-จุมพิตสิเน่หา-

ตอนที่ 3 : บทที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,078
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 ก.ย. 59



            “ตาเมษ ๆ”

            เสียงเรียกสลับเสียงเคาะประตูดังต่อเนื่องอยู่หลายครั้งหากแต่ร่างบนเตียงนอนใหญ่ยังคงไม่รู้สึกตัว นอนตะแคงคุดคู้ขาข้างหนึ่งก่ายหมอนข้าง ผ้าห่มเนื้อหนาร่นลงไปกองขยุกขยุยอยู่ปลายเท้า

            “ตาเมษ ตื่นได้แล้ว ไหนว่าจะใส่บาตรพร้อมป้า”

จันทกานติ์เรียกพลางบ่นพลาง สาวใช้อายุราวสิบหกปี สองมือประคองถาดใส่อาหารคาวหวานบรรจุถุงพลาสติกเรียบร้อยกับขันเงินที่ภายในใส่ข้าวสวยร้อน ๆ จนพูนร่ำ ๆ จะช่วยปลุกแต่มือไม่ว่างเสนอขึ้นว่า

            “ให้หนูวิ่งอ้อมไปดูตรงหน้าต่างไหมคะ เผื่อไม่ได้ล็อคจะได้ปีนเข้าไปปลุก คุณเมษน่ะหลับง่ายตื่นยากจะตายค่ะ”

            นิสัยหัวถึงหมอนหลับได้ทันทีแต่ตอนปลุกยากเย็นยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาของเมษราศีเป็นที่ร่ำลือมานาน ในอาณาบริเวณคฤหาสลักษมีจิรภัทรกินเนื้อที่หลายสิบไร่ นับจากเสียบิดามารดา ชายหนุ่มย้ายตัวเองจากบ้านใหญ่หลังหน้าสุดอันเคยเป็นที่อยู่รวมกันสองครอบครัว...ครอบครัวเมษราศีและครอบครัวลุงป้า มาปลูกกระท่อมบนเนิน ตัวกระท่อมชั้นเดียวรายล้อมด้วยพรรณพฤกษ์เขียวสดกับดอกไม้หลากสีอยู่ลึกในสุดมีความเป็นส่วนตัวสูง แต่ด้วยความไว้ใจหรืออย่างไรไม่ทราบบางครั้งเจ้าตัวมักนอนเปิดหน้าต่างอาศัยลมธรรมชาติแทนลมจากเครื่องปรับอากาศ วันไหนมีธุระด่วนแล้วปลุกเมษราศีไม่ตื่น คนในบ้านจึงถือวิสาสะปีนหน้าต่างเข้าถึงตัวสักที

            ข้อเสนอเข้าท่าถ้าแป้วเด็กรับใช้จะไม่ใช่หญิงสาวหน้าตาเกลี้ยงเกลาอายุเพียงสิบห้าหยก ๆ สิบหกหย่อน ๆ จันทกานติ์หวงทั้งลูกทั้งหลานชำเลืองมองแป้วอย่างไม่ค่อยไว้ใจ

            “ไม่ต้อง แล้วถ้าฉันไม่สั่ง อย่าอุตริปีนเข้าบ้านคุณเมษล่ะเข้าใจไหม เป็นสาวเป็นนางอย่าให้ต้องพูดกันมากฉันไม่ชอบ”

            โดนดุเข้า แป้วหน้าเสีย นึกในใจว่าไม่ควรเสนอหน้าออกความเห็น รู้อย่างนี้ปล่อยให้จันทกานติ์ร้องเรียกจนคอโป่งไปเสียก็สิ้นเรื่อง ละสายตาขุ่นจากเด็กสาว จันทกานติ์ลองเคาะประตูใหม่พร้อม ๆ ลองใช้โทรศัพท์มือถือโทร.เข้าเครื่องหลานชาย ปรากฏว่าติดต่อไม่ได้

            “สงสัยแบตหมด” หล่อนพึมพำ ตาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือห่วงจะคลาดพระสงฆ์เดินบิณบาตรตรงเวลาทุกวัน “ตาเมษเอ๊ยตื่นหรือยังลูก”

            ใครเรียก น่ารำคาญ...เมษราศีที่หลับคิ้วขมวดราวกับครุ่นคิดปัญหาหนักขยับตัวพลิก เสียงเรียกแว่วมาอีก คราวนี้เริ่มรู้สึกตัว ได้ยินชัดถึงเสียงเรียกสุดท้าย

            “ตาเมษ เอาล่ะงั้นป้าใส่บาตรคนเดียวล่ะนะ”

            “ตื่นละครับ ๆ เดี๋ยวผมออกไป”

ตะโกนตอบทั้งยังงัวเงีย พยุงตัวลุกขึ้นมองรอบตัวอย่างงุนงง เมื่อลุกขึ้นนั่ง สองมือสัมผัสกับที่นอนเนื้อนุ่ม หมอน ผ้าห่ม อากาศเย็นชื้นจากการคายไอน้ำของต้นไม้น้อยใหญ่แผ่ผ่านหน้าต่างกรอบขาวตาหมากรุกเข้ามา ลำคอแห้งผากจนต้องกลืนน้ำลายราวกับขาดน้ำมานานหรือใช้เสียงอย่างหนัก เมษราศีสูดลมหายใจ กะพริบตาถี่ ๆ ไล่ความง่วงงุนแถมด้วยตบแก้มตัวเองอีกสองสามที

            ...เจ็บ...

            แสดงว่านี่คือความจริง เขานอนอยู่ในห้องนอนส่วนตัว ไม่ใช่...สนามบิน

            “ฝันเหรอวะ” พึมพำไม่อยากเชื่อ ก็ทำไมเล่าจึงเหมือนจริงนักทั้งยังจดจำได้ในทุกรายละเอียด จำได้ด้วยซ้ำว่าคุยกับฐานิกาทางโทรศัพท์ว่าอย่างไรบ้าง แล้ว...ผู้หญิงคนนั้น สาวสวยในชุดไทยโบราณ หล่อนดูตื่นกลัวหากก็มีสติพอหวงเนื้อหวงตัวตบหน้าทำโทษเมื่อถูกล่วงเกิน “แค่ฝันงั้นเหรอ”

            เจ้าตัวลุกขึ้นขยับออกท่ากายบริหารเบา ๆ ตามความเคยชิน บรรยากาศยามเช้าแสนสดชื่นหากเพียงได้รับรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่มีตัวตน เป็นเพียงฝันหวานที่สลายวับกับตายามตื่น ใจก็เหี่ยวแฟบลงจนหดหู่

            “ประสาทแล้วไอ้เมษ”

ด่าตัวเองเสียทีหนึ่ง โทษฐานรู้สึกมากมายกับคนไม่มีตัวตน ออกกายบริหารอีกนิดก่อนสาวเท้าเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าแปรงฟันเพื่อจะรีบตามป้าสะใภ้ออกไปใส่บาตรหน้ารั้วบ้าน

 

            หน้ารั้วกำแพงสูงคฤหาสน์ลักษมีจิรภัทร เมษราศีเดินมาสมทบเป็นคนสุดท้าย พลทัตยืนเคียงจันทกานติ์หันมาพยักหน้ายิ้มให้ทักทาย พลาธิปตรงเข้ามาตบไหล่น้องชาย เอ่ยแซว

            “มาทั้งชุดนอนเลยเหรอฮึ”

            “ผมตื่นทันก็บุญแล้วพี่”

            “ฉันก็ว่างั้น เมื่อกี้เกือบตามไปช่วยพังประตู”

            “เอาเลย พังแล้วอย่าลืมซ่อมคืนด้วย”

เหตุการณ์พังประตูเคยเกิดขึ้นสมัยเมษราศีอายุได้เก้าขวบ วสุธากับมยุเรศช่วยกันเคาะประตูเรียกบุตรชายตื่นไปเรียนตามปกติแต่ไม่มีเสียงตอบ สุดท้ายด้วยความเป็นห่วง ประตูห้องนอนเมษราศีจึงถูกทำลายใช้การไม่ได้ต้องเปลี่ยนบานใหม่ พี่ชายอย่างพลาธิปได้ฟังเรื่องเล่าปากต่อปากนี้เลยได้โอกาสเก็บมาสัพยอกน้องชายเป็นประจำ

จีวรสีเหลืองอันเป็นสัญลักษณ์แห่งพระธรรมเห็นมาแต่ไกล พระสงฆ์สองรูปเดินสำรวมนำหน้าเด็กวัดตัวกระจ้อยผิวเข้มกระดำกระด่างแต่แววตาสุกใสท่าทางฉลาด

“นิมนต์ค่ะ”

จันทกานติ์ประนมมือ สามีลูกและหลานชายประมือพร้อมเพรียง ถอดรองเท้าเรียงเป็นระเบียบด้วยทีท่าคุ้นเคยต่อการทำบุญตักบาตร พระรูปแรกอายุกว่าห้าสิบหยุดยืนอีกรูปอยู่ถัดไป ครอบครัวลักษมีจิรภัทรร่วมใส่บาตรก่อนยอบกายลงประนมมือรับศีลรับพร ก่อนพระสงฆ์ทั้งสองจะเดินบิณบาตรต่อ พระรูปแรกชำเลืองมองเมษราศีด้วยสายตาประหลาดนิดหนึ่งหากก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดจนเดินจากไป

“รู้จักหลวงพ่อท่านเหรอ”

พลทัตถามหลานชาย เด็กแป้วกุลีกุจอมารับถาดกับขันเงิน ส่งภาชนะสีเงินบรรจุน้ำสะอาดสำหรับกรวดน้ำให้คุณ ๆ อย่างรู้หน้าที่

“ผมเหรอครับ”

ชี้อกตนเอง สืบเท้าตามป้าสะใภ้และพี่ชายผ่านถนนกว้างปูหินทอดเป็นทางคดเคี้ยวผ่าสวนหย่อมหน้าบ้านมาจนใกล้มะม่วงต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านครึ้ม

“เอ้า ก็เราน่ะซิ คิดว่าลุงถามใคร เป็นไรฮึ เช้านี้ดูเหม่อ ๆ”

“แฮงก์ล่ะสิ” พลาธิปคาดเดา

“ผมดื่มไปนิดเดียวเอง”

บรั่นดีแก้วเดียวไม่มีผลทำให้คนอย่างเมษราศีเมาได้แน่นอน เพียงแต่ทำไมความทรงจำเมื่อคืนมันขาด ๆ เกิน ๆ ไม่ปะติดปะต่อนัก ข้อนี้เขาคงต้องลองถามคนในบ้านหรือหรือเปรมยุดาอีกที จันทกานติ์นั่งลงก่อนพลอยให้คนอื่น ๆ นั่งลงบ้าง ข้อสนทนายุติลงชั่วคราว ที่ดังในใจคือบทกรวดน้ำ หลังอธิษฐานอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เมษราศีพร่ำภาวนา

...หากเธอผู้นั้นมีตัวตนจริง ขอให้ได้พบในเร็ววัน...

แป้วเตร่คอยอยู่ใกล้รับภาชนะสีเงินจากมือจันทกานติ์นำไปเก็บพร้อมถาดกับขันเงิน

“พี่อย่ามาปรักปรำผม” เมษราศีโวยทันทีที่ลุกขึ้นแล้วตอบข้อสงสัยในคำถามก่อนหน้า “กับหลวงพ่อผมไม่รู้จักท่านหรอกครับ คุณป้าสิคงรู้จักดีเพราะใส่บาตรทุกเช้า”

สวนหน้าบ้าน นอกจากสนามหญ้าญี่ปุ่นโล่งกว้างไว้สำหรับจัดเลี้ยงในบางโอกาส โดยรอบปลูกไม้ยืนต้นหลากหลายชนิดทั้งไม้ดอกและไม้ผล มะม่วงมีมากกว่าเพื่อน มะม่วงสามฤดูแผ่กิ่งก้านสาขาบอกถึงอายุนานปี ยังมีต้นชมพู่ ลีลาวดีดอกสีขาวตรงกลางเหลืองที่เมื่อก่อนมีชื่อว่าลั่นทม เฟื่องฟ้าในครอบเหล็กดัดสีขาวออกดอกหลากสีจากต้นเดียวกันเพราะคนขายติดตาเอาสีนู้นสีนี้มารวมไว้ ต้นเตี้ยมีโป๊ยเซียน แพงพวยสีชมพูอ่อน ขาวและแดงไปจนกระทั่งว่านชนิดต่าง ๆ ปลูกแทรกแซมกันอย่างมีชั้นเชิง ทั้งสี่เดินเอื่อย ๆ มาจนถึงศาลาทรงแปดเหลี่ยมริมบ่อปลา จันทกานติ์ร้องสั่งแม่บ้านทองให้ยกอาหารเช้ามาเสิร์ฟ

“ใช่ไหมครับคุณป้า”

“จ้ะ” ตอบรับคำถามหลาน “ท่านเทศน์เก่งถึงจะไม่เทศน์แบบคาบลูกคาบดอกก็ไม่น่าเบื่อ คงจะมองไปงั้นเองล่ะมั้งหรือไม่ก็แปลกหน้า เมษไม่ค่อยว่างใส่บาตรพร้อมป้าเลยนี่ลูก”

“งานผมเยอะนี่ครับ”

“แต่ก็มีเวลาพอไปไหนต่อไหนกับแม่สาว ๆ”

ปลายเสียงจันทกานติ์ปึ่งชาในที ถึงตรงนี้เมษราศีค่อยได้ช่องสอบถาม

“พูดถึงเรื่องนี้ ใครทราบบ้างครับว่าเมื่อคืนผมกลับมากี่ทุ่ม”

“ตีห้าค่ะคุณหนู”

ป้าทองยกอาหารเช้ามาวางพลางตอบ เรียกขานเมษราศีตามความเคยชินของแก แก้วกาแฟเซรามิกเนื้อดีเพ้นท์ลวดลายดอกไม้สีสวยถูกวางลงตรงหน้าคุณ ๆ ตามด้วยจานขนมปังกรอบกับโถใบเล็กสีขาวบรรจุนมสด น้ำตาลและครีมเทียม

“ตีห้า?” ทวนถามสีหน้างุนงง ถ้าเป็นเวลานั้นเขาควรอยู่ที่สนามบินไม่ใช่หรอกหรือ

“ค่า เมามากล่ะสิคะถึงจำไม่ได้”

“ไม่นี่ ผมไม่เมา”

ไม่เมาแน่นอน แต่ทำไมถึงฟั่นเฟือนไปได้ขนาดนั้น สรุปว่าหลังออกจากคอนโดแล้วเหตุการณ์จากนั้นเป็นแค่เพียงฝัน คงง่วงจนฟิวส์ขาดเลยฝันเป็นตุเป็นตะแล้วทึกทักเอาว่าเป็นจริงล่ะมั้ง...ชายหนุ่มสรุป

“คุณหนูมีอะไรหรือเปล่าคะ”

“ไม่มี ป้าไปเถอะ” ตอบแม่บ้านใหญ่แล้วหันมาถามป้าสะใภ้ “ไหนว่าเช้านี้จะไปทำบุญที่วัดไงล่ะครับ ไหงเปลี่ยนเป็นใส่บาตรหน้าบ้านได้”

“ถ้าไปจริงคงไม่ทันป้าเลยเปลี่ยนเป็นถวายภัตตาหารเพลแทน ไปด้วยกันกับป้านะ”

“ไปสิครับ สัญญาต้องเป็นสัญญา” เมษราศีว่า “พี่พลกับคุณลุงไปด้วยหรือเปล่า”

“ลุงติดธุระน่ะ”

“ฉันก็เหมือนกัน”

“อ้าว ผมนึกว่าไปกันหมดนี่”

“ไม่เห็นเป็นไร ทำไมต้องยกกันไปเป็นขบวน” พลาธิปกล่าวขรึม ๆ ตามสไตล์

“ผมก็แค่สงสัยน่าพี่อย่าดุให้มากนักสิ สาวหนีหมด”

พลาธิปยิ้มมุมปากขณะจิบกาแฟดำค่อนข้างเข้มข้น “ใครเขาจะเหมือนนาย อาทิตย์หนึ่งมีเจ็ดวันยังเฉลี่ยเวลาให้คู่ควงไม่พอ”

“ว่าไปนั่น” ลุกขึ้นยกกาแฟซดรวดเดียว บอกกับป้าสะใภ้ “ผมขออาบน้ำครู่เดียวครับ”

 

ในห้องนอนคอนโดมิเนียมเมษราศี เปรมยุดาในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงร่างเปลือยเปล่าห่มคลุมด้วยผ้าห่มหมิ่นเหม่เริ่มขยับตัว มือหล่อนกวาดไปข้างตัวหวังกอดก่ายร่างเต็มแน่นด้วยกล้ามเนื้อสมชายหากพบแต่ความว่างเปล่า

“คุณเมษ คุณเมษขา” เรียกหาเสียงหวานปนแหบอย่างเพิ่งตื่นนอน ลืมตาเต็มตื่นแล้วจึงค่อยเห็นว่าทั้งห้องไม่มีใครอื่นอีกนอกจากตนเอง “เอ๊ะ? คุณเมษ คุณเมษคะ”

ลุกขึ้น เดินออกจากห้องนอนทั้ง ๆ ร่างเปลือยกะว่าหากเมษราศีเห็นหล่อนในสภาพนี้เข้าอีกหนหลังจากพันตูมาตลอดคืน ไฟพิศวาสคงกระพือขึ้นอีก

ไม่มี...เปรมยุดากระทืบเท้ากะบึงกะบอนขัดใจเมื่อเห็นว่าถูกทิ้งไว้ลำพัง บนโต๊ะรับแขกนอกจากแจกันปักดอกไม้ประดิษฐ์สวยราวกับดอกจริงยังมีกล่องกำมะหยี่ทรงยาววางทับกระดาษโน้ต นางเอกสาวคว้ากล่องขึ้นเปิดดูก่อนอย่างแรก สร้อยคอห้อยจี้เพชรน้ำงามแกว่งไกวไปมา แน่นอนว่ามันคือของกำนัลหลังเสร็จกิจเหมือน ๆ ทุกครั้ง ราคาของมันไม่ต้องพูดถึงว่าแพงระดับไหน คนอย่างเมษราศีเปย์ผู้หญิงจนอิ่มหนำ คุณสมบัติข้อนี้นี่เองที่ยิ่งดึงดูดให้สาว ๆ พยายามมัดใจเขาให้ได้

มือขาวปิดกล่องกำมะหยี่ลงตามเดิม อ่านโน้ตอันมีข้อความสั้น ๆ

...หวังว่าคุณคงชอบ แล้วพบกัน...

เปรมยุดายิ้มแฉ่ง ฮัมเพลงเบา ๆ เดินเอากล่องสร้อยเพชรวางข้างกระเป๋าถือก่อนเข้าห้องน้ำ วูบหนึ่งในสำนึกความเป็นลูกผู้หญิง หล่อนอดหดหู่ใจไม่ได้ ของกำนัลแต่ละชิ้นคิดแล้วก็เหมือน...ค่าตัว หดหู่ไม่ทันถึงนาทีนางเอกสาวยักไหล่

ช่างประไร ศักดิ์ศรีกินไม่ได้ เงินสิสำคัญกว่า!

 

เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุด ถ้าไม่มีนัดกับเพื่อนฝูงหรือบรรดาคู่ควง เมษราศีจะอยู่บ้านมากกว่าที่คอนโดมิเนียม กระท่อมหลังเล็กถึงไม่ใช่ที่บ้านหลังใหญ่อันมีความทรงจำมากมายแต่วัยเยาว์ก็ยังอยู่ในอาณาบริเวณเดิม อยู่แล้วให้ความสุขมากกว่าที่คอนโด ที่นั่นเหมือนจุดพักหาความสำราญทางกายเท่านั้นเอง

เมษราศีอาบน้ำแต่งตัวใหม่ สวมกางเกงสแล็ค เสื้อโปโลสีฟ้าอ่อน ผมค่อนข้างยาวเซตอย่างดี เขาย้อนกลับมาที่บ้านหลังใหญ่รับป้าสะใภ้พร้อมช่วยถือของเตรียมถวายภัตตาหารเพลโดยไม่นึกเกี่ยงว่าจะต้องเป็นหน้าที่ของเด็กรับใช้เท่านั้น

เด็กแป้วช่วยส่งดอกกล้วยไม้สีม่วงสดเป็นสิ่งสุดท้าย ปากก็ถามว่า

“วันนี้คุณเมษจะขับรถเองหรือให้ลุงผวนแกขับคะ”

ลุงผวนเป็นคนขับรถเก่าแก่ประจำบ้าน เมื่อก่อนขับประจำให้มารดาเมษราศี ภายหลังไม่มีใครค่อยใช้สอยแกเพราะสะดวกขับเองมากกว่า ลุงผวนที่ไม่ค่อยยอมอยู่เฉยเลยหันไปยึดหน้าที่จิปาถะทุกอย่างในบ้านแทน

“ขับเอง ไปเปิดประตูไป เดี๋ยวสายมากฉันขี้เกียจซิ่ง”

“ดีแล้วจ้ะพ่อคุณ ป้าไม่อยากหัวใจวาย”

จันทกานติ์เห็นดีเห็นงามทันทีที่ได้ยินคำหลาน เปิดประตูขึ้นนั่งตำแหน่งข้างคนขับ

 

ถนนหนทางในกรุงเทพมหานคร จะวันทำงานหรือวันหยุดยังคับคั่งไม่ต่างกัน ดีหน่อยที่วันนี้รถไม่ติดแหงกขนาดขยับเขยื้อนไม่ได้

พ้นจากรั้วกำแพงสูงคฤหาสน์ลักษมีจิรภัทร เมษราศีขับพาป้าสะใภ้มายังวัดสุวรรณาราม วัดเก่าแก่ริมคลองบางกอกน้อยตามความประสงค์จันทกานติ์ ชายหนุ่มขับพลางคุยกับป้าสะใภ้ด้วยความสนิทสนม เปรียบแล้วหล่อนก็เหมือนแม่คนที่สองของเขา ถึงวัดสองป้าหลานช่วยกันลำเลียงอาหารคาวหวานเตรียมถวายภัตตาหารเพล จันทกานติ์นั้นนอกจากชอบดูหมอเป็นชีวิตจิตใจยังชอบทำบุญ ใครบอกงานบุญไม่เคยปฏิเสธ การทำบุญแต่ละครั้งทำจากใจไม่เคยป่าวประกาศชื่อเสียงเอาหน้า นิสัยอย่างหลังเหมือนมยุเรศมารดาเมษราศีไม่มีผิด

นอกจากสองป้าหลานแล้ว ญาติโยมคนอื่น ๆ เดินทางมาถวายภัตตาหารเพลไม่น้อย เมษราศีสังเกตเห็นว่าค่านิยมในสังคมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ยุคหนึ่งคนเข้าวัดมีเฉพาะคนแก่เฒ่า เดี๋ยวนี้เริ่มเห็นเด็กขึ้นไปถึงหนุ่มสาว ตัวเขาเองแม้ไม่มีโอกาสมาประจำยังรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้มาอยู่ในอาณาบริเวณแห่งธรรมราวกับคุ้นเคยมาแสนนาน

 

วัดแห่งนี้จันทกานติ์เดินทางมาบ่อยกว่าที่อื่น พี่ชายแท้ ๆ ของหล่อนบวชไม่ยอมสึกด้วยซึ้งในรสพระธรรม หล่อนจึงรับเป็นโยมอุปัฏฐากเรื่อยมา หลังถวายภัตตาหารเพล จันทกานติ์ยังคงนั่งสนทนากับหลวงพี่ เมษราศีกราบท่านแล้วเขยิบห่างออกมานิดระหว่างรอผู้อาวุโสสนทนาปราศรัย

“ไหนเขยิบเข้ามาใกล้ ๆ ซิ” หลวงลุง พี่ชายแท้ ๆ ของจันทกานติ์บวชตั้งแต่ยังหนุ่มจนเดี๋ยวนี้อายุเฉียดหกสิบเรียกให้เมษราศีที่นั่งพับเพียบไม่ไกลป้าสะใภ้ขยับเข้าใกล้ท่านที่นั่งบนยกพื้นสูง พอขยับตามคำสั่ง ท่านชะโงกง้ำลงพิศชายหนุ่มด้วยทีท่าพินิจพิเคราะห์ สายตาเริ่มฝ้าฟางจ้องนิ่งบนดวงหน้าคมคาย “ปีนี้อายุเท่าไหร่”

“สามสิบสองครับ”

“อ้อเรอะ” หลวงลุงทำท่าครุ่นคิด จันทกานติ์สีหน้าไม่ค่อยดี ประนมมือถามหลวงพี่

“มีอะไรหรือคะ” หล่อนสังเกตแววตาหลวงพี่แล้วพอรู้ว่าท่านคงเห็น อะไร ในตัวเมษราศีจึงทักขึ้น

หลวงลุงไม่ตอบกลับสั่งชายหนุ่ม

“ไหนแบมือให้ดูซิ”

เมษราศีแบมือ ยื่นออกไปตรงหน้าหลวงลุง ในใจนึกขำ ๆ ว่าเออหนอไม่พ้นเรื่องดูดวงจนได้ นี่คุณป้าคงขอร้องท่าน ได้ข่าวว่าดูแม่น ชาวบ้านญาติโยมมารบกวนท่านเรื่อย แต่ก็แค่นั้น เป็นเพียงเสียงลือเล่าอ้าง คนไม่เชื่อเรื่องพวกนี้อย่างเขาไม่นึกว่าลายเส้นบนผิวเนื้อคนเราจะบอกอะไรในชีวิตได้ วันนี้ พรุ่งนี้หรืออนาคตเป็นอย่างไรควรเกิดจากความมุ่งมั่นของแต่ละคนมากกว่า

“บวชหรือยังล่ะ”

ท่านถาม จากหางตาเห็นป้าสะใภ้มองตามนิ้วเหี่ยวย่นลากไปตามเส้นลายมืออย่างสนใจ

“บวชแล้วครับ”

“อืม ลายมือยังงี้ถ้าเอาดีทางธรรมจะสำเร็จได้ไม่ยาก” แล้วหันไปบอกจันทกานติ์ “เขาเคยสะสมบำเพ็ญเพียรมาแต่กาลก่อน ความรู้แจ้งทางด้านนั้นยังคงติดตามตัวมาด้วย”

“จริงเหรอคะ” น้ำเสียงตื่นเต้นอย่างที่เมษราศีแอบนึกว่ากลับไปเขาคงได้ถูกคะยั้นคะยอให้ลองดูดวงคุณป้าแน่ทีเดียว “แล้วยังไงอีกคะหลวงพี่”

หลวงลุงเพ่งเส้นลายมือชายหนุ่มอีกครั้ง คราวนี้นานกว่าเดิมก่อนเสียงแหบแห้งจะดังตอบขึ้นว่า “ทุกอย่างถูกลิขิตแล้ว...ดูแลให้ดี”

อะไรลิขิต ลิขิตว่าอย่างไรแล้วต้องดูแลใคร เมษราศีไม่เข้าใจสักอย่าง หลวงลุงปล่อยมือหันไปสนทนากับป้าสะใภ้ไม่สนใจเขาอีก ชายหนุ่มกราบลง นั่งอยู่อีกสักพักก็นึกเบื่อเอี้ยวตัวไปกระซิบบอกจันทกานติ์

“ผมออกไปรอข้างนอกนะครับ”

 

เมื่อป้าสะใภ้ไม่ห้ามซึ่งเป็นปกติของจันทกานติ์ที่มักตามใจเขาเสมอ เมษราศีเดินเตร่มาเรื่อย ๆ ผ่านลานวัดร่มครึ้มด้วยต้นโพธิ์ขนาดใหญ่กางกิ่งก้านแผ่คลุมเป็นบริเวณกว้าง ใบจำนวนหนึ่งทิ้งตัวลงเกลื่อนกลาด ไก่ตัวเล็กใหญ่เดินจิกกินหาอาหารอยู่ตรงนั้นตรงนี้พอเจอหมาวัดก็วิ่งหนีพร้อมกระพือปีกทำท่าจะบินเพราะถูกเจ้าหมาเกเรวิ่งไล่ แบบนี้เองที่เขาเรียกหมาหยอกไก่

ในวัดวาอารามสิ่งหนึ่งที่เมษราศีชอบเป็นพิเศษอย่างไม่เคยรู้สาเหตุของการชอบคือภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ ชายหนุ่มหลงใหลการชมภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นพิเศษไปวัดไหนเป็นต้องเดินชมจนทั่วทั้งยังชอบอ่านจนรู้ถึงประวัติภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ปรากฏแต่ละแห่ง อย่างวัดสุวรรณารามแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเดิมชื่อวัดทอง ภายหลังรัชกาลที่ 1 จึงได้สถาปนาชื่อวัดใหม่ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์โดยให้ช่างเขียนวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วย

เมื่อเข้ามาในโบสถ์ชายหนุ่มกราบพระประธานปางมารวิชัย ก่อนลุกขึ้นหยุดยืนดูภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างโบราณที่บางส่วนคนมีการต่อเติมซ่อมแซมตามกาลเวลาด้วยสีหน้าอิ่มเอม นึกชื่นชมช่างเขียนที่จำชื่อแต่ละท่านได้อย่างขึ้นใจอย่างประหลาดทั้ง ๆ น่าจะจำยากอย่างหลวงวิจิตรเจษฎา (ทองอยู่) และหลวงเสนีย์บริรักษ์ (คงแป๊ะ) ภาพจิตรกรรมฝาผนังส่วนใหญ่มักเล่าเรื่องราวชาดก ประวัติเจ้าชายสิทธัตถะ รามเกียรติ์หรือประเพณีไทยแต่โบราณ

ในบรรดาลายเส้นอันงดงามเล่าเรื่องราวตามตำนานแต่หนหลังที่เขาชอบดูมากได้แก่ภาพกาก ภาพกากนี้เป็นภาพวาดว่าด้วยเรื่องราวของตัวประกอบ เช่น ชาวบ้านทั่วไปนอกรั้ววัง ตัวละครมักปรากฏอยู่นอกกำแพงวังทั้งสิ้น ในส่วนภาพกาก ช่างเขียนมักถ่ายทอดวิถีชีวิตชาวบ้านแล้วยังมักสอดแทรกอารมณ์ขันไว้เสมอ ที่นิยมกันมากมักเป็นภาพค่อนข้างทะลึ่งตึงตัง

เมษราศีขยับเดินทีละน้อย พิศภาพจิตรกรรมประเพณีสมัยรัชกาลที่ 3 ไปเรื่อยอย่างไม่รู้เบื่อ กระทั่งถึงช่วงหนึ่ง ตรงหน้าคือภาพหญิงสาวคนหนึ่งในอิริยาบถต่าง ๆ มีทั้งกำลังใส่บาตร เดินชมตลาด ทุกภาพต้องมีผู้ติดตามแสดงถึงฐานะ ลายวาดจิตรกรรมฝาผนังส่วนมากเส้นมักเป็นแบบไทยโบราณ ตัวละครไหน ๆ หน้าตาคล้ายคลึงกันหมด เว้นแต่ภาพผู้หญิงตรงหน้า เมษราศีรู้สึกเหมือนตัวเองถูกดึงดูดทีละน้อย เผลอยกมือขึ้นจะแตะภาพใบหน้างดงามนั้นแต่ยั้งไว้ทันเพราะรู้ว่าการแตะต้องมันจะทำให้เกิดความเสียหายได้เนื่องจากเหงื่อของคนเรา

น่าแปลก ยิ่งมองภาพดวงหน้าหญิงสาวยิ่งชัดขึ้น ๆ แปรเปลี่ยนจากลายวาดเป็นดวงหน้าเสมือนจริงแย้มยิ้มน้อย ๆ ดูอ่อนละมุน หัวใจชายหนุ่มกระตุกวูบก่อนความปลื้มปีติจะท่วมท้นขึ้นมาจนรู้สึกได้ นานมากกว่าจะถอนสายตาออกจากภาพดังกล่าวสำเร็จหากพอกำลังจะบังคับตัวเองให้ก้าวพ้นจากตรงนั้นเพื่อไม่ให้หลงใหลปักหลักชายหนุ่มเห็นสมุดข่อยเล่มหนึ่งตกอยู่ใกล้แท่นสำหรับกราบพระ เขาหยิบมันขึ้นมาพลิกดูไปอย่างนั้นเอง แล้วความแผลงบวกกับว่าง ๆ จึงเปิดออกอ่าน ไม่รู้ตัวเลยว่าได้นั่งลงในท่าเทพบุตรประนมมือกล่าวบริกรรมคาถาชัดถ้อยคำตามอักขระในสมุดข่อยเสียครบถ้วน

สพฺพเทวตา      อธิฏฺฐิโต มยฺหํ

สพฺพ เปมํ         ปณโย สพฺพโต

อยฺย ภนฺเต       ธรติ ปิยํ

สพฺพเทวตา      อธิฏฺฐิโต อุปกปฺปติ

            แล้วเขาก็ปิดสมุด วางลงตามเดิมแทบพร้อมเสียงเรียกของจันทกานติ์

            “ตาเมษ ว่าแล้วเชียวต้องอยู่ที่นี่”

            ชายหนุ่มลุกขึ้นเต็มความสูง ตรงเข้าช่วยถือของในมือจันทกานติ์ “เสร็จแล้วหรือครับ”

            “จ้ะ” ชำเลืองภาพจิตรกรรมฝาผนัง “ภาพพวกนี้มีดีอะไรหรือลูก ป้าเห็นชอบดูนักเชียว”

            “ไม่รู้สิครับ” เขาเองยังตอบไม่ได้ ทราบแต่ผูกพันจนต้องแวะเวียนหาชมภาพจิตรกรรมฝาผนังแทบทุกวัด โดยเฉพาะที่นี่ที่เขาต้องกลับมาบ่อย ๆ “คงเป็นความทึ่งมั้งครับ คุณป้าคิดดูสิ แต่ก่อนไม่มีสีน้ำสีโปสเตอร์เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ ช่างเขาอุตส่าห์ใช้สีจากธรรมชาติอย่างถ่านงาช้าง ดินเหลือง แดง ขาว แม้แต่สีครามจากต้นครามมาผสมยางไม้วาดขึ้นทิ้งไว้ให้ลูกหลานดูได้”

            “เอ๊ะรู้ละเอียดจัง พวกนี้เขาใช้ของอย่างเมษว่าด้วยเหรอป้าเพิ่งรู้ เมษรู้จากไหนล่ะลูก”

            ถูกคำถามอย่างนี้เข้าชายหนุ่มถึงกับทำหน้างุนงง จะว่าอ่านมากคงใช่แต่หลาย ๆ ครั้งสิ่งที่ตอบออกไปไม่แน่ใจนักว่าเคยอ่านผ่านตาจริงหรือระลึกได้เอง ได้แต่สั่นศีรษะตอบอย่างจนใจ “ไม่ทราบสิครับ สงสัยจะเคยอ่านเจอในหนังสือ”

            จันทกานติ์เออออรับตามประสาคนไม่สนใจในศิลปะด้านนี้นัก ชักชวนหลานกลับ สองป้าหลานเดินออกจากพระอุโบสถ แสงสว่างจากด้านนอกสาดลอดผ่านเข้ามาทางช่องประตูจับองค์พระประธาน คล้อยหลังคนทั้งสองได้ไม่เท่าไหร่นอกจากแสงแดดยังเกิดแสงสว่างบาดตาขึ้นบริเวณภาพจิตรกรรมฝาผนัง หากเมษราศีหันกลับไปมองสักนิดเขาจะได้เห็นภาพหญิงสาวบนฝาผนังวาบขึ้นไปกรอบโครงชัดเจน พริบตาเดียวเท่านั้นก่อนทุกอย่างจะวูบดับกลับเป็นปกติดังเดิม เปลี่ยนแปลงก็แต่หลังความสงบ รายละเอียดภาพบางภาพลบเลือนไปเหลือแต่ช่องว่างสีขาว

            ภาพ ๆ นั้นคือ...หญิงสาวที่เมษราศีตะลึงมองอยู่นานสองนานนั่นเอง!

โปรดติดตามตอนต่อไป...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น