-จุมพิตสิเน่หา-

ตอนที่ 17 : บทที่ 10 (2/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 171
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 ต.ค. 59

E-book จุมพิตสิเน่หา พร้อมเสิร์ฟละน้า
คลิกโลด



+++++++++++++++++


“มุก...มุกจ๊ะ”

เมษราศีไม่อยากสนใจลิ้นตัวเองอีกต่อไป มันจะถนัดเรียกหญิงสาวอย่างไรก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ ชายหนุ่มเรียกเสียงดังพอประมาณคิดว่าคนข้างในคงได้ยินแล้วชะเง้อมองเข้าไปแลหา หลังจากเมื่อคืนนอนพลิกไปพลิกมาคิดถึงแต่หน้าหล่อนจนนอนไม่หลับ

“คะคุณพี่”

เสียงขานรับอ่อนหวานดังขึ้นพร้อมมุกเปิดประตูก้าวออกมาด้วยชุดไทยชุดเดิม แสงอรุณรุ่งฟุ้งอยู่ทางด้านหลังมองแล้วเหมือนนางในวรรณคดีก้าวออกมาจากภาพฝัน เมษราศีกะพริบตา ลมหายใจแทบหยุดตั้งแต่ได้ยินเสียงขานรับดูเหมือนกำลังจะหยุดลงอย่างจริงจัง

“อรุณสวัสดิ์” กล่าวทักทายเหมือนละเมอ

“คุณพี่ว่าอย่างไรนะคะ อรุณสวัสดิ์[1]แปลว่าอะไร”

ร่างสูงก้าวเข้าไปจนใกล้หญิงสาวช่างซักถาม ไร้เดียงสาราวกับเพิ่งออกมาเผชิญโลกกว้างเป็นครั้งแรก

“แปลว่าสวัสดียามเช้า”

“งั้นหรือคะ อรุณสวัสดิ์ค่ะ” คนช่างสงสัยทำท่าคิด ถึงเมษราศีอธิบายแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่เดาว่าคงเป็นคำทักทาย “แล้วเวลาอื่นล่ะคะทักทายกันว่าอย่างไร”

เพียงหนึ่งคืนยังทำให้มุกเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ เมื่อวานยังดูเศร้าแต่ตอนนี้ดูจะลืมเลือนหันมาไถ่ถามนั่นนี่ดูมีชีวิตชา อีกหน่อยคงได้เห็นมุกร่าเริงขึ้นเรื่อย ๆ หากความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นเพราะมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่ เมษราศีหวังจะได้เห็นโดยเร็ว

 หน้าเรือนเล็กจัดวางชุดเก้าอี้เหล็กดัดเล็ก ๆ ไว้ชุดหนึ่ง ชายหนุ่มเดินนำไปชักชวนให้นั่งลงคุยกันดีกว่ายืนขาแข็ง

“มีหลายคำแต่จำไม่หมดเพราะไม่ได้ใช้ คุ้น ๆ และใช้กันอีกคำก็มีราตรีสวัสดิ์เอาไว้พูดตอนกลางคืนแทนการอำลาชั่วคราว” เห็นหญิงสาวนั่งฟังตาแป๋วสนอกสนใจอย่างกับกำลังฟังอาจารย์เลคเชอร์เมษราศีก็เล่าต่อเพลิน “ส่วนใหญ่ใช้สวัสดีมากกว่า”

เล่าไปเรื่อยแล้วเพิ่งฉุกคิด ทำไมต้องเล่าเรื่องพื้น ๆ ให้มุกฟัง คำว่าสวัสดี[2]มีหรือคนไทยจะไม่รู้จัก พูดได้ตั้งแต่เริ่มหัดพูดด้วยซ้ำไป แต่คิดอีกที ตั้งแต่พบหน้ากระทั่งกล่าวทักทายทุกคนในบ้านนี้มุกไม่เคยพูดว่าสวัสดีสักครั้ง หล่อนไหว้ได้สวย ท่ากราบนอบน้อม คำว่ากราบเสียอีกที่ได้ยินหล่อนพูดตอนพบหน้าลุงป้าและพี่ชาย

“ทำไมถึงใส่ชุดเดิม”

มุกก้มมองตัวเอง ค่อยรู้สึกมั่นใจมากกว่าสวมชุดที่เมษราศีซื้อให้ ในท่านั้นศีรษะหญิงสาวก้มต่ำทำให้ไม่เห็นสายตาชื่นชมจากชายหนุ่ม เช้านี้มุกนุ่งโจงก็จริงแต่ท่อนบนรัดเฉพาะผ้าแถบไม่ได้ห่มทับด้วยสไบอีกชั้น ผิวกายตั้งแต่เหนือทรวงอกขึ้นมารวมไปถึงส่วนอื่น ๆ นวลเนียนเสมอเป็นสีเดียว

“ฉันถนัดยังงี้นี่คะ”

“หืม?

เมษราศีนึกคาดเดา มีสายอาชีพไหนบ้างที่ต้องแต่งตัวแบบนี้เป็นประจำ จะว่านางละครก็ไม่ใช่ลิเกยิ่งไม่ใช่ เพราะชุดที่สวมเป็นรูปแบบของชาวไทยสมัยก่อนถอดพิมพ์จากเห็นบ่อย ๆ ในภาพจิตรกรรมฝาผนังไม่มีผิด หรือหล่อนกำลังพยายามยืนยันว่าตัวเองหลุดออกมาจากภาพจิตรกรรมฝาผนัง มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหลังจากตายไปแล้วตั้งแต่เมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน

“คุณพี่พอหาผ้าให้น้องได้ไหมคะ จะได้มีไว้ผลัดเปลี่ยน” เห็นท่าทางเหมือนจะค้านของชายหนุ่ม มุกรีบเอ่ยต่อ “ฉันยังไม่รู้อะไรมาก คงอยู่แต่ในเรือนช่วยคุณป้าทำงาน นุ่งแบบนี้คงไม่เป็นไรหรอกมังคะ”

“ไม่ออกไปข้างนอกบ้างคุณจะเหงา”

ธุรกิจของครอบครัวยุ่งไม่ใช่น้อย เมษราศีชักนึกห่วงว่าหญิงสาวจะอยู่อย่างไรในขณะที่เขาต้องออกไปทำงาน คำพูดเมื่อครู่เหมือนจะบอกว่าผู้หญิงยุคนี้ออกนอกบ้านเป็นเรื่องปกติ มุกนึกถึงหนังสือประวัติศาสตร์ตามคำจันทกานติ์ อยากอ่านเร็ว ๆ เสียแล้วเผื่อเข้าใจความเป็นอยู่มากขึ้น

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะฉันอยู่ติดเรือนเสียจนชิน คุณพ่อท่านเกรงจะมีอันตรายจึงเข้มงวดในเรื่องนี้มาก”

“มุก” เห็นทีที่หญิงสาวบอกว่าความจำเสื่อมคงไม่ใช่ ถ้าไม่มีปาฏิหาริย์ทำให้เกิดเรื่องอัศจรรย์อย่างตายแล้วฟื้นจริงหล่อนก็สติฟั่นเฟือนเหมือนจันทกานติ์สันนิษฐาน “คุณเชื่อจริงน่ะหรือว่าเป็นคนยุคต้นรัตนโกสินทร์แล้วยังมีเลือดเนื้อขึ้นมาใหม่เพราะผมท่องคาถา”

มุกไม่ชอบโกหก การพูดความจริงง่ายกว่าปั้นความเท็จ ถึงพูดแล้วยากจะเชื่อแต่หล่อนก็จะยืนยัน

“ค่ะ ฉันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ สักวันหนึ่งคุณพี่คงจะทราบ”

...อย่าให้เป็นจริงเลย...

เมษราศีนึกภาวนา เขาไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด แต่จู่ ๆ กลับนึกหวั่นลึก ๆ ว่าถ้าเป็นจริงขึ้นมา ชีวิตของมุกจะยืนยาวสักแค่ไหน เขาไม่รู้กรรมวิธีทำให้หล่อนมีชีวิตขึ้นมา ทุกอย่างเป็นความบังเอิญ แล้วยิ่งไม่รู้ว่าทำอย่างไรหล่อนจะสูญสลายกลับไปเป็นวิญญาณอีกครั้ง ถ้าปาฏิหาริย์มีเวลากำหนดหรือเขาพลั้งเผลอทำให้หล่อนหายไป...หัวใจชายหนุ่มหนาวสั่น เริ่มคิดหาวิธีพาหล่อนติดตามเขาไปทุกที่ไม่ให้คลาดสายตา

“น้องขอคุณพี่สักอย่างได้ไหมคะ”

            เมษราศีสบตาหญิงสาว จนตอนนี้หล่อนก็ยังไม่ค่อยยอมสบตาเขาตรง ๆ สักที ทำเหมือนว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดร้ายแรง

            “เหมือนผู้หญิงสมัยโบราณ” ก่อนมาเขาสวนกับป้าสะใภ้ หล่อนเล่าให้ฟังเกี่ยวกับพฤติกรรมไปจนถึงคำพูดคำจาของมุกก่อนลงความเห็นว่าสติไม่ดี...น่าสงสาร และพอเขาเล่าให้ฟังถึงอาการไม่ค่อยสบตากันตรง ๆ จันทกานติ์จึงออกความเห็น “แต่ก่อนผู้หญิงถูกเก็บอยู่แต่ในบ้าน ทำงานบ้านงานเรือน เรื่องออกไปเที่ยวเตร่ง่าย ๆ นี่ไม่ได้ แล้วยิ่งพูดคุยกับผู้ชายยิ่งน่าเกลียด ผู้หญิงดี ๆ เขาจะต้องไม่สุงสิง ถ้าจำเป็นต้องคุยก็หลบตา พวกจ้องตาไม่กลัวเกรงนั่นเป็นแม่พวกกล้าเกินงาม”

            “ได้ แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ว่ามาก่อนเถอะ”

            ได้ยินคำ ข้อแลกเปลี่ยน มุกเริ่มไม่แน่ใจ ควรขอหรือไม่แต่แล้วก็ตัดสินใจ

            “เรื่องของน้อง คุณพี่จะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ น้องขอให้คุณพี่ช่วยอย่างเดียวเท่านั้น”

            “ว่ามาเถอะ”

            “ถ้าน้องต้องการทราบเกี่ยวกับเรื่องใดก็ตาม ขอให้คุณพี่ช่วยเล่าให้ฟังได้ไหมคะ ถ้าคุณพี่คอยอธิบายให้ฟังน้องคงเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ที่นี่เร็วขึ้น”

            “เท่านี้?

            “ค่ะเท่านี้ ขอให้ช่วยอธิบายในสิ่งที่น้องอยากทราบ...ทุกอย่าง คิดเสียว่าน้องเป็นเด็กที่ไม่รู้เรื่องราว”

            นัยน์ตาคนถูกขอร้องพร่างระยับขึ้นวูบหนึ่ง อายุขนาดมุกนับว่าสาวไม่ใช่เด็ก เป็นสาวสวยเสียด้วยจนเขาที่กันไว้แค่ตำแหน่งพี่ชายแทบเผลอแสดงความรู้สึก

            “ตกลง แต่ต้องแลกกับคุณยอมปรับตัวเข้าหาสิ่งใหม่ด้วย เช่น การพูด เสื้อผ้าที่สวมใส่”

            มุกก้มมองเสื้อผ้าตนเองทันควัน ไม่เห็นแปลกที่ตรงไหน จะแปลกก็ตั้งแต่ตกอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่นี่เท่านั้น อันที่จริงโจงกระเบนกับผ้าแถบแล้วยังสไบสีสวยเหมาะกับมุกอย่างมาก เมษราศีไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนแต่งได้สวยเท่าหล่อน คำพูดคำจาถึงจะผิดเพี้ยนไม่เคยชิน แต่ก็ฟังรื่นหู เพียงแต่

            “ผมไม่อยากให้คุณถูกคนมองว่าบ้า”

            “คะ?” เวลาตกใจมุกมักเผลอสบตาชายหนุ่มตรง ๆ “น้องน่ะหรือคะบ้า”

            “สำหรับคนอื่น” มิวายเมษราศีจะทอดเสียงอ่อน ระวังตัวแจอย่างมุก เขาเห็นแต่วิธีค่อย ๆ ทำตัวเป็นน้ำแทรกซึมไม่ให้หล่อนรู้ตัวเท่านั้นจึงจะเอาชนะใจสำเร็จ “ชุดไทยอย่างนี้เลิกใส่กันตั้งนานแล้ว ทานข้าวเช้าก่อนดีไหม แล้วเราค่อยออกไปหาซื้อชุดใหม่กัน”

 

            เหมือนเมษราศีถามความสมัครใจ เอาเข้าจริงมุกจำต้องตามชายหนุ่มต้อย ๆ เพื่อแลกกับสิ่งแลกเปลี่ยนล่อใจ

          “ถ้าอยากรู้ต้องออกไปดูโลกภายนอก แล้วจะเล่าให้ฟังทุกอย่าง”

            มุกออกจากบ้านพร้อมเมษราศีหลังทานอาหารเช้า ชายหนุ่มขับรถพามายังร้านตัดเสื้อฝีมือเยี่ยมร้านหนึ่งที่จันทกานติ์เป็นลูกค้าประจำ ระหว่างขับรถหญิงสาวถามถึงสิ่งต่าง ๆ มากมาย เมษราศีก็อธิบายตามคำสัญญาอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย

            เขายังถือโอกาสนี้สอนหล่อนเรื่องสรรพนามแทนตัว เวลาอยู่ตามลำพังจะพูดเหมือนเดิมได้ไม่มีปัญหาแต่ต่อหน้าคนอื่นควรเปลี่ยนให้ถูกต้อง ส่วนคำลงท้ายให้ลงว่าค่ะกับทุกคนไม่ใช่เจ้าค่ะเช่นพูดกับจันทกานติ์

            ถึงร้าน เจ้าของร้านออกมาต้อนรับขับสู้อย่างดี สายตาคมกริบมองเรือนร่างมุกด้วยแววทึ่งถึงกับออกปาก

            “หุ่นดีจริง ๆ ค่ะ ผิวยิ่งสวย ขาวเหลืองนวลเนียนทั่วตัว” ขัดจากร้านไหนคะ ประโยคสุดท้ายนี่เจ้าของร้านงับคำพูดไว้ทัน “วันนี้จะตัดชุดใช้ในโอกาสไหนคะ”

            ถามพลางวัดสัดส่วนลูกค้าแสนสวยไปด้วย มุกยืนตัวแข็งหันมาส่งตาราวกับจะถาม เมษราศีชิงตอบ

            “ทุกโอกาส ขอสักอย่างละห้าชุดนะครับ”

            “อุ๊ยตายคุณเมษ” คำสั่งตัดชุดรวดเดียวนับสิบเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าด “ถ้าพี่อายุถอยลงไปสักสิบห้าปีพี่คงจีบคุณเมษแน่ ๆ เชียวค่ะ คนอะไรช่างเอาใจ”

            แล้วขยิบตาใส่มุก “น่าอิจฉาจังเลยค่ะ”

            ไม่รู้คนกลัวถูกจีบคิดมากหรือเปล่า เมษราศีทำเป็นถอยห่างไปหยิบหนังสือพิมพ์นั่งอ่านรอ ปล่อยเจ้าของร้านดูแลมุกเต็มที่

 

            “ดอกไม้มั้ยครับดอกไม้” เด็กชายร่างผอมหน้าตามอมแมมหอบกุหลาบจัดช่อสำเร็จเดินเร่ขาย ปากตะโกนปาว ๆ ผ่านมาถึงหน้าร้านตัดเสื้อ เมษราศีเดินนำมุกออกมาพอดี ฝ่ายนั้นเห็นเป็นโอกาสทองเร่เข้าหาชายหนุ่ม “พี่ครับสนใจซื้อกุหลาบให้แฟนไหมครับ สวย ๆ ทั้งนั้น ช่วยผมหน่อยนะตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินเข้าเลย”

            ทีแรกเมษราศีไม่สนใจ กำลังเดินผ่านเลยไปก่อนชะงักพร้อมกับคำว่า...แฟน เลยเปลี่ยนใจหันมาพิจารณากุหลาบทั้งหอบในอ้อมแขนเก้งก้าง บางดอกเริ่มเฉาคอตกคงเพราะตกค้างมาจากวันก่อน แต่ส่วนใหญ่แย้มกำลังสวย มีทั้งสีขาว แดง และชมพู

            มุกอยากช่วยซื้อใจจะขาด ถ้าเป็นเมื่อครั้งหล่อนยังมีชีวิตก่อนหน้านี้เกือบสองร้อยปี หล่อนคงหาข้าวปลาให้เด็กคนนี้ทาน มีกระทั่งบารมีพอรับเลี้ยงไว้ในบ้านไม่ให้อดอยาก แต่ขณะนี้หล่อนเป็นคนแปลกหน้าไม่มีสมบัติติดตัว ดวงตาละห้อยได้แต่เลื่อนมายังเมษราศีราวกับขอร้องให้ช่วย

            “ขายยังไง” เมษราศีถาม ทั้งด้วยความตั้งใจจะซื้อเป็นทุนเดิมและอยากเอาใจหญิงสาว

            “ดอกละสิบบาทครับ”

            “เอามาหมดนั่นล่ะ”

            ทันทีที่ได้ยินลูกค้าบอกว่าจะเหมา เด็กขายดอกไม้ทำตาถลนเหมือนช็อกก่อนฉีกยิ้มกว้างหน้าทะเล้น จัดแจงส่งต่อดอกไม้ให้เมษราศี รับเงินมา พร้อมอวยพร

            “ขอบคุณมากครับ ขอให้พี่สองคนรักกันน้านนานเลยนะครับ” กล่าวจบก็วิ่งตื๋อจากไป ชูธนบัตรสีแดงสองใบโบกไหว ๆ

            มุกมองตามเด็กขายดอกไม้จนลับตา เสียดายไม่หายที่ช่วยเหลือไม่ได้มากกว่านี้ ระหว่างนั้นเมษราศีกำลังมองหล่อน ด้วยแววตาตรงตามความรู้สึกอย่างไม่คิดปิดบัง กระทั่งหล่อนหันมาจึงแกล้งเก๊กหน้าเฉย ยื่นกุหลาบหลากสีทั้งหอบไปตรงหน้า

            “ผมให้”

            “ฉันบอกแล้วไงคะว่า...”

มุกทวนข้อตกลงเสียงเบาหวิวเรื่องขอให้เห็นหล่อนเป็นเพียงน้องสาว ผิวแก้มร้อนผ่าวอย่างเข้าใจความหมายเพราะไม่ว่ากี่ร้อยปีก่อนหน้านี้หรือปัจจุบัน การให้ดอกไม้ยังคงเป็นสื่อแทนรักเช่นเดิม

“อยากให้ผมช่วยซื้อไม่ใช่เหรอ” หญิงสาวพยักหน้า “งั้นก็เก็บไว้เถอะเผื่อเด็กคนนั้นยังอยู่แถวนี้ เขาคงเสียใจถ้าเห็นดอกไม้ถูกโยนลงถังขยะ”

คำอธิบายเหมือนขู่อยู่ในทีสามารถทำให้มุกรับกุหลาบกอดไว้แน่น กลัวชายหนุ่มทำตามคำพูด ดอกไม้สวย ๆ ถูกทิ้ง...น่าสงสารแย่ หล่อนค้อน นึกโกรธนิด ๆ ที่ใจร้ายกับดอกไม้ลง

ท่าทางแง่งอนน่ารักจุดรอยพราวในดวงตา เมษราศีคิดไว้อยู่แล้วว่าคงถูกปฏิเสธ คำอธิบายจึงเป็นไปอย่างมั่นคง เรียบเรื่อยไม่แสดงออกให้หญิงสาว เข้าใจถูก’ มากไปกว่านี้

“คงไม่เหมาะหรอกถ้าให้ผู้ชายถือดอกไม้ ถ้าคุณไม่รับ ผมคงต้องทิ้ง”

“ฉันก็รับแล้วนี่คะ”

ถึงเข้าใจเหตุผลแล้วว่าที่แท้ชายหนุ่มเขินที่จะต้องถือดอกไม้ยังอดเถียงเสียงกระเง้ากระงอดไม่ได้ แอบเขินไม่น้อยที่ก่อนหน้าปฏิเสธแข็งขันเหมือนกลัวถูกเกี้ยวพา

“ดอกไม้มันคงดีใจ”

เมษราศีพูดทิ้งท้าย ผละเดินอ้อมไปอีกฝั่งของรถที่จอดเทียบทางเท้าหน้าร้านตัดเสื้อ เปิดประตูพลางลอบเหยียดยิ้มกับผลงานแรก

วันนี้คุณรับดอกไม้ของผม ต่อไปคุณต้องรับหัวใจผมไว้ด้วย...หนีไม่พ้นหรอกมุก

 

            จากร้านตัดเสื้อ เมษราศีพามุกมาที่ห้างสรรพสินค้าเพราะถ้าต้องการเสื้อผ้าสำเร็จรูป ที่นี่ย่อมเหมาะที่สุด ก่อนออกจากบ้านมุกเปลี่ยนชุดใหม่เป็นแบบสมัยใหม่เรียบร้อยจึงไม่มีปัญหาว่าถูกมองเป็นตัวประหลาดอีก

            “ที่นี่เรียกว่าอะไรหรือคะ”

            “ห้าง ย่อจากห้างสรรพสินค้า เหมือน ๆ ตลาดนั่นล่ะเพียงแต่รวมของหลายชนิดไว้ด้วยกันจำนวนมาก”

            เมษราศีเหมือนผู้ชายทั่วไป การเดินห้างเป็นไปแบบรวดเร็วเฉพาะเจาะจงตรงสู่แผนกที่ต้องการ ซื้อ จ่ายเงินแล้วกลับ แต่เมื่อมีมุกเดินเคียงข้างชายหนุ่มกลับอยากทอดเวลาให้ยาวนาน ไม่ทันสังเกตว่าระหว่างพาหญิงสาวเดินเล่นพร้อมกับเล่าเรื่องต่าง ๆ ได้ถูกนักข่าวแอบถ่ายรูปภาพ...เทพบุตรเดินดินพาคู่ควงคนใหม่เดินคุยกระหนุงกระหนิงในห้างดัง เขี่ยเปรมยุดาตกอันดับคู่ควงเบอร์ล่าสุดไปอย่างรวดเร็ว!



[1] อรุณสวัสดิ์ เป็นคำทักทายกันในตอนเช้า ถูกบัญญัติขึ้นในสมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งแปลจากภาษาอังกฤษคำว่า good morning นอกจากนี้ยังมีคำว่า ทิวาสวัสดิ์, สายัณห์สวัสดิ์ และราตรีสวัสดิ์ ซึ่งแปลมาจากคำว่า "good afternoon" "good evening" และ "good night" ตามลำดับ

[2] สวัสดี มาจากคำว่า  สวัสติ ในภาษาสันสกฤต เริ่มใช้ครั้งแรกที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยพระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นผู้ริเริ่ม หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2486 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นเห็นชอบให้ใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม เป็นต้นมา



โปรดติดตามตอนต่อไป...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น