากบ้านเท่านั้น

สองขายังอ่อนแรงอยู่มากในตอนก้าวลงมายืนข้างเตียง ทันทีที่มองสิ่งแวดล้อมพบเครื่องเรือนแปลกตาหญิงสาวนิ่งงันอย่างตกใจหากก็พยายามควบคุมสติ

ไม่ใช่เรือนของหล่อน...แล้วที่ไหน?

เครื่องเรือนเหล่านี้แปลกตาอย่างยิ่งตั้งแต่เตียงไปจนถึงอุปกรณ์อีกหลายอย่างเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบไม่เคยรู้จัก หญิงสาวหมุนคว้างอยู่กลางห้อง พยายามทบทวนเรื่องราวเพื่อตอบตัวเองให้ได้ว่ามันคือสถานที่แห่งใด ตนมาอยู่ได้อย่างไร หากยิ่งคิดยิ่งปวดศีรษะจนต้องยกมือขึ้นกุมขมับ

“โอ๊ย คุณพ่อเจ้าขาคุณแม่เจ้าขา ช่วยลูกด้วย”

ขณะปวดศีรษะเหมือนกะโหลกจะแตก ประตูห้องน้ำเปิดออกพร้อมร่างเสี่ยเทิดสวมผ้าขนหนูพันท่อนล่างผืนเดียวก้าวออกมา เขาเห็นเต็มตาว่าหล่อนตื่นแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าเปิดกว้างทันที

“ตื่นแล้วเหรอหนู ขอโทษด้วยนะที่ลูกน้องเสี่ยมันทำรุนแรงไปหน่อย เดี๋ยวกลับไปจะจัดการให้”

หญิงสาวช็อกไปแล้วในนาทีนั้น ตลอดชีวิตเด็กจนเข้ารุ่นสาว แม้แต่เจ้าคุณพ่อยังไม่เคยเปิดเผยร่างกายให้ใครเห็นถึงเพียงนี้ รู้สึกอุจาดตารีบเบือนหน้าหนีพลางก้าวถอยหลัง ความกลัวก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ

“ที่นี่ที่ไหนคะคุณลุง”

ถ้าประเมินจากสายตาอายุอานามหญิงสาวไม่น่าเกินยี่สิบส่วนอายุเสี่ยเทิดอยู่ในระดับพ่อหรือลุงหญิงสาวยังได้ แต่คำเรียกขานกันตรง ๆ นั่นบาดใจคนฟังอย่างแรง เสี่ยเทิดร้องห้ามเสียงหลง

“หนู เสี่ยคงอายุไม่มากกว่าพ่อของหนูหรอกนะ เรียกเสี่ยดีกว่าอย่าเรียกลุงเลยมันแสลงหู”

เสี่ยคืออะไร? เมื่อไม่แน่ใจจึงไม่เรียก ความรู้สึกบอกแต่ว่าเขาอันตรายไม่น่าไว้ใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับตอนนี้ที่เขาย่างสามขุมเข้าหาทั้ง ๆ ยังสวมแต่ผ้าผืนเดียว

“ถอยออกไปนะคะ กรุณาพาฉันกลับเรือนด้วย”

“กลับเรือน?” ทวนคำเสียงกลั้วหัวเราะขำขันภาษาพูดแปลกหูของหล่อน “เรือนเจ้าคุณปู่เหรอจ๊ะ จะเอาสักกี่หลังล่ะเดี๋ยวเสี่ยปลูกให้ ขอแค่ตอนนี้ตามใจเสี่ยเท่านั้น”

 

“เมษ ไอ้เมษ”

บวรวิชญ์ บวรพลวิ่งออกจากห้องทำงานขาแทบขวิด เกรงว่าถ้าช้าแม้แต่เสี้ยววินาทีจะตามเพื่อนรักไม่ทันและมีหวังว่าเมษราศีคงทำอย่างประกาศแน่นอน ทั้งคู่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ด้วยซ้ำผู้หญิงที่ว่าคือใคร สำคัญอะไรนักหนา เพลย์บอยตัวพ่ออย่างเมษราศีจึงคลั่งราวกับเป็นคนละคน บวรวิชญ์วิ่งตามทันก่อนเมษราศีจะถึงหน้าลิฟต์ เขาคว้าไหล่เพื่อนได้ก็บีบไว้แน่น

“กูขอร้องล่ะ ขอร้องจริง ๆ เพื่อน กูต้องตามหาเขาให้เจอก่อนที่ไอ้เฒ่าหัวงูนั่นจะทำอะไร”

โปรดติดตามตอนต่อไป...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น