-จุมพิตสิเน่หา-

ตอนที่ 22 : บทที่ 13 (1/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 183
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 ต.ค. 59

E-book จุมพิตสิเน่หา พร้อมเสิร์ฟละน้า
คลิกโลด



+++++++++++++++++




            “คุณกุลยาเชิญค่ะ” ผู้จัดการฝ่ายบุคคลบริษัททิพยภูษาขานชื่อผู้รอสัมภาษณ์งานคนสุดท้าย มล.กุลยา ลุกขึ้นเดินตามผู้จัดการสาวเข้าไปในห้องประชุมเล็กห้องหนึ่งซึ่งจัดไว้สำหรับสัมภาษณ์พนักงาน ฝ่ายนั้นผายมือให้นั่งแล้วบอกทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร “รอสักครู่นะคะ”

            กุลยายิ้มตอบ นั่งรออย่างสงบ หลังตรงไม่วอกแวกกระทั่งประตูห้องถูกเปิดเข้ามา ความเคลื่อนไหวของผู้มาใหม่สะดุดนิดหนึ่ง พลาธิปขมวดคิ้วยกแฟ้มบรรจุใบสมัครพร้อมรายงานผลการทดสอบความรู้ด้านต่าง ๆ ในมือขึ้นอ่าน...มล.กุลยา จันทร มัวแต่ยุ่งถึงเพิ่งเห็นว่าผู้สมัครตำแหน่งเลขานุการคนสุดท้ายคือใคร ชายหนุ่มลอบถอนใจในความสะเพร่าของตัวเอง ถ้ารู้ก่อนล่วงหน้าคงสั่งให้ผู้จัดการตัดสิทธิ์ทัน ไม่ต้องให้ถึงเขาสัมภาษณ์

            ชายหนุ่มนั่งลงตรงหัวโต๊ะประชุมตัวยาว กวาดสายตาสแกนหญิงสาวในชุดสูทเข้ารูปสีเทาอ่อนดูเรียบแต่ทันสมัยแล้วขีดเครื่องหมายถูกในใจ...ผ่าน อย่างน้อยเขาก็มีความยุติธรรมในใจ แม้เคยมีเรื่องกันนับครั้งไม่ถ้วนก็ตามที

            “สวัสดีค่ะ”

กุลยากล่าวทักทายพร้อมยกมือไหว้แถมด้วยยิ้มหวานจนพลาธิปหรี่ตามองเหมือนไม่ไว้ใจ

“ขอบคุณที่สนใจทำงานร่วมกับทิพยภูษานะครับ” ชายหนุ่มเองก็พูดคุยสุภาพราวกับไม่เคยโกรธหล่อนหลายต่อหลายครั้งเหมือนกัน กุลยาเกือบดีใจได้แล้วว่าทางสะดวกถ้าอีกฝ่ายไม่ต่อประโยคเสียก่อนว่า “แต่เท่าที่ผมดูคร่าว ๆ คุณยังไม่เหมาะกับงานในตำแหน่งนี้นัก”

นับหนึ่งถึงสิบในใจ ไม่ใช่ หนึ่งถึงร้อยต่างหาก กุลยาพยายามใจเย็น เก็บมีดไว้ข้างหลังแล้วชูดอกไม้ไว้ข้างหน้าให้พลาธิปเห็นแต่ความอ่อนหวานสวยงาม ถามเสียงอ่อน

“เหตุผลล่ะคะ ดิฉันขอทราบเหตุผลได้ไหมเผื่อจะนำไปปรับปรุงในการสมัครงานครั้งต่อไป”

เจอไม้อ่อน พลาธิปเริ่มหาทางไปไม่ถูก เขาจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่สนทนาเหมือนพยายามจับผิด แต่ไม่พบสิ่งใดนอกจากดวงตาสีนิลสุกใสไร้สิ่งแอบแฝง ทำให้ต้องพลิกแฟ้มในมืออ่านรายละเอียดอีกครั้ง แค่ประวัติส่วนตัวชายหนุ่มก็มีคำถามขึ้นอีกโดยไม่สนใจตอบคำถามเมื่อครู่

“ขอโทษนะครับถ้าผมเสียมารยาท คุณเป็นถึงหม่อมหลวง เป็นคนในสกุลจันทร ทราบมาว่ามีกิจการมากมายทำไมถึงคิดมาสมัครงานที่นี่ล่ะ”

จริงอย่างพลาธิปว่า สกุลจันทรมีเครือญาติจำนวนมาก ญาติ ๆ แต่ละคนล้วนกุมบังเหียนธุรกิจใหญ่ยกเว้นบิดาหล่อนที่รับราชการตั้งแต่ยังหนุ่ม หากนั่นก็ไม่เป็นปัญหา เพียงหล่อนเอ่ยปากของานจากลุงป้าคนไหนสักท่าน ตำแหน่งสำคัญย่อมเป็นของหล่อนทันที หญิงสาวสบตาชายหนุ่ม ยิ้มพรายขณะตอบ

“คุณหมายถึงทำไมฉันคิดจะมาเป็นลูกน้องคนอื่นใช่ไหมคะ” เมื่อเห็นเขาไม่ตอบ เหมือนจะบอกว่าใช่ความหมายนั้นล่ะ หญิงสาวก็อธิบายต่อทันที “สำหรับดิฉัน ตำแหน่งใหญ่เล็กไม่สำคัญหรอกค่ะ ส่วนที่ตัดสินใจสมัครงานที่นี่แทนบริษัทเครือญาติเพราะต้องการทำงานจริง ๆ ไม่ต้องการอภิสิทธิ์พิเศษกว่าคนอื่น ดิฉันรู้จักทิพยภูษาเพราะคุณแม่ดิฉันเป็นลูกค้าเหนียวแน่นของที่นี่ ท่านชมคุณภาพผ้าไหมให้ดิฉันฟังบ่อย ๆ พอนานเข้าก็เหมือนซึมซับไปไม่รู้ตัวจนอยากร่วมงานกับบริษัทที่ผลิตสินค้าคุณภาพแล้วยังมีความมั่นคงสูง”

แค่สามสัปดาห์ไม่น่าเชื่อว่าหม่อมหลวงผู้สร้างความเดือดร้อนให้เขาทุกครั้งที่เจอหน้าจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน พลาธิปพลิกแฟ้มกลับไปกลับมาเหมือนพยายามหาข้อด้อย แต่ผลการทำข้อสอบทางด้านภาษา การใช้เครื่องใช้สำนักงาน หรือแม้แต่ด้านจิตวิทยา มล.กุลยา ทำคะแนนได้สูงสุดเหนือกว่าผู้สมัครทั้งหมดอย่างขาดลอย

เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มองหน้าหญิงสาวนิ่ง ถามจริงจัง

“คุณทราบไหมว่าตำแหน่งนี้ต้องทำงานร่วมกับใคร”

กุลยาเอียงคอนิด ๆ แลดูเก๋ไก๋ระหว่างใช้ความคิดเพียงชั่วครู่

“ในประกาศรับสมัครระบุชัดนี่คะว่าเป็นเลขานุการส่วนตัวคุณพลาธิป”

ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “แล้วคุณคิดว่าจะทำได้?

“แน่นอนค่ะ ถึงดิฉันจะไม่เคยผ่านงานนี้ แต่เรียนมาโดยตรง คิดว่าคงได้เอาความรู้ที่เรียนมาใช้กับงานได้”

ความมั่นใจเกินร้อยเกือบทำพลาธิปแค่นยิ้ม เขาไม่เลิกระแวงหล่อนแต่เดาไม่ถูกว่าจุดประสงค์ในการสมัครเข้าทำงานคืออะไรกันแน่ เดิมทีเขาทำงานคนเดียวมาหลายเดือน เพราะเลขากี่คน ๆ ทำงานไม่ถูกใจจนถึงขั้นเปลี่ยนไม่ซ้ำหน้า เคยคิดว่าจะทำงานคนเดียวเรื่อยไป แต่จำนวนงานมากขึ้นทำให้ต้องหวนคิดใหม่ หลาย ๆ เรื่องเขาจำเป็นต้องมีผู้ช่วย

“ถ้าคุณมั่นใจ ผมจะลองเชื่อดู”

คำพูดที่แปลความหมายได้ว่าผ่านเกือบทำให้กุลยาเก็บความดีใจไว้ไม่มิด

“ขอบคุณค่ะ”

“เริ่มงานพรุ่งนี้แปดโมงเช้า” ลุกขึ้น เดินไปถึงประตูแล้วหันกลับมาทิ้งท้ายเสียงเคร่งอย่างที่กุลยาหมั่นไส้ “หวังว่าคงจะไม่สาย”

 

 “คุณเมษคะ คุณขวัญข้าวโทรมาอีกแล้วค่ะ”

สิรีรายงานผ่านหมายเลขโทรศัพท์ภายในเสียงละห้อย เหนื่อยหน่ายใจกับนางแบบสาวจอมตื๊อ

“บอกไปว่าผมติดประชุม” ตอบไม่แยแส

“บอกแล้วค่ะแต่เธอไม่ยอมท่าเดียวจะคุยสายให้ได้”

“งั้นบอกไปว่าผมไม่อยู่”

สิรีตอบรับแล้ววางโทรศัพท์ แทบร้องไห้เพราะไม่ถึงสองนาทีก็มีผู้หญิงโทร.หาเมษราศีอีกแล้ว วันทั้งวันไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากคอยบอกปัดคู่ควงนับสิบรายไม่ให้พบหรือคุยสายกับเจ้านาย

เมษราศีไม่ได้สนใจสิ่งในสิ่งที่เกิดขึ้น เขากำลังประชุมส่วนตัวกับกันตพงศ์หัวหน้าแผนกการลงทุน และชัยยุทธผู้จัดการฝ่ายควบคุมโรงงาน เกี่ยวกับการนำเครื่องจักรตัวใหม่มาลง ชายหนุ่มกางแบบเครื่องจักรสำหรับทอผ้าจำนวนมากที่ทิพยภูษาเริ่มนำเข้ามาใช้ในระยะหลัง เพราะการทอมือไม่ทันต่อความต้องการของลูกค้า ในที่ประชุมจึงตกลงใจผลิตเพิ่มโดยแบ่งแยกชัดเจนว่าผ้าส่วนไหนทอด้วยเครื่องจักร ส่วนไหนทอมือ ซึ่งแน่นอนว่าราคาย่อมสูงกว่ากันมากหากเป็นงานจากแรงงานคน

กำลังคุยในรายละเอียดได้ไม่ถึงสิบนาทีสิรีก็ต่อสายเข้ามารายงานอีก คราวนี้ใบหน้าคมสันเจือรอยเคร่งเครียดอยู่แล้วเริ่มเปลี่ยนเป็นเคร่งจัด ดุดัน

“คุณเมษคะคราวนี้คุณแพรวดาว เธอบอกว่าจะมาถึงที่นี่ภายในสิบนาทีค่ะ”

ถึงจะตกลงก่อนคบหาว่าหากฝ่ายใดตัดสัมพันธ์อีกฝ่ายจะยุติโดยดีชายหนุ่มก็ยังไม่อยากพูดทำลายใจคู่ควงขั้นเด็ดขาดจึงใช้วิธีหลบไปหลบมาไม่พบไม่คุยกับใครสักรายเดียว หวังว่าคงเข้าใจจนเลิกราไปได้ในที่สุด แต่ผลกลับตรงข้าม เลขานุการทั้งสองต้องทำงานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเพราะถูกรบกวนด้วยสายเรียกเข้า

“โอเคโอนเข้ามาซิ”

ได้ยินคำสั่งลอดไรฟัน กันตพงศ์กับชัยยุทธหันมองหน้ากันเหมือนเสียวสันหลังแทนบรรดาคู่ควงที่ไม่รู้เสียแล้วว่าเวลาโกรธ เมษราศีน่ากลัวแค่ไหน

สิรีโอนสายตามคำสั่ง ทันทีที่ได้ยินเสียงเมษราศีแพรวดาวก็ตัดพ้อต่อว่ามาเป็นชุดแต่ถูกชายหนุ่มตัดบทฉับ

“ไม่ต้องมาหาผม แล้วก็ไม่ต้องมาอีก”

“คุณเมษ! แพรวทำอะไรผิดคะ ทำไมทำกับแพรวแบบนี้”

หญิงสาวกรีดร้อง สุดแสนเสียดายผู้ชายหล่อรวยเนื้อหอมอย่างเมษราศี

“ผมกำลังจะแต่งงาน...”

เมษราศีพูดไม่ทันจบ คำตัดพ้อหนักข้อผสมร้องไห้พร่ำรำพันก็ขัดทะลุกลางปล้องมาอีกยืดยาว ชายหนุ่มกัดฟันข่มอารมณ์ โอนสายกลับไปให้สิรีพร้อมกับสั่ง

“ใครโทร.มาอีกให้บอกไปว่าผมกำลังจะแต่งงาน แล้วส่งของขวัญไปให้ครบทุกคนด้วย เดี๋ยวคุยธุระจบผมจะบอกว่าให้รับที่ร้านไหน”

ของสมนาคุณราคาแพงส่งไป ดูซิจะมีรายไหนปฏิเสธบ้าง...แค่นี้เรื่องก็จบเพราะพวกหล่อนย่อมรู้ว่าคำว่าจบของเขาคือคำขาด ใจชายหนุ่มกระหวัดคิดถึงมุก นึกถึงวันที่หล่อนต่อว่าเขาเรื่องเปรมยุดา คู่ควงทุกคนก็เหมือนกัน คงเพราะเขาเลือกด้วยกระมังว่าถ้าแค่ฐานะคู่ควงก็ไม่ควรเลือกคบคนที่รักเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะหากเขาไม่รักตอบจะเป็นการทำร้ายกันเกินไป

สิรีมองกระบอกโทรศัพท์ค้าง เพราะพอกล่าวจบเจ้านายก็ตัดสายท่ามกลางอาการงงเป็นไก่ตาแตก...เมษราศีจะแต่งงาน ข่าวใหญ่ที่สุดในรอบปีเลยนะเนี่ย!

“ขอโทษที”

เมษราศีหันมาบอกกับลูกน้องสองคนตรงหน้าโต๊ะที่หูผึ่งกับเรื่องเจ้านายจะแต่งงานแต่เห็นสีหน้าแล้วไม่กล้าอ้าปากถามความแน่ใจสักคน ถ้าไม่อยากถูกหางเลขพวกเขารู้ดีว่าควรปิดปากให้สนิทแล้วดึงความสนใจมาที่งานตรงหน้าโดยด่วน

 

            นาฬิกาบนผนังบอกเวลาห้าโมงครึ่ง เลยเวลาเลิกงานมาครึ่งชั่วโมงเมษราศีถึงได้วางมือจากงานตรงหน้า กำลังลุกขึ้นคว้าสูทตัวนอกขึ้นพาดบ่า หยิบกุญแจรถเตรียมกลับบ้าน โทรศัพท์มือถือก็ดังขัดขึ้นก่อน

“ไอ้เมษ ไปดริ๊งค์กันไหมวะ”

บวรวิชญ์ชักชวนมาตามสายตามประสาหนุ่มโสดขาเที่ยวที่แม้งานรัดตัวแต่มิวายหาเรื่องพบปะสังสรรค์กันบ่อย ๆ เมษราศีส่ายหน้าตามความเคยชินทั้ง ๆ ทำแล้วคู่สนทนามองไม่เห็น ตอบตัดเยื่อใย

“ไม่ไป”

“เฮ้ยยุ่งอะไรนักหนา นี่เขาถามหามึงกันทั่ววงแล้วไม่รู้ตัวเหรอ”

บวรวิชญ์โวยวายเพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่เมษราศีปฏิเสธ เมื่อก่อนยังไม่ทันชวนก็มาหาถึงที่ เดี๋ยวนี้ชวนแล้วชวนอีกไม่มีรับสักหน

“กูไม่ว่าง จบมั้ย”

“ไม่ว่างหรือรีบกลับไปไหน ทำตัวเหมือนคนเพิ่งแต่งงานต้องรีบกลับบ้านไปหาเมียนะมึง”

คำถามกึ่งแซวแทงใจดำ บวรวิชญ์กับบวรพลเป็นสองคนแรกที่รู้เรื่องมุก หลังจากพาหญิงสาวพ้นเงื้อมมือเสี่ยบ้ากาม เมษราศีก็เล่าให้เพื่อนฟังแค่คร่าว ๆ ว่าจำเป็นต้องดูแลให้มุกอยู่ที่บ้านเพราะหล่อนไม่มีที่ไปจริงๆ ตั้งแต่นั้นเองที่ไอ้เสือเมษตามคำแซวของเพื่อน ๆ เริ่มงดเที่ยวเตร่

“ไอ้ห่_นี่”

ชายหนุ่มอวยพรเพื่อนยิ้ม ๆ ตลอดหนึ่งเดือนมานี่ เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนจนสองเพื่อนสนิทกระเซ้าผ่านสายโทรศัพท์ เพิ่งเห็นจริงวันนี้เองว่าที่เป็นอยู่ทุกวันไม่ต่างคู่วิวาห์ข้าวใหม่ปลามันที่สามีรีบดิ่งกลับบ้านทันทีที่เลิกงานเพราะอยากเห็นหน้าภรรยา

“ไว้คราวหน้าแล้วกัน” เขาตัดบทแถมด้วยตัดสายหน้าตาเฉย


โปรดติดตามตอนต่อไป...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น